หลักนิยมทรัมป์ (Trump’s Doctrine) ชาติกับประชาต้องมาก่อน

หลักนโยบายแม่บทของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หรือ “หลักนิยมทรัมป์” (Trump’s Doctrine) ตั้งอยู่บนแนวคิด “America First” (อเมริกาต้องมาก่อน) หมายถึง การบริหารประเทศที่ถือผลประโยชน์ของชาติกับพลเมืองเป็นที่ตั้ง แม้จะขัดแย้งประเทศอื่นหรือโลก ขัดแย้งศีลธรรมคุณธรรม ตั้งอยู่บนหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม (Realism) ยึดอธิปไตยชาติเป็นสำคัญ รัฐบาลทุกประเทศมีสิทธิ์และมีความรับผิดชอบต่อพลเมืองของตน

การยึดผลประโยชน์แห่งชาติไม่ใช่ของแปลกใหม่ อันที่จริงทุกรัฐบาลต้องดำเนินตามแนวทางนี้ (คงไม่มีรัฐบาลใดกล้าประกาศว่าจะบริหารประเทศเพื่อต่างชาติ) ทรัมป์แตกต่างตรงที่ประกาศชัดเจนและแสดงออกชัดเจน เช่น พูดในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติว่าสหรัฐแบกภาระงบประมาณสหประชาชาติมากกว่าทุกประเทศและมากเกินไป ดังนั้น สหประชาชาติควรทำงานตอบสนองเป้าหมายสหรัฐ และประเทศอื่นควรช่วยรับภาระค่าใช้จ่ายให้มากกว่าเดิม
ทรัมป์เอ่ยถึง America First (อเมริกาต้องมาก่อน) ว่าหมายถึง ประเทศปลอดภัยกว่าเดิม คนนับล้านมีงานทำ และสร้างความมั่งคั่งเพิ่มอีกหลายล้านล้านดอลลาร์ เป็นลัทธิอเมริกานิยม (Americanism) ไม่ใช่โลกนิยม (globalism)
ในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 72 ประจำปี 2017 กล่าวว่า “ในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ข้าพเจ้าจะให้อเมริกามาก่อนเสมอ เช่นเดียวกันพวกท่านที่เป็นผู้นำประเทศจะให้ประเทศของท่านมาก่อนเสมอและควรเป็นเช่นนั้น”
            เป็นคำมั่นคล้ายกับที่บารัก โอบามา และผู้นำคนอื่นๆ ให้ไว้ คือการยึดหลักผลประโยชน์แห่งชาติ ไม่ว่าจะใช้คำว่าลัทธิอเมริกานิยมหรือไม่

อธิบายขยายความ :
ลำพังการพูดแนวคิด หลักนิยม อาจไม่เข้าใจชัด การใช้กรณีตัวอย่างจะช่วยให้เข้าใจชัดเจนขึ้น
ยกตัวอย่าง การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก (global climate change) หรือที่นิยมเรียกว่าภาวะโลกร้อน ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐจะถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีสเรื่องลดภาวะโลกร้อน
อันที่จริงแล้ว การแก้ภาวะโลกร้อนตามข้อตกลงปารีสกระทบต่อเศรษฐกิจหลายประเทศ แต่ประเทศเหล่านั้นเห็นว่าจำต้องปรับตัว ต้องลงทุน เสียสละ หากทุกประเทศร่วมด้วยช่วยกันคนละไม้ละมือ ปัญหาจะทุเลา
แต่รัฐบาลทรัมป์ไม่ยึดว่าต้องเสียสละ ต้องร่วมด้วยช่วยกัน ให้เหตุผลเกรงว่าชาวอเมริกันจะตกงาน เกิดจลาจลวุ่นวาย ไม่สนว่าประเทศอื่นจะต้องน้ำท่วม อดอยาก เกิดจลาจลวุ่นวาย เพราะเหตุไม่ช่วยกันแก้ปัญหาโลกร้อนหรือไม่
เป็นความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่พยายามอ้างว่าเป็นผู้นำโลกเสรีประชาธิปไตย และจะยิ่งเข้าใจชัดหากรู้ว่าในบรรดาทุกประเทศ ประเทศนี้สร้างภาวะโลกร้อนมากที่สุด ทั้งในแง่ปริมาณและในแง่สัดส่วน นั่นคือสหรัฐมีประชากรเพียงร้อยละ 4 ของโลก แต่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสาเหตุโลกร้อนถึงร้อยละ 25 ของปริมาณก๊าซทั้งหมดที่ทั่วโลกปล่อย นั่นหมายความว่าหากประเทศนี้เพียงประเทศเดียวจัดการแก้ไขจะช่วยได้มาก ในทางกลับกัน หากทั่วโลกพยายามแก้ไขแต่ประเทศนี้นิ่งเฉย ปัญหาคงทุเลาเพียงเล็กน้อย

ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า ตลอดประวัติศาสตร์โลก สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในสุดยอดกลุ่มพลังแห่งความดี (the greatest forces for good) สุดยอดนักป้องกันอธิปไตย ความมั่นคงและความมั่งคั่งแก่ทุกคน
หลายคนคงไม่เห็นด้วยกับถ้อยคำข้างต้น

แก้ข้อตกลงนาฟตา (NAFTA) :
            รัฐบาลทรัมป์ขอยกเครื่องเจรจาความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement: NAFTA) ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่านาฟตา มีอายุ 23 ปีแล้ว บริบทเศรษฐกิจสหรัฐและการค้าโลกเปลี่ยนแปลงแตกต่างจากเดิม ประเทศขาดดุลมหาศาล โรงงานนับพันปิดตัว แรงงานอเมริกันตกงานเป็นล้าน
            สรุปสั้นๆ คือ สหรัฐเห็นว่าตน “เสียมากกว่าได้” จึงขอยกเลิกข้อตกลงเดิมและเจรจาใหม่
รัฐบาลทรัมป์ประกาศว่าการเจรจาใหม่จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อเศรษฐกิจ พลเมืองอเมริกันและต่อประเทศคู่ค้า ชาวอเมริกันจะต้องได้ประโยชน์มากกว่าเดิม ขจัดอุปสรรคการส่งออก รวมทั้งการอุดหนุนที่ไม่เป็นธรรมทั้งหลาย การบิดเบือนตลาดจากรัฐวิสาหกิจและอุปสรรคจากทรัพย์สินทางปัญญา
การที่รัฐบาลสหรัฐทำเช่นนี้ได้เพราะเป็นมหาอำนาจ สามารถข่มขู่แกมบังคับประเทศเล็กกว่า ถ้าคิดในอีกมุม หากแคนาดากับเม็กซิโกเห็นว่าเสียเปรียบ คงจะยกเลิกข้อตกลงอย่างที่สหรัฐทำไม่ได้
นี่คืออีกตัวอย่างของหลักนิยมทรัมป์ (Trump’s Doctrine)

ที่ผ่านมา รัฐบาลบางชุดให้คุณค่ากับหลักสิทธิมนุษยชนมากเป็นพิเศษ รัฐบาลทรัมป์ช่วยเหลือด้านมนุษยชนเช่นกัน แต่จะช่วยน้อยกว่าหากกระทบผลประโยชน์แห่งชาติ สหรัฐยินดีรับผู้อพยพต่างชาติมากเท่าที่ระบบเศรษฐกิจต้องการ เช่นเดียวกับเรื่องการเผยแพร่ประชาธิปไตยต่างแดน ต้องพิจารณาก่อนว่าได้ผลประโยชน์หรือไม่ ไม่ได้คิดหวังให้ต่างชาติเป็นประชาธิปไตยจริง
ทุกนโยบายจึงต้องคิดว่าได้ประโยชน์มากกว่าเสีย ไม่สนใจว่าขัดประเทศอื่น ละเมิดศีลธรรมคุณธรรมหรือไม่ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตั้งอยู่บนผลประโยชน์แบบยื่นหมูยื่นแม

กรณีโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน :
ในช่วงรัฐบาลโอบามา สหรัฐ รัสเซีย จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน หรือที่เรียกว่า P5+1 หรือ E3+3 ได้ร่วมเจรจากับอิหร่านเพื่อแก้ปัญหาโครงการนิวเคลียร์ จนบรรลุข้อตกลง โครงการนิวเคลียร์ปัจจุบันอยู่ภายใต้การตรวจสอบควบคุมของ IAEA (ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ) อันเป็นหน่วยงานสหประชาชาติดังเช่นทุกประเทศ ตลอดเวลาที่ผ่านมา IAEA รับรองว่าอิหร่านปฏิบัติตามข้อบังคับโดยไม่บกพร่อง มีข้อสรุปว่าอิหร่านใช้นิวเคลียร์เพื่อสันติเท่านั้น ดังเช่นหลายประเทศทั่วโลกที่ใช้นิวเคลียร์เพื่อสันติ
            เมื่อเข้าสู่ยุคทรัมป์ รัฐบาลสหรัฐระบุว่าแม้อิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลง แต่ละเมิด “เจตนารมณ์” (spirit) ของข้อตกลง จึงต้องคว่ำบาตรต่อไป และกำลังหามาตรการเพิ่มเติม
สหรัฐกลายเป็นประเทศเดียวในหมู่ P5+1 ที่ยืนกระต่ายขาเดียวกล่าวหาว่าอิหร่านละเมิด “เจตนารมณ์” ของข้อตกลง

ล่าสุด ในช่วงประชุมสามัญสมัชชาสหประชาชาติ Federica Mogherini หัวหน้านโยบายต่างประเทศอียู (EU foreign policy chief) กล่าวว่าอิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงนิวเคลียร์โดยไม่บกพร่อง ประเทศคู่สัญญาทุกประเทศ รวมทั้งสหรัฐ มีข้อสรุปตรงกัน ไม่มีเหตุต้องเจรจาใหม่
เป็นอีกตัวอย่างของตรรกะอันน่าแปลกประหลาด ที่ยอมรับว่าอิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงโดยไม่บกพร่อง แต่ละเมิด “เจตนารมณ์” และมีเพียงประเทศเดียวในกลุ่ม P5+1 ที่คิดแบบนี้
เป็นกรณีตัวอย่างอธิบายลัทธิอเมริกานิยม (Americanism) ไม่ใช่โลกนิยม (globalism)

คาดการณ์กรณีโรฮีนจา :
โรฮีนจากลับมาเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้ง ในช่วงเดือนที่ผ่านมา บุคคลสำคัญหลายคนออกมาพูดโจมตีรัฐบาลเมียนมา ล่าสุด เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีฝรั่งเศส กล่าวว่าโรฮีนจาในเมียนมาถูก “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” (genocide) ขอประณามการกระทำดังกล่าว ขอให้หยุดความรุนแรง ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม พร้อมกับเตือนว่า “หากสหประชาชาติมีข้อมติประณามเมื่อใด จะมีผลตามมา สหประชาชาติอาจเข้าแทรกแซง”
ถ้ายึดหลักนิยมทรัมป์ สหรัฐจะคว่ำบาตรหรือไม่ ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศมาก่อน ไม่สนใจว่าโรฮีนจาจะถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือไม่ ถ้ากระทบเศรษฐกิจ (บริษัทเอกชนที่เข้าไปลงทุน) อาจเลือกไม่คว่ำบาตรส่วนนั้น รัฐบาลทรัมป์อาจส่งความช่วยเหลือให้โรฮีนจาบ้าง แต่เพื่อรักษาภาพลักษณ์ ไม่ใช่อย่างผู้มีจิตสิทธิมนุษยชนจริง

การให้ประเทศมาก่อน ยึดถือผลประโยชน์แห่งชาติ ถ้าคิดในกรอบแคบๆ ไม่ใช่ของแปลกหรือผิดปกติ เพราะแทบทุกประเทศทำเช่นนี้ มีความเห็นแก่ตัว ไม่มากก็น้อย
แต่เป็นการหลอกลวง เพ้อเจ้อ หากรัฐบาลเช่นนี้ยังบอกว่าตนเป็นสุดยอดพลังแห่งความดี ที่ถูกคือเป็นแนวการบริหารประเทศแบบหนึ่ง เป็นอุดมการณ์ชนิดหนึ่ง ไม่ต่างจากระบอบคอมมิวนิสต์ เผด็จการ ฯลฯ ที่ต่างมีอุดมการณ์ของตน

การตัดสินใจของชาวอเมริกัน :
โจเซฟ ไน (Joseph Nye) ชี้ว่านับจากอเมริกาก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจ ชาวอเมริกันตกอยู่ในความหวาดกลัว เต็มด้วยภัยคุกคามจากนอกประเทศ คิดอยู่เสมอว่าหากประเทศถดถอยจะส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร
กระแสอเมริกาถดถอยเป็นที่พูดถึงกันมาก รัฐบาลทุกชุดพยายามเชิดชูความยิ่งใหญ่ของประเทศ ฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ให้กลับคืนมา คำถามคือ ชาวอเมริกันคิดเห็นอย่างไรต่อวิธีการฟื้นฟู วิธีสร้างความยิ่งใหญ่ ถ้าพูดในกรอบปัจจุบัน ชาวอเมริกันเห็นด้วยกับหลักนิยมทรัมป์หรือไม่
หากต้องถล่มประเทศอื่นด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ต้องทำลายล้างประเทศอื่น ชาวอเมริกันจะเห็นด้วยหรือไม่ หรืออย่างการถอนตัวจากการแก้ภาวะโลกร้อน ชาวอเมริกันเห็นด้วยหรือไม่
อนาคตความเป็นไปของโลกไม่มากก็น้อยขึ้นกับการตัดสินใจของชาวอเมริกัน นอกเหนือจากชนชั้นปกครองของประเทศนี้
พวกเขาจะตัดสินใจอย่างไร ...
24 กันยายน 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา

(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7625 วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ.2560)
--------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
งานศึกษาของ Pew Research Center ชี้ว่าประชาชนหลายประเทศทั่วโลกมองแง่ลบต่อประธานาธิบดีทรัมป์ ที่น่าตกใจคือประเทศเหล่านี้คือยุโรปตะวันตก เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ผลลัพธ์คือบั่นทอนพลังอำนาจอ่อน (soft power) ทั้งนี้เพราะทรัมป์ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีตั้งแต่ต้น เป็นจุดอ่อนของระบอบประชาธิปไตยสหรัฐที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
สุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่งของ โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุชัดว่าประชาธิปไตยอเมริกายังไม่ได้มีเพื่อคนส่วนใหญ่ น่าชื่นชมที่ทรัมป์ให้ความสำคัญกับความเป็นเอกภาพของชาติ ค่านิยมส่งเสริมให้คนมีวิสัยทัศน์ มีความมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค ในขณะที่นโยบายต่างประเทศ นโยบายการค้าระหว่างประเทศจะเป็นที่ถกเถียงต่อไป และถ้ายึดมั่นศาสนาจริงจะไม่ใช้สโลแกน ‘America first’

บรรณานุกรม:
1. FULL TEXT: President Donald Trump's Inauguration Speech. (2017, January 20). ABC News. Retrieved from http://abcnews.go.com/Politics/full-text-president-donald-trumps-inauguration-speech/story?id=44915821
2. Macron pulls no punches: Rohingya crisis in Myanmar constitutes ‘genocide’. (2017, September 21). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2017/09/21/world/politics-diplomacy-world/macron-pulls-no-punches-rohingya-crisis-myanmar-constitutes-genocide/#.WcMW57IjHZ4
3. No renegotiating Iran nuclear deal, all parties fully compliant – EU foreign policy chief. (2017, September 21). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/404022-iran-mogherini-deal-compliance/
4. Nye, Joseph S. Jr. (2015). Is the American Century Over? UK: Polity Press.
5. Office of the US Trade Representative. (2017, July 17). Summary of Objectives for the NAFTA Renegotiations. Retrieved from https://ustr.gov/sites/default/files/files/Press/Releases/NAFTAObjectives.pdf
6. Palmer, Doug., Behsudi, Adam., & Cassella, Megan. (2017, July 17). Trump's NAFTA goals draw from TPP, campaign pledges. Politico. Retrieved from http://www.politico.com/story/2017/07/17/trump-nafta-goals-draw-from-tpp-campaign-240652
7. The White House. (2017, September 19). Remarks by President Trump to the 72nd Session of the United Nations General Assembly. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2017/09/19/remarks-president-trump-72nd-session-united-nations-general-assembly
8. Trump announces U.S. will exit Paris climate deal, sparking criticism at home and abroad. (2017, June 1). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/politics/trump-to-announce-us-will-exit-paris-climate-deal/2017/06/01/fbcb0196-46da-11e7-bcde-624ad94170ab_story.html
9. Trump promises ‘safety’ to fearful Americans. (2016, July 22). Gulf News/AFP. Retrieved from http://gulfnews.com/news/americas/usa/trump-promises-safety-to-fearful-americans-1.1866703
10. US certifies Iran nuclear deal, but vows new sanctions. (2017, July 18). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2017/07/certifies-iran-nuclear-deal-vows-sanctions-170718044924470.html
-----------------------------

รายได้กับความยากจนของชาวอเมริกันและอนาคต

คนอเมริกันมีรายได้สูงขึ้น แต่เครื่องจักรกลกับระบบอัตโนมัติอาจเป็นเหตุให้ตกงาน ควรรู้จักเก็บออมและหารายได้หลายช่องทาง

สำนักงานสถิติแห่งชาติสหรัฐ (U.S. Census Bureau) เสนอรายงาน “รายได้กับความยากจนของสหรัฐอเมริกา ประจำปี 2016” (Income and Poverty in the United States: 2016) รายงานนี้สำคัญเพราะ เป็นข้อสรุปสภาพเศรษฐกิจของชาวอเมริกันทุกคนตั้งแต่ระดับรากหญ้าจนถึงมหาเศรษฐี ความเป็นไปของสหรัฐมีผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ช่วยคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ผลสรุปมาจากการสำรวจประชากร 95,000 ราย กระจายใน 50 รัฐ ควบคุมจำนวนตัวอย่างตามเพศ วัย เชื้อสาย โดยคิดทั้งแบบรายบุคคลกับเป็นครอบครัว (หากครอบครัวมีพ่อกับแม่และลูก 2 คน รายได้หมายถึงรายได้รวมของสมาชิกทุกคน)
พบว่ารายได้เฉลี่ยตามค่ามัธยฐาน (median – จุดกึ่งกลางของเส้น ถ้าประชากร 1,000,000 คนคือคนที่ 500,000) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.2 เป็น 59,039 ดอลลาร์ต่อปี เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 2 แล้ว และเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 8.5 ถ้านับจากปี 2014 เป็นตัวเลขสูงสุดที่เคยมีมา สูงกว่าปี 1999 ที่ 58,655 (ปรับอัตราเงินเฟ้อแล้ว)

ถ้าแยกตามประเภทเป็นครอบครัวกับคนโสด ค่ามัธยฐานของครอบครัวอยู่ที่ 75,062 ดอลลาร์ ส่วนคนโสดเท่ากับ 35,761 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 กับ 4.5 ตามลำดับ
คนผิวสี (ผิวดำ) ยังเป็นกลุ่มยากจนที่สุด รายได้เฉลี่ย (ค่ามัธยฐาน) ของคนผิวสีเท่ากับร้อยละ 60.7 ของคนผิวขาว รายได้ของพวกฮิสปานิก(Hispanics) เท่ากับร้อยละ 73.3 ดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อมองย้อนหลัง 3 ทศวรรษ
สตรีทำงานเต็มเวลามีรายได้ 41,500 ดอลลาร์ หรือเท่ากับร้อยละ 80 ของบุรุษ ดีกว่าปีก่อนซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 79 หากมองย้อนหลัง 50-60 ปี รายได้สตรีดีขึ้นมาก จากเดิมสตรีมีรายได้เท่ากับร้อยละ 60 ของบุรุษ มาเป็นร้อยละ 80 ในปัจจุบัน มีแนวโน้มค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ
แนะนำดูคลิป :
ใครเป็นคนทำข้าวกล่อง CP
https://www.youtube.com/watch?v=saaE6MV2WDw&feature=youtu.be

ปี 2016 สหรัฐมีคนยากจนทั้งสิ้น 40.6 ล้านคน ลดลง 2.5 ล้านคนเมื่อเทียบกับปี 2015 หรือเท่ากับลดลงเหลือร้อยละ 12.7 จากประชากรทั้งสิ้น 320 ล้านคน เหตุผลหลักคือคนว่างงานลดลง
คำว่า “คนยากจน” ในที่นี้หมายถึง ครอบครัวที่มีรายได้ต่อปีต่ำกว่า 24,500 ดอลลาร์ และเป็นครอบครัวที่มีสมาชิกรวม 4 คน (24,500 ดอลลาร์ต้องเลี้ยง 4 ชีวิต)
สัดส่วนคนยากจนปัจจุบันใกล้เคียงกับปี 2007 ที่ 12.5 ก่อนประสบวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008
            (วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เริ่มต้นในเดือนกันยายน 2008 เกิดจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น ฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ การปล่อยให้กู้ยืมด้วยเงื่อนไขที่ไม่รัดกุม ประชาชนใช้จ่ายเกินตัวผ่านบัตรเครดิต กลายเป็นหนี้เสียจำนวนมากเมื่อเกิดวิกฤต ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อผู้ประกอบการ การจ้างงานภาคเอกชน หลายบริษัทปรับลดพนักงานเพื่อลดต้นทุน)

ถ้ามองย้อน 50-60 ปี ตัวเลขคนยากจนขึ้นๆ ลงๆ เคยลดลงเหลือ 25 ล้านคนในปลายทศวรรษ 1960-70 แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นอีกครั้ง แต่ในเชิงสัดส่วนแล้วลดลงจากร้อยละ 23 เหลือ 12.7 ในปัจจุบัน (ปี 1959 ชาวอเมริกันเกือบ 1 ใน 4 อยู่ในฐานะยากจน น่าชื่นชมว่ารัฐบาลสามารถปรับลดสัดส่วนนี้)
เป็นเวลา 6 ปีแล้วที่อัตราคนว่างงานค่อยๆ ลดลง อัตราว่างงานล่าสุดอยู่ที่ร้อยละ 4.4 ช่วงปี 2015-2016 มีคนทำงานเต็มเวลาเพิ่มขึ้นถึง 2.2 ล้านคน

ครอบครัวร่ำรวยที่สุด 5 เปอร์เซ็นต์แรก มีรายได้เท่ากับ 1 ใน 5 ของรายได้คนทั้งประเทศ (ปี 2016) พอๆ กับปีที่แล้ว รายได้เฉลี่ยของกลุ่มนี้คือ 375,000 ดอลลาร์ต่อปี เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 จากปี 2016
ครอบครัวร่ำรวยที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์แรก มีรายได้เท่ากับกึ่งหนึ่งของคนทั้งประเทศ (ร้อยละ 51.5)
ส่วนรายได้เฉลี่ยของผู้มีรายได้ต่ำสุด 20 เปอร์เซ็นต์ท้าย (หมายถึง ผู้มีรายได้ต่ำสุดแล้วนับขึ้นมาร้อยละ 20) ที่ 12,943 ดอลลาร์ รายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 (ต่ำกว่าค่ามัธยฐานรวมทั้งประเทศ) คนกลุ่มนี้มีรายได้เพิ่มเพราะการจ้างงานเพิ่มและนโยบายเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ
รวมความแล้ว กลุ่มคนรวยที่สุดมีรายได้เพิ่มขึ้นในอัตราสูงที่สุด (5.5) รองมาคือกลุ่มชนชั้นกลาง (3.2) ต่ำสุดคือพวกคนยากจน (2.6) เป็นหลักฐานบ่งชี้ช่องว่างรายได้ที่กำลังถ่างกว้างออกไป

ข้อมูลน่าคิดคือ ระดับการศึกษาไม่ช่วยเพิ่มอัตรารายได้ ผู้ที่จบมัธยมศึกษาตอนปลาย วิทยาลัย ปริญญาตรีและสูงกว่าปริญญาตรี รายได้ของคนทั้ง 4 กลุ่มเพิ่มขึ้นในอัตราแทบไม่แตกต่างกัน นอกจากนี้ ร้อยละ 4.5 ของผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปเป็นคนยากจน (เป็นตัวเลขเดียวกับปี 2015)

วิพากษ์และข้อคิด :
            ประการแรก รายได้เพิ่มเร็วไม่เท่าราคาสินค้า
            รายงาน “รายได้กับความยากจนของสหรัฐอเมริกา ประจำปี 2016” ให้ข้อสรุปว่าพลเมืองอเมริกันมีรายได้มากขึ้น แต่ไม่ได้บอกว่าเพียงพอต่อการใช้จ่ายหรือไม่ ประเด็นที่นักเศรษฐศาสตร์กังวลคือ แม้รายได้เพิ่มขึ้น แต่ราคาสินค้าไปเร็วกว่า ปัจจุบันหลายคนพูดถึงค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นักเรียนนักศึกษาเป็นหนี้การศึกษามากกว่าเดิม ราคาบ้านที่ขยับขึ้นสูง
วิธีการใช้จ่ายเป็นอีกประเด็นที่ควรคำนึง ผู้มีรายได้สูงอาจเป็นหนี้เป็นสิน ถ้าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ ในขณะที่คนมีรายได้ปานกลางอาจไม่เป็นหนี้ผู้ใด ถ้าไม่ใช้จ่ายเกินตัว ดังนั้น การพูดแต่ระดับรายได้จึงไม่สะท้อนว่าพอใช้หรือไม่ คนเป็นหนี้สินหรือไม่

            ประการที่ 2 ความสำคัญของการมีงานทำ
            รัฐบาลกับสังคมอเมริกันให้ความสำคัญกับตัวเลขคนมีงานทำ เพราะหมายถึงความเป็นไปของเศรษฐกิจภาคครัวเรือน ส่งผลต่อเศรษฐกิจประเทศ ต่อสภาพสังคมและการเมือง ผู้สมัครหาเสียงทุกคนชูประเด็นเพิ่มการจ้างงาน ลดคนว่างงาน
            ถ้าพูดถึงเศรษฐกิจ คนวัยทำงานหมายถึงการมีงานทำ มีรายได้ที่มากเพียงพอ
            ไม่ว่าประชาธิปไตยสหรัฐเติบโตเพียงไร ปัจจัยตัดสินใจสุดท้ายคือ เรื่องปากท้องของชาวบ้าน ไม่ได้แตกต่างจากประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะพัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนา
            ภายใต้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม การขายแรงงานไม่ว่าจะเป็นแบบไร้ฝีมือหรือเป็นพวกวิชาชีพ ผลลัพธ์ที่คาดหวังมักเพื่อให้ตนเองกับครอบครัวมีกินมีใช้ การตกงานเป็นเรื่องใหญ่ หากจะดีคือเป็นเจ้าของกิจการ เป็นผู้ประกอบการ แต่ต้องมีทุนและสามารถรับความเสี่ยง คนมีทุนน้อยรับความเสี่ยงได้น้อย คนรวยจึงมักรวยขึ้น มีโอกาสมากกว่าคนจน มีโอกาสรับผลตอบแทนสูงกว่า

            ประการที่ 3 ปัญหาในอนาคต
            เรื่องน่ากังวลคือการทำงานด้วยความตั้งใจ ขยันขันแข็ง ไม่เป็นเหตุให้มีงานทำตลอดไป การทำงานด้วยความทุ่มเทเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งว่าตั้งใจทำงานเต็มที่ แต่บริษัทมีเหตุปรับลดพนักงานมากมายด้วยสารพัดเหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้องกับลูกจ้างตั้งใจทำงานหรือไม่
            ประเด็นที่เอ่ยถึงกันมากและมากขึ้น คือ ตำแหน่งงานในอนาคตจะลดน้อยลง เพราะความทันสมัย ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การผลิตและบริการที่อาศัยเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติแทนแรงงานคน

            ความจริงแล้วมนุษย์พยายามใช้เครื่องทุ่นแรงเรื่อยมา ใช้ควายไถนาย่อมดีกว่าทำเอง ต่อมาเปลี่ยนเป็น “ควายเหล็ก” (รถไถ) ทำงานเร็วกว่าหลายเท่า จากการขี่ม้าขี่ลากลายเป็นรถไฟไอน้ำ ในขณะเดียวกันเครื่องทุ่นแรงหรือเครื่องจักรกลแข่งขันกันเองด้วย รถไฟไอน้ำจึงเหลือให้เห็นแต่ในพิพิธภัณฑ์ ตู้ ATM คือพนักงานธนาคารที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง กำลังเล็กลงกลายเป็นแอปพลิเคชัน (application) ในสมาร์ทโฟนกับคอมพิวเตอร์ ทุกคนมีพนักงานธนาคารติดตัวคอยให้บริการอย่างใกล้ชิด
            กลายเป็นคำถามต่อรัฐบาลในอนาคตว่า การมุ่งใช้เครื่องจักรกล ระบบอัตโนมัติแทนแรงงานคน จะมีผลต่อรายได้กับความยากจนอย่างไร หากครึ่งหนึ่งของงาน 702 ประเภทในสหรัฐจะถูกแทนที่ด้วยสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ งานศึกษาของ Oxford University อีกชิ้นสรุปว่า อีกไม่เกิน 20 ปี แรงงานเกือบครึ่งในสหรัฐ (ทั้งพวกวิชาชีพกับไร้ฝีมือ) อาจตกงาน

            ประการที่ 4 การออมและหารายได้หลายช่องทาง
            ประเด็นเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติ แทนแรงงานคนเป็นเรื่องที่ต้องถกกันอีกมาก เรื่องที่ทุกคนทำได้และควรทำตั้งบัดนี้คือการออมและหารายได้หลายช่องทาง
            เริ่มต้นของการออมคือไม่เป็นหนี้ เริ่มต้นของการไม่เป็นหนี้คือไม่ใช้จ่ายเกินตัว หากจะใช้จ่ายเกินตัวต้องมั่นใจว่าเป็นการลงทุนที่ได้กำไร ไม่เช่นนั้นย่อมไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืน หนี้สินที่พอกพูนจะยิ่งสร้างปัญหา บางคนกลายเป็นหนี้เรื้อรังยาวนานเป็นสิบปี ยากจะตั้งตัว ชีวิตวนเวียนอยู่กับการปลดหนี้
            การออมแต่น้อยดีกว่าไม่ออมเลย และช่วยสร้างนิสัยดีๆ หลายอย่าง เช่น รู้จักคำนวณรายได้รายจ่าย พยายามตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออก (ทุกคนมีรายจ่ายที่ไม่ควรจะจ่ายด้วยกันทั้งสิ้น) การเก็บออมแต่น้อยจะเอื้อให้เก็บออมมากขึ้นในอนาคต สามารถนำเงินออมมาใช้ในยามฉุกเฉิน หรือนำไปลงทุน

            การหารายได้หลายช่องทางเป็นอีกวิธี คนขยันบางคนทำงานมากกว่า 1 งาน เป็นค่านิยมที่ดี ควรส่งเสริม
            ยกตัวอย่าง ผู้หญิงคนหนึ่งทำงานเป็นแม่บ้านเต็มเวลาของบริษัท วันเสาร์ครึ่งวันหรือตอนเย็นวันปกติทำงานเป็นแม่บ้านรายชั่วโมง ชายคนหนึ่งเป็นพนักงานบัญชี แต่รักการถ่ายรูปทิวทัศน์ จึงใช้วันหยุดไปถ่ายรูปตามที่ต่างๆ นักศึกษาเรียนพร้อมกับเป็นครูสอนพิเศษยามว่าง
            วันหนึ่งหากหญิงแม่บ้านตกงาน เธอยังมีรายได้จากงานพาร์ทไทม์ ชายพนักงานบัญชีมีรายได้จากรูปถ่ายเป็นกอบเป็นกำ พร้อมกับความสุขที่ได้ทำสิ่งที่ชอบ ส่วนนักศึกษามีรายได้มากจนไม่พึ่งเงินจากทางบ้านอีกเลย

พ่อแม่บางคนปลูกฝังให้ลูกเรียนรู้จักทำงานหาเงินตั้งแต่เด็ก ให้ทำงานตัดหญ้า ทำความสะอาดบ้าน ทาสีรั้ว ล้างรถเพื่อนบ้าน และกลายเป็นเงินออมของเด็ก ช่วยให้เด็กรู้จักคุณค่าของเงินและการทำงาน เรียนรู้จักชีวิตนอกห้องเรียน นำเงินส่วนหนึ่งที่ได้ไปช่วยเด็กด้อยโอกาส ฯลฯ
ปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเอื้อให้สามารถสร้างรายได้หลายช่องทาง สามารถหาเงินจากแหล่งที่ห่างไกล (โลกไร้พรมแดน) เป็นแนวทางที่ควรศึกษาและลองดู
17 กันยายน 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7618 วันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน พ.ศ.2560)
-------------------------
บรรณานุกรม:
1. Duiker, William J. (2009). Contemporary World History (5th ed.). USA: Wadsworth.
2. Dunlop, Tim. (2016). Why the Future Is Workless. Australia: NewSouth Publishing.
3. Middle-class Americans made more money last year than ever before. (2017, September 12). Business Insider. Retrieved from http://www.businessinsider.com/us-census-median-income-2017-9
4. United States Census Bureau. (2017, September). Income and Poverty in the United States: 2016. Retrieved from https://www.census.gov/content/dam/Census/library/publications/2017/demo/P60-259.pdf
-----------------------------