ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เกาะติดประเด็นร้อน “เลือกตั้งมาเลเซีย 2013”

30 เมษายน 2013
ชาญชัย
 สรุปสถานการณ์: (อัพเดท 30 เม.ษ. 20.10 น.)
            ประเทศมาเลเซียกำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคมนี้ เป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 13 นับจากประเทศได้รับเอกราชเมื่อปี 1957 การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นที่จับตาเป็นพิเศษเนื่องจากผลจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งก่อนเมื่อปี 2008 พรรคร่วมรัฐบาลบีเอ็น (Barisan Nasional หรือ BN) สูญเสียที่นั่งแก่ฝ่ายค้านจำนวนมาก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ฝ่ายรัฐบาลได้ที่นั่งไม่ถึงสองในสามของที่นั่งทั้งหมดในสภา
            ปัจจุบันพรรครัฐบาลมีที่นั่งในสภา 135 ที่นั่ง ส่วนพรรคร่วมฝ่ายค้านมี 75 ที่นั่ง จากทั้งหมด 222 ที่นั่ง
            นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าการเลือกตั้งในปีนี้จะเป็นการเลือกตั้งที่สูสีที่สุดนับจากที่ประเทศมาเลเซียได้เอกราช และผลการเลือกตั้งจะกระทบต่อทุกภาคส่วนรวมทั้งตลาดเงินตลาดทุน

คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 30 เม.ษ. 20.10 น.)
            วันนี้ชาวมาเลเซียจำนวนมาก ตลอดจนข้าราชการทหาร ตำรวจ และครอบครัวของพวกเขาราวสองแสนเจ็บหมื่นคนได้ไปลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า
(Security forcesto vote today, New Straits Times)
            นักวิเคราะห์บางคนยังไม่แน่ใจว่าพรรคร่วมรัฐบาลหรือแนวร่วมพรรคฝ่ายค้าน Pakatan Rakyat (People's Pact) จะเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง
            นายวัน ซีฟูล วัน จัน (Wan Saiful Wan Jan) ประธานสถาบัน IDEAS ของมาเลเซียกล่าวว่าผลการเลือกตั้งน่าจะสูสีมาก “ผมคิดว่า (พรรคร่วมรัฐบาล) จะชนะแต่จะได้ที่นั่งลดลง” อย่างไรก็ตามพรรคร่วมฝ่ายค้านมีโอกาสชนะได้เช่นกัน
            คุณบริดเจท เวลส์ จาก Singapore Management University ให้ความเห็นว่าแม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะพยายาลปฏิรูป “ความจริงคือพรรคอัมโนยังไม่ได้ปฏิรูปในเรื่องที่จำเป็น เช่น การคอร์รัปชัน โอ้อวดอำนาจ วิสัยทัศน์ของประเทศที่รวมเอาทุกเชื้อสายเข้าด้วยกัน” 
(Malaysia braces for closest election ever, AFP)
            การคาดการณ์ผลการเลือกตั้งล่วงหน้าบางรัฐทำได้ง่ายและค่อนข้างชัดเจน อย่างรัฐปีนังฝ่ายค้านจะชนะอีก ทำนองเดียวกันรัฐกลันตันจะเป็นที่นั่งของฝ่ายรัฐบาล แต่บางรัฐอย่างเกดะห์ยากจะเดาว่าพรรคใดจะชนะ และการเลือกตั้งครั้งนี้พรรครัฐบาลหาเสียงกับกลุ่มเจาะจงมากกว่าครั้งก่อน
(Into the final sprint, ANN/ The Star)

            นักวิเคราะห์การลงทุนบางคนเห็นว่าหากพรรคร่วมฝ่ายค้านเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง หรือไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะขาด ตลาดทุนตลาดเงินมาเลเซียจะเกิดการเทขายทันที นายอัลวา อิบราฮิมชูนโยบายปฏิรูป ประเด็นคือระบบสังคมเศรษฐกิจมาเลเซียจะรองรับการปฏิรูปดังที่นายอัลวาประกาศไว้ได้หรือไม่
(Are Malaysians Willing to Vote for Their First-Ever Change inGovernment? Institutional Investor)
            รองนายกรัฐมนตรี Tan Sri Muhyiddin Yassin ฉวยโอกาสโจมตีฝ่ายค้านจากเรื่องความกังวลของนักลงทุนว่า บรรดานักลงทุนเป็นกังวลว่าหากฝ่ายค้านได้เป็นรัฐบาล (ตลาดจะเสียหาย) เฉพาะนักลงทุนที่รัฐยะโฮร์เกรงว่าเงินหลายพันล้านริงกิตสำหรับการลงทุน (โครงการต่างๆ) จะสูญหายไปในทันทีถ้าฝ่ายค้านชนะการเลือกตั้ง
(Opposition Win Will Affect Investors – Muhyiddin, The Kuala Lumpur Post)

วิเคราะห์: (อัพเดท 30 เม.ษ. 20.10 น.)
            การเลือกตั้งครั้งก่อนพรรคร่วมฝ่ายค้านสามารถเพิ่มที่นั่งในสภาถึง 3 เท่าตัว มาเป็น 75 ที่นั่งในปัจจุบันจากทั้งหมด 222 ที่นั่ง หากพรรคร่วมฝ่ายค้านต้องการเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลจะต้องมีคะแนนเสียงอย่างน้อย 112 คะแนน เท่ากับจะต้องเพิ่มอีก 37 คะแนนหรือเพิ่มขึ้นราว 50 เปอร์เซ็นต์
            การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านมีการเตรียมตัวดีกว่าเมื่อ 5 ปีที่แล้ว พรรคร่วมฝ่ายค้านอันประกอบด้วยพรรค Parti Islam Se-Malaysia (PAS) พรรค PKR และพรรค Democratic Action Party (DAP) จะมีการจัดตั้งที่เข้มแข็งกว่าเดิมมาก และหวังจะได้เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล
            ในทำนองเดียวกันพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลได้แก้ไขข้อบกพร่องของตน และหวังจะได้ที่นั่งที่เคยเสียไปคืนกลับมาเช่นกัน ไม่ว่าฝ่ายค้านจะชนะการเลือกตั้งหรือได้ที่นั่งในสภาเพิ่มมากขึ้นจะส่งผลกระทบทางการเมือง นโยบายเศรษฐกิจของมาเลเซียแน่นอน ทำให้พวกเชื้อสายจีน อินเดียและมุสลิมที่ต้องการประกาศใช้ Hudud laws มีปากมีเสียงมากขึ้น และเมื่อนั้นต้องจับตาดูการตอบสนองจากพรรคบีเอ็น (พรรคร่วมรัฐบาลในปัจจุบัน)
            เป็นไปได้ว่าหากพรรคร่วมฝ่ายค้านชนะการเลือกตั้งได้เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล จะเกิดการตรวจสอบนักการเมืองของพรรคบีเอ็น โดยเฉพาะบรรดารัฐมนตรีทั้งหลาย ชาวมาเลเซียบางคนวิจารณ์ว่านักการเมือง รัฐมนตรีฝ่ายรัฐบาลโกงกินมาก ใช้อำนาจในทางมิชอบ เช่น บรรดากิจการของรัฐที่มีกำไร นักการเมืองจะใช้อำนาจเข้ามาควบคุม โดยใช้บริษัทของพวกตนเข้ามาซื้อ เช่น กิจการทางด่วน ไฟฟ้า น้ำประปา ส่วนกิจการที่ไม่มีกำไร เช่น รถไฟ ก็จะปล่อยให้รัฐเป็นเจ้าของต่อไป การตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันจะเป็นเหตุหนึ่งที่จะสะเทือนระบบการเมืองในประเทศมาเลเซีย
            การเลือกตั้งครั้งนี้นอกจากต้องดู “ผลการเลือกตั้ง” ยังต้องดู “ผลกระทบ” หลังการเลือกตั้งด้วย และหวังว่าจะไม่เกิดเหตุวุ่นวายหลังประกาศ “ผลการเลือกตั้ง”
-------------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
(อัพเดท 1 พ.ค. 20.30 น.) ข้อมูลล่าสุด นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะได้เป็นรัฐบาลอีกสมัย แต่จะได้เสียงข้างมากในสภาสองในสามหรือไม่ยังเป็นที่สงสัย
(อัพเดท 3 พ.ค.10.10 น.) การเลือกตั้งครั้งนี้นอกจากต้องดู “ผลการเลือกตั้ง” ยังต้องดู “ผลกระทบ” หลังการเลือกตั้งด้วย และหวังว่าจะไม่เกิดเหตุวุ่นวายหลังประกาศ “ผลการเลือกตั้ง”
3. ความฮึกเหิมของแนวร่วมฝ่ายค้านมาเลเซียและข้อโต้แย้ง
ภายใต้การนำของนายอันวาร์ อิบราฮิมทำให้แนวร่วมฝ่ายค้านให้ได้ที่นั่งในสภาเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัวในการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2008 เป็นจุดเริ่มต้นทำให้ประชาชนที่สนับสนุนแนวร่วมฯ เชื่อว่าพวกเขามีโอกาสโค่นล้มการบริหารประเทศที่พรรคอัมโนเป็นแกนนำตลอด 56 ปี แต่ความหวังนั้นมีอุปสรรค ปัญหาหลายประการ
------------------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

มุกตาดา อัล-ซาดาร์ ผู้สร้างความเปลี่ยนครั้งใหญ่แก่อิรัก ?

ตั้งแต่รัฐบาลสหรัฐส่งมอบอธิปไตยคืนแก่อิรัก นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมามีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐทั้งสิ้น อัล-ซาดาร์กำลังจะเป็นนายกฯ คนแรกที่พยายามปลดแอกอิรักจากการครอบงำของต่างชาติ
เมื่อกองทัพสหรัฐกับพันธมิตรโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน รัฐบาลสหรัฐเป็นผู้ปกครองอิรัก จนถึงปี 2006 ส่งมอบอธิปไตยคืนแก่อิรัก จัดเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยหลายครั้ง แต่ผู้เป็นนายกฯ เป็นคนที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐ ดังนั้น แม้จะบอกว่าเป็นการเลือกตั้งเสรี ความจริงแล้วเป็นเพียงวิธีการ ทุกอย่างอยู่ภายใต้การจัดวางล่วงหน้า
เลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อกลางเดือนที่ผ่าน มุกตาดา อัล-ซาดาร์ (Moqtada al-Sadr) ได้ที่นั่งในสภาสูงสุด มีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลและเป็นนายกฯ และอาจสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่อิรักต่างจากนายกฯ คนก่อนๆ
แนวทางของอัลซาดาร์ : มุกตาดา อัล-ซาดาร์ เป็นนักบวช เป็นผู้นำจิตวิญญาณของมุสลิมชีอะห์กลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งในอิรัก นอกจากแสดงบทบาทในฐานะผู้นำทางศาสนา ยังทำหน้าที่อีกหลายอย่างเช่น เป็นผู้ปกครองของกลุ่ม ผู้วางนโยบายกำหนดทิศทาง และเป็นผู้นำกองกำลัง Mahdi Army อันเลื่องชื่อ ปะทะกับกองทัพสหรัฐนับครั้งไม่ถ้วน อัล-ซาดาร์ต่อต…

ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) ในบริบทอาเซียน

ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ : ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) เป็นแนวคิดที่พัฒนามาจากสำนักสัจนิยม (Realist School) นักวิชาการบางคนเห็นว่าตามประวัติศาสตร์ยุโรปแนวคิดนี้ถูกใช้ตั้งแต่ปีค.ศ.1648 จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นช่วงเวลาที่ยุโรปสงบสุขถึง 266 ปี เหตุที่ใช้ได้ผลเพราะประเทศในยุโรปสมัยนั้นไม่มีประเทศใดเพียงประเทศเดียวที่เป็นมหาอำนาจ
ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจจึงเป็นหลักการหรือกลไกจัดระเบียบยุโรปในสมัยนั้น เป็นแนวทางการรักษาความมั่นคงระหว่างประเทศที่สำคัญ และยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน
            A. E. Campbell กับ Richard Dean Burns อธิบายว่าเริ่มต้นของดุลแห่งอำนาจเป็นเพียงหลักการง่ายๆ ว่าหากประเทศในกลุ่มมี ‘ความสมดุลจริง’ (just equilibrium) ก็จะทำให้แต่ละประเทศมีความเข้มแข็งเพียงพอที่แสดงความต้องการที่แท้จริงของตน             แนวทางของสมดุลแห่งอำนาจ คือ การพยายามรักษาให้กลุ่มหรือฝ่ายที่เป็นอริกันนั้นมีอำนาจเท่าเทียมกัน หากมีฝ่ายใดที่กำลังมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน ประเทศที่แต่เดิมเป็นกลางก็จะต้องหันไปสนับสนุนฝ่ายที่กำลังตกเป็นเบี้ยล่าง อาจเรียกประเทศดังกล่าวว่าเป็น ‘ผู้รักษาสมดุล’ …