ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เกาะติดประเด็นร้อน “จับตาประชุมสุดยอดเซียน 2013” (2)

23 เมษายน 2013
ชาญชัย
สรุปสถานการณ์: (อัพเดท 23 เม.ษ. 17.00 น.)
            ผู้นำ 10 ชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กำลังอยู่ระหว่างเตรียมตัวเดินทางไปประชุมสุดยอดที่กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน ประเทศบรูไน ระหว่างวันที่ 24-25 เมษายนนี้
            หนึ่งประเด็นที่จะหยิบขึ้นมาพูดคุยและเกี่ยวข้องกับอาเซียนโดยตรงคือข้อพิพาททะเลจีนใต้ (หรือทะเลฟิลิปปินส์)
            การเจรจาจัดทำ “แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้” (code of conduct for the South China Sea หรือ CoC) คือตัวแทนความคืบหน้าการแก้ปัญหา ที่ผ่านมามีความพยายามจัดทำร่างทั้งจากอาเซียนกับจีน กลายเป็นร่างสองฉบับที่ขัดแย้งกัน
            การปรึกษาหารือในบรรยากาศสบายๆ แบบอาเซียนกลายเป็นความขัดแย้ง เมื่อประเทศกัมพูชาเจ้าภาพจัดประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเมื่อปีที่แล้ว (2012) แสดงอาการขัดขวาง ไม่ยอมบรรจุข้อความพูดถึงกรณีความขัดแย้งระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ที่กำลังร้อนแรงอยู่ในขณะนั้น เป็นเหตุไม่มีเอกสารแถลงการณ์สรุปผลการประชุม
การประชุมสุดยอดผู้นำปีนี้จะมีการหารือเรื่องนี้อีก

คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 23 เม.ษ. 17.00 น.)
            สำนักข่าวเอพีอ้างข้อมูลจากสำเนาแถลงการณ์ฉบับหนึ่งว่าผู้นำชาติสมาชิกอาเซียนหวังแก้ปัญหาข้อพิพาททะเลจีนใต้โดยสันติวิธี ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ “โดยปราศจากการข่มขู่หรือใช้กำลัง” และอ้างถึงเอกสารแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (CoC) (Sea disputes, NKorea in spotlight at ASEAN summit, AP)
            ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เบนิกโน อากีโนที่ 3 มองการประชุมครั้งนี้ในแง่บวกเชื่อว่าจะมีความคืบหน้าในการเจรจากับจีน เมื่อสัปดาห์ก่อนผู้นำประเทศบรูไน สมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละห์ ได้เสด็จได้หารือกับผู้นำฟิลิปปินส์เรื่องวาระการประชุม (Aquino hopeful about talks on West Philippine Sea code ofconduct, Philippine Daily Inquirer)
            ดังนั้น ผู้นำทั้งสองได้ร่วมหารือล่วงหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

วิเคราะห์: (อัพเดท 23 เม.ษ. 17.00 น.)
            ข้อพิพาทระหว่างชาติสมาชิกอาเซียนกับจีนต่อทะเลจีนใต้เป็นเรื่องที่สืบสาวย้อนหลังหลายสิบปี ที่ผ่านมาต่างฝ่ายต่างยืนยันอ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ที่เห็นว่าเป็นของตน เกิดความขัดแย้งใหญ่น้อยหลายครั้ง แต่ที่สุดทุกฝ่ายพยายามรักษาบรรยากาศที่ดีต่อกันไว้
            การเจรจาจัดทำ “แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้” (CoC) เป็นผลจากความพยายามหลายปีเพื่อให้เกิดแนวปฏิบัติร่วมกัน แม้ว่าทั้งจีนกับอาเซียนต่างหวังแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ไม่ใช้กำลัง แต่ต่างมีร่าง CoC ของตนเอง กระบวนการเจรจาขั้นต่อไปคือการหารือว่าจะปรับแก้ CoC อย่างไรเพื่อให้ยอมรับด้วยกันได้ทั้งสองฝ่าย
            นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าผลการประชุมไม่น่าจะมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งเห็นว่าจีนจะไม่ยอมรับฉบับร่างของอาเซียน อีกส่วนหนึ่งเห็นว่าความขัดแย้งระหว่างชาติสมาชิกอาเซียนยังคงอยู่
            เมื่อการเจรจายังไม่อาจบรรลุข้อตกลง หนทางที่ดีที่สุดคือให้ผลการปรึกษาหารือออกมาในรูปแบบที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ รักษาบรรยากาศที่ดีต่อกันไว้ ยังมีผลประโยชน์อื่นๆ อีกมากที่ต้องร่วมมือกัน ส่วนข้อพิพาททะเลจีนใต้ (ฟิลิปปินส์) หากไม่มีใครกวนน้ำให้ขุ่น น้ำก็จะยังคงใสต่อไป
----------------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
-----------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

American exceptionalism กับนโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา (1)

เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแสดงสุนทรพจน์ที่เกี่ยวข้องนโยบายต่างประเทศมักจะมีการเอ่ยถึงAmerican exceptionalism หรือหลักการที่อยู่ภายในลัทธิหรือแนวคิดดังกล่าว แม้เป็นคำที่มีการพูดถึงแต่ในทางวิชาการเป็นที่ถกเถียงในความหมาย การตีความ การนำไปใช้ เนื่องจากลัทธิหรือแนวคิดนี้ขาดการพัฒนาอย่างเป็นระบบ อีกทั้งพบว่าบ่อยครั้งผู้ใช้แต่ละคนจะใช้ในความหมายที่แตกต่างกันด้วยเหตุผลเฉพาะเจาะจง ในที่นี้จะอธิบายความหมาย การนำไปใช้ ผลที่เกิดขึ้นทั้งด้านบวกด้านลบ และข้อวิพากษ์ (หมายเหตุ : เนื่องจากความยาวของบทความ จึงแบ่งออกเป็น 3 ตอน)
นิยาม American exceptionalism คือ ลัทธิความเชื่อว่าคนอเมริกันนั้นมีความพิเศษเหนือชนชาติอื่น มีรากฐานมาจากสองแนวคิดคือ อเมริกาเป็นประเทศที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ กับอเมริกาเป็นประเทศที่พิเศษกว่าประเทศอื่นๆ             คำว่า ‘แตกต่าง’ หมายถึงการแตกต่างจากชาติชนชาติอื่นๆ แม้บรรพบุรุษชาวอเมริกันคือชนชาติที่สืบเชื้อสายจากยุโรป แต่คนเหล่านี้ได้พัฒนาค่านิยมวัฒนธรรมของตนเองแตกต่างจากชาวยุโรป ชาวอเมริกันมีจุดเริ่มต้นที่ต้องการเป็นเสรีชน ชนชาติที่ไร้ชนชั้น สังคมปราศจากการแบ่งแยกหรือการต่อส…

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (1) นิยาม อุดมการณ์ทางการเมือง

หมายถึง ความคิด ความเชื่อ ที่มีแบบแผนเกี่ยวกับหลักการและคุณค่าทางการเมือง เป็นความคิดความเชื่อที่มีแนวทางแน่นอน มีเหตุผล มีจุดหมายปลายทาง และวัตถุประสงค์ที่มนุษย์พยายามจะดำเนินการให้สัมฤทธิผล
“นิยาม อุดมการณ์ทางการเมือง”
1.ความหมายของอุดมการณ์ทางการเมือง (Political Ideology) มีผู้นิยามหลากหลาย 1.1.หมายถึง ความคิด ความเชื่อ ที่มีแบบแผนเกี่ยวกับหลักการและคุณค่าทางการเมือง เป็นความคิดความเชื่อที่มีแนวทางแน่นอน มีเหตุผล มีจุดหมายปลายทาง และวัตถุประสงค์ที่มนุษย์พยายามจะดำเนินการให้สัมฤทธิผล 1.2.หมายถึง ความคิดความเชื่อที่ทำให้เกิดกลไกควบคุม เพื่อบรรลุเป้าหมายแห่งความคิดความเชื่อนั้น 1.2.1.เช่นอุดมการณ์มาร์กซิสม์ ก่อให้เกิดพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อสร้างและควบคุมให้การปกครองบรรลุเป้าหมายของอุดมการณ์ 1.2.2.อุดมการณ์ประชาธิปไตย คือ การเพิ่มพูน ปกป้องเสรีภาพส่วนบุคคล ทำให้เกิดไกกลต่างๆ เช่น พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ การลงมติ เพื่อรักษาความเป็นประชาธิปไตย 1.3.อุดมการณ์มิใช่เป็นเพียงปรัชญาการเมือง อุดมการณ์ทางการเมืองจะเรียกร้องให้มีการกระทำจากผู้ศรัทธาในอุดมการณ์ เกิดความรู้สึกว่าถูกต้องที่จะกระทำตามน…