ประชาธิปไตยโลกในยุคโควิด-19

ทุกวันนี้ประชากรโลก 70% อยู่ในระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยหรือประชาธิปไตยกำลังถดถอย มีเพียง 9% เท่านั้นที่อยู่ในประเทศประชาธิปไตยเข้มแข็ง โควิด-19 เป็นอีกปัจจัยทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลง

            ปลายเดือนพฤศจิกายน 2021 สถาบันระหว่างประเทศเพื่อความช่วยเหลือด้านประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง (องค์กร IDEA หรือ International IDEA) ในสวีเดนเผยแพร่งานวิจัย “The Global State of Democracy Report 2021 - Building Resilience in a Pandemic Era สะท้อนประชาธิปไตยโลกช่วงปี 2020-2021 ในยุคโควิด-19 มีสาระสำคัญดังนี้

            องค์กร IDEA แบ่งการปกครองเป็น 3 รูปแบบใหญ่ๆ ได้แก่ ระบอบประชาธิปไตย อำนาจนิยมและแบบลูกผสม (hybrid) 2 แบบหลังไม่ถือว่าเป็นประชาธิปไตย

            ระบอบที่นับว่าเป็นประชาธิปไตย เงื่อนไขขั้นต่ำสุดคือฝ่ายค้านต้องมีโอกาสชนะการเลือกตั้งได้จริง ลำพังมีการเลือกตั้งไม่นับว่าเป็นประชาธิปไตย

            ระบอบลูกผสม (hybrid) สังคมการเมืองเปิดกว้างมากกว่าระบอบอำนาจนิยม เช่น ประชาสังคมทำงานได้ สื่อมวลชนมีเสรีภาพ แต่ยังเปิดกว้างไม่พอ เช่น รัสเซีย

            ตามเกณฑ์องค์กร IDEA ทุกวันนี้ประชากรโลก 70% อยู่ในระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยหรือประชาธิปไตยกำลังถดถอย มีเพียง 9% เท่านั้นที่อยู่ในประเทศที่ประชาธิปไตยเข้มแข็ง

ความท้าทาย :

          ประการแรก อำนาจนิยมแผ่กว้างยิ่งขึ้น

            นับจากปี 2016 ประชาธิปไตยโลกถดถอยเรื่อยมา สถานการณ์ล่าสุดจำนวนประเทศที่กำลังเคลื่อนเข้าหาอำนาจนิยม (หรือเป็นอำนาจนิยม) มีมากกว่าประเทศที่เป็นประชาธิปไตย 3 เท่าตัว โรคระบาดโควิด-19 ส่งเสริมทิศทางนี้และคาดว่าเป็นเช่นนี้ต่อเนื่องอีก 5 ปี

            จีนเป็นอำนาจนิยมเพราะรัฐบาลเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของทุกคน ไม่มีอะไรปิดกั้น รัฐใช้เอกชนเป็นเครื่องมือเข้าถึงข้อมูลบัญชีธนาคาร การใช้จ่ายของแต่ละคน มีกล้องจับภาพหลายล้านตัวเฝ้าดูความเคลื่อนไหวแต่ละคนด้วยเทคโนโลยีจดจำใบหน้า

          ประการที่ 2 พรรคการเมืองใช้เทคนิคของพวกอำนาจนิยม

            แม้ในประเทศที่ประชาธิปไตยเข้มแข็งแต่การเลือกตั้งใช้แนวทางของพวกอำนาจนิยมมากขึ้น อีกทั้งประชาชนจำนวนไม่น้อยสนับสนุน การแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างรุนแรงเป็นอีกเหตุทำให้ประชาธิปไตยถดถอย พวกที่เรียกตัวเองว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยหลายพรรคเลือกที่จะเอาชนะมากกว่าส่งเสริมประชาธิปไตย

          ประการที่ 3 ถดถอยในประเทศที่มีประชากรมาก

            ปัญหาใหญ่คือในหมู่ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยพบว่าประชาธิปไตยกำลังถดถอยอย่างรวดเร็ว พรรครัฐบาลค่อยๆ ออกกฎระเบียบให้การเลือกตั้งเอื้อพวกตน ทยอยกีดกั้นเสรีภาพสื่อกับการแสดงออกของประชาชน ช่วงโควิด-19 ระบาดในขณะนี้ 90 ประเทศออกกฎหมายหรือมาตรการปิดกั้นการแสดงออกหวังสกัดข่าวปลอมโรคระบาด แต่กฎหมายเหล่านี้บางส่วนถูกนำไปใช้ปิดกั้นเสรีภาพประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรคระบาด

            สภาพเช่นนี้เกิดขึ้นทั่วไปแม้ในประเทศที่มีประชากรมาก เช่น บราซิล อินเดีย สหรัฐ

          ประการที่ 4 เป็นอำนาจนิยมรุนแรงขึ้น

            ประเทศที่ปกครองด้วยอำนาจนิยมกับลูกผสมมีความเป็นอำนาจนิยมมากขึ้น ปี 2020 เห็นภาพนี้ชัดเจน สิทธิเสรีภาพประชาชนถูกปิดกั้นมากกว่าเดิม

          ประการที่ 5 การเลือกตั้งไม่น่าเชื่อถือ

            นับวันคนสงสัยว่าการเลือกตั้งโปร่งใสหรือไม่ แม้กระทั่งเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2020 ที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวหาว่าไม่โปร่งใส แม้จะขาดหลักฐานแต่ทำให้คนอเมริกันจำนวนมากไม่เชื่อถือการเลือกตั้ง ด้านกองทัพเมียนมาอ้างการเลือกตั้งไม่โปร่งใสเข้าควบคุมอำนาจรัฐบาลเมื่อกุมภาพันธ์ 2021 สถานการณ์เช่นนี้เกิดในหลายประเทศ เช่น บราซิล เม็กซิโก เปรู

          ประการที่ 6 วัคซีนโควิด-19 กระจายไม่ทั่วถึง

            รวมทั้งการต่อต้านวัคซีน ทำให้การฉีดวัคซีนล่าช้าและโรคระบาดยืดเยื้อออกไป ซึ่งเป็นการจำกัดเสรีภาพพื้นฐานการใช้ชีวิต

โอกาส :

          ประการแรก ปรับตัวยืดหยุ่นกว่าเดิม

            หลายประเทศสามารถปรับปรุงเป็นประชาธิปไตยยืดหยุ่นตามสถานการณ์ ยังคงรักษาหลักการประชาธิปไตยแม้ปฏิบัติไม่เหมือนเดิม พรรคการเมืองสหรัฐจัดประชุมออนไลน์ จัด virtual party convention มีแอปพลิเคชันช่วยให้นักการเมืองกับประชาชนติดต่อใกล้ชิดกัน

          ประการที่ 2 ปรับกฎระเบียบเลือกตั้งที่รักษาประชาธิปไตย

            โรคระบาดทำให้เกิดข้อกำจัดหลายอย่างที่ลดความเป็นประชาธิปไตย แต่รัฐบาลหลายประเทศปรับตัวให้การเลือกตั้งดำรงความเป็นประชาธิปไตยมากสุดพร้อมกับป้องกันโรคระบาด ดึงคนให้ออกมาใช้สิทธิ์ได้มาก เช่น เกาหลีใต้ให้คนป่วยในโรงพยาบาล ผู้กักตัวในบ้านสามารถลงคะแนนที่บ้าน ใช้เทคโนโลยี augmented reality (AR) หลายประเทศมีผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งมากกว่าปกติ

          ประการที่ 3 นักประชาธิปไตยเคลื่อนไหวเข้มแข็ง

            ตลอดปี 2020-21 นักประชาธิปไตยหลายประเทศเคลื่อนไหวเข้มแข็ง โดยเฉพาะที่เบลารุส คิวบา เอสวาตีนี (Eswatini – อยู่ในทวีปแอฟริกา) ฮ่องกงและเมียนมา หลายประเทศเคลื่อนไหวแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ การเหยียดเชื้อชาติ

          ประการที่ 4 มุ่งหน้าสู่ประชาธิปไตย

            บางประเทศเช่นพรรคฝ่ายค้านแซมเบียสามารถฝ่าด่านเอาชนะเลือกตั้ง แม้ฝ่ายรัฐบาลใช้กลวิธีหลายอย่าง

          ประการที่ 5 ภาคเอกชนสนับสนุนประชาธิปไตย

            บริษัทเอกชนบางแห่งสนับสนุนประชาธิปไตยบางประเด็น เช่น พฤติกรรมของรัฐบาลจีนต่อพวกอุยกูร์ เป็นกรณีที่บริษัทเอกชนอียูมีส่วนสนับสนุนนโยบายรัฐบาล

          ประการที่ 6 ระบอบอำนาจนิยมไม่สามารถจัดการโรคระบาดได้ดีกว่าประชาธิปไตย

แม้ข้อมูลมีน้อยและไม่น่าเชื่อถือ

3 แนวทางต่อต้านระบอบอำนาจนิยม :

          1) ให้คำมั่นสัญญา (Deliver)

            รัฐบาลต้องหารืออย่างใกล้ชิดภาคประชาสังคม ร่วมทำสัญญาประชาคมใหม่ เข้าถึงสิ่งที่ประชาชนต้องการกับสิ่งที่รัฐบาลทำได้จริง สัญญาประชาคมใหม่จะเป็นแนวทางพัฒนาระยะสั้นกับระยะยาว แก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมที่ทวีขึ้นมากในยุคโควิด-19 ป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน พัฒนาประเทศโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม สร้างระบบนิเวศยั่งยืน พรรคการเมืองรับฟังความคิดเห็นของคนหนุ่มสาว

          2) ฟื้นฟูใหม่ (Rebuild)

          มีงานวิจัยชี้ว่าการเลือกตั้งที่โปร่งใสกับพรรคการเมืองที่ทำงานเพื่อประชาชนเป็นหัวใจทำให้สังคมมีความยุติธรรม ได้รับสวัสดิการเต็มเม็ดเต็มหน่วยและลดความเหลื่อมล้ำ

            รัฐบาลที่ตรวจสอบได้จริงต้องมีระบอบรัฐสภาที่เข้มแข็ง ฝ่ายค้านทำงานมีประสิทธิภาพ ตุลาการเป็นอิสระและสื่อมวลชนทำงานด้วยความซื่อสัตย์

            รัฐบาล พรรคการเมือง ผู้ดูแลการเลือกตั้งและสื่อมวลชนต้องร่วมกันปฏิรูปสถาบันประชาธิปไตย ปรับปรุงความสัมพันธ์ต่อกันเพื่อร่วมเผชิญความท้าทายต่างๆ สร้างขีดความสามารถใหม่ๆ การเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือ ปกป้องเสรีภาพและสิทธิขั้นพื้นฐาน ตรวจสอบถ่วงดุลกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ประชาชนไว้วางใจนักการเมืองซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

          3) ป้องกัน (Prevent)

            รัฐบาล ภาคประชาสังคมและสื่อมวลชนต้องร่วมกันต่อต้านอำนาจนิยม ป้องกันประชาธิปไตยถดถอย ด้วยการให้การศึกษาคนทุกระดับ ตรวจสอบเสาหลักประชาธิปไตย ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง เข้าถึงข้อมูลต่างๆ และเรียนรู้แบบอย่างประชาธิปไตยที่ดีในประเทศอื่นๆ สร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย วางแนวป้องกันประชาธิปไตย

            รายงานล่าสุดขององค์กร IDEA ตอกย้ำรายงานขององค์กรดัชนีประชาธิปไตยอื่นๆ ที่ต่างชี้ว่าประชาธิปไตยถดถอยอำนาจนิยมแผ่ขยาย สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศแม้กระทั่งประเทศที่ประชาธิปไตยเข้มแข็ง เป็นสถานการณ์ที่ควรติดตาม

28 พฤศจิกายน 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9147 วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564)

-----------------------

บทความที่เกี่่ยวข้อง : 
ไม่ว่าระบอบประชาธิปไตยที่เป็นอยู่ดีหรือไม่ มันคือความจริง ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศสามารถทำให้ดีขึ้นด้วยการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างจริงจัง ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักการเมืองเท่านั้น
นักวิเคราะห์ตะวันตกบางคนยอมรับมากขึ้นแล้วว่าระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตยตะวันตก (Western liberal democracy) ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างสมควร ลัทธิอำนาจนิยมกำลังเบ่งบาน

บรรณานุกรม : International Institute for Democracy and Electoral Assistance. (2021, November 22). The Global State of Democracy Report 2021 - Building Resilience in a Pandemic Era. Retrieved from https://www.idea.int/gsod/sites/default/files/2021-11/the-global-state-of-democracy-2021_0.pdf

พลังอาวุธนิวเคลียร์สหรัฐ 2021

ในโลกแห่งสัจนิยม (Realism) ความเป็นอภิมหาอำนาจจะต้องเหนือกว่าประเทศอื่น พลังอำนาจทางทหารหรือกองทัพเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง จำต้องมีอาวุธนิวเคลียร์ที่เหนือกว่า

            รายงานกระทรวงการต่างประเทศเมื่อกันยายน 2021 สหรัฐมีหัวรบนิวเคลียร์ทั้งสิ้น 3,750 หัวรบ (ทั้งที่ประจำการกับในคลังเก็บ) ลดลงจาก 3,785 หัวรบเมื่อปี 2018 ลดลงถึง 88% เมื่อเทียบกับปี 1967 ที่มี 31,255 หัวรบ นับจากมีระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกเมื่อปี 1945 สหรัฐสะสมอาวุธนิวเคลียร์มาตลอด เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในสมัยสงครามเย็น ลดลงหลังสิ้นสงครามเย็นและไม่เพิ่มขึ้นอีกเลย (ยกเว้นบางปีที่เพิ่มเล็กน้อย) จนเหลือ 3,750 หัวรบในขณะนี้ และอีกราว 2,000 หัวรบรอรื้อทำลาย

(เครดิตภาพ : Transparency in the U.S. Nuclear Weapons Stockpile)

            เปรียบเทียบกับข้อมูลแหล่งอื่น ๆ Center for Arms Control and Non-Proliferation ระบุเมื่อกรกฎาคม 2020 ว่าสหรัฐมีหัวรบนิวเคลียร์ 5,500 หัวรบ ในจำนวนนี้ 3,800 หัวรบใช้การได้ 1,750 หัวรบรอรื้อทำลาย

            ด้านสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (Stockholm International Peace Research Institute: SIPRI) ระบุเมื่อมกราคม 2020 ว่าสหรัฐมีนิวเคลียร์พร้อมยิง 1,750 หัวรบ เก็บในคลัง 2,050 หัวรบ (รวมที่ใช้การได้คือ 3,800 หัวรบ) และรอรื้อทำลาย 2,000 หัวรบ

            หัวรบพร้อมยิง 1,750 หัวรบนี้ รวมชนิด non-strategic (tactical) 150 หัวรบประจำการที่ยุโรป

            จะเห็นว่า ตัวเลข 3,750 หัวรบที่กระทรวงการต่างประเทศรายงานล่าสุดใกล้เคียงกับแหล่งอื่น แยกย่อยได้ว่า 1,750 หัวรบพร้อมยิง ที่เก็บในคลังกับที่รอรื้อทำลายอย่างละ 2,000 หัวรบ

อาวุธนิวเคลียร์สหรัฐแบ่งออกเป็น :

          1) เครื่องบินติดอาวุธนิวเคลียร์

            ประกอบด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 จำนวน 20 ลำ B-52H จำนวน 46 ลำที่ติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์

            B-2 บรรทุกระเบิดนิวเคลียร์ได้ลำละ 16 ลูก ส่วน B-52 ติดตั้งขีปนาวุธร่อน AGM-86B ติดหัวรบนิวเคลียร์ 20 ลูก SIPRI ประเมินว่ามี 300 หัวรบที่พร้อมใช้และประจำการ ณ ฐานบิน

          2) เรือดำน้ำ

            เป็นเรือดำน้ำชั้นโอไฮโอ (Ohio-class) 14 ลำ แต่ละลำติดตั้งขีปนาวุธ TRIDENT II D-5 (UGM-133A) จำนวน 20 ลูก (เดิมติดตั้งได้ 24 ลูก/ท่อยิงแต่ปรับลดเหลือ 20 ท่อยิงตาม New START)

            ขีปนาวุธ TRIDENT II D-5 แต่ละลูกสามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์แบบ  W88 ขนาด 475 กิโลตัน สูงสุด 8 ลูก หรือติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์รุ่น W76-1 ขนาด 90 กิโลตัน บางลำใช้หัวรบแบบใหม่ W76-2 ที่มีอานุภาพทำลายต่ำ (low-yield warheads) ซึ่งติดตั้งได้ถึง 14 ลูก ไม่ว่าจะติดตั้งด้วยหัวรบแบบใดภายใต้สนธิสัญญา New START จะติดตั้งเฉลี่ยเพียง 4 ลูก

          3) ขีปนาวุธในไซโล

            เป็นรุ่น Minuteman III จำนวน 400 ลูก บรรจุหัวรบ W87 ขนาด 300 กิโลตัน หรือ W78 ขนาด 335 กิโลตันเฉพาะแบบหลังสามารถติดตั้งได้ 2-3 หัวรบ รวมแล้วขีปนาวุธข้ามทวีป Minuteman III จำนวน 400 ลูกนี้ติดหัวรบนิวเคลียร์รวม 800 หัวรบ โดยจะประจำการถึงปี 2030 จากนั้นจะแทนที่ด้วยอาวุธรุ่นใหม่

          4) อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี

            อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี (Tactical nuclear weapon) ไม่อยู่ในกลุ่มอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ ผลการทำลายไม่มากเท่ากับอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทศาสตร์ ที่ใช้ปัจจุบันคือระเบิดนิวเคลียร์ B61-3 กับ B61-4 ซึ่ง SIPRI คาดว่ามีทั้งหมด 230 ลูก โดย 150 ลูกประจำการในพันธมิตรนาโตยุโรป 5 ประเทศ  (ได้แก่ เยอรมนี ตุรกี เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ อิตาลี) 80 ลูกยังอยู่กับสหรัฐซึ่งอาจติดตั้งบนเครื่องบินรบที่ไปสนับสนุนพันธมิตรแถบเอเชีย และกำลังแทนที่ด้วยรุ่น B61-12 ที่แม่นยำกว่าเดิม

            ระเบิดนิวเคลียร์เหล่านี้ติดตั้งกับ F-15 และ F-16 รุ่นเฉพาะที่สามารถติดตั้งระเบิดนิวเคลียร์ โดย F-15 E ติดได้ถึง 5 ลูก ส่วน F-16 C/D ติดได้ 2 ลูก

            ที่ยุโรปมี F-16 MLU กับ PA-200 ทอร์นาโดที่ติดตั้ง B61 ทั้งหมดเป็นนิวเคลียร์ของสหรัฐ (สหรัฐเป็นเจ้าของ)

การจัดหาอาวุธใหม่ :

            ตามแผนจะบรรจุเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ B-21 Raider 100 ลำที่น่าจะเริ่มเข้าประจำการกลางทศวรรษ 2020 (เวลากับจำนวนจะเปลี่ยนไปมา) ติดตั้งขีปนาวุธร่อนติดหัวรบนิวเคลียร์รุ่นใหม่ LRSO ที่คาดว่าน่าจะเริ่มประจำการต้นทศวรรษ 2030 LRSO ส่วนหนึ่งจะติดตั้งกับ B-52 H เพราะตามแผนจะประจำการ B-52 H ถึงทศวรรษ 2050 ข้อดีของ B-52 H คือสามารถโจมตีหลายเป้าหมายในหนึ่งภารกิจ ส่วน B-21 ทำได้เพียง 1 เป้าหมายต่อภารกิจ รวมความแล้วสหรัฐตั้งเป้ามีเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ 165 ลำ ทั้งนี้ขึ้นกับหลายปัจจัยรวมทั้งขีดความสามารถป้องกันภัยทางอากาศของศัตรู เครื่องบินรบ F-35 ส่วนหนึ่งจะติดอาวุธนิวเคลียร์ B61 ด้วย

            ด้านขีปนาวุธข้ามทวีปภาคพื้นฐานดินจะเป็น Ground-Based Strategic Deterrent (GBSD) คาดว่าจะเข้าประจำการ 2029-2036 โดยจะสั่งซื้อทั้งหมด 642 ลูก ในจำนวนนี้ 400 ลูกเป็นอาวุธประจำการ 50 ลูกไว้ในคลัง ส่วนที่เหลือใช้ยิงทดสอบหรือสำรอง

            เรือดำน้ำนิวเคลียร์รุ่นใหม่ชั้นโคลัมเบีย (Columbia) คาดว่าจะเริ่มประจำการปี 2031 เป็นเรือดำน้ำใหญ่ที่สุดเท่าที่สหรัฐเคยสร้าง ในระยะแรกจะติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์ Trident รุ่น D5LE และค่อยเปลี่ยนเป็นขีปนาวุธ SLBM รุ่นใหม่ในอนาคต

            มีข้อมูลว่าการยกเครื่องศูนย์ควบคุมและสั่งการนิวเคลียร์ทั้งระบบต้องใช้งบประมาณ 1.2-1.7 ล้านล้านดอลลาร์

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :

            ยุทธศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ (Nuclear Posture Review: NPR) ฉบับล่าสุด 2018 อธิบายชัดว่าสหรัฐต้องมีอาวุธนิวเคลียร์จำนวนมากพอที่จะป้องปรามไม่ให้ใครคิดทำสงครามนิวเคลียร์ แม้จะใช้เพียงลูกสองลูกก็ตาม รัฐบาลสหรัฐมักอ้างภัยจากเกาหลีเหนือ จีนที่กำลังก้าวขึ้นมา ทั้งๆ ที่ตอนนี้จีนมีเพียง 350 หัวรบ อีกทั้งอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดของจีนไม่อยู่ในตำแหน่งพร้อมยิงสักลูกเดียวในขณะที่สหรัฐมี 1,750 หัวรบที่พร้อมปล่อย

            ประเด็นการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศต่างๆ ซึ่งมีเพียงไม่กี่ประเทศเป็นเรื่องร้อนแรงต่อเนื่อง ในสมัยทรัมป์สหรัฐถอนตัวจากสนธิสัญญาขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางและใกล้ (INF) Open Skies Treaty พยายามขอเจรจากับจีนเรื่องนิวเคลียร์

            มาถึงยุคไบเดนประกาศตั้งแต่ต้นว่าจะยืดข้อตกลงนิวเคลียร์ New START ออกไปอีก 5 ปี ช่วยลดความตึงเครียด ในอีกมุมมองหนึ่งอาจเป็นเพราะสหรัฐยังไม่พร้อมเจรจา เนื่องจากรัสเซียประกาศว่าหากจะคุยอาวุธนิวเคลียร์ ต้องพูดเรื่องระบบป้องกันทุกระบบ รวมทั้งระบบที่ยิงทำลายจากอวกาศ และเห็นว่าสหรัฐควรถอนนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีที่ประจำการประเทศต่างๆ

            ข้อที่ตึงเครียดมากขึ้นคือการประกาศพันธมิตรทางทหารอินโด-แปซิฟิก สหรัฐ-อังกฤษ-ออสเตรเลีย (AUKUS) เพราะอังกฤษไม่ใช่ประเทศในภูมิภาคนี้และมีเรือดำน้ำติดขีปนาวุธนิวเคลียร์ เห็นชัดว่าความตึงเครียดเรื่องการเผชิญหน้าด้วยนิวเคลียร์ได้ขยับมาที่อินโดฯ-แปซิฟิก หรืออาจตีความว่าอินโดฯ-แปซิฟิกคือเวทีใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาอีกแห่ง

            ดังที่เคยนำเสนอในบทความก่อนว่าความเข้าใจสำคัญและพึงตระหนักอยู่เสมอคือ ทุกวันนี้อาวุธนิวเคลียร์ถูกใช้ในแง่ข่มขู่คุกคาม ภายใต้การทูตนำการทหารหรือการทูตที่มีการทหารสนับสนุน บางคนอาจนึกถึง gunboat diplomacy เพียงแต่สาธารณชนทั่วไปไม่เห็นชัดเท่านั้น ดูเหมือนว่าตัวยุทธศาสตร์สหรัฐตั้งใจสื่อเช่นนั้น มุ่งหมายให้บรรดาผู้ปกครองประเทศต่างๆ เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทราบ

            การใช้งบประมาณอีกสัก 2 ล้านล้านดอลลาร์น่าจะคุ้มค่าถ้ามองว่าช่วยรักษาความเป็นมหาอำนาจทางทหารอันดับหนึ่งของโลกไว้ เพราะในโลกแห่งสัจนิยม (Realism) ความเป็นอภิมหาอำนาจจะต้องเหนือกว่าด้านกำลังรบ

            ในอีกแง่มุม บทบาทอาวุธนิวเคลียร์ทยอยลดลง ในอดีตเป้าหมายสำคัญของนิวเคลียร์คือพื้นที่หรือจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร เช่น ศูนย์บัญชาการกองทัพที่ได้รับการป้องกันอย่างดี จำต้องใช้อาวุธนิวเคลียร์ ปัจจุบันมีอาวุธอื่นๆ ที่มีอำนาจทำลายสูงและสามารถยิงเข้าเป้าอย่างแม่นยำ เช่น อาวุธไฮเปอร์โซนิค รวมถึงสงครามไซเบอร์ที่สร้างความปั่นป่วนได้มาก ความต้องอาวุธนิวเคลียร์จึงลดลง หันไปเพิ่มอาวุธแบบใหม่แทน

21 พฤศจิกายน 2021
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 9140 วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564)

-----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
สังคมเยอรมันถกแถลงเรื่องอาวุธนิวเคลียร์เรื่อยมา แต่จนทุกวันนี้อาวุธนิวเคลียร์สหรัฐยังประจำการที่นี่และอาจอยู่อีกนาน เพราะเป็นความสัมพันธ์อันซับซ้อน ผลประโยชน์มหาศาล
รัฐบาลสหรัฐกลับมาให้ความสนใจเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ คราวนี้มองมาที่จีนด้วยตามกรอบอินโด-แปซิฟิก อาเซียนเป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้อง พัวพันกับการแข่งขันอาวุธนิวเคลียร์ของมหาอำนาจในย่านนี้อีกครั้ง

บรรณานุกรม :

1. Arms Control Association.  (2020, April). Arms Control and Proliferation Profile: The United States. Retrieved from https://www.armscontrol.org/factsheets/unitedstatesprofile#nuclear

2. Biden announces Indo-Pacific alliance with UK, Australia. (2021, September 16). The Asahi Shimbun. Retrieved from https://www.asahi.com/ajw/articles/14441547

3. Biden seeks five-year extension of New START arms treaty with Russia. (2021, January 22). Reuters. Retrieved from https://www.reuters.com/article/us-usa-russia-nuclear/biden-seeks-five-year-extension-of-new-start-arms-treaty-with-russia-idUSKBN29Q2I4

4. Center for Arms Control and Non-Proliferation. (2020, July 2). Fact Sheet: The United States’ Nuclear Inventory. Retrieved from https://armscontrolcenter.org/fact-sheet-the-united-states-nuclear-arsenal/

5. Gray, Colin S. (2007). War Peace and International Relations: An introduction to strategic history. Oxon: Routledge.

6. Russia to discuss its new weapon systems only along with US missile shield, says diplomat. (2020, May 22). TASS. Retrieved from https://tass.com/defense/1159453

7. Stockholm International Peace Research Institute. (2020). World nuclear forces. Retrieved from https://www.sipri.org/sites/default/files/YB20%2010%20WNF.pdf

8. The B-52 Will No Longer Carry Certain Nuclear Weapons. Here's Why. (2020, January 18). Military.com. Retrieved from https://www.military.com/daily-news/2020/01/18/b-52-will-no-longer-carry-certain-nuclear-weapons-heres-why.html

9. U.S. Department of Defense. (2018). Nuclear Posture Review 2018. Retrieved from https://media.defense.gov/2018/Feb/02/2001872886/-1/-1/1/2018-NUCLEAR-POSTURE-REVIEW-FINAL-REPORT.PDF

10 . U.S. Department of State. (2021, October 5). Transparency in the U.S. Nuclear Weapons Stockpile. Retrieved from https://www.state.gov/transparency-in-the-u-s-nuclear-weapons-stockpile/

11. U.S. Navy Office of Information. (2021, May 25). Fleet Ballistic Missile Submarines - SSBN. Retrieved from https://www.navy.mil/Resources/Fact-Files/Display-FactFiles/Article/2169580/fleet-ballistic-missile-submarines-ssbn/

12. Without New Nuclear Weapon, B-52 Bomber Mission Ends, General Warns. (2017, September 21). Military.com. Retrieved from https://www.military.com/daily-news/2017/09/21/without-new-weapon-b52-bomber-mission-ends-general-warns.html

13. World sleepwalking into total nuclear war as callous elites fear no bloodshed – Russian scholar. (2019, September 16). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/468899-nuclear-war-strategic-weapons/

--------------------------