แนวคิดนโยบายต่างประเทศของรัสเซีย 2023 (1)

Russian Foreign Policy Concept 2023 มีรายละเอียดมากช่วยให้เข้าใจนโยบายต่างประเทศรัสเซียได้เป็นอย่างดี

แนวคิดนโยบายต่างประเทศของรัสเซีย 2023 (Russian Foreign Policy Concept 2023) เป็นเอกสารประกาศหลักการ เป้าหมาย ลำดับความสำคัญความสัมพันธ์รัสเซียกับประเทศอื่นๆ เป็นกรอบสำหรับการกำหนด การตัดสินใจและดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัสเซีย มีรายละเอียดมากช่วยให้เข้าใจนโยบายต่างประเทศรัสเซียได้เป็นอย่างดี มีสาระสำคัญพร้อมการวิเคราะห์ ดังนี้

เกริ่นนำ:

แนวคิดนี้เป็นยุทธศาสตร์ ระบุผลประโยชน์แห่งชาติรัสเซียในกรอบนโยบายต่างประเทศ ระบุหลักการพื้นฐาน เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ วัตถุประสงค์ของนโยบายต่างประเทศ ตั้งอยู่บนรัฐธรรมนูญรัสเซีย ตระหนักหลักกฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญาต่างๆ รากฐานวัฒนธรรมที่สะสมนับพันปี ให้ความสำคัญกับชาวรัสเซียและชนเชื้อสายอื่นๆ หวังให้มนุษยชาติก้าวหน้าโดยสันติ

ดำเนินนโยบายหลายมิติเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ มีความรับผิดชอบในอันที่จะรักษาสันติภาพและความมั่นคงโลก นโยบายต่างประเทศรัสเซียยึดมั่นสันติ เปิดเผยคาดเดาได้ เสมอต้นเสมอปลาย และทำได้จริง ร่วมมือกับนานาชาติอย่างเท่าเทียม ร่วมแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ 

สถานการณ์โลกปัจจุบัน:

โลกกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง สู่ระเบียบโลกแบบหลายขั้วอำนาจ (Multipolar World Order) ที่เท่าเทียมกว่าเดิม ระเบียบปัจจุบันเป็นแบบที่เอื้อประโยชน์แก่เจ้าอาณานิคม แต่ประเทศที่ไม่ใช่พวกตะวันตก (non-Western) แข็งแกร่งขึ้น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นอีกปัจจัยทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจโลกเปลี่ยน ความรักชาติ ตระหนักในวัฒนธรรม ความต้องการของแต่ละประเทศเป็นอีกปัจจัยที่เร่งกระบวนการสร้างศูนย์เศรษฐกิจใหม่ ภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความสำคัญ ส่งเสริมประชาธิปไตยในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

วิเคราะห์: การทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น (democratization of international relations) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงวิธีปฏิสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างๆ ตามมุมมองรัสเซียที่เปลี่ยนจากระบบประเทศมหาอำนาจไม่กี่ประเทศมีอิทธิพลมากที่สุด ไปสู่แนวทางที่ครอบคลุมและมีส่วนร่วมมากขึ้น

ปัจจุบันสหประชาชาติตั้งอยู่บนหลักความเสมอภาคในอธิปไตยของสมาชิกทั้งปวง แต่ให้สมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง 5 ประเทศมีอำนาจบางเรื่องเหนือประเทศอื่น คือมีสิทธิออกเสียงคัดค้านข้อมติ ได้แก่ สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส จีนและรัสเซีย ข้อมติมีผลบังคับใช้ ทุกประเทศต้องปฏิบัติตาม มีมาตรการให้คุณให้โทษ เป็นที่มาว่า 5 ประเทศดังกล่าวมีอำนาจมากกว่าประเทศอื่น

แต่เนื่องจากบ่อยครั้งที่สมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง 5 ประเทศตกลงกันไม่ได้ ไม่เกิดข้อมติ ผลคือต่างฝ่ายต่างทำความต้องการ เช่น การที่สหรัฐกับพวกส่งทหารนับแสนนายบุกโค่นล้มระบอบซัดดัมแห่งอิรักเป็นอีกเหตุการณ์ที่ละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ ไม่มีใครต่อต้านได้ เหตุการณ์รัสเซียบุกยึดไครเมียในปี 2014 และผนวกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ เรื่องนี้ละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ แต่คณะมนตรีความมั่นคงไม่มีข้อมติประณามหรือลงโทษ (เนื่องจากรัสเซียห้ามไว้) มีแต่รัฐบาลสหรัฐกับพวกที่ออกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียด้วยตัวเอง 

มีตัวอย่างอีกมากมายชี้ว่าความเป็นไปของโลกขึ้นกับมหาอำนาจไม่กี่ประเทศ แนวคิด democratization of international relations เป็นแนวคิดเชิงอุดมคตินิยม ทำอย่างไรประเทศต่างๆ โดยเฉพาะมหาอำนาจจะให้ความสำคัญกับแนวทางนี้มากขึ้น

แนวคิดนโยบายต่างประเทศของรัสเซีย 2023 ระบุว่า ระบบโลกปัจจุบันเป็นแหล่งผลประโยชน์ของประเทศผู้พยายามควบคุมโลกหรือพวกยึดถือ "ลัทธิล่าอาณานิคมยุคใหม่" (neocolonialism) เช่น บีบให้ยอมรับข้อตกลงที่ถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อผลประโยชน์แก่ประเทศมหาอำนาจ ประเทศกำลังพัฒนาเข้าถึงตลาดได้น้อยหรือถูกบังคับให้เปิดตลาดของตนเองให้กับการแข่งขันจากต่างประเทศ การครอบงำทางวัฒนธรรมผ่านสื่อ การศึกษา และช่องทางอื่นๆ ทำให้ประเทศเล็ก (อำนาจน้อย) รู้สึกด้อยกว่า

มิถุนายน 2023 ประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่ายุคอาณานิคมสมัยใหม่ในการเมืองระหว่างประเทศได้จบลงแล้ว โลกพหุภาคีกำลังก้าวขึ้นมาแทน

วิเคราะห์: อาณานิคมสมัยใหม่ (neo-colonialism) ที่ว่าคือระบบโลกขั้วเดียวที่สหรัฐเป็นเจ้า สหรัฐกับพวกได้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเช่นนี้ ไม่แปลกที่รัฐบาลสหรัฐพยายามรักษาความเป็นเจ้าของตน บางครั้งอ้างหลักความมั่นคงแห่งชาติที่สหรัฐจะมั่นคงที่สุด (โดยไม่คำนึงว่าประเทศอื่นจะเป็นเช่นไร) ระบบโลกขั้วเดียวที่สหรัฐเป็นเจ้าเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ส่วนจะเป็นอาณานิคมสมัยใหม่หรือไม่นั้นขึ้นกับการตีความ

พวกยึดถือ "ลัทธิล่าอาณานิคมยุคใหม่" จะต่อต้านระบบโลกหลายขั้ว ต่อต้านการแข่งขันเสรี ใช้มาตรการที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น การคว่ำบาตร แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น ถึงขั้นสนับสนุนก่อรัฐประหารล้มล้างรัฐบาล

ความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้นในหลายพื้นที่ ทำลายเสถียรภาพ กฎหมายระหว่างประเทศ

หลายประเทศหาทางออกด้วยรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ร่วมกันต่อกร พยายามสร้างสมดุลอำนาจ

แนวคิดนโยบายต่างประเทศของรัสเซีย (Russian Foreign Policy Concept) 2023 ระบุว่าด้วยความที่รัสเซียดำเนินนโยบายอิสระจึงคุกคามความเป็นเจ้าของตะวันตก รัฐบาลสหรัฐกับพวกเข้าร่วมทำสงครามยูเครนเป็นข้ออ้างต่อต้านรัสเซีย ทำสงครามไฮบริด เป้าหมายคือทำให้รัสเซียอ่อนแอลงเท่าที่จะทำได้ แนวทางนี้เป็นแนวทางเก่าแก่ที่ยึดถือมานานแล้ว สะท้อนการเป็นปรปักษ์ต่อกันอย่างชัดเจนและคงจะเป็นเช่นนี้อีกนาน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลสหรัฐที่มาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครท

ผลประโยชน์แห่งชาติ:

แนวคิดนโยบายต่างประเทศของรัสเซีย 2023 ระบุว่าผลประโยชน์แห่งชาติในระยะยาว ประกอบด้วย 1) ปกป้องอธิปไตย ความเป็นอิสระ บูรณภาพแห่งดินแดน 2) ประเทศมีเสถียรภาพ ส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงโลก 3) ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตามกฎหมาย 4) ปกป้องสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์พลเมืองรัสเซีย 5) พัฒนาพื้นที่ข้อมูลที่ปลอดภัย ข้อมูลได้รับการปกป้องและปลอดภัยจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ปกป้องการบิดเบือนหรือการนำไปใช้ในทางที่ผิด 6) รักษาชนชาวรัสเซีย พัฒนาให้มีคุณค่าและมีคุณภาพชีวิตที่ดี 7) ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนบนฐานเทคโนโลยีใหม่ 8) ส่งเสริมศีลธรรมกับคุณค่าทางใจ รักษาวัฒนธรรมกับมรดกประวัติศาสตร์ 9) ปกป้องสิ่งแวดล้อม รักษาทรัพยากรธรรมชาติ ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ


หลักโลกพหุภาคีของรัสเซีย:

นโยบายต่างประเทศรัสเซียให้ความสำคัญกับการสร้างระบบโลกที่ให้ความปลอดภัย ปกป้องวัฒนธรรม อนุรักษ์อัตลักษณ์พลเมือง ทุกประเทศมีโอกาสพัฒนาเท่าเทียม บนโลกพหุภาคีภายใต้หลักการดังนี้ 1) ทุกประเทศมีอธิปไตยเท่าเทียม เคารพการตัดสินใจเลือกรูปแบบการพัฒนาทั้งด้านสังคม การเมืองและเศรษฐกิจ 2) ปฏิเสธอำนาจเจ้าในกิจการระหว่างประเทศ 3) ให้ความร่วมมือบนผลประโยชน์ร่วมกันและสมดุล 4) ไม่แทรกแซงกิจการภายในของต่างประเทศ 5) ยึดถือกฎหมายระหว่างประเทศในกิจการที่เกี่ยวกับต่างประเทศ 6) มองว่าความมั่นคงโลกกับความมั่นคงภูมิภาคสัมพันธ์กัน 7) สนับสนุนพหุวัฒนธรรม ไม่ชี้นำรูปแบบการพัฒนา อุดมการณ์ คุณค่าต่างๆ แก่ต่างชาติ 8) แสดงภาวะผู้นำที่มุ่งรักษาเสถียรภาพ บรรยากาศที่เอื้อต่อการพัฒนา 9) การตัดสินใจใดๆ มุ่งรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ

เหล่านี้จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ นานาชาติย่อมสามารถตรวจสอบพิสูจน์ด้วยตัวเอง เพียงเท่านั้นก็จะพอรู้ธาตุแท้ของประเทศรัสเซีย เกิดความคิดแนวทางว่าควรสัมพันธ์กับประเทศนี้และอื่นๆ อย่างไร

26 กุมภาพันธ์ 2025

ชาญชัย คุ้มปัญญา

(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10326 วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568)

----------------

ภาพ: อิริยาบถหนึ่งของประธานาธิบดีปูติน

เครดิตภาพ: http://en.kremlin.ru/events/president/news/75909/photos/79609


บรรณานุกรม :

1. Putin proclaims end of 'ugly neo-colonialism'. (2023, June 17). Channel News Asia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/world/putin-st-petersburg-address-ugly-neo-colonialism-3568311

2. The Ministry of Foreign Affairs of the Russian Federation. (2023, March 31). The Concept of the Foreign Policy of the Russian Federation. Retrieved from https://www.iiss.org/online-analysis/online-analysis/2023/04/russia-new-foreign-policy-concept-the-impact-of-war/

-----------------


จับตาเกาหลีจะกลายเป็นยูเครน 2 หรือไม่ (2)

ปัจจัยรัสเซียเป็นข้อโต้แย้งว่าเกาหลีเหนือไม่น่าจะเป็นยูเครน 2 ถ้าตีความว่าฝ่ายเหนือมีนิวเคลียร์ รัฐบาลเกาหลีเหนือประกาศเรื่อยมาว่าพร้อมใช้เพื่อป้องกันประเทศ

ความตึงเครียดที่คิดล่วงหน้าแล้ว?:

            สิงหาคม 2024 ยุน ซอก-ยอล (Yoon Suk-yeol) ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ประกาศรวมเกาหลีด้วยการล้มระบอบเกาหลีเหนือ เพื่อปลดปล่อยให้เกาหลีเหนือมีเสรีภาพ เราจำต้องเปลี่ยนความคิดคนเกาหลีเหนือให้ต้องการรวมชาติที่เป็นชาติเสรี แทนนโยบายเดิมที่ยึดรวมชาติโดยสันติ ตามแถลงการณ์ Panmunjom Declaration ซึ่งจะหารือเรื่องประกาศยุติสงครามเกาหลีพร้อมกับลงนามสันติภาพ คาบสมุทรเกาหลีปลอดนิวเคลียร์

            แนวทางของผู้นำยุนจึงเปลี่ยนยุทธศาสตร์รวมชาติจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยอ้างเสรีภาพ

            ที่ผ่านมายึดแนวทางรวมชาติโดยสันติ แต่คราวนี้ด้วยวิธีล้มระบอบเกาหลีเหนือ แม้ไม่ได้ระบุว่าจะใช้กำลังหรืออย่างไร แนวทางของรัฐบาลยุน ซอก-ยอล คือประกาศเป็นศัตรูที่อยู่ร่วมโลกไม่ได้

            จากนี้ไปสถานการณ์คาบสมุทรเกาหลีจะตึงเครียดกว่าเดิม วัฏจักรเผชิญหน้าอาจนำสู่สงครามในที่สุด น่าคิดว่ารัฐบาลยุนคิดเรื่องนี้ไว้แล้วใช่หรือไม่

            น่าคิดว่ารัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยยินดีนำประเทศเข้าทำสงคราม ชวนให้นึกถึงสงครามเกาหลีในทศวรรษ 1950 ที่คร่าชีวิต 3 ล้านคน เสี่ยงสงครามนิวเคลียร์ (รัฐบาลสหรัฐสมัยนั้นคิดใช้อาวุธนิวเคลียร์) ที่ปัจจุบันมีความเสี่ยงมากกว่าอดีต

            สุดท้ายกลับสู่คำถาม ทำไมอยู่ดีๆ จึงมาเปลี่ยนนโยบายเป็นตรงกันข้าม อ้างว่าเพื่อเสรีภาพ คำพูดทำนองนี้คล้ายประธานาธิบดีเซเลนสกีที่ทำสงครามยูเครนคนตายนับแสนเพื่อเสรีภาพ

สมเหตุผลแค่ไหน:

            2 เกาหลีมีแนวคิดรวมชาติมานานแล้ว รัฐบาลเกาหลีใต้ให้ความสำคัญถึงกับตั้งกระทรวงรวมชาติ (Ministry of Unification) สมัยประธานาธิบดีมุน แจ-อิน (Moon Jae-in) เอ่ยถึงวิสัยทัศน์การรวมชาติโดยค่อยเป็นค่อยไป เริ่มด้วยมีเศรษฐกิจร่วม ประชาชน 2 ฝั่งเดินทางเยือนอีกฝั่งโดยเสรี ขอเพียงมีสันติภาพ ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ต่างไม่คิดล้มล้างระบอบอีกฝ่าย การรวมเป็นระบอบปกครองเดียวปล่อยให้เป็นเรื่องของคนรุ่นลูกรุ่นหลาน ที่สำคัญคือวิสัยทัศน์นี้ให้ความสำคัญกับประชาชนทั้ง 2 ฝั่ง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่จะสร้างงาน ส่งเสริมการอยู่ดีกินดี ลดความยากจนในเกาหลีเหนือ ส่งเสริมเสรีภาพ ลดการละเมิดสิทธิมนุษยชน อนาคต 2 เกาหลีจะดีขึ้นกว่าเดิม

            วิสัยทัศน์รวมชาติโดยสันติไม่กำหนดเวลาว่าจะแล้วเสร็จเมื่อไหร่ ขอเพียงอยู่ด้วยกันโดยสันติ พัฒนาไปด้วยกัน ประชนชนอยู่ดีมีสุข เมื่อทั้งฝ่ายเหนือกับใต้อยู่ด้วยกันเช่นนี้นานวันเข้าจะนำสู่การรวมชาติโดยสมบูรณ์ เทียบกับแนวทางประกาศเป็นศัตรู การล้มล้างระบอบจะทำให้คนเกาหลีเหนือยอมรับประชาธิปไตยที่ฝ่ายใต้มอบให้หรือ เสรีภาพที่มากับความรุนแรง ยิ่งหากเป็นสงครามที่คร่าชีวิตจำนวนมาก เป็นตรรกะที่สมเหตุผลหรือไม่ ทำไมจึงคิดเช่นนี้

            นับจากประกาศยุทธศาสตร์รวมชาติด้วยการล้มระบอบเกาหลีเหนือ สถานการณ์ 2 เกาหลีที่ตึงเครียดอยู่แล้วเข้าสู่วัฏจักรเผชิญหน้าทันที เกาหลีเหนือที่มักพูดเสมอว่าลึกๆ แล้วฝ่ายใต้เป็นปรปักษ์กลายเป็นจริงแบบไม่ต้องถามหาหลักฐานอีก รัฐบาลฝ่ายเหนือตอบโต้อย่างเป็นขั้นตอน เช่น เลิกการขนส่งทางรถไฟ ต่อด้วยทำลายทางรถไฟที่เชื่อม 2 เกาหลี ทดสอบขีปนาวุธใหม่ที่กระตุ้นให้เกาหลีใต้กับสหรัฐเพิ่มการซ้อมรบทางยุทธศาสตร์ 

            หลายสิ่งหลายอย่างบ่งชี้ว่ากำลังอยู่ในวัฏจักรเผชิญหน้าที่อาจกลายเป็นสงครามในที่สุด นี่คือผลของยุทธศาสตร์ใหม่ที่ประกาศโดยรัฐบาลยุน ซอก-ยอล

ปัจจัยสหรัฐกับรัสเซีย:

            เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงปัจจัยรัฐบาลสหรัฐที่มองเกาหลีเหนือเป็นศัตรูเรื่อยมา ยิ่งในระยะหลังตึงเครียดมากขึ้น สถานการณ์เกาหลีไม่ใช่เรื่องของเกาหลีเท่านั้น เกี่ยวพันกับการแข่งขันช่วงชิงระหว่างมหาอำนาจ

            ยุทธศาสตร์ใหม่รวมชาติด้วยการล้มระบอบเกาหลีเหนือสอดคล้องกับการดึงจีนเข้าสู่สงคราม ทำนองเดียวกับประเด็นไต้หวัน ที่นักวิชาการบางคนคิดว่าที่สุดแล้วจะชักนำให้จีนเข้าสู่สงคราม

            ในอีกด้าน มิถุนายน 2024 ความสัมพันธ์เกาหลีเหนือ-รัสเซียสู่ระดับเป็นพันธมิตร (alliance) ลงนามสนธิสัญญายุทธศาสตร์แบบรอบด้าน (Treaty on Comprehensive Strategic Partnership) เพิ่มขยายความร่วมมือทุกมิติ พิทักษ์สันติภาพ ความมั่นคงภูมิภาคและของโลก มองอนาคตร่วมกัน สร้างโลกพหุภาคี ปราศจากการครอบงำ ต่อต้านมหาอำนาจผู้เป็นเจ้า (hegemony)

            นับจากนี้เป็นต้นไปทั้งคู่ จะช่วยเหลือเมื่ออีกฝ่ายถูกรุกราน

            ไม่นานหลังสนธิสัญญาดังกล่าว ทหารเกาหลีเหนือนับพันนับหมื่นปรากฏในสงครามยูเครน เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลเกาหลีเหนือส่งทหารช่วยรัสเซียรบในยุโรป เป็นตัวอย่างความร่วมมือทางทหารตามสนธิสัญญาใหม่

            งานนี้เกาหลีเหนือได้ประโยชน์เต็มๆ อุ่นใจมากขึ้นเพราะรัสเซียจะช่วยเมื่อถูกรุกราน แต่จะผลักดันให้เผชิญหน้ามากขึ้น คาบสมุทรเกาหลีตึงเครียดขึ้น อีกไม่นานเกาหลีเหนือคงอวดโฉมอาวุธรุ่นใหม่ให้สื่อตะวันตกได้ตีข่าวภัยคุกคามที่รุนแรงขึ้น ความหวังคาบสมุทรเกาหลีปลอดนิวเคลียร์นับวันจะยิ่งเลือนราง

            ด้านรัฐบาลสหรัฐพูดเสมอว่าพร้อมจะดำเนินการด้วยตนเอง ชิงโจมตีฝ่ายเดียว ใช้หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ฯลฯ ควรตระหนักว่าหากเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามใกล้ตัวจริง สหรัฐไม่รีรอที่จะจัดการแน่นอน คำถามอยู่ที่เกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงจวนตัวจริงหรือไม่ เรื่องนี้กดดันจีนแน่นอน

            การจัดการแต่เนิ่นๆ ย่อมดีกว่าปล่อยให้ลุกลามบานปลาย ยกตัวอย่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่แม้สหรัฐเป็นฝ่ายชนะสงคราม แต่ทหารอเมริกันสูญเสียชีวิตจำนวนมาก ผู้ที่ยึดแนวทางนี้เห็นว่า สหรัฐจำต้องปกป้องผลประโยชน์ รักษาความมั่นคงโลก กรณีตัวอย่างอื่นๆ เช่น โครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่าน เป็นเรื่องที่สหรัฐจำต้องจัดการก่อนปล่อยให้บานปลาย

            ไม่เพียงสหรัฐ กองทัพเกาหลีใต้มีแผนชิงโจมตีเกาหลีเหนือก่อนเช่นกัน เป้าหมายคือสกัดการใช้อาวุธนิวเคลียร์ของฝ่ายเหนือ ดังนั้น หากประเมินสถานการณ์และพบว่าเกาหลีเหนือกำลังเตรียมใช้อาวุธ ฝ่ายใต้จะชิงโจมตีก่อน

ภัยนิวเคลียร์ของคาบสมุทรเกาหลี:

            นับจากเกาหลีเหนือทดลองจุดระเบิดนิวเคลียร์เมื่อปี 2006 และทำต่อเนื่องอีกหลายครั้ง ภัยนิวเคลียร์เกาหลีเหนือถูกกล่าวถึงทันที ยุทธศาสตร์การทูตนิวเคลียร์สำแดงฤทธิ์อีกครั้ง บรรดาประเทศที่เกี่ยวข้องเรียกร้องการเจรจาให้คาบสมุทรปลอดนิวเคลียร์

            การพัฒนานิวเคลียร์เกาหลีเหนือไม่ใช่เรื่องใหม่ ความพยายามที่จะให้ยุติโครงการก็เช่นกัน

            เกาหลีเหนือชี้ว่าสหรัฐมีนโยบายโจมตีตนด้วยอาวุธนิวเคลียร์มานานหลายทศวรรษแล้ว จึงเป็นสิทธิอันชอบธรรมของเกาหลีเหนือที่จะป้องกันตนเองด้วยการเสริมขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ตราบเท่าที่สหรัฐยังคงข่มขู่ด้วยอาวุธนิวเคลียร์” “การป้องปรามอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือจะทันสมัยและขยายกว้างขึ้นตราบเท่าที่สหรัฐไม่ยกเลิกใช้อาวุธนิวเคลียร์ข่มขู่เกาหลีเหนือ

            ไม่ว่าจะใช้มุมมองของฝ่ายใดคาบสมุทรเกาหลีเป็นอีกแห่งที่ภัยสงครามนิวเคลียร์คุกรุ่นเรื่อยมา รัฐบาลเกาหลีใต้พยายามเรื่อยมาอยากให้คาบสมุทรปลอดนิวเคลียร์ซึ่งหมายถึงสกัดนิวเคลียร์เกาหลีเหนือกับสหรัฐ แนวทางนี้นานาชาติสนับสนุน เพราะลดความเสี่ยงสงครามนิวเคลียร์ บัดนี้นโยบายรัฐบาลยุน ซอก-ยอล กับทรัมป์ 2.0 ได้ทำลายแนวทางนี้เสียแล้ว

            พันธมิตรทางทหารระหว่างเกาหลีเหนือ-รัสเซียที่เพิ่งลงนามเมื่อปี 2024 ทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องทบทวนแผนชิงโจมตีก่อน เพราะคราวนี้รัสเซียอาจโต้กลับ รัฐบาลสหรัฐกับเกาหลีใต้คงไม่อยากร่วมรบโดยตรง เว้นแต่มั่นใจว่ารัสเซียจะไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์

            ปัจจัยรัสเซียเป็นข้อโต้แย้งสำคัญว่าเกาหลีเหนือไม่น่าจะเป็นยูเครน 2 นอกเสียจากว่าทุกฝ่ายไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ (เหมือนสงครามยูเครน) ซึ่งเป็นประเด็นตอบยาก ถ้าตีความว่าฝ่ายเหนือมีนิวเคลียร์ รัฐบาลเกาหลีเหนือประกาศเรื่อยมาว่าพร้อมใช้เพื่อป้องกันประเทศ

16 กุมภาพันธ์ 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10319 วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568)

----------------------------

บรรณานุกรม :

1. Do We Understand War? Japanese Experts Discuss the Realities of Confronting North Korea. (2018, January 10). Japan Forward. Retrieved from https://japan-forward.com/do-we-understand-war-japan-experts-discuss-realities-of-confronting-north-korea/

2. DOUBLE ASYMMETRY: THE INEVITABILITY OF AN ARMS RACE ON THE KOREAN PENINSULA. (2022, June 22). warontherocksdotcom. Retrieved from https://warontherocks.com/2022/06/double-asymmetry-the-inevitability-of-an-arms-race-on-the-korean-peninsula/

3. KCNA Commentary Slams U.S. for Systematically Increasing Nuclear Threats to DPRK, KCNA. (2014, March 6). KCNA. Retrieved from http://www.kcna.co.jp/item/2014/201401/news22/20140122-06ee.html

4. On North Korea, Trump administration talks tough but hopes to avoid war. (2017, April 18). The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/national-security/on-north-korea-trump-administration-talks-tough-but-hopes-to-avoid-war/2017/04/18/96d15536-244a-11e7-bb9d-8cd6118e1409_story.html

5. Stephens, Bret. (2014). America in Retreat: The New Isolationism and the Coming Global Disorder. New York: Penguin Group.

6. South Korea’s new plan for North Korea’s ‘freedom’. (2024, August 23). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2024/08/south-koreas-new-plan-for-north-koreas-freedom/

7. United States Department of State. (2019, November 4). A Free and Open Indo-Pacific:  Advancing a Shared Vision. Retrieved from https://www.state.gov/release-of-the-united-states-report-on-the-implementation-of-the-indo-pacific-strategy/

-----------------

กำแพงภาษีทรัมป์2.0ไม่ใช่ทางออก

ที่น่าคิดคือทรัมป์น่าจะได้รับคำเตือนมาก่อนแต่ยังยืนยันเดินหน้าตั้งกำแพงภาษี คนอเมริกันต้องตรวจสอบว่าทรัมป์2.0 จะทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้งจริงหรือไม่


            กุมภาพันธ์ 2025 รัฐบาลทรัมป์ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าเม็กซิโกกับแคนาดาทุกรายการ 25% (ยกเว้นน้ำมันแคนาดา) จีน 10% จากเรื่องยาเฟนทานิล คนเข้าเมืองผิดกฎหมาย ก่อนระงับชั่วคราวหลังรัฐบาลเม็กซิกกับแคนาดาตอบโต้ด้วยกำแพงภาษีเท่ากัน ส่วนฝ่ายจีนโต้กลับด้วยการขึ้นภาษี 15% ต่อถ่านหินและ 10% ต่อ LPG สินค้าจำพวกเครื่องมือ พวกรถต่างๆ นอกจากนี้ยังควบคุมการส่งออกแร่ tungsten, tellurium, ruthenium, molybdenum และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ ruthenium เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ

            บทความนี้นำเสนอมุมมองที่ไม่เห็นด้วยกำแพงภาษี ดังนี้

มุมมองที่ไม่เห็นด้วยกำแพงภาษี:

            1) ไม่ช่วยแก้เรื่องที่ทรัมป์อ้าง ผู้นำภาคอุตสาหกรรมกับบริษัทชี้ว่ากำแพงภาษีไม่ใช่ทางออก ทั้งยังทำให้สินค้าในอเมริกาแพงขึ้นด้วย

            John Murphy จากหอการค้าอเมริกันกล่าวว่า กำแพงภาษีต่อแคนาดากับเม็กซิโกไม่ช่วยแก้เรื่องแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ไม่ช่วยเรื่องคนติดยาเฟนทานิล (Fentanyl)

            2) ผลกระทบเชิงลบ Jay Timmons จากสมาคมอุตสาหกรรมแห่งชาติ (National Association of Manufacturers) กล่าวว่ากำแพงภาษีนี้ทำร้ายห่วงโซ่อุปทาน ลดความสามารถแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โรงงานขนาดกลางกับเล็กรับผลกระทบมากสุด ทำร้ายแรงงานอเมริกันหลายล้านคน ไม่เพิ่มการจ้างงาน (ตามที่ทรัมป์หาเสียง) ตรงกันข้ามคนอเมริกันจะเสี่ยงตกงาน ชิ้นส่วนที่นำเข้าเพิ่มต้นทุนสินค้าให้แพงกว่าเดิม เกิดกระทบลูกโซ่ร้ายแรง

            Carl Harris จากสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านแห่งชาติ (National Association of Home Builders) กล่าวว่าราคาบ้านที่อยู่อาศัยจะแพงขึ้นอีกแน่นอน วัสดุก่อสร้างจำเป็นกว่า 70% มาจาก 2 ประเทศนี้

            William Reinsch จาก Center for Strategic and International Studies กล่าวว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะเก็บภาษีวัตถุดิบต่ำสุด แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะอธิบายตามหลักเศรษฐศาสตร์อย่างไรดี

            มีข้อมูลว่าครึ่งหนึ่งของสินค้าจำพวกผักผลไม้ที่บริโภคทั้งหมดนำเข้าจากเม็กซิโก ทำนองเดียวกับแคนาดาที่สหรัฐซื้อสินค้าสารพัดชนิดจากประเทศนี้ ดังนั้นกำแพงภาษี 25% จะดันให้สินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้นทันที

            จัสติน ทรูโด (Justin Trudeau) นายกรัฐมนตรีแคนาดาเตือนว่า กำแพงภาษีจะทำให้สินค้าแพงขึ้น โดยเฉพาะพวกอาหาร ข้าวของในร้านชำ และน้ำมันตามปั๊ม สินค้าเหล่านี้จะแพงขึ้นโดยไม่จำเป็น

            3) ไม่มีใครชนะในสงครามการค้า เป็นหลักการที่รับรู้กันทั่วไปว่าการตั้งกำแพงภาษี สงครามการค้ามีแต่จะเสียหายด้วยกันทั้งสองฝ่าย

            ปี 2024 สหรัฐขาดดุลจีน 295,400 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2018 สืบเนื่องจากสินค้าจำนวนหนึ่งเปลี่ยนเป็นนำเข้าจากประเทศอื่น เช่น เม็กซิโก เวียดนาม บางกรณีผู้ส่งออกจีนเปลี่ยนไปผลิตที่ประเทศอื่นแล้วจึงส่งเข้าสหรัฐ Brian Bethune จาก Boston College ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมสหรัฐขาดดุลการค้าเรื่อยมาทั้งที่การจ้างงานดี คนตกงานน้อย การขาดดุลชี้ว่าสหรัฐต้องการสินค้านำเข้าในมูลค่ารวมที่สูงกว่าส่งออก การตั้งกำแพงภาษีอาจลดนำเข้าบางประเทศ แต่โดยรวมแล้วจะสามารถส่งออกมากกว่านำเข้าได้หรือ

            ปัจจุบันที่ทั่วโลกยึดถือการค้าเสรี ประเทศส่วนใหญ่เป็นสมาชิกองค์การค้าโลกเพื่อหวังภาษีในระดับต่ำสุดหรือไม่มีเลย เป็นเหตุให้โลกเจริญก้าวหน้า ประชาชนอยู่ดีกินดีกว่าเดิม สหรัฐเองคือหนึ่งสมาชิกองค์การค้าโลกแต่ละเมิดกฎเกณฑ์ขึ้นภาษีตามใจชอบ นำสู่การตอบโต้ ทั้งจากแคนาดา เม็กซิโกและจีน

            ทางการจีนย้ำไม่มีใครชนะในสงครามการค้า นี่คือคำตอบที่ทุกคนรู้ดีแต่รัฐบาลสหรัฐยังฝืน (ทั้งพรรคเดโมแครทกับรีพับลิกันทำเหมือนกัน รัฐบาลไบเดนยึดมาตรการขึ้นภาษีจีนที่เก็บตั้งแต่ทรัมป์สมัยแรก) ตอนนี้ทั่วโลกรอดูว่าผลกระทบจะแสดงออกมาอย่างไร

ทรัมป์ที่ไม่ฟังเสียงใคร:

            คำเตือนข้างต้นไม่ใช่ของใหม่ ก่อนหน้านี้มีคำเตือนข้อเสียกำแพงภาษีมากมาย

            มกราคม 2025 IMF ชี้นโยบายขึ้นภาษีสินค้านำเข้า จำกัดแรงงานต่างด้าว คือสาเหตุหลักทำให้เงินเฟ้อพุ่ง รองมาคือการลดภาษี ก่อนหน้านี้นักเศรษฐศาสตร์จากหลายสถาบันออกมาเตือนเรื่องนี้แล้ว แต่ทีมงานทรัมป์โต้กลับว่าสุดท้ายแผนรวมของทรัมป์จะไม่สร้างเงินเฟ้อมากอย่างที่คิด

            ในอีกด้านต้องยอมรับว่าทรัมป์เดินหน้าตามนโยบายที่หาเสียงไว้ แต่ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่รุนแรงเหมือนตอนหาเสียง เช่นไม่ขึ้นภาษีจีนถึง 60% เปิดทางเจรจากับเม็กซิโกกับแคนาดา ตรวจสอบผลกระทบที่ตามมา เพราะที่สุดแล้วประชาชนจะเห็นด้วยกับทรัมป์หรือไม่ ขึ้นกับเรื่องปากท้อง

            รวมความแล้ว หลายฝ่ายไม่เห็นด้วยกับข้ออ้างทรัมป์ ตรรกะที่บอกว่าจะลดการขาดดุล เพิ่มการจ้างงาน อาจสวนทางกับความจริง ที่น่าคิดคือทรัมป์กับทีมงานน่าจะได้รับคำเตือนพวกนี้มาก่อนแล้วแต่ยังยืนยันเดินหน้าตั้งกำแพงภาษี

            ความหวังเฉพาะหน้าคือหวังว่าทรัมป์ 2.0 จะยุติหรือลดกำแพงภาษีในไม่ช้า หันมาส่งเสริมประสิทธิผลการผลิตให้มากกว่านี้ ปรับปรุงวิถีชีวิตคนอเมริกันที่ยั่งยืน หากแก้ไม่ได้ย่อมต้องเผชิญปัญหาใหญ่ในอนาคต ข้อนี้จะกระทบทั่วโลก

วิพากษ์:

          ประการแรก โยนความรับผิดแก่ต่างชาติ

            ตรรกะของทรัมป์คือชี้ว่าการแก้ปัญหาคนอเมริกันติดยาเฟนทานิลกับแรงงานผิดดกฎหมายต้องแก้ที่ต่างแดน สกัดกั้นไม่ให้เข้าประเทศ จึงใช้มาตรการภาษีเพื่อกดดันให้รัฐบาลต่างชาติควบคุมยาอย่างเข้มงวด

            ทุกวันนี้มีความร่วมมือแก้ปัญหาร่วมกันอยู่แล้ว การกดดันด้วยกำแพงภาษีจะได้ผลหรือไม่ และควรคิดถึงผลเสียที่จะตามมาด้วย

            Tom Madrecki จากสมาคมผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Brands Association) ชี้ว่ามาตรการกำแพงภาษีทำให้สินค้าผู้บริโภคสูงขึ้นแน่นอน คนอเมริกันต้องจ่ายแพงกว่าเดิม เพราะหลายรายการที่กีดกันนั้นไม่สามารถซื้อทดแทนในประเทศ จึงไม่เห็นด้วยกับมาตรการกำแพงภาษีของรัฐบาล ควรแก้ปัญหาที่ทรัมป์กล่าวถึงด้วยวิธีอื่น

            ทำนองเดียวกับที่คลอเดีย ปาร์โด (Claudia Pardo) ประธานาธิบดีเม็กซิโกกล่าวว่า ถ้ารัฐบาลสหรัฐต้องการแก้ปัญหาเฟนทานิลที่คนอเมริกันใช้อย่างพร่ำเพรื่อ ควรแก้ที่การค้ายาตามท้องถนน การฟอกเงินจากยาเสพติดที่ทำร้ายคนอเมริกันจะดีกว่า ตราบใดที่แก้ปัญหาภายในไม่ได้ เรื่องจะไม่จบ

          ประการที่ 2 ชาตินิยมที่ทำลายชาติ

            นักวิชาการบางคนอธิบายว่ารัฐบาลทรัมป์ 2.0 ยึดแนวทางชาตินิยม ทำเพื่อชาติ ดังที่ทรัมป์ย้ำว่า ว่า “กำแพงภาษีจะทำเรารวยและเข้มแข็งขึ้นมาก”

            แต่หากผลลัพธ์ออกมาตรงกันข้าม กลายเป็นการทำลายชาติเช่นนี้ไม่สมควรเรียกว่า “ชาตินิยม” ทั้งยังน่าสงสัยว่าทำไมรัฐบาลจึงทำเช่นนั้น ทำไมไม่ฟังคำเตือนทั้งจากองค์กรการระหว่างประเทศ นักเศรษฐศาสตร์หลายคนหลายสำนัก ตัวแทนภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ภาคประชาชนของอเมริกา แปลกไหมที่บอกว่า “ทำเพื่อชาติแต่กลับทำร้ายประเทศ”

            ในวันรับตำแหน่งประธานาธิบดีทรัมป์สาบานว่าจะทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง (to make America great again) จะยึดมั่นชาติ รัฐธรรมนูญและพระเจ้า ... คนอเมริกันต้องตรวจสอบว่าตรงตามนี้หรือไม่

            ที่นำเสนอข้างต้นจะถูกหรือผิด กาลเวลาจะตัดสิน

9 กุมภาพันธ์ 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10312 วันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568)

--------------------------

บรรณานุกรม :

1. China denounces Trump tariff: 'Fentanyl is America's problem'. (2025, February 2). Channel News Asia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/east-asia/us-tariffs-china-mexico-canada-retaliation-4911176

2. China hits back with tariffs on U.S. goods after Trump imposes new levies. (2025, February

3. IMF warns Trump’s economic plans could cause inflation. (2025, January 17). Free Malaysia Today. Retrieved from https://www.freemalaysiatoday.com/category/business/2025/01/17/imf-warns-trumps-economic-plans-could-cause-inflation/

4. ‘Tariffs are not the answer’: Industry and corporate leaders react to Trump duties on Mexico, Canada and China. (2025, February 1). CNBC. Retrieved from https://www.cnbc.com/2025/02/01/tariffs-are-not-the-answer-industry-and-corporate-leaders-react-to-trump-tariffs-on-mexico-canada-and-china.html

5. Trump Pauses Tariffs on Mexico, Canada for a Month, but His Threats Spooked Almost Everyone. (2025, February 3). WSJ. Retrieved from https://www.wsj.com/politics/policy/trumps-move-to-put-tariff-hikes-ahead-of-tax-cuts-has-spooked-almost-everyone-7b9b1813?mod=latest_headlines

6. Trump Slaps Tariffs on Mexico, Canada and China in Opening Salvo of Trade War. (2025, February 1). WSJ. Retrieved from https://www.wsj.com/economy/trade/trump-tariffs-what-next-prices-inflation-f497f161?mod=latest_headlines

7. Trump’s nemesis, the US trade deficit, hit record high in 2024. (2025, February 5). Politico. Retrieved from https://www.politico.com/news/2025/02/05/trump-trade-deficit-2024-00202569

-----------------

จับตาเกาหลีจะกลายเป็นยูเครน 2 หรือไม่ (1)

ถ้าย้อนหลังตั้งแต่สมัยโอบามาจนล่าสุดจะเห็นว่ารัฐบาลเกาหลีใต้กับสหรัฐร่วมกันยกระดับความเข้มข้นสู่สงครามนิวเคลียร์ ตอนนี้นอกจากไต้หวันแล้วควรคิดถึงเกาหลีด้วย

            หนึ่งสัปดาห์หลังรับตำแหน่งประธานาธิบดี ทรัมป์ประกาศนโยบาย “ปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือโดยสมบูรณ์” (complete denuclearization of North Korea) แม้ยังไม่มีรายละเอียด แต่เป็นนโยบายที่แตกต่างจากเดิมที่ให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดนิวเคลียร์

เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์:

            รัฐบาลสหรัฐเชื่อมานานแล้วว่าเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ ยังคงสะสมหัวรบและพัฒนาระบบปล่อยอาวุธ โดยเฉพาะระบบปล่อยทางบกกับเรือดำน้ำ

            ข้อมูลจากสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (Stockholm International Peace Research Institute: SIPRI) ปี 2024 ประเมินว่าเกาหลีเหนือมี 50 หัวรบนิวเคลียร์ และมีวัสดุฟิสไซล์ที่สามารถสร้างอีก 40 หัวรบ คิดว่าขีปนาวุธพิสัยใกล้กับขีปนาวุธจรวดร่อนสามารถติดหัวรบนิวเคลียร์

            งานวิจัยร่วมของ The Asan Institute for Policy Studies กับ Rand Corp เห็นว่ารัฐบาลคิม จ็องอึน (Kim Jong-un) คงมีแผนสะสมนิวเคลียร์ 300-500 หัวรบ เฉพาะภายในปี 2030 น่าจะมีถึง 300 หัวรบ เกาหลีใต้ควรมีนิวเคลียร์ร้อยลูกเพื่อรับมือภัยดังกล่าว

            ถ้าอิงงานวิจัยข้างต้นเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัว รัฐบาลสหรัฐคงยอมรับไม่ได้หากสามารถพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์ที่ยิงไกลถึงอเมริกา ที่ผ่านมารัฐบาลคิมไม่หยุดที่จะพัฒนาและทดสอบอาวุธที่นับวันมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงสมเหตุผลถ้าจะคิดว่าในอนาคตจะมีขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์

ขยับจากระบบป้องกันเป็นติดตั้งนิวเคลียร์:

            ย้อนหลังจากเหตุเกาหลีเหนือเริ่มมีอาวุธนิวเคลียร์ สมัยรัฐบาลโอบามาจึงเสนอติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธในเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นเพื่อรับมือภัย ประธานาธิบดีปาร์ค กึน-เฮ (Park Geun-hye) ในตอนนั้นกล่าวว่า “ประชาคมโลกควรเข้าใจว่ารัฐบาลเกาหลีใต้ไม่มีเจตนามุ่งเป้าต่อประเทศอื่นๆ หรือคุกคามประเทศอื่นๆ” ระบบ THAAD มีเพื่อต้านภัยจากเกาหลีเหนือเท่านั้น ในฐานะประธานาธิบดีเธอจำต้องปกป้องประเทศ

            มีนาคม 2017 เจ้าหน้าที่สหรัฐเริ่มติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ Terminal High Altitude Area Defense (THAAD) ในเกาหลีใต้ หลัง 2 ฝ่ายบรรลุข้อตกลงเมื่อกรกฎาคมปีก่อน

            นับจากนั้นเป็นต้นมาเกาหลีใต้มีระบบ THAAD ร่วมกับระบบป้องกันอื่นๆ มีไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่มีระบบนี้

            ด้านกระทรวงกลาโหมจีนแถลงว่า “ฝ่ายจีนไม่พอใจอย่างยิ่งและขอคัดค้านเรื่องนี้อย่างรุนแรง” เพราะไม่ส่งเสริมให้คาบสมุทรเกาหลีเป็นเขตปลอดนิวเคลียร์และไม่ส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ การติดตั้งระบบอาวุธดังกล่าวจะยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อน กระทบต่อความมั่นคงทางยุทธศาสตร์จีน

            สมัยรัฐบาลไบเดน เกาหลีใต้ประกาศเป็นพันธมิตรฐานนิวเคลียร์กับสหรัฐ

            เดิมเกาหลีใต้เป็นพันธมิตรทางทหารกับสหรัฐ มีฐานทัพอเมริกาถาวรพร้อมทหารอเมริกันกว่า 2 หมื่นนาย ข้อตกลงล่าสุดที่ทำในสมัยรัฐบาลยุน ซอก-ยอล (Yoon Suk-yeol) เป็นการยกระดับความเป็นพันธมิตรสู่พันธมิตรฐานนิวเคลียร์ ("nuclear-based alliance") ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับสหรัฐยิ่งแน่นแฟ้น ด้วยเหตุผลว่าเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์

            จะเห็นว่ายกระดับจากมีระบบป้องกันขีปนาวุธสู่พันธมิตรฐานนิวเคลียร์ ทุกวันนี้เรือดำน้ำติดขีปนาวุธนิวเคลียร์สหรัฐจะเข้าเทียบท่าเกาหลีใต้ ยกตัวอย่างกรกฎาคม 2023 เรือดำน้ำชั้น Los Angeles สามารถติดขีปนาวุธหัวรบนิวเคลียร์โทมาฮอว์กมาในเขตน่านน้ำเกาหลีใต้ ตามหลังเรือดำน้ำติดขีปนาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ชั้น Ohio หลังจากห่างหายไป 42 ปี

            ไม่เพียงเท่านั้น สมัยไบเดนความร่วมมือด้านนิวเคลียร์เพิ่มขึ้นอีก คราวนี้รัฐบาลเกาหลีใต้กับสหรัฐตกลงร่วมมือพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี (Tactical nuclear weapon) 100 ลูกโดยที่เกาหลีใต้จะเป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่าย หัวรบเหล่านี้จะเก็บไว้ที่สหรัฐแต่สามารถนำมาประจำการที่เกาหลีใต้ถ้าจำเป็น

            รวมความแล้วรัฐบาลไบเดนต้องการให้เกาหลีใต้เป็นผู้จ่ายค่าอาวุธนิวเคลียร์ 100 ลูก แลกกับที่เกาหลีใต้ได้รับการปกป้องจากสหรัฐหากเกิดสงครามนิวเคลียร์

            อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี (Tactical nuclear weapon) ไม่อยู่ในกลุ่มอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ ผลการทำลายล้างไม่มากเท่าอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ ที่ใช้ปัจจุบันคือระเบิดนิวเคลียร์ B61-3 กับ B61-4 และกำลังแทนที่ด้วยรุ่น B61-12 ที่แม่นยำกว่าเดิม


ทรัมป์ขยับนโยบาย:

            มกราคม 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศ นโยบาย “ปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือโดยสมบูรณ์” (complete denuclearization of North Korea) อันที่จริงแล้วนโยบายนี้ไม่ใช่ของใหม่เสียทีเดียว รัฐบาลสหรัฐใช้คำนี้มาแล้วหลายปี ที่ต่างออกไปคือมีคำว่า “complete

            ถ้ามองในกรอบแคบสะท้อนว่าทรัมป์กำลังสกัดภัยคุกคามนิวเคลียร์ คราวนี้ไม่ใช่ด้วยการให้เกาหลีใต้มีนิวเคลียร์ แต่เป็นการให้เกาหลีเหนือปลอดอาวุธนิวเคลียร์ พูดง่ายๆ คือเกาหลีเหนือต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์

            ภายใต้นโยบายนี้เกาหลีใต้มีอาวุธนิวเคลียร์ แต่ห้ามเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์โดยเด็ดขาด และอาจห้ามมีโครงการที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เก็บสะสมยูเรเนียมสมรรถนะสูง ที่น่าคิดคืออาจเป็นต้นเหตุนำสู่สงครามในอนาคต ล้มล้างระบอบเกาหลีเหนือ และอาจลามถึงจีน

            ถ้าย้อนหลังตั้งแต่สมัยโอบามาจนล่าสุดจะเห็นว่ารัฐบาลเกาหลีใต้กับสหรัฐร่วมกันยกระดับความเข้มข้นสู่สงครามนิวเคลียร์

เกาหลีใต้ยังไม่ตีตราว่าฝ่ายเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์:

            มกราคม 2025 กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ย้ำว่า รัฐบาลยังไม่มองว่าเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ เป็นท่าทีที่เกาหลีใต้ยึดถือเรื่อยมา อธิบายว่าภายใต้สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Non-Proliferation Treaty: NPT) เกาหลีเหนือไม่อยู่ในเกณฑ์รัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ (a nuclear-armed state)

            เรื่องนี้ขัดแย้งกับท่าทีของสหรัฐที่ชี้ว่าเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์มานานแล้ว นโยบายต่อเกาหลีเหนือเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ระดับภัยคุกคามจะสูงขึ้นมากถ้ารัฐบาลเกาหลีใต้ชี้เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์จริง

            อนึ่ง รัฐบาลเกาหลีเหนือยืนยันมานานแล้วว่ามีอาวุธนิวเคลียร์ เคยทดสอบจุดระเบิดนิวเคลียร์ครั้งแรกเมื่อปี 2006 และทำการทำสอบอีกหลายครั้ง แต่จนบัดนี้บางประเทศยังไม่ยอมรับว่าเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ที่ใช้การได้จริง (การทดสอบจุดระเบิดกับการมีอาวุธที่ใช้การได้จริงเป็นคนละเรื่อง)

            ประเด็นเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ที่ใช้การได้จริงเป็นที่ถกเถียงกันมานาน ไม่มีข้อสรุปที่ลงตัว

เกาหลีจะกลายเป็นยูเครน 2 หรือไม่:

            นับจากเกิดสงครามยูเครนที่เป็นสงครามตัวแทนระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับพวก กับอีกฝ่ายคือรัสเซีย นักวิเคราะห์หลายคนถามถึงประเทศใดจะเป็นรายต่อไป ในสมัยไบเดนหลายคนคิดถึงไต้หวันในสมัยรัฐบาลไล่ ชิงเต๋อ (Lai Ching-te) ตอนนี้นอกจากไต้หวันแล้วควรคิดถึงเกาหลีด้วย

            ถ้าวิเคราะห์รอบด้าน คราวนี้จะเป็นสงครามตัวแทนระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับพวก กับอีกฝ่ายคือจีน โดยรัฐบาลทรัมป์จะระงับหรือลดความเข้มข้นทางฝั่งยุโรป หันมาเปิดศึกในฝั่งคาบสมุทรเกาหลีแทน เพื่อเจาะจงเล่นงานจีน หรืออาจเป็นการข่มขู่คุกคามเพื่อต่อรองจีน

            ณ ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะฟันธงว่า “เกาหลีกำลังจะกลายเป็นยูเครน 2 หรือไม่” แต่เป็นประเด็นที่น่าติดตาม นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อเรื่องยูเครน 2 สหรัฐน่าจะมียุทธศาสตร์ทำสงครามกับจีน ช้าหรือเร็วเท่านั้น

2 กุมภาพันธ์ 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10305 วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568)

-------------------


บรรณานุกรม :

1. 100 U.S. nuclear weapons should be committed to supporting S. Korea's security against N.K. threats: report. (2023, October 30). Yonhap. Retrieved from https://en.yna.co.kr/view/AEN20231030003700315?section=nk/nk

2. China "strongly dissatisfied" with U.S. missile deployment in ROK. (2016, July 8). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2016-07/08/c_135498220.htm

3. Denuclearization of Korean Peninsula Is Invariable Will of Army and People of DPRK: Rodong Sinmun. (2014, January 22). KCNA. Retrieved from http://www.kcna.co.jp/item/2014/201401/news22/20140122-06ee.html

4. North Korea: U.S. Relations, Nuclear Diplomacy, and Internal Situation. (2013, January 4). Congressional Research Service. Retrieved from http://www.fas.org/sgp/crs/nuke/R41259.pdf

5. Park strongly defends THAAD deployment decision. (2016, July 11). Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/national/2016/07/11/11/0301000000AEN20160711004751315F.html

6. Stockholm International Peace Research Institute. (2024). Role of nuclear weapons grows as geopolitical relations deteriorate—new SIPRI Yearbook out now. Retrieved from https://www.sipri.org/media/press-release/2024/role-nuclear-weapons-grows-geopolitical-relations-deteriorate-new-sipri-yearbook-out-now

7. S. Korea begins process to deploy THAAD: military. (2017, March 7). Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/national/2017/03/07/0301000000AEN20170307005700315.html

8. Trump will pursue complete denuclearization of N. Korea: White House. (2025, January 27). Yonhap News. Retrieved from https://en.yna.co.kr/view/AEN20250129000452315?section=nk/nk

9. U.S. nuclear-powered sub enters Jeju port for replenishment purpose: Navy. (2023, July 24). Yonhap. Retrieved from https://en.yna.co.kr/view/AEN20230724002300325?section=national/defense

10. Yoon says alliance with U.S. upgraded to 'nuclear-based alliance'. (2023, June 6). Yonhap. Retrieved from https://en.yna.co.kr/view/AEN20230606001500315?section=nk/nk

-----------------

วิพากษ์สุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่งครั้งที่ 2 ของโดนัลด์ ทรัมป์

 ยุคทองสหรัฐเริ่มต้นแล้ว ประเทศจะรุ่งเรือง นานาชาติเคารพนับถือ น่าคิดว่าถ้าสหรัฐถอยห่างจากประชาธิปไตยกับการค้าเสรี เช่นนี้ควรเรียกประเทศนี้ว่าอย่างไร

สุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่ง (inauguration address) ครั้งที่ 2 ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2025 มีประเด็นสำคัญ ดังนี้

ทรัมป์เริ่มต้นด้วยการชี้ว่ายุคทองสหรัฐเริ่มต้นแล้ว ประเทศจะรุ่งเรือง นานาชาติเคารพนับถือ จะไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบสหรัฐอีกต่อไป ยึดหลัก America first สร้างชาติที่น่าภาคภูมิใจ มั่งคั่งและเสรี อเมริกาจะพิเศษแตกต่างมากยิ่งกว่าเดิม (far more exceptional)

ท่ามกลางความท้าท้ายนานัปการ คนไม่เชื่อถือรัฐบาล กลุ่มทรงอำนาจ (establishment) เก็บเกี่ยวอำนาจกับความมั่งคั่งจากพลเมืองของเรา เสาหลักสังคมเสียหายหนัก บริการสาธารณะไม่เพียงพอ ระบบสาธารณสุขขาดประสิทธิภาพ งบประมาณจำนวนมากใช้ในต่างประเทศ ระบบการศึกษายังต้องปรับปรุง

นับจากวันนี้ยุคอเมริกาเสื่อมถอยจบแล้ว รัฐบาลจะทำให้ประเทศเข้มแข็งมีประสิทธิภาพ คนจงรักภักดีต่อรัฐบาล

Make America Great Again:

ประธานาธิบดีทรัมป์มั่นว่าจะทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง (to make America great again) จะยึดมั่นชาติ รัฐธรรมนูญและพระเจ้า

วันนี้ตนใช้อำนาจประธานาธิบดีจัดการหลายเรื่อง เช่น คนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย จะส่งคนพวกนี้หลายล้านคนออกนอกประเทศ จัดการกลุ่มอาชญากรต่างๆ แก้ปัญหาเงินเฟ้อ สินค้าแพงทันที ผลิตพลังงานในประเทศมากขึ้นเพื่อลดราคาน้ำมันอันจะช่วยลดต้นทุนสินค้าต่างๆ

อุตสาหกรรมในประเทศจะฟื้นตัวอีกครั้ง ส่งพลังงานออกขายทั่วโลก ปกป้องอุตสาหกรรมรถไฟฟ้า จะยกเครื่องระบบการค้าเพื่อปกป้องแรงงานอเมริกัน จะขึ้นภาษีสินค้านำเข้า เก็บภาษีจากต่างชาติเพื่อให้คนของเราร่ำรวย 

จะระงับมาตรการเซ็นเซอร์ต่างๆ ให้มีเสรีภาพการพูดการแสดงออก บังคับใช้กฎหมายอย่างถูกต้องไม่เลือกปฏิบัติ คนอเมริกันจะมีเพียง 2 เพศ คือชายกับหญิงเท่านั้น สร้างสังคมที่ยึดถือ merit based (ตีค่าบนคุณความดี ความสามารถหรือผลงาน)

สหรัฐจะไม่เพียงชนะสงครามเท่านั้นจะแต่หยุดสงครามที่ไม่ต้องการด้วย ตนจะเป็นผู้นำที่สร้างสันติและเอกภาพ

สหรัฐจะกลับมาเป็นชาติยิ่งใหญ่ที่สุด ทรงพลังมากสุด และนานาชาติให้ความเคารพสูงสุด

จะนำคลองปานามา (Panama Canal) กลับมาเป็นของสหรัฐ เพราะปานามาไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้ เรืออเมริกาต้องจ่ายค่าบริการมากเกินควร ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม อีกทั้งจีนกำลังบริหารจัดการคลองปานานา เรื่องนี้ปล่อยไว้ไม่ได้ เมื่อเราให้คลองนี้แก่ปานามา ตอนนี้เราจะเอาคืนกลับมาควบคุม

นอกจากนั้นรัฐบาลจะสร้างชาติให้เติบใหญ่ ขยายอาณาเขต สร้างเมืองและปักธงชาติของเราในดินแดนใหม่ รวมถึงการส่งคนของเราไปดาวอังคาร

เหล่านี้คือสายเลือดของชาติมหาอำนาจ บัดนี้ประเทศของเรามุ่งมั่นที่จะก้าวไปข้างหน้าหนักแน่นกว่าเดิม ไม่มีอะไรที่คนอเมริกันทำไม่ได้ ตัวท่านคือตัวอย่างอเมริกันชนผู้ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้กลายเป็นจริง

สหรัฐคือชาติยิ่งใหญ่ ชนะสงครามโลก 2 ครั้ง ชนะเผด็จการ (fascism) ชนะคอมมิวนิสต์ บัดนี้ขอเพียงทุกคนร่วมมือร่วมใจ เราจะฟื้นฟูชาติ ข้าพเจ้าจะยืนเคียงข้างท่าน ทำงานร่วมกับท่าน สร้างประเทศให้ยิ่งใหญ่เป็นที่นับถืออีกครั้ง สร้างชาติให้พิเศษแตกต่างเต็มตัว (full of exceptionalism) เป็นที่น่าชื่นชม มั่งคั่ง น่าภูมิใจ เรากล้าฝันและจะทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ยุคทองอเมริกาเริ่มขึ้นแล้ว

วิพากษ์:

ประการแรก น่าชื่นชมที่จะสร้างชาติให้ยิ่งใหญ่

สหรัฐเป็นมหาอำนาจโลกอยู่แล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการสร้างให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม พัฒนาประเทศทุกด้าน ให้นานาชาติชื่นชม รวมทั้งจัดการประเด็นระหว่างประเทศที่คิดว่าเสียเปรียบ เช่น เรื่องการค้า คลองปานามา

ต้องยอมรับว่าสหรัฐสามารถรักษาความเป็นมหาอำนาจได้ยาวนาน คือตั้งแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ 1945 หรือราว 80 ปีแล้ว ข้อนี้ผู้นำประเทศมีส่วนสำคัญมาก สามารถเอาชนะอุปสรรคมากมาย ดังที่ท่านเอ่ยถึงสงครามโลก เอาชนะลัทธิคอมมิวนิสต์ และคาดว่าความเป็นมหาอำนาจน่าจะคงอยู่อีกนาน 

บ่อยครั้งที่ความยิ่งใหญ่ของสหรัฐแสดงออกผ่านผู้นำประเทศ

ประการที่ 2 ยึดมั่นรัฐธรรมนูญ

ทุกรัฐบาลมีหน้าที่ต้องยึดกฎหมาย ผู้นำประเทศจะละเมิดรัฐธรรมนูญไม่ได้ ประธานาธิบดีเอ่ยถึงให้เสรีภาพการพูดการแสดงออก ข้อนี้เป็นมาตราหนึ่งในรัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่หลายคนวิพากษ์คือ การยึดรัฐธรรมนูญหมายถึงประธานาธิบดีต้องยึดถือประชาธิปไตย แต่ที่ผ่านมาทรัมป์ถูกวิพากษ์อย่างหนักในความไม่เป็นประชาธิปไตยของท่าน

  มีนาคม 2024 ประธานาธิบดีโจ ไบเดนกล่าวใน “คำแถลงนโยบายประจำปี” (State of the Union) ว่าประชาธิปไตยอเมริกากำลังสะเทือนจากผู้ที่ไม่ยอมถ่ายโอนอำนาจอย่างสงบเมื่อ 6 มกราคม 2020 (หมายถึงทรัมป์) เป็นภัยร้ายแรงต่อประชาธิปไตย 

ประธานาธิบดีไบเดนพูดอยู่เสมอว่าทรัมป์กับ MAGA Republicans (พวกที่สนับสนุนทรัมป์อย่างเข้มข้น) เป็นพวกสุดโต่ง (an extremism – ไม่ใช่พวกประชาธิปไตย) เป็นพวกนิยมความรุนแรง จงเกลียดจงชัง สร้างความแตกแยก ไม่เคารพรัฐธรรมนูญ ไม่เชื่อหลักนิติธรรม รวมความแล้ว ตีตราว่าเป็นพวกกึ่งเผด็จการ (semi-fascism) คุกคามบั่นทอนประชาธิปไตย 

ประเด็นความไม่เป็นประชาธิปไตยถูกวิพากษ์หนักตั้งแต่ทรัมป์สมัยแรกและจะถูกติดตามใกล้ชิดในทรัมป์ 2.0 นี้

ประการที่ 3 American exceptionalism

American exceptionalism คือ ลัทธิเชื่อว่าอเมริกาพิเศษเหนือชาติอื่น เป็นทัศนคติ ความเชื่อที่ปรากฏในสังคมอเมริกามานานหลายทศวรรษแล้ว ในเชิงนโยบายต่างประเทศจะหมายถึงเป็นชาติที่มีหน้าที่เป็นเสาหลักเสรีภาพของโลก ความเป็นมหาอำนาจของอเมริกาเป็นประโยชน์ต่อประชาคมโลกเนื่องจากเป็นชาติประชาธิปไตย แตกต่างจากมหาอำนาจอื่นๆ ในประวัติศาสตร์

จะยึดว่าการเข้าแทรกแซงประเทศอื่นเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยหรือการใช้กำลังทหารเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของอเมริกาเป็นเรื่องถูกต้องชอบธรรม แม้นานาชาติไม่เห็นด้วยก็ตาม 

การที่ทรัมป์ประกาศว่าจะสร้างชาติให้พิเศษแตกต่างเต็มตัว (full of exceptionalism) จึงเป็นเรื่องเดียวกับการทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง สอดคล้องกับการนำคลองปานามากลับมาเป็นของสหรัฐ เอ่ยเรื่องการขยายดินแดน

ประการที่ 4 คำมั่นสัญญาที่จะถูกตรวจสอบ

สุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่งเป็นคำมั่นสัญญาในวันแรกของตำแหน่งประธานาธิบดี หลังจากนี้คือการตรวจสอบการทำงานว่าสอดคล้องกับคำสัญญาหรือไม่ ถ้อยคำหล่านี้เมื่อแปลงเป็นนโยบาย มีผลทางปฏิบัติอย่างไร 

ยกตัวอย่างเรื่องแก้ปัญหาเงินเฟ้อซึ่ง IMF กับนักเศรษฐศาสตร์จากหลายสถาบันเตือนว่าการขึ้นภาษีสินค้านำเข้า จำกัดแรงงานต่างด้าว จะเป็นสาเหตุหลักให้เงินเฟ้อพุ่ง นโยบายของทรัมป์จึงย้อนแย้ง (แก้เงินเฟ้อด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้า ขับคนต่างด้าวผิดกฎหมายออกนอกประเทศ) หลังจากนี้หลายคนจะตรวจสอบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง 

นโยบายย้อนแย้งเป็นเรื่องน่าสนใจ ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกหรือผิด และจะมีคำถามตามมาอีกมาก

ถ้าเทียบกับสุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่งครั้งแรกเมื่อปี 2017 พบว่าโครงสร้างกับเนื้อหาคล้ายกันหลายส่วน (บทความ “วิพากษ์สุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่งของ โดนัลด์ ทรัมป์”) เรื่องที่ควรติดตามคือรัฐบาลสหรัฐจะยึดถือเสรีประชาธิปไตยมากแค่ไหน (ถ้าตีความว่าทรัมป์ไม่ยึดถือสักเท่าไหร่) หลักการค้าเสรีที่นับว่าจะหันหลังให้ ลำพังคำว่าการค้ายุติธรรมก็ไม่ใช่การค้าเสรีอย่างที่ตำราตำวันตกพร่ำสอนให้นานาชาติปฏิบัติตาม น่าคิดว่าถ้าสหรัฐถอยห่างจากประชาธิปไตยกับการค้าเสรี เช่นนี้ควรเรียกประเทศนี้ว่าอย่างไร 

26 มกราคม 2025
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 10298 วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2568)

-----------------------

บรรณานุกรม :

1. Ceaser, James W. (2012). The Origins and Character of American Exceptionalism.  American Political Thought: A Journal of Ideas, Institutions, and Culture, vol. 1 (Spring 2012). Retrieved from http://www.polisci.wisc.edu/Uploads/Documents/Ceaser.pdf

2. IMF warns Trump’s economic plans could cause inflation. (2025, January 17). Free Malaysia Today. Retrieved from https://www.freemalaysiatoday.com/category/business/2025/01/17/imf-warns-trumps-economic-plans-could-cause-inflation/

3. Read the full transcript of Trump's inauguration speech. (2025, January 20). CBS News. Retrieved from https://www.cbsnews.com/news/transcript-trump-inauguration-speech-2025/

-----------------