รัฐบาลสหรัฐอ้างความชอบธรรมที่ต้องชิงลงมือก่อน แต่เรื่องนี้ค้านสายตาประชาคมโลก เป็นอีกครั้งที่สหรัฐได้สิ่งที่ต้องการแต่ถูกมองในแง่ลบ ส่วนหนึ่งที่ชี้ว่าสหรัฐพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์
สัปดาห์ที่ 3 ของเมษายน 2026 Bagher Qalibaf โฆษกรัฐสภาอิหร่านชี้ว่าทรัมป์ทำเพื่ออิสราเอลมากกว่าเพื่อสหรัฐ
อิหร่านชนะทางยุทธศาสตร์ และอื่นๆ มีข้อมูลเพิ่มเติมพร้อมการวิเคราะห์ดังนี้
ทรัมป์ทำเพื่ออิสราเอลมากกว่าเพื่อสหรัฐ:
นานแล้วที่บางคนเชื่อว่าอิสราเอลมีอิทธิพลต่อสหรัฐ
(แทนที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐจะมีอิทธิเหนืออิสราเอล)
บางแนวคิดถึงกับพูดว่าชนชั้นนำอิสราเอลควบคุมรัฐบาลสหรัฐ
ยกหลักฐานว่าคนยิวดำรงตำแหน่งสำคัญของรัฐบาลเสมอ
ระดับที่เข้มข้นน้อยลงคืออิสราเอลมีอิทธิพลต่อนักการเมืองอเมริกันมากแต่ไม่ถึงขั้นควบคุม
ล็อบบี้ยิสต์อิสราเอลทำงานเข้าถึงนักการเมือง
จึงไม่แปลกที่หลายคนมั่นใจว่านโยบายสหรัฐสนับสนุนอิสราเอล
ซึ่งข้อหลังมีหลักฐานสนับสนุนมากมาย
ด้วยความเชื่อกับความจริงทั้งหลายจึงตีความว่าสหรัฐรบอิหร่านรอบนี้
เพราะรับอิทธิพลจากอิสราเอลไม่มากก็น้อย บางคนถึงกับฟันธงว่าอิสราเอลลากสหรัฐเข้าทำสงคราม
Joe Kent อดีตหัวหน้า US National Counterterrorism Center
ในสมัยทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐเข้าทำสงครามทั้งๆ ที่อิหร่านไม่มีอาวุธนิวเคลียร์
(ไม่เป็นภัยคุกคามจวนตัวตามคำอ้างของทรัมป์)
หน่วยการข่าวสหรัฐทุกหน่วยสรุปตรงกันในเรื่องนี้
ทั้งยังเตือนว่าอิหร่านจะเล่นงานฐานทัพสหรัฐในตะวันออกกลาง และจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ
แต่อิสราเอลให้ข้อมูลอีกด้านและทรัมป์เชื่อตามนั้น
ผลคือสหรัฐถูกอิสราเอลลากเข้าทำสงครามที่ไม่มีวันจบ
ไม่ก่อประโยชน์ต่ออเมริกาจากคำโกหกของอิสราเอล
อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำว่าการรบครั้งนี้สหรัฐตัดสินใจเอง
“อิสราเอลไม่เคยพูดกับผมให้เข้าทำสงครามกับอิหร่าน”
ย้ำว่านโยบายคือห้ามอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์
ต้องทำลายโครงการพัฒนานิวเคลียร์ให้หมด
วิเคราะห์:
หากใครสามารถแสดงหลักฐานว่าประธานาธิบดีทำตามขอคำของประเทศอื่น
สร้างความเสียหายแก่คนอเมริกันมากมาย ประธานาธิบดีอาจมีความผิดตามกฎหมาย
คาดว่าในอนาคตพรรคเดโมแครทอาจเล่นงานทรัมป์เรื่องนี้
อิหร่านชนะทางยุทธศาสตร์:
สงครามนี้ต่างฝ่ายต่างประกาศว่าตัวเองชนะ
ทรัมป์ชี้ว่ากองทัพอิหร่านถูกทำลายย่อยยับ ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ฝ่ายใดคุมการเมืองอิหร่าน
หลังการโจมตีสังหารผู้นำอิหร่านหลายท่าน ด้านอิหร่านชี้ว่าตนชนะทางยุทธศาสตร์
ด้วยเหตุผลดังนี้
1. เหตุผลทำสงครามฟังไม่ขึ้น
หลังเริ่มสงคราม
4-5 วัน ทรัมป์ให้เหตุผลว่าอิหร่านน่าจะลงมือโจมตี (พวกเรา) ก่อน
ซึ่งปล่อยให้เกิดเช่นนั้นไม่ได้
เรื่องนี้มาจากการที่ฝ่ายสหรัฐคิดว่าหากอิสราเอลโจมตีอิหร่าน
ฝ่ายอิหร่านจะตอบโต้ด้วยการโจมตีสหรัฐ ดังนั้นต้องชิงโจมตีก่อนเพื่อลดความเสียหาย
ในอีกวาระหนึ่งทรัมป์กล่าวว่า
“อิหร่านกำลังจะทำลายอิสราเอลและทุกอย่างโดยรอบ เราจึงทำงานร่วมกัน
ทำลายประเทศที่คิดทำลายอิสราเอล” วันนี้จึงยังมีประเทศอิสราเอล
แต่บางคนคิดแย้ง เช่น Hakeem Jeffries แกนนำสส.
เดโมแครท กล่าวว่าการโจมตีเสี่ยงอันตรายอย่างไม่สมควร และปราศจากภัยคุกคาม
“ที่สมควรชิงโจมตีก่อน”
วิเคราะห์:
เหตุผลข้อนี้คล้ายเดิมที่อิสราเอลกับสหรัฐใช้มาตลอด
คิดว่าหากอิหร่านมีนิวเคลียร์และจะใช้ยิงสหรัฐด้วยนิวเคลียร์ จึงต้องชิงลงมือก่อน แต่บางคนไม่เห็นด้วย
ไม่คิดว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามจวนตัว อิหร่านไม่มีอาวุธนิวเคลียร์
ส่วนอาวุธอื่นก็ไม่ร้ายแรงพอที่จะทำลายอิสราเอล
กลายเป็นว่าสหรัฐพาตัวเองสู่สงครามใหญ่ ก่อศึกครั้งใหญ่โดยไม่จำเป็น
หากการตัดสินใจครั้งนี้นำสู่การรบยืดเยื้อเป็นปีหรือหลายปี
เท่ากับทรัมป์ 2.0 นำประเทศสู่ความเสี่ยงและสูญเสียครั้งใหญ่โดยไม่จำเป็น
2. เป็นภัยคุกคามจวนตัวหรือไม่
ทางการสหรัฐมักอ้างเรื่อง
"Imminent Threat" หรือ
"ภัยคุกคามจวนตัว" เป็นความชอบธรรมที่จะรบเพื่อป้องกันตัวเอง (Self-Defense)
ตามกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) มาตรา 51
ในทางวิชาการจะยึดแนวทางของ
Caroline (The Caroline Test) ซึ่งระบุว่าการจะอ้าง
"ภัยคุกคามที่กระชั้นชิด" เพื่อใช้กำลังทหารก่อน ต้องเข้าเงื่อนไข 3
ประการ
คือ
Necessity (ความจำเป็น) ภัยนั้นต้องบีบคั้นและท่วมท้น Immediacy
(ความกระชั้นชิด) ไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่ และไม่มีเวลารอเพื่อไตร่ตรอง
และ Proportionality (ความสมน้ำสมเนื้อ)
การตอบโต้ต้องไม่เกินกว่าเหตุเพื่อระงับภัยนั้น
ภัยคุกคามจวนตัวจึงไม่ใช่แค่ความเป็นปรปักษ์
และไม่ใช่ภัยแฝงตัว (ambient menace) เพื่อใช้เป็นข้ออ้างทำสงครามป้องกันตัวเอง
การเคลื่อนไหวของฮามาส
ฮิซบอลเลาะห์และนโยบายอิหร่าน ขัดผลประโยชน์สหรัฐ
แต่ไม่ถึงขั้นให้สหรัฐต้องเข้าทำลาย
หลายสิบปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าอิหร่านไม่มีความตั้งใจเข้าปะทะหรือทำสงครามกับสหรัฐแต่อย่างไร
ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่าภัยอิหร่านคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นให้เกินตัว
โดยกลุ่มผู้วางหลักนโยบายต่างประเทศ สถาบันวิชาการบางแห่ง รวมทั้งสื่อบางสำนัก
พยายามทำให้เห็นภาพร้ายแรงเกินจริง ทั้งเรื่องอิทธิพลอิหร่านต่อตะวันออกกลาง
โครงการพัฒนานิวเคลียร์ การสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธ
ทั้งหมดนี้คือยุทธศาสตร์สร้างศัตรู
สหรัฐกับอิสราเอลต้องสร้างศัตรู ใช้เป็นข้ออ้างจัดการศัตรูเพื่อแผ่อำนาจ
กอบโกยผลประโยชน์ รัฐบาลทรัมป์มักอธิบายว่าเพื่อความมั่นคงของสหรัฐและของโลก
ตัวอย่างในอดีตที่เด่นชัดมากสุดคืออิรัก
ในตอนนั้นรัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู บุช ใช้ภัยคุกคามจวนตัว
อ้างว่ารัฐบาลประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนสั่งสมอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD)
จำนวนมาก รวมทั้งอาวุธนิวเคลียร์
โยงกับเรื่องที่รัฐบาลซัดดัมมีประวัติใช้อาวุธเคมีกับประชาชนของตนเอง
จึงเห็นว่าเป็นภัยคุกคามที่จวนตัว
ในเวลาต่อมารัฐบาลบุชยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของฝ่ายข่าวกรอง
หลังตรวจไม่พบอิรักมี WMD
ทั้งยังเกิดคำถามตามมาว่านอกจากอิรักแล้ว
อิหร่านกับเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามจวนตัวด้วยหรือไม่
เนื่องจากรัฐบาลบุชประกาศว่าทั้ง 3 ประเทศอยู่ในกลุ่ม “แกนแห่งความชั่วร้าย” (Axis
of Evil)
ประเด็นคือรัฐบาลสหรัฐไม่สนใจและไม่มีใครห้ามได้
จึงใช้เรื่องภัยคุกคามจวนตัวทำสงครามแบบชิงลงมือก่อน ดังที่ทำกับอิหร่านในขณะนี้
เรื่องนี้ส่งผลต่อภาพพจน์สหรัฐในเวทีโลก ส่งผลต่อพันธมิตรอเมริกา และอุดมการณ์ประชาธิปไตย
3. คนอเมริกัน 63% ชี้ว่าไม่มีเหตุผลมากพอที่จะรบกับอิหร่าน
24 เมษายน 2026 ผลโพลของ Marquette Law School
พบว่าคนอเมริกัน 63% คิดว่าไม่มีเหตุผลมากพอที่จะรบกับอิหร่าน
ถ้าแยกเป็นพรรค 94% ของพวกเดโมแครทไม่เห็นด้วย 75% ของพวกไม่สังกัดพรรคไม่เห็นด้วย ที่สวนทางคือ 71%
ของพวกรีพับลิกันเห็นด้วยกับสงคราม
ผู้ตอบแบบสอบถาม 54% ไม่ชอบอิสราเอล 68% ต่อต้านทรัมป์หากคิดเปลี่ยนประเทศอื่นด้วยกำลังทหาร 60% ยอมรับว่าสหรัฐคือตัวการทำให้โลกปั่นป่วน ในขณะที่ 39% คิดว่าสหรัฐกำลังสร้างเสถียรภาพแก่โลก
เหตุผลทำสงครามและการตีความว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ขึ้นกับข้อมูล
การตีความตามแนวคิดต่างๆ ซึ่งไม่จำต้องคิดตรงกัน
รัฐบาลคิดอย่างประชาชนคิดอีกอย่าง แต่ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร
รัฐบาลทรัมป์ชี้ว่าจำต้องรบและชนะสงครามนี้แล้ว แต่เรื่องนี้ค้านสายตาประชาคมโลก
เป็นอีกครั้งที่สหรัฐได้สิ่งที่ต้องการแต่ถูกมองในแง่ลบ
นี่คือส่วนหนึ่งที่ชี้ว่าสหรัฐพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์
บรรณานุกรม :
1. Iran
and the imminent threat mythology. (2026, March 20). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2026/03/iran-and-the-imminent-threat-mythology/
2. Iran war spreads
across region as US, Israel suffer losses. (2026, March 2). Hurriyet
Daily News. Retrieved from
https://www.com/iran-war-spreads-across-region-as-us-israel-suffer-losses-219468
3. Ismael,
Tareq Y., Haddad,
William W. (2004). Iraq: The Human Cost of History. USA: Pluto Press.
4. Most
Americans say there was not sufficient reason to start war in Iran: Polls.
(2026, April 24). ABC News. Retrieved from
https://abcnews.com/Politics/americans-sufficient-reason-start-war-iran-polls/story?id=132317564
5. Qalibaf answers ten key questions on Iran–US talks in
Islamabad. (2026, April 19). Tehran Times. Retrieved
from
https://www.tehrantimes.com/news/525593/Qalibaf-answers-ten-key-questions-on-Iran-US-talks-in-Islamabad
6. Trump insists
he struck Iran on his own terms. (2026, March 4). Channel News Asia.
Retrieved from
https://www.channelnewsasia.com/world/trump-us-war-iran-israel-marco-rubio-5968821
7. Trump says end
of Iran war will be "mutual" with Netanyahu. (2026, March 9). Times of
Oman. Retrieved from
https://timesofoman.com/article/169259-trump-says-end-of-iran-war-will-be-mutual-with-netanyahu
8. Washington ignored intel warnings on Iran – Trump’s ex-counterterror
chief. (2026, May 9). RT. Retrieved from
https://www.rt.com/news/639657-us-israel-iran-war/
-----------------



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น