ความจริงที่ซ่อนอยู่เหตุทรัมป์คิดถอนทหารจากเยอรมนี

ถ้ายึดว่ากองทัพสหรัฐในต่างแดนมีเพื่อรักษาผลประโยชน์อเมริกา ขนาดกองทัพจะเล็กหรือใหญ่ จะส่งไปจุดใด ล้วนอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ทั้งสิ้น

            ข่าวประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศจะถอนทหารเกือบหมื่นนายออกจากเยอรมนีเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ทั้งนี้ฝ่ายสหรัฐอ้างว่านาโตมีข้อตกลงเมื่อปี 2014 ชาติสมาชิกจะต้องตั้งงบกลาโหมให้ได้อย่างน้อยละ 2 ของจีดีพีภายในปี 2024 แต่เยอรมนีไม่เคยทำได้และประกาศว่าคงไม่ทำตามกำหนดเส้นตาย กลายเป็นเรื่องที่ประธานาธิบดีทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์เรื่อยมา ตั้งแต่ช่วงหาเสียง ทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐต้องจ่ายเงินสนับสนุนมากเกิน ไม่คุ้มกับประโยชน์ที่ได้ ในขณะที่ชาติสมาชิกอื่นๆ แบกรับภาระน้อยเกินไป ไม่ยุติธรรมต่อสหรัฐ

เมื่อเอ่ยถึงเรื่องดังกล่าวทรัมป์มักอ้างเหตุผลอื่นๆ อีกหลายข้อ เช่น เยอรมนีเตรียมซื้อก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียผ่านท่อ Nord Stream 2 ผูกโยงเศรษฐกิจการเมืองกับรัสเซียมากขึ้น สหรัฐขาดดุลการค้าต่อเยอรมนีซึ่งทรัมป์ตีความว่าเป็นการค้าที่ไม่ยุติธรรม

            หากข้ออ้างเหล่านี้ไม่สมเหตุสมผลแล้วเหตุผลที่แท้คืออะไร

ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่ทรัมป์ไม่เอ่ยถึง :

            ตอนสิ้นสงครามเย็นมีทหารอเมริกันกว่า 250,000 นายประจำการในเยอรมนี ปัจจุบันเหลือ 34,500 นายและทรัมป์สั่งให้ปรับลดอีกเกือบหมื่นนาย (ราว 1 ใน 3)

            การที่สหรัฐยังคงกองทัพรวมทั้งอาวุธนิวเคลียร์ในหลายประเทศยุโรป เป็นยุทธศาสตร์ด้านการทหารระดับโลกเพื่อรักษาความเป็นเจ้า พูดให้ชัดคือรวมถึงการแผ่อิทธิพลเหนือยุโรปด้วย ไม่ต่างจากกรณีเกาหลีใต้ ญี่ปุ่นและอื่นๆ ที่สหรัฐมีฐานทัพของตนในประเทศนั้นๆ คำถามคือสหรัฐจะยอมคลายยุโรปออกหรือ

เจนส์ สโตลเตนเบิร์ก (Jens Stoltenberg) เลขาธิการนาโตอธิบายให้เห็นภาพกว้างว่าที่ผ่านมาปฏิบัติการต่างๆ ของสหรัฐในตะวันออกกลาง อัฟกานิสถาน แอฟริกา ต้องอาศัยฐานทัพที่ตั้งอยู่ในยุโรป เป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐโดยตรง

Mark Hertling อดีตผู้บัญชาการทหารอเมริกันในยุโรปทวิตข้อความว่าผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ที่สหรัฐได้เหนือว่าประเด็นงบกลาโหมร้อยละ 2

ไฮโค มาส (Heiko Maas) รมต.ต่างประเทศเยอรมนีกล่าวว่าทั้งเยอรมนีกับสหรัฐต่างได้ประโยชน์จากความร่วมมือทางทหาร ยอมรับว่าความสัมพันธ์ทวิภาคีไม่ดีนัก เป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน

ดูเหมือนทรัมป์ไม่เข้าใจยุทธศาสตร์ทางทหารหรือไม่ก็แค่พูดหวังแต่คะแนนเสียง

คิดในเชิงยุทธศาสตร์ :

          ประการแรก สหรัฐปรับกำลังให้เหมาะสมกับบริบท

            2-3 ปีมานี้สหรัฐเพิ่มกำลังทหารในโปแลนด์ ด้วยเหตุผลรัฐบาลโปแลนด์ร้องขอให้ช่วยส่งทหารมาต้านรัสเซีย มีความเป็นไปได้ว่าสหรัฐจะเพิ่มกำลังทหารอีก เป็นเรื่องปกติของการเคลื่อนย้ายกำลังพล ไม่ว่าทหารที่ย้ายจะกลับประเทศหรือไปอยู่ที่อื่นเพื่อให้ได้ประสิทธิผลสูงสุด ปรับตามยุทธวิธีรบแผนใหม่ การปรับลดงบประมาณส่วนนี้เพื่อไปใช้ส่วนอื่น

            หากทหารสหรัฐมาตั้งในโปแลนด์มากขึ้นย่อมเป็นประโยชน์ช่วยคุ้มครองอำนาจของชนชั้นปกครองที่นั่นแลกกับประเทศตกอยู่ใต้อิทธิพลของรัฐบาลสหรัฐ หรืออย่างน้อยได้รับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจสังคมมากขึ้น และในอนาคตอาจเป็นที่ตั้งอาวุธนิวเคลียร์สหรัฐด้วย (ตามโครงการ Nuclear sharing) มีกระแสข่าวเรื่องนี้เช่นกัน

          ประการที่ 2 เยอรมนีไม่ใช่หน้าด่านสมรภูมิอีกแล้ว

            ในสมัยสงครามเย็น เยอรมนีแบ่งเป็นเยอรมนีตะวันตกกับตะวันออก ทั้ง 2 ค่าย (ฝ่ายนาโตกับค่ายโซเวียต) ต่างประจำการทหารนับแสนนาย เครื่องบินรถถังมากมาย เพราะเป็นสมรภูมิหน้าด่านสำคัญ แต่ทุกวันนี้สหภาพโซเวียตแตกออกแล้ว เยอรมนีกลับมารวมเป็นหนึ่งเดียว ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ทางทหารเปลี่ยนไป สหรัฐควรเพิ่มทหารที่ติดชายแดนรัสเซียหรือให้ใกล้ที่สุด ซึ่งน่าจะเป็นโปแลนด์ผู้กำลังเป็นมิตรที่ดีหรือไม่ก็โรมาเนีย ยูเครน

          ประการที่ 3 สร้างเรื่องให้สหรัฐเป็นฝ่ายอยากถอนทัพ

แนวคิดนี้อธิบายว่าเยอรมนีต้องการลดกำลังทหารอเมริกันแต่สร้างเรื่องให้สหรัฐเป็นฝ่ายอยากถอนทัพเอง เรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับประเด็นงบประมาณด้วย ไมค์ พอมเพโอ (Mike Pompeo) รมต.ต่างประเทศพูดเมื่อปีที่แล้วว่า แม้สงครามเย็นจะสิ้นสุดนานแล้วปัจจุบันยังมีทหารสหรัฐ 35,000 นายประจำการในเยอรมนี เป็นประเด็นที่รัฐบาลสหรัฐเรียกร้องให้เยอรมนีเพิ่มเงินสนับสนุนกองทัพสหรัฐเหล่านี้

แต่ถ้าพิจารณาในแง่คนเยอรมันมองกองทัพสหรัฐในแง่ลบ ไม่ต้องการทหารต่างชาติในแผ่นดินของตน หลายคนต้องการลดทหารอเมริกัน การสร้างเรื่องความไม่พอใจของทรัมป์นำสู่การลดกำลังทหารเพื่อไว้หน้ารัฐบาลสหรัฐ โดยเฉพาะประธานาธิบดีทรัมป์ที่ต้องการโชว์ “America Great Againช่วยรักษาภาพพจน์สหรัฐผู้ยิ่งใหญ่ของโลก เป็นแนวทางอธิบายที่เป็นไปได้เหมือนกัน

ในอนาคตยุโรปจะมีกองทัพของตัวเอง :

            การปรับลดขนาดกองทัพสหรัฐในเยอรมนีสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ยุโรป (อียู) ที่หวังสร้างกองทัพของตัวเอง เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวที่อาจกินเวลาอย่างน้อย 20-30 ปี

ยุโรปต้องมีกองทัพที่เป็นของยุโรปจริงๆ เพื่อปกป้องภัยจากรัสเซีย จีนและแม้กระทั่งสหรัฐ ผู้นำฝรั่งเศสเสนอให้จัดตั้ง “กองทัพยุโรปจริงๆ” ประธานาธิบดีมาครงกล่าวชัดถ้อยชัดคำว่า “ยุโรปจำต้องปกป้องตัวเองได้ดีด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาสหรัฐอเมริกา” ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนและประกันความมั่นคงด้วยตัวเอง ปกป้องอธิปไตยยุโรป ด้วยเหตุนี้จำต้องทบทวนโครงสร้างความมั่นคงและระบบป้องกันประเทศยุโรปจากอาวุธทุกรูปแบบ

นับจากสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ยุโรปตะวันตกอยู่ใต้ความคุ้มครองของสหรัฐ ในช่วงสงครามเย็นอธิบายได้ว่ายุโรปกำลังฟื้นตัวหลังเสียหายยับเยินจากสงครามโลก ความขัดแย้งทางอุดมการณ์การเมืองที่รุนแรงกับค่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ นำสู่การเผชิญหน้าด้วยกองทัพมหาศาล อาวุธนิวเคลียร์

            หลังสิ้นสหภาพโซเวียตภัยคุกคามจากค่ายคอมมิวนิสต์หมดไป ยุโรปตะวันตกไม่คิดว่าตัวเองมีภัยคุกคามทางทหารที่ร้ายแรงเช่นอดีต การเป็นสมาชิกนาโตมีทั้งข้อดีข้อเสีย ถ้ามองในแง่ข้อเสียนักวิชาการอย่าง John Laughland ถึงกับใช้คำว่ายุโรปเป็นรัฐภายใต้การอารักขาของอเมริกา (an American protectorate) ยุโรปพึ่งพาสหรัฐไม่เพียงด้านความมั่นคงทางทหารเท่านั้น นโยบายระหว่างประเทศหลายเรื่องยังแอบอิงสหรัฐด้วย

            การมีกองทัพของตัวเองอย่างเข้มแข็ง ไม่ยืมจมูกคนอื่นหายใจ ไม่ใช่เรื่องของศักดิ์ศรีเท่านั้นแต่เป็นความมั่นคงแห่งชาติที่ยั่งยืน แต่จะเป็นจริงเมื่อไหร่คงเป็นอนาคตอีกไกล

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :

            ฐานทัพสหรัฐในเยอรมนีคือฐานทัพใหญ่ที่สุดและสมบูรณ์ที่สุดในยุโรป ข่าวถอนทหารถูกวิเคราะห์ไปต่างๆ นานา แต่หากเป็นเพียงการเคลื่อนย้ายกำลังพลตามบริบทที่เปลี่ยนไป สอดคล้องกับยุทธศาสตร์นาโตฝั่งยุโรป เช่นนี้ไม่มีอะไรแปลกใหม่ ความตื่นเต้นเกิดจาก ”ข่าว” กับการนำเสนอแบบให้ชวนคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่โตรุนแรงมากกว่าเน้นเนื้อหาข้อเท็จจริง

อันที่จริงแล้วถ้าศึกษาข้อมูลในครบถ้วน การปรับลดกำลังพลไม่ใช่เรื่องแปลก ข้อมูลจากเยอรมนีเผยว่าปี 2006 มีทหารอเมริกันราว 72,400 นาย ทยอยลดลงจนเหลือ 33,250 นาย ปีนี้เป็นอีกครั้งที่ปรับลดเท่านั้นเอง ถ้ายึดว่ากองทัพสหรัฐในต่างแดนมีเพื่อรักษาผลประโยชน์อเมริกา ขนาดกองทัพจะเล็กหรือใหญ่ จะส่งไปจุดใด ล้วนอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ทั้งสิ้น

ณ วันนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าสหรัฐจะถอนทหารออกจากเยอรมนีหรือไม่ มากน้อยเพียงไร จะย้ายไปประจำการประเทศใดแทน แต่หากสหรัฐส่งทหารนับหมื่นเข้าโปแลนด์ โรมาเนีย ยูเครน หรือประเทศใดๆ ที่ใกล้รัสเซีย ความตึงเครียดในภูมิภาคจะเพิ่มสูงขึ้นแน่นอน

            เป็นอีกประเด็นที่ควรติดตาม

21 มิถุนายน 2020

ชาญชัย คุ้มปัญญา

(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8623 วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2563)

-------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :

Nuclear sharing ความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างสหรัฐกับเยอรมนี
สังคมเยอรมันถกแถลงเรื่องอาวุธนิวเคลียร์เรื่อยมา แต่จนทุกวันนี้อาวุธนิวเคลียร์สหรัฐยังประจำการที่นี่และอาจอยู่อีกนาน เพราะเป็นความสัมพันธ์อันซับซ้อน ผลประโยชน์มหาศาล

บรรณานุกรม :

1. After blindsiding allies, U.S. gives no details on Trump’s plan for troops in Germany. (2020, June 16). Politico. Retrieved from https://www.politico.com/news/2020/06/16/after-blindsiding-allies-us-gives-no-details-on-trumps-troop-plan-323143

2. Freeloading Germany Is a Terrible Ally. (2020, June 16). National Review. Retrieved from https://www.nationalreview.com/corner/freeloading-germany-is-a-terrible-ally/

3. Germans in favor of 'reducing reliance' on US. (2019, December 3). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/germans-in-favor-of-reducing-reliance-on-us/a-51510739

4. Is Trump piggybacking on Poland to reshuffle Europe's power players? (2020, June 16). TRT World. Retrieved from https://www.trtworld.com/magazine/is-trump-piggybacking-on-poland-to-reshuffle-europe-s-power-players-37302

5. 'It's complicated': Relations in the spotlight as US mulls pulling thousands of troops from Germany. (2020, June 7). France24. Retrieved from https://www.france24.com/en/20200607-it-s-complicated-us-mulls-withdrawing-thousands-of-troops-from-germany

6. Macron urges European army to defend against Russia, US. (2018, November 6). AFP. Retrieved from https://www.afp.com/en/news/3954/macron-urges-european-army-defend-against-russia-us-doc-1al8xf1

7. Mike Pompeo carries divisive US messages to Germany. (2019, November 6). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/mike-pompeo-carries-divisive-us-messages-to-germany/a-51144192

8. Transcript: Donald Trump Expounds on His Foreign Policy Views. (2016, April 26). The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/03/27/us/politics/donald-trump-transcript.html

9. Trump says he is halving US troop presence in Germany. (2020, June 16). The Korea Times. Retrieved from https://www.koreatimes.co.kr/www/nation/2020/06/205_291270.html

10. Trump's move to pull troops from Germany draws bipartisan warnings. (2020, June 16). The Hill. Retrieved from https://thehill.com/policy/defense/503046-trumps-move-to-pull-troops-from-germany-draws-bipartisan-warnings

11. US military in Germany: What you need to know. (2020, June 16). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/us-military-in-germany-what-you-need-to-know/a-49998340

12. US 'protectorate' rebelling? Experts doubt EU's ability to stand up to Washington. (2018, August 28). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/437005-us-eu-protectorate-rebellion/

-----------------------------


ข้อวิพากษ์สิทธิมนุษยชนเครื่องมือต่างประเทศของสหรัฐ

โลกนี้ไม่มีประเทศใดเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากบ้างน้อยบ้าง สหรัฐดีกว่าหลายประเทศแต่ยากจะเชื่อว่าเป็นผู้นำโลกด้านนี้และกำลังเสื่อมถอย

สิทธิมนุษยชนเครื่องมือนโยบายต่างประเทศ :

            ยุทธศาสตร์แม่บทของรัฐบาลสหรัฐคือ ส่งเสริมประชาธิปไตย การค้าเสรี หลักสิทธิมนุษยชน ตำรามากมายเอ่ยถึงนโยบายส่งเสริมเรื่องเหล่านี้ เป็นเครื่องมือสำคัญของนโยบายต่างประเทศ ปรากฏเป็นข่าวอยู่เสมอที่รัฐบาลสหรัฐวิพากษ์วิจารณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ ชี้ว่าประเทศนั้นประเทศนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย ขู่ตัดความช่วยเหลือจนถึงขั้นคว่ำบาตร คิดล้มรัฐบาลเผด็จการ แต่การปฏิบัติมีความยืดหยุ่นตามบริบท รายงานยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก” (Indo-Pacific Strategy Report : IPSR) ของกระทรวงกลาโหมฉบับมิถุนายน 2019 ในสมัยรัฐบาลทรัมป์ระบุอย่างชัดเจนว่า สหรัฐมีค่านิยมและความเชื่อของตัวเองแต่จะไม่พยายามยัดเยียดวิถีของตนแก่ผู้อื่น

            แม้จะไม่ยัดเยียดแต่มีหลายกรณีที่รัฐบาลทรัมป์ใช้ประเด็นสิทธิมนุษยชนเล่นงานประเทศอื่นๆ ไม่ต่างจากรัฐบาลชุดก่อนๆ

            เป็นประจำทุกปีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐจะออกรายงาน “Human Rights Reports” รายงานนี้ประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก นำสู่ข้อสรุปเหตุผลว่าทำไมสหรัฐต้องเล่นงานประเทศที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน จีน เกาหลีเหนือ อิหร่านเป็นตัวอย่างที่ถูกเอ่ยถึง และรายงานปี 2019 ระบุว่าสหรัฐมีความภูมิใจอย่างยิ่งที่เป็นผู้นำ (champion) เรื่องสิทธิมนุษยชน อุดมการณ์ประชาธิปไตย

เรื่องแปลกแต่จริงคือ ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐประกาศว่าตนเป็นผู้นำโลกด้านสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย ออกรายงานสิทธิมนุษยชนของตน แต่กลับไม่ยอมรับการประเมินสิทธิมนุษยชนในประเทศตัวเอง มิถุนายน 2018 รัฐบาลทรัมป์ประกาศสหรัฐอเมริกาได้ถอนตัวออกจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Human Rights Council: UNHRC) ด้วยเหตุผลว่า “ไม่คู่ควรกับชื่อ”

UNHRC เป็นคณะที่ประกอบด้วยสมาชิก 47 ประเทศ สมาชิกทั้งหมดมาจากการแต่งตั้งโดยสมัชชาสหประชาชาติ เริ่มทำงานเมื่อปี 2006 เป็นองค์กรย่อยทำหน้าที่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศต่างๆ

Nikki Haley เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติชี้ว่าองค์กรนี้มักชี้ว่าอิสราเอลละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นอคติทางการเมือง ประเทศที่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนกลายเป็นแพะรับบาป จึงขาดความน่าเชื่อถือ รัฐบาลสหรัฐเคยเสนอให้ปฏิรูปแต่เมื่อทำไม่ได้จึงจำต้องถอนตัว

การที่รัฐบาลทรัมป์ให้เหตุผลว่าเหตุที่ต้องถอนตัวเพราะไม่เป็นธรรมต่ออิสราเอล ข้อนี้คงเป็นข้ออ้างหนึ่งเท่านั้น การรุกล้ำดินแดน การกระทำต่อปาเลสไตน์เป็นประเด็นที่อิสราเอลละเมิดสุทธิมนุษยชนเรื่อยมา นานาชาติต่างประณาม อีกประเด็นที่น่าคิดคือรัฐบาลสหรัฐละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง มีโอกาสถูกประณาม จึงถอนตัวเพื่อหนีและกีดกันรายงานของ UNHRC

กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียแถลงว่าเป็นอีกครั้งที่รัฐบาลสหรัฐแสดงความเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ (boorish cynicism) ไม่ยอมรับว่าตัวเองละเมิดสิทธิมนุษยชน ละเมิดกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ ทั้งยังพยายามชี้หน้าว่าประเทศอื่นละเมิดสิทธิมนุษยชน พยายามชักนำให้ UNHRC ทำตามที่ตัวเองต้องการ การถอนตัวดังกล่าวเป็นอีกครั้งที่บ่งชี้ว่าไม่ยึดถือหลักสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง เป็นพวกปากอย่างใจอย่าง พฤติกรรมเป็นหลักฐานในตัวเอง


ปัญหาสิทธิมนุษยชนในสหรัฐ :

            ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐแสดงตัวเป็นผู้นำโลกเสรี ส่งเสริมประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนสากล แต่กลับซ่อนปัญหาสิทธิมนุษยชนที่มีมากมายในประเทศตัวเอง ด้วยวิธีการง่ายๆ คือไม่พูดถึงตัวเองและมุ่งพูดถึงปัญหาของประเทศอื่นๆ โจมตีว่ารัฐบาลประเทศเหล่านั้นไม่เป็นประชาธิปไตย กดขี่ข่มเหงประชาชน ปล่อยปละละเลยเรื่องสิทธิมนุษยชน

เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Michelle Bachelet ประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ร้องขอให้สหรัฐเลิก เหยียดผิวเชิงโครงสร้าง” (structural racism) อันเป็นหัวใจสำคัญของการชุมนุมประท้วงที่สหรัฐในขณะนี้ สมควรปฏิรูปอย่างจริงจังเสียที

ประชาธิปไตยอเมริกากำลังเสื่อมถอย :

            สิทธิมนุษยชนเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นประชาธิปไตย

กันยายน 2019 ฮิลลารี คลินตัน สุภาพสตรีหมายเลข 1 ของอดีตประธานาธิบดีบิลล์ คลินตัน อดีตวุฒิสมาชิก รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของรัฐบาลโอบามากล่าวว่ารัฐบาลทรัมป์ทำหลายอย่างผิดพลาด ไม่ฟังเสียประชาชน “ณ ขณะนี้ประชาธิปไตยของเราอยู่ในภาวะวิกฤตแล้ว” สถาบันประชาธิปไตย ธรรมเนียมประชาธิปไตย ไม่อยู่ในมือของประชาชนอีกแล้ว เราจำต้องลุกขึ้นสู้และแพ้ไม่ได้

            ความอีกตอนกล่าวว่าทรัมป์บ่อนทำลายเอกภาพของชาติ ไม่เป็นผู้นำของคนอเมริกันทั้งประเทศ ใช้ถ้อยคำดูหมิ่นดูแคลนคนอเมริกันเชื้อชาติอื่น เกลียดชังคนบางกลุ่ม สร้างความเกลียดชัง ทำให้คนในชาติแตกแยก

ด้านเจมส์ แมตทิส (James Mattis) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของทรัมป์ชี้ว่า การเมืองในประเทศเป็นภัยต่อชาติมากกว่าศัตรูนอกประเทศ ความแตกแยกทางการเมืองนับวันจะชัดเจนรุนแรง ใช้อารมณ์ ดูหมิ่นเหยียดหยามอีกฝ่าย

คอลิน พอเวลล์ (Colin Powell) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศวิพากษ์ประธานาธิบดีทรัมป์ว่าหลักประชาชนเป็นเจ้าของประเทศกลายเป็น “ฉันผู้เป็นประธานาธิบดี” ที่เป็นใหญ่ ไม่เชื่อว่าทรัมป์เป็นผู้นำที่มีศีลธรรม (moral leader) เพราะเท่าที่ปฏิบัติไม่เป็นเช่นนั้น

Richard Haass ประธานสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations) กล่าวว่า “ยุคนี้เป็นยุคพวกอำนาจนิยม (authoritarian era) … ประชาธิปไตยเสื่อมถอย” และดูเหมือนประชาชนในหลายประเทศก็ไม่สนใจว่ารัฐบาลเป็นอำนาจนิยมหรือไม่ มีคนพูดว่ารัฐบาลสหรัฐในยุคนี้ส่งออกลัทธิประชานิยม (populism) แทนประชาธิปไตย

รายงาน The Economist Intelligence Unit (EIU) เมื่อปี 2018 ชี้ว่าการปกครองของสหรัฐเข้าสู่การเป็น "ประชาธิปไตยที่บกพร่อง" (flawed democracy) ไม่เป็นแบบอย่างที่ดีอีกต่อไป เป็นหลักฐานเพิ่มเติมอีกชิ้นหนึ่ง ก่อนหน้านี้มีสำนักอื่นที่ชี้ว่า สหรัฐไม่เป็นประชาธิปไตยแท้

ประเด็นที่ควรเข้าใจคือ ชาวอเมริกันยังคงมีอิสรภาพเสรีภาพในการดำเนินชีวิตมากอยู่ แต่การละเมิดสิทธิมนุษยชนมีไม่น้อยเช่นกัน เป็นปัญหาเก่าแก่ตั้งแต่ก่อนก่อตั้งประเทศเมื่อกว่า 240 ปีเสียอีก คนบางจำพวกยึดถือ White Supremacy ที่ดูหมิ่นดูแคลนคนผิวสี คิดว่าตัวเองเท่านั้นเป็นเจ้าของแผ่นดินที่แท้จริง ต้องการให้คนผิวขาวมีอภิสิทธิ์เหนือพลเมืองอเมริกันอื่นๆ ที่สำคัญคือรัฐบาล ผู้ปกครองประเทศ ไม่ได้ปกครองเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง ประชาชนสามารถแสดงออกแต่ไม่มีผลเปลี่ยนหรือผลักดันนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ ข้อสรุปคือเป็นการเมืองการปกครองที่ไม่ได้มีเพื่อประชาชนจริงๆ

สหรัฐควรแก้ปัญหาตนเองก่อน :

            ไม่ว่าจะเรื่องการเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติ ประชาธิปไตย หากอยากจะเป็นผู้นำ ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีเสียก่อน ดังคำกล่าวที่ว่า “ชีวิตดังกว่าคำพูด”

ในสุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่ง (inauguration address) ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เมื่อมกราคม 2017 ความตอนหนึ่งกล่าวว่า จะไม่ยัดเยียดวิถีชีวิตของเรา [เสรีภาพ ประชาธิปไตยแบบอเมริกัน – ผู้เขียน] แก่ต่างชาติ แต่จะแสดงให้ดูเป็นตัวอย่าง

            ไม่ทราบว่าท่านประธานาธิบดียังจำได้หรือไม่ 3 ปีที่ผ่านมาหลายคนพูดว่าได้พิสูจน์ว่าจริงหรือเท็จแล้ว

            โลกนี้ไม่มีประเทศใดเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากบ้างน้อยบ้าง สหรัฐดีกว่าหลายประเทศแต่ยากจะเชื่อว่าเป็นผู้นำโลกด้านนี้และกำลังเสื่อมถอย ถ้าอเมริกาไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เป็นแบบอย่างสิทธิมนุษยชนจะส่งเสริมสิทธิมนุษยชนโลกได้อย่างไร นโยบายส่งเสริมสิทธิมนุษยชนประชาธิปไตยมีไว้เพื่อการใดกันแน่

14 มิถุนายน 2020

ชาญชัย คุ้มปัญญา

(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8616 วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2563)

-------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 

White Supremacy รากเหง้าการเหยียดผิวในอเมริกา
กว่า 240 ปีที่สหรัฐประกาศเอกราช หลักเสรีภาพ ความเสมอภาคและประชาธิปไตยยังเป็นเพียงเป้าหมายเชิงอุดมคติเท่านั้น เพราะ White Supremacy ฝังรากลึกในสังคมตั้งแต่ก่อนกำเนิดประเทศ

การถดถอยของเสรีประชาธิปไตย
นักวิเคราะห์ตะวันตกบางคนยอมรับมากขึ้นแล้วว่าระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตยตะวันตก (Western liberal democracy) ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างสมควร ลัทธิอำนาจนิยมกำลังเบ่งบาน
บรรณานุกรม :

1. America falls short of being a full democracy for second year running, report finds. (2018, February 5). The Independent. Retrieved from https://www.rt.com/usa/417762-us-nuclear-buildup-russia-threat-excuse/

2. American Democracy Is in Crisis. (2018, September 16). The Atlantic. Retrieved from https://www.theatlantic.com/ideas/archive/2018/09/american-democracy-is-in-crisis/570394/

3. Colin Powell slams Trump as making America: ''Me the president,' as opposed to 'We the People''. (2018, October 7). Daily Mail. Retrieved from https://www.dailymail.co.uk/news/article-6250341/Colin-Powell-slams-Trump-making-America-president-opposed-People.html

4. 'Dividing into hostile tribes': Mattis laments state of politics in the age of Trump. (2019, August 28). Washington Examiner. Retrieved from https://www.washingtonexaminer.com/news/importance-of-patriotism-god-and-children-plummets-among-young-people-poll

5. FULL TEXT: President Donald Trump's Inauguration Speech. (2017, January 20). ABC News. Retrieved from http://abcnews.go.com/Politics/full-text-president-donald-trumps-inauguration-speech/story?id=44915821

6. Rucker, Walter., Upton, James Nathaniel (Eds). (2007). Introduction. In Encyclopedia of American Race Riots (p. xlv). USA: Greenwood Press.

7. Russian Foreign Ministry comments on US exit from US Human Rights Council. (2018, June 20). TASS. Retrieved from http://tass.com/politics/1010291

8. The White House. (2013, September 24). Remarks by President Obama in Address to the United Nations General Assembly. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/09/24/remarks-president-obama-address-united-nations-general-assembly

9. 'This is an authoritarian era' — and investors should be worried, says Richard Haass. (2018, October 26). CNBC. Retrieved from https://www.cnbc.com/2018/10/26/this-is-an-authoritarian-era-investors-should-worry-richard-haass.html

10. United Nations Human Rights Council. (2018). Welcome to the Human Rights Council. Retrieved from https://www.ohchr.org/EN/HRBodies/HRC/Pages/AboutCouncil.aspx

11. UN says US must HEAR George Floyd protesters’ voices and get rid of its ‘STRUCTURAL RACISM’. (2020, June 3). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/490691-un-us-structural-racism-protests/

12. US Department of Defense. (2019, June 1). Indo-Pacific Strategy Report: Preparedness, Partnerships, and Promoting a Networked Region. Retrieved from https://media.defense.gov/2019/May/31/2002139210/-1/-1/1/DOD_INDO_PACIFIC_STRATEGY_REPORT_JUNE_2019.PDF

13. U.S. Department of State. (2020, March 11). 2019 Country Reports on Human Rights Practices. Retrieved from https://www.state.gov/reports/2019-country-reports-on-human-rights-practices/

14. US pulls out of UN Human Rights Council. (2018, June 19). The Hill. Retrieved from http://thehill.com/policy/international/393086-us-pulls-out-of-un-human-rights-council

15. Trump Administration Withdraws U.S. From U.N. Human Rights Council. (2018, June 19). The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2018/06/19/us/politics/trump-israel-palestinians-human-rights.html

-----------------------------


White Supremacy รากเหง้าการเหยียดผิวในอเมริกา

White Supremacy รากเหง้าการเหยียดผิวในอเมริกา

กว่า 240 ปีที่สหรัฐประกาศเอกราช หลักเสรีภาพ ความเสมอภาคและประชาธิปไตยยังเป็นเพียงเป้าหมายเชิงอุดมคติเท่านั้น เพราะ White Supremacy ฝังรากลึกในสังคมตั้งแต่ก่อนกำเนิดประเทศ

             การเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติ (racism) ในอเมริกามีมาเนิ่นนานก่อนก่อตั้งประเทศเมื่อกว่า 240 ปีก่อน เหตุผลสำคัญเพราะคนจำพวกหนึ่งไม่เห็นด้วยกับความเท่าเทียม เสรีภาพ มองว่าพวกตนมีอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่นที่เรียกว่า White Supremacy

รากฐานความคิดบิดเบือนความเชื่อศาสนา :

รากฐานหลักคิดเรื่อง White Supremacy เชื่อมโยงกับศาสนา ประวัติศาสตร์อเมริกาตั้งแต่ยังไม่เป็นประเทศ เมื่อพวกพิวริแตนท์ (Puritans) โปรเตสแตนท์กลุ่มหนึ่งอพยพเข้าอเมริกา

ค.ศ. 1630 จอห์น วินธรอป (John Winthrop) คริสเตียนพิวริแตนท์กล่าวถึงการสร้าง “เมืองที่ตั้งอยู่บนเขา” (city upon a hill) อันเป็นประโยคที่หยิบยกมาจากคัมภีร์ไบเบิล ปรารถนาสร้างเมืองให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่การตั้งเมืองอื่นๆ ปัจจุบันเมืองดังกล่าวตั้งอยู่ที่นิวอิงแลนด์ (New England) รัฐแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts)

อย่างไรก็ตามหลักคิดเรื่อง เมืองที่ตั้งอยู่บนเขาเป็นหลักความเชื่อของคนชุดนี้เท่านั้น เพราะในเวลาต่อมามีคนชนชาติอื่นศาสนาอื่นอีกมากที่มาตั้งรกรากในอเมริกา ไม่อาจเหมารวมว่าคนศาสนาอื่นหรือแม้กระทั่งนิกายอื่นเช่นคาทอลิกจะยอมรับความคิดดังกล่าว

            การที่แนวคิดนี้ยังปรากฏในตำราเรียน และมักถูกอ้างถึง เป็นเรื่องการพูดถึงช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ เป็นการอ้างความเชื่อศาสนาอย่างผิดๆ การเมืองการปกครองปัจจุบันไม่สะท้อนเป้าหมายเช่นนั้นอีกแล้ว อเมริกาในวันนี้เป็นพหุสังคม ส่วนหนึ่งของพวกเขายึดแนวทาง White Supremacy

นิยาม White Supremacy :

            นิยามแบบกว้างจะพูดถึง White Supremacy ที่รวมคนผิวขาว คนยุโรป นิยามแบบแคบจะพูดเฉพาะประเทศ ประวัติศาสตร์ของประเทศหนึ่ง

หลักคิด White Supremacy มองว่าตนเป็นกลุ่มคนพิเศษ ได้รับสิทธิพิเศษ อยู่เหนือคนเชื้อสายอื่นชนชาติอื่น ควรเป็นผู้ปกครอง เป็นที่มาของการดูหมิ่นคนอื่น มองคนชนชาติอื่นว่าต้องเป็นเบี้ยล่าง เป็นทาส

            ในมุมกลับกันเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้หากคนผิวขาวตกเป็นเบี้ยล่าง เสียประโยชน์

            White Supremacy ผูกโยงกับหลักคิดการยึดอาณานิคม จักรวรรดินิยมยุโรป เห็นว่าการที่คนผิวขาวไปยึดหรือปกครองอาณานิคมที่อื่นๆ เป็นความถูกต้องชอบธรรม

คำว่า White Supremacy มักเป็นเรื่องของสังคมอเมริกา เรื่องที่คนผิวขาวบางกลุ่มเห็นว่าตนเป็นผู้ปกครองประเทศอันชอบธรรม มีอภิสิทธิ์เหนือชนกลุ่มน้อยชนเชื้อสายอื่นๆ เป็นความชอบธรรมที่คนผิวขาวใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ส่วนคนผิวสีต้องเป็นผู้รับใช้ คนขาวจะต้องได้รับการยกย่องจากชนเชื้อชาติอื่นๆ เป็นเรื่องผิดปกติ ไม่ถูกต้องหากคนขาวเป็นที่ดูหมิ่น

การเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติเป็นโครงสร้างสังคม :

            การเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติในสหรัฐไม่ใช่เรื่องส่วนตัวหรือทัศนคติส่วนตัวเท่านั้น แต่เป็นพัฒนาการ เป็นประวัติศาสตร์ที่สืบเนื่องยาวนาน มีการถ่ายทอดหลักคิดวิธีการจากรุ่นสู่รุ่น เป็นวัฒนธรรมหรือค่านิยมของกลุ่มคน คนขาวเหล่านี้ไม่คิดว่าการแบ่งแยกเช่นนี้เป็นปัญหา เมื่อไม่เป็นปัญหาจึงต้องรักษาไว้ ไม่ต้องแก้ไข

ในสหรัฐมี White Supremacy หลายกลุ่ม ยกตัวอย่าง

Aryan Nations (AN)

            กลุ่ม Aryan Nations (AN) ก่อตั้งเมื่อปี 1974 โดย Richard Girnt Butler เป็นส่วนหนึ่งของ Church of Jesus Christ Christian สัมพันธ์ใกล้ชิดกับ Ku Klux Klan กลุ่มนี้ร่วมมือกับกลุ่มอื่นๆ พวก neo-Nazi groups พวก Christian survivalist factions เกิดเป็นแนวร่วม Aryan Brotherhood

            กลุ่มอ้างว่าได้รับบัญชาจากสวรรค์เพื่อดูแลคนผิวขาวและกำลังทำสงครามกับซาตาน มีนโยบายต่อต้านยิว คนผิวสี

            Ku Klux Klan (KKK)

กลุ่ม White Supremacy ที่ดังที่สุดน่าจะเป็น Ku Klux Klan กลุ่มนี้ตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1866 มีสมาชิกและอิทธิพลมากทางตอนใต้อเมริกา มีกองกำลังของตนเอง พยายามข่มขวัญคนที่ต่อต้าน White Supremacy ด้วยสารพัดวิธี รวมทั้งการทำร้ายร่างกาย เผาบ้าน เผาโบสถ์ ล่าสังหาร คนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันเป็นเป้าหมายที่โดนเล่นงานเสมอ

พฤติกรรมของ Ku Klux Klan ผิดกฎหมายจึงถูกทางการลงโทษ ในที่สุดเมื่อสถานการณ์บานปลาย เกิดความวุ่นวายในหลายเมือง ปี 1870 เจ้าหน้าที่และทหารจากรัฐบาลกลางเข้าจัดการเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ไม่เอางาน ส่งคนเข้าแทรกซึมกลุ่มจนสามารถควบคุมได้ในที่สุด

            ในปี 1915 กลุ่มรื้อฟื้นอีกครั้ง มีบทบาทมากในทศวรรษ 1920 มีข้อมูลว่ามีสมาชิกนับล้านคน เป้าหมายของพวกเขามุ่งเล่นงานพวกยิว คาทอลิกและคนอเมริกันผิวดำ กระทำผิดกฎหมายบ่อยครั้ง ละเมิดหลักสิทธิมนุษยชน ละเมิดรัฐธรรมนูญ หวังกดดันให้ชนกลุ่มน้อย พวกผิวสียอมรับสถานะทางสังคมที่ต่ำกว่า ส่งเสริมสังคมตามแบบ White Supremacy

            จำนวนสมาชิกของ KKK ขึ้นๆ ลงๆ ทุกวันนี้กลุ่มยังคงอยู่

            ในขณะเดียวกันเกิดการชุมนุมต่อต้านเป็นระยะ ยกตัวอย่าง ตุลาคม 1992 กลุ่มต่อต้านการเหยียดผิวจัดชุมนุมอย่างสันติครั้งใหญ่ที่เรียกว่า Million Man MarchNational Mall กลางกรุงวอชิงตัน ผู้เข้าร่วมชุมนุมส่วนใหญ่คือชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน มีคนเข้าร่วมหลายแสนคน เรียกร้องยุติการเหยียดผิว White Supremacy ตอกย้ำจุดยืนการชุมนุมเมื่อปี 1963 นำโดย Martin Luther King

ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันอยู่ฝ่ายของตน :

ท่ามกลางสถานการณ์ชุมนุม เกิดเหตุรุนแรงจากการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์ (George Floyd) ประธานาธิบดีทรัมป์พูดยั่วยุหลายครั้ง ครั้งหนึ่งทวิตข้อความว่าตำรวจทหารที่คุกเข่าเพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับผู้ประท้วงคือการ “คุกเข่าแก่พวกผู้ก่อการร้าย”

เจมส์ แมตทิส (James Mattis) อดีตรมต.กลาโหมกล่าวว่าทรัมป์คือประธานาธิบดีคนแรกที่ไม่พยายามรวมประเทศเป็นหนึ่งเดียว พยายามสร้างความแตกแยก 3 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นชัดแล้ว

            การที่ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงท่าทีเป็นปรปักษ์ต่อผู้ชุมนุมอธิบายได้จาก 2 แนวทาง แนวทางแรกคือเป็นเรื่องของการเลือกตั้งปลายปีนี้ แนวทางที่ 2 เป็นกรอบที่ใหญ่กว่าคือทรัมป์สนับสนุน White Supremacy (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่)

            เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าฐานคะแนนเสียงของทรัมป์หรือพรรครีพับลิกัน ส่วนใหญ่คือพวกผิวขาว ส่วนพรรคเดโมแครทมีความหลากหลายมากกว่า ผู้สนับสนุนมีคนผิวสี ชนกลุ่มน้อยด้วย

การที่ทรัมป์ยืนยันไม่อ่อนข้อต่อผู้ชุมนุมเพราะต้องการชี้ว่าตนอยู่ฝ่ายคนผิวขาวที่เป็นฐานคะแนนเสียงของตน คำอธิบายอีกแนวคือทรัมป์ยืนยันส่งเสริมหลักคิด White Supremacy

            ที่น่าสนใจคือแม้มีการชุมนุมประท้วง จนถึงขณะนี้คนอเมริกันอีกไม่น้อยที่สนับสนุนทรัมป์ ผลโพลล่าสุดของ Reuters/Ipsos พบว่าคนอเมริกันร้อยละ 64 รู้สึกเห็นอกเห็นใจพวกที่กำลังประท้วง ร้อยละ 27 ไม่เห็นด้วย ร้อยละ 9 ไม่แน่ใจ เมื่อพูดถึงการเลือกตั้งร้อยละ 47 จะไปเลือกโจ ไบเดน ร้อยละ 37 ยืนยันเลือกทรัมป์ แม้จำนวนผู้สนับสนุนมีน้อยกว่าแต่ยังมีผู้ยืนยันอยู่ข้างทรัมป์ พวกที่สนับสนุน White Supremacy อยู่ในกลุ่มนี้และน่าจะมีไม่น้อยเลยทีเดียว

นี่คืออีกภาพฉายสภาพสังคมอเมริกาในขณะนี้

            กว่า 240 ปีที่สหรัฐประกาศเอกราช หลักนิยมการปกครองอเมริกาคือ เสรีภาพ ความเสมอภาคเท่าเทียมและประชาธิปไตย แต่ยังเป็นเพียงเป้าหมายเชิงอุดมคติเท่านั้น เพราะคนจำนวนหนึ่งยึดหลัก White Supremacy ฝังรากลึกอยู่ในสังคมวัฒนธรรมของประเทศตั้งแต่ก่อนกำเนิดประเทศเสียอีก

7 มิถุนายน 2020

ชาญชัย คุ้มปัญญา

(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8609 วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2563)

----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 

เหตุอเมริกาจลาจลเพราะจอร์จฟลอยด์ มุมมองจากฝ่ายสนับสนุนทรัมป์

บทวิเคราะห์นี้นำเสนอมุมมองอีกมุม ชี้ให้เห็นความซับซ้อนของเหตุการณ์ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องการจลาจล การเผารถ ปล้นสะดมร้านค้า แล้วพูดว่าอเมริกากำลังลุกเป็นไฟ กำลังจะเกิดสงครามกลางเมือง ประเทศจะล่มจม

บรรณานุกรม :

1. Capitol Police kneel before protesters in DC and demonstrators march past Chicago mayor's house as George Floyd protests continue nationwide. (2020, June 3). Daily Mail. Retrieved from https://www.dailymail.co.uk/news/article-8385267/Capitol-Police-kneel-protesters-DC-George-Floyd-protests-continue-nationwide.html

2. Davidoff, Solomon. (2010). Aryan Nations. In Culture Wars: An Encyclopedia of Issues, Voices, and Viewpoints (p. 31). USA: Myron E. Sharpe.

3. Denitch, Bogdan. (1992). After the Flood: World Politics and Democracy in the Wake of Communism. USA: Wesleyan.

4. Frank, Andrew K.. (2011). Ku Klux Klan. In Encyclopedia of American History (Revised edition, pp. 223-225). New York: Infobase Publishing.

5. Friedman , Uri. (2012, July/August). American Exceptionalism': A Short History. Foreign Policy. Retrieved from http://www.foreignpolicy.com/articles/2012/06/18/american_exceptionalism

6. Ginsberg, Benjamin., Lowi, Theodore J., Weir, Margaret., Tolbert, Caroline J., & Spitzer, Robert J. (2015). We the People: An Introduction To American Politics. (Tenth Essentials Edition). NY.: W. W. Norton & Company.

7. Howell, Jennifer. (2011). Ku Klux Klan. In Encyclopedia of American History (Revised edition, pp. 179-180). New York: Infobase Publishing.

8. Isichei, Elizabeth. (2003). Christianity. In An International Social, Cultural, and Political Encyclopedia (pp. 115-118). USA: Infobase Publishing.

9. James Mattis Denounces President Trump, Describes Him as a Threat to the Constitution. (2020, June 3). The Atlantic. Retrieved from https://www.theatlantic.com/politics/archive/2020/06/james-mattis-denounces-trump-protests-militarization/612640/

10. Magleby, David B., Light, Paul C. (2009). Government by the People (23rd Ed.). USA: Pearson Education.

11. Mitchell, Kelly L. (2010). Million Man March. In Culture Wars: An Encyclopedia of Issues, Voices, and Viewpoints (pp. 362-363). USA: Myron E. Sharpe.

12. Most Americans sympathise with protests, oppose Trump's response: poll. (2020, June 3). The Age. Retrieved from https://www.theage.com.au/world/north-america/most-americans-sympathise-with-protests-oppose-trump-s-response-poll-20200603-p54yz1.html

13. Opinion: Systemic racism is the real 'American carnage'. (2020, May 30). Deutsche Welle. Retrieved from https://www.dw.com/en/opinion-systemic-racism-is-the-real-american-carnage/a-53642476

-----------------------------

เครดิตภาพ : Black Lives Matter Protest in DC, 6/2/2020. (Instagram: @koshuphotography)

5 เดือนหลังเผชิญโควิด 19 วิกฤตเพิ่งเริ่มต้น

ยุทธศาสตร์สร้างความเกลียดชังรัฐบาลจีน

รัฐบาลทรัมป์ประสบผลไม่น้อยในการสร้างความเกลียดชังรัฐบาลจีน ความเกลียดชังนี้ขยายผลสู่ระดับประชาชน เป็นประเทศที่ใช้นโยบายเกลียดชังคนอื่นเพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้าม หวังผลทางการเมือง

             รัฐบาลสหรัฐต้องการปิดล้อมจีนเพื่อรักษาความเป็นมหาอำนาจของตนเอง การสร้างความเกลียดชังเป็นอีกวิธีที่ใช้เพื่อสร้างศัตรู ไม่ต่างจากยุคสงครามเย็นที่ตีตราความเลวร้ายของลัทธิสังคมนิยม หรืออิหร่านกับเกาหลีเหนือในปัจจุบัน

ยุทธศาสตร์สร้างความเกลียดชังรัฐบาลจีน :

            หลักสำคัญคือพยายามพูดแง่ลบต่อจีน ชี้ว่าเป็นความผิดของรัฐบาลจีน

ประการแรก รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีน

ประธานาธิบดีทรัมป์และไมค์ ปอมเปโอ (Mike Pompeo) รมต.ต่างประเทศ รวมทั้ง ส.ส. ส.ว. พรรครีพับลิกันมักเอ่ยถึงรัฐบาลจีนด้วยคำว่า “Chinese Communist Party” เพื่อตอกย้ำว่าจีนปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม ปอมเปโอกล่าวเมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่าตั้งแต่เริ่มระบอบการปกครองใหม่ จีนถูกปกครองโดย ระบอบอำนาจนิยมที่โหดร้ายอุดมการณ์ทางการเมืองของจีนเป็นปรปักษ์ต่อประเทศเสรี

            เป็นความจริงที่จีนปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ต่างจากอดีต สังคมจีนปัจจุบันเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เศรษฐกิจเปิดออกมากขึ้น เป็นสมาชิกองค์การค้าโลก คนจีนรุ่นใหม่เป็นพวกวัตถุนิยม คิดแต่จะร่ำรวย คิดถึงประโยชน์ตนเองมากกว่าส่วนรวม ไม่ต่างจากคนอเมริกันหลายคน ผิดจากอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ที่ต้องการสร้างสังคมไร้ชนชั้น สังคมแห่งความเท่าเทียม

            ปีการศึกษา 2018-19 นักเรียนนักศึกษาจีน 369,548 คนลงทะเบียนเรียนในสหรัฐจากจำนวนนักเรียนนักศึกษาต่างชาติทั้งหมด 1,095,299 คน (เท่ากับร้อยละ 33.7) เป็นสถิติสูงสุดต่อเนื่อง 10 ปีแล้ว ดูเหมือนว่ารัฐบาลจีนไม่หวั่นคนรุ่นใหม่จะเป็นอุปสรรคต่อการปกครองของตน

เป็นความจริงที่ว่าชนชั้นปกครองได้ประโยชน์จากระบอบ มีการทุจริตคอร์รัปชันมากมาย แต่หากมองภาพรวมปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลคอมมิวนิสต์ทำให้ประเทศพัฒนา ประชาชนอยู่ดีกินดีเมื่อเทียบกับก่อนเป็นคอมมิวนิสต์

ประการที่ 2 กรณีขาดุลการค้าจีน

            ทรัมป์พูดราวกับว่าปัญหาขาดดุลการค้าของสหรัฐ คนว่างงาน อุตสาหกรรมในประเทศที่อ่อนแอ ต้นเหตุทั้งหมดมาจากจีน จึงตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนหลายรอบ โทษจีนว่าเป็นต้นเหตุคนว่างงาน ทำให้การเจรจาล้มเหลว คำถามคือทำไมบริษัทอเมริกันมากมายจึงย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไปสู่ประเทศอื่นๆ จีนเป็นเพียงหนึ่งในเป้าหมายเท่านั้น

ด้านรัฐบาลจีนรายงานในรอบ 11 เดือนแรกของปี 2019 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพิ่มจากเวลาเดียวกันของปีก่อนถึง 15.5 เปอร์เซ็นต์ มีกิจการต่างชาติเปิดใหม่ 36,747 ราย จีนยังเป็นแหล่งลงทุนเนื้อหอมของนานาชาติ นักลงทุนคิดต่างจากรัฐบาลสหรัฐ

ประการที่ 3 กรณี BRI

งานวิจัยจากสหรัฐหลายชิ้นพูดแง่ลบต่อข้อริเริ่ม "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง" หรือ Belt and Road Initiative (BRI) อย่างต่อเนื่อง รายงานเหล่านี้มุ่งเอ่ยถึงคือข้อเสียโครงการ ต้องยอมรับว่า BRI มีทั้งข้อดีข้อเสีย มีโครงการที่ล้มเหลว แต่ที่ไม่อาจปฏิเสธคือยอดการค้าการลงทุนระหว่างประเทศคู่ค้าภายใต้ BRI เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี

            เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลสหรัฐกับนานาชาติคิดไม่ตรงกัน

ประการที่ 4 กรณีฮ่องกง

ทั้งๆ ที่ฮ่องกงเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน เป็นเขตอธิปไตยของจีนโดยแท้ ภายใต้การปกครองแบบ “1 ประเทศ 2 ระบบ แต่รัฐบาลทรัมป์เห็นว่าเป็นความชอบธรรมที่จะสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่เรียกร้องปกครองตนเอง สนับสนุนฝ่ายต่อต้านให้เกลียดชังรัฐบาลจีน เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอย่างเปิดเผย ในขณะที่กล่าวประณามอย่างรุนแรงกล่าวหารัฐบาลต่างชาติแทรกแซงกิจการภายในของตน

การสร้างความแตกแยก ความเกลียดชังภายในประเทศ เป็นอีกพฤติกรรมของรัฐบาลสหรัฐที่มีมาเนิ่นนาน

ประการที่ 5 กรณีโรคระบาดโควิด-19

ปลายเดือนมีนาคมเมื่อโควิด-19 ระบาดหนักในสหรัฐ รัฐบาลทรัมป์แสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า จีนต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายและคนอเมริกันที่เสียชีวิต ไมค์ ปอมเปโอ รมต.สหรัฐชี้ว่าเหตุที่แพร่ระบาดหนักเพราะรัฐบาลจีนไม่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐต้านการแพร่ระบาดแต่แรก

รัฐบาลทรัมป์พยายามพูดเป็นนัยว่าเป็นไวรัสของจีน สวนทางกับข้อสรุปขององค์การอนามัยโลก วงการวิทยาศาสตร์การแพทย์ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญสาธารณสุขสหรัฐ

            ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐให้ความสำคัญต่อการป้องกันภายในประเทศ ไม่แสดงภาวะผู้นำโลก ไม่ร่วมมือกับองค์การอนามัยโลกเท่าที่ควร กลายเป็นการเปิด “ช่องว่าง” ให้จีนแสดงบทบาทช่วยเหลือนานาชาติอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเรื่ององค์ความรู้ บุคลากร อุปกรณ์เครื่องมือ แม้กระทั่งหน้ากากอนามัย

            รัฐบาลทรัมป์กับชาติตะวันบางประเทศชี้ว่าจีนไม่ได้ช่วยอย่างจริงใจ มีผลประโยชน์แอบแฝงซึ่งน่าจะจริง (อย่างน้อยบางกรณี) แต่ต้องถามกลับว่าปกติการช่วยเหลือระหว่างประเทศ เป็นเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศใช่หรือไม่ มักมีผลประโยชน์แอบแฝงใช่หรือไม่

            ไม่ว่าจะมีผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ หลายประเทศร้องขอความช่วยเหลือจากจีน แม้กระทั่งประเทศที่เป็นพันธมิตร เป็นมิตรประเทศของสหรัฐ

          ประการที่ 6 กรณีหยวนดิจิทัล

            ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐโจมตีกล่าวหาจีนหวังใช้หยวนดิจิทัลครอบงำเศรษฐกิจโลก ส่งเสริมคอมมิวนิสต์ เรื่องนี้มีส่วนจริง แต่ในอีกมุมหนึ่งต้องมองว่าระบบโลกปัจจุบันเป็นระบบแข่งขัน

แท้จริงแล้วทุกประเทศสามารถสร้างสกุลดิจิทัลของรัฐขึ้นมา หลายประเทศกำลังพัฒนา เช่น สวีเดน แคนาดา เกาหลีใต้ ไทย เป็นทิศทางโลกที่จะมีเงินดิจิทัลใช้หลายสกุล ไม่มีใครห้ามรัฐบาลสหรัฐ หากจะสร้าง “ดอลลาร์ดิจิทัล” (บางคนเรียกว่า Fed Coin) ของตัวเอง ทำไมไม่คิดว่าดอลลาร์ดิจิทัลจะช่วยส่งเสริมผลประโยชน์ ให้สหรัฐสามารถครอบงำระบบการเงินโลกได้ดีกว่าเดิม ไม่ช้าก็เร็วรัฐบาลสหรัฐจะออกสกุลเงินดิจิทัลของตนเช่นกัน

            การโจมตีรัฐบาลจีนเรื่องหยวนดิจิทัลและประเด็นอื่นๆ ข้างต้น เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างกระแสเกลียดชังรัฐบาลจีน

รัฐบาลทรัมป์ผู้สร้างสังคมแห่งความเกลียดชัง :

            ไม่ว่าจะเรื่องใด รัฐบาลทรัมป์มักจะชี้นิ้วไปที่จีน โทษจีน เหตุที่รัฐบาลสหรัฐโจมตีเล่นงานจีนมาจากหลายเหตุผลทั้งการเมืองภายในประเทศกับการเมืองระหว่างประเทศ เช่น เป็นกลยุทธ์ทางการเมือง บิดเบือนกลบเกลื่อนความผิดพลาดจากการบริหาร ความอ่อนแอภายในของประเทศ และอีกเหตุผลคือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีน

            จะเห็นว่าประธานาธิบดีทรัมป์พูดจริงบ้างเท็จบ้าง มักใช้ hate speech หว่านความเกลียดชังไปเรื่อยและคนอเมริกันจำนวนไม่น้อยเห็นคล้อยตาม โดยเฉพาะพวกที่สนับสนุนพรรครีพับลิกัน

ในยุครัฐบาลทรัมป์มีข้อสรุปว่าทัศนคติคนอเมริกันมองจีนในแง่ลบมากขึ้น ยกตัวอย่างข้อมูลจาก Deutsche Bank เมื่อกลางพฤษภาคมเผยว่าคนอเมริกันร้อยละ 41 จะไม่ซื้อสินค้า “Made in China” ด้วยเหตุผลเกี่ยวข้องกับโควิด-19 เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมทั้งจากถ้อยคำของประธานาธิบดีทรัมป์ งานวิจัยอีกชิ้นจาก FTI Consulting ของสหรัฐเผยว่าคนอเมริกันร้อยละ 78 ยอมจ่ายแพงเพื่อซื้อสินค้าที่ไม่ได้ผลิตในจีน

            บทวิเคราะห์นี้สรุปว่ารัฐบาลทรัมป์ประสบผลไม่น้อยในการสร้างความเกลียดชังรัฐบาลจีน ความเกลียดชังนี้ขยายผลสู่ระดับประชาชน เป็นประเทศที่ใช้นโยบายเกลียดชังคนอื่นเพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้าม แน่นอนว่ารัฐบาลจีนกระทำโดยคิดวางแผนอย่างดีเพื่อขยายผลประโยชน์ของตน การขัดผลประโยชน์เป็นที่มาของความขัดแย้ง

          แต่เป็นนโยบายที่ดีแล้วหรือที่สร้างความเกลียดชังในสังคมตัวเอง เป็นสังคมแห่งความจงเกลียดจงชัง คิดหรือไม่ว่าจะเกิดผลกระทบอย่างไรต่อสังคมตัวเอง หรือหวังแค่ได้ชัยชนะในสนามเลือกตั้ง

31 พฤษภาคม 2020

ชาญชัย คุ้มปัญญา

(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 8602 วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2563)

-----------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :

ทฤษฎีสมคบคิด โควิด-19 ไวรัสของใคร

ถ้าเชื่อหลักวิทยาศาสตร์การแพทย์จะสรุปว่าเกิดจากธรรมชาติ ถ้าเชื่อว่าเป็นฝีมือมนุษย์ต้องคิดต่อว่าจะเชื่อฝั่งใด เป็นเชื้อโรคหรือแผนของประเทศใด สหรัฐ จีน ฯลฯ ด้วยหลักฐานเหตุผลใด

การเมืองระหว่างประเทศระหว่างจีนกับสหรัฐว่าด้วยโควิด-19

โควิด-19 กลายเป็นอีกสนามของการต่อสู้ระหว่างชาติมหาอำนาจ น่าคิดว่าหากร่วมมือกันจะช่วยรักษาชีวิตได้กี่คน ลดความสูญเสียมากเพียงไร แม้กระทั่งต่อพลเมือง เศรษฐกิจสังคมของตนเอง

 

บรรณานุกรม :

1. China, US consumers turn on each other's goods as pandemic drives commercial nationalism. (2020, May 20). The Korea Times. Retrieved from https://www.koreatimes.co.kr/www/world/2020/05/672_289819.html

2. China sees steady inflow of FDI. (2019, December 29). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2019-12/29/c_138665133.htm

3. EU split over China’s ‘face mask’ diplomacy. (2020, March 28). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2020/03/eu-split-over-chinas-face-mask-diplomacy/

4. Harvey, David. (2003). The New Imperialism.  New York: Oxford University Press.

5. IMF says governments could set up their own cryptocurrencies. (2018, November 14). The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/business/2018/nov/14/imf-says-governments-could-set-up-their-own-cryptocurrencies

6. Institute of International Education. (2019). Number of International Students in the United States Hits All-Time High. Retrieved from https://www.iie.org/Why-IIE/Announcements/2019/11/Number-of-International-Students-in-the-United-States-Hits-All-Time-High

7. Nearly 30% in the US believe a coronavirus theory that's almost certainly not true. (2020, April 13). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2020/04/13/us/coronavirus-made-in-lab-poll-trnd/index.html

8. Trump fans flames of Chinese lab coronavirus theory during daily briefing. (2020, April 16). The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/world/2020/apr/15/trump-us-coronavirus-theory-china

9. 'We stand with Australia': Mike Pompeo hits out at China threats. (2020, May 20). The Age. Retrieved from https://www.theage.com.au/world/north-america/we-stand-with-australia-mike-pompeo-hits-out-at-china-threats-20200521-p54uzz.html

-----------------------------

เครดิตภาพ : https://unsplash.com/@thevoncomplex