ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์ หน้า 6

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120
ชาญชัย
ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์
“ขอบเขต สาขาของวิชารัฐศาสตร์”

• ปัจจุบัน รัฐ เป็นศูนย์กลางของการศึกษา
            เนื่องจากอำนาจการเมืองปัจจุบัน รัฐเป็นหน่วยทางการเมืองที่มีอำนาจสูงสุดในตัวเอง ดังนั้น การศึกษาวิชารัฐศาสตร์จึงมีรัฐเป็นศูนย์กลางการศึกษา เนื้อหาวิชาจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่ภายในรัฐ กระบวนการต่างๆ

• หน่วยการเมืองอื่นๆ มีความสำคัญมากขึ้น
            เหตุเนื่องจาก การพัฒนาทางการเมือง โดยเฉพาะการพัฒนาของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทำให้หน่วยทางการเมืองอื่นๆ ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนเช่นกัน โดยเฉพาะองค์กรระหว่างประเทศ หรือบรรษัทข้ามชาติ

• เน้นการศึกษาเรื่องที่เป็นปัจจุบัน
            รัฐศาสตร์เป็นการศึกษาเพื่อมุ่งตอบคำถามหรือแก้ปัญหาหรือเสนอแนะ แก่เรื่องหรือประเด็นที่เป็นปัจจุบัน ที่กำลังมีผลกระทบต่อรัฐชาติ
            เรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐศาสตร์จึงมักปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ที่ออกมาในแต่ละวัน
            แต่เพื่อให้เข้าใจรัฐศาสตร์ นักศึกษาต้องเข้าใจเรื่องในอดีตหรือประวัติศาสตร์เสียก่อน การศึกษาเรื่องราวในอดีตหรือประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการหาคำตอบของคำถามรัฐศาสตร์
            นักรัฐศาสตร์จึงต้องไม่พลาดจากสถานการณ์ความเป็นไปของบ้านเมืองทั้งในและต่างประเทศที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
            และเรื่องที่เป็นรัฐศาสตร์ในปัจจุบันจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ในอนาคต

• เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับศาสตร์อื่นๆ มากมาย
            เช่น ประวัติศาสตร์ มนุษยวิทยา ปรัชญา จริยศาสตร์ นิติศาสตร์ จิตวิทยา การทหาร เศรษฐศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประชากรศาสตร์ คณิตศาสตร์ สถิติ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ทั้งในและต่างประเทศ ขึ้นกับหัวข้อทางรัฐศาสตร์ที่กำลังศึกษาเกี่ยวข้องหรือเน้นหนักไปทางด้านใด ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งหรือหลายๆ ศาสตร์พร้อมกัน
            รัฐศาสตร์จึงเป็นการศึกษาแบบสหวิทยาการ (Multidisciplinary) ผู้ศึกษารัฐศาสตร์จึงต้องศึกษาศาสตร์อื่นๆ ควบคู่ด้วย สามารถนำความรู้จากศาสตร์อื่นเข้าผสมผสานกับรัฐศาสตร์ นักรัฐศาสตร์จะมัวมุ่งเน้นสนใจแต่เนื้อหารัฐศาสตร์ล้วนๆ โดยไม่สนใจศาสตร์หรือความรู้เรื่องอื่นๆไม่ได้

• ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับศาสตร์ใดขึ้นอยู่กับว่าประเด็นรัฐศาสตร์ที่พูดถึงเป็นเรื่องใด
            ยกตัวอย่าง หากเป็นการบริหารประเทศมักจะต้องพูดถึงการบริหารเศรษฐกิจประเทศ ดังนั้น เศรษฐศาสตร์จึงต้องเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก
            หรือหากเป็นความเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคง เรื่องการทหารย่อมจะต้องถูกพูดถึงด้วยเสมอ
            ดังนั้น นักรัฐศาสตร์ที่สนใจหรือศึกษาเรื่องใด ต้องศึกษาในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องด้วยเสมอ

• ในแวดวงวิชาการ วิชารัฐศาสตร์จำแนกแยกย่อยเป็นสาขาหลายสาขา (ขึ้นอยู่กับว่านักวิชาการผู้นั้น หรือสำนักนั้นจะแบ่ง) เช่น
            o สาขาปรัชญาการเมือง (Political Philosophy)
            o สาขาทฤษฎีการเมือง (Political Theory)
            o สาขากฎหมายมหาชน (Public Law)
            o สาขาการเมืองการปกครอง (Government)
            o สาขารัฐประศาสนศาสตร์ (Public Administration)
            o สาขาการเมืองเปรียบเทียบ (Comparative Politics)
            o สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations)

            สำหรับการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยเมืองไทย เน้นหลักใน 3 สาขา ได้แก่
            1. สาขาการเมืองการปกครอง (Government)
            2. สาขารัฐประศาสนศาสตร์หรือบริหารรัฐกิจ (Public Administration)
            3. สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations)

“ธรรมชาติของวิชารัฐศาสตร์”
            • การศึกษารัฐศาสตร์สามารถเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ไม่อาจจะพิสูจน์แน่นอนเหมือนวิทยาศาสตร์
            หมายความว่า การศึกษารัฐศาสตร์สามารถใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) เริ่มจากการตั้งสมมติฐานและเข้าสู่กระบวนเพื่อทดสอบสมมติฐาน แต่เนื่องจากเกี่ยวข้องกับมนุษย์ที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่แน่นอน บางครั้งใช้เหตุผล บางครั้งใช้อย่างอื่นที่ไม่ใช่เหตุผล เช่น อารมณ์ ความรู้สึก ไสยศาสตร์ บางครั้งก็ใช้เหตุผลเป็นส่วนประกอบมากบ้างน้อยบ้าง อีกทั้งไม่สามารถจับมนุษย์หรือหน่วยทางการเมืองมาทดลองในห้องทดลองเหมือนกับการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เพราะผิดศีลธรรมหรือเป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ การศึกษารัฐศาสตร์จึงเป็นเพียงการสังเกตุ การพยายามเข้าใจ อธิบายปรากฎการณ์หนึ่งๆ และคาดเดาผลสืบเนื่องในอนาคตอย่างเป็นระบบเท่านั้น
            เหตุผลที่สอง คือ การมีปัจจัยเกี่ยวข้องจำนวนมหาศาล ยกตัวอย่างเช่น นายกทักษิณชนะการเลือกตั้งในปี 2548 ถามว่า เหตุใดจึงชนะการเลือกตั้ง เป็นเพราะมีเงินมากกว่าหรือ เป็นเพราะผลงานการเป็นรัฐบาลก่อนหน้านี้หรือ เป็นเพราะมีทีมงานดีหรือ เป็นเพราะคนจำนวนมากพอใจในผลงานของท่านหรือ ฯลฯ เหล่านี้ยังเป็นการเพียงพูดโดยคร่าวๆเท่านั้น ดังนั้น การศึกษาเพื่อจะหาคำตอบจึงยากมาก แตกต่างจากการทดลองทางเคมีที่สามารถควบคุมตัวแปรต่างๆได้ง่ายกว่า
            เหตุผลที่สาม คือ บริบทหรือเหตุการณ์ต่างๆไม่สามารถทำซ้ำได้เหมือนเดิม จึงกลายเป็นข้อจำกัดอย่างมากต่อการศึกษาว่า ปัจจัยที่เราสนใจนั้น จริงๆแล้วมีผลอย่างไร มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะหากปัจจัยดังกล่าวเป็นผลลูกโซ่ที่เกิดจากปัจจัยอื่นๆในบริบทหนึ่งๆ

            • การไม่สามารถคาดการณ์ได้แน่นอนเป็นเสน่ห์ของรัฐศาสตร์ และท้าทายความสามารถของนักรัฐศาสตร์
            ดังที่ทราบว่า รัฐศาสตร์ไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจน แน่นอน เหมือนกันทุกครั้ง อย่างที่วิทยาศาสตร์ทำได้ ในแง่มุมหนึ่งอาจทำให้บางคนเกิดความวิตกเนื่องจากรัฐศาสตร์ไม่มีคำตอบที่แน่นอน แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความไม่แน่นอน ความคาดการณ์ไม่ได้สมบูรณ์ เป็นเส่นห์ ของรัฐศาสตร์ ที่เรื่องราวต่างๆ ผลิกผันได้อยู่เสมอ ไม่มีผลสรุปตายตัวเหมือนเดิมอย่าง 4 คูณ 5 จะเท่ากับ 20 เสมอ และกลายเป็นความน่าท้าทายความสามารถของนักรัฐศาสตร์ เมื่อต้องเผชิญกับประเด็นหรือปัญหารัฐศาสตร์ที่ต้องเกี่ยวข้องด้วย ต้องเข้าไปแก้ปัญหาตรงนั้น

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

มายาคติ เลือกตั้งกับไม่เลือกตั้ง

เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เป้าหมายคือสังคมอยู่เย็นเป็นสุข เริ่มต้นด้วยการได้ผู้ปกครองที่รับใช้ประชาชน


เลือกตั้งดีกว่า : มีเลือกตั้งคือเป็นประชาธิปไตย ทุกครั้งที่จะเลือกตั้งน่าจะเริ่มด้วยการทบทวนว่าทำไมจึงควรมีการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลที่แล้วทำหน้าที่ได้ดีหรือเพราะล้มเหลวต่อหน้าที่ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐล่าสุด หลายคนต่อต้านฮิลลารี คลินตันเพราะคิดว่าเธอจะแย่กว่าโอบามา ในการชิงชัยเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน (Presidential primaries) ปรากฏว่านักการเมืองหน้าเก่า ผู้คร่ำหวอดการเมืองพ่ายแพ้โดนัลด์ ทรัมป์ผู้มีภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ปลอดจากการเป็นชนชั้นปกครองอเมริกา การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส มารีน เลอเปน (Marine Le Pen) แม้ไม่ชนะเลือกตั้ง แต่กวาดคะแนนได้มาก ทั้งๆ ที่ชูนโยบายสุดโต่ง ไม่ใช่ปกติวิสัยของประเทศนี้ เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้ชนะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เพิ่งมีบทบาททางการเมืองเพียงไม่กี่ปี อเล็กซิส ซีปราส (Alexis Tsipras) นายกรัฐมนตรีกรีซปัจจุบันมาจากเดิมที่เป็นพรรคเล็กๆ ไม่มีใครสนใจ ที่ชนะเลือกตั้งเพราะประชาชนเบื่อหน่ายทั้งพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาท…

ลักษณะทั่วไปของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หน้า 4

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์ ชาญชัย ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
“ลักษณะแนวคิดหรือทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”
            ประการแรก ไม่มีแนวคิดหรือทฤษฎีใดที่สามารถใช้ครอบคลุมกับทุกเหตุการณ์
            ประการที่สอง แต่ละแนวคิดหรือทฤษฎีมีความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง
            จนทุกวันนี้ ในแวดวงนักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านทฤษฎียังถกเถียงกันอยู่เสมอถึงความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์กันอยู่เสมอ
            ประการที่สาม เหตุการณ์บางเรื่องไม่สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดหรือทฤษฎีใดๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
            กลายเป็นความท้าทายของนักทฤษฎีที่จะค้นคว้าและสร้างทฤษฎีใหม่ๆเพื่ออธิบาย วิเคราะห์ คาดการณ์เหตุการณ์เหล่านั้นต่อไป

“สัจนิยม”
            · สัจนิยมเป็นสำนักความคิด (school of thought) ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นมุมมองที่สำคัญที่สุดในทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 
            · เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมที่สุดในปัจจุบัน
            · หรือ “เป็นกระบวนทัศน์นำ” (dominant paradigm)
            · “เป็นแนวที่ใชักันอยู่ในทาง…