ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

รัฐบาลสหรัฐกับการแบ่งแยกประเทศอิรัก

5 กรกฎาคม 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6815 วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2558, http://www.ryt9.com/s/tpd/2197704)

            ในช่วงที่ IS/ISIL/ISIS เริ่มยึดพื้นที่ในอิรักเมื่อมิถุนายน 2014 รัฐบาลโอบามามีนโยบายไม่ส่งอาวุธแก่พวกเคิร์ดอิรักโดยตรง ภายใต้กฎหมายรัฐบาลไม่สามารถส่งอาวุธแก่กองกำลังที่ไม่ใช่ของรัฐ หากเคิร์ดจะได้รับอาวุธของสหรัฐจะต้องได้ผ่านรัฐบาลแบกแดด แต่รัฐบาลแบกแดดไม่ยอมส่งอาวุธให้เคิร์ด ทั้งยังอ้างว่าที่ทำเช่นนี้เพราะเกรงว่าการส่งมอบอาวุธให้โดยตรงจะส่งเสริมการแบ่งแยกอิรัก ทำให้อิรักแตกออกเป็น 3 กลุ่ม คือพวกชีอะห์ พวกเคิร์ดและซุนนีภายใต้ IS
            อนึ่ง แม้กฎหมายบางข้อไม่เอื้ออำนวย รัฐบาลโอบามาได้ให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่เคิร์ดในฐานะหุ้นส่วนทางทหาร (military partners) เช่น ส่งที่ปรึกษาทางทหาร และฝึกทหารอิรัก ให้ความคุ้มครองด้วยกำลังรบทางอากาศ ขีปนาวุธต่อต้านรถถัง 1,000 ชุด ยานยนต์ทำลายกับระเบิด 40 คัน
Bayan Sami Abdul Rahman ตัวแทนเคิร์ดประจำสหรัฐชี้ว่ากองกำลังเคิร์ดมีแต่อาวุธเบา “สถานการณ์ตอนนี้ดีขึ้นเพราะสหรัฐกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลีและอังกฤษต่างให้ความช่วยเหลือเรื่องอาวุธ ช่วยฝึกกำลังพล ... แต่ยังไม่เพียงพอ”
            ไม่ว่าฝ่ายเคิร์ดจะพูดอย่างไร ความจริงคือรัฐบาลโอบามาปกป้องพวกเคิร์ดมาตลอด ส่งเครื่องบินรบสกัดการรุกรานจาก IS พฤติกรรมของรัฐบาลโอบามาไม่ต่างจากรัฐบาลชุดก่อนๆ ย้อนไปไกลถึง สงครามอ่าวเปอร์เซียเมื่อต้นทศวรรษ 1990

วิเคราะห์สถานการณ์อิรัก :
            การแบ่งแยกดินแดนในอิรักเกี่ยวข้องกับบริบทกับประเด็นสำคัญๆ ดังนี้
            ประการแรก การปรากฏตัวของ IS/ISIL/ISIS ตอกย้ำการแบ่งประเทศเป็น 3 ส่วน
            กองกำลัง ISIL/ISIS ที่บุกยึดพื้นที่อย่างรวดเร็ว ทำให้รัฐบาลแบกแดดต้องยุ่งอยู่กับการปกป้องพื้นที่ที่เหลือ โดยเฉพาะพื้นที่ชีอะห์ ส่วนพวกเคิร์ดนั้นดูแลตนเอง ปรากฏว่า ISIL/ISIS แทบไม่แตะพื้นที่พวกเคิร์ด มีเพียงการปะทะประปราย ราวกับว่าพวกเคิร์ดไม่ใช่เป้าหมาย
            ไม่ว่าการที่ ISIL/ISIS ไม่แตะพวกเคิร์ดจะเป็นด้วยเหตุผลใด เช่น อยู่ระหว่างการชักจูงให้เคิร์ดมาเข้าพวก รัฐบาลโอบามาพร้อมปกป้องพวกเคิร์ด บัดนี้พิสูจน์แล้วว่าพวกเคิร์ดอิรักเลือกที่จะอยู่ข้างพวกชีอะห์อิรักดังเดิม เหมือนสมัยรัฐบาลมาลิกีที่ชีอะห์จับขั้วกับเคิร์ดปกครองประเทศ

            ในสมัยรัฐบาลอิรักปัจจุบัน การจับขั้วระหว่างชีอะห์กับเคิร์ดยังคงเช่นเดิม แม้จะปรากฏข่าวความขัดแย้งระหว่าง 2 ฝ่าย แต่ผลรูปธรรมคือ 2 ฝ่ายยังคงร่วมมือกัน โดยพวกเคิร์ดได้ผลประโยชน์มากขึ้น มีความเป็นอิสระมากขึ้น
            เมื่อพวกชีอะห์อิรักยังสามารถรักษาเขตอิทธิพลของตน เช่นเดียวกับพวกเคิร์ด พื้นที่ที่เหลือจึงเป็นการแบ่งสรรระหว่าง IS กับพวกซุนนีอิรักที่เหลือ
            ถ้าพิจารณาเฉพาะในส่วนหลังนี้ ยังแบ่งออกได้อีกเป็นพื้นที่ที่ IS หรือซุนนีมีอิทธิพลสูงกับพื้นที่ที่ทั้ง 2 ฝ่ายมีอิทธิพลพอๆ กัน
            รวมความแล้วการปรากฏตัวของ IS/ISIL/ISIS ตอกย้ำการแบ่งพื้นที่อิรักออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ และคงเป็นเช่นนี้อีกหลายปี ถ้ายึดตามยุทธศาสตร์โอบามาอาจต้องกินเวลาอีก 3-5 ปีเป็นอย่างต่ำ

            ประการที่ 2 IS ล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จ
            เป้าหมายของ IS ไม่จำกัดเฉพาะในอิรักเท่านั้น แต่ถ้ามองในกรอบอิรัก มีคำถามว่า ณ วันนี้ IS ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว
            ถ้าตั้งเป้าเพียงว่าสามารถสถาปนารัฐอิสลาม น่าจะตอบว่าประสบความสำเร็จ เพราะได้สถาปนารัฐสมความตั้งใจ และคาดว่าจะตั้งอยู่ได้อีกหลายปี
            ถ้าตั้งเป้าหมายช่วยให้พวกซุนนีอิรักหลุดพ้นจากการข่มเหงของรัฐบาลที่นำโดยชีอะห์ ก็อาจนับว่าประสบความสำเร็จเช่นกัน แต่ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่หรือที่ดีหรือไม่ ตอบสนองความต้องการหรือไม่เป็นคำถามชวนคิด มีปัญหาในบางพื้นที่ว่า IS เป็นผู้ปกครองซุนนีอิรัก หรือซุนนีมีอิทธิพลเหนือ IS และประชาชนคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร
            ส่วนเป้าหมายบั่นทอนพวกชีอะห์ล้มเหลว เพราะรัฐบาลชุดล่าสุดนำโดยนายกฯ ไฮเดอร์ อัล-อาบาดี (Haider al-Abadi) ยังเป็นรัฐบาลที่เอื้อประโยชน์แก่พวกชีอะห์เป็นหลัก ไม่ตอบโจทย์ของพวกซุนนี
            พวกซุนนีอิรักที่เข้าพวกหรือสนับสนุน IS กลายเป็นผู้ก่อการร้ายหรือผู้สนับสนุนการก่อการร้ายที่ต้องถูกปราบปราม
            บัดนี้ IS ในอิรักอยู่ในสภาพเป็นฝ่ายตั้งรับมากกว่าฝ่ายรุก ความหวังที่จะล้มรัฐบาลแบกแดดเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่เป็นเรื่องไกลเกินเอื้อมแล้ว

            ประการที่ 3 เรื่องน่าปวดหัวคือรัฐบาลสหรัฐปกป้องพวกเคิร์ดกับชีอะห์
            ดังที่นำเสนอแล้วว่าตั้งแต่ทศวรรษ 1990 รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนพวกเคิร์ดกับชีอะห์อิรักเพื่อโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน เมื่อสิ้นรัฐบาลซัดดัมรัฐบาลสหรัฐมีอิทธิพลทั้งต่อพวกชีอะห์กับเคิร์ด และมีอิทธิพลต่อรัฐบาลกลางแบกแดก นายนูรี อัลมาลิกี (Nouri Al-Maliki) นายกรัฐมนตรีคนแรกหลังยุคซัดดัมมาจากการยกชูของรัฐบาลสหรัฐโดยตรง และน่าเชื่อว่าการก้าวลงจากอำนาจก็เนื่องด้วยอิทธิพลของสหรัฐเช่นกัน
ตอนแรกคิดว่านายกฯ อาบาดีผู้ขึ้นมาแทนจะสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง บัดนี้เห็นชัดแล้วว่าดำเนินนโยบายไม่ต่างจากอดีตนายกฯ มาลิกี
            ทั้งหมดนี้อธิบายได้ว่าเบื้องหลังของพวกเคิร์ดกับรัฐบาลแบกแดดคืออิทธิพลของรัฐบาลสหรัฐ เป็นอุปสรรคหรือความท้าทายหลักของ IS กับบรรดาผู้อุปถัมภ์ IS ทั้งหลาย

            ประการที่ 4 การเจรจาเพื่อเอกภาพ
            ประธานาธิบดีโอบามากล่าวซ้ำหลายรอบว่าปัญหาอิรักคือเรื่องความเป็นเอกภาพของ 3 ฝ่าย หากจะแก้ปัญหาอย่างถาวรต้องให้ทั้ง 3 ฝ่ายอยู่ร่วมอย่างฉันท์มิตร จนบัดนี้ไม่มีความคืบหน้า รัฐบาลอาบาดีรักษาผลประโยชน์ของพวกชีอะห์ ดำเนินนโยบายปราบปราม IS ทุกคนที่สนับสนุนผู้ก่อการร้าย
            ถ้าเชื่อว่า “เบื้องหลังของพวกเคิร์ดกับรัฐบาลแบกแดดคืออิทธิพลของรัฐบาลสหรัฐ” คำถามที่ต้องตอบคือ รัฐบาลสหรัฐกดดัน 2 ฝ่ายนี้จริงจังแค่ไหน หรือสหรัฐมีอิทธิพลไม่เพียงพอ
            หรือว่ารัฐบาลโอบามาไม่ต่างจากรัฐบาลอเมริกันอื่นๆ ที่รักษาผลประโยชน์เรื่องน้ำมันอย่างเหนียวแน่น พยายามมีอิทธิพลต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเทศที่อุดมด้วยน้ำมันอย่างอิรัก แหล่งสำรองน้ำมันลำดับ 5 ของโลก
            เป้าหมายคือให้น้ำมันอิรักอยู่ในมือพวกชีอะห์ (ที่เป็นมิตรกับตน) เป็นเครื่องมือถ่วงดุลอำนาจโอเปก ไม่สนใจว่านโยบายเช่นนี้ส่งเสริมการแบ่งแยกนิกาย การแบ่งแยกประเทศอิรัก ขัดแย้งกับนโยบายส่งเสริมความเป็นเอกภาพของอิรัก
            การเจรจาเพื่อเอกภาพอิรักจึงเป็นเรื่องซับซ้อน สิ่งที่เห็นกับความจริงอาจเป็นคนละเรื่อง

            ประการที่ 5 รัฐสภาอเมริกัน
            ที่ประชุมคองเกรสถกเถียงว่าควรให้อาวุธแก่พวกเคิร์ดโดยตรงหรือไม่ วุฒิสมาชิกบางคน เช่น Joni Ernst เรียกร้องให้รีบส่งโดยด่วน เพราะที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่ากองกำลังเคิร์ดสามารถต้านผู้ก่อการร้าย IS แต่ขาดแคลนยุทโธปกรณ์ รัฐบาลแบกแดดไม่ยอมส่งอาวุธไปช่วย สมาชิกคองเกรสส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เกรงว่าจะเป็นการสนับสนุนให้พวกเคิร์ดแบ่งแยกดินแดน
            ประเด็นที่ครองเกรสไม่ยอมเอ่ยถึงคือรัฐบาลสหรัฐคือผู้แบ่งแยกอิรักมานานแล้ว หนึ่งในนโยบายสำคัญคือการจัดตั้งเขตห้ามบิน (No-fly zone) เพื่อปกป้องมิให้อิรักโจมตีประชาชนของตน โดยเฉพาะชนกลุ่มน้อย เช่น ชาวเคิร์ดทางตอนเหนือ และพวกชีอะห์ทางตอนใต้ รวมทั้งปกป้องเพื่อนบ้านของอิรัก กองกำลังร่วมทางอากาศได้บังคับใช้เขตห้ามบินตอนเหนือตั้งแต่ปี 1991 และทางตอนใต้ตั้งแต่ปี 1992”
            รัฐบาลสหรัฐในช่วงนั้น (ทั้งรีพับลิกันกับเดโมแครท) หวังใช้พวกเคิร์ดกับชีอะห์ต่อต้านรัฐบาลซัดดัม พวกชีอะห์ที่ถูกกดขี่มานานแล้วจึงร่วมมือ เช่นเดียวกับพวกเคิร์ดที่หวังว่าจะเอื้อต่อการแยกดินแดนที่พวกเขาต่อสู้นานนับร้อยปีย้อนหลังได้ถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1
            ปฏิบัติการทางอากาศของสหรัฐกับพันธมิตรเพื่อบั่นทอน IS ในขณะนี้มีลักษณะบางอย่างคล้ายสมัยสงครามอ่าวเปอร์เซีย นั่นคือปกป้องพวกชีอะห์กับเคิร์ดจากการโจมตีของ IS (เทียบกับอดีตคือซัดดัม ฮุสเซน)

ในรอบนี้การปกป้องพวกเคิร์ดครั้งแรกอาจเริ่มเมื่อรัฐบาลโอบามาใช้กำลังอากาศสกัดการรุกคืบของ IS ที่กำลังปิดล้อมชนกลุ่มน้อยยาซิดี (Yazidi) ที่ติดอยู่ในภูเขาซินจาร์ (Sinjar Mountain) ในครั้งนั้นรัฐบาลโอบามาประกาศว่าเป็นการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แต่ ความจริงแล้วกองกำลัง IS รุกเข้ามาใกล้เขตของพวกเคิร์ดและกำลังเข้ายึดพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ใกล้กับพื้นที่ของเคิร์ดอันเป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมน้ำมันอเมริกาอย่างเช่น Chevron กับ Exxon Mobil มีชาวอเมริกันทำงานหลายร้อยคน มีความสำคัญถึงกับมีสถานกงสุลสหรัฐ ณ ที่นั่น
            เป็นเหตุผลว่าทำไม IS ได้แต่ยึดพื้นที่ของพวกซุนนีอิรักบางส่วน สถานการณ์คงจะเป็นเช่นนี้อีกนาน เท่ากับว่าอิรักจึงแยกออกเป็น 3 ส่วนโดยปริยาย หากจะให้อิรักเป็นเอกภาพ ต้องไม่ลืมสอบถามรัฐบาลสหรัฐด้วย

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            การที่อิรักแบ่งแยกรุนแรงกลายเป็นรัฐล้มเหลวไม่อาจโทษรัฐบาลสหรัฐเพียงฝ่ายเดียว พวกเคิร์ดพยายามแบ่งแยกประเทศ หวังปกครองตนเอง ชีอะห์อิรักกับซุนนีอิรักมีความขัดแย้งเรื่อยมา และรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อสิ้นสุดระบอบซัดดัม ฮุสเซน รัฐบาลอิรักที่มาจากการเลือกภายใต้ระบอบประชาธิปไตยเป็นรัฐบาลที่พวกซุนนีเห็นว่าเป็นอำนาจนิยม มุ่งร้ายต่อพวกตน ภายใต้ความแตกแยกดังกล่าวสหรัฐคือฝ่ายหนึ่งที่ได้ประโยชน์มากที่สุด เป็นผู้ฉวยประโยชน์จากความแตกแยก และเป็นตัวถ่วงความเป็นเอกภาพของประเทศนี้
            หากประชาชนอิรักหวังความสงบ ประเทศพัฒนาก้าวหน้ารุ่งเรืองเป็นแหล่งอารยธรรมโลกดังเช่นอดีต ต้องเริ่มจากการตกลงกันเองว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไร
----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
กว่าที่สหรัฐจะเริ่มโจมตี IS ในสมรภูมิเมืองทิกริต การรบได้ผ่านไปแล้วกว่า 3 สัปดาห์จนรัฐบาลอิรักต้องออกมาเรียกร้อง เรื่องนี้เป็นเรื่องแปลกเพราะก่อนหน้านี้สหรัฐใช้กำลังทางอากาศโจมตี IS อย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์ที่สมรภูมิทิกริตสะท้อนคำพูดของรัฐบาลโอบามาที่ชี้ว่ารากปัญหาคือความขัดแย้งภายในระหว่างซุนนี-ชีอะห์ อีกทั้งยังแสดงท่าทีไม่อยากเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

สมรภูมิทิกริตไม่ใช่่เรื่องการปราบปรามผู้ก่อการร้าย IS ในอิรักเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายหลายประเทศ ที่ควรเอ่ยถึงได้แก่ 1.ชีอะห์อิรัก 2.อิหร่าน 3.ซุนนีอิรัก 4.พวกเคิร์ด 5.ซีเรีย 6.IS/ISIL/ISIS 7.รัฐบาลสหรัฐฯ 8.GCC ผลลัพธ์ที่ตามมาไม่ได้มีต่อการเมืองอิรักเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบภูมิภาคตะวันออกกลาง เกี่ยวข้องกับชาติมหาอำนาจ

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม:
1. Ahmed, Akbar Shahid., & Conetta, Christine. (2015, June 29). Congress Voted Against Directly Arming Iraq's Kurds. Here's What That Means For The ISIS Fight. Huffington Post. Retrieved from http://www.huffingtonpost.com/2015/06/29/congress-arm-kurds_n_7647068.html
2. Central Intelligence Agency. (2014, May 29). Iraq. In The World Factbook. Retrieved from https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/iz.html
3. Ghanim, David. (2011). Iraq’s dysfunctional democracy. California: ABC-CLIO, LLC.
4. Kozaryn, Linda D. (1999, January 12). Air Force sends more planes to Persian Gulf.  American Forces Press Service. Retrieved from http://www.af.mil./news/Jan1999/n19990112_990037.html
5. McDowall, David. (2004). A Modern History of the Kurds, (3rd ed.). New York: I.B. Tauris
6. The White House. (2014, August 28). Statement by the President. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/08/28/statement-president
---------------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

มายาคติ เลือกตั้งกับไม่เลือกตั้ง

เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เป้าหมายคือสังคมอยู่เย็นเป็นสุข เริ่มต้นด้วยการได้ผู้ปกครองที่รับใช้ประชาชน


เลือกตั้งดีกว่า : มีเลือกตั้งคือเป็นประชาธิปไตย ทุกครั้งที่จะเลือกตั้งน่าจะเริ่มด้วยการทบทวนว่าทำไมจึงควรมีการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลที่แล้วทำหน้าที่ได้ดีหรือเพราะล้มเหลวต่อหน้าที่ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐล่าสุด หลายคนต่อต้านฮิลลารี คลินตันเพราะคิดว่าเธอจะแย่กว่าโอบามา ในการชิงชัยเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน (Presidential primaries) ปรากฏว่านักการเมืองหน้าเก่า ผู้คร่ำหวอดการเมืองพ่ายแพ้โดนัลด์ ทรัมป์ผู้มีภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ปลอดจากการเป็นชนชั้นปกครองอเมริกา การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส มารีน เลอเปน (Marine Le Pen) แม้ไม่ชนะเลือกตั้ง แต่กวาดคะแนนได้มาก ทั้งๆ ที่ชูนโยบายสุดโต่ง ไม่ใช่ปกติวิสัยของประเทศนี้ เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้ชนะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เพิ่งมีบทบาททางการเมืองเพียงไม่กี่ปี อเล็กซิส ซีปราส (Alexis Tsipras) นายกรัฐมนตรีกรีซปัจจุบันมาจากเดิมที่เป็นพรรคเล็กๆ ไม่มีใครสนใจ ที่ชนะเลือกตั้งเพราะประชาชนเบื่อหน่ายทั้งพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาท…

ลักษณะทั่วไปของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หน้า 4

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์ ชาญชัย ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
“ลักษณะแนวคิดหรือทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”
            ประการแรก ไม่มีแนวคิดหรือทฤษฎีใดที่สามารถใช้ครอบคลุมกับทุกเหตุการณ์
            ประการที่สอง แต่ละแนวคิดหรือทฤษฎีมีความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง
            จนทุกวันนี้ ในแวดวงนักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านทฤษฎียังถกเถียงกันอยู่เสมอถึงความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์กันอยู่เสมอ
            ประการที่สาม เหตุการณ์บางเรื่องไม่สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดหรือทฤษฎีใดๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
            กลายเป็นความท้าทายของนักทฤษฎีที่จะค้นคว้าและสร้างทฤษฎีใหม่ๆเพื่ออธิบาย วิเคราะห์ คาดการณ์เหตุการณ์เหล่านั้นต่อไป

“สัจนิยม”
            · สัจนิยมเป็นสำนักความคิด (school of thought) ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นมุมมองที่สำคัญที่สุดในทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 
            · เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมที่สุดในปัจจุบัน
            · หรือ “เป็นกระบวนทัศน์นำ” (dominant paradigm)
            · “เป็นแนวที่ใชักันอยู่ในทาง…