วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555

ประเด็นโลก ประเด็นร้อน 1 – 7 ตุลาคม 2012

แคว้นคาตาโลเนียคิดแยกตัวออกจากประเทศสเปน
30 กันยายน 2012
ชาญชัย
ข้อมูลบทความนี้ส่วนใหญ่นำมาจาก Spain crisis fuels Catalan separatist sentiment เขียนโดย JOSEPH WILSON ของสำนักข่าว Associated Press วันที่ 30 กันยายน 2102
            คาตาโลเนียเป็นแคว้นใหญ่อันดับสองของสเปน เป็นเมืองอุตสาหกรรมและร่ำรวยที่สุดของประเทศ ปัจจุบันมีอำนาจปกครองตนเองในระดับหนึ่งอยู่แล้ว ชาวคาตาลันยังคงภาษาพูดของตนเอง
            วิกฤตเศรษฐกิจเป็นต้นเหตุให้ชาวคาตาลันจำนวนมากคิดแยกตัวออกจากสเปนอีกครั้ง เพราะเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่พวกตนมากกว่า
            มาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาลสเปนยิ่งกระตุ้นเร้าให้คิดแยกตัวออก

            แคว้นจะจัดเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 25 พฤศจิกายน นายแอตตรู มาส ( Artur Mas) ประธานาธิบดีแคว้น สังกัดพรรคชาตินิยมขวากลางเชื่อว่าพรรคของตนจะได้ที่นั่งเพิ่มขึ้น และเขาคิดจะทำประชามติเพื่อตัดสินว่าแคว้นจะแยกตัวออกหรือไม่ ไม่ว่ารัฐบาลกลางสเปนจะอนุญาตหรือไม่ก็ตาม เขากล่าวว่า “จะเป็นการดีกว่าถ้ารัฐบาลสเปนอนุมัติ แต่ถ้ารัฐบาลสเปนหันหลังให้เราและไม่อนุมัติการทำประชามติ ... พวกเราก็จะทำอยู่ดี”
            แต่เป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลสเปนจะอนุญาตเพราะรัฐธรรมนูญไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น
            หากเรื่องนี้บานปลายกลายเป็นความขัดแย้งภายในประเทศ จะยิ่งส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจประเทศ ยิ่งซ้ำเติมวิกฤตให้หนักขึ้นอีก
            ในอีกมุมหนึ่ง มีข้อสงสัยว่าหากแคว้นคาตาโลเนียแยกตัวเป็นอิสระแล้วจะจัดการตัวเองได้ดีกว่าหรือ เนื่องจากแคว้นมีหนี้ท่วมหัว กำลังขอเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลกลาง 5.9 พันล้านยูโร มีคนว่างงานกว่า 8 แสนคนหรือเกือบร้อยละ 22 ของประชากรแคว้น ครึ่งหนึ่งของคนว่างงานคือหนุ่มสาวอายุไม่เกิน 25 ปี แต่ผู้คนในแค้นโต้ว่าแคว้นเป็นหนี้มากเพราะต้องจ่ายภาษีหนักอย่างไม่ยุติธรรมเมื่อเทียบกับงบประมาณที่ได้จากรัฐเพื่อใช้กับแคว้น และบางคนเชื่อว่าการแยกตัวออกจะทำให้การจ้างงานจะดีขึ้น

            ความคิดที่ชาวคาตาลันต้องการแยกตัวออกจากสเปนมีมานานย้อนหลังได้ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 รอบนี้เกิดขึ้นพร้อมกับวิกฤตเศรษฐกิจสเปน ความไม่พอใจทั้งเรื่องเก่าเรื่องใหม่ ทำให้เสียงเรียกร้องดังขึ้นแรงขึ้น
            เรื่องนี้อาจเป็นเพียงการช่วงชิงอำนาจการเมืองท้องถิ่น/การเลือกตั้งของแคว้น แต่ตราบใดที่เรื่องยังไม่สงบ ย่อมสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจสเปน ต่อยูโรโซน ไม่มากก็น้อย
            จึงควรติดตามสถานการณ์ว่าจะพัฒนาไปทิศทางใดอย่างใกล้ชิด
-------------------

วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2555

เลือกตั้งสหรัฐอเมริกา 2012 แกะรอยโอบามาหาเสียงผ่านสหประชาชาติ

29 กันยายน 2012
ชาญชัย
สุนทรพจน์ของประธานาธิบดีบารัก โอบามาต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติครั้งล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสามารถวิเคราะห์ได้ในหลายมิติ บทวิเคราะห์นี้ตั้งอยู่ในกรอบ การเอื้อประโยชน์แก่ปธน.โอบามาในการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งใกล้วันเลือกตั้งเข้ามาทุกทีแล้ว 
ข้อสังเกตประการแรก คือ สุนทรพจน์ดังกล่าวพูดในกรอบสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือมุสลิมอาหรับเป็นหลัก ไม่เอ่ยถึงประเด็นความมั่นคงอื่นๆ ไม่เอ่ยถึงจีน ไม่แตะเรื่องสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งๆ ที่เรื่องเหล่านี้สำคัญต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ มากกว่าและเป็นประเด็นปัจจุบันเช่นกัน
เป็นไปได้ว่าในเวลาจำกัด ปธน.โอบามาเลือกพูดเพียงหมวดเดียว โดยไม่สนใจว่าเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์แห่งชาติมากที่สุดหรือไม่

สุนทรพจน์เริ่มด้วยการสดุดีเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำเมืองเบงกาซี ประเทศลิเบียว่าเป็นผู้ที่เสียสละทำงานหนัก เป็นที่รักของชาวลิเบีย
ปธน.โอบามาแปรวิกฤตเหตุการณ์เผาโจมตีสถานกงสุลเบงกาซีเป็นโอกาสว่าสหรัฐฯ มีสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลลิเบียที่จัดตั้งตามระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลลิเบียไม่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุดังกล่าว อีกทั้งชาวลิเบียก็ไม่เห็นด้วยกับการเผาโจมตีสถานกงสุลด้วย
ในขณะเดียวกัน ตอกย้ำถึงความเข้มแข็งในนโยบายของตนว่าสหรัฐฯ จะจับตัวคนผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างแน่นอน
            จากประเด็นสถานกงสุลเบงกาซี ปธน.โอบามาขยายกรอบพูดเรื่อง Arab Spring ที่ทำให้ผู้นำอำนาจนิยมในโลกอาหรับหลายคนต้องหลุดจากเก้าอี้ แล้วกล่าวถึงกรณีซีเรียที่ยังวุ่นวายอยู่ว่าต้องล้มระบอบของบาชาร์ อัล-อัสซาดเพื่อคนซีเรียจะไม่ทุกข์ยากต่อไป ได้เริ่มต้นวันใหม่ด้วยความสดใส
            จากนั้นพูดถึงเรื่องหลักการ กล่าวถึงค่านิยมเรื่องเสรีภาพและการตัดสินใจด้วยตนเอง ว่าสองเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเพียงค่านิยมของชาติตะวันตก แต่เป็นค่านิยมสากล ย้ำว่าการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยทำให้ประเทศมีเสถียรภาพ มีความมั่งคั่งและให้โอกาสปัจเจกบุคคล ปัจจัยทั้งหมดนี้เกื้อหนุนให้โลกมีสันติภาพ
            เมื่อเอื้อนเอ่ยหลักประชาธิปไตย ข้อดีต่างๆ แล้วจึงค่อยพูดเรื่องที่ผมเห็นว่าคือไฮไลท์ของงานนี้ คือการพูดว่าประชาธิปไตยยังหมายถึงการที่พลเมืองมีเสรีภาพในการพูดสิ่งที่เขากับกลุ่มของเขาคิดเห็นโดยปราศจากความกลัว บนพื้นฐานของหลักนิติธรรมและกระบวนการที่ปกป้องสิทธิของทุกคน
            เหตุที่ยกเรื่องเสรีภาพการพูดเพราะต้องการโยงเข้าสู่เรื่องภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนาอิสลาม อันเป็นเหตุให้เกิดประท้วงทั่วโลก
ปธน.โอบามาย้ำอีกครั้งว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนาอิสลาม อเมริกาเป็นประเทศที่ต้อนรับทุกคนทุกเผ่าพันธุ์ ทุกศาสนา เป็นบ้านของพวกมุสลิมที่อยู่ในทุกพื้นที่ของประเทศ ให้เสรีภาพแก่ศาสนา และมีกฎหมายเพื่อปกป้องปัจเจกบุคคลจากศาสนาที่เขานับถือ พลเมืองอเมริกันหลายล้านคนต่อต้านภาพยนตร์หมิ่นศาสนานี้เช่นกัน
            ความผิดตกแก่พวกสุดโต่งพวกที่ประท้วงด้วยความรุนแรง เป็นพวกที่หว่านความเกลียดชัง

            ในสุนทรพจน์ยังได้ยกประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภูมิภาค เช่น สหรัฐฯ สนับสนุนสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ต่อต้านรัฐบาลอิหร่านที่สนับสนุนรัฐบาลซีเรีย กลุ่มก่อการร้ายต่างประเทศ โครงการพัฒนานิวเคลียร์ที่ยังไม่สามารถทำตามข้อบังคับของสหประชาชาติ ทั้งนี้ รัฐบาลอเมริกาต้องการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยวิถีทางการทูต
            สหรัฐฯ ได้ถอนทัพออกจากอิรักแล้ว และกองทหารของสหรัฐฯ กับพันธมิตรจะถอนตัวออกจากอัฟกานิสถานในปี 2014
            รวมความได้ว่สหรัฐอเมริกาซึ่งหมายถึงภายใต้รัฐบาลโอบามาสนับสนุนการอยู่ร่วมอย่างสันติระหว่างชาติมุสลิมกับประเทศอื่นๆ  และไม่มีนโยบายที่แข็งกร้าวต่อโลกมุสลิมเช่นในอดีต
ข้อมูลหลายแหล่งชี้ว่าปัจจุบันมีชาวอเมริกันนับล้านคนที่นับถืออิสลาม แม้คนมุสลิมอาจไม่ถูกใจปธน.โอบามาเสียทุกเรื่อง  แต่ท่านน่าจะเป็นที่ชื่นชมในหมู่โลกมุสลิมมากกว่านายมิตต์ รอมนีย์คู่แข่งชิงปธน.
            ชาวมุสลิมกล่าวว่าภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนา ทำร้าย หัวใจของพวกเขาโดยตรง ในทางกลับกันคือการ ได้ใจ จากพวกเขา (อย่างน้อยก็น่าพอเพียงที่จะไปเทคะแนนให้)
ต่อคนอเมริกันทั่วไป ในสุนทรพจน์ปธน.โอบามากล่าวเองว่า พลเมืองอเมริกันหลายล้านคนไม่เห็นด้วยกับการลบหลู่ศาสนา และน่าจะเห็นด้วยกับการที่สหรัฐฯ จะไม่แข็งกร้าวต่อภูมิภาคตะวันออกลางดังเช่นอดีตที่ผ่านมา
            หากจะมองว่าสุนทรพจน์ที่กล่าวในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติคือการหาเสียงเลือกตั้ง คาดว่าน่าจะได้คะแนนไม่น้อยทีเดียว
-------------------------------
(ดาวโหลดสุนทรพจน์ได้ที่ http://blogs.wsj.com/washwire/2012/09/25/full-text-of-obamas-remarks-to-united-nations/ และ วีดีโอสุนทรพจน์ของปธน.โอบามาฉบับเต็ม จาก: http://www.youtube.com/watch?v=Q_ijBilki-I)

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2555

ข้อพิพาทหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ ญี่ปุ่นกับไต้หวันยิงปืนฉีดน้ำใส่กัน

26 กันยายน 2012
ชาญชัย
            ข้อพิพาทหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ เป็นประเด็นในสื่อระหว่างประเทศอีกครั้ง รอบนี้ตัวละครเปลี่ยนแปลงบางส่วน คือเป็นการตอบโต้ระหว่างญี่ปุ่นกับไต้หวัน
            ไต้หวันเป็นอีกประเทศหนึ่งที่อ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะเหนือน่านน้ำบริเวณดังกล่าว เคยมีปัญหากับญี่ปุ่นในเรื่องนี้หลายครั้ง ครั้งล่าสุดดูเหมือนไต้หวันจะออกโรงช้าเล็กน้อยแม้ก่อนหน้านี้รัฐบาลจีนจะเรียกร้องให้ไต้หวันออกมาร่วมกับจีนต่อต้านการอ้างสิทธิของญี่ปุ่น
            เหตุการณ์รอบล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อทางการไต้หวันประกาศว่ากองเรือประมงเอกชนหลายสิบลำจะเข้าไปทำประมงในน่านน้ำเกาะเตียวหยู เป็นการทำประมงที่ชาวประมงไต้หวันกระทำมานานจนถือว่าเป็นประเพณีอย่างหนึ่ง [เทียบเคียงกับชาวนาไทยที่ลงมือทำนาเมื่อเข้าฤดูทำนา] โดยทางการจะส่งเรือลาดตระเวนยามฝั่งร่วมเดินทางไปด้วย (Taipei Times)
รัฐบาลญี่ปุ่นย่อมเห็นว่าพฤติกรรมของไต้หวันคือความตั้งใจที่จะรุกน่านน้ำประเทศของตน จึงส่งเรือลาดตระเวนยามฝั่งของตนไปเฝ้าน่านน้ำ พร้อมกับเตือนว่าจะยิงปืนฉีดน้ำความแรงสูงใส่เรือไต้หวันหากลุกล้ำเข้ามา (The Japan Times)
นั่นคงเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่เรือยามฝั่งไต้หวันจึงเตรียมปืนฉีดน้ำความแรงสูงไปด้วย เหตุการณ์เป็นอย่างที่เห็นในข่าว เมื่อเรือลาดตระเวรยามฝั่งญี่ปุ่นยิงปืนฉีดน้ำใส่เรือประมงไต้หวัน เรือยามฝั่งไต้หวันจึงตอบโต้กลับด้วยการยิงปืนฉีดน้ำใส่เรือญี่ปุ่น (NHK/ Taipei Times)

ถ้าจะวิเคราะห์เรื่องนี้แบบมองภาพลบ ถือว่าเรื่องนี้มีความรุนแรง เพราะญี่ปุ่นได้กระทำตามสิ่งที่ตนประกาศล่วงหน้า เช่นเดียวกับไต้หวันที่ได้กระทำในสิ่งที่ตนประกาศล่วงหน้าเช่นกัน เกิดการกระทำจริง มีการตอบโต้กันจริง ทั้งสองฝ่าย พูดจริงทำจริง
ในอีกมุมหนึ่ง วิเคราะห์ได้ว่า รัฐบาลทั้งสองฝ่ายตอบโต้ในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น
อธิบายได้ว่า ณ เวลาที่รัฐบาลไต้หวันเห็นเหมาะสม จึงประกาศว่าเรือประมงเอกชนจะไปทำประมงในน่านน้ำของประเทศ ถือเป็นการอ้างสิทธิเหนือหมูเกาะเตียวหยู เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นทราบเรื่องจึงส่งเรือลาดตระเวนไปปกป้องน่านน้ำของตนเอง (รัฐบาลญี่ปุ่นทำการอ้างสิทธิเช่นกัน) เมื่อเรือประมงไต้หวันเข้าน่านน้ำที่ญี่ปุ่นอ้างสิทธิ เรือยามฝั่งญี่ปุ่นจึงยิงปืนฉีดน้ำใส่ เป็นการทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของตนเอง และทันทีที่เรือประมงไต้หวันถูกฝ่ายญี่ปุ่นยิง เรือยามฝั่งไต้หวันจึงยิงปืนฉีดน้ำใส่เรือยามฝั่งญี่ปุ่น เป็นการปกป้องประชาชนกับอธิปไตยของไต้หวันเช่นกัน
ดังนั้นเอง ทั้งสองรัฐบาลจึงได้ทำหน้าที่ของตนในการปกป้องอธิปไตยของตนเหนือหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ โดยไม่มีฝ่ายใดต้องบาดเจ็บล้มตาย สื่อทั้งสองประเทศนำเสนอข่าวและแพร่ภาพการยิงปืนฉีดน้ำใส่กันอย่างชัดเจน
ถ้าเปรียบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนละครตอนหนึ่ง ถือว่ารัฐบาลทั้งสองประเทศได้ร่วมกันถ่ายทำหนังแอคชั่นให้คนทั่วโลกชมฟรี
ส่วนที่ว่าใครเป็นผู้กำกับหรือใครอยู่เบื้องหลังการกำกับการแสดงนั้น ขึ้นกับว่าจะวิเคราะห์แบบใด ท่านผู้อ่านลองพิจารณาดูเอาเอง
            สุดท้ายนี้ ข้อพิพาทระหว่างญี่ปุ่นกับไต้หวันจะรุนแรงจริงหรือไม่ ขึ้นกับเรื่องราวหลังจากนี้ว่าสถานการณ์จะลุกลามบานปลายหรือไม่ รัฐบาลทั้งสองประเทศจะ พูดจริงทำจริงในรูปแบบการตอบโต้อย่างรุนแรงหรือไม่ ประชาชนทั้งสองชาติจะประท้วงแบบสงบเรียบร้อยหรือต้องถึงขั้นเลือดตกยางออก เผาบ้านเผาเมือง ฯลฯ
            แต่ ณ วันนี้ ทั้งสองรัฐบาลได้ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของตน ไม่อาจให้ใครมาต่อว่าได้อีกแล้ว
            สื่อของรัฐบาลญี่ปุ่นอย่าง NHK ยังช่วยเสนอข่าว กองเรือประมงไต้หวันได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเมื่อกลับถึงประเทศ พวกเขาได้ทำการปกป้องสิทธิการทำประมงในน่านน้ำที่พวกเขาอ้างสิทธิ
------------------------

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

จากเผาสถานกงสุลสหรัฐฯ จนถึงรัฐบาลลิเบียกระชับอำนาจ

24 กันยายน 2012
ชาญชัย
            จากเหตุมุสลิมประท้วงภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนา จนเกิดเหตุเผาสถานกงสุลสหรัฐฯ ประจำเมืองเบงกาซี เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ นายคริสโตเฟอร์ สตีเว่นส์ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ชาวอเมริกันอีก 3 คนเสียชีวิตในบริเวณสถานกงสุล
            ในแง่มุมการลบหลู่ศาสนาคือเรื่องหนึ่ง
ส่วนการที่สถานกงสุลถูกโจมตี เรื่องนี้ในวงการทูตการเมืองระหว่างประเทศถือเป็นเรื่องร้ายแรงมาก รัฐบาลโอบามาไม่อาจนิ่งเฉย เพราะสถานกงสุลถือว่าเป็นดินแดนภายใต้อาณัติของสหรัฐฯ ถูกบุกเผาทำลาย เอกอัครราชทูตผู้มีฐานะเป็นตัวแทนประเทศพร้อมกับเจ้าหน้าที่ชาวอเมริกันอีก 3 นายเสียชีวิต ถ้าเป็นยุคสมัยก่อนๆ อาจใช้เหตุนี้เป็นชนวนก่อสงครามระหว่างประเทศ
จึงไม่แปลกที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศจะตามล่า หาตัวผู้กระทำผิดมาเข้ากระบวนการยุติธรรม กลายเป็นจุดด่างพร้อยต่อผลงานด้านการต่างประเทศของประธานาธิบดีบารัค โอบามา
กลุ่มติดอาวุธอันซาร์ อัลชาเรีย (Ansar al-Sharia) เป็นกลุ่มหนึ่งที่ตั้งอยู่ในเมืองเบงกาซี ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเหตุเผาทำลายกงสุลสหรัฐฯ จากเรื่องภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนา ในขณะที่กลุ่มปฏิเสธว่าพวกตนไม่เกี่ยวข้องด้วย (Al Jazeera/BBC)
อันซาร์ อัลชาเรีย เป็นเพียงกลุ่มติดอาวุธกลุ่มหนึ่งในจำนวนมากมายหลายกลุ่ม กลุ่มเหล่านี้เป็นอิสระต่อกัน ไม่ขึ้นต่อรัฐบาลลิเบีย พวกเหล่านี้เป็นกองกำลังส่วนหนึ่งที่โค่นล้มรัฐบาลกัดดาฟี่ แต่หลังการโค่นล้ม แม้ได้จัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว กลุ่มเหล่านี้ยังคงอยู่ และกลายเป็นกลุ่มติดอาวุธที่ควบคุมความสงบเรียบร้อยภายในเมืองต่างๆ
เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาหนักอกแก่รัฐบาลใหม่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่ยังไม่มีอำนาจพอจะควบคุมกลุ่มเหล่านี้ได้ ในหลายเมืองจึงเกิดลักษณะรัฐซ้อนรัฐ
เหตุการณ์เรียกร้องให้ยุบกองกำลังติดอาวุธครั้งใหม่ เริ่มขึ้นคืนวันศุกร์เมื่อชาวเมืองเบงกาซีจำนวนหนึ่งบุกฐานที่ตั้งของอันซาร์ อัลชาเรีย ในเมืองเบงกาซี เรียกร้องให้กลุ่มถอนตัวออกจากเมือง เกิดการปะทะกันแต่ในที่สุดพวกอันซาร์ อัลชาเรีย ถอนตัวออกจากเมือง
เหตุผลแรกที่ชาวเมืองเบงกาซีไม่ชอบอันซาร์ อัลชาเรีย เพราะชาวบ้านบางส่วนเห็นว่ากลุ่มเหล่านี้แม้จะพยายามทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในเมือง แต่พวกนี้แหละที่ทำให้ชาวบ้านรู้สึกไม่ปลอดภัย ชาวบ้านอยากเห็นตำรวจกับทหารของรัฐบาลเป็นผู้ทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยมากกว่า (Al Jazeera)
เหตุผลที่สอง คือเหตุผลที่หลายสำนักข่าว ไม่ว่าจะเป็น BBC Al Jazeera ต่างมีเนื้อข่าวเล็กๆ ที่บอกว่า ชาวเมืองเบงกาซีชี้ว่ากลุ่มอันซาร์ อัลชาเรีย คือพวกที่โจมตีเผาทำลายสถานกงสุลสหรัฐฯ ในเมืองเบงกาซี
กลุ่มบุคคลที่ทางการสหรัฐฯ ต้องการนำตัวมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจึงดูเหมือนว่าได้ข้อสรุปเบื้องต้นแล้ว รัฐบาลโอบามามีความคืบหน้าในเรื่องนี้ และความผิดชอบเลื่อนออกจากตัวรัฐบาลลิเบียโดยปริยาย
ทันทีหลังเหตุการณ์ขับไล่กองกำลังติดอาวุธ ประธานาธิบดีลิเบีย โมฮัมเหม็ด อัลเมการีฟ รีบแถลงว่า “เรากำลังยุบกลุ่มติดอาวุธที่ไม่อยู่การควบคุมของรัฐบาล เราห้ามไม่ให้ใช้ความรุนแรงและถืออาวุธในที่สาธารณะ การสร้างจุดตรวจ [โดยกองกำลังติดอาวุธที่ไม่ขึ้นตรงต่อรัฐ] เป็นเรื่องผิดกฎหมาย เราอบรมเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อมั่นใจว่าพวกเขาจะปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้” (Al Jazeera)
ไม่อาจตอบว่าเป็นเหตุบังเอิญหรือเป็นแผนการณ์ที่ถูกเตรียมไว้ ปธน.อัลเมการีฟประกาศเรียกร้องให้ยุบกองกำลังติดอาวุธทุกกลุ่มทั่วประเทศที่ไม่ขึ้นกับรัฐบาล
แถลงการณ์ของปธน.อัลเมการีฟ ได้ประโยชน์อย่างน้อยสองอย่างคือได้เป้าผู้ต้องสงสัยโจมตีเผาสถานกงสุลสหรัฐฯ และรัฐบาลสามารถกระชับอำนาจควบคุมประเทศได้มากขึ้น
รัฐบาลของอัลเมการีฟ คือรัฐบาลใหม่ภายใต้การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ชาติตะวันตกให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ นับตั้งแต่สนับสนุนการโค่นล้มกัดดาฟี่ จนได้จัดตั้งรัฐบาลชุดนี้
ผมเห็นว่าถ้าแม้พลพรรคกลุ่มติดอาวุธอันซาร์ อัลชาเรีย คือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการโจมตีเผากงสุลก็ไม่ควรอ้างเหตุนี้เพื่อยุบ กลุ่ม ควรลงโทษรายบุคคลต่อผู้กระทำผิดไม่ว่าจะเป็นระดับปฏิบัติการหรือระดับผู้สั่งการ ไม่ใช่ลงโทษทุกคนในกลุ่ม จึงไม่น่าจะเป็นข้ออ้างเพื่อยุบกลุ่มอันซาร์ อัลชาเรีย และยิ่งเป็นเหตุผลที่แปลกประหลาดหากจะอ้างเหตุดังกล่าวเพื่อยุบกองกำลังติดอาวุธทุกกลุ่มทั่วประเทศ
แต่ถ้าจะยุบเพราะรัฐบาลต้องการควบคุมอำนาจควรใช้วิธีพูดคุยเจรจา เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนซับซ้อน ยุบได้ก็จัดตั้งใหม่ได้
ไม่ว่าผู้คิดวิธีนี้จะเป็นปธน.อัลเมการีฟ ที่ปรึกษาคนไหน หรือประเทศใด นับเป็นความคิดที่ชาญฉลาดพอสมควร
เรื่องจึงลงเอยว่า รัฐบาลโอบามาได้เป้าหมายผู้ต้องสงสัยเผาสถานกงสุล รัฐบาลอัลเมการีฟได้พยายามกระชับอำนาจอีกครั้ง อำนาจที่ชาติตะวันตกสนับสนุน
ส่วนกลุ่มกองกำลังติดอาวุธทั่วประเทศจะยุบตัวหรือคงอยู่ ต้องติดตามสถานการณ์คืบหน้าต่อไป
---------------------

วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2555

ประเด็นโลก ประเด็นร้อน 24 – 30 กันยายน 2012

การชุมนุมประท้วงภาพยนตร์หมิ่นศาสนาจะยุติอย่างไร
22 กันยายน 2012
ชาญชัย
จากวีดีโอดูหมิ่นศาสนา ‘Innocence of Muslims’ กลายเป็นเหตุมุสลิมทั่วโลกลุกขึ้นประท้วง การชุมนุมในประเทศส่วนใหญ่เป็นไปโดยเรียบร้อย บางประเทศบางแห่งเกิดความรุนแรงมีผู้บาดเจ็บเสียชีวิต กรณีที่เกิดความรุนแรงเมื่อวันศุกร์คือที่ประเทศปากีสถาน รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศล่วงหน้าเตือนไม่ให้ชาวอเมริกันเดินทางไปประเทศดังกล่าวโดยไม่จำเป็นเพื่อความปลอดภัยของตนเอง สถานทูต องค์กรของสหรัฐฯ ต่างๆ ผิดทำการชั่วคราว
สถานการณ์ในปากีสถานเมื่อวันศุกร์เป็นกรณีที่น่าสนใจ ด้วยความเป็นรัฐอิสลาม ชาวมุสลิมมีหน้าที่ต้องปกป้องศาสนา รัฐบาลปากีสถานประกาศให้วันศุกร์ที่ 21 เป็นวันหยุดพิเศษ เป็นวัน ‘The Day of Love for Prophet (PBUH)’ หวังให้ประชาชนทั่วประเทศประท้วงภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนาด้วยความสงบ แต่เหตุประท้วงหลายเมืองทั่วประเทศลงเอยด้วยมีผู้เสียชีวิต 20 ราย คนบาดเจ็บเข้าโรงพยาบาลมากกว่า 200 คน เหตุเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดที่นครการาจี การตะลุมบอนระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับผู้ประท้วงเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มผู้ประท้วงพยายามมุ่งหน้าไปยังสถานกงสุลสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาและยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อสกัดกั้นผู้ชุมนุม ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกยิงโดยไม่ทราบทิศทาง (The Nation)
            การชุมนุมประท้วงภาพยนตร์หมิ่นจึงเกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อชาวอเมริกัน โดยเฉพาะต่อความมั่นคงในชีวิตทรัพย์สิน หากเรามองภาพกว้างในระดับโลก ณ ช่วงนี้ นักธุรกิจอเมริกันคงไม่อยากเดินทางไปประเทศรัฐอิสลามหรือประเทศที่มีการชุมนุมประท้วง หลายคนที่ทำงานอยู่ในประเทศเหล่านี้คงขอลาพักร้อนกลับประเทศตัวเองชั่วคราว พวกนักท่องเที่ยวคงคิดว่าทำไมต้องไปเสี่ยงเที่ยวในประเทศเหล่านี้ ในเมื่อยังมีประเทศอื่นๆ ยังมีที่เที่ยวอื่นๆ อีกมาก ฯลฯ
คำถามคือแล้วการประท้วงจะดำเนินต่อไปใช่หรือไม่ จะรุนแรงขึ้นหรือจะเบาบางลง จะดำเนินต่อไปอีกนานเพียงใด อะไรคือจุดหมายปลายทาง อะไรจะเป็นเหตุให้การชุมนุมยุติ
คนอเมริกันจำนวนหนึ่ง รวมทั้งชาวตะวันตกอีกประเทศคงกำลังหาคำตอบอยู่ เพราะเกี่ยวข้องกับธุรกิจหน้าที่การงาน การท่องเที่ยว การดำเนินชีวิตของพวกเขา
ในแง่มุมของชาวมุสลิมก็น่าสนใจเช่นกัน ว่าเรื่องจะลงเอยอย่างไร
ผู้ประท้วงกับผู้ถูกประท้วง รวมทั้งบรรดาผู้เกี่ยวข้อง ย่อมเป็นเหตุและผลต่อกันและกัน
ตราบใดที่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน การประท้วงรายวันรายสัปดาห์จะดำเนินต่อไปหรือไม่ คงต้องติดตามต่อไป
--------------------

วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2555

เลือกตั้งสหรัฐอเมริกา 2012 จะผลิกผันเพราะเหตุมุสลิมลุกฮือประท้วงหรือไม่

21 กันยายน 2012
ชาญชัย
ทันทีที่เกิดเหตุมุสลิมประท้วงสหรัฐฯ เผากงสุลสหรัฐฯ ประจำเมืองเบงกาซี นายมิตต์ รอมนีย์ออกมากล่าวโจมตีประธานาธิบดีบารัค โอบามาว่าเป็นผู้นำประเทศที่อ่อนแอทันที (AP)
ไม่น่าจะผิดถ้าจะคิดว่าในยามที่นายรอมนีย์ยังไม่สามารถหักปธน.โอบามาด้วยประเด็นด้านเศรษฐกิจ ประเด็นภายในประเทศ จึงฉวยเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นโจมตีแทน
คิดอีกแบบที่เรียบง่ายกว่าคือนายรอมนีย์ย่อมต้องใช้ทุกโอกาสที่มีเพื่อบั่นทอนคะแนนเสียงของปธน.โอบามา เรื่องก็ตรงไปตรงมาอย่างนี้
ยุทธศาสตร์ที่นายรอมนีย์ใช้คือ กระตุ้นเลือดรักชาติของคนอเมริกันซึ่งใช้ได้ผลเสมอไม่ว่าจะที่ประเทศสหรัฐฯ หรืออีกหลายประเทศทั่วโลก (มีให้เห็นในข่าวอยู่เสมอ)
เบื้องหลังของการกล่าวโจมตีรัฐบาลโอบามาว่าใช้นโยบายที่อ่อนแอ คือการโยงทางความคิดว่าปธน.โอบามากำลังทำให้ประเทศอ่อนแอด้วย วิธีนี้จะสร้างความไม่พอใจแก่คนอเมริกันจำนวนมากที่ภูมิใจประเทศของตนว่ายิ่งใหญ่

            ปธน.โอบามาโต้กลับทันควัน “ดูเหมือนว่า [นายรอมนีย์] มีแนวโน้มที่จะยิงก่อนเล็งทีหลัง” (AP)
            อดีตประธานาธิบดีบิลล์ คลินตันกล่าวสำทับ “พวกเขาต้องการใช้นโยบายเดิมๆ ที่เคยพาพวกเราไปเจอความยากลำบากมาแล้ว”
การโต้กลับของทั้งปธน.โอบามากับอดีตปธน.คลินตัน เป็นการพูดพาดพิงถึงเรื่องในอดีตเรื่องเดียวกันคือสมัยที่ปธน.จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช บุกโจมตีอิรักโค่นล้มอดีตปธน.ซัดดัม ฮุสเซน ด้วยข้อกล่าวว่าสร้างสมอาวุธอำนาจทำลายร้ายแรง แต่สุดท้ายพบว่าเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งสิ้น
            นายรอมนีย์ไม่ถอยโต้กลับตอกย้ำความอ่อนแอของปธน.โอบามาว่า ถ้าเป็นเรื่องการปกป้องคนอเมริกัน ปกป้องค่านิยมของชาติ การประณามศัตรูไม่มีคำว่าเร็วเกินไป (The National)
การปะทะคารมทางการเมืองภายในอเมริกาคือเรื่องหนึ่ง ส่วนอีกเรื่องคือมุสลิมยังประท้วงต่อเนื่อง และบางประเทศส่อเค้าความรุนแรงมากขึ้น ล่าสุดกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เตือนชาวอเมริกันไม่ให้เดินทางไปประเทศปากีสถานโดยไม่จำเป็น เพราะการชุมนุมต่อต้านภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนากำลังขยายตัวและส่อเค้ารุนแรงยิ่งขึ้น (Reuters)
ในขณะที่รัฐบาลโอบามายังพยายามใช้วิธีระงับความร้อนแรงของการประท้วง แต่วิธีนี้จะไม่ได้ผลกับมุสลิมบางกลุ่มที่ต้องการตอบโต้อเมริกาอยู่แล้ว (อ่านบทวิเคราะห์ มุสลิมลุกฮือประท้วงสหรัฐฯ เรื่องซับซ้อนกว่าที่คิด http://www.chanchaivision.com/2012/09/blog-post.html) ผลคือ รัฐบาลโอบามาจะตอบโต้แบบจำกัดขอบเขต ในขณะที่กลุ่มก่อการจะพยายามสร้างเรื่องปลุกเร้ามวลชนมุสลิมให้ร้อนแรงยิ่งขึ้น
ถ้าการประท้วงยืดเยื้อ ทุกครั้งที่มีการประท้วงจะเป็นโอกาสของนายมิตต์ รอมนีย์ที่จะกล่าวโจมตีปธน.โอบามา
ยิ่งถ้าเกิดเหตุรุนแรง ยิ่งเอื้อให้นายรอมนีย์สามารถกดดันโอบามาได้แรงขึ้น ปธน.โอบามาเสี่ยงทำผิดพลาดมากขึ้น
โพลล์ล่าสุดของ NBC News/Wall Street Journal สำรวจเมื่อวันที่ 12-16 กันยายน ชี้ว่าก่อนเกิดเหตุมุสลิมประท้วงสหรัฐฯ ชาวอเมริกันร้อยละ 54 เห็นชอบกับการดำเนินนโยบายต่างประเทศของปธน.โอบามา แต่หลังเกิดเหตุคะแนนลดลงเหลือร้อยละ 49 และไม่เห็นด้วยร้อยละ 46 (The Ticket)
ผมเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นปธน.โอบามา นายรอมนีย์ หรือกลุ่มมุสลิมที่หวังก่อความรุนแรง ต่างกำลังคำนวณเกมนี้ด้วยกันทิ้งสิ้น ทุกคนกำลังรอทิ้งไพ่ของตัวเอง หาโอกาสของตัวเอง รอจังหวะพลาดของอีกฝ่าย
งานนี้ต่างฝ่ายต่างวางเดิมพันสูง
ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง ความผิดพลาดเพียงนิดเดียวอาจหมายถึงการช่วยให้อีกฝ่ายวิ่งเข้าเส้นชัยในโค้งสุดท้าย
ณ จุดนี้ยากจะคาดเดาว่าเรื่องราวจะดำเนินต่อไปแบบเรียบง่ายหรือซับซ้อน (ขึ้นกับว่าใครจะเลือกแนวทางวิเคราะห์แบบไหน) วิธีง่ายๆ คือติดตามสถานการณ์โลกต่อไป เพราะเรื่องยังไม่จบ
---------------------

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

ข้อพิพาทหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ จีนส่งคำเตือนอีกรอบ

18 กันยายน 2012
ชาญชัย
            คำเตือนจากกรุงปักกิ่งถึงกรุงโตเกียวรอบใหม่เกิดขึ้นหลังรัฐบาลญี่ปุ่นเข้าซื้อเกาะ 3 เกาะของหมู่เกาะเซนกากุหรือที่คนจีนเรียกว่าหมู่เกาะเตียวหยูจากชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งที่อ้างถือสิทธิ์ 3 เกาะดังกล่าว
จนถึงวันนี้ทั้งสองประเทศยังไม่มีข้อยุติเหนือข้อพิพาทดังกล่าว ไม่อาจชี้ชัดว่าใครคือเจ้าของกันแน่
สื่อ People's Daily กระบอกเสียงของรัฐบาลจีนเสนอข่าวในย่อหน้าแรกว่า “หลังเสร็จจากขโมยเกาะ ญี่ปุ่นอาจใช้หมู่เกาะเตียวหยูเป็นจุดแบ่งพื้นผิวใต้ทะเลจีนตะวันออก ประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษ 200 ไมล์ทะเล เพื่ออ้างความเป็นเจ้าของเหนือทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ” ภายใต้พื้นที่เขตเศรษฐกิจดังกล่าว (People's Daily)
ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีหู จิ่นเทา ได้เตือนนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นโยชิฮิโกะ โนดะ แล้วว่า “ไม่ว่าญี่ปุ่นจะซื้อหมู่เกาะ [เตียวหยู] ด้วยวิธีการใดถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นโมฆะ ประเทศจีนจะต่อต้านถึงที่สุด” (Reuters)
            ล่าสุดสื่อ People's Daily พูดทำนองว่าจีนอาจใช้เศรษฐกิจเป็นเครื่องมือตอบโต้ โดยอ้างเหตุผลว่าจีนเป็นตลาดส่งออกรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ในขณะที่ญี่ปุ่นเป็นตลาดลำดับสามของจีน และญี่ปุ่นเป็นฝ่ายเกินดุลการค้ากับจีน นักวิเคราะห์จีนจึงเห็นว่าญี่ปุ่นจะเป็นฝ่ายเสียหายมากกว่า
การที่จีนเลือกใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเป็นแนวทางที่เป็นรูปธรรม นั่นคือจีนยังไม่คิดจะทำใช้กองทัพทำสงครามรบกับญี่ปุ่นให้บาดเจ็บล้มตาย อันจะก่อให้เกิดผลเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างหนักด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่เลือกวิธีนุ่มนวลกว่านั่นคือใช้เรื่องเศรษฐกิจเป็นตัวบีบ วิธีนี้สามารถปรับระดับให้แรงหรือเบาก็ได้
            วิธีการดังกล่าวจะสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าแก่รัฐบาลญี่ปุ่น เพราะนักธุรกิจนักลงทุนญี่ปุ่นคือกลุ่มผู้เสียหายลำดับแรก การเมืองภายในญี่ปุ่นจะเกิดแรงกดดันสองด้านคือจากพวกชาตินิยมชาวญี่ปุ่นกับนักลงทุนที่ต้องแบกรับความเสียหายจากธุรกิจในจีนหรือที่ทำกับจีน
            ณ วันนี้ที่รัฐบาลจีนยังไม่ประกาศใช้มาตรการใดๆ ต่อต้านญี่ปุ่น แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้เกิดขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว (แน่นอนว่าจีนก็เสียหายด้วยเช่นกัน) เมื่อชาวจีนนับหมื่นคนทั่วประเทศลุกฮือประท้วง บริษัทญี่ปุ่นหลายถูกบุกทำลาย ธุรกิจหลายร้อยแห่งตั้งแต่โรงงานผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นจนถึงร้านอาหารต้องหยุดกิจการชั่วคราว (Japan Today)
            ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดกับญี่ปุ่นในขณะนี้จึงเป็นเพียงบทนำเท่านั้น
            ในอีกมุมหนึ่งที่น่าติดตามคือ รัฐบาลญี่ปุ่นจะดำเนินการตอบสนองเรื่องนี้อย่างไร เมื่อต้องเผชิญศึกทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งพวกชาตินิยมญี่ปุ่นอาจตอบโต้ด้วยวิธีการทางใดทางหนึ่ง
            ไม่ว่าสถานการณ์ข้างหน้าที่เป็นอย่างไร จีนคงอยากจะพูดว่านี่เป็นเพียงสัญญาณเตือนจากจีนเท่านั้น
            ย้อนกลับไปที่คำเตือนของประธานาธิบดีหู จิ่นเทา “ไม่ว่าญี่ปุ่นจะซื้อหมู่เกาะ [เตียวหยู] ด้วยวิธีการใดถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นโมฆะ ประเทศจีนจะต่อต้านถึงที่สุด
-------------------

วันเสาร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555

มุสลิมลุกฮือประท้วงสหรัฐฯ เรื่องซับซ้อนกว่าที่คิด

15 กันยายน 2012
ชาญชัย
จากภาพยนตร์ ‘Innocence of Muslims’ ที่มีเนื้อหาลบหลู่ศาสนาอิสลาม แต่งและสร้างโดยนายแซม เบซิล (Sam Bacile) เชื้อสายกึ่งอเมริกันกึ่งอิสราเอล เป็นตัวชุดชนวนให้มุสลิมจำนวนมากทั่วโลกลุกขึ้นประท้วง ล่าสุดการประท้วงได้ลุกลามสู่หลายประเทศ เรียกว่าที่ใดมีมุสลิมที่นั่นมีการประท้วง เช่นที่ประเทศออสเตรเลีย ผู้ประท้วงราว 500 คนชุมนุมหน้าสถานกงสุลสหรัฐฯ ในเมืองซิดนีย์ ขว้างปาขวดกับรองเท้า จำนวนผู้บาดเจ็บเสียชีวิตจากการประท้วงทั่วโลกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
รัฐบาลโอบามามีปฏิกริยาตอบสนองทันที ประกาศใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง ทั้งขู่ทั้งปลอบ
            รมต.ต่างประเทศนางฮิลลารี คลินตัน แสดงจุดยืนของรัฐบาลอเมริกาว่า “สำหรับเราแล้ว วีดีโอนี้น่ารังเกียจและควรถูกประณาม มีวัตถุประสงค์ลึกๆ ที่ต้องการเยาะเย้ยถากถาง ทำให้ศาสนาสำคัญเสื่อมเสียและกระตุ้นให้เกิดการแก้แค้น ... รัฐบาลสหรัฐอเมริกาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับวีดีโอนี้ เราไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาแม้แต่น้อย” พร้อมกับชี้ว่า “ไม่เป็นการยุติธรรมแม้แต่น้อยที่จะตอบโต้วีดีโอนี้ด้วยความรุนแรง” (Gulf Times)
            ล่าสุด ประธานาธิบดีบารัค โอบามากล่าวในทำนองเดียวกันว่า “ผมขอให้เข้าใจอย่างชัดเจนว่าสหรัฐอเมริกาเคารพทุกคนในทุกความเชื่อ... แต่การตอบโต้ด้วยความรุนแรงนั้นไม่เป็นการยุติธรรมเช่นกัน(Al Jazeera)
แนวทางที่รัฐบาลโอบามาใช้คือจำกัดขอบเขตความขัดแย้งครั้งนี้ว่าเป็นเรื่องภาพยนตร์หมิ่นศาสนาที่รัฐบาลอเมริกาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดำเนินนโยบายต่อผู้ประท้วงอย่างละมุนละม่อม หลีกเลี่ยงการตอบโต้การปะทะกับกลุ่มประท้วง หวังไม่ให้เรื่องบานปลายมากกว่านี้
            แต่การชุมนุมต่อต้านกลายเป็นเรื่องซับซ้อนเพราะมีเรื่องเฉพาะกลุ่มเข้ามาผสมโรงด้วย ยกตัวอย่าง 2 เรื่อง
กรณีอัลกออิดะห์ เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าประเทศอเมริกากำลังทำสงครามกับพวกที่ถูกตีตราว่าเป็นอัลกออิดะห์ เครือข่ายของกลุ่มมีมากมายเคลื่อนไหวกระจายหลายประเทศทั่วโลกถ้ายึดตามข้อมูลของอเมริกา
Al Qaeda in the Arabian Peninsula (AQAP) เครือข่ายอัลกออิดะห์ประเทศเยเมนเรียกร้องให้มุสลิมทั้งหลายลุกขึ้นประท้วงและสังหารทูตอเมริกาที่อยู่ในประเทศมุสลิม ตามอย่างที่ชาวลิเบียได้สังหารเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ที่เมืองเบงกาซี โจมตีว่าภาพยนตร์หมิ่นคือส่วนหนึ่งของการทำสงครามครูเสดกับอิสลาม พร้อมกับเรียกร้องต่อมุสลิมทั้งหลายว่า "จงเปลี่ยนการขับไล่พวกนักการทูตเป็นการปลดปล่อยประเทศมุสลิมจากครอบงำของอเมริกา” (Reuters)
กรณีอัฟกานิสถาน ชาวอัฟกานิสถานต่อต้านการรุกรานประเทศของนาโต้ เพราะกองทัพนาโต้ที่นำโดยสหรัฐฯ ได้โค่นล้มรัฐบาลตอลีบันแล้วช่วยจัดตั้งรัฐบาลอัฟกานิสถานใหม่ที่สนับสนุนชาติตะวันตก ปัจจุบันยังมีทหารนาโต้บนแผ่นดินประเทศอัฟกานิสถานนับหมื่นคน
นอกจาก 2 กรณีดังกล่าวยังมีกลุ่มมุสลิมอื่นๆ อีกมากที่ยังไม่ปรากฎชัดว่าเคลื่อนไหวด้วยจุดประสงค์เฉพาะอะไร
เรื่องผสมโรงเหล่านี้ชี้ว่าเหตุประท้วงไม่ใช่เพราะเรื่องภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนาเท่านั้น สำหรับบางคนบางกลุ่มสิ่งที่อยู่หลังฉากของการประท้วงคือเรื่องต่างๆ อีกมากมายที่สร้างความขมขื่นใจแก่พวกเขามานานแล้ว เรื่องสำคัญร้ายแรงที่ชาวมุสลิมหลายคนขอเป็นระเบิดพลีชีพ ฯลฯ
ผมเชื่อว่าแม้จบเรื่องภาพยนตร์หมิ่นใช่ว่าจะจบประเด็นเฉพาะอื่นๆ เพราะเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังของการลุกฮือจะเป็นตัวขับเคลื่อนว่าเรื่องนี้จะเป็นเพียงการประท้วงธรรมดาหรือเป็นเพียงขั้นแรกของแผนที่จะไปไกลกว่านี้
            ความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะตีกรอบเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนาจึงไม่น่าจะได้ผล ความจริงพวกเขาเข้าใจตื้นลึกหนาบางเป็นอย่างดี เพียงแต่จะพูดหรือนำเสนอออกมาอย่างไร ทางเลือกที่เหมาะสมมีไม่มากนัก
            เรื่องจะดำเนินต่อไปอย่างไร การประท้วงจะยืดเยื้อไปอีกนานหรือไม่ ความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ขึ้นกับปัจจัยขับเคลื่อนการชุมนุม เช่น การนำทิศทางของผู้นำในแต่ละประเทศแต่ละกลุ่ม การบรรลุเป้าหมายของกลุ่มย่อยต่างๆ รวมถึงความสามารถของรัฐบาลของโอบามาที่จะระงับเหตุ อย่างน้อยก็ต้องให้สงบก่อนเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนนี้
ประเมินว่าการลุกฮือต้านสหรัฐฯ หลายแห่งจะไม่บานปลาย แต่บางแห่งจะไม่สงบลงง่ายๆ เพราะการลุกฮือครั้งนี้คือการโต้กลับ เปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นฝ่ายรุก
--------------------

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

ประเด็นโลก ประเด็นร้อน 17 – 23 กันยายน 2012

เผาสถานกงสุล ทูตสหรัฐฯ เสียชีวิต เรื่องใหม่หรือเรื่องเก่า
13 กันยายน 2012
ชาญชัย
เหตุเผากงสุลสหรัฐฯ กับการเสียชีวิตของเอกอัครราชทูตและเจ้าหน้าที่อีก 3 คน ที่เมืองเบงกาซี ประเทศอียิปต์สร้างความตื่นตกใจแก่ชาวอเมริกันอย่างยิ่ง สื่อส่วนใหญ่รายงานว่าต้นเหตุเกิดจากวีดีโอต่อต้านอิสลามชื่อ ‘Innocence of Muslims’ แต่งเรื่องกำกับการผลิตและสร้างโดยนายแซม เบซิล (Sam Bacile) นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คนหนึ่งที่มีเชื้อสายกึ่งอเมริกันกึ่งอิสราเอล ภาพยนตร์เรื่องนี้มีเนื้อหาดูหมิ่นศาสนาอิสลาม
การประท้วงมีลักษณะคล้ายคลึงกันหลายอย่าง เริ่มจากเกิดขึ้นพร้อมกันหลายประเทศ เช่น ลิเบีย อียิปต์ ตูนีเซีย ซูดาน และที่เขตฉนวนกาซา ปาเลสไตน์ กำหนดวันพร้อมกันคือตรงกับวันที่ 11 กันยาหรือตรงกับวันเกิดเหตุ 9/11 สถานที่ประท้วงเหมือนกันคือหน้าสถานทูตหรือสถานกงสุลสหรัฐฯ และที่อียิปต์กับลิเบียมีธงดำสัญลักษณ์ของกลุ่มอัลกออิดะห์
ไม่น่าแปลกใจถ้าจะใครคิดว่าการประท้วงเกิดจากการวางแผน เตรียมการมาอย่างดี มีประสานงานล่วงหน้าไว้ก่อนแล้ว
เหตุประท้วงรุนแรงเกิดใน 2 ประเทศคือลิเบียกับอียิปต์
            ที่อียิปต์ วันแรกที่เกิดเหตุ ผู้ประท้วง 2-3 พันคนรวมตัวประท้วงหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงไคโร หลายคนข้ามรั้วกำแพงสถานทูตและเปลี่ยนธงชาติสหรัฐฯ เป็นธงดำสัญลักษณ์ของอัลกออิดะห์ (AP/Fox News) แสดงถึงการประกาศชัยชนะ
            ส่วนที่ลิเบียที่เกิดเหตุเผากงสุล มีผู้เสียชีวิตนั้น ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่าในกลุ่มผู้ประท้วงมีปืนกลมือ ลูกระเบิดและจรวด RPGs (Al Jazeera) ไว้เครายาวและใส่ชุดสั้น (shortened dress) เป็นลักษณะของพวกมุสลิมหัวรุนแรง ได้บุกเข้าไปจุดไฟเผาอาคารกงสุลกับอาคารอีกหลายหลังในบริเวณเดียวกันนั้น
            เจ้าหน้าที่อาวุโสสหรัฐฯ คนหนึ่งกล่าวว่า “เป็นการโจมตีที่ซับซ้อน...ดูเหมือนพวกเขาใช้เหตุประท้วงเป็นโอกาส” (AFP/BBC)
            เป็นไปได้ว่าอัลกออิดะห์กำหนดแผน โดยให้ประชาชนโกรธแค้นเรื่องภาพยนตร์ ประสานให้ก่อการประท้วงพร้อมกันหลายประเทศ และอีกส่วนเข้าเผากงสุลเบงกาซี แต่ไม่ว่าแผนเป็นอย่างไร ซับซ้อนหรือไม่ ล้วนพาดพิงถึงเหตุโจมตี 9/11 กับกลุ่มอัลกออิดะห์
            ลักษณะของเหตุการณ์ที่เกิดอย่างมีระเบียบแบบแผนดังกล่าวข้างต้น ชวนให้สงสัยว่าการที่มุสลิมหลายประเทศพร้อมใจกันประท้วงนั้นมุ่งกระทำต่อเฉพาะบุคคลที่กระทำผิด (ผู้สร้างภาพยนตร์) หรือต่อประเทศอเมริกาโดยรวม แต่หากเป็นอย่างหลัง เรื่องนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องใหม่ ย้อนหลังได้ตั้งแต่ความแค้นเคืองที่มุสลิมบางกลุ่มมีมานานแล้ว ไล่มาจนถึงสงครามต่อต้านก่อการร้ายที่อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช ทิ้งไว้เป็นมรดกแก่คนอเมริกัน
ต้องไม่ลืมว่า ณ ขณะนี้สหรัฐฯ กำลังทำสงครามกับอัลกออิดะห์ ประเทศอัฟกานิสถาน ชายแดนปากีสถานยังเป็นสมรภูมิรบอยู่ และอีกหลายจุดที่เครื่องบินไร้คนขับสหรัฐฯ ถล่มโจมตีสังหารพวกที่ถูกตีตราว่าเป็นอัลกออิดะห์อยู่เนืองๆ
          กรณีประท้วงจึงเป็นมากกว่าภาพยนตร์หมิ่นศาสนา แต่คือการโต้กลับของอัลกออิดะห์ หรือชาวมุสลิมที่โกรธแค้นสหรัฐฯ มาเนิ่นนานแล้ว
ประเด็นที่ต้องติดตามคือ การประท้วงจะยืดเยื้อหรือไม่ จะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นอีกหรือไม่ (ล่าสุดการประท้วงขยายตัวไปที่ประเทศเยเมนแล้ว เจ้าหน้าที่ทูตสหรัฐฯ ต้องอพยพออกจากสถานทูต) และข้อมูลที่ปรากฏตามสื่อนั้นยังมีอีกหลายเรื่องที่ไม่ชัดเจน ต้องรอให้ข้อเท็จจริงอีกหลายเรื่องปรากฏ
ข้อสงสัยประการหนึ่งคือ เมื่อการประท้วงเกี่ยวข้องกับคนหลายพันคน มีการประสานงานเตรียมการล่วงหน้ามานานแล้ว สหรัฐฯ ติดตามตรวจสอบพวกอัลกออิดาะห์อยู่ตลอดเวลา เหตุใดที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ไม่รับรู้ล่วงหน้า หรือว่างานนี้ต้องโทษการทำงานของฝ่ายข่าว
ขอทิ้งท้ายว่าการวิเคราะห์ข้างต้นตอกย้ำหลักคิดที่ว่าอัลกออิดะห์เกี่ยวข้องกับ 9/11 และชาวอเมริกันยังไม่ปลอดภัยแม้เหตุการณ์ 9/11 จะผ่านมาแล้วกว่า 11 ปี
--------------------

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

เลือกตั้งสหรัฐอเมริกา 2012 กับ QE3

12 กันยายน 2012
ชาญชัย
            ยิ่งใกล้วันเลือกประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ หนึ่งในประเด็นสำคัญที่คนอเมริกันจะประเมินผลงานของประธานาธิบดีบารัค โอบามาคือเรื่องอัตราว่างงาน เพราะคนว่างงาน 1 คนหมายถึงค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ อนาคตทางเศรษฐกิจของคนผู้นั้น อาจหมายถึงสามี/ภรรยาที่ต้องออกหางานทำหรือทำงานล่วงเวลาเพื่อชดเชยรายได้ของครอบครัวที่ลดลงอันเนื่องจากภรรยา/สามีที่ตกงาน คนอเมริกันวิตกกังวลเรื่องการว่างงานมาก
            ประธานาธิบดีโอบามาตระหนักว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะสถิติการเลือกตั้งประธานาธิบดีชี้ว่าถ้าอัตราว่างงานเกินร้อยละ 7 ผู้ที่เป็นปธน.อยู่แล้วจะมีโอกาสแพ้การเลือกตั้งถึงร้อยละ 75 จากสถิติที่ว่าตั้งแต่ปี 1960 เป็นต้นมา พบว่ามี 4 การเลือกตั้งคือ 1976, 1980, 1984 และ 1992 ที่อัตราการว่างงานอยู่ระดับเกินร้อยละ 7 ในการเลือกตั้ง 4 ครั้งที่ว่านี้ 3 ครั้งที่ผู้เป็นประธานาธิบดีจะพ่ายแพ้การเลือกตั้ง มีเพียงครั้งเดียวคือปี 1984 ที่อดีตปธน.เรแกนสามารถได้รับเลือกอีกสมัยด้วยอัตราคนว่างงานที่ร้อยละ 7.2 ทั้งนี้เป็นเพราะว่าหนึ่งปีก่อนปีการเลือกตั้งอดีตปธน.เรแกนสามารถลดอัตราว่างงานร้อยละ 1.3 (http://www.hamiltonplacestrategies.com/)
            หลายครั้งที่ประธานใหญ่ธนาคารกลางสหรัฐฯ นายเบน เบอร์นันเก้ เมื่อพูดถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็จะผูกโยงกับปัญหาคนว่างงาน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะจำนวนคนว่างงานคือปัญหาที่รูปธรรมมากกว่าการพูดว่าจีดีพีสหรัฐฯ เติบโตแบบชะลอตัว เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง

ที่สำคัญคือ คนอเมริกันสนใจว่ามีคนว่างงานกี่คน เพิ่มขึ้นหรือลดลง มากกว่าดูที่ตัวเลขจีดีพี ตัวเลขนำเข้าส่งออก ฯลฯ
ในขณะที่การหาเสียงระหว่างโอบามากับนายมิตต์ รอมนีย์กำลังเข้มข้นทุกขณะ แม้ว่านายรอมนีย์ประกาศว่าจะลดอัตราคนว่างงานให้เหลือร้อยละ 4 (AP, 4 พ.ค.) แต่สำนักโพลล์ต่างๆ ส่วนใหญ่ยังชี้ว่าโอบามามีคะแนนนำอยู่เล็กน้อยตลอดเวลา

มีหรือไม่มี QE3

            ผมตั้งสมมติฐานเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่าง QE3 กับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ดังนี้
            ‘ถ้าในวันพฤหัสหรือวันศุกร์นี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการ QE3 (ตามที่หลายคนเรียกเมื่อเอ่ยถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งหน้า) และอ้างเหตุเพื่อลดอัตราคนว่างงาน ผลที่ตามมาคือคนว่างงานอาจจะลดลง แต่ส่งผลเสียทางการเมืองต่อนายโอบามาเพราะนายรอมนีย์จะนำจุดนี้กล่าวโจมตีว่าโอบามายอมรับว่าตนบริหารเศรษฐกิจผิดพลาด ดำรงตำแหน่งมาเกือบครบเทอมแต่ไร้ความสามารถในการแก้ปัญหาคนว่างงาน
            ในทางกลับกัน ถ้าธนาคารกลางไม่ออก QE3 เท่ากับชี้ว่าปัญหาคนว่างงานยังไม่รุนแรงพอที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ตีความเชิงการเมืองว่าโอบามาแก้ไขปัญหาคนว่างงานถูกทางแล้ว สถานการณ์คนว่างงานยังไม่เป็นที่น่าพอใจแต่พอรับได้ และเนื่องจากปัญหาดังกล่าวจำต้องแก้เชิงโครงสร้าง ต้องใช้เวลาหลายปีในการแก้ ดังนั้นโอบามาจึงควรดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่ออีกสมัย'
            ถ้าเป็นไปตามสมมติฐานดังกล่าว ปธน.โอบามาคงไม่อยากให้มี QE3 ในสัปดาห์นี้
สุนทรพจน์ตอนหนึ่งของโอบามาในที่ประชุมใหญ่พรรคเดโมแครตเมื่อสัปดาห์ก่อน ...
            “ผมกำลังขอให้คุณเลือกอนาคต ผมกำลังขอให้คุณวิ่งเข้าใส่เป้าหมายหลายข้อเพื่อประเทศของเรา ... แผนงานที่ทำได้จริงเพื่อสร้างตำแหน่งงานใหม่ๆ โอกาสใหม่ รื้อฟื้นเศรษฐกิจนี้อีกครั้งบนรากฐานที่แข็งแกร่งกว่าเดิม นี่คือสิ่งที่พวกเราสามารถทำร่วมกันในอีก 4 ปีข้างหน้า และเป็นเหตุผลที่ผมขอลงเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง” (National Post)
-------------------


วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2555

ประเด็นโลก ประเด็นร้อน 10 – 16 กันยายน 2012

วันที่ปราศจาก QE3 ไม่ใช่วันสิ้นโลก
8 กันยายน 2012
ชาญชัย
            คนจำนวนไม่น้อยกำลังใจจดใจจ่อรอวันที่ 12 กันยายน เป็นวันสำคัญลุ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มักถูกขนานนามว่า QE3 หรือไม่ สำหรับบางคนมีความหมายมากเป็นพิเศษ แต่ไม่น่าจะมีความสำคัญกับภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) เท่าไรนัก

1 ถ้ามี QE3 ก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

            ลองตั้งคำถามกับตัวเองง่ายๆ ว่า จริงหรือ ถ้ามี QE3 แล้วเศรษฐกิจอเมริกาจะฟื้นตัว เศรษฐกิจโลกจะเดินหน้าไปข้างหน้าอย่างสดใส
            คิดง่ายๆ แบบกำปั้นทุบดินว่า ถ้า QE1, QE2 เอาอยู่ ก็ไม่จำเป็นต้องมี QE3 ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า แล้ว QE3 จะเอาอยู่หรือ
            ดังนั้น ถ้าเชื่อว่า QE3 ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายและสัปดาห์หน้าถ้าเฟดประกาศใช้ QE3 แปลว่าในอนาคตน่าจะมี QE4 ตามมา เพราะมี QE 1, 2, 3 แล้ว
            คำว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีความหมายในตัวอยู่แล้วว่าเพียงแค่บรรเทาอาการ ไม่ได้รักษาโรคให้หายขาด

2 ถ้าไม่มี QE3 เศรษฐกิจก็ยังดำเนินต่อไป

            ณ วันนี้ไม่ว่าจะมี QE3 หรือไม่ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ก็เป็นอย่างที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ภาวะถดถอยและไม่ใช่ร้อนแรงเฟื่องฟู
            บางคนอาจโต้แย้งว่า ถ้าไม่มี QE3 เศรษฐกิจจะแย่ลง
            คำโต้กลับคือ ตลอดปีที่ผ่านมาดัชนีเศรษฐกิจ ดัชนีอุตสาหกรรมและการค้าต่างๆ ของภาคเศรษฐกิจจริงที่ออกมาไม่ว่าจะเป็นรายเดือน รายไตรมาส รายปี มีทั้งดีกับไม่ดีผสมกัน ดังนั้น จะฟันธงว่าเศรษฐกิจไม่ดีก็คงจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องนัก
            ดัชนีทางเศรษฐกิจที่ปรากฎจึงเป็นข้อเท็จจริงลบล้างความเห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ตกต่ำ
ส่วนข้ออ้างที่บอกว่าอนาคตเศรษฐกิจจะแย่ลงนั้นมีมูลความจริงหากพิจารณาเศรษฐกิจโลก ปัญหาของยูโรโซน การชะลอตัวของจีน คำถามคือควรจะออกมาตรการเสียแต่ตอนนี้หรือรอให้สถานการณ์ชัดเจนกว่านี้เพื่อจะออกมาตรการที่แก้ปัญหาตรงจุด ให้ยาตรงโรค ให้ขนาดยาแรงพอ
ถ้าจะอ้างอัตราว่างงานที่คุณเบน เบอร์นันเก้เป็นห่วง ล่าสุดกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ประกาศตัวเลขเดือนสิงหาคมอยู่ที่ระดับร้อยละ 8.1 เป็นระดับใกล้เคียงกับตอนที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามาเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 3 ปีก่อน (ที่ 8.3) และตลอดปี 2012 ตัวเลขดังกล่าวอยู่ระหว่าง 8.1-8.3 มาโดยตลอด
อัตราว่างงานรายเดือนเป็นอีกดัชนีหนึ่งที่ชี้ว่า เศรษฐกิจดีขึ้นก็ไม่เชิง แย่ลงก็ไม่ใช่
            บางคนเห็นว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นไม่แรงพอที่จะเพิ่มการจ้างงานได้มากพอ ข้อถกเถียงเรื่องนี้คือควรทำอย่างไรเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตมากเพียงพอ จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งจะได้ผลชั่วคราวหรือดำเนินวิธีการที่มุ่งให้เกิดผลระยะยาว นอกจากนี้ ต้องไม่ลืมว่ามาตรการกระตุ้นมีผลเสียเช่นกัน
ประธานาธิบดีโอบามาเพิ่งปราศรัยในที่ประชุมใหญ่พรรคเดโมแครตว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ รวมทั้งการว่างงานจำต้องปรับแก้โครงสร้าง ต้องใช้เวลานาน แม้เป็นการพูดเพื่อหาเสียงแต่ก็เป็นความจริงเช่นกัน
            ในเวลาที่ไม่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจกำลังแย่ลง แปลว่าไม่แน่ใจว่าควรจะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร เหลือแต่ความจริงที่ว่าเศรษฐกิจยังดำเนินต่อไป

3 ถ้าปราศจาก QE3 ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลสหรัฐฯ หมดหนทางแล้ว

            ตลอดสองเดือนที่ผ่าน หลายคนจับจ้องแต่ QE3 เฝ้ารอวันที่เฟดจะประกาศใช้
            ความจริงแล้ว ถ้ารัฐบาลสหรัฐฯ จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังมีหนทางที่จะทำได้อีกมาก ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือของธนาคารกลางเสมอไป
            ในทศวรรษ 1930 เมื่อสหรัฐฯ เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ (Great Depression) คนทำงานราวหนึ่งในสี่ตกงาน อีกจำนวนมากไม่มีเงินพอกับค่าครองชีพ รัฐบาลสมัยนั้นผ่าทางตันด้วยการใช้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ (ที่เรียกว่า New Deal) อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อสร้างงานจำนวนมาก ปล่อยเงินกู้และใช้ระบบประกันสังคมดูแลผู้ตกทุกข์ได้ยากอย่างทั่วถึง จนเศรษฐกิจฟื้นกลับมาในที่สุด
            หรือกรณีซับไพร์มที่รัฐบาลใช้มาตรการเฉียบขาดจัดการปัญหา แม้มีผู้เห็นด้วยกับผู้ไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายก็นำพาเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว
            ประวัติศาสตร์จึงชี้ว่าในยามเศรษฐกิจถดถอย ตลาดเงินตลาดทุนหุ้นตกต่ำถึงขีดสุด รัฐบาลจะหาทางแก้จนได้
          อยู่ที่ว่า สถานการณ์เป็นอย่างไร มีความจำเป็นแค่ไหน
            สำคัญที่ว่าต้องแยกระหว่างเศรษฐกิจภาคการผลิตจริงกับตลาดเงินตลาดทุน รัฐบาลไม่อาจปล่อยให้ภาคเศรษฐกิจจริงหรือตลาดเงินตลาดทุนล้ม ทั้งสองส่วนเป็นเหตุเป็นผลแก่กันและกัน รัฐย่อมเลือกใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในยามที่จำเป็น มากเท่าที่ต้องการ อย่างมีเหตุผลรองรับ (แม้จะเพื่อประโยชน์ทางการเมือง) อย่างน้อยเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ จนถึงวันนี้ยังมีผู้เชื่อว่าเฟดจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในสัปดาห์หน้า ถ้า มี ไม่ได้แปลว่าโลกจะสวยงามตลอดไป และ วันที่ปราศจาก QE3 ไม่ใช่วันสิ้นโลก
------------------------

วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2555

เลือกตั้งสหรัฐอเมริกา 2012 สำคัญไฉน

5 กันยายน 2012
(ปรับปรุง 9 พฤศจิกายน 2012)
ชาญชัย
            ทุกสองปีสหรัฐฯ จะจัดเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)  เนื่องจาก ส.ส.ของเขามีวาระเพียง 2 ปี และต้องเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จำนวน 1 ใน 3 ของจำนวน ส.ว. ทั้งหมดเพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้ทยอยเลือกตั้ง ส.ว.
            และทุก 4 ปีจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีกับรองประธานาธิบดี ชาวอเมริกันจะให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งนี้มากที่สุด ดังเช่นที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้ 2012
            และเหมือนทุกครั้งที่นักวิชาการ นักวิเคราะห์ สื่อมวลชนไทยและทั่วโลกจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ สังเกตได้จากสื่อต่างๆ ทั่วโลกนำเสนอข่าวการชิงชัยตำแหน่งปธน.สหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง และจะยิ่งเสนอข่าวถี่ยิบเมื่อใกล้วันเลือกตั้ง เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะนโยบายสหรัฐฯ (บางอย่าง) มีผลต่อกระทบกว้างขวางระดับโลกนั่นเอง

ความสำคัญต่อด้านความมั่นคง

            ในปี 2006 ปธน.จอร์จ บุช ตกอยู่ในที่นั่งลำบากเมื่อสงครามในอิรักยืดเยื้อ ทหารสหรัฐฯ บาดเจ็บล้มตายเกือบทุกวัน นับวันคนอเมริกันจะแสดงความไม่พอใจมากขึ้น คะแนนนิยมของบุชลดต่ำลงเรื่อยๆ ทำให้พรรคเดโมแครตคู่แข่งเห็นโอกาสเสนอนโยบายถอนทหารออกจากอิรัก การเลือกตั้งสหรัฐฯ 2008 นายบารัค โอบามาจึงเข้าสู่เส้นชัย
            ปัจจุบัน ไม่เหลือทหารสหรัฐฯ ในอิรักแล้ว ความตึงเครียดอันเกิดจากสหรัฐฯ ทำสงครามกับผู้ก่อการร้ายก็ลดลงไปด้วย และไม่เข้าร่วมการสู้รบใหม่ๆ สาเหตุหนึ่งเกิดจากการที่ปธน.โอบามาไม่เน้นส่งทหารเข้าร่วมรบ เช่น กรณีชาติตะวันตกแทรกแซงลิเบีย กรณีความขัดแย้งในซีเรียที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้
            เปรียบเทียบระหว่างสมัยของบุชกับโอบามา ความมั่นคงระหว่างประเทศในปัจจุบันอยู่ในภาวะผ่อนคลายมากกว่า
            หากมองให้ใกล้ตัวยิ่งขึ้น นโยบาย หวนคืนเอเชีย ของปธน.โอบามา ดูจะเป็นเหตุให้เกิดความร้อนแรงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพราะเป็นนโยบายเพิ่มกำลังรบในภูมิภาคแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นพรรคเดโมแครตหรือรีพับลิกันต่างให้ความสำคัญกับภูมิภาคแห่งนี้อยู่แล้ว ดังนั้นจึงขึ้นกับรายละเอียดของนโยบายมากกว่า แต่เชื่อว่าถ้านายโอบามาได้เป็นปธน.อีกสมัย คงไม่ก่อสงครามในภูมิภาคนี้

ความสำคัญต่อเศรษฐกิจ

            คล้ายกับหลายประเทศ คนอเมริกันให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องมากที่สุด ผู้มีสิทธิมีเสียงจะต้องตัดสินใจว่าผู้สมัครพรรคใดน่าจะช่วยให้ตนมีเศรษฐกิจดีขึ้น มีเงินใช้ มีงานทำ ฯลฯ ยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัว เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่ฟื้นอย่างแข็งแกร่ง คนว่างงานมีจำนวนมาก ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยฝากความหวังกับการเลือกตั้งว่าจะมีสิ่งดีใหม่ๆ เกิดขึ้น หรืออย่างน้อยขอให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นบ้าง
            นโยบาย การดำเนินนโยบายของปธน. มีผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ว่าจะฟื้นหรือแฟบ
            ในยุคโลกาภิวัตน์ ระบบเศรษฐกิจแต่ละประเทศนับวันจะเชื่อมโยงกันมากขึ้น หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่อนแอ ย่อมกระทบต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลก กระทบต่อการส่งออกของไทย ความเชื่อมั่นในการค้าการลงทุน กระทบต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่งผลลูกโซ่ตามมาอีกมากมาย แรงงานไทยตกงานมากขึ้น รัฐมีรายได้ลดลงจึงต้องกู้ยืมเงินต่างประเทศมากขึ้น ตลาดหุ้นตก ฯลฯ
            การเลือกตั้งปีนี้ จะมีผลต่อการตัดสินแก้ปัญหาสำคัญของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่กำลังกระเป๋าฉีก มีรายได้ไม่พอรายจ่าย และติดปัญหาไม่สามารถกู้เพิ่มเนื่องจากเต็มเพดานกู้ยืมตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว นักการเมืองสหรัฐฯ กำลังถกเถียงอย่างรุนแรงว่าต้องแก้ด้วยการตัดลดรายจ่ายภาครัฐ หรือเก็บภาษีจากประชาชนมากขึ้น ที่เรียกว่า ‘Fiscal Cliff’
            ไม่ว่าทางออกเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร เชื่อว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในปีหน้าอย่างรุนแรง และนักการเมืองสหรัฐฯ หวังใช้การเลือกตั้งรอบนี้ให้ชาวอเมริกันชี้ขาดว่าจะสนับสนุนแนวทางของพรรคใด หรือจะให้ปธน.คนใดเป็นผู้ตัดสินใจ
            นอกจากประเด็นข้างต้น ยังมีอีกหลายประเด็น เช่น การทำแท้งเสรี การอนุญาตให้เกย์แต่งงานอยู่ในความสนใจของหลายคน และจะมีผลกระทบต่อสังคมอื่นๆ รวมทั้งของไทยในที่สุด การเลือกตั้งสหรัฐอเมริกา 2012 จึงควรค่าแก่การติดตาม
-------------------
บรรณานุกรม:

1. The 2012 US Election: What the Rest of the World Thinks. http://www.rusi.org/election2012

2. The World Views of the U.S. Presidential Election. http://www.palgraveconnect.com/pc/polintstud2010/browse/inside/9780230101951.html

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2555

ประเด็นโลก ประเด็นร้อน 3 – 9 กันยายน 2012

มอง QE3 อย่างเป็นเหตุเป็นผล
1 กันยายน 2012
ชาญชัย
            ในยามที่เศรษฐกิจจีนกำลังชลอตัว ยูโรโซนยังแก้ปัญหาไม่ได้ ส่วนสหรัฐฯ ยังพอไปได้แม้อัตราว่างงานยังสูงอยู่ คนในตลาดเงินตลาดทุนให้ความสนใจว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่หลังส่งสัญญาณที่ถูกตีความไปต่างๆ นานา
การตีความคำพูดของเฟด อย่างน้อยต้องนึกถึง 3 ประเด็น คือ
            1 เหตุผลที่ต้องออกมาตรการกระตุ้น
            2 ออกเมื่อไหร่
            3 เนื้อหามาตรการกระตุ้นเป็นอย่างไร
            บทวิเคราะห์นี้จะพยายามตีความ แยกแยะให้เห็นชัดเจน พร้อมกับสังเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดเพื่อเป็นข้อสรุปสุดท้ายดังนี้

1 เหตุผลที่ต้องออกมาตรการกระตุ้น

หลักคิดเบื้องต้นคือ หากเฟดจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจย่อมต้องมีเหตุผลรองรับที่มีน้ำหนักเพียงพอ
            ประธานใหญ่เฟดนายเบน เบอร์นันเก้เห็นว่าควรกระตุ้นเศรษฐกิจเพราะอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจยังไม่น่าพอใจ โดยยกประเด็นอัตราคนว่างงานว่า “เป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่ง...เพราะอัตราว่างงานที่ยืนระดับสูงเป็นเวลานานจะบั่นทอนโครงสร้างเศรษฐกิจอีกนานหลายปี” จึงต้องทำให้อัตราว่างงานลดลง (WSJ) ณ บรรทัดนี้สรุปว่าเฟดเห็นว่าอัตราว่างงานสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องมานานแล้ว
            ปัญหาคือตลาดแรงงานอิ่มตัว ไม่ต้องการจ้างงานเพิ่ม จึงเกิดคำถามว่าเครื่องมือทางการเงินของเฟดจะสามารถช่วยลดปัญหาดังกล่าวได้หรือไม่ หรือเฟดค้นพบวิธีการใหม่ที่สามารถกระตุ้นการจ้างงานเพิ่ม
            เมื่อคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ณ ขณะนี้เฟดมองว่าปัญหาเศรษฐกิจหลักของสหรัฐฯ คือเรื่องอัตราการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับสูงและเป็นเช่นนี้มานานแล้ว พร้อมจะใช้มาตรการเพื่อสร้างการจ้างงานเพิ่ม

2 ออกเมื่อไหร่

            ผู้ที่ติดตามการประชุมเฟดจะสังเกตเห็นอย่างหนึ่งว่าคุณเบอร์นันเก้พูดหลายครั้งแล้วว่าพร้อมจะออกมาตรการกระตุ้น
            อาจไม่รู้สึกแปลกใจถ้าจะได้ยินเฟดพูดซ้ำอีกครั้ง หรือหลายๆ ครั้ง มีลักษณะเป็น โรคเลื่อนดังนั้น ที่ประธานใหญ่เฟดพูดครั้งล่าสุดอาจไม่ได้หมายความว่าจะออกมาตรการในเดือนกันยายนนี้
            อีกประเด็นหนึ่งคือ ถ้ายกเหตุเรื่องอัตราว่างงานขึ้นมาอ้าง หากวิเคราะห์ด้วยพื้นฐานข้อมูลสถิติ ผมตอบได้เลยว่าสามารถออกมาตรการกระตุ้นได้ทุกเมื่อ เพราะขณะเมื่อนายบารัค โอบามาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2009 ตัวเลขว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 8.3 ตลอดสามปีครึ่งที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าวอยู่ในระดับร้อยละ 8.1-10 เฉพาะปี 2012 ตัวเลขอยู่ระหว่าง 8.1-8.3 ล่าสุดอยู่ที่ร้อยละ 8.3
(ภาพ: อัตราว่างงานรายเดือน ข้อมูลจาก: สำนักงานสถิติแรงงาน กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ)
            ครั้งล่าสุด (31 ส.ค.) คุณเบอร์นันเก้พูดว่า “ตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมาอัตราว่างงานไม่ดีขึ้น” และเห็นว่าหากเศรษฐกิจไม่ขับเคลื่อนแรงกว่านี้อัตราว่างงานจะยังคงระดับสูงเช่นนี้ต่อไป (Bloomberg) ถ้าประธานใหญ่เฟดเห็นว่าอัตราว่างงานอยู่ในระดับที่สูงเกินไปมานานแล้ว ก็ควรที่จะออกมาตรการเพิ่มเติมตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ไม่ต้องยืดเยื้อรอมาถึงเดือนกันยายน (ที่ผ่านมาได้ออกมาตรการหลายครั้งแล้ว) ไม่จำต้องรอถึงการประชุมเฟดครั้งหน้า ไม่ต้องให้คุณเบอร์นันเก้พูดซ้ำหลายครั้งว่าพร้อมจะใช้มาตรการแล้ว
            ที่สรุปเช่นนี้ ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธว่าเฟดจะไม่ออกมาตรการกระตุ้นอีก บางส่วนของคำตอบเรื่องนี้อาจอยู่ที่ข้อต่อไป ...

3 เนื้อหามาตรการกระตุ้นเป็นอย่างไร

            ความเข้าใจที่เป็นปัญหาคือ บางคนใช้คำว่า ‘QE3’ เมื่อพูดถึงมาตรการกระตุ้นของเฟดครั้งหน้า การใช้คำนี้อาจเกิดความเข้าใจผิดนึกถึง QE2 เกิดการทึกทักเอาเองว่า QE3 ก็คือ QE เดิมที่ทำซ้ำใหม่อีกรอบ
เดือนก่อน (1 สิงหาคม) คุณเบอร์นันเก้พูดว่า “มีโอกาสที่ธนาคารกลางจะผ่อนคลายทางการเงินและทำให้การฟื้นตัวเข้มแข็งยิ่งขึ้น” ทั้งนี้ขึ้นกับ “ข้อมูลเศรษฐกิจ พัฒนาการของตลาดการเงิน” และจะกระตุ้น “เท่าที่จำเป็นเพื่อช่วยเสริมการฟื้นฟูเศรษฐกิจ” (WSJ)
มาตรการที่ออกรอบใหม่ ไม่ว่าจะตั้งชื่อว่า ‘QE3’ หรือไม่ อาจมีเนื้อหารายละเอียดไม่เหมือนกับของเดิมขึ้นกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลาและใช้ยาตรงกับโรคเท่านั้น
            จากการคิดอย่างเป็นระบบ อย่างมีเหตุมีผล ถ้ามีคนถามผมด้วยคำถามยอดฮิตว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะออก QE3 หรือไม่ ผมตอบได้แต่ว่าถ้าจะออกมาตรการกระตุ้นก็ด้วยวัตถุประสงค์เพิ่มการจ้างงาน และเนื้อหาของมาตรการฯ ไม่ว่าจะเรียก QE3 หรือไม่น่าจะแตกต่างจาก QE หรือมาตรการที่ผ่านมา
            ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการตัดสินใจของเฟด หากวิเคราะห์ในกรอบที่กว้างขึ้นกว่านี้
-------------------