3 ทศวรรษสันติภาพออสโลที่จางหาย

ท้ายที่สุดกลับสู่คำถามว่าทำไมผ่านไปกว่า 3 ทศวรรษจึงยังไม่เกิดแผนสันติภาพ ไม่เกิดทวิรัฐ น่าคิดว่าสภาพเช่นนี้แหละที่รัฐบาลอิสราเอลเห็นว่าเหมาะสมแล้ว

            ข้อตกลงสันติภาพออสโล (Oslo Peace Accords) เริ่มต้น 13 กันยายน 1993 สาระสำคัญคือปาเลสไตน์รับรองสถานะความเป็นประเทศของอิสราเอล พร้อมกับที่อิสราเอลรับรองสถานะขององค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ว่าเป็นตัวแทนปาเลสไตน์ ผู้ดูแลบริหารปกครองภายในดินแดนส่วนต่างๆ ของเวสต์แบงก์กับฉนวนกาซาแต่ยังไม่ได้รับรองรัฐปาเลสไตน์ อิสราเอลต้องทยอยมอบอำนาจการดูแลพื้นที่คืนแก่ PLO (ปัจจุบันคือ PA) ท้ายที่สุดจะเกิดรัฐปาเลสไตน์มีเยรูซาเล็มตะวันออกเป็นเมืองหลวง

            กันยายน 2023 ครบรอบ 3 ทศวรรษของข้อตกลงดังกล่าว

            มีแนวคิดบางอย่างจาก 3 ทศวรรษข้อตกลงสันติภาพออสโล เหตุผลหลายข้ออธิบายว่าทำไมจึงยังไม่สำเร็จ

          ประการแรก นานาชาติรับรองไม่เป็นเหตุคู่สัญญาจะปฏิบัติตาม

            ย้อนหลัง 3 ทศวรรษที่ประกาศลงนามข้อตกลงสันติภาพออสโล (Oslo Peace Accords) ตอนนั้นเป็นข่าวดังทั่วโลก ส่วนหนึ่งเพราะเจรจาหลายปี ชาติมหาอำนาจสหรัฐเป็นเจ้าภาพใหญ่ หลายคนคิดว่าไม่มีสงครามแล้ว ไม่ยิงกันอีกแล้ว ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขแล้ว อนาคตปาเลสไตน์กับอิสราเอลจะดีขึ้น นักวิเคราะห์ตีความต่างๆ นานา นักสันติภาพยุคนั้นโหมเรื่องนี้ว่าสันติภาพโลกเป็นไปได้ จนทุกวันนี้หลายคนยังโหยหาข้อตกลงสันติภาพนี้

          ประการที่ 2 จุดอ่อนของข้อตกลงสันติภาพออสโล

            นักวิเคราะห์บางคนชี้จุดอ่อนของข้อตกลงสันติภาพออสโล คือ

            1) ไม่ระบุสถานะของเยรูซาเล็มอย่างชัดเจน

            2) การตั้งถิ่นฐานของอิสราเอลบนดินแดนปาเลสไตน์

            3) ขาดการกำหนดแนวพรมแดนที่ชัดเจน

            ทั้ง 3 เรื่องนี้ขอให้เจรจาต่อไป และจนบัดนี้ยังคงเป็นปัญหาที่ลงเอยไม่ได้ ทั้งยังซับซ้อนยิ่งขึ้น เช่น อิสราเอลประกาศให้เยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของตน (จากเดิมคือเทลอาวีฟ) รุกล้ำกินดินแดนปาเลสไตน์เพิ่มขึ้น รัฐบาลชุดหลังแสดงท่าทีว่าจะไม่เกิดรัฐปาเลสไตน์

            เมื่อมองย้อนกลับไปข้อตกลงสันติภาพออสโลส่อแววล้มเหลวตั้งแต่แรก ควรตีความว่าเป็นความพ่ายแพ้ของปาเลสไตน์และของทุกประเทศที่ตอนนั้นยืนเคียงข้างปาเลสไตน์ ที่พลาดหนักคือคิดว่าส่วนที่ยังค้างอยู่สามารถเจรจาต่อจนได้ข้อสรุปอันเป็นที่พอใจของทั้ง 2 ฝ่าย

            นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าตั้งแต่ต้นการเจรจาไม่ตั้งบนพื้นฐานคิดดีต่อกัน คู่เจรจามีอำนาจต่อรองไม่เท่ากัน ข้อตกลงออสโลไม่สามารถหยุดการรุกล้ำกินดินแดนของอิสราเอล เมื่อการเจรจายืดเยื้อออกไปฝ่ายอิสราเอลกำหนดเงื่อนไขเพิ่ม เช่นปี 1995 ระบุว่าต้องยอมรับการตั้งถิ่นฐานของอิสราเอลในเขต Judea กับ Samaria ซึ่งหมายถึงดินแดนส่วนที่อิสราเอลรุกล้ำเพิ่มเติม

          ประการที่ 3 เพราะอิสราเอลไม่รักษาสัญญา

            ที่ประณามกันมากพูดกันทุกปีคืออิสราเอลไม่รักษาสัญญา ยังคงรื้อถอนบ้านเรือน เผาทำลายต้นไม้ ก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่เพิ่มมากขึ้น โดยอ้างก่อการร้ายจากปาเลสไตน์ ชี้ว่ารัฐบาลปาเลสไตน์ (Palestinian Authority: PA) ไร้ความสามารถไม่สามารควบคุมความสงบ อิสราเอลจึงต้องลงมือด้วยตัวเอง เป็นเรื่องความมั่นคงของตนที่ยอมไม่ได้

            ชาวปาเลสไตน์จึงสงสัยว่าอิสราเอลต้องสันติภาพจริงหรือไม่ พยายามถ่วงเวลาเพื่อผนวกเวสต์แบงก์ใช่ไหม รู้สึกขมขื่นสิ้นหวัง

             ตามมุมมองอิสราเอลเนื่องจาก PLO ไร้ความสามารถควบคุมพื้นที่ตัวเอง ผู้ก่อการร้ายจึงใช้โอกาสนี้เล่นงานตน ตามข้อมูลระบุว่า 3 ทศวรรษคนอิสราเอลเสียชีวิต 1,500 คน ทั้งนี้รัฐบาลอิสราเอลถือว่าทุกเหตุการณ์ที่คนของตนถูกฆ่ามาจาก “การก่อการร้าย” ไม่สนใจมูลเหตุจูงใจ 

            หลังผ่านไป 3 ทศวรรษ ชาวปาเลสไตน์บางคนตีความว่าปาเลสไตน์คืออาณานิคมของอิสราเอล พวกเขาแม้มีผู้ปกครองของตน (หมายถึง PA) แต่อยู่ใต้อิทธิพลของอิสราเอลอีกทอด ปราศจากอธิปไตย ไร้ซึ่งเสรีภาพ ถูกควบคุมสารพัด มีด่านตรวจสอบคุมเข้มมากมาย ชาวปาเลสไตน์ 350,000 คนที่อาศัยในเยรูซาเล็มตะวันออกโดนปิดล้อมโดดเดี่ยวตัดขาดจากเขตปาเลสไตน์อื่นๆ ด้วยกำแพงสูง 25 ฟุตที่อิสราเอลสร้างล้อมรอบ ชีวิตความเป็นอยู่ขึ้นกับความเมตตาของรัฐบาลอิสราเอลผู้ซึ่งยึดครองดินแดนของพวกตน และยังเดินหน้าทำลายบ้านเรือนของพวกเขาเพื่อสร้างถิ่นฐานชุมชนชาวยิว

            เช่นนี้เรียกว่ากำลังสู่สันติภาพถาวรหรือ

          ประการที่ 4 แนวคิดขอให้ทบทวนข้อตกลง

            บางคนเห็นว่าควรทบทวนข้อตกลงออสโลเพื่อให้ของที่เหมือนเก่าแก่ล้าสมัยกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง นำสู่การปฏิบัติอีกครั้ง บางคนชี้ว่าทุกวันนี้อิสราเอลควบคุมปาเลสไตน์เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลเสียต่อปาเลสไตน์โดยตรง จำต้องระงับยับยั้ง ไม่ใช่การมองโลกสวยแต่ตั้งบนพื้นความจริง ฟื้นฟูสิทธิที่พึงมี มีการเจรจาดีกว่าปล่อยให้เลวร้ายและเลวร้ายลง

            ล่าสุดกันยายน 2023 มาห์มูด อับบาส (Mahmoud Abbas) ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ขอให้จัดประชุมนานาชาติเพื่อสันติภาพอีกครั้ง ให้ทุกประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมเพื่อสันติภาพตะวันออกกลาง ในการนี้ขอให้อันโตนิโอ กูเตเรส (Antonio Guterres) เลขาธิการสหประชาชาติช่วยทำหน้าที่จัดประชุมดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะรักษาแนวทางทวิรัฐ (Two-State Solution) ป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลงกว่านี้ บั่นทอนสันติภาพภูมิภาคกับสันติภาพโลก

            วิเคราะห์: ถ้าคิดแบบปาเลสไตน์คงหวัง (อีกครั้ง) ว่าเป็นจุดเริ่มต้นสู่การสถาปนารัฐปาเลสไตน์สมัยใหม่ คำถามคือฝ่ายรัฐบาลอิสราเอลจะยอมหรือ จุดหมายปลายทางของการฟื้นฟูหรือทำข้อตกลงใหม่คืออะไร ช่วยให้ชาวปาเลสไตน์มีความสุขหรือทำให้สิ้นหวังเดียวดายกว่าเดิม ต้องตระหนักว่าบริบทวันนี้ต่างจาก 3 ทศวรรษก่อน นานาชาติรวมทั้งอาหรับหลายประเทศยอมรับอิสราเอล มีความสัมพันธ์ดีต่อกัน

            แม้กระทั่งเรื่องควบคุมปาเลสไตน์ที่พวกเขาต้องทนทุกข์เพราะการนี้ แต่สำหรับคนอิสราเอลบางส่วนเห็นว่ายังทำ “น้อยเกินไป” ปล่อยปละละเลยให้ปาเลสไตน์ทำตามอำเภอใจ บางคนเห็นว่าต้องให้ฝ่ายอิสราเอลเท่านั้นที่มีอำนาจควบคุมปาเลสไตน์ทั้งมวลจึงจะไม่ลักลั่น ไม่สองมาตรฐาน ทุกอย่างอยู่ภายใต้ระบบเดียว ไม่ปล่อยช่องให้ผู้ก่อการร้ายลงมือต้นเหตุความไม่สงบในพื้นที่

            บางคนจึงวิเคราะห์ว่าปล่อยข้อตกลงสันติภาพออสโลไว้อย่างเดิมดีแล้ว ขืนทบทวนใหม่เท่ากับทำลายของที่มีอยู่เดิมและอาจไม่ฟื้นคืนอีกเลย (ของเก่าหายไปและไม่ได้ของใหม่) ไม่มีใครประกันได้ว่าจะได้ข้อตกลงใหม่

ความหวังที่ยังมีแต่ไม่อยู่ในมือปาเลสไตน์:

            กันยายน 2023 คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ประกอบด้วยประเทศซาอุดีอาระเบีย คูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์และบาห์เรน แสดงท่าทีหวังว่าอีกไม่นานจะได้แผนสันติภาพสมบูรณ์แบบระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ตามแนวทวิรัฐ

            วิเคราะห์: มองแง่บวกคือเป็นการตอกย้ำจุดยืนชาติอาหรับอีกครั้งที่ต้องการเห็นแผนสันติภาพ เกิดทวิรัฐ มองแง่ลบคือเป็นจุดยืนเก่าแก่ที่ไม่ก่อผลลัพธ์แม้ผ่านมาหลายทศวรรษแล้ว

            ท้ายที่สุดกลับสู่คำถามว่าทำไมผ่านไปกว่า 3 ทศวรรษจึงยังไม่เกิดแผนสันติภาพ ไม่เกิดทวิรัฐ ที่เคยคิดว่าส่วนที่ยังค้างอยู่สามารถเจรจาต่อจนได้ข้อสรุปที่พอใจของทั้ง 2 ฝ่ายซึ่งบัดนี้พิสูจน์แล้วว่าล้มเหลวสิ้นเชิง สถานการณ์คืออิสราเอลที่มีกองทัพเข้มแข้งสามารถกดดันปาเลสไตน์ สามารถควบคุมชาวปาเลสไตน์ที่ฮึดสู้ สามารถรุกล้ำกินดินแดนมากขึ้นทุกปี น่าคิดว่าสภาพเช่นนี้แหละที่รัฐบาลอิสราเอลเห็นว่าเหมาะสมแล้ว และจะคงเช่นนี้ต่อไปเพื่อกินดินแดนเรื่อยๆ ควบคุมจำกัดชาวปาเลสไตน์ที่พื้นที่เหลือน้อยลงทุกที ข้อตกลงสันติภาพฉบับสมบูรณ์ที่เรียกร้องจึงไม่เกิด แนวทางนี้พิสูจน์มากว่า 3 ทศวรรษแล้วว่าอิสราเอลได้มากกว่าเสีย เมื่อเป็นเช่นนี้ทำไมต้องมีทวิรัฐ ส่วนแนวคิดทบทวนข้อตกลงออสโลหนีไม่พ้นที่อิสราเอลต้องสามารถขยายดินแดนมากตามที่ต้องการ การวิเคราะห์เช่นนี้จะถูกหรือไม่กาลเวลาจะให้คำตอบ

24 กันยายน 2023
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 27 ฉบับที่ 9810 วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2566)

-------------------

บรรณานุกรม :

1. Abraham Accord signing: top quotes from the signing ceremony. (2020, September 16). The Jerusalem Post. Retrieved from https://www.jpost.com/middle-east/two-states-settlements-not-part-of-israel-deals-with-uae-bahrain-642424

2. Blinken takes aim at Israeli settlements; says US will press ahead with Israel-Saudi normalization. (2023, June 5). AP. Retrieved from https://apnews.com/article/us-israel-palestinians-saudi-arabia-ccc8da5992301d9a95a4be29f1860808

3. Cleveland, William L., Bunton, Martin. (2016). A History of the Modern Middle East (6th Ed.). USA: Westview Press.

4. GCC states, US welcome diplomatic engagement with Iran, seek regional de-escalation. (2023, September 20). Arab News. Retrieved from https://www.arabnews.com/node/2376981/middle-east

5. Israel and the Kingdom of Bahrain to establish 'full diplomatic relations,' Trump says. (2020, September 11). CNN. Retrieved from https://edition.cnn.com/2020/09/11/politics/israel-bahrain-trump/index.html

6. Mattar, Philip. (2004). The Encyclopedia of the Modern Middle East and North Africa (2nd Ed.). USA: Thomson Gale.

7. Political / "Jeddah Declaration": Leaders of Arab countries stress the importance of strengthening joint Arab action based on foundations, values, common interests and one destiny. (2023, May 19). Saudi Press Agency. Retrieved from https://www.spa.gov.sa/68a3f8bca6a

8. Saudi FM: Normalization with Israel would have benefits, but less without two states. (2023, June 8). Times of Israel. Retrieved from https://www.timesofisrael.com/saudi-fm-normalization-with-israel-would-have-benefits-but-less-without-two-states/

9. Three decades after the Oslo Accords, a two-state solution feels like a distant dream. (2023, September 13). Sky News. Retrieved from https://news.sky.com/story/three-decades-after-the-olso-accords-a-two-state-solution-feels-like-a-distant-dream-12959991

10. Thirty years on, the hoax of the Oslo Accords lingers. (2023, September 5). Jordan News. Retrieved from https://www.jordannews.jo/Section-29/Analysis/Thirty-years-on-the-hoax-of-the-Oslo-Accords-lingers-30726

11. Why the Oslo peace process failed – and what it means for future negotiators. (2023, September 13). Times of Israel. Retrieved from https://www.timesofisrael.com/why-the-oslo-peace-process-failed-and-what-it-means-for-future-negotiators/

-----------------

หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้านเวียดนาม-ไบเดน

ข้อตกลงล่าสุดส่งเสริมและอยู่ภายใต้กรอบอาเซียนอย่างชัดเจน ไม่อาจตีความว่ากระทบความมั่นคงอาเซียน ไม่น่าจะทำให้จีนกังวลเกินไปว่าเวียดนามเอนเอียงเข้าหาสหรัฐ

 

            ความสัมพันธ์รอบด้านเวียดนาม-สหรัฐเริ่มปี 2013 จากข้อตกลง “Vietnam–U.S. Comprehensive Partnership” ในสมัยรัฐบาลโอบามา มุ่งสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ร่วมมืออย่างกว้างขวาง ต่างยอมรับระบอบการปกครองของกันแต่กัน เคารพอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน ข้อตกลง ‘หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน’ (Comprehensive Strategic Partnership) ฉบับกันยายน 2023 เป็นฉบับสมัยรัฐบาลไบเดน ยกระดับความสัมพันธ์ให้สูงขึ้นอีก มีสาระสำคัญ ดังนี้

            ประการแรก ความสัมพันธ์ทางการเมืองกับการทูต

            ทั้ง 2 ประเทศตั้งใจผูกสัมพันธ์การเมืองกับการทูตลงลึกกว่าเดิม สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน ส่งเสริมความร่วมมือระดับหน่วยงานของกันและกัน เคารพกฎหมายซึ่งกันและกัน

          ประการที่ 2 ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ

            ปี 2022 การค้าทวิภาคีมีมูลค่า 138,000 ล้านดอลลาร์ สหรัฐเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่สุดของเวียดนาม ครอบคลุมสารพัดสินค้าตั้งแต่สิ่งทอ รองเท้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ส่วนเวียดนามนำเข้าฝ้าย ถั่วเหลือง เป็นที่หมายการลงทุนของภาคเอกชนสหรัฐ อีกทั้งเวียดนามเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนกรอบเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (IPEF) ที่ตั้งขึ้นสมัยรัฐบาลไบเดนและสหรัฐกำลังให้ความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงนี้

            ข้อนี้เป็นพื้นฐานความสัมพันธ์ทวิภาคี เอื้ออำนวยให้ต่างฝ่ายต่างลงทุน เปิดตลาดต่อกัน จัดการเงื่อนไขกับข้อกีดขวางต่างๆ สหรัฐชื่นชมเวียดนามปฏิรูปเศรษฐกิจแบบตลาด ดำเนินนโยบายการเงินกับอัตราแลกเปลี่ยนที่โปร่งใส ช่วยให้มั่นใจระบบสถาบันการเงินเวียดนาม รัฐบาลสหรัฐยินดีให้ความช่วยเหลือเต็มที่ 

            ทั้งคู่จะส่งเสริมระบบการค้าระหว่างประเทศที่ไม่เลือกปฏิบัติ มีความยุติธรรม รวมทุกฝ่ายเข้าด้วยกันอย่างเสมอภาค โปร่งใส ควบคู่กับองค์การค้าโลก ชื่นชมความก้าวหน้าของกรอบเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (IPEF) อีกทั้งเคารพสิทธิแรงงาน

          ประการที่ 3 ด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคง

            ทั้งคู่ตระหนักความสำคัญของเสถียรภาพกับสันติภาพโลก การช่วยเหลือเมื่อเผชิญภัยพิบัติ จะวางระบบสื่อสารระหว่างกระทรวงกลาโหมจนถึงระดับหน่วยงาน ร่วมปฏิบัติการรักษาสันติภาพในกรอบของสหประชาชาติ แพทย์ทหาร บังคับใช้กฎหมายทางทะเล ส่งเสริมขีดความสามารถป้องกันทางทะเล การป้องกันชายฝั่ง การประมงผิดกฎหมาย เพิ่มศักยภาพเวียดนามด้านการตรวจตราทางทะเลและอื่นๆ ที่เป็นผลประโยชน์ร่วม

            ทั้งคู่เห็นพ้องส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมาย การร่วมทำงานของหน่วยงานยุติธรรม หน่วยการข่าวความมั่นคง ยินดีแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับทะเล โจรสลัด การค้ามนุษย์ การฟอกเงิน ยาเสพติด สารเคมีที่เป็นภัย อาชญกรรมไซเบอร์ ต่อต้านก่อการร้าย ลัทธิสุดโต่งทุกรูปแบบสอดคล้องกฎบัตรสหประชาชาติ 

            จะร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้เข้มข้นขึ้น ซื้อขายอาวุธระหว่างกัน สหรัฐจะช่วยพัฒนาขีดความสามารถป้องกันประเทศของเวียดนามตามความจำเป็น 

          ประการที่ 4 ความร่วมมือด้านอื่นๆ

            สหรัฐจะเพิ่มฝึกทักษะแรงงานไฮเทค ยอมรับว่าเวียดนามมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เร่งส่งเสริมด้านนี้ ให้เวียดนามเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกด้านเซมิคอนดักเตอร์ เป้าหมายคือผลิตเพื่อป้อนตลาดสหรัฐ ตามหนังสือ Memorandum of Cooperation on Semiconductor Supply Chains, Workforce and Ecosystem Development

            ความร่วมมือนี้เป็นกลไกที่สหรัฐจะถ่ายทอดเทคโนโลยี ฝึกอบรมทักษะ ให้เวียดนามสามารถป้อนเซมิคอนดักเตอร์ตรงตามความต้องการของตน

            จะส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการพัฒนาด้านดิจิทัล รวมทั้งโครงข่ายสื่อสาร 5G วิจัยร่วมกัน ฝึกอบรมหลายหลายโครงการ เช่นจากความร่วมมือ Vietnam-U.S. Science and Technology Agreement for Research (VUSTAR)

            นอกจากนี้ทั้งคู่ให้ความสำคัญกับโลหะหายาก (Rare Earth Elements) สหรัฐจะช่วยพัฒนาแหล่งทรัพยกรนี้

            ด้านการศึกษาและฝึกทักษะ ปัจจุบันนักเรียนนักศึกษาเวียดนามเกือบ 30,000 คนกำลังศึกษาต่อที่สหรัฐ (มากเป็นอันดับที่ 5) และอาจเพิ่มมากกว่านี้ สนับสนุนให้มหาวิทยาลัย 2 ฝ่ายร่วมงานวิจัย สหรัฐจะเพิ่มจำนวนทุนการศึกษา

            ทั้งคู่จะช่วยแก้ไขความเสียหายอันเนื่องจากสงคราม (เวียดนาม) อันจะช่วยสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน ขจัดสารพิษที่ยังตกค้าง วัตถุระเบิดต่างๆ เพิ่มความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บพิการจากสงคราม พิสูจน์ศพทหารด้วยการตรวจ DNA รวมทั้งทหารอเมริกัน

            วิเคราะห์: สงครามเวียดนามสร้างบาดแผลต่อชาวเวียดนามทั้งประเทศ ผลของสงครามยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ ระเบิดจำนวนมากที่ยังไม่ระเบิด สารพิษตกค้าง จนถึงทุกวันนี้ยังต้องเยียวยารักษา

            หลายปีที่ผ่านมาการติดต่อระหว่างประชาชนสองประเทศเพิ่มขึ้นมาก ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว การติดต่อทางธุรกิจ วิชาชีพและการศึกษา จะลงลึกถึงระดับจังหวัด ชุมชน ให้ความสำคัญคนหนุ่มสาว ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การกีฬา

            ทั้ง 2 ประเทศย้ำความสำคัญของการ ส่งเสริมและป้องกันสิทธิมนุษยชนตามกรอบรัฐธรรมนูญของตนและตามกฎระเบียบนนาชาติ จะพูดคุยอย่างเปิดอกสร้างสรรค์โดยใช้กลไก U.S. Human Rights Dialogue and Vietnam – U.S. Labor Dialogue สร้างความเข้าใจและลดช่องว่างต่อกันและกัน

          ประการที่ 5 ประเด็นภูมิภาคกับโลก

            ทั้ง 2 ประเทศจะร่วมมือต่อประเด็นภูมิภาคกับโลกบนพื้นฐานได้ประโยชน์ร่วม ส่งเสริมการรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนาภูมิภาคและโลก ยึดมั่นความร่วมมือในกรอบนานาชาติ เช่น สหประชาชาติ APEC, East Asia Summit, ARF, ADMM Plus และกลไกอื่นๆ ของอาเซียน ส่งเสริมพหุภาคีนิยม เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ สถาปัตยกรรมภูมิภาคที่อาเซียนเป็นแกนกลาง  “มุมมองของอาเซียนต่อแนวคิดอินโด-แปซิฟิก” (AOIP)

            จะส่งเสริมแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี สอดคล้องกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ข่มขู่ ไม่ใช่กำลัง พร้อมกับส่งเสริมเสรีภาพการเดินเรือการบินเหนือทะเลจีนใต้ เคารพเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ปฏิบัติตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea: UNCLOS) ที่ให้แก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี หลักเดินเรือเสรีและการบินผ่านน่านน้ำเสรี ฯลฯ ยึดมั่น “แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้” (code of conduct for the South China Sea หรือ COC) ของอาเซียน

            ย้ำความสำคัญของการรักษาเสถียรภาพ สันติภาพ การอยู่ดีมีสุข การพัฒนาอย่างยั่งยืนของ “อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง” (ความร่วมมือของ 6 ประเทศ คือ ไทย พม่า สปป.ลาว กัมพูชา จีน และเวียดนาม) เปิดรับความร่วมมือ Mekong – U.S. Partnership และอื่นๆ ในทางนี้ที่สหรัฐเกี่ยวข้องด้วย เช่น Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy (ACMECS)

            วิเคราะห์: จะเห็นว่าเมื่อลงลึกสู่ประเด็นความมั่นคงต่างๆ เวียดนามกับสหรัฐตกลงใช้แนวทางและกลไกอาเซียนมากมาย ข้อตกลง ‘หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน’ ระหว่างเวียดนาม-สหรัฐจึงส่งเสริมและอยู่ภายใต้กรอบอาเซียนอย่างชัดเจน ไม่อาจตีความว่ากระทบความมั่นคงอาเซียน ควรตีความด้วยซ้ำว่าเวียดนามตอกย้ำบทบาทอาเซียน และหากตีความให้ไกลออกไปอีก ไม่น่าจะทำให้จีนกังวลเกินไปว่าเวียดนามเอนเอียงเข้าหาสหรัฐ

            ต่อประเด็นเมียนมา เวียดนามกับสหรัฐย้ำความสำคัญและจะยึดมั่นจุดยืนฉันทามติ 5 ข้อของที่ประชุมผู้นำอาเซียน (Five-Point Consensus) ซึ่งเพิ่งทบทวนใหม่ในการประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อกันยายน 2023 ขอให้ทุกฝ่ายหยุดยิงทันที ทุกฝ่ายหยุดใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ เข้าสู่การหารืออย่างสร้างสรรค์

            นับจากมีความสัมพันธ์ทางการทูตระดับปกติเมื่อปี 1995 ความสัมพันธ์ของทั้งสองดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่างได้รับประโยชน์มหาศาล ข้อตกลง ‘หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน’ ฉบับล่าสุดยกระดับความร่วมมือให้สูงขึ้นอีกและกำลังไปในทิศทางที่ดีขึ้น

17 กันยายน 2023
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 27 ฉบับที่ 9803 วันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2566)

---------------------

บรรณานุกรม :

1. The White House. (2023, April 13). The United States – Vietnam Relationship: Celebrating 10 Years of Comprehensive Partnership and 28 Years of Diplomatic Relations. Retrieved from https://www.state.gov/the-united-states-vietnam-relationship-celebrating-10-years-of-comprehensive-partnership-and-28-years-of-diplomatic-relations/)

2. The White House. (2023, September 10). FACT SHEET: President Joseph R. Biden and General Secretary Nguyen Phu Trong Announce the U.S.-Vietnam Comprehensive Strategic Partnership. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/briefing-room/statements-releases/2023/09/10/fact-sheet-president-joseph-r-biden-and-general-secretary-nguyen-phu-trong-announce-the-u-s-vietnam-comprehensive-strategic-partnership/

3. The White House. (2023, September 11). JOINT LEADERS’ STATEMENT: ELEVATING UNITED STATES-VIETNAM RELATIONS TO A COMPREHENSIVE STRATEGIC PARTNERSHIP. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/briefing-room/statements-releases/2023/09/11/joint-leaders-statement-elevating-united-states-vietnam-relations-to-a-comprehensive-strategic-partnership/

4. The White House. (2023, September 10). Remarks by President Biden and General Secretary Nguyn Phú Trng of the Communist Party of Vietnam in Joint Press Statements. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/briefing-room/speeches-remarks/2023/09/10/remarks-by-president-biden-and-general-secretary-nguyen-phu-trong-of-the-communist-party-of-vietnam-in-joint-press-statements/

5. The White House. (2023, September 11). JOINT LEADERS’ STATEMENT: ELEVATING UNITED STATES-VIETNAM RELATIONS TO A COMPREHENSIVE STRATEGIC PARTNERSHIP. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/briefing-room/statements-releases/2023/09/11/joint-leaders-statement-elevating-united-states-vietnam-relations-to-a-comprehensive-strategic-partnership/

-----------------

เอกภาพในความหลากหลายกับฉันทามติอาเซียน

การรวมตัวเป็นอาเซียนช่วยให้สมาชิกทั้ง 10 ประเทศไม่ตกเป็นเครื่องมือทำสงครามของมหาอำนาจและไม่ทำสงครามกันเอง เป็นเหตุผลหลักของการก่อตั้งอาเซียนตั้งแต่ต้น

 

            หลักพื้นฐานที่ต้องยึดให้มั่นคืออาเซียนตั้งอยู่บนความหลากหลาย สมาชิก 10 ประเทศต่างกันตั้งแต่ระบบการเมืองการปกครอง ความเติบโตทางเศรษฐกิจและแนวทางพัฒนา สังคมวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลาย และเคยทำสงครามกันในอดีต ดังนั้นจะให้คิดเหมือนกันตรงกันทำได้แค่บางประเด็นที่เป็นผลประโยชน์หลักร่วมกัน ส่วนเรื่องปลีกย่อยหลายเรื่องยังตกลงกันไม่ได้ มีความเสี่ยงขัดแย้งรุนแรง

            การไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน ยึดฉันทามติจึงเป็นเรื่องสำคัญ สัมพันธ์กับการดำรงอยู่ของอาเซียนโดยตรง

            สนธิสัญญามิตรไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia: TAC) อันเป็นสนธิสัญญาสำคัญของอาเซียน มีสาระสำคัญว่า 1) เคารพในอำนาจอธิปไตย ความเสมอภาค และบูรณภาพแห่งดินแดน 2) ไม่แทรกแซงกิจการภายใน 3) แก้ไขปัญหาความเห็นต่างด้วยสันติวิธี 4) ไม่ใช้หรือขู่ว่าจะใช้กำลัง และ5) ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน

            เป็นหลักพื้นฐานที่ชาติสมาชิกยึดถือปฏิบัติเรื่อยมา

โรฮีนจากับความวุ่นวายเมียนมาที่อาเซียนต้องเข้าพัวพัน:

            โรฮีนจา (Rohingya) หลายแสนคนที่อพยพออกจากเมียนมาเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก สื่อนานาชาติตีแผ่รายงานเรื่องราวอันโหดร้ายที่กระทำต่อพวกเขา การที่ผู้คนหลายแสนคนถูกรังแกกดดันจนต้องทิ้งบ้านหนีไปอยู่ต่างแดนเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าใช้หลักทั่วไปอาจเห็นว่าโรฮีนจาเป็นเรื่องภายในของเมียนมา แต่ผลโรฮีนจาหลายแสนอพยพไปอยู่ประเทศอื่น เฉพาะไทยราวแสนคน เช่นนี้ไม่อาจบอกว่าเป็นเรื่องภายในของเมียนมาอีกแล้ว กระทบเพื่อนบ้านอาเซียนอย่างชัดเจน เป็นข้อสรุปว่าเมียนมาแทรกแซงกิจการภายในของอาเซียน ดังนั้นอาเซียนจึงอยู่เฉยไม่ได้

            สิ่งที่อาเซียนระมัดระวังคือการผลักให้สมาชิกอีกประเทศต้องโต้กลับอย่างรุนแรง สมาชิกขัดแย้งกันเองรุนแรงหรือถูกพรรคพวกกดดันจนตรอก ในที่สุดประเทศนั้นอาจต้องอิงมหาอำนาจฝ่ายหนึ่งเพื่อความอยู่รอด ทำให้อาเซียนแตกแยก กระทบความมั่นคงทั้งภูมิภาค การจะแทรกแซงมากน้อยอย่างไรจึงต้องคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ

            ปัจจัยสำคัญอีกประการคือ ความมั่นคงภายในของแต่ละประเทศคือความมั่นคงของอาเซียน ให้เศรษฐกิจแต่ละประเทศเติบโต ประชาชนอยู่ดีกินดี (ตามอัตภาพ) สังคมไม่วุ่นวาย เป็นเครื่องประกันการอยู่รอดของอาเซียนทั้งมวล

            ส่วนเรื่องปัญหาการเมืองเมียนมา ย้อนหลังพฤศจิกายน 2020 พรรค National League for Democracy (NLD) ของนางออง ซาน ซู จี (Aung San Suu Kyi) ชนะเลือกตั้งทั่วไปถล่มทลายได้ที่นั่งในสภา 82% ตามมาด้วยกองทัพเข้ายึดอำนาจ ประกาศไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง เป็นจุดเริ่มของการต่อสู้ครั้งใหญ่ระหว่างรัฐบาลที่นำโดยกองทัพกับประชาชนฝ่ายต่อต้านที่ยืดยาวจนทุกวันนี้

            พฤษภาคม 2023 แถลงการณ์หลังประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน มีข้อสรุปว่าอาเซียนยืนยันจุดยืนฉันทามติ 5 ข้อของที่ประชุมผู้นำอาเซียน (Five-Point Consensus) และเพิ่งทบทวนใหม่ในการประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อกันยายน 2023 เพื่อนำสู่สันติภาพถาวร ขอให้ทุกฝ่ายหยุดใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ทั้งนี้เมียนมาต้องสร้างบรรยากาศสร้างสรรค์นำสู่การเจรจาระดับชาติ

ไม่พ้นแรงกดดันของนานาชาติ:

            ทั้งประเด็นโรฮีนจากับการเมืองเมียนมามีผลต่อเพื่อนบ้านโดยตรง หากสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านใกล้เคียงเท่านั้นทั้ง 2 เรื่องน่าจะจัดการง่าย ที่กลายเป็นเรื่องใหญ่เพราะนานาชาติให้ความสำคัญ กลายเป็นประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศที่ไม่ใช่เรื่องของอาเซียนกับเพื่อนบ้านเมียนมาไม่กี่ประเทศ ยิ่งโยงความขัดแย้งเข้ากับมหาอำนาจจีน สหรัฐ ยิ่งไปกันอยู่ รัฐบาลสหรัฐกับพวกระดมวิพากษ์วิจารณ์ไม่หยุดหย่อน ทำให้กลายเป็นประเด็นร้อนอยู่เสมอ หากวิเคราะห์ว่าปัญหาเมียนมาจะยืดเยื้ออีกนานจะเป็น “อาหารอันโอชะ” ของการเมืองระหว่างประเทศดังที่เห็นอยู่ บางประเทศจ้องที่จะใช้เรื่องนี้เล่นงานประเทศอื่นๆ “ที่ไม่ใช่เมียนมา”

            ไม่ว่าจะใช้มุมมองใด ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาเซียนจำต้องเข้าพัวพันโรฮีนจา ความวุ่นวายทางการเมืองเมียนมาต่อไป

อาเซียนไม่เป็นหมากของมหาอำนาจกับจุดยืนสมาชิก:

            การเป็นสมาชิกอาเซียนไม่ได้หมายความว่าต้องมีนโยบายต่างประเทศตรงกันทุกเรื่อง จึงเห็นบางประเทศอิงสหรัฐ บางประเทศใกล้ชิดจีน เรื่องนี้ไม่แปลกทำได้และขึ้นกับรัฐบาลของแต่ละประเทศด้วย ยกตัวอย่างฟิลิปปินส์ สมัยรัฐบาลเบนิกโน อากีโนที่ 3 (Benigno Aquino III) อิงสหรัฐ ต่อมาโรดริโก ดูเตร์เต (Rodrigo Duterte) ร่วมมือกับจีนมากขึ้น ล่าสุดรัฐบาลเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ (Ferdinand Marcos Jr.) แสดงท่าทีใกล้ชิดสหรัฐมากกว่า

            ท่ามกลางกระแสสงครามเย็นใหม่กำลังร้อนแรงขึ้นทุกที โจโก วิโดโด (Joko Widodo) ประธานาธิบดีอินโดนีเซียกล่าวว่า “อาเซียนตกลงกันแล้วว่าจะไม่เป็นตัวแทน (a proxy) ของอำนาจใด ไม่แล่นเรือของเราเข้าสู่การทำลายล้างของคู่อริ”

            ในทำนองเดียวกันอันวาร์ อิบรอฮิม (Anwar Ibrahim) นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวว่ากลุ่มต้องระวังตัวเองไม่ให้ตกเป็นอันตรายเพราะชาติมหาอำนาจ จะหารือกับทุกฝ่ายด้วยเวทีอาเซียน เช่น การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit: EAS)

            เมื่อมองระดับสมาชิก ด้วยความที่สมาชิกอาเซียนหลากหลาย บริบทแตกต่าง มีจุดยืนหลากหลาย ไม่แปลกที่บางครั้งอาเซียนแสดงความไร้เอกภาพ เห็นภาพสมาชิกขัดกันเอง บางคนตีความว่าอาเซียนไร้จุดยืนซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะมีจุดยืนทั้ง 2 ประเด็นมานานแล้ว เพียงแต่ว่าสมาชิกบางประเทศมีมุมมองความต้องการบางอย่างต่างออกไปซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ไม่ทำลายจุดยืนอาเซียน ในภาพรวมอาเซียนยังคงเดินตามแนวทางตนที่ประกาศไว้ ทุกสมาชิกสามารถดำเนินการในส่วนที่ไม่ขัดแย้งนโยบายอาเซียน แต่จะให้ความต้องการของบางประเทศเป็นความต้องการของอาเซียนต้องผ่านฉันทามติก่อนเสมอ และฉันทามติเรื่องมหาอำนาจคืออาเซียนไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่พาตัวเองเป็นสมรภูมิของมหาอำนาจ

            นักวิชาการบางคนตีความว่าตอนนี้อาเซียนแยกออกเป็น 2 กลุ่ม พวกแรกให้ความสำคัญกับการฟื้นประชาธิปไตย ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ อีกพวกค่อนข้างเห็นอกเห็นใจรัฐบาลทหาร ได้แก่ ไทย (รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) บรูไน กัมพูชา สปป.ลาว และเวียดนามที่ไม่ค่อยมีความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็นประชาธิปไตย สมาชิกบางประเทศพยายามให้สมาชิกอื่นเห็นด้วยกับตน อ้างว่าต้องกล้าตัดสินใจแต่คงไม่สำเร็จ

            สุดท้าย อาเซียนจะยังคงเป็นอาเซียนอยู่เช่นนี้ แต่จะตีความว่าไร้เอกภาพคงไม่ถูกต้องนักเพราะมีจุดยืนเมียนมาแล้ว หากจะขยับออกจากเดิมนั้นต้องให้ความสำคัญกับจุดยืนสมาชิกทุกประเทศ ไม่ควรอ้างว่าเพื่อเห็นแก่เอกภาพ ควรตระหนักว่าการพยายามชักนำจนเกินงามคือการแทรกแซงกิจการภายในหรือไม่

            กฎบัตรอาเซียนความตอนหนึ่งระบุว่า เคารพความสำคัญพื้นฐานของมิตรภาพและความร่วมมือ และหลักการแห่งอธิปไตย ความเสมอภาค บูรณภาพแห่งดินแดน การไม่แทรกแซงกัน ฉันทามติและเอกภาพใน ความหลากหลาย

            คนที่เข้าใจประชาคมอาเซียนจะรู้ว่าเป็นประชาคมร่วมมือหลากหลายแทบทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ สังคมวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม ขาดแต่เพียงการเป็นพันธมิตรทางทหารเท่านั้น ปรากฏแผนงานความคืบหน้าและอุปสรรคในแถลงการณ์หลังประชุมสุดยอดที่ยาวหลายสิบหน้าและในเอกสารอื่นๆ ไม่ใช่แค่เรื่องเมียนมา โรฮีนจา ไม่กี่เรื่องที่บางคนบางประเทศเอ่ยซ้ำไปซ้ำมา และแม้ว่าบางเรื่องที่ดูเหมือนอาเซียนไร้เอกภาพแต่ประโยชน์ที่สมาชิกได้นั้นมหาศาลกว่าบางเรื่องที่เอ่ยถึง

            การรวมตัวเป็นอาเซียนช่วยให้สมาชิกทั้ง 10 ประเทศไม่ตกเป็นเครื่องมือทำสงครามของมหาอำนาจ ไม่ปล่อยให้ตัวเองเป็นสมรภูมิการทำลายล้าง ไม่ว่าด้วยอาวุธ MADE IN USA หรือชาติใด และไม่ทำสงครามกันเอง เป็นเหตุผลหลักของการก่อตั้งอาเซียนตั้งแต่ต้น

10 กันยายน 2023
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 27 ฉบับที่ 9796 วันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2566)

---------------------

บรรณานุกรม :

1. ASEAN: Indonesia, Malaysia urge staying out of global rows. (2023, September 1). DW. Retrieved from https://www.dw.com/en/asean-indonesia-malaysia-urge-staying-out-of-global-rows/a-66721832

-----------------

BRICS คือขั้วต่อต้านฝ่ายสหรัฐ?

สหรัฐตีความว่าคือการรวมตัวของฝ่ายต่อต้าน ความจริงคือจุดยืนของสมาชิก BRICS หลากหลาย บางประเทศเลือกที่จะอยู่ทั้ง 2 ข้าง BRICS คืออีกหนึ่งกลุ่มหนึ่งโอกาส

            รัฐบาลสหรัฐกับพวกกังวล BRICS กำลังสร้างขั้วเปลี่ยนระเบียบโลกให้เป็นอย่างที่พวกเขาต้องการ ความเข้าใจสำคัญคือระเบียบโลกปัจจุบันเป็นแนวทางตามแบบชาติตะวันตกที่พวกเขาได้ประโยชน์สูงสุด ตีความว่า BRICS มีผลเปลี่ยนระเบียบโลกบั่นทอนผลประโยชน์พวกเขา ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่การที่กลุ่มมีสมาชิกเพิ่ม 6 ประเทศ (และน่าจะเพิ่มขึ้นอีก) ยิ่งสร้างความกังวล เพราะกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น มีอิทธิพลมากขึ้น ลดอำนาจอิทธิพลของขั้วฝั่งสหรัฐ

            ระเบียบโลก “ไม่คงที่” เปลี่ยนแปลงเสมอ รัฐบาลสหรัฐกับพวกพยายามจัดระเบียบโลกให้ตรงความต้องการมากที่สุด เป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลสหรัฐทุกชุดให้ความสำคัญความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เข้าพัวพันประเด็นต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก มีข่าวสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ อยู่เสมอโดยเฉพาะข่าวใหญ่ข่าวเด่น

            ด้วยความที่ระเบียบโลกคือผลประโยชน์แห่งชาติ ไม่เพียงรัฐบาลสหรัฐกับพวกสนใจเข้าพัวพัน ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจอย่างจีน รัสเซีย แม้กระทั่งอินเดียหวังเปลี่ยนระเบียบโลกที่ก่อประโยชน์ต่อตนเช่นกัน ความเป็นไปของโลกจึงเกี่ยวข้องกับระเบียบโลกที่มีอยู่และกำลังเปลี่ยนแปลง นำสู่การเผชิญหน้าแข่งขันช่วงชิงและจะเป็นเช่นนี้อีกนานเท่านาน หวังเพียงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ไม่เป็นเหตุเกิดสถานการณ์วิกฤตร้ายแรง

รู้ดีว่าอยู่คนละขั้วแต่พยายามไม่ยั่วยุ :

            BRICS ย้ำเน้นโลกพหุภาคีแต่หากวิเคราะห์ลงลึกแล้วนโยบายของ BRICS กับสหรัฐล้วนแบ่งโลกให้เป็นขั้วมากขึ้น คือขั้วของรัฐบาลสหรัฐกับฝ่ายตรงข้าม อีกทั้งรัฐบาลจีนกับรัสเซียแสดงตัวเข้าพัวพันโลกมากขึ้นด้วย น่าเชื่อว่าจะยิ่งทำให้ความเป็นขั้วเด่นชัดขึ้นแม้ BRICS พยายามไม่ยั่วยุ

            เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergei Lavrov) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย กล่าวอย่างน่าสนใจว่าโลกกำลังเห็นองค์กรที่ซื่อสัตย์ต่อหุ้นส่วน ไม่มีใครมีสิทธิพิเศษกร่างกว่าคนอื่น ยินดีต้อนรับประเทศที่มีระบอบปกครองแตกต่างยึดค่านิยมลักษณะเฉพาะ สามารถร่วมมือกันในลักษณะเครือข่าย (network) พูดคุยหารือบนความเท่าเทียมแม้ต่างวัฒนธรรม ยอมรับว่าทุกชาติล้วนตัดสินอนาคตของตนเอง มีแนวทางพัฒนาหลากหลาย BRICS ทำหน้าที่เป็นตัวกลางแสวงจุดร่วมในทุกเรื่องแม้กระทั่งเรื่องที่ซับซ้อนที่สุด ดังนั้นสมาชิก BRICS ไม่มีใครคิดสร้าง “ผู้เป็นเจ้าร่วม” (collective hegemon) และไม่ใช่การสร้างขั้วตามแบบสงครามเย็น

            หากจะเอ่ยถึงการแบ่งฝ่ายสร้างขั้ว รัฐบาลสหรัฐกับพวกต่างหากที่พยายามทำเช่นนี้ แบ่งมิตรสร้างศัตรู ข้อนี้เป็นที่รับรู้กันทั่วไป

ข้อมูลขัดแย้ง BRICS ไม่ใช่กลุ่มต่อต้าน :

            BRICS ก่อตั้งปี 2010 เป็นชื่อของ 5 ประเทศที่พัฒนาและเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว (Emerging Market) อันประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีนและแอฟริกาใต้ (ก่อนจะเป็น BRICS ที่มีสมาชิก 5 ประเทศ เดิมปี 2001 มีสมาชิกผู้ก่อตั้ง 4 ประเทศ แอฟริกาใต้เข้าร่วมปี 2010) เป้าหมายเบื้องต้นคือความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

            หากพิจารณารายชื่อสมาชิกเริ่มต้น 5 ประเทศ อินเดียซึ่งอยู่ในกลุ่ม Quad (Quadrilateral Security Dialogue) ประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่นและอินเดีย ล้วนเป็นประเทศที่มีอิทธิพลอำนาจสูง ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เป็นเวทีหารือด้านความมั่นคงของ 4 ประเทศดังกล่าว

            นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่า Quad คือกลไกหนึ่งของยุทธศาสตร์ครองความเป็นเจ้าของสหรัฐสกัดกั้นอิทธิพลจีนที่กำลังก้าวขึ้นมา ปรับปรุงพัฒนาจากยุทธศาสตร์ปรับสมดุลเอเชียแปซิฟิกของรัฐบาลโอบามาสู่ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของทรัมป์ การประชุมสุดยอด Quad 2021 คือการสานต่อยุทธศาสตร์รุ่นพี่ กระชับพันธมิตรฝ่ายประชาธิปไตยในย่านนี้ จะเห็นว่าบทบาทของ Quad เพิ่มขึ้นเป็นกลไกสำคัญของรัฐบาลไบเดน

            ดังนั้นการที่อินเดียเป็นสมาชิกทั้ง BRICS กับ Quad เป็นหลักฐานชิ้นหนึ่งว่าเมื่อเริ่มต้น BRICS ไม่ใช่ขั้วต่อต้านอเมริกา

            ว่าที่ 6 สมาชิกใหม่ของ BRICS อาร์เจนตินา อียิปต์และเอธิโอเปียไม่มีปัญหากับสหรัฐ ซาอุดีอาระเบียกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แม้ไม่นานนี้ขยับเข้าหาจีนมากขึ้น แต่ความสัมพันธ์เก่าแก่กับสหรัฐยังดำรงอยู่ บทบาทด้านความมั่นคงของสหรัฐในย่านอ่าวเปอร์เซียยังเข้มแข็งมาก เฉพาะอิหร่านที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐมาอย่างยาวนาน

            ดังนั้น ไม่น่าจะถูกต้องถ้าตีความว่าการขยายสมาชิกจาก 5 เป็น 11 คือการขยายตัวของขั้วต่อต้านสหรัฐกับพวก

BRICS ที่อยากเป็นตัวของตัวเอง:

            คำอธิบายอีกแบบคือ BRICS อยากเป็นตัวของตัวเอง ไม่อยู่ใต้ระเบียบโลกที่รัฐบาลสหรัฐกับพวกคุมอยู่ แต่ไม่คิดล้มล้างฝ่ายสหรัฐ แม้การรวมตัวของกลุ่มจะมีผลบั่นทอนฝ่ายสหรัฐ ยกเว้นบางประเทศเป็นปรปักษ์กับรัฐบาลสหรัฐอยู่ก่อนแล้ว

            ความตั้งใจสำคัญยังอยู่ที่หาช่องทางพัฒนาตัวเอง แต่สำหรับบางประเทศความร่วมมือทางเศรษฐกิจมักสัมพันธ์กับการเมืองระหว่างประเทศ เพียงแค่คำว่า “เป็นประชาธิปไตยหรือไม่” เท่านี้อาจส่งผลแตกต่างมากแล้ว ดังนั้นเมื่อ “ยาก” จะร่วมมือกับตะวันตกย่อมต้องหาช่องอื่นๆ หรือหากเข้าได้ทุกกลุ่มก็น่าจะเลือกร่วมมือกับทุกกลุ่ม

            ฝ่ายสหรัฐกับพวกย่อมสามารถตีความและใช้โอกาสนี้เล่นงาน BRICS ที่ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจ จีนรัสเซียที่ก้าวขึ้นมาตีความว่าคือภัยคุกคาม ต้องตัดไฟแต่ต้นลม ทั้งยังเป็นการเตือนประเทศที่คิดตีตัวออกห่าง อย่างไรก็ตามในระยะยาวมีความเป็นไปได้ว่าจีนที่ก้าวขึ้นมาจะลดทนผลประโยชน์ ความเป็นอภิมหาอำนาจของสหรัฐ เหล่านี้มีผู้วิเคราะห์มากมายแล้ว

            รัฐบาลสหรัฐกับพวกมักให้ความสำคัญกับการเมืองระหว่างประเทศ ช่วงนี้มุ่งสร้างขั้วตามแนวสงครามเย็นใหม่ แม้การแข่งขันช่วงชิงมีจริงและรุนแรง สำหรับประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมาก “เรื่องภายในประเทศตน” สำคัญที่สุด และมักเป็นเรื่องปากท้องประชาชนกับการอยู่รอดของรัฐบาล หาทางใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนเรื่องภายในประเทศ

            หากวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล รัฐบาลของแต่ละประเทศจะพิจารณาบริบทว่าควรวางตัวอย่างไร ควรเข้าหาฝ่ายใดมากน้อยเพียงไร เพื่อความมั่นคงการอยู่รอดของรัฐบาลตน ไม่สนใจว่าใครเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ รัฐบาลสหรัฐถอยห่างจากทุนนิยมเสรีเพียงไร

            โดยทั่วไปประเทศต่างๆ มักเป็นสมาชิกองค์การค้าโลก (ยึดหลักการค้าเสรี) บางประเทศเข้าร่วมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เกือบทุกประเทศมีข้อตกลงการค้าเสรี การค้าทวิภาคีกับประเทศต่างๆ มากมาย BRICS มีฐานะเป็นกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจกลุ่มหนึ่งในหลายกลุ่ม

            BRICS จึงเป็นโอกาสของนานาชาติที่จะเข้าร่วมตามความสมัครใจ ตามความเหมาะสม

            ความจริงแล้วมีความร่วมมือใหม่เกิดขึ้นเป็นระยะ เมื่อพฤษภาคม 2023 ประธานาธิบดีโจ ไบเดนจัดตั้งกรอบเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Economic Framework หรือ IPEF) กล่าวว่า "อนาคตทางเศรษฐกิจของศตวรรษที่ 21 จะถูกเขียนโดยภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก" และ "เรากำลังเขียนกฎเกณฑ์ขึ้นมาใหม่" ถ้าเป็นจริงดังว่าจะเป็นข้อตกลงที่มีประโยชน์สูงมาก

            คุณค่าของ IPEF อาจเหนือกว่า BRICS ก็เป็นได้ BRICS จึงเป็นเพียงอีกโอกาสจากที่มีอยู่นับสิบนับร้อย ส่วนกลุ่มไหนจะมีคุณค่ามากน้อยเพียงไรต้องพิจารณาตามความจริง ตามการพัฒนาของกลุ่มและตามบริบทของแต่ละประเทศ บ้างได้ประโยชน์มากบ้างได้ประโยชน์น้อย

            ณ ตอนนี้ BRICS ตั้งใจสร้างกลุ่มที่เป็นตัวของตัวเองไม่อยู่ใต้อิทธิพลรัฐบาลสหรัฐกับพวก โดยระวังไม่ยั่วยุแบ่งขั้วตามแนวคิดสงครามเย็นใหม่ แม้บางสมาชิกจะเป็นฝ่ายตรงข้ามถูกสหรัฐปิดล้อมมานานแล้ว ส่วนอนาคตความเป็นขั้วจะเด่นชัดขึ้นหรือไม่นั้นไม่ง่ายที่จะอธิบาย เพราะจุดยืนสมาชิก BRICS หลากหลาย บางประเทศเลือกที่จะอยู่ทั้ง 2 ข้าง มองว่า BRICS คืออีกหนึ่งกลุ่มหนึ่งโอกาสดังที่นานาชาติมักเข้าหลายกลุ่ม ร่วมมือกับหลายประเทศ แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง การรับสมาชิกใหม่ 6 ประเทศเป็นอีกหลักฐานที่ดี

3 กันยายน 2023
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 27 ฉบับที่ 9789 วันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2566)

------------------------------

บรรณานุกรม :

1. ไบเดนเปิดตัว 'กรอบเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก' - ไทยเข้าร่วมด้วย. (2022, May 23). VOA Thai. Retrieved from https://www.voathai.com/a/biden-launches-indo-pacific-economic-framework-/6585473.html

2. Chinese president shares thoughts on world's next decade at BRICS Business Forum. (2018, July 26). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2018-07/26/c_137348275.htm

3. Full text of BRICS Summit Johannesburg Declaration. (2018, July 27). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2018-07/27/c_129921358.htm

4. Full text of Chinese president's speech at BRICS Business Forum in South Africa. (2018, July 26). Xinhua. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2018-07/26/c_129920686.htm

5. Lavrov: BRICS ‘Can Become One of Pillars of New World Order’. (2023, August 21). Sputnik Globe. Retrieved from https://sputnikglobe.com/20230821/lavrov-brics-can-become-one-of-pillars-of-new-world-order-1112756353.html

6. President of Russia. (2023, August 22). Video Address to the Participants in the BRICS Business Forum. Retrieved from http://en.kremlin.ru/events/president/news/72085

7. The Global South’s BRICS Play Should Not Be Dismissed. (2023, August 17). The Nation. Retrieved from https://www.thenation.com/article/world/the-global-souths-brics-play-should-not-be-dismissed/

8. Xi says BRICS important force in shaping int'l landscape. (2023, August 24). Xinhua. Retrieved from https://english.news.cn/20230824/e9727a06c97d421484c1ee32dd340b16/c.html

-----------------