เกาหลีกับสงครามที่ยังไม่ยุติหรืออาจไม่มีวันยุติ (2)

เป็นเวลากว่า 100 ปีที่คนเกาหลีตกอยู่ในความทุกข์ยาก ผ่านสงครามหลายครั้งที่คร่าชีวิตหลายล้านคน ถูกรายล้อมด้วยมหาอำนาจ เป็นข้อคิดว่าสันติภาพไม่ได้หาได้โดยง่ายอย่างที่คิด
            มกราคม 1950 คิม อิล-ซุง (Kim Il-sung) ผู้นำเกาหลีเหนือขอการสนับสนุนจากสตาลินเพื่อบุกเกาหลีใต้ ตอนแรกสตาลินลังเลใจแต่สุดท้ายสนับสนุนเพราะเห็นว่าเกาหลีใต้ไม่ได้เป็นพันธมิตรกับสหรัฐอย่างเป็นทางการ คิดว่าคงจะไม่ช่วยรัฐบาล Syngman Rhee ของเกาหลีใต้ที่เต็มไปด้วยการคอร์รัปชัน
            25 มิถุนายน 1950 กองทัพเกาหลีเหนือบุกโจมตีเกาหลีใต้ ปรากฏว่าสตาลินคิดผิด รัฐบาลทรูแมนอาศัยจังหวะที่ตัวแทนโซเวียตไม่เข้าประชุมคณะมนตรีความมั่นคงออกมติต่อต้านการรุกรานของเกาหลีเหนือ (ตัวแทนโซเวียตไม่เข้าประชุม เนื่องจากประท้วงที่สหประชาชาติไม่ยอมรับจีนคอมมิวนิสต์เป็นสมาชิกสหประชาชาติ แต่รับรองสาธารณรัฐจีนหรือไต้หวันแทน)
            สงครามเกาหลีเป็นสงครามแรกของสงครามเย็น และเป็นสงครามแรกที่ทหารสหประชาชาติไปร่วมรบเพื่อปกป้องเกาหลีใต้ที่เป็นสมาชิก

            อะไรคือเหตุผลของสงครามนั้นไม่ชัดเจน ข้อมูลบางแหล่งบอกว่าก่อนเกิดสงครามใหญ่ทั้งเกาหลีเหนือกับใต้ต่างเป็นฝ่ายยิงก่อนตามแนวพรมแดน บางคนระบุว่าเกาหลีใต้กระทำบ่อยครั้งกว่า เหตุเพราะหวังเรียกความสนใจดึงความช่วยเหลือจากสหรัฐ
            ปลายปี 1950 กองกำลังสหประชาชาติที่นำโดยสหรัฐเป็นฝ่ายมีชัย สามารถตีโต้กองทัพเกาหลีเหนือถอยร่นไปอยู่หลังเส้นขนานที่ 38 ประธานาธิบดีทรูแมนเห็นด้วยกับการรบให้ได้ชัยชนะเบ็ดเสร็จรวมเกาหลีเป็นหนึ่ง จึงสั่งกองทัพบุกขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ จนใกล้แม่น้ำยาลู (Yalu River) แนวพรมแดนระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือ

เดิมรัฐบาลเหมายอมรับแนวคิดหยุดยิงตามเส้นขนาน 38 แต่เมื่องกองทัพสหรัฐบุกขึ้นเหนือเรื่อยๆ จีนเกรงว่าสหรัฐอาจยกกองทัพข้ามพรมแดนเพื่อรบกับจีน (แม้สหประชาชาติกับสหรัฐต่างให้คำมั่นว่าจะไม่บุกข้ามไปยังฝั่งจีน) จึงระดม “ทหารอาสา” เข้าเกาหลีเหนือ กลายเป็นการสู้รบระหว่างทหารจีนกับทหารอเมริกัน ผลที่ตามมาคือกองทัพสหประชาชาติถูกตีถอยร่น 200 ไมล์ กลับไปอยู่แนวเส้นขนานที่ 38 นายพลดักลาส แมกอาร์เธอร์ (Douglas MacArthur) ผู้บังคับบัญชาการรบ เสนอให้โจมตีจีนด้วยอาวุธนิวเคลียร์ แต่ทรูแมนไม่เห็นชอบ
            สงครามเกาหลีเป็นอีกครั้งที่รัฐบาลสหรัฐคิดจะใช้อาวุธนิวเคลียร์หลายครั้ง ปี 1958 เริ่มประจำการอาวุธนิวเคลียร์ในเกาหลีใต้ ในปี 1967 มีถึง 950 หัวรบ และประกาศว่าได้ถอนกลับไปในปี 1991 ในขณะที่บางแหล่งระบุว่าถอนทั้งหมดจริงเมื่อ1998

            ด้านรัฐบาลเหมาลงนามเป็นพันธมิตรกับสหภาพโซเวียตอย่างเป็นทางการในปี 1950 จีนหวังความช่วยเหลือด้านอาวุธจากโซเวียต และการสนับสนุนในเวทีโลก ทศวรรษ 1950 เป็นช่วงที่ 2 คอมมิวนิสต์มีสัมพันธ์ชื่นมื่น สหรัฐเผชิญหน้ากับ 2 ประเทศคอมมิวนิสต์พร้อมๆ กัน
            มีนาคม 1953 เมื่อสตาลินเสียชีวิต เกออร์กี มาเลนคอฟ (Georgy Malenkov) ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มาเลนคอฟเห็นว่าปัญหาเศรษฐกิจภายในมีความสำคัญมากกว่า จึงทุ่มงบประมาณส่งเสริมการบริโภค ลดงบประมาณกลาโหม ชี้ว่าการทำสงครามนิวเคลียร์เท่ากับการฆ่าตัวตายทั้ง 2 ฝ่าย การเปลี่ยนโลกให้เป็นสังคมนิยมต้องใช้สันติวิธี อีกทั้งยังเห็นว่า 2 ค่ายควรผ่อนคลายความตึงเครียด
นายกฯ มาเลนคอฟเรียกร้องให้ประธานเหมาเจรจาหยุดยิง เหตุผลสำคัญอีกข้อคือการเมืองภายในรัสเซียกำลังวุ่นวาย มาเลนคอฟอยู่ในอำนาจเพียง 2 สัปดาห์
ในเวลาต่อมาประธานเหมาเริ่มเห็นด้วย และเมื่อมีกระแสข่าวว่าประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ (Eisenhower) จะใช้อาวุธนิวเคลียร์ 2 ฝ่ายจึงประกาศหยุดยิง สงครามลงเอยไม่มีใครแพ้ชนะ เกาหลีเหนือ-ใต้ยังคงแบ่งด้วยเส้นขนานที่ 38 พร้อมกับผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 3 ล้านคน ส่วนใหญ่คือชาวเกาหลี ทหารสหรัฐเสียชีวิต 37,000 นาย

สัมพันธ์ 2 เกาหลีในยุคสงครามเย็น :
            เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าเกาหลีเหนือพยายามบ่อนทำลายเกาหลีใต้ทุกรูปแบบ ข้อมูลบางชิ้นระบุว่าเกาหลีใต้ทำอย่างนี้เช่นกัน มีข้อมูลว่าในช่วง 1953-72 ได้ส่งเจ้าหน้าที่ราว 10,000 นายเข้าไปในเกาหลีเหนือ ทั้งเก็บข้อมูลและบ่อนทำลายสถานที่ต่างๆ
เกาหลีเหนือพยายามลอบสังหารประธานาธิบดี ปัก ชอง-ฮี (Park Chung-hee) เช่นเดียวกับที่ประธานาธิบดีปักตั้งหน่วยลับ 684 เพื่อล่าสังหารผู้นำคิม อิล-ซุง (Kim Il-sung) 

4 กรกฎาคม 1972 รัฐบาลปัก ชอง-ฮี ประสบความสำเร็จในการเจรจากับฝ่ายเหนือ ออกแถลงการณ์ว่า 2 ฝ่ายบรรลุหลักการรวมชาติ สถานการณ์โดยรวมดีขึ้น (ตรงกับช่วงสงครามเย็นที่ลดความตึงเครียด ปี 1972 ยังเป็นปีที่ประธานาธิบดีนิกสันเยือนจีน) การรวมชาติจะต้องดำเนินอย่างอิสระ ไร้การแทรกแซงจากต่างชาติ ด้วยสันติวิธี
แต่แถลงการณ์ปี 1972 ไม่ได้สานต่ออย่างเป็นรูปธรรม จนถึงการประชุมสุดยอดปี 2000

            การสิ้นสุดสงครามเย็นส่งผลต่อเกาหลีเหนือมาก บริบทเปลี่ยนแปลงกะทันหัน หลายประเทศที่เคยเป็นสังคมนิยมเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตย เกาหลีเหนือไม่อาจพึ่งพาบริบทสงครามเย็นอีกต่อไป ขั้วสหรัฐนับวันจะยิ่งแข็งแกร่ง
ด้านเกาหลีใต้อยู่ภายใต้การปกป้องภัยนิวเคลียร์จากสหรัฐ และคงฐานทัพอเมริกันในเกาหลีใต้ต่อเนื่อง การปกป้องนี้หมายถึงความมั่นคงเกาหลีใต้ผูกอยู่กับระบบของสหรัฐ ช่วยต้านจีน รัสเซีย

เกาหลีเหนือกับสหรัฐหลังสงครามเย็น :
            เรื่องที่หลายคนอาจประหลาดใจคือแม้สิ้นสงครามเย็นแต่สถานการณ์คาบสมุทรเกาหลียังคงตึงเครียด ภาพที่ปรากฏคือเกาหลีเหนือขาดความโปร่งใสเรื่องนิวเคลียร์ ปี 1993-94 เริ่มเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์อีกครั้ง อ้างว่าเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากสหรัฐ ชี้ว่าสหรัฐพยายามคุกคามตน เดินหน้าคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ เป็นที่มาของการเจรจาสันติภาพหลายต่อหลายครั้งทั้งกับสหรัฐกับเกาหลีใต้และอีกหลายประเทศ
2005 รัฐบาลเกาหลีเหนือประกาศว่าเป็นชาติที่มีอาวุธนิวเคลียร์แล้ว
กรกฎาคม 2006 เกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยไกล และทดสอบเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์ในเดือนตุลาคม 2006 ฝ่ายรัฐบาลสหรัฐกับญี่ปุ่นตอบโต้ด้วยการติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธในญี่ปุ่นเมื่อปี 2007 จีนกับรัสเซียประท้วงแต่ไม่เป็นผล
            ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีรายงาน งานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุว่าเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์
รายงาน North Korea’s Nuclear Futures: Technology and Strategy เมื่อปี 2015 ระบุว่าเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมด 10-16 ลูก เป็นระเบิดพลูโตเนียม 6-8 ลูก นิวเคลียร์ยูเรเนียมอีก 4-8 ลูก (weapons-grade uranium) อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวไม่ยืนยันข้อมูลนี้ ทั้งยังตั้งคำถามถึงการทำงานของเตาปฏิกรณ์ว่ายังทำงานเป็นปกติหรือไม่ เครื่องเสริมสมรรถนะยังทำงานเป็นปกติเพียงใด
ข้อมูลของ Stockholm International Peace Research Institute (SIPRI) ปี 2017 ประเมินว่าเกาหลีเหนือมี 10-20 หัวรบ
ด้านรัฐบาลรัสเซียไม่ยอมรับว่าเกาหลีเหนือเป็นชาติที่มีอาวุธนิวเคลียร์
            ไม่ว่าจะมีอาวุธนิวเคลียร์จริงหรือไม่ ท่าทีของรัฐบาลทรัมป์คือยอมรับว่าเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์แล้ว แต่ยังไม่สามารถบรรจุหัวรบนิวเคลียร์เข้ากับขีปนาวุธพิสัยไกลที่ยิงถึงแผ่นดินใหญ่อเมริกา และเพราะท่าทีของรัฐบาลเกาหลีเหนือที่พูดย้ำพูดซ้ำว่ามีอาวุธนิวเคลียร์เป็นเหตุผลดีแก่รัฐบาลสหรัฐที่จะคว่ำบาตรหรือลงมือกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง

สงครามที่ยังไม่ยุติหรือไม่มีวันยุติ :
ความขัดแย้งระหว่างเกาหลีเหนือกับใต้เป็นผลพวงที่ย้อนหลังไปไกลตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม เกาหลีตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 สงครามโลกครั้งที่ 2 แบ่งเกาหลีออกเป็นเหนือกับใต้ ตามด้วยสงครามเกาหลีเมื่อต้นทศวรรษ 1950 ที่สุดของสงครามครั้งนั้นเป็นแค่ประกาศ “หยุดยิง” ไม่ได้สงบศึกถาวร จากนั้นอยู่ภายใต้ความตึงเครียดของสงครามเย็นมาตลอด
แม้สิ้นสงครามเย็นแต่การเผชิญหน้าไม่จบสิ้น คราวนี้กลายเป็นการปิดล้อมจีนกับรัสเซียยุคใหม่ ยิ่งจีนเติบใหญ่ก้าวขึ้นมา ยิ่งเพิ่มการเผชิญหน้า ทหารอเมริกันเกือบ 3 หมื่นนายยังคงประจำการในฐานทัพถาวรในเกาหลีใต้
ทั้งหมดเป็นเวลากว่า 100 ปี (นับจากปี 1910 ที่ตกเป็นอาณานิคมอย่างเป็นทางการ) ที่คนเกาหลีตกอยู่ในความทุกข์ยาก ความกังวลต่อสงคราม ผ่านสงครามที่คร่าชีวิตหลายล้านคน อยู่ในความตึงเครียดทั้งระหว่าง 2 เกาหลีกับการถูกรายล้อมด้วยมหาอำนาจ
ข้อคิดสำคัญคือประวัติศาสตร์เกาหลีหนีไม่พ้นการเผชิญภัยจากมหาอำนาจ ทั้งมหาอำนาจยุคโบราณจากจีน เป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นในยุคล่าอาณานิคม สู่ 2 อภิมหาอำนาจในสมัยสงครามเย็น และยังถูกคุกคามอยู่ในวังวนของหลายมหาอำนาจในขณะนี้
นี่คือโลกแห่งความจริง สถานการณ์ที่เกาหลีได้เผชิญและกำลังเผชิญ
            หากเราอยู่ในประเทศที่มีโอกาสดีกว่า มีสันติสุขมากกว่า ควรใช้โอกาสที่มีเพื่อขยายสันติภาพ ขยายความร่มเย็นเป็นสุขมากขึ้น ส่งเสริมสันติภาพโลก ไม่เปิดโอกาสให้ต่างชาติรุกรานจนบ้านแตกสาแหรกขาด ตระหนักว่าสันติภาพไม่ได้มาโดยง่ายอย่างที่คิด
----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
ความขัดแย้งระหว่างเกาหลีเหนือกับใต้เป็นความขัดแย้งกรอบแคบในกรอบใหญ่ เกี่ยวพันประวัติศาสตร์กว่าร้อยปีก่อน ส่งผลสืบเนื่องผ่านยุคสมัยต่างๆ จนถึงปัจจุบัน ในขณะที่ชาวเกาหลีโหยหาสันติภาพ

บรรณานุกรม :
1. รุ่งพงษ์ ชัยนาม, รศ.ดร. (2554) สงครามกับการเปลี่ยนแปลงในสังคมโลก ใน เอกสารการสอนชุดวิชาสังคมโลก นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
2. Beal, Tim. (2005). North Korea: The Struggle Against American Power. London: Pluto Press.
3. Blackwill, Robert D., Tellis, Ashley J. (2015, March). Revising US Grand Strategy Toward China. Council on Foreign Relations. Retrieved from http://carnegieendowment.org/files/Tellis_Blackwill.pdf
4. Dockrill, Michael L., & Hopkins, Michael F. (2006). The Cold War 1945-91 (2nd Ed.). New York: Palgrave Macmillan.
5. If Trump can achieve North Korea peace, he would be Nobel-worthy: Carter. (2018, May 23). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2018/05/23/asia-pacific/politics-diplomacy-asia-pacific/trump-can-achieve-north-korea-peace-nobel-worthy-carter/#.WwTbGO6FPZ4
6. Jentzen, Nicole. (Ed.). (2006). China and U.S. Policy. In Encyclopedia Of United States National Security. (pp.199-121). California: Sage Publications.
7. Michishita, Narushige. (2010). North Korea's Military-Diplomatic Campaigns, 1966-2008. Oxon: Routledge.
8. N. Korea ‘years and years away’ from viable nuclear device – Russian Deputy FM. (2017, July 30). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/398024-north-korea-years-nuclear-device/
9. Nye. Joseph S. Jr. (2015). Is the American Century Over? UK: Polity Press.
10. Putin: Russia Does Not Recognize North Korea's Nuclear Status. (2017, September 6). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/world/201709061057127671-russia-korea-nuclear-status-putin/
11. Stockholm International Peace Research Institute. (2017). TRENDS IN WORLD NUCLEAR
FORCES, 2017. Retrieved from https://www.sipri.org/sites/default/files/2017-06/fs_1707_wnf.pdf
12. Wirtz, James J., Larsen, Jeffrey A. (2005). Nuclear Transformation: The New Nuclear U.S. Doctrine. New York: PALGRAVE MACMILLAN.
13. Wit, Joel S., & Sun, Young Ahn. (2015, April 8). North Korea’s Nuclear Futures: Technology and Strategy. US-Korea Institute at SAIS. Retrieved from http://38north.org/wp-content/uploads/2015/02/NKNF-NK-Nuclear-Futures-Wit-0215.pdf
14. Yuan, Jingdong. (2014). Nuclear Politics in Asia. In The Oxford Handbook of the International Relations of Asia. NY: Oxford University Press.
-----------------------------

มุกตาดา อัล-ซาดาร์ ผู้สร้างความเปลี่ยนครั้งใหญ่แก่อิรัก ?

ตั้งแต่รัฐบาลสหรัฐส่งมอบอธิปไตยคืนแก่อิรัก นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมามีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐทั้งสิ้น อัล-ซาดาร์กำลังจะเป็นนายกฯ คนแรกที่พยายามปลดแอกอิรักจากการครอบงำของต่างชาติ
            เมื่อกองทัพสหรัฐกับพันธมิตรโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน รัฐบาลสหรัฐเป็นผู้ปกครองอิรัก จนถึงปี 2006 ส่งมอบอธิปไตยคืนแก่อิรัก จัดเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยหลายครั้ง แต่ผู้เป็นนายกฯ เป็นคนที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐ ดังนั้น แม้จะบอกว่าเป็นการเลือกตั้งเสรี ความจริงแล้วเป็นเพียงวิธีการ ทุกอย่างอยู่ภายใต้การจัดวางล่วงหน้า
            เลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อกลางเดือนที่ผ่าน มุกตาดา อัล-ซาดาร์ (Moqtada al-Sadr) ได้ที่นั่งในสภาสูงสุด มีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลและเป็นนายกฯ และอาจสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่อิรักต่างจากนายกฯ คนก่อนๆ

แนวทางของอัลซาดาร์ :
มุกตาดา อัล-ซาดาร์ เป็นนักบวช เป็นผู้นำจิตวิญญาณของมุสลิมชีอะห์กลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งในอิรัก นอกจากแสดงบทบาทในฐานะผู้นำทางศาสนา ยังทำหน้าที่อีกหลายอย่างเช่น เป็นผู้ปกครองของกลุ่ม ผู้วางนโยบายกำหนดทิศทาง และเป็นผู้นำกองกำลัง Mahdi Army อันเลื่องชื่อ ปะทะกับกองทัพสหรัฐนับครั้งไม่ถ้วน
อัล-ซาดาร์ต่อต้านรัฐบาลซัดดัม บิดาของท่านเสียชีวิตเพราะซัดดัม ในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซียอัล-ซาดาร์ร่วมมือกับกองทัพอเมริกันเพื่อทำลายระบอบซัดดัม แต่เมื่อล้มซัดดัมแล้วกองกำลัง Mahdi Army เริ่มปะทะกับทหารสหรัฐ เป้าหมายคือให้ทหารต่างชาติออกจากประเทศ

            ในกรณีอิหร่านก็เช่นกัน กองกำลังชีอะห์จากอิหร่านมีส่วนร่วมกับทหารสหรัฐ รวมทั้งกองกำลังของอัล-ซาดาร์และอีกหลายกลุ่มร่วมกันปราบปรามผู้ก่อการร้าย IS/ISIL/ISIS แต่เมื่อสิ้น IS อัล-ซาดาร์ต้องการให้กองกำลังจากอิหร่านออกนอกประเทศ กันไม่ให้รัฐบาลต่างชาติมีอิทธิพลในประเทศมากเกิน
เมื่อผลการเลือกครั้งล่าสุดตั้งเริ่มชัดเจน สมาชิกเฉลิมฉลองที่ผู้นำของตนชนะเลือกตั้งพร้อมกับตะโกน “อิหร่านออกไป” (Iran is out)

ดังที่เคยนำเสนอในบทความ “มายาคติ จันทร์เสี้ยวชีอะห์” แม้ประชากรส่วนใหญ่จะเป็นมุสลิมชีอะห์ แต่ไม่ได้อิงอิหร่านเสมอไป กลุ่มของอัล-ซาดาร์ร่วมมือกับอิหร่านหลายเรื่องแต่ไม่ขึ้นตรงต่ออิหร่าน แถมยังขัดแย้งกันบางเรื่อง
นักวิชาการบางคนอธิบายว่า แม้มุกตาดา อัล-ซาดาร์เป็นผู้นำจิตวิญญาณชีอะห์ แต่โดยรวมแล้วดำเนินแนวทางแบบสายกลาง (moderate) ไม่คิดปฏิวัติอิสลามตามแนวทางของอยาตุลเลาะห์ โคไมนี (Ayatollah Khomeini) ต้องการสร้างประเทศที่คนทุกศาสนานิกาย ทุกเชื้อชาติอยู่ร่วมกันได้ เห็นว่าคนอิรักจำนวนมากต้องการแนวทางนี้เพียงแต่ไม่กล้าแสดงออกมา
การต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันเป็นอีกประเด็นที่อัล-ซาดาร์ต่อสู้มานาน มักชี้เสมอว่ารัฐบาลอ่อนแอเรื่องนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลก่อนๆ ก็ยอมรับ ไฮเดอร์ อัล-อาบาดี (Haider al-Abadi) นายกรัฐมนตรีที่กำลังจะพ้นตำแหน่งยอมรับว่าคือปัญหาร้ายแรง ส่วนหนึ่งเพราะข้าราชการร่วมทุจริต รับสินบนบรรษัทต่างชาติ รายได้ที่เกิดส่วนหนึ่งไม่ได้เข้าคลัง
เป็นที่ทราบกันว่าปัญหาของอิรักที่แก้ไม่ได้เสียทีคือความแตกแยกทางนิกายศาสนากับทุจริตคอร์รัปชัน บ้านเมืองจึงไร้ขื่นแปอย่างที่เห็น กลายเป็นโอกาสแก่นายทุน นักการเมืองบางคน กองกำลังบางกลุ่มที่คุมบ่อน้ำมันทำธุรกิจกับพวกตะวันตก
ข้อมูลปี 2017 ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ชี้ว่าอิรักเป็นหนึ่งในประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ปัญหาคอร์รัปชันรุนแรงที่สุด พอๆ กับลิเบีย ซูดาน ซีเรียและเยเมน เหตุเพราะสถาบันต่างๆ ในประเทศยังไม่เข้มแข็ง ขัดแย้งภายในรุนแรงและฝังลึก แทบไม่มีการตรวจสอบทุจริต การจะแก้ปัญหาทุจริตและอีกหลายเรื่องจำต้องให้ประเทศสงบก่อน ปลอดการแทรกแซงจากต่างชาติที่อาจยิ่งขยายความขัดแย้ง กลายเป็นการต่อสู้ที่ไม่รู้จบ

            เป็นความจริงที่ว่าในบางสถานการณ์จำต้องรับการช่วยเหลือจากทหารต่างชาติ รัฐบาลต่างชาติสนับสนุน แต่หากอิทธิพลต่างชาติมากเกินจนครอบงำการตัดสินใจอย่างอิสระ ไม่สามารถรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ เช่นนั้นจำต้องลดอิทธิพลต่างชาติ อย่าคิดว่าต่างชาติจะดูแลผลประโยชน์ของเราดีกว่าที่เราดูแลตนเอง
            กรณีอิรักเห็นชัดว่า อัล-ซาดาร์คิดเห็นเช่นนี้ การให้สหรัฐกับอิหร่านถอนตัวออกจากประเทศ คือจุดเริ่มของการแก้ปัญหาในประเทศ
            อิรักในยุคอัล-ซาดาร์ยังร่วมมือกับชาติตะวันตก เพื่อนบ้านอาหรับและอิหร่าน แต่อิรักคืออิรัก ไม่อยู่ใต้บังคับของรัฐบาลตะวันตก อาหรับหรืออิหร่าน

อนาคตอิรักที่กำลังเปลี่ยนไป? :
            มุกตาดา อัล-ซาดาร์ต้องการให้ประเทศสงบ ลดการครอบงำจากต่างชาติ เริ่มต้นฟื้นฟูประเทศ ผลการเลือกตั้งเป็นหลักฐานประจักษ์ว่าชาวอิรักจำนวนไม่น้อยสนับสนุนท่าน หากสามารถทำตามนโยบายที่ประกาศไว้ รัฐบาลใหม่จะไม่เหมือนรัฐบาลชุดก่อนๆ เป็นเรื่องน่าติดตามอย่างยิ่ง แต่คงไม่ง่ายอย่างที่คิด
            ผลการเลือกตั้งอิรักเบื้องต้น กลุ่มของอัล-ซาดาร์ได้คะแนนสูงสุด รองมาคือกลุ่ม Fatah ตามด้วยพรรคของนายกฯ อัล-บาดีและพรรค State of Law ที่เหลือเป็นพรรคเล็ก  
อัล-ซาดาร์ได้สิทธิจัดตั้งรัฐบาลก่อน รัฐบาลใหม่ต้องประกอบด้วยหลายพรรคและรวมกับพรรคเล็ก เพื่อให้ได้จำนวนทั้งหมดอย่างน้อย 165 ที่นั่ง ลำพังการจัดตั้งรัฐบาลคงต้องกินเวลานาน ต้องต่อรองตำแหน่งสำคัญต่างๆ กับพวกซุนนี เคิร์ดและชีอะห์ด้วยกัน รวมแล้วอาจต้องใช้เวลาหลายเดือน
            อิรักในปัจจุบันประกอบด้วยคน 3 กลุ่มหลักคือ พวกชีอะห์ ซุนนีและเคิร์ด ภายใน 3 กลุ่มหลักยังประกอบด้วยกลุ่มย่อยที่มีทั้งร่วมมือและขัดแย้งกัน รัฐบาลใหม่จะต้องประกอบด้วยตัวแทนจากทั้ง 3 กลุ่ม สภาพการณ์ไม่ต่างจากรัฐบาลชุดก่อนที่จะต้องผสมผสานแกนนำขั้วต่างๆ การเปลี่ยนแปลงอย่างสุดโต่งจึงไม่เกิดขึ้นเร็ว

            ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดก่อนหรือชุดใหม่ต่างล้วนต้องเผชิญอุปสรรคการบริหาร ในสภาพที่สังคมยังขัดแย้งรุนแรง ต่างชาติแทรกแซง รัฐบาลกลางมีอำนาจจำกัด อัล-ซาดาร์ควบคุมได้เฉพาะในเขตพื้นที่ของตนเท่านั้น ส่วนพื้นที่อื่นๆ ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของแต่ละกลุ่มไม่ว่าจะเป็นซุนนี เคิร์ด หรือแม้กระทั่งชีอะห์บางกลุ่มบางพื้นที่ ทั้งนโยบายกับภาคปฏิบัติใดๆ ที่ลงสู่พื้นที่จึงต้องผ่านความเห็นชอบจากนักการเมือง แกนนำประจำพื้นที่
            นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยต่างประเทศ อิทธิพลของรัฐบาลสหรัฐกับอิหร่านฝังรากลึก พวกเคิร์ดสัมพันธ์กับสหรัฐชนิดแยกจากกันไม่ได้ แม้กระทั่งกองทัพอิรักบางส่วนสัมพันธ์กับกองทัพสหรัฐร่วมมือกันหลายด้านในช่วงต่อต้านผู้ก่อการร้าย IS ช่วยกันยึดคืนหลายเมือง
            ทุกวันนี้สหรัฐยังคงกองบัญชาการของตนในใจกลางกรุงแบกแดด พวกซุนนีอิรักหลายกลุ่มมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลอาหรับ
สิงหาคม 2004 หลังการปะทะกับทหารอเมริกันอย่างหนักและเริ่มเจรจาหยุดยิง มุกตาดา อัล-ซาดาร์ ยังกล่าวโจมตีรัฐบาลสหรัฐว่าตั้งใจจะ ยึดครองทั้งโลก” “การที่อิรักถูกยึดครองทำให้ประเทศของเราเป็นดั่งนรก

            รวมความแล้ว แม้อิรักได้ผู้นำรัฐบาลจากขั้วใหม่ แต่การคงอยู่ของขั้วอื่นๆ ฝังลึก ไม่อาจเปลี่ยนแปลงง่ายๆ นโยบายของอัล-ซาดาร์ที่ประกาศไว้เป็นเป้าหมายสูงสุด แต่จะสำเร็จมากน้อยเพียงไรนั่นเป็นอีกเรื่อง พูดได้แต่เพียงว่าอัล-ซาดาร์อาจเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่แตกต่างจากเดิม

ความท้าทายของรัฐบาลใหม่ :
            ประการแรก การรวมคนทุกกลุ่มให้มีเอกภาพ
ข้อมูล 2015 อิรักมีประชากรทั้งสิ้นราว 37 ล้านคน เป็นมุสลิมร้อยละ 99 โดยเป็นนิกายชีอะห์ร้อยละ 60-65 ซุนนีร้อยละ 32-37 ที่เหลือนับถือศาสนาอื่นๆ
            Salim al-Jabouri โฆษกรัฐสภาอิรักกล่าวว่า เรื่องน่ากังวลหลังสิ้น IS คือ การล้างแค้นกันเอง ถึงขั้นใช้อาวุธสงคราม ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นเช่นนี้ เพียงบางคนที่อาศัยการแบ่งแยกเป็นซุนนี-ชีอะห์ พวกเขาพวกเรา บางคนบางกลุ่มใช้สถานการณ์เพื่อเป้าหมายส่วนตัว
            แม้ปราบปราม IS สิ้นซากแล้ว นายกฯ อัลบาดียังยอมรับว่าไม่อาจแก้ความขัดแย้งทางนิกายศาสนา ยอมรับว่าการที่ IS สามารถชักจูงชาวอิรักเข้าร่วมจำนวนมากเพราะคนเหล่านั้นไม่พอใจรัฐบาล (ที่นายกฯ มาจากสายชีอะห์)
            รัฐบาลใหม่จะต้องเริ่มต้นด้วยการให้ความยุติธรรมแต่คนทุกหมู่เหล่า ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่แบ่งแยกระหว่างชีอะห์กับซุนนี เป็นเชื้อสายอาหรับอิรักหรือพวกเคิร์ด อย่างน้อยให้มีความยุติธรรมมากพอที่จะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ มีเอกภาพเพียงพอที่จะร่วมมือกันได้

            ประการที่ 2 การฟื้นฟูประเทศ
            อิรักมีจุดแข็งที่มีทรัพยากรน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติมาก เป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศมาช้านาน ประเด็นคือรายได้เข้าสู่คลังประเทศเต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่ ข้อนี้คือความท้าทายสำคัญ
            การเปิดโอกาสให้บรรษัทข้ามชาติทุกประเทศเข้ามาแข่งขันลงทุนน่าจะเป็นทางออกที่ดี นำรายจากน้ำมันกระจายพัฒนาทุกภูมิภาคอย่างทั่วถึง ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ว่ารัฐบาลใหม่เป็นรัฐบาลของคนทั้งประเทศหรือเป็นของคนบางกลุ่มบางพวกเท่านั้น

            ตั้งแต่รัฐบาลสหรัฐส่งมอบอธิปไตยคืนแก่อิรัก ตามมาด้วยการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย นายกฯ 3 คนที่ผ่านมาเป็นคนของรัฐบาลสหรัฐหรือมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐทั้งสิ้น อัล-ซาดาร์กำลังจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่ต่อสู้กับกองทัพอเมริกัน พยายามปลดแอกจากอำนาจต่างชาติ
            การต่อสู้รอบใหม่นี้อาจไม่เป็นการทำสงครามอย่างที่แล้วมา จะเป็นการต่อสู้ทางการเมืองระดับประเทศอันซับซ้อน และอาจเป็นจุดเริ่มแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของประเทศนี้
19 พฤษภาคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7862 วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2561)
 --------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
12 ปีนับจากโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนและรัฐบาลบุชประกาศว่าจะสร้างอิรักให้เป็นประชาธิปไตย เป็นแบบอย่างแก่ประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง จากบัดนั้นจนบัดนี้อิรักยังไม่เคยเป็นประชาธิปไตยจริงๆ อีกทั้งสถานการณ์เลวร้ายกว่าเดิม สังคมแตกแยกร้าวลึก สงครามกลางเมืองทำให้ผู้คนล้มตายปีละนับพันนับหมื่น โดยยังไม่เห็นวี่แววว่าเมื่อไหร่ความสงบสุขจะกลับคืนมา
ประธานาธิบดีโอบามากล่าวซ้ำหลายรอบว่าปัญหาอิรักคือเรื่องความเป็นเอกภาพของชีอะห์ ซุนนีและเคิร์ดอิรัก แต่นโยบายปราบปราม IS คือการปกป้องพวกชีอะห์กับเคิร์ด มีผลทำให้อิรักแยกออกเป็น 3 ฝ่ายโดยปริยาย ตอกย้ำว่าแท้ที่จริงแล้วรัฐบาลสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายแบ่งแยกอิรักตั้งแต่สมัยสงครามอ่าวเปอร์เซียเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

บรรณานุกรม :
1. Abadi: Government cannot solve ‘age-old’ sectarian divisions. (2018, May 14). Rudaw. Retrieved from http://www.rudaw.net/english/middleeast/iraq/090320181
2. Allawi, Ali A. (2007). The Occupation of Iraq: Winning the War, Losing the Peace. USA: Yale University Press.
3. Central Intelligence Agency. (2015, July). Iraq. The World Factbook. Retrieved from https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/iz.html
4. Cleric Seeks Truce to End Najaf Fighting. (2004, August 13). Associated Press.
5. Morris, Loveday. (2016, May 6). He once fought U.S. troops. Now Moqtada al-Sadr is battling Iraq’s political system. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/middle_east/he-once-fought-us-troops-now-moqtada-al-sadr-is-battling-iraqs-political-system/2016/05/06/77f3a2f6-109e-11e6-a9b5-bf703a5a7191_story.html
6. Iraq prime minister promises corruption crackdown, says laws will protect nervous foreign investors. (2018, February 19). CNBC. Retrieved from https://www.cnbc.com/2018/02/18/munich-security-conference-iraq-prime-minister-hails-encouraging-progress.html
7. Iraq’s parliament speaker outlines post-IS plan. (2016, October 6). Al Monitor. Retrieved from http://www.al-monitor.com/pulse/originals/2016/10/salim-al-jubouri-iraq-mosul-iran.html
8. Iraq's PM congratulates Moqtada Al Sadr on election performance. (2018, May 15). The National. Retrieved from https://www.thenational.ae/world/mena/iraq-s-pm-congratulates-moqtada-al-sadr-on-election-performance-1.730713
9. Iraq’s Sadr supporters chant ‘Iran is out’ while celebrating electoral victory. (2018, May 14). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/middle-east/2018/05/14/Sadr-supporters-chant-Iran-is-out-while-celebrating-electoral-victory.html
10. Sadr army owns city's streets. (2004, August 4). The Christian Science Monitor.
11. Transparency International. (2018, February 21). RAMPANT CORRUPTION IN ARAB STATES. The Washington Post. Retrieved from https://www.transparency.org/news/feature/rampant_corruption_in_arab_states
-----------------------------

เกาหลีกับสงครามที่ยังไม่ยุติหรืออาจไม่มีวันยุติ (1)

ความขัดแย้งระหว่างเกาหลีเหนือกับใต้เป็นความขัดแย้งกรอบแคบในกรอบใหญ่ เกี่ยวพันประวัติศาสตร์กว่าร้อยปีก่อน ส่งผลสืบเนื่องผ่านยุคสมัยต่างๆ จนถึงปัจจุบัน ในขณะที่ชาวเกาหลีโหยหาสันติภาพ
            ผู้ติดตามข่าวเกาหลีเหนือ-ใต้มักจะได้ยินคำๆ หนึ่งว่า 2 ประเทศนี้ยังอยู่ในภาวะสงคราม สงครามเกาหลีที่เริ่มตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1950 ยังไม่ยุติ (กว่า 68 ปีแล้ว)
ผลการประชุมสุดยอด 2 ผู้นำเกาหลีเมื่อ 24 เมษายน 2018 ระหว่างผู้นำคิม จ็องอึน (Kim Jong-un) กับประธานาธิบดีมุน แจ-อิน (Moon Jae-in) ใจความหลักคือไม่มีสงครามในคาบสมุทรเกาหลีอีกต่อไป เปิดศักราชสันติภาพ ยกเลิกการแบ่งแยกและเผชิญหน้าแบบยุคสงครามเย็น ลดความตึงเครียดทางทหาร เริ่มยุคสมานฉันท์ ยกระดับการติดต่อระหว่างเจ้าหน้าที่และระดับประชาชน การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยชน เดินหน้าการเชื่อมต่อทางถนนกับรถไฟ ฯลฯ
            จะเห็นว่าผลการประชุมสุดยอดนี้ประกาศยุติสงครามระหว่าง 2 เกาหลี เริ่มต้นสันติภาพถาวร นำความสุขความยินดีแก่ชาวเกาหลีทั้งมวลที่เฝ้าฝันวันนี้มานานกว่าร้อยปี
            บทความนี้จะนำเสนอจุดเริ่มของความขมขื่นทุกข์ยากของคนเกาหลีที่ดำเนินมาแล้วกว่าศตวรรษ

ญี่ปุ่นต้องครอบครองเกาหลี :
            ญี่ปุ่นมองเกาหลีเป็นเส้นทางสู่แผ่นดินใหญ่เรื่อยมา เกาหลีเป็นทางผ่านของอารยธรรมจากจีน เป็นเส้นทางการค้าเก่าแก่ เส้นทางเดินทัพของกองทัพต่างๆ ที่หวังรุกรานญี่ปุ่น ไม่ว่าจะแง่มุมใดญี่ปุ่นหวังได้เกาหลีเป็นหัวหาดสู่แผ่นดินใหญ่เสมอ
ค.ศ.1873 ผู้นำญี่ปุ่นคิดรุกรานเกาหลีโดยอ้างเหตุผลว่าผู้ปกครองเกาหลีไม่ยอมปรับความสัมพันธ์ปกติกับตน 1875 กองเรือญี่ปุ่นเริ่มเปิดฉากโจมตีท่าเรือเกาหลีและเมืองต่างๆ 1876 บังคับให้เกาหลีเปิดเมืองท่าทำนองเดียวกับที่จีนเปิดให้แก่ชาติตะวันตก
            สงครามเพื่อขยายดินแดนของญี่ปุ่นเริ่มเมื่อญี่ปุ่นทำสงครามกับจีน ในสงครามจีน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 1 เมื่อช่วงปี 1894-95 (First Sino-Japanese War) เป้าหมายของญี่ปุ่นคือการได้ครอบครองแหล่งแร่เหล็กกับถ่านหินของเกาหลี ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญยิ่งต่อความมั่นคงของชาติ
            รัฐบาลเกาหลีขอความช่วยเหลือจากจีนในฐานะเป็นเจ้าประเทศราชแต่อาจไม่สู้ญี่ปุ่น กองทัพจีนแม้มีจำนวนมากกว่าไม่อาจต้านกองทัพญี่ปุ่นที่ทันสมัยกว่า เกาหลีจึงตกอยู่ใต้อำนาจญี่ปุ่น ความพ่ายแพ้แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของกองทัพจีน เหตุผลหนึ่งที่แพ้มาจากการคอร์รัปชันในหมู่ราชการ งบประมาณกองทัพถูกข้าราชการโกงกิน ทหารขาดการฝึกซ้อมและขาดขวัญกำลังใจ
            ความพ่ายแพ้ต่อญี่ปุ่นทำให้ชาวจีนรู้สึกอับอายอย่างยิ่ง เนื่องจากแต่ไหนแต่ไรมักถือว่าตนเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่กว่าญี่ปุ่นเสมอมา
            เกาหลีจึงตกอยู่ใต้อำนาจญี่ปุ่น และถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม 1910
            รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามสร้างภาพว่ากำลังพัฒนาเกาหลีให้เป็นชาติอารยะ แต่โดยความจริงแล้ว เกาหลีได้ประโยชน์น้อย ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับญี่ปุ่นทั้งสิ้น
ตั้งแต่ปี 1919 ชาวเกาหลีเริ่มต่อต้านการยึดครองอย่างเป็นขบวนการ ในช่วงกลางทศวรรษ 1920 แกนนำการต่อต้านเป็นพวกมีแนวคิดคอมมิวนิสต์
            ชาวเกาหลีจำนวนร่วมล้านคนเดินขบวนต่อต้านการยึดครอง เรียกร้องเสรีภาพ เป็นเอกราช แต่ชาติมหาอำนาจตะวันตกไม่ทำอะไร เนื่องจากพวกตนต่างมีอาณานิคมเช่นกัน

สภาพอาณานิคม :
            ตลอดทศวรรษ 1930 กองทัพญี่ปุ่นควบคุมเศรษฐกิจเพื่อการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ญี่ปุ่นพยายามครอบงำเปลี่ยนแปลงสังคมเกาหลี ไม่อนุญาตให้โรงเรียนใช้ภาษาเกาหลี แม้กระทั่งต้องตั้งชื่อเป็นญี่ปุ่นด้วย
            ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1930 เมื่อสงครามกับจีนทวีความรุนแรงขยายวงกว้างออกไป กองทัพญี่ปุ่นเริ่มเกณฑ์แรงงานชายเกาหลีเพื่อทำงานให้กองทัพ และเมื่อเริ่มเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 การขาดแคลนทรัพยากรทำให้ญี่ปุ่นกอบโกยผลผลิตทางการเกษตรกับวัตถุดิบต่างๆ ของเกาหลีทั้งหมด โดยเฉพาะสินแร่สำคัญที่จำเป็นต่อการสร้างอาวุธสงคราม สร้างความทุกข์ยากแก่ชาวเกาหลี
            ญี่ปุ่นใช้แรงงานเกาหลีด้วยการเกณฑ์และใช้งานเยี่ยงทาส มีข้อมูลว่ากองทัพญี่ปุ่นใช้แรงงานเกาหลีถึง 2,600,000 คน ในจำนวนนี้ 750,000 คนถูกส่งไปต่างประเทศเพื่อเป็นแรงงานอุตสาหกรรม ส่วนผู้หญิงกลายเป็นหญิงบำเรอ (comfort women)
            ในความเป็นอาณานิคม ไม่ว่าจะใช้คนเกาหลีเยี่ยงทาส กึ่งทาสหรืออย่างไรก็แล้วแต่ ญี่ปุ่นมองว่าตนเป็น “เจ้าของ” เกาหลี “อย่างถาวร” จึงพยายามเปลี่ยนคนเกาหลีให้ใช้ภาษาญี่ปุ่น มีชื่อญี่ปุ่น ลบล้างความเป็นเกาหลี จึงไม่แปลกที่กองทัพญี่ปุ่นใช้สตรีเกาหลีเป็นหญิงบำเรอ เพราะนั่นคือการใช้ “แรงงาน” หรือการ “ทำงาน” อย่างหนึ่งของคนภายใต้อาณานิคม เพื่อจักรวรรดิญี่ปุ่นอันไพบูลย์
เดิมนั้นคือหญิงญี่ปุ่นที่มาด้วยความสมัครใจ แต่เมื่อสงครามขยายตัว ทหารมากขึ้น ความต้องการหญิงบำเรอเพิ่มมากขึ้น หันไปหาสาวต่างชาติด้วยวิธีการต่างๆ ที่หญิงหลายคนไม่ได้มาด้วยความสมัครใจ ถูกล่อลวง
ดังนั้น เมื่อเอ่ยถึงหญิงบำเรอจะหมายถึงสตรีที่ถูกบังคับให้มาปรนเปรอความสุขทางเพศแก่ทหารในกองทัพจักรพรรดิญี่ปุ่น (Japan's Imperial Army) เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1930-1940 ขณะญี่ปุ่นเป็นเจ้าอาณานิคมหลายแห่งและช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หญิงเหล่านี้มาจากหลายประเทศ ส่วนใหญ่เป็นคนเกาหลีกับจีน
            ไม่มีผู้ใดทราบจำนวนหญิงบำเรอที่แท้จริง นักประวัติศาสตร์บางคนชี้ว่าจำนวนทั้งหมดน่าจะอยู่ที่ 100,000-200,000 ราย แต่ฝ่ายญี่ปุ่นเห็นว่าน่าจะน้อยกว่านั้น อาจมีเพียง 20,000 คน
            หญิงเกาหลีที่ให้บริการส่วนใหญ่ถูกเรียกตัวเมื่อมีอายุระหว่าง 14-18 ปี บางคนได้รับการทาบทามแต่แรกว่าให้เป็นโสเภณี แต่ส่วนใหญ่ถูกล่อลวง ข่มขู่และบังคับด้วยกำลัง หลายคนได้รับการชี้ชวนว่าไปทำงานในภัตตาคาร ร้านอาหาร โรงงาน แต่สุดท้ายเมื่อทราบว่าต้องเป็นหญิงบำเรอก็ไม่สามารถกลับบ้านแล้ว บางรายเป็นการแลกตัวเพื่อผู้ชายในครอบครัวไม่ต้องถูกเกณฑ์แรงงาน
            World War II in the Pacific: An Encyclopedia บรรยายว่าเมื่อแรกเริ่มเข้าสู่กระบวนการ หญิงเหล่านี้จะถูกเฆี่ยนตี ข่มขืน จนกว่าเธอจะยอมปรนนิบัติปรนเปรอผู้ชายวันละ 30-40 คน หลายคนติดกามโรคนานาชนิด ถูกบังคับให้ทำแท้งเมื่อตั้งครรภ์ บางคนตัดสินใจหนีชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย
            ในช่วงอาณานิคม ชาวเกาหลีจำนวนหนึ่งลุกขึ้นต่อต้านจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น เกิดวีรบุรุษทั้งภาคเหนือกับภาคใต้ หนึ่งในนั้นคือคิม อิล-ซุง (Kim Il-sung) ผู้กลายเป็นผู้นำเกาหลีเหนือในเวลาต่อมา
ในเวลาต่อมา สงครามญี่ปุ่นกับจีนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ 2

การแบ่งเกาหลีเป็นเหนือ-ใต้ ก่อนสงครามเกาหลี :
            เมื่อสหรัฐทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรก ในขณะนั้นทุกฝ่ายรู้ดีว่าญี่ปุ่นจะต้องประกาศยอมแพ้ อันหมายถึงต้องคืนเกาหลีด้วย แต่ชาติมหาอำนาจไม่คิดคืนแก่ชาวเกาหลีโดยตรง ต้องการอยู่ในอาณัติของชาติมหาอำนาจ
            9 สิงหาคมสหรัฐทิ้งระเบิดนิวเคลียร์อีกลูกที่นางาซากิ วันต่อมา รัฐบาลสหรัฐตัดสินใจแบ่งเกาหลีออกเป็น 2 ส่วนโดยใช้เส้นขนานที่ 38 ทางเหนือโซเวียตรัสเซียจะเป็นคนดูแล ส่วนทางใต้อยู่ในการดูแลของสหรัฐ ฝ่ายโซเวียตเห็นชอบในข้อตกลงลับนี้
            การแบ่งเกาหลีเป็นเหนือกับใต้จึงมาจากข้อตกลงลับระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับโซเวียตรัสเซีย
            15 สิงหาคม 1945 ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้
เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม กองทัพสหรัฐกับพันธมิตรเข้ามาควบคุมทางตอนใต้ รัฐบาลสหรัฐหวังญี่ปุ่นช่วยดูแลเกาหลีใต้ (เพราะเป็นเจ้าอาณานิคมเดิม) ด้านกองทัพโซเวียตเข้ามาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นที่อยู่ในตอนเหนือของเกาหลี และพยายามติดต่อชาวเกาหลีที่ต่อต้านญี่ปุ่นเพื่อขอความร่วมมือปกครองเกาหลีเหนือ
            จะเห็นได้ว่าในตอนนี้เกาหลีใต้ส่วนที่เป็นอาณานิคมญี่ปุ่น ไม่ได้ปลดแอกตัวเอง แต่เปลี่ยนเจ้าอาณานิคมเนื่องจากเจ้าอาณานิคมเดิมแพ้สงคราม ส่วนพื้นที่ตอนเหนืออยู่ใต้ลัทธิคอมมิวนิสต์
            เส้นทางอนาคตของเกาหลีเหนือ-ใต้มุ่งสู่ทิศทางแตกต่างชัดเจน สงครามโลกยุติแต่ปัญหาเกาหลีเหนือ-ใต้เพิ่งจะเริ่มต้น
            ไม่ว่าชาวเกาหลีจะชอบหรือไม่
6 พฤษภาคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 78481 วันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2561)

------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
การประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐกับเกาหลีเหนืออาจนำสู่สันติภาพหรืออาจเป็นชนวนการเผชิญหน้ารอบใหม่เป็นเรื่องน่าติดตาม เป็นอีกครั้งที่เกาหลีเหนือใช้ประโยชน์จากโครงการนิวเคลียร์

บรรณานุกรม :
1. Axelrod, Alan. (2007). Korea, action in. In Encyclopedia of World War II. (pp. 498-499). New York: Facts On File, Inc.
2. Beal, Tim. (2005). North Korea: The Struggle Against American Power. London: Pluto Press.
3. Cotterell, Arthur. (2011). Asia: A Concise History. Singapore: Wiley & Sons (Asia). P.372)
(Dickinson, Frederick R. (2008). Japanese Empire. In Encyclopedia of the Age of Imperialism 1800-1914. USA: Greenwood Press.).
4. Green, Michael. (2014). Japan’s Role in Asia: Searching for Certainty. In David Shambaugh and Michael Yahuda (Eds.), International Relations of Asia (2nd ed.). Maryland: Rowman & Littlefield.
5. Huffman, James L. (2010). Japan in World History. New York: Oxford University Press.
6. Korean leaders set 'denuclearisation' goal, Trump says will maintain pressure. (2018, April 26). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2018/04/27/national/politics-diplomacy/full-text-panmunjom-declaration/#.WuO1Ry5ubZ4
7. Manyin, Mark E., Nikitin, Mary Beth D., Chanlett-Avery, Emma., Cooper, William H., & Rinehart, Ian E. (2014, June 24). U.S.-South Korea Relations. Congressional Research Service. Retrieved from https://www.fas.org/sgp/crs/row/R41481.pdf
8. Mitter, Rana. (2013). Forgotten Ally: China's World War II, 1937-1945. New York: Houghton Mifflin Harcourt.
9. Sandler, Stanley (Ed.). (2001). Comfort Women. In World War II in the Pacific: An Encyclopedia. (pp. 259-263). New York : Garland Publishing, Inc.
10. Shirk, Susan L. (2007). China: Fragile Superpower: How China's Internal Politics Could Derail Its Peaceful Rise. New York: Oxford University Press.
11. Wright, David Curtis. 2011. The History of China (2nd ed.). USA: Greenwood.
12. Yoshida, Reiji. (2015, March 18). Japanese historians seek revision of U.S. textbook over ‘comfort women’ depiction. The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2015/03/18/national/history/japanese-historians-seek-revision-of-u-s-textbook-over-comfort-women-depiction/#.VQlmj9KUfmA
-----------------------------