จากป้องกันก่อการร้ายเคิร์ดตุรกีสู่การยึดครองซีเรีย

ผลจากการความขัดแย้งภายในประเทศซีเรียที่ควบคุมไม่ได้ เปิดทางให้เพื่อนบ้านเข้าแทรกแซงด้วยหลายเหตุผลที่เพื่อนบ้านหยิบยกขึ้นมาอ้าง เช่น ต่อต้านผู้ก่อการร้าย เป็นที่รองรับผู้ลี้ภัย อธิปไตยชาติถูกบั่นทอน
             รัฐบาลตุรกีทำสงครามต่อต้านก่อการร้ายกับพวกเคิร์ดในประเทศตนมานานแล้วและลามไปถึงซีเรียด้วย เพราะผู้ก่อการร้ายเคิร์ดตุรกีร่วมมือกับเคิร์ดซีเรีย จึงเข้าไปปราบผู้ก่อการร้ายลึกเข้าไปในดินแดนซีเรีย
ว่าด้วยชนชาติเคิร์ด :
ภูมิภาคตะวันออกกลางไม่ได้ประกอบด้วยชาวอาหรับเท่านั้น ยังมีพวกเปอร์เซีย (อิหร่าน) ยิว (อิสราเอล) และอื่นๆ ชาวเคิร์ด (Kurds) คืออีกชนเชื้อสายหนึ่งกระจายในหลายประเทศ โดยเฉพาะตุรกี อิรัก อิหร่าน ซีเรีย และบางประเทศในยุโรป
ชาวเคิร์ดผู้อาศัยในตุรกี (เคิร์ดตุรกี) มองว่ารัฐบาลตุรกีปฏิบัติต่อพวกตนเป็นดังชนกลุ่มน้อย มักกดขี่เสมอ พยายามสลายวัฒนธรรมเคิร์ด ฝ่ายรัฐบาลตุรกีชี้ว่าเป้าหมายสุดท้ายของพวกเคิร์ดคือแบ่งแยกดินแดนซึ่งมีความเป็นไปได้ เพราะชาวเคิร์ดชาตินิยมส่วนหนึ่งเห็นว่าต้องแก้ปัญหาด้วยการตั้งรัฐของตน กลุ่มเหล่านี้เป็นที่มาของ Kurdistan Workers’ Party (PKK) รัฐบาลตุรกีจึงประกาศว่า PKK เป็นองค์กรก่อการร้าย
เคิร์ดตุรกีเชื่อมโยงกับเคิร์ดซีเรีย พรรค PKK เป็นพันธมิตรกับพรรค PYD (Partiya Yekita ya Demokratik) ของเคิร์ดซีเรียและมีกองกำลังที่ชื่อ YPG
ตุรกีต้องการสร้างเขตปลอดภัย :
ตุรกีมีแนวคิดสร้างเขตปลอดภัย “safe zones” หรือ “buffer zones” มานานหลายปีแล้ว แนวคิดนี้ปรับเปลี่ยนเรื่อยมาตามบริบท เช่น ปี 2014 เมื่อเริ่มทำสงครามต่อต้านไอซิส รัฐบาลตุรกีเรียกร้องให้จัดตั้งเขตปลอดภัยตามแนวพรมแดนระหว่างตุรกีกับซีเรีย เป้าหมายในขณะนั้นคือต้องการสร้างเขตกันชนเพื่อกีดกันการติดต่อระหว่างเคิร์ดตุรกีกับเคิร์ดซีเรีย เป็นนโยบายเชิงรุกว่าเคิร์ดตุรกีจะไม่ตั้งเขตปกครองตนเอง เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงกับบรรดาประเทศที่เกี่ยวข้อง โดยยอมให้เกิดเขตปกครองตนเองของเคิร์ดซีเรีย เนื่องจากไม่อาจต้านแรงกดดันจากต่างชาติในขณะนั้น
            ในช่วงทำสงครามต่อต้านผู้ก่อการร้ายไอซิส รัฐบาลตุรกีมองว่ากองกำลังเคิร์ดซีเรียเป็นภัยมากกว่า เพราะได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศ รัฐบาลสหรัฐใช้เคิร์ดซีเรียเป็นแนวหน้ากวาดล้างไอซิส พวกเขาเข้มแข็งขึ้น โอกาสที่จะร่วมมือกับเคิร์ดตุรกีแบ่งแยกดินแดนมีมากขึ้น
            สถานการณ์ล่าสุด กองทัพตุรกียึดครองพื้นที่ซีเรียบางส่วนตามแนวพรมแดนทางเหนือที่ติดกับตุรกี และประกาศว่าจะสร้างเป็นเขตปลอดภัยหรือเขตกันชน ประธานาธิบดีแอร์โดกานกล่าวเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาว่าจะสร้างเขตปลอดภัยยาว 480 กิโลเมตรและลึกเข้าไปในแผ่นดินซีเรีย 30 กิโลเมตร (เท่ากับ 14,400 ตร.กม. กรุงเทพฯ มีพื้นที่ 1,569 ตร.กม.)  ตลอดพรมแดนทางเหนือของซีเรียที่ติดกับตุรกี เพื่อรองรับผู้อพยพลี้ภัย 2 ล้านคน
            การเอ่ยถึงมักจะยึดแม่น้ำยูเฟรติสเป็นจุดอ้างอิง ตุรกีต้องการให้กองกำลังเคิร์ดซีเรียถอนตัวออกจากฝั่งตะวันออกของแม่น้ำยูเฟรติสทั้งหมดเป็นระยะทาง 400 กิโลเมตร (จากริมแม่น้ำยูเฟรติสจนถึงพรมแดนอิรัก)
ด้านฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ ตุรกีได้ครองพื้นที่บางส่วนในเขตจังหวัด Idlib กับ Afrin อยู่ก่อนแล้ว และกำลังขยายพื้นที่ใหม่ในเขต Manbij ทั้ง 3 จุดอยู่ใกล้กันคืออยู่ทางภาคเหนือที่เยื้องไปทางตะวันตกของซีเรีย
            สรุปให้เข้าใจง่ายคือ หลายปีที่ผ่านมาตุรกีส่งกองทัพเข้ายึดพื้นที่ตามแนวพรมแดนทางเหนือของซีเรียที่ติดตุรกี ทั้งนี้ตุรกีได้เป็นจุดๆ หรือได้เป็นชิ้นๆ ตลอดแนวพรมแดน ความพยายามล่าสุดของตุรกีคือต้องการได้ครองเพิ่มอีก นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผน “กินทีละคำ” ยึดครองพื้นที่แถบนั้นทั้งหมดในอนาคต
ต้องตระหนักว่าเขตปลอดภัยของตุรกียังไม่แน่นอน อาจเล็กลงหรือขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้น
เหตุผลเรื่องผู้ลี้ภัย :
ผู้ลี้ภัยเป็นอีกประเด็นที่รัฐบาลตุรกีหยิบยกขึ้นมา เพื่อเป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยสงครามซีเรียราว 2-3 ล้านคน
เป็นเรื่องน่าเห็นใจตุรกีไม่อาจห้ามอาหรับสปริงซีเรีย ไม่อาจห้ามผู้หนีภัยสงครามเข้าประเทศ ไม่อาจห้ามเคิร์ดซีเรียที่พยายามสร้างอนาคตของตนเอง สิ่งที่ทำได้คือให้สงครามกลางเมืองซีเรียเป็นประโยชน์ต่อตนมากที่สุด ผลักดันผู้ลี้ภัยนับล้านให้ออกนอกพรมแดนตนเอง ช่วยผ่อนคลายภาระ ไม่เกิดปัญหาในอนาคต เช่น ชาวซีเรียลี้ภัยตั้งถิ่นฐานในประเทศ
            การกำหนดให้พื้นที่ส่วนหนึ่งของซีเรียเป็นจุดรับผู้อพยพลี้ภัยเป็นเรื่องสมเหตุผล การมีกองกำลังต่างชาติดูแลความปลอดภัยเป็นเรื่องดี แต่น่าจะกระทำในนามของกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ ไม่ใช่แบบที่ตุรกีคิดจะทำคือใช้กองกำลังของตนในนามประเทศตน
            การผลักดันผู้หนีภัยสงครามกลับเข้าสู่ดินแดนซีเรีย เข้าไปอยู่ใน “เขตปลอดภัย” เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศซีเรียถูกแบ่งแยก เพราะจะกลายเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกเขาอีกนาน เกิดคำถามในอนาคตว่าพื้นที่นี้เป็นของซีเรียหรือในที่สุดจะถูกผนวกเป็นของตุรกี
สหรัฐกับการสร้างเขตปลอดภัย :
หลายประเทศที่เกี่ยวข้องกับซีเรียหารือเรื่องการสร้างเขตปลอดภัยมานานแล้ว ต้องบันทึกว่ารัฐบาลตุรกีกับทรัมป์เห็นด้วยกับการสร้างเขตปลอดภัยในฝั่งวันออกของแม่น้ำยูเฟรติส จากข้อมูลที่ปรากฏในเดือนมิถุนายน 2018 ทั้ง 2 ประเทศมีแผนให้กองกำลังเคิร์ดซีเรียถอนตัวออกจากพื้นที่ และแทนที่ด้วยกำลังผสม 2 ฝ่าย
ท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ต่อเรื่องนี้จึงซับซ้อน
            หลังสงครามไอซิสเริ่มซา กองกำลังสหรัฐจำนวนหนึ่งยังอยู่กับกองกำลังเคิร์ดซีเรีย แม้จะบอกว่าเพื่อกวาดล้างไอซิสที่หลงเหลือ ความจริงอีกข้อคือการคงอยู่ของทหารสหรัฐทำให้ไม่มีใครกล้าแตะเคิร์ดซีเรีย รัฐบาลทรัมป์รู้ดีอยู่แล้วว่าหากถอนกำลังออกไป พวกเคิร์ดไม่สามารถรักษาพื้นที่ด้วยตนเอง เพราะพวกเขามีแต่อาวุธประจำกาย อาวุธเบา รถหุ้มเกราะ ไม่อาจสู้กองทัพประเทศตุรกีหรือกองทัพรัฐบาลซีเรีย (อัสซาด) ที่เป็นกองทัพเต็มรูปแบบ
แผนของรัสเซียและข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว :
ในขณะที่กองทัพตุรกีเริ่มรุกเข้ามาอีก กลางเดือนที่ผ่านมาทหารรัสเซียเข้าแทรก ทำหน้าที่เป็นแนวกันชนระหว่างกองทัพตุรกีกับซีเรีย ตลอดแนวทางเหนือของเขต Manbij
            รัสเซียไม่ได้เผชิญหน้ากับตุรกีโดยตรง ทำหน้าที่เป็นกรรมการหรือแนวกันชนระหว่างตุรกีกับซีเรีย ขัดขวางไม่ให้เกิดการปะทะระหว่างตุรกีกับซีเรียซึ่งจะยิ่งทำให้บานปลายและซับซ้อนกว่าเดิม
            อย่างไรก็ตาม การเข้าขวางเช่นนี้ต้องตามต่อว่าตุรกีจะถอนทหารออกจากเขต Manbij หรือไม่ และไม่ได้หมายความว่าแผนสร้างเขตปลอดภัยจะยุติ เพียงแต่ต้องเจรจาใหม่ มีรัสเซียกับรัฐบาลอัสซาดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตุรกีจะอ้างครอบครองดินแดนด้วยเหตุผลของตนเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้
ไม่กี่วันต่อมา รัฐบาลสหรัฐบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวกับตุรกี ทั้งนี้กองกำลังเคิร์ดซีเรียจะถอนตัวออกจากพื้นที่ตามแนวชายแดน ฝ่ายเคิร์ดเห็นด้วยกับข้อตกลง
            ถ้าทบทวนสถานการณ์หลายปีย้อนหลัง รัฐบาลสหรัฐสมัยโอบามาพุดคุยหารือเรื่องเขตปลอดภัยกับตุรกีมานานแล้ว รัฐบาลทรัมป์สานต่อเรื่องนี้ การถอนตัวของกองกำลังสหรัฐเหมือนกับเปิดทางให้ตุรกีได้ยึดครองพื้นที่เพิ่มอีกจุด ด้วยเหตุผลสร้างเขตปลอดภัย
            สถานการณ์อยู่ระหว่างดำเนินไปยากจะคาดเดาว่าจะเป็นอย่างไร ประเด็นที่รอคำตอบคือตุรกีจะถอนทัพออกจากพื้นที่ยึดครองหรือไม่ ในอนาคตจะเกิดเขตปลอดภัยหรือไม่และจะเป็นอย่างไร
            ที่แน่นอนคือ ผลจากการความขัดแย้งภายในประเทศซีเรียที่ควบคุมไม่ได้ เปิดทางให้เพื่อนบ้าน ผู้ก่อการร้ายไอซิสและอื่นๆ เข้าแทรกแซง สูญเสียชีวิตหลายแสนคน ผู้อพยพหนีตายหลายล้านคน สูญเสียดินแดน ด้วยหลายเหตุผลที่เพื่อนบ้านหยิบยกขึ้นมาอ้าง เช่น ต่อต้านผู้ก่อการร้าย เป็นที่รองรับผู้ลี้ภัย การย้อนเวลากลับไปสู่อดีตที่ซีเรียเป็นหนึ่งเดียวไม่อาจเป็นไปไม่ได้ และยังไม่รู้ว่าจะจบลงตรงไหนอย่างไร
20 ตุลาคม 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8379 วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2562)
----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง
รัฐบาลแอร์โดกานเลือกเผชิญหน้าภัยคุกคาม มองเป็นโอกาสตักตวงผลประโยชน์ ไม่เกรงกลัวขัดแย้งชาติมหาอำนาจ ประเทศเพื่อนบ้าน เป็นยุทธศาสตร์เปลี่ยนภัยคุกคามเป็นโอกาส
ประธานาธิบดีแอร์โดกานประกาศชัดว่าต้องการเพิ่มอำนาจให้กับตำแหน่งตนเอง แต่การเลือกตั้งเมื่อมิถุนายนที่ผ่านมาพรรคของตนสูญเสียการเป็นพรรคเสียงข้างมาก จึงต้องพยายามหาทางดึงคะแนนกลับ นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าสถานการณ์การปราบปรามเคิร์ดภายในประเทศเกี่ยวข้องกับการกระชับอำนาจ การเมืองตุรกีในช่วงนี้จึงมีผลต่อยุทธศาสตร์แบ่งแยกซีเรีย
บรรณานุกรม :
1. Bozarslan, Hamit. (1992). Turkey: A Neglected Partner. In Kreyenbroek. Philip G., & Sperl, Stefan (Eds). The Kurds: A Contemporary Overview (pp.74-89). London: Routledge.
2. Efforts underway for safe zone in northern Syria to reduce risk of terror attacks on Turkey, Pompeo says (2019, May 31). Daily Sabah. Retrieved from https://www.dailysabah.com/syrian-crisis/2019/05/31/efforts-underway-for-safe-zone-in-northern-syria-to-reduce-risk-of-terror-attacks-on-turkey-pompeo-says
3. Killing two birds with one stone: Erdogan’s Syria refugee plan. (2019, September 25). Rudaw. Retrieved from https://www.rudaw.net/english/analysis/25092019
4. Kurdish leader decries Turkey's 'safe zone' plan in Syria. (2015, July 29). BBC. Retrieved from http://www.bbc.com/news/world-europe-33698659
5. Russian military police are now patrolling the line between Syrian and Turkish forces. (2019, October 15). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2019/10/15/middleeast/turkey-syria-russian-troops-intl/index.html
6. Stokes, Jamie (Editor). (2009). Kurds. In Encyclopedia of The Peoples of Africa and the Middle East. New York: Infobase Publishing. pp.379-396.
7. Syrian government troops enter key northern city of Manbij. (2019, October 14). Al Arabiya. Retrieved from https://english.alarabiya.net/en/News/middle-east/2019/10/14/Syrian-government-troops-enter-key-northern-city-of-Manbij.html
8. Syrian Kurdish-led force says it will abide by cease-fire. (2019, October 17). AP. Retrieved from https://www.apnews.com/c27ec5d2fa3b4954a65bc359f497a22a
9. Turkey, US agree to launch 1st phase of safe zone plan. (2019, August 22). Hurriyet Daily News. Retrieved from http://www.hurriyetdailynews.com/turkey-us-agree-to-launch-1st-phase-of-safe-zone-plan-145958
10. U.S. seeks bigger Turkish role in fight against ISIS. (2014, October 10). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/middle-east/2014/10/10/Hagel-U-S-wants-use-of-Turkey-base-help-training.html
-----------------------------

unsplash-logoChristian Fregnan

เมื่อคนในชาติไม่คิดเป็นเอกภาพ ประชาธิปไตยอิรักกลายเป็นกับดัก

ระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองที่ดี แต่หากสังคมไม่เป็นเอกภาพ ไม่ต้องการอยู่ร่วมเป็นคนชาติเดียวกันจะกลายเป็นกับดักประชาธิปไตย มีปัญหาตามมาไม่สิ้นสุด
นับจากปี 2017 สงครามต่อต้านผู้ก่อการร้ายไอซิสเริ่มซา คนอิรักส่วนหนึ่งหันกลับมามองปัญหาใกล้ตัวอีกครั้ง การประท้วงรอบนี้เริ่มเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ในเวลาเพียง 8 วันเสียชีวิตอย่างน้อย 180 ราย บาดเจ็บ 7,000 ราย หน่วยงานรัฐ ศูนย์พรรคการเมืองถูกทำลาย มีข้อมูลว่าเจ้าหน้าที่ยิงปืนใส่ผู้ชุมนุม ในขณะที่เจ้าหน้าที่โต้ว่าในหมู่ผู้ชุมนุมมีผู้ถือปืนแฝงตัวยิงเจ้าหน้าที่
            หลังบ่ายเบี่ยงหลายรอบ ในที่สุดกองทัพอิรักยอมรับว่ามีบางกรณีที่ทหารใช้กำลังเกินกว่าเหตุและกำลังตรวจสอบอยู่ เปลี่ยนให้ตำรวจเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ ย้ำว่ามีมือที่ 3 ใช้สไนเปอร์ยิงผู้ชุมนุม
            การชุมนุมเกิดขึ้นในกรุงแบกแดดและอีกหลายเมืองทางตอนใต้ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของพวกชีอะห์
            เป้าหมายที่ฝ่ายผู้ชุมนุมต้องการคือล้มรัฐบาล เหตุเพราะการโกงกินมโหฬาร คนตกงาน น้ำไฟไม่พอใช้
มุกตาดา อัล-ซาดาร์ (Moqtada al-Sadr) ผู้นำจิตวิญญาณชีอะห์กลุ่มหนึ่งในอิรัก เรียกร้องให้รัฐบาลลาออก จัดเลือกตั้งใหม่ Awad Awadi นักการเมืองอาวุโสของฝ่ายอัล-ซาดาร์กล่าวว่า “พวกเราสนับสนุนการประท้วงทุกวิถีทาง” เป็น “การปฏิวัติของความหิวโหย” (a revolution of hunger) สายของอัล-ซาดาร์เป็นกลุ่มใหญ่สุดของรัฐสภาแต่เป็นฝ่ายค้าน
Douglas Silliman อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำอิรักชี้ว่าปัญหาใหญ่ที่สุดคือ ต้องหางานให้กับคนหนุ่มสาว 1 ล้านคนที่ว่างงานในขณะนี้ (ธนาคารโลกระบุว่าคนหนุ่มสาวว่างงานถึงร้อยละ 25) ด้วยการคลายกฎระเบียบการเป็นผู้ประกอบการ ไม่มีวิธีอื่นที่สามารถหางานแก่คนจำนวนมาก
นับแต่เริ่มชุมนุม อเดล อับดุล มาห์ดี (Adel Abdul Mahdi) นายกรัฐมนตรีอิรัก ประกาศขอให้ยุติการชุมนุม รัฐบาลรับทราบความต้องการแล้ว จะแก้ปัญหาทั้งเรื่องการว่างงาน คอร์รัปชัน ให้น้ำไหลไฟสว่าง แต่จำต้องใช้เวลา รัฐบาลเพิ่งมีอายุเพียงปีเดียวเท่านั้น ได้ไล่เจ้าหน้าที่กว่า 1,000 นายออกจากตำแหน่งด้วยข้อกล่าวหาทำให้รัฐสูญเงินโดยใช่เหตุ พร้อมกับประกาศนโยบายปฏิรูปหลายข้อ เช่น ปฏิรูปที่ดิน การเกณฑ์ทหาร เพิ่มสวัสดิการหลายอย่าง บ้านสำหรับผู้มีรายได้น้อย อบรมให้ความรู้แก่ผู้ว่างงาน
แท้จริงแล้วการชุมนุมประท้วงลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง (ในรัฐบาลชุดก่อน) เป็นประเด็นเก่าๆ อิรักเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกแต่ชาวบ้านยากจน เงินหายไปไหนหมด เป็นคำถามที่ดีเมื่อชาวบ้านจำนวนไม่น้อยต้องอยู่อย่างยากจนไร้อนาคต

กับดักประชาธิปไตยอิรัก :
นายเนชิวาน บาร์ซานิ ประธานาธิบดีภูมิภาคเคิร์ด (Kurdistan Region-เป็นเขตปกครองหนึ่งของอิรัก) กล่าวว่าต้นเหตุของปัญหาทั้งปวงมาจากฝ่ายการเมือง ไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่าย ตราบใดที่บ้านเมืองยังไม่สงบ (หมายถึงสถานการณ์ภาพใหญ่)
            หลักคิดของรัฐบาลสหรัฐในการมอบประชาธิปไตยแก่อิรัก คือ แบ่งสรรอำนาจแก่ตัวแทน (นักการเมือง) ของทั้ง 3 กลุ่มใหญ่ คือ ชีอะห์ ซุนนีและเคิร์ด เพื่อให้ทุกฝ่ายมีสิทธิมีเสียงของตนเองในรัฐสภา ได้รัฐบาลสะท้อนเสียงประชาชนทั้งประเทศ
            เหมือนเช่นหลายประเทศ การเลือกตั้งอิรักเป็นเพียงพิธีกรรมอย่างหนึ่ง ประชาชนขาดหรือไม่ยอมรับวัฒนธรรมประชาธิปไตย คนจำนวนมากยึดมั่นผู้นำชุมชนผู้นำกลุ่มมากกว่า ไปเลือกตั้งตามคำชี้แนะจากผู้นำของตน คนชีอะห์จะเลือกตัวแทนชีอะห์ คนซุนนีจะเลือกตัวแทนซุนนี ชาวเคิร์ดจะเลือกตัวแทนที่เป็นคนเคิร์ด
            นอกจากนี้แกนนำกับนักการเมืองของทั้ง 3 กลุ่มใหญ่ ไม่คิดสร้างประเทศที่มีเอกภาพจริง บ้างอาจโทษว่าเพราะนายกฯ ที่มาจากพวกชีอะห์มักยึดกุมอำนาจรัฐไว้กับตัวเอง ไม่กระจายอำนาจ กระจายทรัพยากรอย่างเท่าเทียม
            แม้ปกครองด้วยประชาธิปไตย ทั้ง 3 กลุ่มต่างมีกองกำลังของตัวเอง พูดให้หนักกว่านั้นคือมีเขตปกครองของตนเอง พวกเคิร์ดนั้นชัดเจน ส่วนพวกซุนนีแม้ไม่ประกาศเขตปกครองตนเอง แต่กุมอำนาจพื้นที่อย่างเหนียวแน่นด้วยกองกำลังของตน อำนาจรัฐส่วนกลางเข้าไม่ถึง แม้กระทั่งชีอะห์ที่แยกเป็นกลุ่มย่อย เป็นที่รับรู้มานานแล้วว่ากลุ่มของมุกตาดา อัล-ซาดาร์ มีพื้นที่และกองกำลังของตนตั้งแต่สมัยต่อต้านซัดดัม ฮุสเซน
            ดังนั้น ประชาธิปไตยอิรักจึงไม่ทำงาน รัฐบาลกลางไม่สามารถปราบปรามการทุจริตของพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง เช่นเดียวกับที่ฝ่ายค้านไม่อาจจัดการทุจริตของฝ่ายรัฐบาลเช่นกัน องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ระบุว่านับจากอิรักได้รัฐบาลประชาธิปไตยการทุจริตรุนแรงเกิดขึ้นในหมู่เจ้าหน้าที่ทุกระดับ ทุกภาคส่วนของประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ประชาชนทั่วไป ดัชนีคอร์รัปชันปี 2018 อยู่ที่ 18 จากคะแนนเต็ม 100 เป็นประเทศมีการทุจริตร้ายแรงที่สุดในลำดับที่ 12 จากทั้งหมด 180 ประเทศ (ประเทศไทยได้ 36 คะแนน)
            ปัญหาความเป็นเอกภาพของชาติจึงไม่อาจแก้โดยง่าย แสดงออกเป็นการโกงกิน น้ำไฟไม่พอ คนว่างงาน ฯลฯ
            ระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองที่ดี แต่กับบริบทอิรักกลายเป็นกับดักประชาธิปไตย
เลือกตั้งอีกครั้งเป็นทางออกไหม :
กลุ่มของมุกตาดา อัล-ซาดาร์ เรียกร้องยุบสภา จัดเลือกตั้งใหม่ คำถามคือการเลือกตั้งเป็นคำตอบหรือไม่
ถ้ามองในแง่บวก หากอัล-ซาดาร์ชนะเลือกตั้งได้คะแนนจากพวกชีอะห์อย่างถล่มทลาย ร่วมมือกับซุนนีและเคิร์ด (ซึ่งต้องเป็นเช่นนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้) จัดตั้งรัฐบาลแล้วลดการทุจริต มีรายได้เข้ารัฐมากขึ้น งบประมาณรัฐไม่รั่วไหล เพิ่มการจ้างงาน เริ่มฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภค เช่นนี้ถือว่าสำเร็จแล้ว (โดยไม่ต้องสำเร็จสมบูรณ์)
น่าจะเป็นฉากทัศน์ที่ดีและอาจเป็นไปได้ แต่ยังติดปมสำคัญคือรัฐบาลสหรัฐจะยอมหรือไม่
หลังโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน รัฐบาลสหรัฐคืนอำนาจบริหารประเทศแก่อิรักตั้งแต่ปี 2004 แต่สิ่งหนึ่งที่คงอยู่คือ Green Zone
            แบกแดดเมืองหลวงอิรักมีพื้นที่กว้างใหญ่ มีประชาชนอาศัยหลายล้านคน นับแต่สหรัฐยึดครองอิรัก ส่วนหนึ่งของกรุงแบกแดดถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ๆ กองทหารสหรัฐกำหนดให้เป็นเขตปลอดภัยสูงสุดหรือที่เรียกว่า Green Zone เพราะเป็นที่ตั้งศูนย์บัญชาการใหญ่ ฐานทัพใหญ่ของตน และยังเป็นที่ตั้งศูนย์กลางบริหารประเทศด้วย เมื่ออิรักเป็นประชาธิปไตย มีรัฐบาลของตนเอง ปรากฏว่าทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา ที่ตั้งกระทรวงต่างๆ ตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวด้วย กองกำลังสหรัฐมีส่วนควบคุมรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่นี้
            เมื่อ 2 เดือนก่อนกองทัพสหรัฐประกาศว่าจะคงกองกำลังของตนในอิรักต่อไป “นานเท่าที่จำเป็น”
เพื่อช่วยดูแลความสงบในเขตที่ไอซิสเคยควบคุม ปัจจุบันมีทหารอเมริกัน 5,200 นายในอิรัก
            ถ้ารัฐบาลอิรักมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจริงคงไม่ปล่อยให้ศูนย์บัญชาการใหญ่ ฐานทัพใหญ่สหรัฐยังคงตั้งอยู่ในเมืองหลวงในพื้นเดียวกับศูนย์กลางบริหารประเทศอิรัก
            คงไม่เกินไปถ้าจะกล่าวว่ารัฐบาลสหรัฐยังคงควบคุมแกนอำนาจอิรักอย่างเหนียวแน่น ในลักษณะที่รัฐบาลอิรักมีอิสระตัดสินใจพอสมควร แต่ประเด็นสำคัญที่สุดยังอยู่ใต้อิทธิพลสหรัฐ รัฐบาลประชาธิปไตยอิรักทุกชุดล้วนอยู่ภายใต้กฎเหล็กนี้
            อิทธิพลของรัฐบาลสหรัฐต่ออิรักคืออีกปัจจัยที่มีผลต่อเอกภาพของอิรัก
            ระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองที่ดี หลายประเทศประสบความสำเร็จกับการใช้ระบอบนี้ แต่หากสังคมไม่เป็นเอกภาพ ไม่ต้องการอยู่ร่วมเป็นคนชาติเดียวกันจะกลายเป็นกับดักประชาธิปไตย มีปัญหาตามมาไม่สิ้นสุด
            งานนี้รัฐบาลต่างชาติอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่หากนักการเมืองตั้งใจทำงานเพื่อชาติจริง ประเทศพัฒนา ประชาชนทุกหมู่เหล่าอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจ ยอมรับพหุสังคม การยุยงย่อมไม่เป็นผล
13 ตุลาคม 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8372 วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2562)
---------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
12 ปีนับจากโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนและรัฐบาลบุชประกาศว่าจะสร้างอิรักให้เป็นประชาธิปไตย เป็นแบบอย่างแก่ประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง จากบัดนั้นจนบัดนี้อิรักยังไม่เคยเป็นประชาธิปไตยจริงๆ อีกทั้งสถานการณ์เลวร้ายกว่าเดิม สังคมแตกแยกร้าวลึก สงครามกลางเมืองทำให้ผู้คนล้มตายปีละนับพันนับหมื่น โดยยังไม่เห็นวี่แววว่าเมื่อไหร่ความสงบสุขจะกลับคืนมา
มุกตาดา อัล-ซาดาร์ นักบวชผู้นำชีอะห์กลุ่มหนึ่ง กล่าวต่อประชาชนว่าไม่มีรัฐมนตรีคนใดที่เป็นตัวแทนของพวกเขา เป็นต้นตอซ้ำเติมการทุจริตคอร์รัปชัน การปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีเป็นเรื่องของการสืบทอดอำนาจเท่านั้น 12 ปีประชาธิปไตยอิรักก่อให้เกิดเกิดคำถามว่าประเทศยังเหมาะที่จะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยต่อไปอีกหรือไม่ เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษมากกว่ากัน ควรแสวงหาทางเลือกอื่นหรือไม่
บรรณานุกรม :
1. Death toll surges to 46 as Iraq unrest accelerates; cleric blames politicians. (2019, October 4). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-iraq-protests/death-toll-surges-to-46-as-iraq-unrest-accelerates-cleric-blames-politicians-idUSKBN1WJ0NW
2. Ghanim, David. (2011). Iraq’s dysfunctional democracy. California: ABC-CLIO, LLC.
3. Iranian general ‘played leading role’ in crackdown on Iraqi protests. (2019, October 9). Arab News. Retrieved from https://www.arabnews.com/node/1566211/middle-east
4. Iraq cleric Sadr demands government resign as deadly protests spike. (2019, October 4). AFP. Retrieved from https://www.afp.com/en/news/3954/iraq-cleric-sadr-demands-government-resign-deadly-protests-spike-doc-1l25uk15
5. Iraq must improve governance and economy to meet public demands, says ex-US ambassador. (2019, October 10). The National. Retrieved from https://www.thenational.ae/world/mena/iraq-must-improve-governance-and-economy-to-meet-public-demands-says-ex-us-ambassador-1.921490
6. Iraqi PM pledges reforms to calm angry protests. (2019, October 6). Egypt Independent. Retrieved from https://www.egyptindependent.com/iraqi-pm-pledges-reforms-to-calm-angry-protests/
7. Iraq PM tells protesters ‘there are no magic solutions’ to grievances. (2019, October 4). Rudaw. Retrieved from https://www.rudaw.net/english/middleeast/iraq/04102019
8. Iraq protests: Death tolls soars as pro-Iran militias accused of shooting protesters. (2019, October 7). The Independent. Retrieved from https://www.independent.co.uk/news/world/middle-east/iraq-protests-baghdad-death-toll-shooting-a9145716.html
9. Iraqi military admits 'excessive force' used against protesters. (2019, October 7). The National. Retrieved from https://www.thenational.ae/world/mena/iraqi-military-admits-excessive-force-used-against-protesters-1.920213
10. Protests resume in Iraq’s Sadr City as uprising enters second week. (2019, October 9). Al Arabiya. Retrieved from https://english.alarabiya.net/en/News/middle-east/2019/10/09/Protests-resume-in-Iraq-s-Sadr-City-as-uprising-enters-second-week.html
11. Transparency International. (2018). CORRUPTION PERCEPTIONS INDEX 2018. Retrieved from https://www.transparency.org/cpi2018
12. UPDATE 2: Five killed as clashes erupt again in Iraq. (2019, October 5). Ahram Online. Retrieved from http://english.ahram.org.eg/NewsContent/2/8/352238/World/Region/UPDATE--Five-killed-as-clashes-erupt-again-in-Iraq.aspx
13. U.S. forces to stay in Iraq as long as needed: spokesman. (2018, August 19). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-mideast-crisis-iraq-usa/u-s-forces-to-stay-in-iraq-as-long-as-needed-spokesman-idUSKBN1L408A
-----------------------------

จีนในศตวรรษที่ 21 กับความริเริ่ม “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง”

สาธารณรัฐประชาชนจีนในวันครบรอบ 70 ปีแตกต่างจากเมื่อก่อตั้งประเทศในทุกมิติ และกำลังเปลี่ยนแปลงต่อไปทุกด้านพร้อมกับอีกหลายประเทศตามแนว “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง”
เส้นทางสายไหมเริ่มเป็นรูปเป็นร่างในศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตศักราช (2,200 ปีก่อน) ในสมัยราชวงศ์ฮั่น (Han Dynasty) เส้นทางนี้เริ่มต้นจากเมืองซีอาน (Xi’an) มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตก ไปไกลถึงแอฟริกาและยุโรปใต้ เป็นเส้นทางโบราณสายหลักเพียงสายเดียวที่เชื่อม 3 ทวีป บรรดาพ่อค้านักเดินทางต่างรู้จักและใช้เส้นทางสายนี้นับพันปี
ถ้าจะพูดโดยมองจีนเป็นหลัก อาณาจักรจีนโบราณทำการค้ากับชนชาติอื่น ไกลถึงอาณาจักรโรมัน เป็นการเชื่อมต่อที่กษัตริย์หรือผู้ปกครองยุคนั้นสนับสนุน แน่นอนว่าจีนได้ประโยชน์ไม่น้อย ทั้งด้านการค้า สินค้าที่อีกฝ่ายไม่มีหรือผลิตไม่ได้ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ความรู้และอื่นๆ
            แต่ความจริงแล้วเส้นทางยาวหลายพันกิโลเมตรไม่ใช่ของจีนเพียงผู้เดียว (อาณาจักรจีนควบคุมบางส่วนของเส้นทางที่อยู่ในเขตแดนตน) เป็นเส้นทางร่วมของทุกอาณาจักร ทุกชนชาติเผ่าพันธุ์ที่ใช้เส้นทางนี้ ต่างได้ประโยชน์และหวังรักษาผลประโยชน์ของตน เป็นผลประโยชน์ร่วมที่จะรักษาและควบคุมเส้นทางดังกล่าว
            ดังนั้นแม้ชื่อจะชวนให้นึกถึงประเทศจีน ตำราประวัติศาสตร์ให้เกียรติจีนในเส้นทางนี้ ความจริงแล้วจีนไม่ใช่เจ้าของเพียงลำพังและไม่อาจเป็นเช่นนั้น
สงครามร้อนไม่ยุ่ง มุ่งการค้าและพัฒนา :
            แนวคิดริเริ่ม "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง" หรือ Belt and Road Initiative (BRI) เป็นอีกวิสัยทัศน์ว่ารัฐบาลจีนในยุคปัจจุบันมุ่งทำการค้าการลงทุนกับนานาประเทศ เพื่อการมีกินมีใช้ พัฒนาคนประเทศพัฒนา
            รัฐบาลจีนพยายามหลีกเลี่ยงสงครามทางทหาร เพราะจะบั่นทอนบรรยากาศการค้าการลงทุน ต้องสูญเสียทรัพยากรจำนวนมาก สงครามเกาหลีกับสงครามเวียดนามเป็นตัวอย่างที่จีนเข้าร่วม สงครามครั้งหน้าอาจลงเอยเป็นสงครามร้อนที่ไม่จบสิ้นหากมหาอำนาจอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นเช่นนั้น อาจเป็นกับดักที่ปรปักษ์วางไว้
            เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าจีนกำลังก้าวขึ้นมาอย่างสันติ จีนไม่พยายามขูดรีดผลประโยชน์ด้วยการทำสงครามหรือข่มขู่ประเทศเพื่อนบ้าน เป็นปัจจัยสำคัญทำให้เพื่อนบ้านอุ่นใจและเห็นว่าการร่วมมือกับจีนน่าจะเป็นทางที่ดีกว่า แม้จะต้องเสียผลประโยชน์บ้าง จีนจะได้ประโยชน์จาก BRI มากกว่า (ถ้าคิดเช่นนั้น)
            ภายใต้ยุทธศาสตร์ BRI รัฐบาลจีนประกาศสนับสนุนให้คนจีน 500 ล้านคนเดินทางไปต่างประเทศ คนจีนในขณะนี้และอนาคตจึงเป็นผู้สัมผัสโลกภายนอกอันหลากหลาย มีความเป็นอินเตอร์มากขึ้น
            นักศึกษาจีนไปเรียนต่อในสหรัฐปีละนับแสนคน ข้อมูลปี 2017-18 นักศึกษาต่างชาติที่มากที่สุดในสหรัฐคือนักศึกษาชาวจีน มีมากถึง 363,341 คน เพิ่มขึ้นจากปีการศึกษาที่แล้ว 3.6 เปอร์เซ็นต์ และคิดเป็นร้อยละ 33.2 ของจำนวนนักศึกษาต่างชาติทั้งหมด (หรือ 1 ใน 3 ของบรรดานักศึกษาต่างชาติทั้งหมด) ราวกับว่ารัฐบาลจีนไม่หวั่นเกรงว่านักศึกษาเหล่านี้จะถูกสถาบันการศึกษา สังคมสหรัฐล้างสมอง
            ข้อมูลอีกชิ้นที่น่าสนใจคือ จีนมีประชากรใกล้ 1,400 ล้านคนแล้ว ที่บางคนอาจยังไม่รู้คือ คนจีนหลายสิบล้านคนได้ย้ายไปตั้งถิ่นฐานในแอฟริกา ลาตินอเมริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้แต่ทวีปอเมริกาเหนือ ผู้ย้ายถิ่นฐานยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
            มีความเป็นไปได้สูงว่า BRI จะส่งเสริมให้คนจีนย้ายไปตั้งถิ่นฐานในประเทศต่างๆ ที่เส้นทางสายใหม่ศตวรรษที่ 21 นี้วิ่งผ่าน
             มีเหตุผลน่ากังวลว่าการไหล่บ่าของคนจีนนักศึกษาจีนจะมีผลต่อสังคมวัฒนธรรมของประเทศนั้น ในมุมกลับกันคนจีนนักศึกษาจีนนับสิบนับร้อยล้านได้รับอิทธิพลค่านิยมจากประเทศอื่นๆ เช่นกัน ถ้ามองตามประวัติศาสตร์ โลกเป็นเช่นนี้ที่มีการส่งผ่านและรับทอดความรู้ค่านิยมจากอีกประเทศเสมอมา และกำลังทวีความรวดเร็วในยุคโลกาภิวัตน์
            จีนไม่ได้คิดค้นระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ด้วยตนเองแต่นำมาปรับปรุงให้เข้ากับคุณลักษณะจีน จีนคิดค้นดินประสิวแต่ชาติอื่นต่อยอดส่งยานลงดวงจันทร์ได้ก่อน จีนไม่ได้คิดค้นระบบสื่อสารไร้สายแต่กำลังใช้ 5G และพัฒนา 6G  
            ประเด็นจึงไม่อยู่ที่ว่าควรแลกเปลี่ยนซื้อขายความรู้กับสินค้าหรือไม่ แต่อยู่ที่สามารถคัดสรรสิ่งที่เป็นประโยชน์และพัฒนาต่อยอดหรือไม่ มีความมุ่งมั่นปฏิรูปพัฒนาตัวเองหรือไม่
            นึกถึงจีนเมื่อ 70 ปีก่อนกับปัจจุบัน แน่นอนว่าจีนไม่สมบูรณ์แบบ แต่มีหลายสิ่งที่น่าศึกษาเรียนรู้จากเขา
ปัญหาการตีความ BRI ที่มุ่งการเมืองระหว่างประเทศ :
            แม้รัฐบาลจีนพยายามอธิบายว่า BRI ไม่ได้มุ่งแข่งขันทางการเมืองระหว่างประเทศ ไม่ใช่ zero-sum game เป็นความร่วมมือผ่านการปรึกษาหารือ ได้ประโยชน์ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย แต่รัฐบาลประเทศที่มองจีนในแง่ลบมักจะตีความว่าเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ เช่น มองว่าเป็นแผนสร้างจักรวรรดิจีนยุคใหม่ รัฐบาลจีนใช้ BRI เป็นเหยื่อล่อเพื่อครอบงำประเทศต่างๆ Chang Ching-his นักเศรษฐศาสตร์ไต้หวันเห็นว่าหนึ่งในวิธีการคือให้สกุลเงินหยวนเป็นสกุลเงินหลักของโลก เป็นเหตุผลที่จีนปล่อยกู้เป็นเงินหยวนแก่ประเทศต่างๆ เพื่อพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์นี้
            เป็นไปได้ที่บางกรณีรัฐบาลจีนตั้งใจใช้โครงการพัฒนา ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือเพื่อมีอิทธิพลต่อประเทศนั้นๆ แต่ถ้าจะกล่าวหาเช่นนั้น รัฐบาลอีกหลายประเทศทำเช่นนี้เหมือนกัน แม้กระทั่งจากรัฐบาลที่เรียกตัวเองว่าพัฒนาแล้ว เป็นเสรีประชาธิปไตย
            ข้อเท็จจริงคือ แทบทุกประเทศใช้วิธีการเช่นนั้น
            ก่อนหน้า BRI โลกมีโครงการเงินกู้ โครงการส่งเสริมการลงทุนระหว่างประเทศมากมาย ทั้งองค์กรระหว่างประเทศอย่าง IMF ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือแบบกู้ยืมจากประเทศอื่น ทั้งจากสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น
            BRI จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งเท่านั้น ถ้ามองในมุมลูกหนี้ย่อมเป็นโอกาสของลูกหนี้ที่จะมีตัวเลือกมากขึ้น
            ถ้ามองอย่างเป็นกลาง โดยทั่วไปแล้วประเทศลูกหนี้ ผู้รับการส่งเสริมการลงทุนมักเกรงใจประเทศเจ้าหนี้ และหวังจะได้เงินกู้ ความช่วยเหลือเศรษฐกิจเพิ่มเติมในอนาคต ที่ผ่านมาหลายสิบประเทศขอจีนช่วยผ่อนผันการชำระหนี้
            ไม่ว่าจะมุมมองใด อิทธิพลจีนในเวทีโลกและต่อประเทศผู้รับการลงทุนจะเพิ่มขึ้น ส่วนจะเป็นที่ยินดีหรือไม่ กาลเวลาจะค่อยๆ เปิดเผยให้โลกรู้
จีนเป็นพัฒนาที่พัฒนาแล้วทุกด้านในปี 2049 :
ในเวลา 70 ปี เศรษฐกิจจีนจากเดิมที่ล้าหลังแทบไม่มีอะไร ปัจจุบันกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ปี 1950 ปริมาณการค้าจีนทั้งหมดมีมูลค่า 1,130 ล้านดอลลาร์ ปี 2018 ตัวเลขนี้กลายเป็น 4.6 ล้านล้านดอลลาร์ นำเข้าสินค้าบริการจากต่างชาติอีกปีละ 2 ล้านล้านดอลลาร์ จีนกลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อการค้าโลก นโยบายเปิดประเทศค้าขายกับต่างชาติสร้างคุณประโยชน์ต่อชาวจีนและประเทศอื่นๆ
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกาศวิสัยทัศน์ว่าในปี ค.ศ. 2049 เมื่อฉลองวันสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนครบ 100 ปี จีนจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วทุกด้าน เป็นเป้าหมายวิสัยทัศน์ที่กล้าหาญเป็นประโยชน์ โดยที่ไม่ต้องรอให้ถึงวันนั้น เพราะก่อนถึงวันนั้นทั่วโลกจะได้เห็นกับตาและพูดเองว่าจีนกำลังก้าวสู่มหาอำนาจโลกหรือไม่ เป็นแบบอย่างชาติมหาอำนาจที่เจริญแล้วและน่าชื่นชมหรือไม่
            เป็นการยากที่จะวิเคราะห์อนาคต BRI ว่าจะเป็นอย่างไร จึงยากที่จะให้นิยามด้วย เพราะ BRI กำลังขยายตัวในทุกมิติ พัฒนาเหมือนไร้ที่สิ้นสุด เกิดผลกระทบทุกด้านทั้งบวกกับลบ ไม่อยู่ใต้การควบคุมเบ็ดเสร็จจากประเทศใดประเทศหนึ่ง บอกได้แต่ว่า BRI อยู่คู่กับโลกาภิวัตน์แห่งศตวรรษนี้ อยู่คู่กับความต้องการพัฒนาและอยู่รอดของประเทศ รัฐบาลและปัจเจกบุคคล
            แนวคิดข้อริเริ่ม "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง" คือเส้นทางสายไหมใหม่ที่จีนกำลังก้าวไป ขวากหนามมีแน่นอนแต่เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ
ตุลาคม 2019
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 8365 วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2562)
------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
นโยบายป้องกันประเทศจีนยุคใหม่ 2019
บทบาทของกองทัพกับความเป็นไปของประเทศเป็นของคู่กันแยกออกจากกันไม่ได้ เป็นเครื่องทดสอบและให้คำตอบในตัวเองว่ากองทัพสนับสนุนการก้าวขึ้นมาของจีนอย่างสันติหรือไม่ อย่างไร
อีก 10 ปีข้างหน้าโลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกว่าเดิม ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจการเมืองโลก จนถึงวิถีชีวิตทุกคน แต่ไม่ใช่ทุกประเทศหรือทุกคนจะได้ประโยชน์เท่ากันแม้จะพยายามก็ตาม 
บรรณานุกรม :
1. ‘Belt and Road’ spreading China’s power: academics. (2018, May 27). Taipei Times. Retrieved from http://www.taipeitimes.com/News/taiwan/archives/2018/05/27/2003693809
2. Berlie, Jean A (ed.). (2019). Chinas Globalization and the Belt and Road Initiative. Switzerland: Palgrave Macmillan.
3. China hails ‘miracle’ achievement in trade. (2019, September 29). Global Times. Retrieved from http://en.people.cn/n3/2019/0912/c90000-9614442.html
4. China marches on. (2019, October 2). China Daily. Retrieved from http://www.chinadaily.com.cn/a/201910/02/WS5d93b56fa310cf3e3556e8c2.html)
5. Deepak, B.R. (ed.). (2018). China`s Global Rebalancing and the New Silk Road. Singapore: Springer Nature Singapore.
6. Institute of International Education. (2019). Places of Origin. Retrieved from https://www.iie.org/en/Research-and-Insights/Open-Doors/Data/International-Students/Places-of-Origin
7. Xi says Belt and Road Initiative not an intrigue of China. (2018, April 12). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2018-04/11/c_137103588.htm
-----------------------------
unsplash-logoDenys Nevozhai