โครงการนิวเคลียร์อิหร่านกับสหรัฐ 2025 (2)

จุดยืนร่วมจีนรัสเซียและอิหร่าน 2025 บ่งบอกว่าจีนกับรัสเซียทนไม่ได้ที่รัฐบาลสหรัฐเล่นงานอิหร่านด้วยโครงการนิวเคลียร์อีกแล้ว

            ปัจจัยสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะฮามาส ฮิซบอลเลาะห์ เพื่อนบ้านอาหรับ รวมทั้งรัสเซีย จีนเกี่ยวข้องกับนโยบายสหรัฐต่ออิหร่านของทรัมป์ 2.0 และการตอบโต้

            ส่วนนี้นำเสนอสถานการณ์รอบข้างล่าสุดที่น่าสนใจ ดังนี้

ฮามาส ฮิซบอลเลาะห์:

            ตั้งแต่เริ่มสงครามฮามาส-อิสราเอลเมื่อตุลาคม 2023 ลามไปถึงการปะทะกับฮิซบอลเลาะห์จนนำสู่การหยุดยิงชั่วคราว แม้ฮามาสกับฮิซบอลเลาะห์ยังอยู่ ต้องยอมรับว่าฮามาสอ่อนแรงลงมาก กาซากลายเป็นซากปรักหักพัง ตอนนี้ทั้งฮามาสกับฮิซบอลเลาะห์มีข้อตกลงหยุดยิงกับอิสราเอล แต่ยังมีการปะทะเป็นระยะ ไม่มีท่าทีว่าจะคืนสู่ความสงบจริง จำนวนผู้เสียชีวิตทะลุ 50,000 รายแล้ว มีแววว่ารัฐบาลสหรัฐกับอิสราเอลจะบังคับให้ชาวปาเลสไตน์ในกาซาย้ายไปอยู่ที่อื่น ซึ่งจะเป็นประเด็นให้ขัดแย้งต่อไปอีกนาน

            วิเคราะห์: ดังที่ปรากฏว่ายังมีการปะทะกันอยู่และอาจมีเหตุฉีกข้อตกลง หากอิสราเอลกับสหรัฐทำสงครามโจมตีอิหร่าน เมื่อนั้นฮามาสกับฮิซบอลเลาะห์ที่เปรียบเสมือนแขนซ้ายขวาของอิหร่านอาจลุกขึ้นสู้อีกครั้ง แต่จะมีพลังแค่ไหนเป็นที่สงสัย

เพื่อนบ้านอาหรับ:

            การปฏิวัติอิหร่านทำให้รัฐบาลอาหรับมองอิหร่านด้วยสายตาไม่เป็นมิตร แต่นับจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเชื่อมความสัมพันธ์ซาอุดีอาระเบียกับอิหร่านเมื่อเมษายน 2023 สองฝ่ายฟื้นความสัมพันธ์กับตามลำดับ

            การฟื้นสัมพันธ์ซาอุฯ-อิหร่านเป็นการตัดสินใจที่ห้าวหาญ สมการดุลอำนาจตะวันออกกลางเปลี่ยนไป ซาอุฯ ถอยห่างจากสหรัฐไปจับมือกับอิหร่าน จีน และรัสเซียที่อยู่คนละขั้วกับสหรัฐ ดุลอำนาจหลายขั้วชัดขึ้น น่าชื่นชมจีนที่สามารถปรับความสัมพันธ์นี้

            อาจตีความว่าซาอุฯ เป็นแกนกลางขับเคลื่อนทิศทางภูมิภาคร่วมกับตัวแสดงสำคัญอย่างอิหร่าน แทนการปล่อยให้มหาอำนาจต่างแดนเข้ามากำกับควบคุม

            ถ้าซาอุฯ กับบรรดารัฐอาหรับไม่ทำสงคราม ไม่ช่วยฝายใดทำสงคราม ยากจะเกิดสงครามในภูมิภาคเช่น หากอิสราเอลหรือสหรัฐคิดทำสงครามจะเผชิญแรงกดดันจากซาอุฯ รวมถึงมหาอำนาจรัสเซีย-จีนที่จะเข้าช่วยรักษาเสถียรภาพด้วย หรือหากอิหร่านคิดทำสงครามจะต้องเผชิญกับทุกประเทศในภูมิภาคเช่นกัน ดุลอำนาจหลายขั้วใหม่นี้ลดความเสี่ยงสงคราม โดยเฉพาะคู่อิสราเอลกับอิหร่าน

            รวมความแล้วเพื่อนบ้านอาหรับไม่อยากเห็นสงครามใหญ่ ไม่อยากให้เกิดสงครามระหว่างอิสราเอลหรือสหรัฐกับอิหร่าน

รัสเซียกับจีน:

            รัฐบาลจีนมีบทบาททุกด้าน ที่โดดเด่นคือจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่สุดของซาอุฯ และซื้อน้ำมันมากที่สุดด้วย (2023) เฉพาะซาอุฯ ประเทศเดียวเป็นคู่ค้าจีนราว 110,000 ล้านดอลลาร์ (2022) จึงมีความสำคัญทางเศรษฐกิจสูงและน่าจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต รัฐบาลซาอุฯ ไม่คิดสูญเสียผลประโยชน์ส่วนนี้ที่ชาติตะวันตกทดแทนไม่ได้

            ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจคือส่วนที่เห็นเด่นชัดและโตไวสุด ตาม ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง” (BRI) ภูมิภาคตะวันออกกลางจะเป็นส่วนหนึ่งของ BRI ที่จีนกับหลายประเทศต่างได้ประโยชน์ โอกาสในอนาคตมีอีกมากนี่คือสิ่งที่รัฐบาลจีนคาดหวัง

            หากอยากให้ประเทศพัฒนา เศรษฐกิจเติบโต ประชาชนอยู่ดีมีสุขต้องรักษาให้ภูมิภาคสงบเรียบร้อย

            รัสเซียเป็นอีกประเทศที่พยายามสานสัมพันธ์กับชาติอาหรับ พูดคุยหารือทุกเรื่องที่ชาติอาหรับสนใจจนถึงสงครามยูเครน รัสเซียมีพรมแดนติดตะวันออกกลางบางส่วน เคยมีอิทธิพลในย่านนี้ ในช่วงสงครามเย็นยืนเคียงข้างอาหรับ ขายอาวุธมากมายแก่อาหรับใช้ต่อกรกับอิสราเอล ในเวลาต่อมาซาอุฯ กับพวกหันเข้าหาสหรัฐมากขึ้นหวังเป็นเครื่องประกันความมั่นคงทำให้ห่างจากรัสเซีย แต่ไม่กี่ปีมานี้สัมพันธ์กับรัสเซียดีขึ้น

            ทั้งจีนกับรัสเซียต่างเป็นมหาอำนาจที่อาหรับเปิดทางให้เข้ามามีบทบาทในภูมิภาค ถ่วงดุลระหว่างมหาอำนาจ รัฐบาลซาอุฯ ร่วมมือกับทุกฝ่าย แสวงหาจุดร่วมที่ได้ประโยชน์มากสุด

            ต้องจับตาบทบาทอาหรับเพราะเกี่ยวข้องกับพวกเขาโดยตรง รัฐบาลสหรัฐมีผลประโยชน์ร่วมกับอาหรับมหาศาล ไม่ง่ายที่อิสราเอลจะทำอะไรตามใจปรารถนา โดยเฉพาะยามนี้ที่จีนกับรัสเซียมีบทบาทมากขึ้น

จุดยืนร่วมจีนรัสเซียและอิหร่าน 2025:

            กลางเดือนมีนาคม 2025 เมื่อสถานการณ์ส่อทวีความตึงเครียด จีน รัสเซียและอิหร่านแถลงจุดยืนร่วมดังนี้ ต้องยุติการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ การเจรจาที่เคารพต่อกันอย่างแท้จริง พิจารณาต้นเหตุอันนำสู่สถานการณ์ในขณะนี้ ยกเลิกการข่มขู่ คุกคามด้วยกำลังทหาร (ทรัมป์ 2.0 ขู่ว่าความตึงเครียดอาจนำสู่สงคราม) ยึดมติคณะมนตรีความมั่นคง 2231 ป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

            ยึดมั่นสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) จีนกับรัสเซียชื่นชมที่โครงการนิวเคลียร์อิหร่านใช้ในทางสันติเท่านั้น ไม่คิดสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ให้ความร่วมมือกับ IAEA ขอให้ทุกชาติอย่าขวางการทำงานของ IAEA ย้ำอิหร่านมีสิทธิใช้นิวเคลียร์เพื่อสันติ

            วิเคราะห์: จุดยืนร่วมจีนรัสเซียและอิหร่าน 2025 ให้ความเข้าใจและแสดงจุดยืนร่วม ดังนี้

            1. รัฐบาลสหรัฐละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศที่ออกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านตามใจชอบ 2. สถานการณ์ที่น่ากังวลมาจากการที่รัฐบาลทรัมป์สมัยแรกถอนตัวจากข้อตกลง JCPOA เพียงฝ่ายเดียว 3. รัฐบาลสหรัฐควรยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอันเนื่องจากโครงการนิวเคลียร์ 4. อย่าข่มขู่อิหร่าน อย่าใช้กำลังทหารต่ออิหร่าน เพราะขัดกฎหมายระหว่างประเทศ 5. จีนกับรัสเซียขอรับรองอิหร่านไม่คิดสร้างอาวุธนิวเคลียร์ 6. อิหร่านให้ความร่วมมือกับ IAEA 7. อิหร่านมีสิทธิเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์เพื่อใช้ในทางสันติดังเช่นประเทศอื่นๆ เช่น มีความชอบธรรมที่จะวิจัย พัฒนานิวเคลียร์เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ ใช้ในทางการแพทย์ ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ

            รัฐบาลอิหร่านยืนยันเรื่อยมาว่าไม่เคยคิดจะมีอาวุธนิวเคลียร์ อยาตุลเลาะห์ คาเมเนอีกล่าวซ้ำหลายรอบว่า “พวกเราได้ฟัตวา (fatwa) ประกาศว่าศาสนาอิสลามห้ามครอบครองอาวุธนิวเคลียร์”

            ความจริงที่ปรากฏในรอบหลายสิบปี (ตั้งแต่อิหร่านเริ่มโครงการนิวเคลียร์) จนถึงปัจจุบันสวนทางกับท่าทีของรัฐบาลสหรัฐกับอิสราเอลที่พูดเรื่อยมาว่าอิหร่านแอบพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างลับๆ จะมีอาวุธนิวเคลียร์ในไม่ช้า

            เป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่ ผู้พยายามอ้างตัวเป็นผู้นำฝ่ายโลกเสรีประชาธิปไตยกับอิสราเอลไม่ลดละเล่นงานโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน โดยใช้ข้อมูลเท็จ บอกให้นานาชาติยึดถือกฎหมายระหว่างประเทศแต่ตัวเองละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติอยู่เสมอ ทั้งยังข่มขู่จะใช้กำลังทหารกับอิหร่านด้วยข้ออ้างเท็จ ไม่แปลกที่จีน รัสเซียและอีกหลายประเทศกำลังร่วมกันสร้างระเบียบโลกใหม่ที่เท่าเทียมเป็นธรรมกว่าที่เป็นอยู่

            เพียงแค่ดำเนินตามข้อตกลงแก้ไขปัญหาโครงการนิวเคลียร์ฉบับสมบูรณ์ (Joint Comprehensive Plan of Action: JCPOA) ที่ลงนามเมื่อปี 2015 เท่านี้นานาชาติก็มั่นใจได้ว่าอิหร่านไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ แปลกแต่จริงที่รัฐบาลทรัมป์กับอิสราเอลไม่ยึดข้อตกลงนี้ นำสู่สถานการณ์สุ่มเสี่ยงทำสงคราม

            จุดยืนร่วมจีนรัสเซียและอิหร่าน 2025 บ่งบอกว่าจีนกับรัสเซียทนไม่ได้ที่รัฐบาลสหรัฐเล่นงานอิหร่านด้วยโครงการนิวเคลียร์อีกแล้ว แท้จริงแล้วประเด็นไม่อยู่ที่ตัวโครงการแต่อยู่ที่รัฐบาลสหรัฐกับอิสราเอลต้องการเล่นงานอิหร่านเท่านั้นเอง

30 มีนาคม 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10361 วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568)

---------------

บรรณานุกรม :

1. First day of Arab-China conference sees signing of 30 deals worth $10 billion. (2023, June 11). Arab News. Retrieved from https://www.arabnews.com/node/2319731/business-economy

2. Full text: Joint Statement of the Beijing Meeting between China, Russia and Iran. (2025, March 14). Xinhua. Retrieved from https://english.news.cn/20250314/c584f63584a24127b26508d2598e5f8f/c.html

3. Geopolitical shifts help advance Russia-GCC ties. (2023, July 17). Arab News. Retrieved from https://www.arabnews.com/node/2339437

4. Iran policy against ‘arrogant’ U.S. won’t change. (2015, July 18). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/middle-east/2015/07/18/Khamenei-policy-against-arrogant-U-S-won-t-change-.html

5. Saudi Arabia, Iran formally restore ties, agree to travel visas for citizens. (2023, April 7). Arab News. Retrieved from https://www.arabnews.com/node/2282371/saudi-arabia

-----------------

โครงการนิวเคลียร์อิหร่านกับสหรัฐ 2025 (1)

การเจรจารอบปี 2025 คือการเริ่มเล่นงานอิหร่านอีกครั้ง อาจต่างกันที่รายละเอียดวิธีการตามบริบทล่าสุด เป้าหมายสุดท้ายคือล้มระบอบอิหร่าน

            มีนาคม 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์ขอเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ พร้อมกับสั่งยกระดับคว่ำบาตรแบบกดดันสุดขีด (maximum pressure) ดังที่ทำในสมัยแรก ทั้งยังขู่ว่าความตึงเครียดอาจนำสู่สงคราม ด้านอิหร่านตอบว่าไม่สนใจร่วมโต๊ะเจรจาหากถูกข่มขู่คุกคาม ประธานาธิบดีทรัมป์ “อยากทำอะไรก็ทำเลย” อิหร่านไม่จำต้องรับคำสั่งจากสหรัฐ ย้ำโครงการนิวเคลียร์มีเพื่อสันติเท่านั้น ไม่มีส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับการทหาร

ย้อนหลังข้อตกลง JCPOA:

            การเจรจานิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ อาจย้อนหลังหลายทศวรรษนับจากอิหร่านพัฒนานิวเคลียร์ การเจรจารอบปี 2025 สามารถตีความว่าคือการเริ่มเล่นงานอิหร่านอีกครั้ง คราวนี้คือภายใต้ทรัมป์ 2.0 การเจรจาจึงไม่มีอะไรใหม่ เป้าหมายคือเล่นงานอิหร่านเท่านั้นเอง อาจต่างกันที่รายละเอียดวิธีการตามบริบทล่าสุด

            สมัยรัฐบาลบารัก โอมาบา (Barak Obama) ได้นำอิหร่านเข้าสู่โต๊ะเจรจา ในที่สุดอิหร่านกับกลุ่ม P-5+1 ที่ประกอบด้วยสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงทั้ง 5 ชาติ (อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน รัสเซีย สหรัฐ) กับอีกประเทศคือเยอรมนี บรรลุข้อตกลงแก้ไขปัญหาโครงการนิวเคลียร์ฉบับสมบูรณ์ หรือที่เรียกว่า Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) เมื่อกรกฎาคม 2015

            ภายใต้ข้อตกลงฯ เจ้าหน้าที่ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) จะเข้าตรวจสอบให้มั่นใจว่าอิหร่านทำตามข้อตกลง ป้องกันแอบผลิตอาวุธ โดยจะตรวจตราทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เป็นมาตรการตรวจสอบที่เข้มข้นกว่าทุกประเทศในโลก

            หลังการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ IAEA ยืนยันอิหร่านทำตามข้อตกลง รัฐบาลสหรัฐกับอีก 5 ชาติคลายการคว่ำบาตร ที่น่าแปลกคือนายกฯ เนทันยาฮูไม่พอใจ เชื่อว่าอิหร่านยังสามารถผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้อย่างรวดเร็วและจะใช้โจมตีอิสราเอล

            แม้โครงการนิวเคลียร์อิหร่านมีข้อสงสัย หลายทศวรรษที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าอิหร่านยังไม่มีระเบิดนิวเคลียร์ เท่ากับพิสูจน์แล้วว่าตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาคำกล่าวหาของอิสราเอลเป็นเท็จ ในทางตรงข้ามนานาชาติล้วนรับรู้ว่าอิสราเอลมีหัวรบนิวเคลียร์ไม่ต่ำกว่า 90 ลูก สามารถทำลายล้างภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างราบคาบ

            หลักคิดของรัฐบาลเนทันยาฮูคือ อิหร่านต้องการทำลายอิสราเอลให้สิ้นซาก หากวันใดอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์จะเป็นหายนะของอิสราเอล จึงเป็นความชอบธรรมที่จะต่อต้านระบอบอิหร่าน กีดกันไม่ให้มีอาวุธนิวเคลียร์สุดกำลัง

            รัฐบาลอิหร่านเคยพูดเรื่องการลบอิสราเอลออกจากแผนที่จริง เป็นเรื่องที่ผูกโยงกับศาสนา
ทรัมป์ฉีกสัญญาฝ่ายเดียว:

            นับจากมีข้อตกนิวเคลียร์ JCPOA IAEA กับชาติคู่เจรจาต่างยืนยันว่าอิหร่านทำตามข้อตกลงเรื่อยมา แต่แล้วเหตุการณ์ผลิกผันตุลาคม 2018 ทรัมป์ประกาศว่าอิหร่านไม่ทำตามข้อตกลงครบถ้วนจึงขอถอนตัว ที่น่าประหลาดคือสหรัฐเป็นประเทศเดียวในหมู่ประเทศคู่สัญญาที่ชี้ว่าอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ที่ผ่านมาประเทศคู่สัญญาล้วนยอมรับว่าอิหร่านปฏิบัติตาม JCPOA เกิดคำถามว่าใครเป็นฝ่ายผิด รัฐบาลสหรัฐผิดหรือรัฐบาลคู่สัญญาอื่นๆ ผิด รวมทั้ง IAEA ก็ผิดด้วย

            เรื่องนี้พิสูจน์แล้วว่ารัฐบาลทรัมป์พูดโกหกคำโตต่อโลก รัฐบาลเสรีประชาธิปไตยทรัมป์ไม่สนใจว่าประชาคมโลกจะคิดอย่างไร บัดนี้ไม่มีใครประหลาดใจกับพฤติกรรมทรัมป์ที่พูดจริงบ้างเท็จบ้างไปเรื่อยๆ

            เมื่อตอนที่ได้ข้อตกลง JCPOA รัฐบาลโอบามาคลายการคว่ำบาตร บริษัทเอกชนจากหลายประเทศเดินทางไปอิหร่านเพื่อลงทุนโดยเฉพาะบริษัทจากยุโรป รัฐบาลอิหร่านต้อนรับหวังเข้ามาลงทุนฟื้นฟูประเทศ แต่ในเวลาเพียงปีเดียวสหรัฐได้รัฐบาลใหม่เปลี่ยนนโยบายแบบหน้ามือเป็นหลังมือ รัฐบาลทรัมป์ประกาศ “ห้ามบริษัทเอกชนทุกประเทศ” ทำธุรกรรมกับอิหร่าน หาไม่จะโดนคว่ำบาตร นี่คือคำประกาศจากสหรัฐผู้พยายามชี้ว่าตนเป็นผู้นำทุนนิยมเสรีประชาธิปไตย ที่ออกกฎด้วยตัวเองห้ามใครก็ตามไปลงทุนในอิหร่าน หลายบริษัทที่กำลังลงทุนในช่วงนั้นจึงถอนตัวแทบไม่ทัน เสียหายมากมาย ไม่สามารถเรียกชดเชยจากใคร

            กลายเป็นเหตุให้จีนกับรัสเซียเข้าไปลงทุนมหาศาลโดยปราศจากคู่แข่งตะวันตก นโยบายกดดันสุดขีดกลายเป็นลาภของจีนกับรัสเซีย และในยามที่นานาชาติไม่สามารถซื้อน้ำมันอิหร่าน จีนคือผู้รับซื้อรายใหญ่ (บางประเทศที่เป็นมิตรกับสหรัฐยังซื้อได้แต่ต้องขออนุญาตจากรัฐบาลสหรัฐก่อน)

ทำไมการเจรจาไม่น่าสนใจ:

            รัฐบาลทรัมป์ 2.0 ขอเจรจาอิหร่านอีกครั้ง ความจริงแล้วรัฐบาลสหรัฐทั้งทรัมป์ 1.0 กับสมัยไบเดนต่างเคยขอการเจรจาใหม่

            มกราคม 2020 ทรัมป์ 1.0 เสนอทำข้อตกลงนิวเคลียร์ใหม่แทนข้อตกลงเดิมที่ทำไว้เมื่อปี 2015 ตามแนวทางของทรัมป์ที่ใช้วิธียกเลิกข้อตกลงเดิมแล้วทำใหม่ ด้านอิหร่านยืนยันไม่ยอมแก้ไขข้อตกลงใดๆ ที่ทำไว้เมื่อปี 2015 เพราะที่ลงนามสมัยโอบามานั้นทุกฝ่ายยอมรับแล้ว ทรัมป์ยกเลิกสัญญานี้เพื่อเจรจาใหม่จึงไม่เหมาะสม

            ทุกวันนี้อิหร่านยังคงจุดยืนไม่ต้องเจรจาใหม่แค่ทุกฝ่ายรักษาข้อตกลง JCPOA

            ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือรัฐบาลทรัมป์มักยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียว ยกตัวอย่าง ความร่วมมือแก้ไขปัญหาโลกร้อน การขึ้นกำแพงภาษีตามใจชอบ และข้อตกลงนาฟตา (NAFTA)

            เมื่อพูดถึงการค้าเสรี ความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement: NAFTA) เป็นตัวอย่างที่โดดเด่น ตำราตะวันตกมักใช้เป็นตัวอย่างพูดถึงความดีความงามของการค้าเสรี NAFTA เป็นตัวอย่างการค้าเสรีระดับภูมิภาค

            แต่ทรัมป์อ้างเหตุผลง่ายๆ ว่า NAFTA มีอายุ 23 ปีแล้ว บริบทเศรษฐกิจสหรัฐและการค้าโลกเปลี่ยนแปลงแตกต่างจากเดิม ประเทศขาดดุลมหาศาล โรงงานนับพันปิดตัว แรงงานอเมริกันตกงานเป็นล้าน สรุปสั้นๆ คือสหรัฐเห็นว่าตน “เสียมากกว่าได้” จึงขอยกเลิกข้อตกลงเดิมเพียงฝ่ายเดียวและเจรจาใหม่

            การที่สหรัฐทำเช่นนี้ได้เพราะเป็นมหาอำนาจ สามารถข่มขู่แกมบังคับประเทศเล็ก หากแคนาดากับเม็กซิโกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ คงยกเลิกข้อตกลงอย่างที่สหรัฐทำไม่ได้

            เป็นอีกตัวอย่างที่สหรัฐจะยกสัญญาเมื่อไหร่ก็ได้ รัฐบาลสหรัฐชอบพูดถึงระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ ขอให้นานาชาติปฏิบัติตาม แต่หมายถึงระเบียบโลกที่สหรัฐเป็นผู้กำหนดกติกา ไม่ว่านานาชาติจะชอบหรือไม่ แน่ละสหรัฐได้ประโยชน์สูงสุด

จะบั่นทอนทำลายระบอบอิหร่าน:

            ถ้ามองในกรอบกว้าง นับจากปี 1979 รัฐบาลสหรัฐคว่ำบาตรอิหร่านเรื่อยมาจนบัดนี้กว่า 4 ทศวรรษแล้ว ที่ทำเช่นนี้เพราะหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน

            การล้มรัฐบาล ล้มระบอบประเทศอื่นๆ เป็นวิธีการที่รัฐบาลสหรัฐใช้มาเนิ่นนาน ปี 1953 รัฐบาลไฮเซนฮาวร์ (Eisenhower) ร่วมมือกับอังกฤษโค่นล้มรัฐบาลมอสซาเดก (Mossadegh) แห่งอิหร่าน ยกข้ออ้างเรื่องป้องกันภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ ทั้งๆ ที่มอสซาเดกคือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ข้อเท็จจริงคือมอสซาเดกทำให้บรรษัทน้ำมันตะวันตกสูญเสียสัมปทาน สูญเสียกำไรมหาศาลซึ่งความจริงแล้วน้ำมันเป็นทรัพยากรของชาวอิหร่านทั้งมวล แต่อิหร่านได้ผลประโยชน์เพียงน้อยนิดเพราะรัฐบาลก่อนหน้าไร้อำนาจต่อรอง

            รัฐบาลอิหร่านปัจจุบันมาจากการปฏิวัติอิหร่าน (1977-79) ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจตะวันตก จึงถูกคว่ำบาตรเรื่อยมา รัฐบาลสหรัฐไม่ว่ามาจากรีพับลิกันหรือเดโมแครทจะตีตราว่าอิหร่านเป็นปรปักษ์สำคัญที่ต้องจัดการเรื่อยมา ดังนั้นไม่ว่าอิหร่านจะเจรจากับทรัมป์หรือไม่ ข้อตกลงเป็นอย่างไร ลึกๆ แล้วรัฐบาลสหรัฐต้องการล้มระบอบอิหร่าน

            ในการเจรจารอบปี 2025 อยาตุลเลาะห์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Seyyed Ali Khamenei) นำสูงสุดอิหร่านกล่าวว่าสหรัฐ “ไม่หวังเจรจาเพื่อแก้ปัญหาแต่เพื่อครอบงำต่างหาก” พฤติกรรมของรัฐบาลทรัมป์ชัดเจนอยู่แล้ว จะข่มขู่ คุกคามด้วยกำลังทหาร แม้กระทั่งขอให้เดนมาร์กเสียดินแดน แคนาดาต้องสิ้นชาติ

23 มีนาคม 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10354 วันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568)

-----------------------

บรรณานุกรม :

1. Cook, Jonathan. (2008). Israel and the Clash of Civilisations: Iraq, Iran and the Plan to Remake the Middle East. USA: Pluto Press.

2. Cooper, Andrew Scott. (2011). The Oil Kings: How the U.S., Iran, and Saudi Arabia Changed the Balance of Power in the Middle East. New York: Simon & Schuster.

3. Iran slams ‘bullying’ after Trump threats. (2025, March 11). Gulf Times. Retrieved from https://www.gulf-times.com/article/701605/international/iran-slams-bullying-after-trump-threats)

4. Iranian president rejects new 'Trump deal' in nuclear dispute. (2020, January 15). FRANCE 24. Retrieved from https://www.france24.com/en/20200115-iranian-president-rejects-new-trump-deal-in-nuclear-dispute

5. No talks; do what you want, Iran tells Trump. (2025, March 11). Gulf Times. Retrieved from https://www.gulf-times.com/article/701773/region/no-talks-do-what-you-want-iran-tells-trump

6. Trump puts US allies on notice - power comes first. (2025, March 4). The Sun. Retrieved from https://thesun.my/world-news/trump-puts-us-allies-on-notice-power-comes-first-LA13757837

7. Roshandel, Jalil., Lean, Nathan Chapman. (2011). Iran, Israel, and the United States: Regime Security vs. Political Legitimacy. Califronia: ABC-CLIO, LLC.

8. Stockholm International Peace Research Institute. (2024). Role of nuclear weapons grows as geopolitical relations deteriorate—new SIPRI Yearbook out now. Retrieved from https://www.sipri.org/media/press-release/2024/role-nuclear-weapons-grows-geopolitical-relations-deteriorate-new-sipri-yearbook-out-now

9. Trump’s nemesis, the US trade deficit, hit record high in 2024. (2025, February 5). Politico. Retrieved from https://www.politico.com/news/2025/02/05/trump-trade-deficit-2024-00202569

-----------------

อุดมการณ์และนิยามประชาธิปไตย

อุดมการณ์ประชาธิปไตยคือประชาชนปกครองกันเอง นิยามการปกครองประชาธิปไตยคือการปกครองโดยประชาชน แต่คำว่า “ประชาชนหรือพลเมือง” ในแต่ละยุคสมัยแตกต่างกัน และแต่ละสังคมแตกต่างกันตามบริบทประเทศ ระดับความเป็นประชาธิปไตยเปลี่ยนแปลงไม่คงที่

อุดมการณ์ประชาธิปไตย:

            คนส่วนใหญ่เมื่อพูดคำว่า “ประชาธิปไตย” มักหมายถึงระบอบการปกครองประชาธิปไตย มาจากอุดมการณ์ประชาธิปไตย (democratic ideology) หรือ “democratism

            คำว่า “อุดมการณ์ประชาธิปไตย” คือ “การปกครองของประชาชน” (the rule of the people) ประชาชนปกครองกันเอง ไม่ใช่การปกครองโดยเทพเจ้า คนที่เทพเจ้าส่งมา หรือคนชนชั้นพิเศษที่เหนือกว่าประชาชน

            อุดมการณ์ประชาธิปไตยเป็นชุดความเชื่อ แนวคิดและหลักการ เกี่ยวข้องกับการปกครองที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ และใช้อำนาจผ่านการเลือกตั้งผู้แทน การลงประชามติและการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง ทุกคนเสมอภาคภายใต้กฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียม อำนาจการปกครองต้องถูกแบ่งแยกและตรวจสอบโดยองค์กรต่างๆ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบ

กษัตริย์เป็นสมมุติเทพโอรสแห่งสวรรค์:

            ในสมัยโบราณศาสนาอยู่คู่การปกครอง บางครั้งเป็นทั้งผู้นำบ้านเมืองกับผู้นำศาสนา เช่น จักรพรรดิออคเตเวียน (Octavian) กับจักรพรรดิออกัสตัส (Augustus) ของอาณาจักรโรมันมีฐานะกึ่งเทพ เป็น “god-king

            (จักรพรรดิออกัสตัสเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์โลก ผู้เปลี่ยนการปกครองของโรมจากสาธารณรัฐสู่ระบอบจักรพรรดิ และนำพาโรมสู่ยุคแห่งความสงบและรุ่งเรืองที่เรียกว่า "Pax Romana")

            ศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม ลัทธิความเชื่อบางอย่างมีลักษณะนี้ ผู้ปกครองบางยุคบางแห่งมีอำนาจพิเศษที่ได้จากศาสนาหรือเกี่ยวข้องอย่างเด่นชัด มีกษัตริย์เป็นสมมุติเทพ ฮ่องเต้เป็นโอรสแห่งสวรรค์ กษัตริย์หรือเจ้าผู้ครองในอาณาจักรโบราณศรัทธาศาสนาใดมักจะให้คนในอาณาจักรศรัทธาด้วย กลายเป็นอาณาจักรมุสลิม เมืองพุทธ จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Roman Empire)

          อุดมการณ์ประชาธิปไตยต่อต้านแนวคิดเหล่านี้ พยายามแยกศาสนาความเชื่อออกจากการเมือง การปกครองคือเรื่องของประชาชนหรือคนสามัญเท่านั้น ไม่มีอำนาจสวรรค์ อำนาจพิเศษใดๆ

            การที่กรีกโบราณได้รับการยกย่องว่าเป็นแบบอย่างประชาธิปไตยก็เพราะให้ความสำคัญกับมนุษย์มากกว่าเทพเจ้า (ระบอบประชาธิปไตยเริ่มครั้งแรกที่นครรัฐเอเธนส์เมื่อประมาณ 500 ปีก่อนคริสตกาล)

            เดิมนั้นชาวกรีกโบราณให้ความสำคัญกับเทพเจ้าไม่ต่างจากชนกลุ่มอื่นๆ เมื่อวันเวลาผ่านไปความสำคัญของเทพเจ้าลดน้อยลง ให้ความสำคัญต่อรัฐบาลมากขึ้นอันหมายถึงพึ่งพาสติปัญญาของมนุษย์ด้วยกันเอง (และไม่ใช่เพราะความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ลดทอนความสำคัญของเทพเจ้า)

            นักวิชาการเรียกว่าเป็นลัทธิเหตุผลนิยม (rationalism) ยึดหลักว่าเหตุผลคือแหล่งความรู้ที่สำคัญที่สุด เป็นเครื่องมือทรงพลังที่สุดในการทำความเข้าใจโลกกับธรรมชาติ และเมื่อประชาธิปไตยเอเธนส์พัฒนาถึงขีดสุดความเชื่อศาสนาเป็นเพียงประเพณี ไม่ค่อยมีใครเชื่อคำสอนศาสนาอย่างจริงจัง

            ระบอบประชาธิปไตยมีสถาบันการเมืองต่างๆ มีกลุ่มการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ สิ่งต่างๆ เหล่านี้พัฒนาขึ้นมา บริหารจัดการโดยประชาชนหรือพลเมือง ให้ความสำคัญกับ “การตัดสินเสรี” “การมีส่วนร่วม” และ “ตัดสินใจร่วมกัน”

            สังคมประชาธิปไตยใดที่พลเมืองมีส่วนร่วมน้อย ไม่คิดตัดสินใจด้วยตนเอง พยายามเอาชนะด้วยเสียงข้างมาก ละเลยความต้องการของคนส่วนน้อย สังคมนั้นไม่ได้ตั้งอยู่บนอุดมการณ์ประชาธิปไตย นักประชาธิปไตยจึงต้องแยกระหว่างรูปแบบประชาธิปไตยที่มีแต่เปลือก กับสังคมที่ตั้งอยู่บนอุดมกาณ์ประชาธิปไตยจริง

            นอกจากนี้ต้องช่วยกันรักษาเพิ่มพูนผลประโยชน์ร่วม (common good) สังคมใดที่ไม่ช่วยกันดูแลผลประโยชน์ร่วม ต่างกันต่างอยู่ พยายามแสวงหาประโยชน์ส่วนตน เช่นนั้นไม่อาจเรียกว่าเป็นผู้มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย

            ยกตัวอย่าง การป้องกันชาติ ความปลอดภัยในชุมชน สมบัติส่วนรวม สิ่งแวดล้อม เหล่านี้เป็นผลประโยชน์ร่วม

            ถ้าจะศึกษาลงลึกกว่านี้ David Howarth แยกอุดมการณ์ประชาธิปไตยเป็น 5 ด้าน คือ หลักนิยมการเมือง (political doctrine) ระบบการปฏิบัติต่อกันทางการสังคมและการเมือง (system of social and political practice) การทำให้ความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นเรื่องลึกลับ (mystification of social relations - กระบวนการที่ความสัมพันธ์ทางสังคมถูกบิดเบือนหรือทำให้เข้าใจผิด เพื่อรักษาอำนาจหรือผลประโยชน์ของพวกตน) เงื่อนไขการปกครองแบบประชาธิปไตยหรือรัฐบาลประชาธิปไตย (condition of democratic rule or governance) และสัญลักษณ์หรือองค์ประกอบด้านอุดมการณ์กับการเคลื่อนไหวทางการเมือง

นิยามการปกครองประชาธิปไตย:

            การปกครองประชาธิปไตยมาจากรากความคิดที่ว่ามนุษย์ทุกคนเสมอภาค ปัจเจกบุคคลมีสิทธิเสรีภาพในการตัดสินใจดำเนินชีวิตด้วยตนเอง เป็นเจ้าของตัวเอง แต่ด้วยประโยชน์ของการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม จึงมารวมกันภายใต้การปกครองที่ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน ปกครองร่วมกัน อำนาจการปกครองเป็นของประชาชน

            ดังนั้น นิยามการปกครองประชาธิปไตย (Democracy) คือ การปกครองโดยประชาชนหรือประชาชนปกครองกันเอง (self-government) ดังที่อับราฮัม  ลินคอล์น กล่าวว่า ประชาธิปไตย คือ การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน

            การที่รัฐบาลใดจะได้รับการยอมรับว่าเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ จะต้องมีลักษณะครบทั้ง 3 ประการ ดังนี้

            ประการแรก รัฐบาลของประชาชน

            หมายถึง รัฐบาลจะต้องมาจากการเลือกของประชาชน และประชาชนสามารถเปลี่ยนตัวผู้ปกครอง ประชาชนคือเจ้าของรัฐบาล เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

            และจะต้องกำหนดวาระดำรงตำแหน่งผู้ปกครอง เช่น 2 ปี 4 ปี เป็นหลักประกันว่าประชาชนจะมีโอกาสเปลี่ยนตัวผู้ปกครอง

            ดังนั้น ประชาชนจึงมีส่วนร่วมทางการเมือง สามารถเรียกร้องรัฐบาล รัฐบาลมีหน้าที่รับฟังและนำไปปรับปรุงงานบริหารประเทศ

            คำว่ารัฐบาลของประชาชนยังหมายถึงการไม่แบ่งเพศ สีผิว ชนชั้นทางสังคม ฐานะเศรษฐกิจ ทุกคนมีสิทธิในการเลือกตั้ง เป็นเจ้าของประเทศเท่าเทียมกัน

            ประการที่ 2 รัฐบาลโดยประชาชน

            หมายถึงพลเมืองทุกคนมีสิทธิเป็นผู้ปกครองทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น ถ้าหากได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ ผู้นำประเทศหรือผู้นำท้องถิ่นจึงเป็นบุคคลที่มาจากประชาชน ได้รับอำนาจให้เข้ามาบริหารประเทศ

            ประการที่ 3 รัฐบาลเพื่อประชาชน

            หมายถึงรัฐบาลจะต้องมีจุดประสงค์เพื่อความผาสุกของประชาชน และจะต้องยั่งยืน พัฒนาให้สูงยิ่งขึ้นไป ความไม่ยั่งยืนคือความล้มเหลว เป็นหายนะของชาติของระบอบประชาธิปไตย

            รัฐบาลมีหน้าที่โดยตรงในการปกป้องคุ้มครองประชาชน ทั้งทางด้านกายภาพ สิทธิ เสรีภาพ

            ดังนั้น รัฐบาลใดไม่ได้บริหารประเทศเพื่อความผาสุกที่ยั่งยืนของประชาชน เช่นนั้นไม่เรียกว่าเป็นประชาธิปไตย (เป็นแต่เปลือก)

            นิยามประชาธิปไตยพัฒนาเรื่อยมา ในสมัยที่ยังมีทาส พลเมืองเท่านั้นที่มีประชาธิปไตย ทาสไร้เสรีภาพไม่มีประชาธิปไตย อเมริกาที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบประชาธิปไตยโลก ขณะเมื่อก่อตั้งประเทศนั้นประชาธิปไตยเป็นอำนาจของคนส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ของทุกคน ด้วยความคิดว่าแนวทางนั้นจะนำความผาสุกแก่คนทั้งประเทศได้มากกว่า ถ้าศึกษาลงลึกจะพบว่าระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีปัจจุบันยังสะท้อนหลักคิดอำนาจของคนส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ของทุกคน Electors (Electoral College) คือตัวอย่าง

            ประชาธิปไตยพัฒนาเรื่อยมาและจะพัฒนาต่อไป นิยามประชาธิปไตยจึงเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ แตกต่างกันในแต่ละสังคม ต่างกันตามบริบทประเทศ

ประชาธิปไตยโดยตรงกับโดยอ้อม:

            ประชาธิปไตยโดยตรง (Direct Democracy) หมายถึงการให้ประชาชนผู้เป็นพลเมืองมีสิทธิโดยตรงในการปกครองหรือวินิจฉัยตัดสินเรื่องราวของประเทศ กล่าวคือพลเมืองมีสิทธิเข้าร่วมเป็นสมาชิกสภาประชาชนซึ่งทำหน้าที่เป็นสถาบันสูงสุดในการแสดงเจตจำนงของรัฐ

            การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่นครรัฐเอเธนส์เมื่อประมาณ 500 ปีก่อนคริสตกาล เป็นประชาธิปไตยแบบโดยตรง การที่สามารถใช้ระบอบประชาธิปไตยโดยตรงเพราะนครรัฐมีอาณาเขตไม่กว้างขวาง ประชากรไม่มาก

            ประชาธิปไตยโดยอ้อม (Indirect Democracy) หรือประชาธิปไตยโดยผู้แทนหรือประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy) หมายถึง พลเมืองมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้แทนราษฎรเข้าไปทำหน้าที่แทนตัวเองในรัฐสภา เจตจำนงของรัฐสภาถือเป็นความต้องการของประชาชนและต้องสะท้อนความต้องการของประชาชน ลักษณะนี้คล้ายคลึงกับที่อริสโตเติลกล่าวว่าเป็นระบอบการปกครองโดยคนส่วนน้อยภายใต้การควบคุมของคนส่วนใหญ่ สาระสำคัญไม่อยู่ที่การปกครองของคนส่วนน้อย แต่อยู่ที่การควบคุมจากคนส่วนใหญ่

            บางตำราแบ่งประชาธิปไตยแบบตัวแทนเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ สาธารณรัฐนิยม (republicanism) กับเสรีนิยม (liberalism)

            สาธารณรัฐนิยม (republicanism) คือประชาธิปไตยตัวแทนประเภทหนึ่ง ให้ความสำคัญกับชาย ชนชั้นกลาง ส่วนพวกผู้หญิง เด็ก ชนชั้นแรงงานจะถูกกันออกจากการตัดสินใจทางการเมือง กับอีกแนวหนึ่งคือทุกคนมีส่วนร่วมทางการเมือง แสดงความคิดเห็นได้ แต่คณะผู้บริหารประเทศไม่ได้มาจากการเลือกจากประชาชนโดยตรง มาจากการตัดสินใจของคนกลุ่มหนึ่งที่ตัดสินบนฐานความคิดเห็นประชาชน และยึดหลักประโยชน์สุขของสังคม เรียกว่า Electors (Electoral College) บางครั้ง Electors อาจเลือกตรงข้ามกับความเห็นของคนส่วนใหญ่ บนฐานคิดว่าความคิดของคนส่วนใหญ่ไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม

            สาธารณรัฐนิยมเป็นที่นิยมมากเมื่ออเมริกากำลังคิดจะประกาศเอกราช ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ในสมัยนั้นคำว่าประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงการที่ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพ ชายผิวขาวบางคนเท่านั้นที่มีสิทธิทางการเมืองอย่างบริบูรณ์

            เสรีนิยม (liberalism) ในฐานะรูปแบบประชาธิปไตยตัวแทนอีกประเภท เน้นความสำคัญของปัจเจกทุกคน ถือว่าเสรีภาพส่วนบุคคลสำคัญที่สุด เชื่อว่าทุกคนจะใช้เสรีภาพแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง ยึดถือเศรษฐกิจเสรี ตามกลไกตลาด หลังสิ้นสงครามเย็นประชาธิปไตยแบบตัวแทนจะมุ่งมารูปแบบนี้

            ประชาธิปไตยมีหลายแบบย่อย เช่น ‘capitalist democracy’, ‘social democracy’, ‘people’s democracy’, ‘green democracy’ และ ‘radical democracy’ (เน้นการมีส่วนร่วมอย่างเสรีและเท่าเทียม การเปิดกว้างทุกมิติทุกด้าน) ภายใต้ประชาธิปไตยไม่จำต้องยึดแนวเศรษฐกิจเสรีนิยมเสมอไป

            ทุกวันนี้นักคิดนักปราชญ์ยังคงมองหารูปแบบประชาธิปไตยใหม่ๆ หวังว่าจะตอบสนองความต้องการได้ดีขึ้น

ตัวอย่างพัฒนาการประชาธิปไตยสหรัฐ:

            ในช่วงที่คนอเมริกันกำลังหารือรูปแบบการปกครองของตน เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin) ตัวแทนจากรัฐฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia) เห็นว่าชายผิวขาวทุกคนควรได้รับสิทธิ์ลงคะแนนเสียง แต่ที่ประชุม The Constitutional Convention of 1787 เห็นว่าเจ้าของที่ดินเท่านั้นสามารถรักษาเสรีภาพได้ดีที่สุด เจมส์ แมดิสัน (James Madison) เกรงว่าหากให้คนจนมีสิทธิ์ลงคะแนน พวกเขาจะรวมหัวกันไม่ยอมรับกรรมสิทธิ์ที่ดินของเจ้าของเดิม (ซึ่งหมายถึงพวกเขาที่อยู่ในที่ประชุม พวกเขาหลายคนเป็นเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่)

            นอกจากนี้ การเลือกตั้งในแต่ละรัฐยังคงให้แต่ละรัฐมีอำนาจเลือกตามแนวทางของตนเอง (หมายถึงการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกผู้แทนราษฎรทั้งประเทศ)

            ดังนั้น ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนในยุคนั้นจึงอยู่ใต้หลักการ “จำกัดผู้มีสิทธิ์” โดยยึดผลประโยชน์ของชนชั้นอำนาจเป็นหลัก การปกครองประเทศที่รวมกันเป็นสหรัฐอเมริกาหมายถึงการร่วมกันปกครองของชนชั้นปกครองที่อยู่ในแต่ละรัฐ

            สถานการณ์ในทศวรรษ 1780 การแก้ปัญหายังคงเป็นปัญหาของชนชั้นอำนาจ ตำราเรียนอเมริกาหลายเล่มสอนว่าคนเหล่านี้รวมตัวกันเพื่อแก้ไขปัญหา “ระดับชาติ” ซึ่งความจริงแล้วหมายถึง ปัญหาของ “ชนชั้นอำนาจ” เป็นพวกชนชั้นปกครอง นายทุน เจ้าของที่ดินขนาดใหญ่ คนมีตระกูล คนเหล่านี้มาร่วมประชุมเพราะต้องการรักษาผลประโยชน์ของพวกเขา

            คำว่า “ประชาธิปไตย” ของอเมริกาในยุคนั้นก็เป็นเช่นนั้น

            ตำราเรียนอเมริกาบางเล่มยังพยายามอธิบายว่าการเมืองสหรัฐปัจจุบันมีความ “หลากหลาย” (diversity) สมาชิกรัฐสภาหลายคนเป็นสตรี หลายคนเป็นพวกผิวสี บารัก โอบามา (Barak Obama) คนผิวสีได้เป็นประธานาธิบดี เป็นตัวอย่างประเทศประชาธิปไตยที่น่าชื่นชม ข้อมูลอีกด้านชี้ว่าสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่มาจาก “ชนชั้นอำนาจ ชนชั้นปกครอง” มักมีฐานะมั่งคั่ง ทุกวันนี้ชาวบ้านธรรมดาน้อยคนที่จะเข้าถึงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภา

            ไม่มีประเทศประชาธิปไตยใดที่สมบูรณ์แบบ สหรัฐเหนือกว่าหลายประเทศในด้านนี้

            ประเทศจะเป็นประชาธิปไตยที่มีคุณภาพถ้าพลเมืองมีอุดมการณ์ประชาธิปไตย ระดับอุดมการณ์ประชาธิปไตยของสังคมคือเครื่องชี้วัดระดับประชาธิปไตย สิ่งนี้ไม่อาจพิจารณาจากรูปแบบบางอย่าง เช่น มีเลือกตั้ง มีพรรคการเมือง แล้วสรุปว่าเป็นประชาธิปไตย การปกครองแนวทางนี้จะสำเร็จตามอุดมการณ์หรือไม่ขึ้นกับคุณภาพของประชาชน หรือกล่าวว่าคุณภาพพลเมืองสะท้อนคุณภาพการเมือง ไม่ใช่ทุกประเทศเจริญรุ่งเรืองจากปกครองนี้ บางครั้งกลายเป็นรัฐล้มเหลว (failed state) ก็มี

            ในระยะหลังงานศึกษาหลายชิ้นพบว่า โดยรวมแล้วเสรีภาพโลกกับระดับความเป็นประชาธิปไตยถดถอยต่อเนื่อง ฝ่ายอำนาจนิยมเข้มแข็งขึ้น ประชาชนจำนวนไม่น้อยชื่นชมรัฐบาลอำนาจนิยมมากกว่า

ชาญชัย คุ้มปัญญา

-----------------------

บรรณานุกรม:

1. สมบัติ ธำรงธัญวงศ์. (2553). การเมือง: แนวความคิดและการพัฒนา (พิมพ์ครั้งที่ 18). กรุงเทพฯ: เสมาธรรม.

2. Howarth, David. (2001). democratic ideology. In Encyclopedia of democratic thought. (pp. 235-238). London: Routledge.

3. Jones, Peter. (2001). freedom. In Encyclopedia of democratic thought. (pp. 363-369). London: Routledge.

4. Magleby, David B., Light, Paul C. (2009). Government by the People (23rd Ed.). USA: Pearson Education.

5. Perry, Marvin., Jacob, Margaret., Jacob, James., Chase, Myrna., & Von Laue, Theodore. (2009). Western Civilization: Ideas, Politics, and Society (9th Ed.). Boston: Houghton Mifflin Harcourt Publishing.

6. Zanetti, Lisa A. (2007). Democratic Theory. In Encyclopedia of Governance. (pp.207-212). USA: SAGE Publications.

-----------------------------

แนวคิดนโยบายต่างประเทศของรัสเซีย 2023 (3)

รัสเซียหวังระบบโลกหลายแกนนำที่มีความเท่าเทียมมากขึ้น อันจะส่งเสริมความมั่นคงของตนแต่เท่ากับขัดขวางฝ่ายตรงข้าม

            ในส่วนนี้นำเสนอนโยบายต่างประเทศตามภูมิภาคที่น่าสนใจ ภายใต้แนวคิดนโยบายต่างประเทศของรัสเซีย 2023 (Russian Foreign Policy Concept 2023) มีสาระสำคัญพร้อมการวิเคราะห์ ดังนี้

ประเทศเครือรัฐเอกราช:

            ให้ความสำคัญต่อความมั่นคงเสถียรภาพ บูรณภาพแห่งดินแดนของกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (Commonwealth of Independent States: CIS - กลุ่มประเทศที่ก่อตั้งขึ้นหลังสหภาพโซเวียตล่มสลายสมาชิกส่วนใหญ่เป็นอดีตสาธารณรัฐของสหภาพโซเวียต ได้แก่ อาร์มีเนีย อาเซอร์ไบจาน เบลารุส คาซัคสถาน คีร์กิซสถาน มอลโดวา ทาจิกิสถาน อุซเบกิสถานและรัสเซีย)

            มักมีชายแดนติดหรือใกล้รัสเซีย พึ่งพาอาศัยกันและกัน มีภาษาวัฒนธรรมใกล้ชิด มีนโยบายดังนี้ 1) ป้องกันและแก้ไขความขัดแย้งทางทหาร พัฒนาความสัมพันธ์ ให้มั่นใจว่าประเทศเหล่านี้มีเสถียรภาพ ไม่เกิดการปฏิวัติสี (Colour Revolution - การล้มล้างระบอบแล้วตั้งรัฐบาลใหม่ที่ไม่เป็นมิตรต่อรัสเซีย) 2) ประกันความมั่นคงทางการเมืองและการทหารต่อรัสเซีย เสริมสร้างความมั่นคงตามภูมิภาคต่างๆ 3) ต่อต้านโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร (Military infrastructure) ที่มาติดตั้งในประเทศที่ไม่เป็นมิตรและคุกคามใกล้รัสเซีย 4) ส่งเสริมบูรณาการของ CIS กับ EAEU สร้างความร่วมมือกับแถบยูเรเชีย (Eurasia - ผืนแผ่นดินขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยทวีปยุโรปและเอเชีย) 5) ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับมิตรประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะกับสมาชิก EAEU และประเทศที่อยากมีส่วนร่วมตามแนวทางยูเรเชีย

            วิเคราะห์: รัฐบาลรัสเซียมักคิดว่าพวกตะวันตกพยายามแทรกแซงการเมืองภายในกลุ่ม CIS หวังได้รัฐบาลที่ต่อต้านรัสเซีย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานรัสเซีย ในอีกมุมตีความว่ารัฐบาลรัสเซียอ้างเหตุดังกล่าวจึงเฝ้าระวังกำกับไม่ให้ประเทศเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือตะวันตก

            รัสเซียอ้างว่าระบบปล่อยอาวุธที่สหรัฐติดตั้งในโปแลนด์กับโรมาเนียสามารถบรรจุจรวดร่อน Tomahawk ที่สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ซึ่งสหรัฐกับนาโตปฏิเสธเรื่อยมา ต่อมารัฐบาลเซเลนสกีแห่งยูเครนขอเข้าเป็นสมาชิกนาโต รัสเซียถือว่าเรื่องนี้เป็นเส้นต้องห้าม (red line) ที่ประกาศมานานหลายปีแล้ว เพราะหากยูเครนเป็นสมาชิกนาโตและติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ ยูเครนจะสามารถยิงใส่เมืองหลวงมอสโกภายใน 4-5 นาที ไม่ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรเป็นอีกเหตุผลที่รัฐบาลปูตินชี้ว่าไม่อาจปล่อยให้เป็นเช่นนั้น ประธานาธิบดีปูตินถึงกับกล่าวว่าสหรัฐ “ควรเข้าใจว่าไม่มีทางให้เราถอยอีกแล้ว” เป็นเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่กองทัพรัสเซียบุกยูเครน เป็นตัวอย่างเหตุผลนโยบายต่อต้านโครงสร้างพื้นฐานทางทหารที่ใกล้รัสเซีย

            รวมความแล้วรัสเซียให้ความสำคัญกับประเทศที่มีพรมแดนติดกันหรืออยู่ใกล้กัน มองว่าเป็นความมั่นคงร่วมโดยยึดตัวเองเป็นแกนกลาง

แถบอาร์กติก:

            รัสเซียหวังรักษาสันติภาพกับเสถียรภาพในอาร์กติก (Arctic) หรือพื้นที่แถบขั้วโลกเหนือ ให้สิ่งแวดล้อมยั่งยืน ลดภัยคุกคามรัสเซียจากพื้นที่แถบนี้ สร้างเป็นเขตพื้นที่พัฒนา Arctic zone ของรัสเซีย ส่งเสริมการเดินเรือสู่นานาชาติ มีแนวทางดังนี้

            1) แก้ไขความขัดแย้งของย่านนี้ด้วยสันติวิธี ยึดอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) 2) ต่อต้านปรปักษ์ที่หวังติดตั้งอาวุธในย่านนี้ ที่พยายามสร้างกฎเกณฑ์ควบคุมแต่ฝ่ายเดียว 3) ส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศนอกอาร์กติกที่เป็นมิตรต่อรัสเซีย พัฒนาโครงสร้างเส้นทาง Northern Sea Route

พื้นที่ยูเรเชีย:

            รัสเซียตั้งเป้าพัฒนาความสัมพันธ์กับมิตรประเทศในยูเรเชียหรือแผ่นดินทวีปยุโรปกับเอเชีย พื้นที่หลักที่รัสเซียให้ความสำคัญ เล็งถึงระเบียบโลกใหม่ และเป็นกุญแจจัดการปัญหาต่างๆ ในการเมืองโลก

            รัสเซียจะยกระดับความสัมพันธ์กับจีนและอินเดียรอบด้าน บนประโยชน์ร่วม 2 ฝ่าย ส่งเสริมการค้าการลงทุน ประสาน EAEU กับ BRI ของจีน ส่งเสริมเศรษฐกิจตามทางรถไฟสายหลักไบคาล-อามูร์ (BAM- เส้นขนานกับทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย) และเส้นทรานส์-ไซบีเรียเดิม


สหรัฐกับยุโรป:

            ประเทศในยุโรปส่วนใหญ่ดำเนินนโยบายก้าวร้าวต่อรัสเซีย หวังฉวยประโยชน์ทางเศรษฐกิจ บ่อนทำลายความมั่นคงทางการเมืองรัสเซีย กัดเซาะคุณค่าทางจิตวิญญาณ ศีลธรรมจรรยา กีดขวางความร่วมมือ รัสเซียจึงป้องกันโดยสร้างรูปแบบการอยู่ร่วมกันแบบใหม่

            ปัจจัยหลักมาจากการที่รัฐบาลสหรัฐกับพวกพยายามแบ่งแยกยุโรป เพื่อบั่นทอนทำลายรัสเซียกับชาติยุโรป จำกัดอธิปไตยของประเทศยุโรปเพื่อรักษาอิทธิพลสหรัฐ

            รัสเซียให้ความสำคัญกับบทบาทสหรัฐผู้เป็นศูนย์กลางแห่งหนึ่งของโลก ผนึกกำลังเป็นพวกตะวันตกที่ยึดนโยบายต่อต้านรัสเซีย ต้นตอความเสี่ยงภัยความมั่นคง สันติภาพระหว่างประเทศ การพัฒนามนุษยชาติอย่างสมดุล เท่าเทียมและก้าวหน้า

            รัสเซียหวังอยู่ร่วมกับสหรัฐโดยสันติ สร้างผลประโยชน์สมดุลร่วมกัน ในฐานะมหาอำนาจนิวเคลียร์ที่มีความรับผิดชอบต่อความมั่นคงระหว่างประเทศ สัมพันธ์กับสหรัฐจะลึกซึ้งขึ้นหากสหรัฐเลิกนโยบายครอบงำด้วยอำนาจ และจะยึดแนวทางนี้กับประเทศอื่นที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐ

            วิเคราะห์: เรื่องนี้เป็นหลักฐานอีกชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่าแท้จริงแล้วสัมพันธ์รัฐบาลสหรัฐกับยุโรปแนบแน่นแม้มีเรื่องไม่ลงรอย ผลประโยชน์ไม่ลงตัว ในภาพรวมรัฐบาลหลายประเทศในยุโรปยึดแนวทางเป็นพันธมิตรสหรัฐ เพราะผลประโยชน์ร่วมนั้นมหาศาล การยอมให้สหรัฐบางครั้งเป็นเรื่องปกติ

            ยุทธศาสตร์นาโตขยายตัว (NATO Enlargement) สงครามยูเครนเป็นหลักฐานสำคัญชี้ว่า นาโตที่มีสหรัฐเป็นแกนนำยังคงสู้กับรัสเซีย เพียงแต่ว่าไม่ใช่รบกันทุกวัน การรบมีจังหวะพักจังหวะหยุด แต่การต่อสู้แข่งขันยังไม่หยุดแม้ผ่านมาหลายทศวรรษแล้ว

ภูมิภาคอื่นๆ:

            ร่วมมือกับอาเซียน สนับสนุนโครงสร้างความมั่นคงย่านนี้ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ร่วมมือกับ APEC ต่อต้านการบ่อนทำลายอาเซียน

            เป็นมิตรกับอารยธรรมอิสลามที่เป็นตัวของตัวเอง เป็นส่วนหนึ่งของ "polycentric world" หรือโลกที่มีศูนย์กลางอำนาจและอิทธิพลหลายแห่ง ด้วยแนวทางดังนี้

            1) ร่วมมือกับอิหร่านเต็มที่ทุกด้าน ร่วมมือกับตุรเคีย หลายประเทศในตะวันออกกลางบนผลประโยชน์ร่วม ร่วมสร้างโครงสร้างความมั่นคงภูมิภาครอบด้านกับประเทศในย่านนี้ ส่งเสริมศาสนาความเชื่อที่แตกต่าง ร่วมกันปกป้องคุณค่าทางจิตวิญญาณ ศีลธรรม ต่อต้าน Islamophobia 2) ปรับความเข้าใจ ท่าทีที่แตกต่างเพื่อคืนสู่ความสัมพันธ์ตามปกติกับประเทศในย่านนี้ รวมทั้งองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) หาทางแก้ปัญหาปาเลสไตน์ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ 3) ร่วมมือทางเศรษฐกิจ นำสมาชิก OIC เป็นส่วนหนึ่งของ Greater Eurasian Partnership

            รัสเซียหวังเชื่อมสัมพันธ์กับประเทศในแอฟริกาบนความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมกันมากขึ้นภายใต้ระบบโลกแกนนำหลายขั้ว (polycentric) สนับสนุนอธิปไตย ความเป็นอิสระของประเทศต่างๆ รวมทั้งให้ความช่วยเหลือด้านความมั่นคง อาหาร พลังงาน การทหาร ช่วยแก้ความขัดแย้งทางทหาร ทั้งต้นเหตุจากชาติพันธุ์ ภายใต้กรอบ "African problems – African solution" เพิ่มการค้าการลงทุน ฯลฯ

            ด้านภูมิภาคลาตินอเมริกากับแคริบเบียน รัสเซียจะส่งเสริมผลประโยชน์ของประเทศแถบนี้ที่อยู่ภายใต้แรงกดดันของสหรัฐกับพวก ช่วยรักษาอธิปไตยและความเป็นอิสระ

วิพาก์องค์รวมและสรุป:

            แนวคิดนโยบายต่างประเทศของรัสเซีย 2023 (Russian Foreign Policy Concept 2023) สะท้อนมุมมองรัฐบาลรัสเซียต่อสถานการณ์โลกปัจจุบัน บริบทที่ปรปักษ์พยายามบั่นทอนบ่อนทำลาย สงครามยูเครนเป็นตัวอย่างปัจจุบันที่ชัดเจน แม้ไม่สามารถล้มรัฐบาลรัสเซียแต่ทำให้อ่อนแอ สกัดการฟื้นตัว รัสเซียหวังอนาคตที่เป็นระบบโลกหลายขั้วหรือหลายแกนนำ ที่มีความเท่าเทียมมากขึ้นอันจะส่งเสริมความมั่นคงของตนแต่เท่ากับขัดขวางฝ่ายตรงข้าม

16 มีนาคม 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10347 วันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2568)

------------------

บรรณานุกรม :

1. Putin warns Poland an attack on Belarus would be an attack on Russia. (2023, July 22). Politico. Retrieved from https://www.politico.eu/article/vladimir-putin-warns-poland-attack-belarus-russia/

2. The Ministry of Foreign Affairs of the Russian Federation. (2023, March 31). The Concept of the Foreign Policy of the Russian Federation. Retrieved from https://www.iiss.org/online-analysis/online-analysis/2023/04/russia-new-foreign-policy-concept-the-impact-of-war/

-----------------


เจ้าพ่อทรัมป์ (Trump the Godfather)

ทรัมป์ไม่ได้ทำงานคนเดียว ต้องรวมสมาชิกรัฐสภารีพับลิกัน รวมทั้งคนอเมริกันหลายล้านคนที่สนับสนุนอย่างแข็งขัน เป็นพวกอำนาจนิยม

            ในเวลาเดือนเศษนับจากรับตำแหน่งทั่วโลกรับรู้พฤติกรรมของประธานาธิบดีทรัมป์ที่บ่งชี้ความไม่เป็นประชาธิปไตย สื่อ The Economist ฉบับ 27 กุมภาพันธ์นำเสนอบทความ “Donald Trump has begun a mafia-like struggle for global power” พฤติกรรมของทรัมป์ 2.0 ไม่ต่างจากเจ้าพ่อมาเฟีย

            คำว่าเจ้าพ่อบ่งบอกว่าชอบข่มขู่ ใช้ความรุนแรง ไม่เคารพกฎหมาย สามารถทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตน บทความนี้รวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ทรัมป์เป็น “เจ้าพ่อมาเฟีย" (a mafia don) เป็นพวกอำนาจนิยม ดังนี้

ชอบข่มขู่:

            ตั้งแต่ก่อนรับตำแหน่งทรัมป์ขู่รุกรานต่างชาติ หวังได้คลองปานามากับกรีนแลนด์ของเดนมาร์กมาครอบครอง ให้ประเทศแคนาดาเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐ เมื่อรับตำแหน่งกล่าวย้ำจุดยืนนี้หลายรอบ

            ทรัมป์ 2.0 ยืนยันกรีนแลนด์จำต้องเป็นของสหรัฐ ด้านรัฐบาลกรีนแลนด์ชี้แจงว่ากรีนแลนด์เป็นของคนกรีนแลนด์และจะไม่ขายให้ใครตลอดไป นี่คือเสรีภาพของกรีนแลนด์

            วิเคราะห์: เป็นหลักคิดที่ว่าอะไรที่รัฐบาลสหรัฐต้องการก็จะต้องเอาให้ได้ ไม่ว่าอีกฝ่ายต้องสูญเสียอะไรมากน้อยแค่ไหน แม้กระทั่งสิทธิเสรีภาพที่มีอยู่เดิม ผู้พยายามอ้างว่าเป็นผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยโลกกำลังจะทำเช่นนั้น

            ทรัมป์ 2.0 ประกาศว่าจะนำคลองปานามา (Panama Canal) กลับมาเป็นของสหรัฐเพราะปานามาไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้ เรืออเมริกาต้องจ่ายค่าบริการมากเกินควร ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม อีกทั้งจีนกำลังบริหารจัดการคลองปานานา เรื่องนี้ปล่อยไว้ไม่ได้ เมื่อเราให้คลองนี้แก่ปานามา ตอนนี้เราจะเอาคืนกลับมาควบคุม

            โจแซ ราอูล มูลิโน (José Raúl Mulino) ประธานาธิบดีปานามาโต้กว่า ทรัมป์กำลังคุกคามอธิปไตยประเทศปานามา คลองนี้เป็นของชาวปานามา ชี้แจงว่าบริษัทจีนทำกิจการขนส่งสินค้าขึ้นลงเรือ ไม่เข้าควบคุมการเดินเรือในคลองตามที่รัฐบาลสหรัฐกล่าวหา ไม่กระทบความมั่นคงสหรัฐตามที่กล่าวอ้าง ประธานาธิบดีปานามากล่าวว่า “แถลงการณ์รัฐบาลสหรัฐพูดเรื่องเท็จ เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้”

            แต่เดิมสหรัฐได้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาลจากการควบคุมคลองปานามา ในขณะที่ชาวปานามายากจนไม่ค่อยได้ประโยชน์จากคลองนี้ ชาวปานามาจึงเรียกร้องขอคืนอธิปไตยเหนือดินแดนของตน ชาวปานามารบกับกองกำลังสหรัฐ นำสู่การเจรจาและลงนามในสนธิสัญญาตอร์ริโฮส-คาร์เตอร์ (Torrijos-Carter Treaties) ในปี 1977 ซึ่งสหรัฐอเมริกาตกลงที่จะคืนคลองปานามาให้กับปานามาในปี 1999 เป็นสัญลักษณ์ของการยุติยุคอาณานิคม

            อีกตัวอย่างคือทรัมป์ชูธงห้ามนานาชาติลดใช้ดอลลาร์ ข่มขู่เล่นงานประเทศที่ลดใช้ BRICS เป็นตัวอย่างที่สมาชิกกลุ่มพยายามค้าขายกันด้วยสกุลเงินที่ไม่ใช่ดอลลาร์ ลดการถือครองดอลลาร์

            หลายประเทศถือดอลลาร์ในรูปพันธบัตรสหรัฐ ช่วยให้สหรัฐมีงบประมาณใช้จ่ายในยามที่ขาดดุลเรื่อยมา ถ้านานาชาติต้องการดอลลาร์มากขึ้นจะซื้อพันธบัตรมากขึ้น สหรัฐสามารถกู้ด้วยดอกเบี้ยต่ำและปล่อยกู้จำนวนมาก ในทางกลับกันสหรัฐจะมีปัญหาเรื่องงบประมาณถ้านานาชาติลดใช้ดอลลาร์ มีผู้ประเมินว่ารัฐบาลทรัมป์ 2.0 จะก่อหนี้อีก 15 ล้านล้านดอลลาร์ ดันให้สกุลดอลลาร์อ่อนค่าลง พันธบัตรสหรัฐไม่น่าถือ

            ทรัมป์ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าหลายประเทศจึงโดนโต้กลับ ทรัม์ข่มขู่จะสวนกลับหากใครตอบโต้กำแพงภาษีสหรัฐ

            วิเคราะห์: ตามแนวคิดของทรัมป์สหรัฐขึ้นภาษีได้ฝ่ายเดียว ชาติอื่นห้ามตอบโต้ อ้างว่านี่คือการค้าที่ยุติธรรมแม้ขัดต่อหลักการค้าเสรี

ชอบใช้ความรุนแรง:

            เมื่อทางการกรีนแลนด์ปฏิเสธ รัฐบาลทรัมป์ข่มขู่จะขึ้นภาษีสินค้าเดนมาร์กอย่างหนักหากไม่ยอมขายกรีนแลนด์ให้สหรัฐ และอาจใช้มาตรการทางทหารถ้าจำเป็น

            ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด คายา คาลาส (Kaja Kallas) ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปด้านนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงกล่าวว่าทรัมป์ควรเคารพอธิปไตยกรีนแลนด์ กรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของเดนมาร์ก

            ทำนองเดียวกับคลองปานามา ทรัมป์กล่าวซ้ำหลายครั้งต้องการยึดครองคลองปานามาด้วยกำลังถ้าจำเป็น

            วิเคราะห์: วิธีการของทรัมป์ชวนให้นึกถึงลัทธิล่าอาณานิคม ขยายอาณานิคมในศตวรรษที่ 21 ถ้าไม่ให้โดยดีก็จะใช้กำลัง ทรัมป์ไม่เว้นแม้เดนมาร์ก แคนาดาที่เป็นสมาชิกนาโต การร่วมนาโตน่าจะช่วยให้มั่นคงแต่ดูเหมือนไม่เป็นเช่นนั้น เพราะผู้ยึดแนวทางจักรวรรดินิยมไม่สนใจว่าเป็นพันธมิตรหรือไม่ สั่นสะเทือนทั้งโลกว่าใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป

ไม่เคารพกฎหมาย:

            แปลกแต่จริงที่ผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยประกาศอย่างชัดเจนจะยึดครองประเทศอื่นตามต้องการ ไม่สนใจว่าแคนาดาต้องสิ้นชาติ เรื่องนี้ละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ ทำลายสิทธิเสรีภาพ แต่ทรัมป์ 2.0 อ้างว่าทำได้เพื่อความมั่นคงรุ่งเรืองของสหรัฐ

            WTO ตั้งอยู่บนหลักการค้าเสรี หากรัฐบาลสหรัฐคิดว่าไม่ได้รับความยุติธรรม ควรส่งเรื่องสู่ WTO ไม่ใช่ใช้ศาลเตี้ยลงโทษผู้อื่นตามใจชอบ พฤติกรรมตั้งกำแพงภาษีจึงบ่อนทำลาย WTO ทำลายหลักการค้าเสรีที่ในอดีตชาติตะวันตกพร่ำสอนให้นานาชาติยึดถือ (และเป็นที่มาของ WTO) บัดนี้ระบบการค้าเสรีนับวันจะยิ่งเสื่อมถอย ประโยชน์มหาศาลจากการค้าเสรีถูกบั่นทอนเพราะบางประเทศมองแต่ผลประโยชน์ส่วนตนอันคับแคบ และที่สุดแล้วคนอเมริกันนั่นแหละที่ต้องรับผลเสียจากพฤติกรรมของรัฐบาลตัวเอง

            จัสติน ทรูโด (Justin Trudeau) นายกรัฐมนตรีแคนาดาประกาศจะตอบโต้แน่นอน การที่แคนาดารับไม่ได้เพราะแบงก์ชาติแคดานาประเมินว่าภาษีทรัมป์จะทำให้เงินเฟ้อพุ่ง สินค้าในประเทศแพงขึ้นมาก คนแคนาดายากลำบาก

            ในปัจจุบันที่ทั่วโลกยึดถือการค้าเสรี เป็นสมาชิกองค์การค้าโลกก็เพื่อหวังภาษีในระดับต่ำสุดหรือไม่มีเลย เป็นเหตุให้โลกเจริญก้าวหน้า ประชาชนอยู่ดีกินดีกว่าเดิม สหรัฐคือหนึ่งสมาชิกองค์การค้าโลกแต่ละเมิดกฎเกณฑ์ขึ้นภาษีตามใจชอบ นำสู่การตอบโต้ ทั้งจากแคนาดา เม็กซิโก จีน และอีกหลายประเทศ

ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตน:

            มีนาคม 2025 บริษัท CK Hutchison Holding ประกาศขายหุ้นท่าเรือของตนในปานามาแก่บริษัท BlackRock ทำให้บริษัทสัญชาติอเมริกันเข้าควบคุมบริหารท่าเรือนี้ ปัจจุบันกลุ่ม BlackRock บริหารท่าเรือ 43 แห่งใน 23 ประเทศ

            ในเบื้องต้นผู้รับประโยชน์อย่างชัดเจนคือบริษัทเอกชนอเมริกันนั่นเอง

            Brian Bethune จาก Boston College ตั้งคำถามว่าทรัมป์ 2.0 ชูนโยบายลดภาษีคนรวยแต่เพิ่มรายจ่ายของคนจน สินค้าจำหลายรายการที่แพงอยู่แล้วต้องแพงหนักกว่าเดิมจากกำแพงภาษี เช่นนี้เรียกว่าทำเพื่อคนเมริกันหรือไม่

            ท้ายที่สุดแล้วไม่มีใครชนะในสงครามการค้า ประชาชนนั่นแหละที่ต้องรับผลโดยตรง โดยเฉพาะคนยากจน คนรากหญ้าที่โดนผลกระทบก่อนและโดนหนักสุด นี่คือคำตอบที่ทุกคนรู้ดีแต่รัฐบาลสหรัฐยังฝืนเดินหน้านโยบายนี้ต่อไป

            และต้องเข้าใจว่า ทรัมป์ไม่ได้ทำงานคนเดียว ไม่ใช่แค่คณะรัฐมนตรี ต้องรวมสมาชิกรัฐสภารีพับลิกัน (ไม่ทุกคนแต่ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางทรัมป์) รวมทั้งคนอเมริกันหลายล้านคนที่สนับสนุนอย่างแข็งขัน

9 มีนาคม 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10340 วันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2568)

------------------

บรรณานุกรม :

1. China denounces Trump tariff: 'Fentanyl is America's problem'. (2025, February 2). Channel News Asia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/east-asia/us-tariffs-china-mexico-canada-retaliation-4911176

2. Donald Trump has begun a mafia-like struggle for global power. (2025, February 27). The Economist. Retrieved from https://www.economist.com/leaders/2025/02/27/donald-trump-has-begun-a-mafia-like-struggle-for-global-power

3. Panama Accuses U.S. of Lying About Deal for Free Navy Canal Passage. (2025, February 6). WSJ. Retrieved from https://www.wsj.com/world/americas/u-s-blindsides-panama-saying-american-government-ships-will-get-free-canal-passage-af43055e?mod=world_lead_story

4. Trump puts US allies on notice - power comes first. (2025, March 4). The Sun. Retrieved from https://thesun.my/world-news/trump-puts-us-allies-on-notice-power-comes-first-LA13757837

5. Trump the Godfather: Why he is compared to the movie character. (2025, March 1). The Economic Times. Retrieved from https://economictimes.indiatimes.com/news/international/global-trends/trump-the-godfather-why-he-is-compared-to-the-movie-character/articleshow/118646966.cms?from=mdr

6. Trump threatens to open fronts in trade war. (2025, February 12). Hurriyet Daily News. Retrieved from https://www.hurriyetdailynews.com/trump-threatens-to-open-fronts-in-trade-war-205718

7. Trump’s nemesis, the US trade deficit, hit record high in 2024. (2025, February 5). Politico. Retrieved from https://www.politico.com/news/2025/02/05/trump-trade-deficit-2024-00202569

-----------------

แนวคิดนโยบายต่างประเทศของรัสเซีย 2023 (2)

Russian Foreign Policy Concept 2023 สะท้อนมุมมองสถานการณ์โลก โดยเฉพาะส่วนที่รัสเซียกำลังเผชิญ วิสัยทัศน์อนาคตโลก

            แนวคิดนโยบายต่างประเทศของรัสเซีย 2023 (Russian Foreign Policy Concept 2023) ประกาศหลักนโยบายสำคัญหลายประเด็น สะท้อนมุมมองต่อสถานการณ์โลกโดยเฉพาะส่วนที่รัสเซียกำลังเผชิญ วิสัยทัศน์อนาคตโลก บทความนี้คัดเลือกนำเสนอบางส่วน  มีสาระสำคัญพร้อมการวิเคราะห์ ดังนี้

ยึดมั่นหลักนิติธรรมระหว่างประเทศ:

            รัสเซียมีเป้าหมายให้หลักนิติธรรมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเสาหลักระเบียบโลกที่เป็นธรรมและยั่งยืน รักษาเสถียรภาพสันติภาพโลก ให้นานาชาติร่วมมือกัน ลดความตึงเครียด ส่งเสริมการพัฒนา

            ทั้งนี้การยึดมั่นหลักนิติธรรมนี้จะสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ แต่ละประเทศมีสิทธิตัดสินใจด้วยตัวเอง ส่งเสริมระเบียบโลกที่ตั้งบนกฎเกณฑ์ ด้วยแนวทางดังนี้ 1) ขัดขวางความพยายามทดแทน เปลี่ยนแปลงหรือตีความหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่ผิดจากเดิม 2) สร้างโลกพหุภาคีที่แท้จริง จัดระเบียบกฎหมายระหว่างประเทศ โดยร่วมกับสหประชาชาติ ประเทศต่างๆ 3) ร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ฟื้นฟูการยึดกฎหมายระหว่างประเทศ        4) ต่อต้านมาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียว (Unilateral coercive measures) ที่ผิดกฎหมาย ละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ 5) ปรับปรุงกลไกการคว่ำบาตรโดยนานาชาติ สืบเนื่องจากความไร้ประสิทธิภาพของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ให้กลไกนี้ช่วยรักษาสันติภาพ ความมั่นคง ไม่ทำลายมนุษยชน 6) เร่งกระบวนการกำหนดรูปแบบกฎหมายระหว่างประเทศประเด็นพรมแดนรัฐรัสเซียกับเขตแดนทางทะเล

ยึดความมั่นคงของแต่ละประเทศ:

            รัสเซียให้ความสำคัญต่อความมั่นคงระหว่างประเทศของแต่ละประเทศอย่างเท่าเทียม ร่วมมือกับนานาชาติ ปรับปรุงเครือข่ายความมั่นคงนานาชาติ ด้วยการ 1) ยึดหลักสันติวิธี แก้ข้อขัดแย้งบนผลประโยชน์ร่วม ใช้หลักยืดหยุ่น ได้ประโยชน์อย่างสมดุล 2) ร่วมมือกับประเทศต่างๆ สลายการครอบงำโลกด้วยกำลังทหาร การใช้อำนาจเกินขอบเขต โดยยึดหลักกฎบัตรสหประชาชาติ ภัยคุกคามต่อชาติอื่นและลูกหลานในอนาคต 3) ใช้ความร่วมมือทางการเมืองกับการทูตเพื่อป้องกันการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติด้วยกำลังทหาร ไม่ยอมใช้กลไกคณะมนตรีความมั่นคงละเมิดเงื่อนไขการป้องกันตัวเองตามมาตร 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ 4) ใช้มาตรการการเมืองกับการทูตต่อกรการแทรกแซงกิจการภายใน ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศ การเปลี่ยนระบอบที่ขัดรัฐธรรมนูญ ทำลายบูรณภาพแห่งดินแดน 5) กำจัดเงื่อนไขต้นเหตุสงครามโลก ความเสี่ยงใช้นิวเคลียร์ อาวุธอำนาจทำลายร้ายแรง ปรับโครงสร้างความมั่นคงระหว่างประเทศ ป้องกันและแก้ไขความขัดแย้งต่างๆ

ประเด็นรักษาความมั่นคง:

            กำจัดโอกาสทำสงครามโลก เสี่ยงใช้อาวุธนิวเคลียร์ อาวุธอำนาจทำลายร้ายแรงต่างๆ ปรับโครงสร้างความมั่นคงระหว่างประเทศ ดังนี้ 1) ยึดการป้องปรามทางยุทธศาสตร์ (strategic deterrence) ป้องกันการยั่วยุทางทหาร การใช้อาวุธนิวเคลียร์ อาวุธอำนาจทำลายร้ายแรงต่างๆ 2) พัฒนาสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ การควบคุมอาวุธ การเผยแพร่อาวุธอำนาจทำลายร้ายแรง 3) ส่งเสริมรากฐานการเมืองระหว่างประเทศเพื่อเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ การควบคุมอาวุธต่างๆ ที่ส่งผลต่อเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ 4) ป้องกันการแข่งขันทางอาวุธ สร้างเงื่อนไขนำสู่ลดอาวุธนิวเคลียร์  5) เพิ่มความสามารถในการคาดการณ์ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ป้องกันการใช้อาวุธโดยไม่ตั้งใจ 6) เคารพสนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ที่ทำไว้ 7) ยึดนโยบายควบคุมอาวุธ อาวุธเล็กกับอาวุธเบาที่ใช้ในสงคราม 8) เข้มงวดความปลอดภัยของนิวเคลียร์ ป้องกันก่อการร้ายด้วยนิวเคลียร์ 9) ส่งเสริมการใช้นิวเคลียร์ในทางสันติ 10) เข้มงวดการส่งออกอาวุธ การแพร่กระจายอาวุธต่างๆ  

ความร่วมมือเศรษฐกิจและการพัฒนา:

            รัสเซียมีเป้าหมายรักษาผู้นำด้านเศรษฐกิจโลก ลดความเสี่ยงและคว้าโอกาสที่เกิดขึ้น ป้องกันนโยบายที่ไม่เป็นมิตรจากต่างประเทศ โดยจะดำเนินการดังนี้ 1) ปรับตัวให้เข้ากับระบบการค้าโลก ระบบการเงิน และระบบการคลัง โดยคำนึงถึงโลกพหุภาคี ผลพวงจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ประเทศปรปักษ์ที่พยายามควบคุม ขยายความร่วมมือกับกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา 2) ลดพึ่งพาประเทศที่ไม่เป็นมิตร สร้างโลกไร้ขั้ว ปลดปล่อยตัวเองจากระบบชำระเงินของประเทศที่ไม่เป็นมิตร พร้อมกับสร้างระบบชำระเงินแบบใหม่ 3) ผลิตสินค้าสู่ตลาดโลกที่ไม่ใช่ทรัพยากรหรือพลังงาน 4) ให้สินค้ารัสเซียเข้าถึงตลาดโลก ปกป้องการลงทุน สินค้าบริการในต่างแดน การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม 5) ปกป้องเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศจากปรปักษ์ 6) อำนวยความสะดวกในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศมายังรัสเซีย ดึงดูดความรู้ เทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญ 7) ส่งเสริมการรวมตัวทางเศรษฐกิจที่เอื้อประโยชน์รัสเซีย โดยเฉพาะกับพันธมิตร หุ้นส่วนประเทศใกล้ชิด เช่น EAEU, CIS, SCO, BRICS 8) ใช้ประโยชน์จากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เป็นเอกลักษณ์และศักยภาพในการขนส่งของรัสเซียเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจ

ด้านสิ่งแวดล้อมกับสุขภาพ:

            เป้าหมายคือส่งเสริมคุณภาพชีวิต ปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยนโยบายดังนี้ 1) ส่งเสริมความร่วมมือนานาชาติที่ปราศจากขั้ว เพื่อลดผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม พยายามรักษาระบบนิเวศน์ 2) ขยายความร่วมมือกับพันธมิตร หุ้นส่วนประเทศใกล้ชิด ร่วมต้านประเด็นสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากการแบ่งขั้ว สร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม แทรกแซงกิจการภายใน 3) รักษาสิทธิของทุกชาติที่จะเลือกกลไก วิธีการปกป้องสิ่งแวดล้อม การปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนสภาวะภูมิอากาศ 4) สนับสนุนการจัดทำข้อตกลงที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ในเรื่องเกี่ยวกับการควบคุมรักษาสิ่งแวดล้อมตามกรอบสหประชาชาติ 5) ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีทันสมัยที่สุดเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม 6) ป้องกันการเคลื่อนย้ายสิ่งที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งพืชที่ไม่พึงปรารถนา เชื้อโรค เข้าประเทศ

            ด้านการดูแลสุขภาพและสวัสดิการสังคม มีนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพความร่วมมือกับหน่วยงานนานาชาติ ร่วมกันป้องกันโรคติดต่อร้ายแรง โรคระบาด โรคติดต่อกับโรคไม่ติดต่อ แก้ปัญหาสังคมเศรษฐกิจที่ตามมาจากโรคระบาด เพิ่มการวิจัยด้านสาธารณสุข มาตรการป้องกัน การวินิจฉัยและการรักษา

ความร่วมมือทางมนุษยธรรม:

            ความร่วมมือทางมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International humanitarian cooperation) ทางการรัสเซียให้ความสำคัญกับบทบาทภาษารัสเซียนในต่างแดน ต่อต้านกระแสกลัวรัสเซีย (Russophobia) ที่ก่อโดยชาติที่ไม่เป็นมิตรต่อรัสเซีย ทางการรัสเซียจึงต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง มีนโยบายดังนี้ 1) ต่อต้านการเลือกปฏิบัติจากต่างชาติในทุกด้านไม่ว่าจะวัฒนธรรม ศิลปะ วิทยาศาสตร์ ส่งเสริมภาพลักษณ์รัสเซียที่ดีในต่างแดน 2) ส่งเสริมภาษารัสเซียนและบทบาทในการสื่อสารระหว่างประเทศ ส่งเสริมการเรียนภาษานี้ในต่างแดน 3) ส่งเสริมภาคประชาสังคมให้มีท่าทีที่ดีต่อรัสเซีย ส่งเสริมการศึกษาการเมืองรัสเซีย การเป็นตัวแทนรัสเซียในด้านต่างๆ  4) ส่งเสริมความสัมพันธ์องค์กรศาสนาระหว่างประเทศ ปกป้องการเลือกปฏิบัติต่อ Russian Orthodox Church ในต่างแดน ให้นิกายนิกายออร์ทอดอกซ์มีเอกภาพ (นิกายหลักของรัสเซียที่ยึดถือมาแต่โบราณ) 5) รักษาอารยธรรมเก่าแก่ ความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณของคนรัสเซียกับต่างชาติ 6) ส่งเสริมนักกีฬารัสเซียสู่การแข่งขันนานาชาติ พัฒนาการแข่งขันกีฬานานาที่สร้างสรรค์ต่อรัสเซีย

ด้านการปกป้องพลเมืองกับองค์กรต่างๆ:

            รัฐบาลมีหน้าที่ปกป้องสิทธิเสรีภาพ การถูกล่วงละเมิดจากต่างชาติ มีนโยบายดังนี้ 1) ติดตามพฤติกรรมที่ไม่เป็นมิตร เช่น การคว่ำบาตรทางการเมืองเศรษฐกิจ การยั่วยุให้จงเกลียดจงชัง 2) มีมาตรการตอบโต้ผู้ไม่เป็นมิตรทั้งระดับรัฐ องค์กร หรือหน่วยงาน ที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานขณะเมื่อพลเมืองรัสเซียอยู่ในต่างแดน 3) เสริมสร้างกลไกนานาชาติที่ปกป้องสิทธิ เสรีภาพ ผลระโยชน์อันชอบธรรมของพลเมืองกับองค์กรของรัสเซีย

2 มีนาคม 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10333 วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2568)

----------------

บรรณานุกรม:

The Ministry of Foreign Affairs of the Russian Federation. (2023, March 31). The Concept of the Foreign Policy of the Russian Federation. Retrieved from https://www.iiss.org/online-analysis/online-analysis/2023/04/russia-new-foreign-policy-concept-the-impact-of-war/