สิ้นแล้วหรือการค้าเสรีตามกติกา WTO และอนาคต

ยังไม่ควรฟันธงว่าสหรัฐจะไม่หวนกลับสู่การค้าเสรีแบบเดิมอีก ระบบการค้าโลกในอนาคตเป็นไปได้หลายอย่าง หนี่งในนั้นคือการค้าเสรีแบบจับขั้วหลายฝ่าย ความสัมพันธ์หลายชั้น

            เมษายน 2025 ลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์กล่าวว่า "ยุคโลกาภิวัตน์กับการค้าเสรีสิ้นสุดแล้ว ตอนนี้โลกเข้าสู่ยุคใหม่ เป็นยุคที่ผันผวน กีดกันการค้าและอันตรายมากกว่าเดิม"

            รัฐบาลทรัมป์ 2.0 ละเมิดกติกาการค้าเสรีกับหลายสิบประเทศทั่วโลกพร้อมกัน แต่ถ้าไม่นับสหรัฐ นานาชาติยังยึดกติกา WTO และไม่มีท่าทีจะยกเลิกการค้าเสรีกับประเทศอื่นๆ หากพูดว่าการค้าเสรีสิ้นสุดน่าจะหมายถึงการค้าเสรีกับสหรัฐเท่านั้น

สหรัฐจะกลับมายึด WTO หรือไม่:

            ไม่ว่ารัฐบาลทรัมป์จะละเมิดการค้าเสรีมากเพียงไร ควรตระหนักว่าไม่ใช่ ส.ส. ส.ว. และคนอเมริกันทุกคนที่เห็นด้วยกับทรัมป์ ยังไม่ควรฟันธงว่าสหรัฐจะไม่หวนกลับสู่การค้าเสรีแบบเดิมอีกแล้ว ยิ่งหากสหรัฐเสียหายหนักจากนโยบายของทรัมป์ เชื่อว่าชาวอเมริกันจำนวนมากกับพรรคเดโมแครทน่าจะยืนกรานสนับสนุนการค้าเสรีของ WTO ต่อไป

            ดังนั้น ควรรอจนถึงการเลือกประธานาธิบดีรอบต่อไป หากพรรคเดโมแครทชนะและยืนยันยึดแนวทางทรัมป์ 2.0 เมื่อนั้นจึงควรฟันธงกว่ารัฐบาลสหรัฐไม่ยึดการค้าเสรี WTO อีกแล้ว

            ระหว่างนี้สังคมอเมริกันจะอภิปรายว่าแนวทางใดดีกว่า ตอบโจทย์คนอเมริกันมากกว่า

การค้าเสรีตามขั้วหรือแกนความร่วมมือ:

            ถ้าหากสหรัฐไม่ยึดถือการค้าเสรีแบบเดิม ระบบการค้าโลกในอนาคตสามารถเป็นไปได้หลายอย่าง หนี่งในนั้นคือการค้าเสรีแบบจับขั้วหลายฝ่าย ความสัมพันธ์หลายชั้น วิเคราะห์พอสังเขปดังนี้ ...

          ประการแรก การค้าเสรีชั้นบนสุด

            หมายถึงการค้าเสรีในระดับโลกหรือกว้างสุด ชั้นนี้คือแบบที่นานาชาติยังยึดการค้าเสรีเดิม โดยที่สหรัฐไม่อยู่ในกรอบนี้

            ถามว่าจะมีระเบียบการค้าเสรีใหม่ที่สหรัฐเป็นแกนนำอีกหรือไม่ คำตอบคือยังไม่ชัดเจน อาจเป็นไปไม่ได้ เหตุผลข้อแรกคือทั่วโลกต่างยอมรับเห็นว่าการค้าเสรี WTO ดีอยู่แล้ว อาจปรับปรุงปฏิรูป แต่ไม่ยกเลิก เหตุผลข้อสองคือจีนกับรัสเซียไม่ยอม

          รัฐบาลจีนกับรัสเซียประกาศเรื่อยมาว่าไม่ยอมรับระเบียบเศรษฐกิจการค้าโลกที่สหรัฐเป็นแกนนำ

            เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergei Lavrov) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียชี้ว่าระบบโลกเดิมที่บางประเทศรักษาการอยู่ดีกินดีด้วยการกดขี่ขูดรีดผู้อื่นกำลังจะสิ้นสุด มนุษยชาติไม่ต้องการเช่นนั้น โลกพหุภาคีที่เป็นธรรมกำลังก่อตัว มีศูนย์เศรษฐกิจใหม่ ศูนย์การตัดสินใจใหม่ที่ยึดผลประโยชน์ของทุกชาติ เคารพอธิปไตยของประเทศอื่น หลายประเทศอยากเข้าร่วมกลุ่ม การลดใช้ดอลลาร์เป็นหลักฐาน

            ประธานาธิบดีปูตินยกตัวอย่างการดำเนินงานของ IMF ไม่ตรงไปตรงมา มีเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐกับพันธมิตรมากกว่า

            ด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิงกล่าวว่าหนึ่งในวิธีพัฒนาเศรษฐกิจโลกคือ ยึดมั่นการค้าโลกที่มีองค์การค้าโลกเป็นแกนกลาง ร่วมกันสร้างเศรษฐกิจโลกแบบเปิด สนับสนุนตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา ต่อต้านลัทธิกระทำฝ่ายเดียวและลัทธิปกป้องการค้า ไม่พยายามกีดขวางการค้า ส่งเสริมการค้าการลงทุนอย่างกว้างขวางซึ่งจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลก ประชากรโลกต้องได้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ สมาชิกทั้งหลายปฏิบัติตามระเบียบองค์การค้าโลก ระบบการค้าพหุภาคี

            หากสหรัฐทิ้งการค้าโลกตามกติกา WTO ต้องติดตามอีกหลายปีว่ารัฐบาลสหรัฐจะสร้างระบบการค้าใหม่อย่างไร ที่ชัดเจนตอนนี้คือแนวทางทรัมป์ 2.0 ไม่ใช่การค้าเสรี

          ประการที่ 2 การค้าเสรีหรือระเบียบเศรษฐกิจตามขั้ว

            ถ้าวิเคราะห์ว่าระเบียบการค้าโลกเก่าพัง ผลที่น่าตามมาคือ ระเบียบเศรษฐกิจตามขั้ว

            เมษายน 2025 อีลอน มัสก์ (Elon Musk) พูดถึงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐกับอียู ขั้วพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐทั้งด้านการค้ากับความมั่นคง (นาโต) ข้อนี้ตรงกับแนวทางของทรัมป์ 2.0 ที่รวมการค้าเข้ากับด้านอื่นๆ รวมเข้ากับยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ สงครามเย็นใหม่

            การค้าเสรีตามขั้วจะต่างจาการค้าเสรีระดับภูมิภาค

            ทุกวันนี้มีการค้าเสรีระดับภูมิภาคหลายแห่ง เช่น เขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ASEAN-China Free Trade Area: ACFTA) ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) เป็นข้อตกลงระหว่างอาเซียนกับออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และนิวซีแลนด์

            นอกจากนี้ มีความพยายามจัดตั้งเขตการค้าเสรีใหม่ เช่น เขตการค้าเสรีไตรภาคีระหว่างจีน-ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้

            กลุ่ม BRICS (บริคส์) พยายามร่วมมือหลายด้าน รวมทั้งเป็นเกลุ่มเชื่อมโยงเศรษฐกิจ เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่ากลุ่มนี้อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับสหรัฐ เป็นตัวอย่าง ระเบียบเศรษฐกิจตามขั้ว’

          ประการที่ 3 หนึ่งประเทศหลายขั้วหลายความร่วมมือ

            สงครามเย็นพยายามแบ่งขั้วอย่างชัดเจนระหว่างฝ่ายโลกเสรีประชาธิปไตยกับฝ่ายสังคมนิยม หลายสิบประเทศเลือกอยู่ตามขั้ว แต่ในปัจจุบันและอนาคต หลายประเทศจะไม่เลือกอยู่ขั้วใดขั้วหนึ่งเต็มตัว ยกตัวอย่าง ...

          1) อินเดีย

            อินเดียเป็นสมาชิกของกลุ่มบริคส์ (BRICS) ผู้เชี่ยวชาญบางคนวิเคราะห์ว่าอินเดียคงไม่สนใจเรื่องลดใช้ดอลลาร์ ตั้งใจใช้ BRICS สร้างสัมพันธ์รอบทิศมากกว่า ในขณะเดียวกันอินเดียอยู่ในกลุ่ม Quad หรือ “Quadrilateral Security Dialogue” เป็นเวทีหารือด้านความมั่นคงของ 4 ประเทศ ประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่นและอินเดีย ตั้งขึ้นมาเพื่อต้านจีนโดยเฉพาะ

            การที่อินเดียเป็นสมาชิกทั้ง BRICS กับ Quad เป็นหลักฐานชี้ว่าอินเดียไม่ข้างเข้าขั้วใดขั้วหนึ่ง

          2) ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้

            ในด้านความมั่นคงทางทหาร ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ยึดนโยบายร่วมต้านจีนของสหรัฐ แต่ในด้านการค้าระหว่างประเทศ ทั้งคู่ต่างมีจีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่ง เป็นเช่นนี้มานานหลายปีแล้ว

            ความร่วมมือด้านความมั่นคงไกลไปถึงนาโต กุมภาพันธ์ 2023 Jens Stoltenberg เลขาธิการนาโตกล่าวว่าตอนนี้ นาโตกำลังยกระดับความร่วมมือกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ “การก้าวขึ้นมาของจีนมีผลต่อความมั่นคง ผลประโยชน์ของเราและคุณค่าที่เรายึดถือ”

            ในอีกด้าน The Observatory of Economic Complexity (OEC) ระบุว่าปี 2024 เกาหลีใต้ส่งออกไปยังจีนเป็นมูลค่า 162,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้จีนเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของเกาหลีใต้ ส่วนจีนส่งออกมายังเกาหลีใต้เป็นมูลค่า 147,000 ดอลลาร์ ทำให้จีนเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 1 ของเกาหลีใต้

            เช่นเดียวกับญี่ปุ่น ข้อมูลพฤษภาคม 2024 จีนเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของญี่ปุ่น และจีนเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 1 ของญี่ปุ่น

            วิเคราะห์: ความสัมพันธ์การค้าระหว่างประเทศของทั้งเกาหลีใต้ ญี่ปุ่นและจีน เป็นอีกปัจจัยมีผลต่อความเป็นไปของคาบสมุทรเกาหลี ทุกฝ่ายต้องระวังไม่ให้ความขัดแย้งด้านความมั่นคงกระทบกระเทือนการค้าหนักเกินไป

          3) ประเทศไทย

            พฤศจิกายน 2566 นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศชี้ว่า ไทยจะรักษาสมดุลในการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับจีนและสหรัฐ รวมทั้งมีจุดยืนของตนเองบนพื้นฐานของหลักการที่ชัดเจนและผลประโยชน์ของประเทศ และมองไปยังประเทศที่มีอำนาจในตะวันออกกลาง แอฟริกา ลาตินอเมริกา และกลุ่มประเทศอำนาจอื่น ๆ ที่มีศักยภาพในการส่งเสริมความร่วมมือและความสัมพันธ์กับไทย

            วิเคราะห์: เป็นการประกาศชัดว่ารัฐบาลไทยจะไม่พาตัวเองเข้าสู่ความขัดแย้ง ที่ชาติมหาอำนาจบางประเทศพยายามให้ไทยเลือกข้าง

            ถ้าพูดถึงการเลือกข้าง แคนาดากับเดนมาร์กเป็นตัวอย่างล่าสุดของศตวรรษที่ 21 ที่รับผลเสียจากพันธมิตร ขั้วของตัวเอง การเลือกข้างอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยใช่ว่าจะปลอดภัย

27 เมษายน 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10389 วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2568)

----------------

บรรณานุกรม :

1. กระทรวงการต่างประเทศไทย. (2023, November 22). รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมอบนโยบายในพิธีเปิดการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก ประจำปี ๒๕๖๖. Retrieved from https://www.mfa.go.th/th/content/pr201123?cate=5d5bcb4e15e39c306000683d

2. Beijing is 'watching closely' If Russia succeeds in Ukraine. NATO says flagging a growing challenge to China. (2023, February 18). CNBC. Retrieved from https://www.cnbc.com/2023/02/18/natos-stoltenberg-beijing-watching-closely-russia-success-in-ukraine.html

3. Bershidsky, Leonid. (2014, July 15). The End of the World Bank? Bloomberg View. Retrieved from http://www.bloombergview.com/articles/2014-07-15/the-end-of-the-world-bank

4. Full text of Chinese president's remarks at BRICS Brasilia Summit. (2019, November 15). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2019-11/15/c_138555946.htm

5. Trump’s Tariffs Crush the ASEAN Economic Model. (2025, April 7). Foreign Policy. Retrieved from https://foreignpolicy.com/2025/04/07/trump-tariffs-asean-southeast-asia-free-trade/

6. Vietnam remains S. Korea's No. 3 trading partner in 2023. (2024, February 5). Yonhap. Retrieved from https://en.yna.co.kr/view/AEN20240205000800320?section=k-stories/k-stories

7. Why India Must Shape the New BRICS Moment. (2023, June 2). The Diplomat. Retrieved from https://thediplomat.com/2023/06/why-india-must-shape-the-new-brics-moment/

-----------------

เมื่อทรัมป์ยึดลัทธิคุ้มครองทางการค้า

สิ่งแอบแฝงหรือข้อตกลงลับที่มาพร้อมกับภาษีทรัมป์ คือมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) นักลงทุนทั่วโลกรับรู้ว่าตลาดสหรัฐมีความเสี่ยงสูงมาก

            "ลัทธิคุ้มครองทางการค้า" (trade protectionism) หมายถึง นโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จำกัดการค้าระหว่างประเทศผ่านการใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น ภาษีศุลกากร (tariffs) โควตา (quotas) การอุดหนุน (subsidies) กฎระเบียบต่างๆ (regulations)

            การที่ประเทศหนึ่งยึดลัทธิคุ้มครองทางการค้ามักทำให้อีกประเทศตอบโต้ ประชาชนต้องจ่ายแพงกว่าเดิม กระทบต่อเศรษฐกิจทั้ง 2 ฝ่ายและกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

            ภาษีศุลกากรคือภาษีที่ผู้บริโภคต้องจ่ายให้กับรัฐบาล มีข้อมูลว่ารัฐบาลไทยตั้งภาษีนำเข้ารถญี่ปุ่นที่ 80% ของมูลค่า CIF (Cost, Insurance, and Freight) เป็นราคารถยนต์ที่รวมค่าขนส่งกับประกันภัย คนไทยที่ซื้อจะเป็นคนจ่าย เป็นเหตุผลว่าทำไมรถญี่ปุ่นในเมืองไทยจึงแพงกว่ารถที่ขายในประเทศของเขา

            รัฐบาลจะตั้งภาษีศุลกากรเท่าไหร่ก็ได้ ผลดีตกแก่ผู้บริโภคถ้าภาษีต่ำหรือเป็นศูนย์ อย่างไรก็ตามรัฐบาลมีเหตุผลเก็บภาษีนี้ เช่น เป็นช่องรายได้รัฐบาล เพื่อส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งมวลชน

นโยบายทรัมป์บังคับหนีตลาดสหรัฐ:

            แต่ไหนแต่ไรสหรัฐเป็นตลาดใหญ่ที่ผู้ประกอบการต่างชาติอยากส่งสินค้าบริการเข้าไปขาย บริษัทเอกชนจำนวนมากได้ประโยชน์ แต่นับวันความน่าสนใจของตลาดนี้ลดน้อยลง เหตุเพราะตลาดโลกใหญ่ขึ้น บริษัทอินเตอร์แห่ไปตั้งโรงงานในจีนเพราะจีนเป็นตลาดประชากร 1,400 ล้านคน และมีกำลังซื้อมากขึ้น อีกทั้งสามารถใช้จีนเป็นฐานผลิตส่งออกทั่วโลก บริษัทเอกชนย่อมคิดถึงความเสี่ยงกับกำไรขาดทุน มากกว่าความต้องการเป็นมหาอำนาจ

            นโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐจะเป็นตัวแปรให้เอกชนทั่วโลกปรับความคิด หากจะส่งขายสหรัฐต้องยอมรับและอยู่ได้กับความเสี่ยงนี้ ผลคือนักลงทุนจะพยายามกระจายความเสี่ยง ให้ตลาดสหรัฐเป็นส่วนของยอดขายจะที่ขึ้นๆ ลงๆ เอาแน่เอานอนไม่ได้ ในที่สุดเอกชนที่ส่งขายสหรัฐจะเคยชินกับกำแพงภาษีหรือมาตรการกีดกันที่รัฐบาลสหรัฐใช้ แคนาดากับเม็กซิโกที่เคยอาศัยสหรัฐเป็นตลาดหลักจะลดพึ่งพาตลาดนี้ นโยบายกำแพงภาษีจะได้ผลน้อยลง

            เรื่องหนึ่งที่นานาชาติควรตระหนักคือ สิ่งแอบแฝงหรือข้อตกลงลับที่มาพร้อมกับภาษีทรัมป์ (ตามที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเอ่ยถึง) คือมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff barriers: NTBs) ที่บัดนี้รัฐบาลสหรัฐตั้งขึ้นเพื่อความมั่งคั่งมั่นคงของตน นานาชาติย่อมเห็นว่าเป็นอุปสรรค การทำธุรกิจกับสหรัฐยากขึ้นกว่าเก่า เป็นอีกหลักฐานชี้ว่าสหรัฐหนีห่างจากการค้าเสรี

            ผลคือนานาชาติปรับตัว ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าต้องปรับตัว

            ปลายเดือนมีนาคม 2025 จีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ แสดงจุดยืนว่าทั้ง 3 ประเทศจะร่วมกันตอบโต้กำแพงภาษี ขยายความร่วมมือห่วงโซ่อุปทาน จะเร่งเจรจาจัดตั้งเขตการค้าเสรีไตรภาคี (จีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้) และมีข่าวว่าญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้จะนำเข้าวัตถุดิบผลิตเซมิคอนดักเตอร์จากจีน ส่วนจีนจะซื้อชิปที่ผลิตโดยญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้

          วิเคราะห์: หลายปีแล้วที่ทั้งญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้มีจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ การจัดตั้งเขตการค้าเสรีไตรภาคีจะยิ่งขัดยุทธศาสตร์ปิดล้อมของสหรัฐอย่างชัดแจ้ง การที่ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้มีจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่เพียงเท่านี้ก็ชี้ว่าการปิดล้อมไม่สำเร็จ

โดดเดี่ยวตลาดสหรัฐ:

            น่าชื่นชมรัฐบาลทรัมป์ที่พยายามรักษาและสร้างประโยชน์ให้กับประเทศตัวเอง รวมทั้งยึดหลัก ‘America First’ ขึ้นภาษีนำเข้าหลายสิบประเทศทั่วโลก ผู้เชี่ยวชาญหลายคนพูดถึงวาระซ่อนเร้นที่มากับกำแพงภาษี ผูกโยงการค้าขายของเอกชนเข้ากับการเมืองระหว่างประเทศ เช่น กดดันให้นานาชาติช่วยกันต้านจีน โดดเดี่ยวรัสเซีย หรือแม้กระทั่งใช้กำแพงภาษีบ่อนทำลายประเทศอื่นอย่างเช่นแคนาดา

            แต่เอกชนนานาชาติสนใจกำไรมากกว่าช่วยใครต้านจีน ผู้ลงทุนคิดถึงกำไรมากกว่าใครจะเป็นมหาอำนาจ พวกเขาย่อมหาทางเอาตัวรอด ทุนจะไหลไปสู่จุดที่ทำกำไรสูงสุด มีความเสี่ยงน้อยสุด

            ไม่ว่ารัฐบาลสหรัฐจะชี้แจงอย่างไร การที่ทรัมป์ 2.0 ฉีกกฎการค้าเดิม ขึ้นกำแพงภาษีตามใจชอบ ทำให้ นักลงทุนทั่วโลกรับรู้ว่าตลาดสหรัฐมีความเสี่ยงสูงมาก นโยบายของทรัมป์เป็นตัวบีบบังคับให้เอกชนนานาชาติมองหาตลาดอื่นทดแทน

            ผลคือรัฐบาลทรัมป์นี่แหละที่โดดเดี่ยวตลาดสหรัฐ คนอเมริกันต้องซื้อใช้สินค้าแพงขึ้น

กลับมาเป็นผู้ผลิตสินค้านานา?:

            ดังที่ทรัมป์ 2.0 ให้เหตุผลข้อหนึ่งว่าเพื่อดึงอุตสาหกรรมต่างๆ ให้กลับมาตั้งในประเทศ ลดการขาดดุล ดังที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า “ถ้าคุณต้องการให้ภาษีศุลกากรเป็นศูนย์ ก็มาผลิตสินค้าที่อเมริกา” แต่ภายใต้แนวคิดทุนนิยมเสรี การตั้งโรงงานในประเทศใดต้องคำนวณหลายปัจจัย โลกปัจจุบันนักลงทุนมีตัวเลือกมาก หลายประเทศมีความพร้อมสูง รัฐบาลเหล่านั้นให้สิทธิพิเศษ แข่งกันดึงดูดให้มาลงทุนที่ประเทศตัวเอง นักลงทุนมีทางเลือกมาก

            อันที่จริงหลายสิบปีแล้วที่รัฐบาลสหรัฐมีนโยบายให้นายทุนอเมริกันกลับมาตั้งโรงงานในประเทศ เสนอสิทธิเงื่อนไขพิเศษ แต่เมื่อคำนวณปัจจัยทั้งหมด หลายกรณีได้ข้อสรุปว่าตั้งโรงงานที่ต่างแดนดีกว่า

            ยกตัวอย่าง บริษัท Apple เลือกผลิต  iPhone ในจีน เพราะมีห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพสูงเหนือประเทศอื่นๆ จีนมีโรงงานผลิตชิ้นส่วนและสามารถประกอบสินค้าจำนวนมาก ง่ายต่อการจัดหาวัสดุ อีกทั้งมีแรงงานนับแสนที่มีทักษะตามต้องการ ค่าแรงต่ำกว่าอเมริกากับยุโรป ทั้งหมดนี้เอื้อให้ผลิตสินค้าต้นทุนต่ำในปริมาณมาก

            เช่นเดียวกับ Tesla ที่ตั้งโรงงานขนาดยักษ์ชื่อ "Gigafactory Shanghai" เป็นโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกของ Tesla นอกประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วยให้สามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในราคาที่แข่งขันได้ในตลาดจีน เป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถ Tesla ในตลาดเอเชีย

            iPhone กับ Tesla เป็นตัวอย่างว่าทำไมจึงเลือกตั้งโรงงานที่จีน นายทุนเสรีนิยมย่อมคิดแบบทุนนิยมเสรี

            ความตั้งใจที่จะให้เอกชนอเมริกันกลับไปตั้งโรงงานในประเทศตัวเอง ต้องบอกว่าส่วนที่ทำได้ทำไปนานแล้ว ส่วนที่ยังไม่ได้ทำนั้น ทรัมป์ควรเข้าใจว่าหลายรัฐบาลพยายามเรื่อยมา แต่ผลลัพธ์เป็นอย่างที่เห็น

          สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้คือผลลัพธ์ของอดีต สิ่งที่เป็นอยู่ในวันนี้คือหลักฐานในตัวเอง

            ควรย้อนถามว่าทรัมป์ 2.0 มีอะไรดีที่จะดึงให้กลับไปลงทุนที่ประเทศตัวเอง สหรัฐจะกลับมาผลิตตุ๊กตา ตัดเย็บเสื้อผ้า ทำรองเท้า ทีวีตู้เย็น สิ่งของพวกนี้หรือ แม้กระทั่ง iPhone รุ่นล่าสุดที่คนอเมริกันนิยมแต่ไม่มีสักเครื่องที่ผลิตในสหรัฐ

            ต้องชมว่าเก่งจริง ถ้าทรัมป์ 2.0 สามารถทำให้ประเทศกลับมาผลิตและส่งออกตุ๊กตา เสื้อผ้า ฯลฯ

            ถ้าคิดแบบนอกกรอบดังที่ทรัมป์ชอบใช้ การตั้งโรงงานผลิตทุกอย่างทำได้ หากสหรัฐไม่ยึดถือทุนนิยมเสรี ใช้ระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์หรือเผด็จการ สั่งห้ามเคลื่อนย้ายทุนออกนอกประเทศ บรรดานายทุนอเมริกันต้องตั้งโรงงานในประเทศเท่านั้น ไม่สนใจกำไรสูงสุดหรือประสิทธิผลสูงสุด ท้ายที่สุดคือคนอเมริกันต้องซื้อสินค้า MADE IN USA เท่านั้น แม้ราคาจะสูงกว่าตลาดโลกมาก

            หากรัฐบาลสหรัฐสั่งการจริง ในระยะยาวลัทธิคุ้มครองทางการค้าจะทำลายการแข่งขัน ส่งเสริมการผูกขาด ไม่จูงใจให้สร้างนวัตกรรม

            เรื่องแบบนี้ฟังดูไม่น่าเป็นไปได้ เป็นเรื่องอีกนาน แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย ทำนองเดียวกับเรื่องแคนาดา กรีนแลนด์ ที่ใครเคยคิดว่าบัดนี้รัฐบาลสหรัฐต้องการให้แคนาดาเป็นรัฐที่ 51 อันสวยงาม แม้แคนาดาสิ้นชาติ

20 เมษายน 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10382 วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568)

-----------------

ภาพ: “America First”
เครดินภาพ: ภาพจากปัญญาประดิษฐ์

สิ่งแอบแฝงที่มากับภาษีทรัมป์ 2.0 (1)

ลัทธิล่าอาณานิคมยุคใหม่ (neocolonialism) ชาติมหาอำนาจจะต่อต้านโลกหลายขั้ว ต่อต้านการแข่งขันเสรี และจะบีบให้ประเทศอื่นๆ ยอมรับข้อตกลงที่เอื้อประโยชน์แก่ตน

            บทความนี้ยึดแนวคิดว่าการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าหลายสิบประเทศทั่วโลก ไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาขาดดุลการค้าหรือปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐเท่านั้น มีวาระซ่อนเร้นที่สำคัญกว่านั้น

            นักวิเคราะห์หลายคนพูดว่ารัฐบาลทรัมป์ใช้กำแพงภาษีเพื่อนำประเทศต่างๆ เข้ามาเจรจาต่อรองในเรื่องอื่นๆ ที่อาจไม่ใช่เรื่องการค้าเศรษฐกิจ เช่น ให้ซื้ออาวุธสหรัฐมากขึ้น ให้ถอยห่างจากจีนกับรัสเซีย ฯลฯ เป็นแนวทางเดียวกับไบเดน ที่รวมการค้าระหว่างประเทศเข้ากับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การค้าระหว่างประเทศของสหรัฐจึงไม่ยึดถือกลไกตลาดเสรี แต่สัมพันธ์โดยตรงกับการเมืองระหว่างประเทศ

วิธีสมัยไบเดน:

            วิธีการของทรัมป์ 2.0 ที่ใช้วิธีเจรจาทวิภาคี ชวนให้คิดถึงวิธีของสมัยรัฐบาลไบเดนที่ใช้แนวทางนี้เช่นกัน

            พฤษภาคม 2023 ประธานาธิบดีโจ ไบเดนประกาศจัดตั้งกรอบเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Economic Framework หรือ IPEF) ในเบื้องต้นประเทศที่เข้าร่วมได้แก่ สหรัฐ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ อินเดีย และ 7 ชาติอาเซียนคือ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม รวมทั้งหมด 13 ประเทศ

            หลักสำคัญคือรัฐบาลสหรัฐกำลังวางกรอบระเบียบเศรษฐกิจภูมิภาคใหม่ ประกาศว่า IPEF เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของตน

            ลักษณะเด่นของ IPEF คือ สามารถเจรจาหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งก่อน ความร่วมมือจะเกิดขึ้นทันทีในส่วนที่ตกลงกันได้ ไม่ต้องรอประเทศอื่นๆ ชัดเจนว่าคือการเจรจากับแต่ละประเทศเป็นรายๆ ส่วนใดทำได้ให้ทำก่อนเลย จึงมีลักษณะเจรจาไปเรื่อยๆ ทำข้อตกลงไปเรื่อยๆ แม้ยังพูดว่าเป็นการค้าเสรีแต่ไม่ใช่การค้าเสรีตามทฤษฎีการค้าเสรีดั้งเดิมที่โลกตะวันตกนำเสนอเรื่อยมา
            ในอดีตรัฐบาลสหรัฐมักโจมตีจีนและประเทศต่างๆ ที่ไม่ยึดมั่นการค้าเสรี บัดนี้รัฐบาลสหรัฐต่างหากที่ถอยห่างจากการค้าเสรี เน้นการค้าทวิภาคีที่ขึ้นกับผลการเจรจาในแต่ละครั้ง

            ในกรอบกว้าง IPEF เชื่อมโยงกับด้านอื่นๆ ของยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก จึงไม่ใช่เรื่องการค้าการลงทุนเท่านั้นแต่จะสัมพันธ์กับนโยบายความมั่นคง เรื่องที่รัฐบาลสหรัฐให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการต้านจีน ในที่สุดจะกลายเป็นระบบเศรษฐกิจการเมืองภูมิภาคที่มีสหรัฐเป็นแกนนำนั่นเอง

            จากการวิเคราะห์พบว่านโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์ 2.0 คือ IPEF ที่ขยายเป็นระดับโลก ไม่มีการค้าเสรีแล้วมีแต่การค้าทวิภาคี เจรจาต่อรองเป็นรายๆ

มากกว่าเรื่องขาดดุลการค้า:

            ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าสิ่งที่ทรัมป์ 2.0 กำลังทำคือกระชับความเป็นอภิมหาอำนาจด้วยการเจรจาต่อรอง ตามแนวทางสัจนิยม (realism) ตั้งข้อสังเกตว่าอัตราภาษีตอบโต้หรืออัตราภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ที่ตั้งกับหลายสิบประเทศเป็นการคำนวณอย่างหยาบๆ ไม่สมเหตุสมผล ดังนั้นเป้าหมายจึงไม่น่าจะอยู่ที่ภาษีเท่านั้น การนำประเทศต่างๆ เข้ามาเจรจาเป็นเรื่องที่กล่าวถึงมากตั้งแต่ก่อนขึ้นภาษี ถึงกับพูดว่ารัฐบาลทรัมป์จะงดขึ้นภาษีหากคุยกันรู้เรื่อง ถ้าเป็นเช่นนี้ หมายความว่าสหรัฐได้ประโยชน์บางอย่างที่เท่าเทียมหรือมากกว่าภาษีที่ขึ้นใช่หรือไม่ บางประเทศทำได้ตามนั้นแล้ว เช่น อาร์เจนตินา น่าคิดว่ารัฐบาลอาร์เจนตินานำผลประโยชน์อะไรของชาติไปแลกกับการงดขึ้นภาษีรอบนี้

            แน่นอนว่ารัฐบาลทรัมป์ต้องการลดขาดดุลการค้า พยายามแก้ไขปัญหานี้ แต่ประเด็นขาดดุลการค้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น รัฐบาลสหรัฐยังใช้ประเด็นนี้เพื่อเป้าหมายอื่นๆ ที่ไม่ใช่การค้า เช่น ให้ซื้ออาวุธสหรัฐมากขึ้น ให้ถอยห่างจากรัสเซีย ลดการค้าขายกับจีน ยอมให้สหรัฐเข้ามาตั้งฐานทัพ ฯลฯ

            การที่ทรัมป์ใช้กำแพงภาษีกดดันรัฐบาลจีนเพื่อยอมให้บริษัทจีน ByteDance ขาย TikTok แก่สหรัฐเป็นตัวอย่างชัดเจน ทุกอย่างอยู่ที่การเจรจาต่อรอง และเป็นการเจรจาในทางลับที่ประชาชนเข้าไม่ถึง กว่าสังคมจะรู้ตัวก็ไปไกลแล้ว

            สหรัฐเคยภาคภูมิใจว่าตัวเองเป็นผู้นำเทคโนโลยีโลก แต่ระยะหลังบางประเทศก้าวหน้ากว่าบางด้าน เช่น การผลิตชิปชั้นสูงของ TSMC บริษัทไต้หวันผู้ผลิตชิปตามสัญญา (Foundry) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก TSMC ไม่ได้ออกแบบหรือขายชิปภายใต้แบรนด์ของตัวเอง เป็นโรงงานผลิตให้กับบริษัทอื่น ๆ ที่ออกแบบชิป เช่น Apple, NVIDIA, AMD, Qualcomm และอีกมากมาย

            นักวิเคราะห์จีนชี้ว่าสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐต้องการไม่ใช่แค่ให้บริษัทนี้มาตั้งโรงงานผลิตในอเมริกา เพื่อหลบภาษีนำเข้า เพิ่มการจ้างงานในอเมริกา ที่ต้องการจริงๆ คือให้บริษัทนี้เผยความลับเทคโนโลยี ทรัมป์ 2.0 จึงกดดันรัฐบาลไต้หวันไปกดดันบริษัทดังกล่าวอีกทอด ล่าสุดรัฐบาลไล่ ชิงเต๋อ (Lai Ching-te) ประกาศให้บริษัทดังกล่าวให้ความร่วมมือกับสหรัฐและตั้งโรงงานที่สหรัฐเพิ่มเติม น่าเห็นใจที่ไต้หวันพึ่งพาสหรัฐแทบทุกด้านโดยเฉพาะความมั่นคงทางทหาร เมื่อกองทัพไร้ความสามารถต้องพึ่งพาอาศัยสหรัฐ จึงได้แต่ยอมเฉือนผลประโยชน์ที่ควรอยู่กับไต้หวันให้มหาอำนาจ

กดดันให้แคนาดาเป็นของสหรัฐ:

            กุมภาพันธ์ 2025 รัฐบาลทรัมป์ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าแคนาดาทุกรายการ 25% (ยกเว้นน้ำมันขึ้น 10%) จัสติน ทรูโด (Justin Trudeau) นายกรัฐมนตรีแคนาดาประกาศตอบโต้ การที่รัฐบาลแคนาดายอมไม่ได้เพราะ แบงก์ชาติแคดานาประเมินว่าภาษีทรัมป์จะทำให้เงินเฟ้อพุ่ง สินค้าในประเทศแพงขึ้นมาก คนแคนาดายากลำบาก ทั้งๆ ที่แคนาดาเป็นพันธมิตรแต่โดนกระทำเหมือนศัตรู

            นายกฯ ทรูโดกล่าวถึงการขึ้นภาษีโดยที่สหรัฐอ้างเรื่องแคนาดาไม่พยายามควบคุมยาเฟนทานิล (fentanyl) เข้าอเมริกาว่าแท้จริงแล้วสหรัฐต้องการใช้อำนาจเศรษฐกิจเพื่อต่อรองให้แคนาดายอมเป็นรัฐหนึ่งตามที่ทรัมป์ต้องการ

            ในอีกวาระหนึ่ง จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดากล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐตั้งใจทำสงครามการค้าเพื่อทำลายระบบเศรษฐกิจแคนาดา ทำให้แคนาดายอมตกเป็นรัฐที่ 51 แต่การนี้แคนาดาจะอยู่รอดและเข้มแข็งกว่าเดิม เพราะนี่คือวาระปกป้องชาติบ้านเมือง “ไม่มีวันที่แคนาดาจะเป็นรัฐที่ 51” ของสหรัฐ ประกาศตอบโต้กำแพงภาษี คนอเมริกันต้องเจ็บปวดจากผลงานรัฐบาลของพวกเขาเอง คนอเมริกันจะตกงานและจ่ายแพงกว่าเดิม นโยบายของทรัมป์โง่เขลามาก ไม่น่าเชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐจะทำร้ายพันธมิตรเพื่อนบ้านใกล้ชิดของตัวเอง

            ด้านทรัมป์ 2.0 ให้เหตุผลว่าจำต้องยึดครองแคนาดาเพื่อความมั่นคงของสหรัฐและของนานาชาติ เพราะจะช่วยให้สหรัฐมีพลังอำนาจมากขึ้น มีแรงต้านปรปักษ์อย่างจีน รัสเซีย ดีกว่าปล่อยให้แคนาดาตกเป็นของจีน แม้ว่ารัฐบาลแคนาดาไม่เห็นด้วย คนแคนาดาต่อต้าน รัฐบาลสหรัฐจะเดินหน้าดำเนินการให้สำเร็จ แม้ต้องล้มรัฐบาลที่มาจาการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย หรือด้วยกำลังทหาร ท้ายที่สุดต้องกลายเป็นรัฐที่ 51 อันสวยงามของสหรัฐ ซึ่งหมายถึงแคนาดาสิ้นชาติ

            มีนาคม 2025 Melanie Joly รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศแคนาดากล่าวอย่างน่าคิดว่า “สหรัฐอเมริกาที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพันธมิตรใกล้ชิด ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว”

            รัฐบาลสหรัฐครั้งหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญปกป้องสมาชิกนาโต บัดนี้กลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงของสมาชิกนาโตเสียเอง ประกาศต้องการครอบครองกรีนแลนด์ของเดนมาร์ก ต้องการยึดครองประเทศอื่นตามแนวทางจักรวรรดินิยม แคนาดาต้องสิ้นชาติ

            รัฐบาลแคนาดากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมมากที่สุด นั่นคือปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน ต่อต้านศัตรูผู้รุกราน

13 เมษายน 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10375 วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2568)

-----------------

บรรณานุกรม :

1. Facing Trump’s threats, Canada shifts defense links away from US. (2025, March 21). Defense News. Retrieved from https://www.defensenews.com/global/the-americas/2025/03/20/facing-trumps-threats-canada-shifts-defense-links-away-from-us/

2. Trudeau condemns ‘dumb’ Trump trade war as Canada strikes back with tariffs. (2025, March 4). The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/us-news/2025/mar/04/trudeau-trump-tariffs-dumb

3. Trump’s Broad Canada-Mexico-China Tariffs, Explained. (2025, March 4). WSJ. Retrieved from https://www.globaltimes.cn/page/202503/1329450.shtml

4. White House. (2022, May 23). On-the-Record Press Call on the Launch of the Indo-Pacific Economic Framework. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/briefing-room/press-briefings/2022/05/23/on-the-record-press-call-on-the-launch-of-the-indo-pacific-economic-framework/

-----------------

แผน100วันล้มระบอบอิหร่าน 2025

มาจากแผนระยะยาวที่ตั้งใจว่าวันหนึ่งจะต้องล้มระบอบอิหร่านให้จงได้ รัฐบาลทรัมป์มาแล้วก็ไปแต่ความตั้งใจล้มอิหร่านจะอยู่ต่อไป

            แผน 100 วันสำหรับทรัมป์ 2.0 ต่ออิหร่าน หรือ “A 100 Day Plan for the Incoming Trump Administration on Iran” นำเสนอโดย United Against Nuclear Iran (UANI) เป็นองค์กรภาคประชาชนที่เห็นว่าระบอบอิหร่านเป็นอันตราย จำต้องล้มระบอบเปลี่ยนอิหร่านเป็นประชาธิปไตย

            ‘แผน 100 วันสำหรับทรัมป์ 2.0 ต่ออิหร่าน’ เป็นข้อเสนอแนะที่เปิดเผยต่อสาธารณะว่ารัฐบาลทรัมป์ 2.0 ควรเล่นงานอิหร่านอย่างไรใน 100 วันแรกของการบริหารประเทศ โดยใช้มาตรการทั้งการทูต ข้อมูลข่าวสาร การทหารและเศรษฐกิจ ทั้งที่สหรัฐดำเนินการเองกับที่ร่วมมือกับพันธมิตร มีสาระสำคัญดังนี้

          ประการแรก มาตการทางการทูต

            ประธานาธิบดีสหรัฐจะต้องพูดนโยบายต่ออิหร่านสม่ำเสมอ และต้องพูดเพื่อสื่อถึงคนอิหร่านด้วย ให้นานาชาติรับรู้ว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังเล่นงานอิหร่านอย่างไร วางกรอบให้ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) มีข้อสรุปว่าอิหร่านไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) เพื่อให้คณะมนตรีความมั่นคงมีมติลงโทษอิหร่าน

            ให้อังกฤษ ฝรั่งเศสและเยอรมนีเตรียมใช้ "Snapback sanctions mechanism" ที่เกี่ยวข้องกับ JCPOA กลไกนี้อนุญาตให้ประเทศภาคีสามารถนำมาตรการคว่ำบาตรที่เคยยกเลิกไปแล้ว กลับมาบังคับใช้อีกครั้งโดยอัตโนมัติหากอิหร่านละเมิดข้อตกลง

            สร้างแนวร่วมต่อต้านอิหร่าน ทั้งจากประเด็นนิวเคลียร์ โดรน การแพร่ขยายขีปนาวุธ แสดงพฤติกรรมก้าวร้าว สนับสนุนก่อการร้าย จับตัวประกัน ละเมิดสิทธิมนุษยชนและคอร์รัปชัน คราวนี้จำต้องมีแนวร่วมใหม่

            จำกัดการเดินทางของเจ้าหน้าที่อิหร่าน ไม่ให้วีซ่า ออกมาตรการคว่ำบาตรรายบุคคล รวมทั้งต่อผู้นำอิหร่านด้วย ตีตราว่ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC) เป็นผู้ก่อการร้าย ทำลายเครือข่ายอิหร่านตามที่ต่างๆ ให้หมด

            ตีตราว่ากลุ่มฮูตี (Houthis) เป็นผู้ก่อการร้ายเพราะขัดขวางเส้นทางเดินเรือสากล จับยึดเรือที่แล่นผ่านไปมาในทะเลแดง

          ประการที่ 2 ข้อมูลข่าวสาร

            ใช้ปฏิบัติการจิตวิทยา (Psychological Operations: PSYOP) บ่อนทำลายรัฐบาลกับกองทัพอิหร่าน สร้างกำลังใจแก่ฝ่ายประชาธิปไตยในอิหร่าน ให้ชาวอิหร่านรับข้อมูลข่าวสารจากตะวันตกมากขึ้น เช่น จากจานดาวเทียม Starlink ต่อต้านการให้ข้อมูลข่าวสารจากรัฐบาลอิหร่าน คว่ำบาตรคนอิหร่านที่ต่อต้านให้ร้ายประชาธิปไตยตะวันตก ใช้สื่อโซเชียลมีเดียเพื่อให้ชาวอิหร่านได้รับข้อมูลจากฝั่งตะวันตก ให้รับรู้ความฉ้อฉลของพวกผู้นำ การกดขี่ปราบปรามฝ่ายตรงข้าม

          ประการที่ 3 การทหาร

            ประธานาธิบดีทรัมป์จะต้องประกาศอย่างชัดเจนว่าพร้อมใช้กำลังทหารกับอิหร่าน โดยเฉพาะต่อโครงการนิวเคลียร์ อิหร่านจะต้องไม่เสริมสมรถนะนิวเคลียร์ (zero enrichment) เช่น เสริมสมรถนะแร่ยูเรเนียมอันจะนำสู่การสร้างอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐจะโจมตีอิหร่านกับพวกหากทำร้ายชาวอเมริกัน

            รัฐบาลสหรัฐจะส่งมอบเครื่องกระสุน ระเบิดทันสมัยแก่อิสราเอลต่อเนื่อง เช่น GBU-57 ที่สามารถทำลายเป้าหมายโครงสร้างนิวเคลียร์ที่ปกป้องหนาแน่น อนุญาตให้ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ B-2 ที่ติดตั้ง GBU-57 อนุญาตให้ใช้เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-46A

            วิเคราะห์: เรื่องนี้น่าจะหมายถึงอิสราเอลจะเป็นผู้ลงมือโดยใช้ GBU-57 ที่ติดตั้งกับเครื่องบิน B-2 ทำลายโครงการนิวเคลียร์ การที่รัฐบาลสหรัฐไม่ลงมือด้วยตัวเองช่วยให้การทำลายโครงการนิวเคลียร์อิหร่านเป็นไปได้มากขึ้น อีกทั้งรัฐบาลสหรัฐมีแนวโน้มที่จะไม่ลงมือด้วยตัวเอง สงครามยูเครนเป็นตัวอย่างที่ดี

            เป้าโจมตีอื่นๆ คือ IRGC กองกำลังคุดส์ (Quds Force) กองกำลังติดอาวุธที่อิหร่านหนุนหลังซึ่งอาจเป็นชาวอิหร่านหรือต่างชาติ สังหารผู้นำกองทัพอิหร่านรวมทั้งผู้นำฮูตี อย่างที่เคยทำกับนายพล Qasem Soleimani เมื่อปี 2020

            ทำลายโครงข่ายไซเบอร์ซึ่งจะลดขีดความสามารถกองทัพอิหร่าน และเป็นการสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยอิหร่านไปในตัว

            พยายามชักชวนให้คนในกองทัพแปรพักตร์ มุ่งเป้าให้นายทหารหรือหน่วยสำคัญแปรพักตร์

            ขายอาวุธแก่ชาติอาหรับมากขึ้นเพื่อป้องปราม (deterrent) การโจมตีจากอิหร่าน

          ประการที่ 3 ด้านเศรษฐกิจ

            เริ่มด้วยการคว่ำบาตรทางการเงิน สกัดการฟอกเงิน ส่งเงินช่วยเหลือผู้ก่อการร้าย มีโครงการให้เงินชาวอิหร่านที่อยากแปรพักตร์ ช่วยเป็นสายสืบเพื่อบ่อนทำลาย ปิดธนาคารอิหร่านในต่างแดนโดยเฉพาะที่ยุโรป ปัจจุบันยังมีหลายธนาคารที่ยังเปิดทำการ ยึดเงินอิหร่านที่อยู่ในต่างแดน รวมทั้งทรัพย์สินของพวกเศรษฐีอิหร่าน นำเงินเหล่านี้สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตย ให้เงินอุดหนุนชาวอิหร่านที่ต้องการประชาธิปไตย คว่ำบาตรการผลิตและการส่งออกน้ำมันอิหร่านเต็มกำลัง ห้ามนานาชาติซื้อน้ำมันโดยเฉพาะจีน เตือนจีนว่าจะมีผลต่อความสัมพันธ์กับสหรัฐ ผลักดันมาตรการคว่ำบาตรให้สัมฤทธิ์ผล เช่น สกัดการลักลอบส่งออกน้ำมัน เล่นงานเรือขนส่งน้ำมันเหล่านั้น ขึ้นบัญชีดำกองเรือผีทั้งหมดของอิหร่าน (เรือลักลอบถ่ายน้ำมัน) เพื่อตัดช่องทางรายได้หลัก ผลักดันขนส่งทางทะเลให้มีความโปร่งใส เป็นอีกช่องทางสกัดการใช้เรืออิหร่าน การจดทะเบียนเรือภายใต้ธงชาติของประเทศใดประเทศหนึ่ง (สกัดวิธีเลี่ยงของอิหร่าน) ผลักดันให้นานาชาติร่วมมือสกัดเรืออิหร่าน ประณามบริษัทเดินเรือที่เกี่ยวข้องกับการทำผิด ผลักดันให้ท่าเรือต่างๆ คุมเรือเข้าออกอย่างเข้มงวด ให้เงินใต้โต๊ะหรือรางวัลแก่กัปตันเรืออิหร่านที่จะปฏิเสธการขนส่งน้ำมัน

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป:

            ‘แผน 100 วันสำหรับทรัมป์ 2.0 ต่ออิหร่าน’ หรือ “A 100 Day Plan for the Incoming Trump Administration on Iran” ของ United Against Nuclear Iran (UANI) ให้ข้อคิดสำคัญดังนี้

          ประการแรก สอดคล้องนโยบายสหรัฐ

            UANI ชี้ว่าแผน 100 วันฯ เป็นแผนที่สอดคล้องนโยบายสหรัฐ หลายข้อเป็นแนวทางที่รัฐบาลสหรัฐทำอยู่แล้ว การเสนอแผนฉบับปี 2025 เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะแก่ทรัมป์ 2.0 อาจเป็นการย้ำเตือน ชี้ว่าควรทำอะไรเพิ่ม อะไรที่ยังทำไม่เต็มที่ เช่น ตีตราว่ากลุ่มฮูตี (Houthis) เป็นผู้ก่อการร้าย รายละเอียดการสกัดน้ำมันอิหร่านที่ยังไม่สัมฤทธิ์ผล

          ประการที่ 2 การล้มล้างรัฐบาลต่างชาติ

            แผนของ UANI ชี้ให้เห็นว่า การตั้งเป้าการล้มล้างรัฐบาลต่างชาติเป็นเรื่องที่ทำกัน ถ้าเป็นนโยบายรัฐบาลส่วนใหญ่มักจะปกปิด มีข้อมูลที่น่าสนใจว่าในสมัยสงครามเย็นทั้งรัฐบาลสหรัฐกับสหภาพโซเวียตต่างพยายามมีอิทธิพลต่อรัฐบาลประเทศต่างๆ สนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายสังคมนิยมที่เป็นมิตรกับตน ในหลายประเทศพรรค 2 ขั้วขับเคี่ยวหนักเพราะมีอภิมหาอำนาจสนับสนุนทั้งเงินทอง อุดมการณ์ความคิด ข้อมูลข่าวสาร บางกรณีถึงขั้นช่วยจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธเพื่อยึดอำนาจ ล้มล้างฝ่ายตรงข้าม เกิดจลาจลหรือสงครามกลางเมืองในหลายประเทศ ทำให้ประเทศเหล่านี้ซึ่งส่วนใหญ่กำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนาได้รับความเสียหาย สูญเสียโอกาสในการพัฒนา ประชาชนที่เคยเป็นมิตรกลายเป็นศัตรู เป็นก๊กเป็นเหล่า ต่อสู้แข่งขันกันไม่รู้จบ

            ในศตวรรษที่ 21 นี้ปฏิบัติการล้มล้างรัฐบาลต่างชาติยังคงอยู่ ในกรณีอิหร่านสามารถย้อนหลังตั้งแต่การปฏิวัติอิหร่าน (1977-79) หรือเกือบ 5 ทศวรรษแล้ว ศัตรูไม่ทิ้งเป้าหมาย เป็นแผนระยะยาวที่ตั้งใจว่าวันหนึ่งจะต้องล้มระบอบอิหร่านให้จงได้ รัฐบาลทรัมป์มาแล้วก็ไปแต่ความตั้งใจล้มอิหร่านจะอยู่ต่อไป

            เป็นตัวอย่างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นจริงและคงอยู่จนถึงทุกวันนี้

6 เมษายน 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10368 วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568)

---------------


บรรณานุกรม :

1. United Against Nuclear Iran. (2025, January). A 100 Day Plan for the Incoming Trump Administration on Iran. Retrieved from https://www.unitedagainstnucleariran.com/sites/default/files/UANI_100DayPlanTrumpAdmin_Jan2025.pdf