ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ข้อสังเกตจากจำนวนประชากรในเมืองอเลปโป้

บทความ 8 สิงหาคม 2012
ชาญชัย
            ผู้ที่ติดตามข่าวความขัดแย้งในประเทศซีเรียจะมีความเห็นอย่างหนึ่งว่า ความขัดแย้งในซีเรียเกิดขึ้นมาแล้วคือนานกว่า 17 เดือน เนื่องจากฝ่ายรัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดี บาชาร์ อัลอัสซาด ยืนหยัดปราบปรามฝ่ายต่อต้านแม้เผชิญแรงกดดันจากหลายชาติในภูมิภาคตะวันออกกลาง จากชาติตะวันตก ขณะที่ฝ่ายต่อต้านที่ได้รับการสนับสนุนภายนอกประเทศก็ต่อสู้อย่างแข็งขัน ประกาศว่าจะต้องโค่นล้มระบอบของประธานาธิบดีอัสซาดให้จงได้
            จุดสนใจขณะนี้อยู่ที่เมืองอเลปโป้ (Aleppo) เมืองเศรษฐกิจและสำคัญเป็นอันดับสองรองจากเมืองหลวงดามัสกัส มีประวัติศาสตร์ย้อนหลังว่าเป็นเมืองสำคัญตั้งแต่สมัยจักรวรรดิออตโตมัน เป็นเมืองเศรษฐกิจตั้งแต่อดีตสมัยเพราะเป็นเมืองสำคัญของเส้นทางสายไหม
            ข้อมูลปี 2012 ซีเรียมีประชากรรวม 22.5 ล้านคน ส่วนพลเมืองในเมืองอเลปโป้ พลโท บาบาคาร์ กาย (Babacar Gaye) หัวหน้าทีมสังเกตการณ์สหประชาชาติในพันธกิจซีเรีย ระบุว่ามีราว 2.7 ล้านคน
            ข้อสังเกตแรก จำนวนประชากรส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในเมือง
ในขณะที่สื่อทุกสำนักทั่วโลกเสนอข่าวการปะทะกันอย่างรุนแรงในเมืองนี้ ข่าว Los Angeles Times ที่นำเสนอเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา รายงานจำนวนประชากรที่หลบหนีออกจากเมืองมีเพียงหลักหมื่นคนเท่านั้น ส่วนที่ยังติดอยู่ในพื้นที่ต่อสู้มีจำนวนหลายพันคน
            ตีความได้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 95 ยังสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในเมืองได้
            ข้อสังเกตที่สอง เกิดคำถามว่า ทำไมชาวเมืองอเลปโป้ไม่ทิ้งเมือง ลี้ภัยออกนอกประเทศ
สำนักข่าว AFP รายงานจำนวนผู้ลี้ภัยชาวซีเรียที่ข้ามชายแดนไปอยู่ประเทศตุรกีมีจำนวนไม่ถึง 5 หมื่นคน ไปจอร์แดนไม่ถึง 3 พันคน (จาก Al Jazeera) ส่วนที่ไปอิรักตัวเลขไม่ชัดเจน
            ประเทศที่ประชาชนถูกรัฐบาลกดขี่ข่มเหง และต้องมาเผชิญกับสงครามกลางเมืองน่าจะมีความคิดลี้ภัยออกนอกประเทศ แต่กลับไม่เกิดขึ้นกับเมืองอเลปโป้ รวมทั้งเมืองอื่นๆ
            ตีความได้ว่าในพื้นที่ที่มีการรบรุนแรงอย่างอเลปโป้ แม้ว่าอาจต้องเผชิญปัญหาข้าวยากหมากแพง  ก็ยังอยู่ในสภาพที่คนกว่า 2.7 ล้านคนสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ บางส่วนอพยพไปเมืองอื่น แต่ผู้ที่ลี้ภัยนอกประเทศมีจำนวนน้อยมาก ส่วนเหตุผลทางการเมืองว่าพวกเขาชอบหรือไม่ชอบฝ่ายรัฐบาลยังไม่ชัดเจน
            ข้อสังเกตที่สาม การปะทะอยู่ในเขตพื้นที่จำกัด
The Guardian รายงานข่าวล่าสุดโดยอ้างแหล่งข่าวฝ่ายต่อต้านกลุ่มใหญ่สุดว่าสามารถควบคุมพื้นที่เขตตัวเมืองเก่าของอเลปโปได้ราวร้อยละ 60 แต่พื้นที่ที่อ้างถึงเป็นส่วนเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดของทั้งเมือง อีกทั้งสถานการณ์การยึดครองพื้นที่นั้นมักจะไม่ชัดเจน เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ผลัดกันรุกผลัดกันรับ
ข้อสังเกตที่สี่ ไม่ชัดเจนว่าชาวเมืองอเลปโป้สนับสนุนฝ่ายใด
            พื้นที่การรบที่จำกัด สะท้อนว่าจำนวนฝ่ายต่อต้านที่กำลังต่อสู้อยู่ในเมืองมีไม่มากนัก (ไม่น่าจะถึงหมื่นคน) ค่อนข้างผิดคาดว่าฝ่ายต่อต้านน่าจะมีมากกว่านี้ สะท้อนว่าอาจมีชาวเมืองอเลปโป้หลายคนที่ไม่ชอบฝ่ายรัฐบาลแต่ไม่ถึงขั้นสนับสนุนฝ่ายต่อต้านจนถึงขั้นเข้าร่วมรบ หรือก่อการต่อต้านรัฐบาลอย่างชัดแจ้ง
            วิเคราะห์ภาพรวม:
            การต่อสู้ยืดเยื้อระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้านที่เกินเวลากว่า 17 เดือน จนถึงสถานการณ์รบที่เมืองอเลปโป้ ชี้ว่าฝ่ายต่อต้านยังไม่สามารถเป็นฝ่ายรุกได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่สามารถปราบปรามฝ่ายต่อต้านได้อย่างราบคาบ หากไม่มีฝ่ายใดยอมถอยสถานการณ์คงจะยืดเยื้อต่อไปอีก
            ประเด็นที่น่าสนใจคือ ท่ามกลางสถานการณ์ทั้งหมด คนซีเรียส่วนใหญ่ยังคงใช้ชีวิตอยู่ในประเทศต่อไป เกิดคำถามใหม่ว่า คนซีเรียส่วนใหญ่ต่อต้านหรือสนับสนุนฝ่ายใด เพียงใด หรือว่าความรุนแรงที่กำลังดำเนินอยู่เป็นเรื่องของคนส่วนน้อยในประเทศเท่านั้น
----------------


ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

ศึกเลือกตั้งกลางเทอม 2018: ถอดบทเรียนที่ได้ ชัยชนะของทรัมป์

กระแสต่อต้านทรัมป์มีจริงแต่ไม่แรงอย่างที่หลายฝ่ายนำเสนอ รัฐบาลสามารถบริหารประเทศตามแนวทางของตนต่อไป ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ไม่กี่วันก่อนเลือกตั้ง ผลโพลรายงานว่าพรรคเดโมแครทจะได้ ส.ส. เพิ่ม 23 ที่นั่ง ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ ในขณะที่รีพับลิกันยังครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา ในช่วงสุดท้ายของการหาเสียงประธานาธิบดีทรัมป์กับพรรครีพับลิกันของท่านเน้นหาเสียงให้กับวุฒิสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นแผนหรือเป็นการคาดการณ์ตามผลโพล ช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนเลือกตั้งทรัมป์เอ่ยเรื่องที่ต้องการได้ ส.ว.เพิ่มขึ้น ส.ส.ลดลง “คลื่นน้ำเงิน” (Blue Wave): ถ้าใช้ข้อมูลที่พูดแง่ลบต่อทรัมป์ 3 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้งทรัมป์ประกาศว่าหากรีพับลิกันแพ้ไม่ใช่ความผิดของตน ผลโพลหลายสำนักชี้ว่าคนจำนวนมากออกไปใช้สิทธิ์เพราะต้องการแสดงตนต่อต้านประธานาธิบดี ยกตัวอย่างผลโพลของ CNN ชี้ว่าร้อยละ 42 ของผู้ที่จะไปใช้สิทธิจะลงคะแนนเพื่อส่งสารแสดงตนบอกว่าผลงานรัฐบาลไม่เข้าตา ร้อยละ 28 ตั้งใจไปเลือกตั้งเพื่อสนับสนุนประธานาธิบดี และอีกร้อยละ 28 เช่นกันพูดว่าไม่ได้เลือกเพราะทรัมป์ นักวิชาการบางคนเห็นว่าเป็นไปตามทิศทางเล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเป็นแง่ลบคือ หมายถึง ความหย่อนยานในทางศีลธรรมจรรยา การไม่คำนึงถึงระเบียบวินัยทางเพศและศาสนา (เช่นพวกฮิปปี้ในอเมริกา) หลักสำค…