สงครามอิหร่านนำจักรวรรดิอเมริกาล่มสลาย? (1)

หลายสิบปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าเศรษฐกิจมีขึ้นมีลง ในอนาคตสหรัฐอาจมีอำนาจสัมพัทธ์น้อยกว่าจีน BRICS แต่ยังเป็นมหาอำนาจหนึ่งในโลกหลายขั้ว

            บทความนี้วิพากษ์บทความของเรย์ ดาลิโอ ที่เตือนว่าจักรวรรดิอเมริกาจะล่มสลายเพราะสงครามอิหร่าน ดังนี้

            มีนาคม 2026 เรย์ ดาลิโอ (Ray Dalio) มหาเศรษฐีนักลงทุนชาวอเมริกันผู้ทรงอิทธิพล และเป็นผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates กองทุนเฮดจ์ฟันด์ใหญ่ที่สุดในโลก วิเคราะห์ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) จะเป็นตัวชี้ขาดสงครามอิหร่าน ตีความการอยู่รอดของจักรวรรดิอเมริกา ด้วยการฟันธงว่า "ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ"

            เรย์ ดาลิโอเปรียบเทียบช่องแคบฮอร์มุสกับคลองสุเอซในเหตุวิกฤตสุเอซ 1956 (Suez Crisis) หรือ "The Second Arab-Israeli War" ที่แสดงให้เห็นถึงอวสานของจักรวรรดินิยมเก่า (อังกฤษ-ฝรั่งเศส) และการก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจอย่างเต็มตัวของสหรัฐกับสหภาพโซเวียต

            ในตอนนั้น อังกฤษกับฝรั่งเศสไม่สามารถรักษาคลองสุเอซที่ตนเป็นผู้ควบคุม ต้องโอนอำนาจนี้สู่มหาอำนาจใหม่ การปรากฎตัวของขั้วอำนาจใหม่ที่เด่นชัดขึ้นอีก

            อธิบายการล่มสลายของสหรัฐว่าเพราะสหรัฐตกอยู่ในสภาพ "สถานะการเงินที่ขยายจนเกินตัว" (overextended financially) ใช้จ่ายงบประมาณเกินรายได้ และไม่สามารถควบคุมสงคราม ผลคือพันธมิตรกับเจ้าหนี้ไม่เชื่อถือ คนไม่อยากถือดอลลาร์ จักรวรรดิอเมริกาล่มสลายในที่สุด

(YouTube: อเมริกาจะล่มสลายเพราะสงครามอิหร่านหรือไม่)

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสายทางเลือก:

            การใช้คำว่า "จักรวรรดิอเมริกา" (American Empire) ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นมุมมอง "สายทางเลือก" นำเอาแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์มหภาคกับประวัติศาสตร์การเงินมาประยุกต์เข้ากับทฤษฎีการเมืองโลก (Geopolitics) อย่างเป็นระบบ เป็นสาขาหรือสำนักคิดอย่างหนึ่งของวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลายคนสนใจยึดแนววิเคราะห์นี้

            เรย์ ดาลิโอไม่ได้มองจักรวรรดิในเชิงลบหรือเชิงอุดมการณ์ล่าอาณานิคมแบบเดิม แต่เป็นนิยามผ่าน "อำนาจเชิงสัมพัทธ์" (Relative Power) ของประเทศหนึ่งที่มีเหนือประเทศอื่นทั่วโลก

            ในอุดมการณ์ล่าอาณานิคมแบบเดิม จักรวรรดิต้องมี Territorial Sovereignty หรือมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนนั้นๆ แต่ในเชิงอำนาจสัมพัทธ์จักรวรรดิไม่จำต้องส่งข้าหลวงไปปกครอง แค่มี "ขีดความสามารถที่เหนือกว่าอย่างมีนัยสำคัญ" ในการกำหนดทิศทางของประเทศอื่นก็พอแล้ว ผลประโยชน์ที่ต้องการไม่เน้นดินแดน แต่เน้นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อาจเป็นการค้าการลงทุน ทรัพยากรสำคัญ เช่น พลังงานฟอสซิล แร่หายาก ฝ่ายที่เหนือกว่าจึงร่ำรวย ได้กำไรจากการส่งออกมหาศาล สามารถนำเงินเหล่านี้กลับมาพัฒนาประเทศ ให้ประชาชนอยู่ดีกิน ส่วนประเทศที่อยู่ใต้อำนาจมักจะยากจน เศรษฐกิจไม่ค่อยพัฒนา อำนาจต่อรองน้อย การเมืองอ่อนแอไม่มั่นใจ

            อำนาจสัมพัทธ์เน้นการบงการหรือจูงใจ ประเทศที่เป็นจักรวรรดิเชิงอำนาจจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางที่ควบคุมกติกา ในขณะที่ประเทศอื่นเป็นเพียงผู้เล่นที่ต้องทำตามกติกาเพื่อความอยู่รอด ดังนั้น จีน BRICS รวมทั้งนาโตยุโรป สามารถนับเป็นหนึ่งในจักรวรรดิเชิงอำนาจ เพราะต่างพยายามมีบทบาทกำหนดกติกาโลก ที่นักวิชาการเรียกว่าจักรวรรดินิยมยุคใหม่ (Neo-imperialism)

เวเนซุเอลาคือตัวอย่าง:

            มีนาคม 2026 ลูอิส อีนาซียู ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva) ประธานาธิบดีบราซิลกล่าวว่าปฏิบัติการรุกรานและบุกจับกุม นิโคลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา โดยย้อนเล่าถึงอดีตว่าพวกเขากอบโกยทรัพย์สมบัติของเรามานานแล้ว ล่าสุดต้องการแร่หายาก “พวกเขาแทรกแซงและละเมิดอธิปไตยแห่งดินแดนของเรา” สร้างจักรวรรดิของตนขึ้นมา

            การบุกจับกุมประธานาธิบดีมาดูโรเป็นเพียงขั้นต้นเพื่อล้มรัฐบาลเวเนซุเอลา ไม่กี่วันต่อมาประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า "สหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้บริหารจัดการประเทศเวเนซุเอลาเป็นการชั่วคราว" ต่อมารองประธานาธิบดีเดลซี โรดริเกซ (Delcy Rodríguez) ขึ้นดำรงตำแหน่ง "รักษาการประธานาธิบดี" อย่างเป็นทางการ รัฐบาลรักษาการไม่กล้าขัดขืนความต้องการของสหรัฐ สถานการณ์น้ำมันเวเนฯ หลังโดนคุมเอื้อให้บริษัทสหรัฐสามารถซื้อใช้น้ำมันเวเนฯ ง่ายกว่าปกติ ช่วยลดความตึงเครียดเรื่องราคาน้ำมันในอเมริกา ผลลัพธ์อีกข้อคือช่วยสหรัฐส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลกมากขึ้น ทำกำไรมหาศาลในยามที่ขายได้ราคาดี

            เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะสหรัฐใช้เวเนซุเอลาเป็นช่องทาง เพิ่มปริมาณน้ำมันดิบเข้าสู่ตลาด ช่วยกดราคาน้ำมันเบนซินในอเมริกาที่กำลังพุ่งสูงให้ลดต่ำ หมดปัญหาน้ำมันขาดแคลน

            ที่สำคัญคือช่วยการส่งออก เนื่องจากโรงกลั่นสหรัฐแถบอ่าวเม็กซิโกถูกออกแบบมาเพื่อกลั่นน้ำมันดิบชนิดหนัก (Heavy Crude) เป็นน้ำมันชนิดเดียวกับเวเนซุเอลา การซื้อจากเพื่อนบ้านใกล้เคียงช่วยลดต้นทุนค่าขนส่ง และค่าพรีเมียมของน้ำมันดิบชนิดนี้ที่ตอนนี้ค่าพรีเมียมสูงมาก

            ผลคือโรงกลั่นในสหรัฐหันไปใช้น้ำมันหนักจากเวเนฯ แทนน้ำมันประเภทเดียวกันที่ต้องสั่งจากตะวันออกกลางหรือแคนาดา เมื่อโรงกลั่นในประเทศมีน้ำมันหนักจากเวเนฯ มากพอ ก็ไม่ต้องพยายามฝืนเอาน้ำมันเบา (Shale Oil) ที่ผลิตได้มหาศาลมากลั่นในโรงกลั่นที่ไม่รองรับ ส่งผลให้สหรัฐสามารถส่งออกน้ำมันเบาไปขายยังยุโรปหรือเอเชีย (ที่โรงกลั่นรองรับน้ำมันเบาได้ดีกว่า) ได้มากขึ้นนั่นเอง

            สรุปคือสหรัฐกำลังใช้ทรัพยากรของเวเนซุเอลาเป็นเครื่องมือสร้างเสถียรภาพทางพลังงานของตน พร้อมกับลดอิทธิพลของคู่แข่งในตะวันออกกลางไปในตัว บริษัทอเมริกาทำกำไรมากขึ้นในยามที่ขายได้ราคาดี

            และต้องย้ำว่ารายได้จากน้ำมันเวเนฯ ส่วนใหญ่จะถูกนำไปหักชำระหนี้เก่า ที่ทรัมป์อ้างว่ารัฐบาลเวเนซุเอลาค้างชำระบริษัทสหรัฐ ไม่ได้เข้ากระเป๋าเวเนฯ มีเพียงรายได้จำนวนหนึ่งที่นำไปใช้ในโครงการเพื่อมนุษยธรรม เช่น ซื้ออาหารและยารักษาโรค ซ่อมแซมโครงข่ายไฟฟ้า รัฐบาลเวเนซุเอลาสูญเสียอธิปไตยทางการคลัง (Fiscal Sovereignty) ไปเกือบทั้งหมด

            แม้เวเนฯ ขายน้ำมันได้มากแต่รายได้ส่วนใหญ่เข้ากระเป๋าบริษัทน้ำมันอเมริกา เมื่อรายได้หลักของประเทศ (กว่า 90% ของรายได้จากการส่งออกทั้งหมด) ถูกควบคุมหรือถูกนำไปหักหนี้เกือบหมด รัฐบาลเวเนฯ จึงอยู่ในสภาวะถังแตก ประเทศอ่อนแอ ไม่พัฒนา คนเวเนฯ แทบไม่ได้ประโยชน์อันใดจากน้ำมันแพงในขณะนี้

ปัญหาทางทฤษฎี:

            เรย์ ดาลิโอยึดหลัก "วงจรเศรษฐกิจขนาดใหญ่" (The Big Cycle) ตีความว่าสหรัฐกำลังอยู่ในช่วง "Late Cycle" ช่วงที่เสี่ยงเกิดสงครามสูงสุด (ทั้งสงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี และสงครามตัวแทน) เพราะจักรวรรดิเดิมพยายามรักษาอำนาจในขณะที่จักรวรรดิใหม่กำลังก้าวขึ้นมาแทนที่

            ทฤษฎีวัฏจักรชี้ว่าอาณาจักรย่อมมีขึ้นมีลงและล่มสลายในที่สุด แม้มีหลักฐานมากมายกินเวลาหลายพันปี แต่จะฟันธงว่าถึงเวลาสหรัฐล่มสลายแล้วยังเป็นเรื่องที่นักวิเคราะห์บางคนคาใจ หลายสิบปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีขึ้นมีลง ฟองสบู่แตกเป็นครั้งคราวแต่ฟื้นตัวกลับมาได้ทุกครั้ง เช่นเดียวกับเรื่องปัญหาหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นไม่หยุด เชื่อว่าท้ายสุดมีทางออก

          สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซกำลังเป็นที่สนใจ อาจเป็นปัจจัยที่กดดันให้ฝ่ายสหรัฐยอมสงบศึกหรืออาจทำให้สงครามขยายตัว ส่วนจะเป็นตัวชี้ขาดสงคราม ถึงกับส่งผลต่อการอยู่รอดของจักรวรรดิอเมริกาหรือไม่เป็นเรื่องน่าติดตาม เป็นการพิสูจน์ในตัวเองว่าใช้ทฤษฎีถูกต้องหรือเปล่า

          ผู้เชี่ยวชาญบางสายเห็นว่าในอนาคตสหรัฐอาจมีอำนาจสัมพัทธ์น้อยกว่าจีน BRICS แต่ยังเป็นมหาอำนาจหนึ่งในโลกหลายขั้ว

29 มีนาคม 2026
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10724 วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569)

--------------------

บรรณานุกรม :

1. Ray Dalio predicts a ‘final battle’ at Strait of Hormuz will decide who wins US-Iran war — ‘Watch out for’. (2026, March 18). msndotcom. Retrieved from https://www.msn.com/en-in/news/world/ray-dalio-predicts-a-final-battle-at-strait-of-hormuz-will-decide-who-wins-us-iran-war-watch-out-for/ar-AA1YSdwt?ocid=BingNewsVerp&apiversion=v2&domshim=1&noservercache=1&noservertelemetry=1&batchservertelemetry=1&renderwebcomponents=1&wcseo=1

2. Ray Dalio warns a brutal ‘final battle’ for the Strait of Hormuz is coming—and losing could end the American empire. (2026, March 17). yahoodotcom. Retrieved from https://finance.yahoo.com/news/ray-dalio-warns-brutal-final-101100696.html

3. Ray, James Lee., Kaarbo, Juliet. (2008). Global Politics (9th Ed.). USA: Houghton Miffl in Company.

4. US eases Venezuela oil sanctions as Trump seeks to boost world oil supply during Iran war. (2026, March 19). AP. Retrieved from https://apnews.com/article/trump-iran-war-venezuela-oil-supplies-prices-3a3ca446459b3ab0127c08ad0808cc15

5. US wants ‘to colonize us again’ – Lula to Latin American leaders. (2026, March 23). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/635818-lula-cuba-us-trump/

-----------------

แผนสหรัฐให้นานาชาติช่วยคุ้มครองช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์ย่อมหวังว่าสงครามอิหร่านจะส่งเสริมให้สหรัฐยิ่งใหญ่อีกครั้ง ตอนนี้สถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซกำลังเป็นตัวชี้วัดหนึ่งว่าเป็นไปตามหวังหรือไม่

            มีนาคม 2026 อยาตุลเลาะห์ ซัยยิด โมจตาบา คาเมเนอี (Ayatollah Seyyed Mojtaba Khamenei) ผู้นำจิตวิญญาณอิหร่านคนใหม่ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ตอบโต้การรุกราน นโยบายนี้หมายถึงเรือที่จะผ่านต้องขออนุญาตก่อน

            เรื่องนี้ไม่ใช่นโยบายใหม่ อิหร่านขู่มานานแล้ว

            ยกตัวอย่าง กรกฎาคม 2018 ประธานาธิบดีโรฮานีกล่าวเตือนทรัมป์ว่า “คุณทรัมป์ อย่าเล่นหางสิงโต เพราะคุณจะต้องเสียใจ” หากทำสงครามจะเกิดหายนะ อิหร่าน “จะไม่ยอมจำนนต่อคำขู่” ถ้าอิหร่านส่งออกน้ำมันไม่ได้ ประเทศอื่นก็จะส่งออกไม่ได้เช่นกัน พร้อมจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ

            ข้อเท็จจริงคือการโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิสราเอลกับสหรัฐในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบ ล้วนเป็นแผนการที่อิหร่านเคยเตือนหรือเคยใช้มาแล้ว ดังนั้นรัฐบาลทรัมป์จะอ้างว่าไม่รู้ไม่เข้าใจไม่ได้

            สงครามทำให้ทหารอเมริกันบาดเจ็บล้มตายจำนวนหนึ่ง ฐานทัพหลายแห่งเสียหายไม่มากก็น้อย 12 วันแรกของสงครามใช้งบทางทหารถึง 16,500 ล้านดอลลาร์ แต่ที่เสียหายหนักคือผลต่อเศรษฐกิจ ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น เบื้องต้นคือเพิ่มอีก 0.5-0.8% ยอดเงินเฟ้อรวมอาจถึงระดับ 3.2% ภายในสิ้นไตรมาสนี้ ข้อนี้กระทบกำลังซื้อของคนอเมริกันแน่นอน ไม่แปลกที่รัฐบาลทรัมป์พยายามสกัดราคาน้ำมันไม่ให้ขึ้นสูง

            ปัญหาอันเนื่องจากเส้นทางขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางมีปัญหา น้ำมันขึ้นราคา บางช่วงขาดแคลน ปุ๋ยแพง (ปุ๋ยเคมีมาจากพลังงานฟอสซิล) เงินเฟ้อ กระทบทั่วโลก

(Youtube: วิเคราะห์แผนทรัมป์ให้นานาชาติช่วยคุ้มครองช่องแคบฮอร์มุซ)

วิเคราะห์นโยบายของทรัมป์:

            ท่ามกลางราคาน้ำมันสูงไม่หยุด WTI จากแถว 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็น 90-100 อิหร่านยังสามารถควบคุมการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เรือบรรทุกน้ำมันและเรือบรรทุกสินค้าต่างๆ เลี่ยงเส้นทาง ประธานาธิบดีทรัมป์ขอให้นานาชาติช่วยคุ้มกันช่องแคบ ให้กลับมาเดินเรือปกติอีกครั้ง ทรัมป์เอ่ยนามประเทศจีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และอังกฤษ

            น่าสนใจที่กองทัพสหรัฐใหญ่อันดับหนึ่งของโลก กำลังทหารอากาศอิสราเอลที่โจมตีอิหร่านอย่างหนักหน่วงยังไม่สามารถจัดการปัญหานี้ สวนทางคำพูดของทรัมป์ที่บอกว่าแทบไม่เหลือเป้าให้โจมตีอีกแล้ว

          ประการแรก คือการกระจายความรับผิดชอบให้ประเทศอื่น

            สงครามอิหร่านเริ่มจากการที่สหรัฐกับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน สงครามของ 3 ประเทศ นโยบายให้นานาชาติช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซคือการดึงนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศที่ทรัมป์เอ่ยถึงให้เข้าพัวพันสงครามนี้

            สมมติว่าเรือรบยุโรปเข้ามาช่วย ย่อมมีสิทธิโดนอิหร่านโจมตี เท่ากับทำสงครามต่อกันแล้ว นโยบายทรัมป์จึงเป็นการกระจายความรับผิดชอบแก่ประเทศอื่น ดึงประเทศอื่นเข้าร่วมสงคราม ทั้งๆ ประเทศเหล่านั้นไม่เป็นผู้ก่อสงครามและไม่อยากมีส่วนร่วม  

            อันที่จริงนอกจากสหรัฐมีกองเรือรบที่ 5 ประจำตะวันออกกลาง ยังมีกองเรือรบอื่นๆ อีกที่สามารถส่งเข้ามาช่วย จึงไม่ขาดแคลนเรือรบเลย ยังส่งเข้ามาช่วยได้อีกมาก น่าสงสัยว่าทำไมรัฐบาลสหรัฐจึงไม่ส่งเข้ามา

          ประการที่ 2 คือการแสดงความเป็นผู้นำโลก

            ผู้นำสหรัฐไม่ว่าจะมาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครทต่างยึดแนวทางนี้ เพียงแต่ต่างกันที่คำพูดการใช้คำ บางคนให้เหตุผลว่าสหรัฐคือตำรวจโลก เป็นเสาหลักเสรีประชาธิปไตย ซึ่งไม่แปลกที่ทุกรัฐบาลต้องเสริมสร้างรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ

            ตั้งแต่ช่วงหาเสียงประธานาธิบดีทรัมป์ชูคำขวัญ “Make America Great Again” การรบกับอิหร่านคือหนึ่งในวิธีที่รัฐบาลสหรัฐกำลังทำตัวให้เป็นมหาอำนาจโลก ใครไม่ยอมสยบต้องถูกจัดการ รัฐบาลสหรัฐขอแทรกแซงเข้าจัดการประเทศอื่นๆ ละเมิดอธิปไตยอย่างชัดเจน

        ประการที่ 3  คือการแบ่งแยกมิตรกับศัตรู

            ด้วยความที่เป็นมหาอำนาจ มีขั้วอำนาจของตน รัฐบาลสหรัฐมักใช้สถานการณ์หรือหาวิธีการกระชับความเป็นมหาอำนาจของตน

            ตัวอย่างที่เอ่ยถึงมากคือ เหตุก่อการร้ายในสหรัฐเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 (หรือที่นิยมเรียกว่า 9/11) รัฐบาลจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุชประกาศทำสงครามก่อการร้ายทั่วโลก นักวิเคราะห์บางคนตีความเหตุการณ์ 9/11 ส่งผลดีต่อสหรัฐ เอื้อให้ขยายอิทธิพลในประเทศอื่นๆ มากขึ้น โดยเฉพาะในแถบตะวันออกกลาง อัฟกานิสถาน รัฐบาลบุชใช้โอกาสดังกล่าวแผ่ขยายอิทธิพลทั่วโลก ด้วยการประกาศว่าประเทศที่ให้แหล่งพักพิงมีความผิดเท่ากับผู้ก่อการร้าย สหรัฐจะถือว่าประเทศนั้นเป็นศัตรูหากไม่ร่วมมือต้านผู้ก่อการร้าย

            ในช่วงนั้นหลายสิบประเทศให้ความร่วมอย่างดี การต่อต้านก่อการร้ายกลายเป็นกระแสโลก

          ประการที่ 4  ชี้ว่าการทำสงครามอิหร่านถูกต้องแล้ว

            ตั้งแต่ต้นนักวิเคราะห์หลายคนสงสัยเหตุที่สหรัฐก่อสงคราม คนอเมริกันจำนวนมากไม่เชื่อเหตุผลคำอธิบายของผู้นำตัวเอง เหตุผลเรื่องนิวเคลียร์กับขีปนาวุธอ่อนเกินไป ไม่ถึงขั้นต้องทำโจมตีอิหร่านขนาดนั้น ยิ่งชี้แจงยิ่งน่าสงสัย เพราะเหตุผลเป้าหมายเปลี่ยนไปเรื่อย

            ไม่แปลกใจที่คนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับสงครามนี้ งานวิจัยของ Economist/YouGov ที่รายงานเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2026 พบว่าคนอเมริกัน 32% เท่านั้นที่เห็นด้วยกับสงคราม ผู้ตอบแบบสอบถาม 60% คิดว่ารัฐบาลไม่มีแผนที่ชัดเจน 62% เห็นว่าควรขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนลงมือขั้นต่อไป

            หากนานาชาติช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทรัมป์จะสามารถอ้างว่าการรบนี้ชอบธรรม นานาชาติสนับสนุน ทั้งๆ ที่การรุกรานอิหร่านผิดกฎหมายระหว่างประเทศแต่รัฐบาลสหรัฐไม่สนใจ

            ประการที่ 5 เป็นข้ออ้างเล่นงานพวกที่ไม่ให้ความร่วมมือ

            เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่ารัฐบาลทรัมป์มักใช้วิธีข่มขู่เพื่อให้อีกฝ่ายยอมตามเงื่อนไข ที่ใช้บ่อยเช่น มาตรการภาษีตอบโต้ ขู่ว่าจะไม่ปกป้องพันธมิตรตามสนธิสัญญาป้องกันประเทศ หากไม่ซื้อใช้อาวุธสหรัฐ ไม่ซื้อใช้น้ำมันก๊าซธรรมชาติจากสหรัฐแม้ราคาแพงกว่า หรือนำเข้าสินค้าเกษตรบางรายการที่เป็นฐานเสียงพรรครีพันลิกัน

            มีความเป็นไปได้ว่าทรัมป์จะเพิ่มเรื่องช่องแคบฮอร์มุซเล่นงานพวกที่ไม่ให้ความร่วมมือ

ผลลัพธ์ในทางกลับกัน:

            หลังทรัมป์ขอให้พันธมิตรส่งกองทัพเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลายประเทศยืนยันแล้วว่าไม่ขอเข้าพัวพัน ทรัมป์กล่าวว่า “เราเคยเข้าไปให้ความช่วยเหลือบางอย่าง ในอนาคตอาจไม่ช่วยบางประเทศแล้ว”

            ไคยา คาลลัส (Kaja Kallas) ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปด้านกิจการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคง กล่าวว่า “ไม่ใช่สงครามของยุโรป แต่มีผลประโยชน์ยุโรปในนั้น”

            เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) นายกรัฐมนตรีอังกฤษกล่าวว่า “ความเป็นผู้นำของตนคือการยึดมั่นผลประโยชน์ของอังกฤษ ไม่สนใจแรงกดดัน” หากอังกฤษจะเข้าร่วมก็จะเข้าร่วมพร้อมกับประเทศยุโรปอื่นๆ

            รัฐบาลฝรั่งเศสกับอิตาลีประกาศไม่ขอส่งกองทัพเข้าร่วมเช่นกัน

            การที่นาโตยุโรปไม่เข้าร่วมเพราะไม่เข้าข่ายสนธิสัญญานาโต สงครามอิหร่านคือสหรัฐกับอิสราเอลเข้ารบกับอิหร่าน อิหร่านไม่ใช่ฝ่ายก่อสงคราม แม้รัฐบาลสหรัฐพยายามให้เหตุผลที่มาของสงครามหลายรอบ แต่ฟังดูไม่สมเหตุผล

            ทรัมป์ย่อมหวังว่าสงครามอิหร่านจะส่งเสริมให้สหรัฐยิ่งใหญ่อีกครั้ง ตอนนี้สถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซกำลังเป็นตัวชี้วัดหนึ่งว่าเป็นไปตามหวังหรือไม่ งานนี้เดิมพันสูง ทรัมป์ถอยทัพก็เสียหน้า รบต่อก็เสียหาย ควรจะถอนตัวหรือยุติการรบอย่างไรดี

            ล่าสุดอิหร่านยังคุมช่องแคบดังเดิม ทั้งสองฝ่ายโจมตีคลังน้ำมันของอีกฝ่าย

            มีกระแสข่าวว่าสหรัฐอาจส่งทหารเข้ายึดเกาะคาร์ก (Kharg Island) น่าติดตามว่าจะใช้เรื่องนี้กดดันให้อิหร่านเปิดช่องแคบ หรือเพราะสหรัฐต้องการควบคุมน้ำมันอิหร่าน หากส่งทหารเข้ายึดเกาะจริงการปะทะจะรุนแรงกว่านี้

22 มีนาคม 2026
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10717 วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569)

-----------------

บรรณานุกรม :

1. Americans disapprove of US war on Iran. (2026, March 8). Tehran Times. Retrieved from https://www.tehrantimes.com/news/524522/Americans-disapprove-of-US-war-on-Iran

2. Ellis, James O. (2011). The Impact of 9/11 on U.S. Foreign Policy. In The 9/11 encyclopedia. (2nd Ed. pp.1-4). USA: ABC-CLIO, LLC.

3. Iran's new supreme leader vows to block Strait of Hormuz in first statement. (2026, March 13). BBC. Retrieved from https://www.bbc.com/news/articles/cdxg599655vo

4. Mr. Trump, ‘do not play with the lion’s tail’, Rouhani warns. (2018, July 22). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/news/425661/Mr-Trump-do-not-play-with-the-lion-s-tail-Rouhani-warns

5. ‘This Is Not Our War’: Europe and U.K. Push Back Against Trump’s Demands. (2026, March 16). NYT. Retrieved from https://www.nytimes.com/2026/03/16/world/europe/europe-iran-war-trump-hormuz-warships.html

6. Trump is running out of time to sell his rationale for Iran war. (2026, March 3). Politico. Retrieved from https://www.politico.com/news/2026/03/03/trump-rationale-iran-war-messaging-00810297

7. Trump says ‘many countries’ will send warships to Hormuz amid Iran blockade. (2026, March 15). Al Jazeera. Retrieved from https://www.aljazeera.com/news/2026/3/14/trump-says-many-countries-will-send-warships-to-hormuz-amid-iran-blockade

-----------------

ท่าทีกับบทบาทจีนต่อสงครามอิหร่าน

ไม่ว่าจะอธิบายด้วยหลัก "ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด" ไม่เป็นพันธมิตรทางทหาร จีนไม่ยอมพาตัวเองเข้าสู่สนามรบ พัฒนาประเทศให้ยิ่งใหญ่ด้วยสันติวิธี

            นักวิชาการบางคนสงสัยว่าทำไมจีนดูนิ่งๆ ไม่ช่วยอิหร่านรบสหรัฐ คำตอบพื้นฐานที่สุดคือจีนไม่เป็นพันธมิตรทางทหารกับอิหร่าน

            ข้อตกลงความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ (Comprehensive Strategic Partnership) ระหว่างจีนกับอิหร่านที่ลงนามปี 2021 มีเรื่องความร่วมมือด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ เช่น แบ่งปันข้อมูลข่าวกรอง ร่วมต่อต้านก่อการร้าย ซ้อมรบทางเรือร่วมกัน รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกัน มีข้อมูลว่าโดรนกับขีปนาวุธอิหร่านใช้ชิ้นส่วนจีน

            แต่ความร่วมมือทางทหารไม่ใช่พันธมิตรทางทหาร

(Youtube: ทำไมจีนไม่ช่วยอิหร่านทำสงครามกับสหรัฐและอิสราเอล)

จีนกับอิหร่านไม่ใช่พันธมิตรทางทหาร:

            ทุกวันนี้ จีนมีเกาหลีเหนือเพียงประเทศเดียวที่เป็นพันธมิตรทางทหาร (Formal Alliance) หรือที่เรียกว่าสนธิสัญญามิตรภาพ ความร่วมมือ และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ (1961) เป็นสนธิสัญญาฉบับเดียวที่จีนยังคงรักษาไว้จนถึงปัจจุบัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกโจมตี อีกฝ่ายต้องเข้าช่วยเหลือทันที

            จีนยึดหลัก "ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด" (Non-Alignment) หลีกเลี่ยงสร้างกลุ่มก้อนทางทหารแบบยุคสงครามเย็น มองว่าพันธมิตรทางทหารแบบตะวันตกจะนำไปสู่ความขัดแย้งและสูญเสีย "อำนาจอธิปไตยในการตัดสินใจ" (Strategic Autonomy)

            ดังนั้นสงครามอิหร่านขณะนี้ จีนจึงไม่ต้องส่งทหารหรืออาวุธช่วยอิหร่าน

            เป็นความจริงที่จีนช่วยเสริมสร้างกองทัพอิหร่านมานานแล้ว ส่วนกระแสข่าวว่าแอบส่งอาวุธให้อิหร่านในขณะนี้ปราศจากหลักฐานชัดเจน ที่เป็นไปได้คือช่วยเรื่องข้อมูลข่าวสาร

มหาอำนาจพยายามเลี่ยงสงครามต่อกัน:

            ในอดีตนักวิชาการบางคนบางค่ายฟันธงว่าอิสราเอลกับสหรัฐไม่กล้ารุกรานอิหร่าน อธิบายว่าถ้าเกิดขึ้นจริงจะกลายเป็นสงครามใหญ่ อาจถึงขั้นสงครามนิวเคลียร์  เพราะรัสเซียกับจีนจะร่วมรบด้วย บัดนี้พิสูจน์แล้วว่าความคิดเช่นนี้ผิด หลักมหาอำนาจพยายามเลี่ยงทำสงครามโดยตรงต่อกันยังถูกต้อง ทำไมรัสเซียกับจีนต้องพังพินาศด้วยนิวเคลียร์เพราะอิหร่านหรือประเทศที่ 3

            ในกรณีสงครามยูเครน จีนไม่ส่งกองทัพช่วยรัสเซียเช่นกัน ทั้งๆ ที่เป็นสงครามตัวแทนระหว่างนาโตกับรัสเซีย หากรัสเซียพ่ายศึก ระบอบปูตินพัง จะส่งผลต่อความมั่นคงจีนอย่างรุนแรง

ความช่วยเหลือจากจีน:

            หลายสิบปีที่ผ่านมาจีนไม่ได้นิ่งเฉย มีความร่วมมือหลากหลายด้าน สนับสนุนอิหร่านในการเมืองระหว่างประเทศเรื่อยมา พยายามช่วยแก้ปัญหา ยกตัวอย่าง

          ประการแรก โครงการนิวเคลียร์อิหร่าน

            ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) เป็นข้อตกลงร่วมพหุภาคี อิหร่านกับ P5+1 (หรือ E3+3) ได้แก่ สหรัฐ (สมัยโอบามา) รัสเซีย จีน อังกฤษ ฝรั่งเศสและเยอรมัน เป้าหมายคือนำโครงการนิวเคลียร์อิหร่านเข้าสู่การตรวจสอบของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เป็นหน่วยงานสังกัดสหประชาชาติ มีรายงานการตรวจสอบเป็นระยะๆ เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการนิวเคลียร์อิหร่านใช้ในทางสันติเท่านั้น

            ข้อตกลงนิวเคลียร์ (JCPOA) จึงเป็นข้อตกลงสำคัญที่ทำให้สหรัฐไม่สามารถหาเรื่องเล่นงานอิหร่านด้วยโครงการพัฒนานิวเคลียร์ ซึ่งจีนมีส่วนผลักดันและเป็นหลักประกันข้อตกลงนี้

            อย่างไรก็ตาม ทรัมป์สมัยแรกไม่สนใจข้อตกลง ฉีกทิ้งสัญญาเพียงฝ่ายเดียวพร้อมกับคว่ำบาตรอิหร่านอย่างรุนแรง ทั้งๆ ที่อิหร่านไม่ได้ทำผิดข้อตกลงใดๆ

            ที่น่าประหลาดใจคือสหรัฐเป็นประเทศเดียวในหมู่ประเทศคู่สัญญาที่สรุปว่าอิหร่านละเมิดข้อตกลง ที่ผ่านมาประเทศคู่สัญญาอื่นๆ ทั้งหมดล้วนยอมรับว่าอิหร่านปฏิบัติตาม JCPOA เกิดคำถามว่าใครเป็นฝ่ายผิด รัฐบาลสหรัฐผิดหรือรัฐบาลคู่สัญญาอื่นๆ เป็นฝ่ายผิด รวมทั้ง IAEA ก็ผิดด้วย

            ถึงกระนั้นจีนไม่หยุดช่วยอิหร่าน มีข้อมูลว่าจีนหาทางยกเรื่องข้อตกลงโครงการนิวเคลียร์ (JCPOA) ขึ้นทบทวนอีกครั้ง ความพยายามเรื่องนี้สะท้อนความตั้งใจของจีน เพราะรัฐบาลสหรัฐหาเรื่องอิหร่านด้วยเรื่องโครงการนิวเคลียร์เรื่อยมา

            เมื่อทรัมป์ฉีกสัญญาจึงเล่นงานอิหร่านด้วยเรื่องนิวเคลียร์อีก และรุกรานอิหร่านในขณะนี้

          ประการที่ 2 ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ซาอุฯ-อิหร่าน

            ความสำเร็จทางการทูตครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อปี 2023 รัฐบาลจีนเป็นคนกลางช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ซาอุฯ-อิหร่าน หวัง อี้ (Wang Yi) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจีนเผยว่าจะยกระดับความสัมพันธ์ซาอุฯ-อิหร่านให้เข้มแข็งขึ้นอีก หลัง 2 ประเทศมีความสัมพันธ์ทางการทูตระดับปกติแล้ว

            แต่ไหนแต่ไรอาหรับไม่วางใจอิหร่าน คิดว่าเป็นปรปักษ์ บางคนตีความเชิงศาสนาด้วย การฟื้นฟูทางการทูตเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญที่ทำลายความไม่วางใจต่อกัน

            วิเคราะห์: ถ้ายึดนโยบายสหรัฐ 2 ประเทศต้องเป็นศัตรูกัน เมื่อยึดแนวทางจีน 2 ประเทศคืนดีกัน ร่วมมือกันได้ น่าติดตามว่าจากนี้ความสัมพันธ์อิหร่านกับอาหรับจะเป็นอย่างไร

          ประการที่ 3 ความสัมพันธ์การค้าการลงทุน

            นับจากปี 1998 จีนกลายเป็นคู่ค้าสำคัญของอิหร่าน บริษัทจีนหลายร้อยแห่งทำการค้ากับอิหร่าน ไม่เฉพาะน้ำมันเท่านั้น มีโครงการก่อสร้างต่างๆ เช่น สร้างสนามบิน ถนน ขายสินค้าอุปโภคบริโภค

            แต่ไหนแต่ไรจีนสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมหลายอย่าง เช่น เหล็ก เหมือง ระบบขนส่ง การเกษตร อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

            มีข้อมูลมากมายว่า จีนช่วยลงทุนพัฒนาประเทศอิหร่านในยามที่ตะวันตกคว่ำบาตร

            ยกตัวอย่าง มีนาคม 2021 รัฐบาลจีนทำสัญญาลงทุนในอิหร่าน 400,000 ล้านดอลลาร์ ซื้อขายโดยไม่ใช้สกุลเงินสหรัฐ แลกกับที่จีนจะซื้อน้ำมันอิหร่านเป็นเวลา 25 ปี อาจเรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของ BRI จีนจะลงทุนในหลายอุตสาหกรรม เช่น การธนาคาร ธุรกิจสื่อสาร ท่าเรือ รถไฟ สาธารณสุข เทคโนโลยีสารสนเทศ เห็นชัดว่าข้อตกลงดังกล่าวอิหร่านได้ประโยชน์เต็มๆ ได้ทั้งการลงทุนจากต่างชาติและได้ขายน้ำมัน

          ประการที่ 4 ซื้อใช้น้ำมันอิหร่าน

            จีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่สุดของอิหร่านมานานแล้ว มีข้อมูลว่าปี 2025 จีนน่าจะซื้อเฉลี่ยมากกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้จีนได้ประโยชน์จากการซื้อในราคาที่ต่ำกว่าตลาด ช่วยประหยัดงบประมาณมหาศาล

            การที่จีนติดต่อค้าขายช่วยอิหร่านอย่างมาก เป็นการขัดขวางนโยบายสหรัฐโดยตรง เพราะเป้าหมายการคว่ำบาตรอีกประการที่สหรัฐกับพันธมิตรกระทำต่ออิหร่าน หากมองลึกลงไปคือหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายในประเทศอิหร่าน ทำให้ระบอบอิหร่านที่ยึดศาสนาไม่เป็นที่นิยมของประชาชน เพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจภายในประเทศมีปัญหา ราคาสินค้าอาหารหลักปรับตัวสูงขึ้นมาก ชาวอิหร่านบางส่วนวิจารณ์ตำหนิว่าเป็นเพราะอิหร่านถูกต่างชาติโดดเดี่ยวจากนโยบายรัฐบาล  

            ผลจากการที่จีนกับบางประเทศช่วยอิหร่าน ทำให้คำพูดในอดีตของชิมอน เปเรส (Shimon Peres) รัฐบุรุษและนักการเมืองคนสำคัญของอิสราเอลเป็นความจริง ที่ท่านเรียกร้องให้ชาติมหาอำนาจ รวมทั้งรัสเซียกับจีนคว่ำบาตรอิหร่าน “ถ้ามหาอำนาจโลกทั้งสิ้นร่วมกันต่อต้านอิหร่าน ก็จะไม่ต้องมีการโจมตีทางทหาร” (หมายถึงชิงลงมือโจมตีก่อน)

ท่าทีทางการทูต:

            ตั้งแต่ต้นจีนขอให้ทุกฝ่ายหยุดปฏิบัติการทางทหารทั้งหมดทันที ร่วมปกป้องการเดินเรือเสรี โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ไม่ให้เศรษฐกิจโลกเสียหาย แก้ปัญหาโดยยึดสหประชาติ ทำงานตามกลไกสหประชาชาติ

            จีนไม่ส่งออกสงครามแต่ส่งออกสินค้านานาชนิด ด้วยความคิดว่าการค้าการลงทุนทำให้ประเทศพัฒนา ประชาชนอยู่ดีมีสุข จีนต้องการโลกที่สงบสุข เพราะบรรยากาศเช่นนี้เอื้อการค้าการลงทุน เลือกแนวทางสร้างชาติ พัฒนาประเทศให้ยิ่งใหญ่ด้วยสันติวิธี

            สรุป ไม่ว่าจะอธิบายด้วยหลัก "ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด" ไม่เป็นพันธมิตรทางทหาร จีนไม่ยอมพาตัวเองเข้าสู่สนามรบ จีนตั้งหน้าตั้งตาสร้างชาติ พัฒนาประเทศให้ยิ่งใหญ่ด้วยสันติวิธี ทำไมจีนต้องร่วมสงครามระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลที่อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้

15 มีนาคม 2026
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10710 วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569)

----------------

บรรณานุกรม :

1. China holds the high cards in Iran nuclear negotiation. (2021, April 3). Asia Times. Retrieved from https://asiatimes.com/2021/04/china-holds-the-high-cards-in-iran-nuclear-negotiation/

2. China rejects ‘major power co-governance’, warns against bypassing UN in veiled swipe at US. (2026, March 8). Channel News Asia. Retrieved from https://www.channelnewsasia.com/east-asia/china-two-sessions-wang-yi-foreign-affairs-us-un-global-governance-5978831

3. China urges all sides to cease military operations, safeguard safety of navigation in Strait of Hormuz, FM on claims of China pressuring Iran to keep Strait open. (2026, March 3). Global Times. Retrieved from https://www.globaltimes.cn/page/202603/1356194.shtml

4. China, with $400 billion Iran deal, could deepen influence in Mideast. (2021, March 27). Seattle Times. Retrieved from https://www.seattletimes.com/nation-world/china-with-400-billion-iran-deal-could-deepen-influence-in-mideast/

5. China-brokered Saudi-Iran deal driving ‘wave of reconciliation’, says Wang. (2023, August 21). Al Jazeera. Retrieved from https://www.aljazeera.com/news/2023/8/21/china-brokered-saudi-iran-deal-driving-wave-of-reconciliation-says-wang

6. ‘Impossible to imagine’ nuclear deal if Iran doesn’t release Americans: Sherman. (2022, March 18). Al Arabiya. Retrieved from https://english.alarabiya.net/News/middle-east/2022/03/18/-Impossible-to-imagine-nuclear-deal-if-Iran-doesn-t-release-Americans-Sherman

7. Iran, China to raise trade to $60b in one year. (2015, March 11). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/world/122521-iran-china-to-raise-trade-to-60b-in-one-year

8. Naji, Kasra. (2008). Ahmadinejad: The Secret History of Iran's Radical Leader. CA: University of California Press.

9. ​Trump says 48 Iranian leaders killed in US attacks. (2026, March 1). Rudaw. Retrieved from https://www.rudaw.net/english/world/010320261

-----------------

เป้าหมายที่สหรัฐต้องการจากอิหร่าน

ต้องกำจัดผู้นำอีกมากจนกว่าอิทธิพลของพวกยอมนบนอบสหรัฐเหนือกว่า นี่คือแผนการรบของสหรัฐกับอิสราเอลที่จะเอาชนะโดยไม่ต้องส่งทหารเข้ายึดพื้นที่

            ตั้งแต่การโจมตีวันแรกประธานาธิบดีทรัมป์แถลงว่า “วัตถุประสงค์คือปกป้องชาวอเมริกันด้วยการกำจัดภัยคุกคามจวนตัว (imminent threats) จากระบอบอิหร่าน” อิหร่านเป็นภัยคุกคามสหรัฐมาแล้ว 47 ปี (นับจากการปฏิวัติอิหร่าน 1979) ขัดแย้งหนักหลายครั้ง

ศัตรูที่อยู่ร่วมโลกไม่ได้:

            ตั้งแต่ทรัมป์สมัยแรกประกาศอย่างชัดแจ้งอิหร่านเป็นปรปักษ์สำคัญลำดับต้น การพูดว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามร้ายแรง หวังสร้างอาวุธนิวเคลียร์ สนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย บ่อนทำลายความมั่นคงประเทศเพื่อนบ้าน ฯลฯ ล้วนเป็นเรื่องเก่าที่รัฐบาลสหรัฐทุกชุดพูดซ้ำหลายรอบ

            ด้านอิสราเอลมองว่าเป็นเรื่องปกป้องตัวเองไม่ถูกทำลายล้างจนสูญหายจากแผนที่โลก (ตามคำพูดของอิหร่าน) ถ้ามองจากมุมอิสราเอล รัฐบาลอิสราเอลย่อมต้องหาทาง “จัดการ” อิหร่าน ก่อนที่ตัวเองจะถูก “จัดการ”

            ส่วนฝั่งอิหร่านมองว่ารัฐบาลสหรัฐต้องการเข้าครอบงำ ตามยุทธศาสตร์ความเป็นเจ้า มีนาคม 2016 อยาตุลเลาะห์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Seyyed Ali Khamenei) ผู้นำจิตวิญญาณอิหร่านกล่าวว่าเป้าหมายที่รัฐบาลสหรัฐต้องการคือความเป็นเจ้า ครอบงำอิหร่านดังเช่นอดีต ด้วยเหตุนี้รัฐบาลสหรัฐจึงพยายามที่จะล้มล้างรัฐบาลอิหร่านเรื่อยมา

            หลักคิดของรัฐบาลอิหร่านตั้งอยู่บนคำสอนศาสนา ตีความว่าสหรัฐคือ “Great Satan” ที่เป็นศัตรูของศาสนา เมษายน 2019 อยาตุลเลาะห์คาเมเนอีกล่าวว่าอิหร่านจะไม่ยอมก้มหัวให้ “Great Satan” บัญญัติคำสอนศาสนาเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ต่อต้านสหรัฐกับอิสราเอลเรื่อยมา และจะไม่มีวันหยุดตราบเท่าที่ยังปกครองด้วยหลักอิสลามชีอะห์

            มุมมองของสหรัฐ อิสราเอลและอิหร่านต่างมองว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรูที่อยู่ร่วมโลกไม่ได้


(YouTube:สหรัฐหวังให้อิหร่านเป็นรัฐล้มเหลว )

ต้องการรัฐบาลที่สนับสนุนแนวทางสหรัฐ:

            ผู้ติดตามสถานการณ์โลกจะพบว่า บ่อยครั้งจะได้ยินถ้อยคำของผู้นำสหรัฐโจมตีรัฐบาลประเทศอื่นว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ละเมิดสิทธิมนุษยชน เรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญบางคนคิดว่าประเด็นไม่อยู่ที่เป็นระบอบมุสลิม ระบอบกษัตริย์ รัฐบาลทหารหรือประชาธิปไตย เรื่องเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องมือเชิงนโยบาย (Policy Instrument) มากกว่าจะเป็นบรรทัดฐานที่ตายตัว โดยขึ้นอยู่กับการสอดประสานของผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์เป็นหลัก

            เหตุผลจริงๆ คือ รัฐบาลอิหร่านสนับสนุนผลประโยชน์สหรัฐหรือไม่

            การรบขณะนี้นอกจากทำลายฐานทัพ ระบบอาวุธ ยังมุ่งเป้ากำจัดผู้นำ หลังการรบเพียง 2 วันทรัมป์กล่าวว่ากำจัดผู้นำอิหร่านแล้ว 40 คน เรื่องนี้คล้ายกรณีอิสราเอลจัดการฮามาสกับอิซบอลเลาะห์ เนื่องจากระบอบอิหร่านตั้งขึ้นด้วยบัญญัติศาสนา ผู้นำระดับต่างๆ ต้องยึดมั่นชีอะห์ ดังนั้นการเปลี่ยนระบอบจะไม่สำเร็จด้วยการเปลี่ยนผู้นำระดับสูงไม่กี่คน

            การรบจะจบช้าหรือเร็วให้ดูที่รัฐบาลอิหร่านยอมตามสหรัฐหรือไม่ อาจต้องกำจัดผู้นำอีกมากจนกว่าอิทธิพลของพวกยอมนบนอบสหรัฐเหนือกว่า นี่คือแผนการรบของสหรัฐกับอิสราเอลที่จะเอาชนะโดยไม่ต้องส่งทหารเข้ายึดพื้นที่ ขอเพียงได้รัฐบาลที่ยอมก้มหัวให้ก็พอ

            จึงคาดการณ์ว่าสหรัฐกับอิสราเอลจะโจมตีหนักอีกสักพัก แต่อีกไม่นานการรบจะเบาบางลง ทั้งจากการต้านทานกับการตอบโต้ของอิหร่าน ฝ่ายสหรัฐเหลือเป้าโจมตีไม่มาก เป็นไปได้ว่าในระยะยาวจะเหลือแต่อิสราเอลที่ลงมือเป็นครั้งคราว เหมือนที่ทำต่อฮามาสกับฮิซบอลเลาะห์ (สงครามอิสราเอล-ฮามาสเริ่มตุลาคม 2023 จนบัดนี้ยังไม่จบ อิสราเอลยังคงกวาดล้างต่อเนื่อง ช่วงนี้โจมตีพวกฮิซยอลเลาะห์อย่างหนัก)

หวังควบคุมน้ำมันอิหร่านหรือไม่:

            ประเด็นคำถามที่น่าคิดคือ รัฐบาลสหรัฐหวังควบคุมทรัพยากรกับอุตสาหกรรมน้ำมันอิหร่านหรือไม่ นี่คือประเด็นที่ยังไม่ค่อยมีคนเอ่ยถึง

            อิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของกลุ่ม OPEC และติดอันดับ Top 10 ของโลก ช่วงกลางปี 2025 ถึงต้นปี 2026 อิหร่านทำสถิติผลิตน้ำมันดิบสูงสุดในรอบหลายปี ราว 3.2 - 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน น้ำมันอิหร่านสำคัญต่อจีนที่รับซื้อจำนวนมาก

            ในกรอบกว้างพลังงานฟอสซิลคือผลประโยชน์สำคัญของสหรัฐในภูมิภาคตะวันออกกลางเรื่อยมา รัฐบาลสหรัฐไม่ว่ามาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมเครทต่างยึดยุทธศาสตร์นี้

ยุทธศาสตร์จัดระเบียบโลกด้วยน้ำมัน:

            ตั้งแต่เรือรบ รถถังและเครื่องบินใช้น้ำมันเป็นพลังงาน “ทองคำดำ” (Black Gold) กลายเป็นของมีค่าพิเศษ เป็นยุทธปัจจัยที่มหาอำนาจต้องครอบครอง และไม่อาจปล่อยมือ (แค่ไม่มีน้ำมันอาวุธหลักก็ใช้ไม่ได้)

            ถ้ามองผ่านบรรษัทน้ำมันสหรัฐ แรกเริ่มนั้น Standard Oil คือผู้ตั้งราคาน้ำมันดิบที่ขายในสหรัฐ ต่อมาในช่วงปี 1928-73 บรรษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ 7 แห่ง (Seven Sisters—Exxon, Mobil, Chevron, Texaco, Gulf, Shell, และ BP) เป็นผู้ควบคุมน้ำมันดิบส่วนใหญ่ของโลก เป็นผู้กำหนดราคาน้ำมันดิบโลก

            เมื่อน้ำมันกลายเป็นพลังงานหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากน้ำมันแพงย่อมกระทบต่อเศรษฐกิจสังคมอย่างรุนแรง รัฐบาลสหรัฐจึงไม่อาจปล่อยมือตะวันออกกลางที่เป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมันโลก การล้มระบอบซัดดัมแห่งอิรักเพราะหวังควบคุมอิรัก ให้มั่นใจว่าจะมีน้ำมันออกจากอิรักเต็มที่ ปัจจุบันทรัพยากรน้ำมันอิรักจำนวนมากทำงานร่วมกับบรรษัทตะวันตก

            วิเคราะห์: ไม่ว่าจะควบคุมด้วยรูปแบบใด เป้าหมายไม่เปลี่ยนแปลงคือต้องควบคุมการผลิต การส่งออกน้ำมันของประเทศต่างๆ และควบคุมราคา หลายครั้งที่ความสำคัญของการควบคุมไม่อยู่ที่ปริมาณ เพราะโลกมีกำลังผลิตเหลือเฟือ สิ่งที่จะแตกต่างคือ “ราคา”

            การควบคุมน้ำมันในตะวันออกกลางจึงให้ผลประโยชน์อย่างน้อย 2 ด้าน คือ ผลประโยชน์จากน้ำมันโดยตรงกับการสำแดงความเป็นมหาอำนาจโลก

            รัฐบาลสหรัฐตั้งใจควบคุมทรัพยากรกับอุตสาหกรรมน้ำมันของนานาชาติ เวเนซุเอลาเป็นตัวอย่างเมื่อไม่นานนี้ อิหร่านน่าจะเป็นรายต่อไป

            บางคนอาจแย้งว่าปัจจุบันมีพลังงานทางเลือก มีรถ EVs ทำไมพลังงานฟอสซิสยังสำคัญ คำตอบคือน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติยังจำเป็นในทุกภาคส่วน เครื่องบินกับเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ต้องใช้น้ำมัน ที่สำคัญคือก๊าซธรรมชาติทำหน้าที่เป็นโรงไฟฟ้าสำรองที่ตอบสนองไว สามารถเร่งเครื่องผลิตไฟได้ทันทีที่พลังงานสะอาดขาดช่วง ซึ่งแบตเตอรี่สำรองไฟระดับเมือง (Grid-scale storage) ปัจจุบันยังมีราคาสูงเกินกว่าจะใช้สำรองไฟได้ทั้งคืนในระดับประเทศ

            น้ำมันจึงเปรียบเสมือนเลือดที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจสังคม ประเทศใดที่ขาดน้ำมันจะอ่อนแอลงจนพิกลพิการในที่สุด และจะเป็นเวลาล้มระบอบประเทศนั้น คิวบาในขณะนี้เป็นตัวอย่างประเทศที่โดนเล่นงานด้วยการห้ามนานาชาติส่งน้ำมันเข้าคิวบา สหรัฐทำเพียงเท่านี้ คิวบาก็แย่แล้ว

          ทางออกของหลายประเทศจึงเลือกยึดนโยบายสนับสนุนสหรัฐ นี่คือยุทธศาสตร์ที่สหรัฐใช้มานาน

ให้เป็นรัฐล้มเหลว:

            ในขั้นต่อไป เพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านฟื้นตัวและเป็นตัวอย่างแก่ผู้คิดตั้งตนเป็นปรปักษ์ รัฐบาลสหรัฐอาจทำให้อิหร่านกลายเป็นรัฐล้มเหลว ประเทศแตกแยกไม่เป็นเอกภาพ (ดังข่าวสหรัฐสนับสนุนชาวเคิร์ดในอิหร่านให้ต่อต้านขัดขืนรัฐบาลกลาง สหรัฐทำเช่นนี้กับอิรัก ซีเรีย) เกิดความขัดแย้งภายไม่รู้จบ เศรษฐกิจสังคมสั่นคลอน ประเทศไม่พัฒนาประเทศ ลักษณะเช่นนี้จะคล้ายอิรัก ลิเบียและซีเรีย ที่หลังล้มระบอบกลายเป็นรัฐล้มเหลวหรือกึ่งล้มเหลว ยากจะฟื้นกลับมาอีกครั้ง

            ถ้าสถานการณ์บีบให้ต้องจบเร็ว ทรัมป์อาจเลือกให้ได้บางอย่างที่ต้องการก่อน แต่ถ้าสหรัฐกับอิสราเอลไม่รีบและอยู่ในฐานะได้เปรียบ การรบจะดำเนินต่ออีกนาน ฮามาสกับฮิซบอลเลาะห์เป็นตัวอย่าง

            ถ้ามองจากนโยบายของทรัมป์ การล้มระบอบอิหร่านคืออีกเรื่องที่ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง (to make America great again) ต่อจากการล้มรัฐบาลเวเนซุเอลา

8 มีนาคม 2026
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10703 วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569)

---------------


บรรณานุกรม :

1. Ayatollah Khamenei says Iran to export oil as much as it needs. (2019, April 24). Tehran Times.  Retrieved from https://www.tehrantimes.com/news/435037/Ayatollah-Khamenei-says-Iran-to-export-oil-as-much-as-it-needs

2. Engdahl, William. (2004). A Century of War: Anglo-American Oil Politics and the New World Order, (Revised Ed.). London: Pluto Press.

3. Iran Politics: Ayatollah Khamenei Says US Wants Back. (2016, March 21). FNA. Retrieved from http://en.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13950102000350

4. Trump Calls for Overthrow of Iran’s Government. (2026, February 28). NYT. Retrieved from https://www.nytimes.com/2026/02/28/world/middleeast/trump-iran-strikes-video.html

5. ​Trump says 48 Iranian leaders killed in US attacks. (2026, March 1). Rudaw. Retrieved from https://www.rudaw.net/english/world/010320261

-----------------

ความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการของฝรั่งเศส

ใช้แนวคิด "สุขภาพหนึ่งเดียว" ที่เชื่อมโยงสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน บูรณาการทั้งด้านสุขภาพและโภชนาการ ด้านอธิปไตยและการผลิต

            ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยอาหารโภชนาการและภูมิอากาศ (SNANC) ปี 2025-2030 ของรัฐบาลฝรั่งเศส ระบุความมั่นคงแห่งชาติที่ให้ความสำคัญกับอาหาร โดยผูกร่วมกับหลักโภชนาการและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ บทความนำเสนอบางส่วน ดังนี้

บริบทและความท้าทายในปัจจุบัน:

            ระบบอาหารในปัจจุบันกำลังเผชิญกับวิกฤตหลายด้าน ทั้งด้านสุขภาพกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์ฉบับนี้ให้ความสำคัญกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น มะเร็ง เบาหวาน และโรคหัวใจ โรคเหล่านี้สัมพันธ์โดยตรงกับอาหาร และคิดเป็น 80% ของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

            17% ของผู้ใหญ่ในฝรั่งเศสเป็นโรคอ้วน กลุ่มผู้มีรายได้น้อยมักบริโภคผักผลไม้น้อยกว่า เพราะผักและผลไม้สดราคาผันผวนตามฤดูกาล และมักราคาสูงเมื่อเทียบกับอาหารที่ให้พลังงานสูงแต่สารอาหารต่ำ (Energy-dense foods) เช่น พาสต้า ขนมปังราคาถูก หรืออาหารแปรรูป กลุ่มผู้มีรายได้น้อยจึงเลือกอาหารที่อิ่มท้องและราคาถูกเป็นอันดับแรก

            ปัจจุบันนานาชาติให้ความสำคัญเรื่องระบบอาหาร (Food System) กับภาวะโลกร้อน ระบบอาหารเป็นต้นเหตุปล่อยก๊าซเรือนกระจก 25-30% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งโลก  

            การเกษตรในอนาคตจะคิดแต่เรื่องผลผลิต (Yield) ไม่ได้ ต้นทุนการผลิตจะนำเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้ามาคำนวณด้วย เกษตรกรที่ประสบความสำเร็จต้องช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม สร้างความยั่งยืน

4 เสาหลักในการขับเคลื่อน:

          แกนที่ 1 ธรรมาภิบาลและการจัดการเชิงพื้นที่

            ใช้แนวคิด "สุขภาพหนึ่งเดียว" (One Health) ที่เชื่อมโยงสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าสุขภาพคนและสัตว์สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์นี้ตั้งใจใช้แนวคิดนี้ สุขภาพดีจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทั้ง 3 ด้านนี้สมดุล

          แกนที่ 2 การเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพ

            สร้างความหลากหลายของโปรตีน สนับสนุนการบริโภคพืชตระกูลถั่ว พืชผักมากขึ้น และลดการบริโภคเนื้อสัตว์แปรรูป คนฝรั่งเศสบริโภคเนื้อสัตว์แปรรูปสูงเป็นอันดับต้นๆ ของยุโรป เกือบ 300 กรัมต่อสัปดาห์ ควรลดลงครึ่งหนึ่งหรือไม่เกิน 150 กรัมต่อสัปดาห์

            กำหนดให้โรงอาหารสาธารณะมีสัดส่วนอาหารที่ยั่งยืนอย่างน้อย 50% และเป็นอาหารออร์แกนิก 20% คือพวกโรงอาหารในสถานศึกษา ในโรงพยาบาลและสถานดูแลผู้สูงอายุ หรือที่ต่างๆ ที่รัฐเป็นผู้ดูแลสนับสนุน

            ลดขยะอาหาร ตั้งเป้าลดขยะอาหารลง 50% ภายในปี 2025 สำหรับภาคการกระจายสินค้า และปี 2030 สำหรับภาคส่วนอื่นๆ

          แกนที่ 3 การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการศึกษา

            ทดลองใช้ฉลาก Nutri-Score กับอาหารที่ไม่ได้บรรจุหีบห่อและในร้านอาหาร

            Nutri-Score เป็นฉลากแบบใหม่ ใช้สัญลักษณ์ที่เข้าใจง่าย เป็นแถบสี 5 สี เรียงตามลำดับตัวอักษร A (สีเขียวเข้ม) คือคุณค่าทางโภชนาการสูงที่สุด (ดีมาก) B (สีเขียวอ่อน) ระดับดี C (สีเหลือง) คุณภาพปานกลาง D (สีส้ม) ค่อนข้างแย่ (มีสารอาหารบางอย่างสูงเกินไป) และ E (สีส้มเข้ม/แดง) มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ (ควรบริโภคน้อยลง) ด้วยฉลากแบบนี้คนอ่านจะเข้าใจในพริบตาเดียว เด็กก็เข้าใจได้

            นอกจานี้ยังมีมาตรการลดการเข้าถึงโฆษณาอาหารที่มีรสหวาน มัน หรือเค็มจัดในกลุ่มเด็กและเยาวชน บรรจุเรื่องระบบอาหารยั่งยืนในหลักสูตรการศึกษาและจัดการฝึกอบรมให้เชฟโรงอาหารทั่วประเทศ

          แกนที่ 4 การวิจัยและการประเมินผล

            ศึกษาผลกระทบของอาหารแปรรูปสูง (Ultra-processed foods) นอกจากผลต่อสุขภาพแล้ว ยังมุ่งวิจัยส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม อัตลักษณ์ของชาติ และนโยบายสาธารณะ ยกตัวอย่าง การเข้ามาของอาหารแปรรูปสูงถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อวิถีชีวิตดั้งเดิม

            ตัวอย่างอาหารแปรรูปสูงที่คนไทยนิยมกิน เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง/อาหารกล่องอุ่นร้อนที่แค่เข้าไมโครเวฟก็ทานได้เลย ไส้กรอกและลูกชิ้น แฮมและเบคอน ปูอัด มันฝรั่งทอดและขนมซอง ขนมปังแผ่นขาวและขนมปังซอง คุกกี้และเค้กอุตสาหกรรม เครื่องดื่ม 3-in-1 ทั้งหลาย น้ำอัดลมและเครื่องดื่มชูกำลัง รวมทั้งนมเปรี้ยวและโยเกิร์ตรสผลไม้

            สังเกตว่าหลายรายการเป็นอาหารที่คนไทยนิยมรับประทานเป็นประจำ และไม่ใช่อาหารพื้นถิ่นคนไทย

(YouTube: อาหารแปรรูปสูงที่คนไทยที่คนไทยควรหลีกเลี่ยง)

ตัวอย่างมาตรการเร่งด่วน:

            1. ยกระดับโครงการท้องถิ่น (PAT) ใช้เป็นกลไกหลักในการเปลี่ยนผ่านระบบอาหารในระดับพื้นที่ โดยเพิ่มความเข้มงวดของเกณฑ์การคัดเลือก

            ยกระดับจากเดิมที่เป็นเพียงการสนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่น ให้กลายเป็นเครื่องมือทางรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ที่ซับซ้อนขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืน เช่น ส่งเสริมการรวมตัวของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่เทศบาล เกษตรกร โรงเรียน โรงพยาบาล และผู้ประกอบการในท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบที่พึ่งพาตนเองได้

            PAT ไม่ได้มองข้ามตลาดเสรี แต่พยายามจัดระเบียบตลาดใหม่ (Market Reshaping) การสร้าง PAT คือการสร้างตลาดคู่ขนานในระดับท้องถิ่น เพื่อรับประกันว่าหากระบบ Logistic โลกล่มสลาย ประชาชนในท้องถิ่นจะยังมีแหล่งอาหารที่จับต้องได้ ทั้งนี้รวมถึงการที่รัฐ (เทศบาล) ใช้อำนาจซื้อจากโรงเรียนหรือโรงพยาบาล เป็นผู้รับซื้อที่แน่นอน (Guaranteed Market) ให้กับเกษตรกรท้องถิ่น

            อาจสรุปว่า PAT พยายามดึงเศรษฐกิจกลับมาไว้ในสังคม ไม่ให้กลไกตลาดตัดขาดจากความเป็นอยู่ของผู้คนและสิ่งแวดล้อม

            2. กำหนดเกณฑ์เพดานสูงสุดของเกลือ น้ำตาล ไขมัน และเกณฑ์ขั้นต่ำของไฟเบอร์ในอาหารแปรรูป

            ประเด็นนี้ใช้หลักความรับผิดชอบร่วมกัน (Social Contract & Externalities) กับผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Negative Externalities) เมื่อคุณเลือกกินอาหารไม่ดีจนป่วย รัฐ (ซึ่งใช้ภาษีรวมจากทุกคน) ต้องเป็นจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้คุณผ่านระบบสาธารณสุขถ้วนหน้า การเลือกของประชาชนไม่ได้ส่งผลกับตัวเขาเท่านั้น แต่กระทบเงินของคนทั้งประเทศ รัฐจึงมีหน้าที่เข้ามากำกับควบคุม

            3. จำกัดการโฆษณาอาหารที่หวาน/มัน/เค็มจัด ที่พุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชนผ่านทุกสื่อ หากมาตรการสมัครใจไม่ได้ผลจะใช้กฎหมายบังคับ

            4. ขยายผลการใช้กฎบัตร PNNS ในหน่วยงานรัฐและเอกชนเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพของพนักงาน

            PNNS หรือ "แผนงานโภชนาการและสุขภาพแห่งชาติ" ของฝรั่งเศส ไม่ได้เป็นเพียงคู่มือแนะนำการกิน แต่ถูกยกระดับให้ เป็นสัญญาประชาคมรูปแบบหนึ่งที่ดึงเอาทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมาลงนามผูกพัน เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างสภาพแวดล้อมด้านอาหาร

            5. เพิ่มคุณภาพทางโภชนาการและสิ่งแวดล้อมในระบบความช่วยเหลือด้านอาหาร

            โปรแกรม "Mieux manger pour tous" (การกินดีกว่าเดิมเพื่อทุกคน) คือแผนงานยุทธศาสตร์ของรัฐบาลฝรั่งเศสที่เปิดตัวในปี 2023 เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการบริโภค โปรแกรมนี้ไม่ใช่แค่การแจกอาหารเพื่อประทังความหิว แต่เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพและยั่งยืนในราคาที่เอื้อมถึง

            การช่วยเหลือประชาชนจึงไม่ใช่แค่แจกเงินหรือให้คูปองซื้อสินค้าราคาประหยัด แต่คำนึงสุขภาพของผู้บริโภคด้วย

            เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าอาหารมีผลต่อสุขภาพ ดังประโยคที่ว่า “You are what you eat.” ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยอาหารโภชนาการและภูมิอากาศ ปี 2025-2030 ของรัฐบาลฝรั่งเศส ใช้ "อาหาร" เป็นตัวกลางในการแก้ปัญหาสุขภาพคนและสุขภาพโลก มุ่งแก้ปัญหาหลายด้านพร้อมกัน เชื่อมโยงกัน เป็นแนวทางที่ประเทศอื่นๆ น่าศึกษาและปรับใช้

1 มีนาคม 2026
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 10696 วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569)

-------------------