ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ประเด็นโลก ประเด็นร้อน 17 – 23 ธันวาคม 2012

อิตาลีจะเป็นตัวปัญหาประเทศต่อไปหรือไม่
14 ธันวาคม 2012
ชาญชัย
            ตลอดปีสองปีที่ผ่านมาอิตาลีเป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มยูโรโซนที่หลายคนกังวลว่าจะเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจยูโรโซนรายต่อไป ดังนั้นเมื่อนายกรัฐมนตรีมาริโอ มอนติประกาศลาออกจากตำแหน่งพร้อมกับมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ในปีหน้ายิ่งทำให้ความกังวลนั้นเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น
นายกรัฐมนตรีมาริโอ มอนติเข้ามารับตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วจากความเห็นชอบของพรรคการเมืองรวมทั้งตัวอดีตนายกฯ ซิลวีโอ แบร์ลุสโกนี ผู้นำพรรค Popolo della Libertà หรือ PdL ที่อยู่ในภาวะวิกฤตศรัทธา อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรพุ่งสูงท่ามกลางหนี้สินประเทศที่สูงกว่าร้อยละ 120 ของจีดีพี
ที่ผ่านมาหลักนโยบายเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีมาริโอ มอนติ คือลดการขาดดุลด้วยการขึ้นภาษี ลดสวัสดิการ ทำให้รัฐจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น เศรษฐกิจกลับมาอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ หลายคนสนับสนุนแนวทางนี้ในขณะที่ชาวอิตาลีจำนวนไม่น้อยไม่ชอบแนวทางดังกล่าว
นายกฯ มอนติกล่าวปกป้องนโยบายรัดเข็มขัดว่าเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อให้ตลาดกลับมามีความมั่นใจต่อเศรษฐกิจประเทศอีกครั้ง พร้อมกับเตือนว่าไม่นโยบายใดที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว
พร้อมกันนี้หลายฝ่ายเริ่มออกมาหาเสียง อดีตนายกฯ ซิลวีโอ แบร์ลุสโกนี เริ่มต้นด้วยการโจมตีนโยบายลดการขาดดุลว่ายิ่งทำให้เศรษฐกิจมีปัญหามากขึ้น และดำเนินนโยบายตามการชี้นำของเยอรมัน

            นายปิแอร์ หลุยจิ แบร์ซานิ จากพรรค Democratic Party (PD) ประกาศว่าจะสนับสนุนการปฏิรูปตามแนวทางของนายกฯ มอนติต่อไป
            ค่อนข้างชัดเจนว่าพรรคที่ลงแข่งขันจะแข่งด้วยแนวนโยบายเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ประกอบด้วยฝ่ายที่มุ่งลดการขาดดุล ใช้มาตรการรัดเข็มขัด กับอีกฝ่ายที่สนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มการใช้จ่าย เป็นสองแนวทางที่ยังไม่มีคำตอบชัดว่าแบบใดดีที่สุด
            ฝ่ายที่สนับสนุนนโยบายรัดเข็มขัดของนายกฯ มอนติ อาจเป็นกังวลว่าเศรษฐกิจอิตาลีอาจแย่กว่านี้หากรัฐบาลใหม่ไม่ดำเนินตามนโยบายเดิม และอาจโจมตีว่าการกู้ยืมเพิ่มเติมจะยิ่งบั่นทอนเสถียรภาพทางการเงินการคลัง
            ในมุมมองที่แตกต่าง การกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นแนวทางหนึ่งที่หลายฝ่ายเห็นด้วย หลายประเทศกำลังใช้แนวทางดังกล่าว ประชาชนในประเทศให้การสนับสนุน
            ถ้ายึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย อธิปไตยของประเทศอิตาลี ย่อมต้องปล่อยเป็นหน้าที่ของประชาชนชาวอิตาลีที่จะเป็นผู้ตัดสินว่าประเทศของเขาควรดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างไร
            จะดีจะชั่วอย่างไรพวกเขาคือผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

            ในบริบทที่กว้างขึ้น แม้อิตาลีมีอธิปไตยทางการเมือง แต่บรรดาชาติสมาชิกอียูอื่นๆ จะไม่ยอมให้อิตาลีกระทำตามอำเภอใจ เชื่อว่าจะต้องชี้นำ กดดันไม่ให้รัฐบาลอิตาลีใช้นโยบายเศรษฐกิจที่ออกนอกลู่นอกทาง เพราะเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้เชื่อมโยงกัน รับผลกระทบร่วมกัน ธนาคารพาณิชย์เยอรมันกับฝรั่งเศสเป็นเจ้าหนี้รายสำคัญของอิตาลี
            ในระหว่างหาเสียงพรรคทั้งหลายย่อมโจมตีนโยบายของอีกฝ่าย อาจพาดพิงถึงนโยบายของธนาคารกลางยุโรป ทำให้เกิดภาพความไร้เสถียรภาพทางการเมืองทางเศรษฐกิจ จึงมีความเป็นไปได้ว่าในช่วงนั้นตลาดทุนตลาดเงินจะพลอยไม่มั่นใจด้วย แม้ว่าทีมงานนายกฯ มอนติจะยังรักษาการณ์อยู่ก็ตามเพราะตลาดย่อมมองไปข้างหน้าก่อนเสมอ
            ณ เวลานั้น ตลาดจะอ่อนไหวต่อดัชนีเศรษฐกิจมากกว่าปกติโดยเฉพาะถ้าเป็นข่าวร้าย ไม่ว่าจะเป็นระดับหนี้สินของประเทศ อัตราการว่างงาน ความสามารถการแข่งขัน ฯลฯ รวมถึงบรรยากาศเศรษฐกิจกลุ่มยูโรโซนในช่วงนั้นล้วนจะส่งผลกระทบกลับไปกลับมา
            ดัชนีหรือสถิติที่น่าติดตามคือตัวที่ชี้ว่าประเทศกำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง เป็นการฟื้นตัวในภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) เพราะคือเครื่องชี้ว่าสุขภาพเศรษฐกิจของประเทศกำลังดีขึ้นอย่างแท้จริง
            ผลการเลือกตั้งครั้งหน้าจะช่วยคาดเดาว่าอิตาลีจะเป็นตัวปัญหาของกลุ่มอียูโซนรายต่อไปหรือไม่ ยิ่งคิดยิ่งเห็นความสำคัญ
------------------------
บรรณานุกรม:
1. Italy and the EU Debt Crisis. http://jonathanhopkin.blogspot.com/2012/08/italy-and-eu-debt-crisis.html
2. Italy and Greece: Financial crisis as sovereign debt crisis. http://web.uvic.ca/jmc/events/sep2010-aug2011/2010-09-financial-crisis/pdf/Oct2,2010-Panel_C-Lucia_Quaglia,George-Pagoulatos-UVic-Financial_Crisis.pdf
3. The euro zone crisis Its dimensions and implications. http://finmin.nic.in/workingpaper/euro_zone_crisis.pdf
---------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

มุกตาดา อัล-ซาดาร์ ผู้สร้างความเปลี่ยนครั้งใหญ่แก่อิรัก ?

ตั้งแต่รัฐบาลสหรัฐส่งมอบอธิปไตยคืนแก่อิรัก นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมามีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐทั้งสิ้น อัล-ซาดาร์กำลังจะเป็นนายกฯ คนแรกที่พยายามปลดแอกอิรักจากการครอบงำของต่างชาติ
เมื่อกองทัพสหรัฐกับพันธมิตรโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน รัฐบาลสหรัฐเป็นผู้ปกครองอิรัก จนถึงปี 2006 ส่งมอบอธิปไตยคืนแก่อิรัก จัดเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยหลายครั้ง แต่ผู้เป็นนายกฯ เป็นคนที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐ ดังนั้น แม้จะบอกว่าเป็นการเลือกตั้งเสรี ความจริงแล้วเป็นเพียงวิธีการ ทุกอย่างอยู่ภายใต้การจัดวางล่วงหน้า
เลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อกลางเดือนที่ผ่าน มุกตาดา อัล-ซาดาร์ (Moqtada al-Sadr) ได้ที่นั่งในสภาสูงสุด มีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลและเป็นนายกฯ และอาจสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่อิรักต่างจากนายกฯ คนก่อนๆ
แนวทางของอัลซาดาร์ : มุกตาดา อัล-ซาดาร์ เป็นนักบวช เป็นผู้นำจิตวิญญาณของมุสลิมชีอะห์กลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งในอิรัก นอกจากแสดงบทบาทในฐานะผู้นำทางศาสนา ยังทำหน้าที่อีกหลายอย่างเช่น เป็นผู้ปกครองของกลุ่ม ผู้วางนโยบายกำหนดทิศทาง และเป็นผู้นำกองกำลัง Mahdi Army อันเลื่องชื่อ ปะทะกับกองทัพสหรัฐนับครั้งไม่ถ้วน อัล-ซาดาร์ต่อต…

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเป็นแง่ลบคือ หมายถึง ความหย่อนยานในทางศีลธรรมจรรยา การไม่คำนึงถึงระเบียบวินัยทางเพศและศาสนา (เช่นพวกฮิปปี้ในอเมริกา) หลักสำค…