วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2558

70 ปี สหประชาชาติ ปัญหาและข้อคิด

27 กันยายน 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6899 วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ.2558, http://www.ryt9.com/s/tpd/2260008)

สหประชาชาติ (United Nations) ก่อตั้งเมื่อปีค.ศ.1945 เริ่มต้นด้วยสมาชิก 51 ประเทศ ปัจจุบัน (2015) มีสมาชิก 193 ประเทศ ประเทศล่าสุดที่เข้าเป็นสมาชิกคือ สาธารณรัฐเซาท์ซูดาน (Republic of South Sudan) เมื่อปี 2011 ประเทศไทยเป็นสมาชิกเมื่อปี 1946 (พ.ศ.2489) ด้วยชื่อ Siam
องค์กรหลักสำคัญหนึ่งคือ สมัชชา (General Assembly) เป็นที่ประชุมใหญ่ของประเทศสมาชิกทั้งหมด ทำหน้าที่กำหนดแนวทางปฏิบัติงานขององค์การ พิจารณาและให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆ ภายในขอบเขตของกฎบัตรสหประชาชาติ ปัญหาเกี่ยวกับการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ
ปกติจะเรียกประชุมสมัชชาปีละครั้งที่สำนักงานใหญ่นครนิวยอร์ก เว้นแต่มีการเรียกประชุมพิเศษ เป็นการประชุมเดียวที่ตัวแทนสมาชิกทุกประเทศเข้าร่วมโดยพร้อมเพรียง การประชุมที่รวมผู้นำ บุคคลสำคัญเกือบ 200 ประเทศมาอยู่ในที่เดียวกัน
กันยายนของทุกปีคือช่วงเริ่มการประชุมของสมัชชา เริ่มด้วยแถลงการณ์ของแต่ละประเทศ เป็นช่วงที่เรียกว่า “General Debate” ผู้นำของแต่ละประเทศมักจะกล่าวแถลงการณ์ด้วยตนเอง เนื้อหาถ้อยแถลงมักเกี่ยวข้องวิสัยทัศน์ นโยบายแม่บทของแต่ละประเทศ อาจนำเสนอปัญหาภายในหรือระหว่างประเทศที่กำลังเผชิญ แนวทางแก้ไข ข้อเรียกร้องต่างๆ
การที่ผู้นำแต่ละประเทศเป็นผู้กล่าวถ้อยแถลงด้วยตนเองแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการประชุมนี้ เป็นวาระที่ผู้นำจะได้แสดงตัว กล่าวบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการให้นานาชาติรับรู้
ในวาระที่ผู้นำประเทศทั่วโลกมารวมตัวกันเป็นโอกาสดีที่ผู้นำประเทศจะได้พบปะพูดคุยกับผู้นำประเทศอื่นๆ ทั้งแบบเปิดเผยและปิดลับ บางคนรอวันนี้มานานที่จะได้พบปะเจรจาตามแผนที่วางไว้

ในกรณีที่ต้องลงมติ ทุกประเทศไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก มีประชากรมากหรือน้อย พัฒนาหรือกำลังพัฒนา มีสิทธิ์ลงคะแนนเท่ากันคือประเทศละ 1 เสียง นักวิชาการบางคนชี้ว่าแสดงถึงความเท่าเทียมกันของรัฐอธิปไตย สะท้อนหลักพื้นฐานของสหประชาชาติ การตัดสินใจอาศัยเสียงข้างมาก เว้นแต่คำวินิจฉัยของสมัชชาในเรื่องสำคัญจะต้องอาศัยคะแนน 2 ใน 3 ของสมาชิกที่เข้าประชุมและออกเสียงวินิจฉัย
การประชุมของสมัชชาต่อประเด็นต่างๆ อาจมีข้อมติ แต่ข้อมติไม่มีผลบังคับใช้ รัฐใดจะนำไปปฏิบัติตามหรือไม่ก็ได้ ต่างจากข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงที่มีผลบังคับใช้
ด้วยเหตุนี้เองการประชุมประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เข้าสมัชชาจึงมักเป็นเรื่องที่ต้องการหาจุดยืนร่วมกัน ผลลัพธ์ที่ได้จึงมักเป็นจุดยืนที่ต่างฝ่ายต่างต้องถอยกันคนละก้าวสองก้าว ไม่ใช้ถ้อยคำรุนแรงจนอีกฝ่ายยอมรับไม่ได้ ข้อมติส่วนใหญ่ของสมัชชามักผ่านการรับรองอย่างเป็นเอกฉันท์

ปัญหาและข้อวิพากษ์สหประชาชาติ :
          ประการแรก งบประมาณจำกัด
            เป็นเวลาหลายปีแล้วที่สหประชาชาติมีปัญหาเรื่องงบประมาณ อยู่ในภาวะต้องรัดเข็มขัด สมาชิกส่วนใหญ่ไม่ชำระเงินตามกำหนดเวลา สหรัฐอเมริกาคือหนึ่งในประเทศที่ค้างชำระมากที่สุด นักวิชาการบางคนเชื่อว่าเหตุที่ไม่ชำระเพราะไม่เห็นด้วยกับโครงการของสหประชาชาติอันเป็นผลจากแรงกดดันภายในประเทศสหรัฐ สภาครองเกรสมีความเห็นแตกแยกกันว่าอเมริกาควรสนับสนุนงบประมาณมากน้อยเพียงใด บางคนเห็นว่าบางประเทศชำระน้อยแต่มีอิทธิพลมาก (ความคิดว่าจ่ายมากควรมีอิทธิพลมาก จ่ายน้อยควรมีอิทธิพลน้อย)
            งบประมาณที่จำกัดทำให้ต้องลดจำนวนหรือขนาดโครงการ หรือเลื่อนเวลาออกไป

          ประการที่ 2 ความไม่เป็นกลางของสหประชาชาติ
            คณะมนตรีความมั่นคงเป็นองค์กรหลักของสหประชาชาติที่สะท้อนความไม่เป็นกลางมากที่สุด Richard N. Haass สรุปว่า บทบาทของสหประชาชาติจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับมหาอำนาจว่าต้องการให้เป็นอย่างนั้น เพราะสหประชาชาติไม่ได้มีอธิปไตยในตัวเอง ... นี่คือแนวคิดของคณะมนตรีความมั่นคง
            โลกปัจจุบันยังอยู่ภายใต้ระบบระเบียบของสหประชาชาติ จะสังเกตเห็นได้ชัดว่าประเด็นความมั่นคงใดๆ ที่ไม่ตอบสนองผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจ ประเด็นเหล่านั้นมักจะไม่ผ่านการพิจารณา ปราศจากข้อมติต่อปัญหานั้นๆ เป็นหลักฐานชี้ความไม่เท่าเทียมกันของประเทศชาติสมาชิก แม้ตามหลักอธิปไตยจะบ่งบอกว่ามีความเท่าเทียมกันก็ตาม

          ประการที่ 3 ไม่สามารถต้านพฤติกรรมของบางประเทศ การก้าวข้ามสหประชาชาติ
            มีหลายกรณีที่บางประเทศทำผิดกฎบัตรสหประชาชาติแต่ไม่อาจห้ามได้ เช่น ในปี 2003 สหรัฐโจมตีอิรักเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากสหประชาชาติ บางคนเห็นว่าเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ แต่ไม่มีผู้ใดสามารถขัดขวางพฤติกรรมดังกล่าว ด้านรัฐบาลสหรัฐอ้างว่าสามารถทำได้ถือว่าเป็นการป้องกันตนเอง

            ตัวอย่างที่ชัดเจนกว่าคือการที่บางประเทศเข้าแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นๆ โดยไม่ผ่านความเห็นชอบของคณะมนตรีความมั่นคง ในกรณีเช่นนี้สะท้อนความอ่อนแอของสหประชาชาติ และ “กฎแห่งป่า” ตามแนวคิดของสัจนิยม สะท้อนว่าในบางกรณีประเทศเหล่านั้นไม่สนใจกฎระเบียบสหประชาชาติ ไม่สนใจว่าสหประชาชาติคือกลไกเพื่อประโยชน์ของทุกชาติอย่างถาวรยั่งยืน

            ในบางกรณีกลายเป็นว่าองค์กรในระดับรองลงมาเป็นตัวแก้ปัญหาเอง เช่น กรณีซีเรีย สันนิบาตอาหรับ (Arab League) ระงับความเป็นสมาชิกของซีเรียและคว่ำบาตรเศรษฐกิจซีเรีย ต่อมาในเดือนมกราคม 2012 สันนิบาตอาหรับเรียกร้องอย่างเป็นทางการให้ประธานาธิบดีอัสซาดก้าวลงจากอำนาจ และขอให้คณะมนตรีสหประชาชาติมีมติสนับสนุนแต่รัสเซียกับจีนไม่เห็นด้วย ความขัดแย้งที่เริ่มจากปัญหาภายในซีเรียกลายเป็นความขัดแย้งที่หลายประเทศแทรกแซง
            ดังนั้น เมื่อคณะมนตรีความมั่นคงตกลงกันไม่ได้ ประเทศต่างๆ จึงทำสิ่งที่คิดว่าดี เช่น กลุ่มรัฐอาหรับสนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรีย ร่วมกับสหรัฐฯ ประเทศยุโรปบางประเทศ ส่วนรัสเซีย อิหร่านสนับสนุนรัฐบาลอัสซาด เป็นต้นเหตุทำให้มีคนตายนับแสน ผู้อพยพนับล้าน
            สหประชาชาติสร้างคุณประโยชน์มากมาย แต่ไม่ใช่องค์กรหรือกลไกที่รัฐบาลของแต่ละประเทศ องค์กรภาคประชาชนสามารถฝากความหวังได้ทุกเรื่อง หรือพูดในอีกมุมหนึ่งคือรัฐบาลของแต่ละประเทศมีความเห็นแตกต่างกัน มีผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน

          ประการที่ 4 สหประชาชาติเป็นตัวแทนของคนทั้งโลกมากเพียงใด
พึงตระหนักว่าการดำเนินการของสหประชาชาติอยู่ในกรอบของรัฐเป็นหลัก สิ่งที่นำเสนออาจไม่สะท้อนความเห็นของประชาชนบางส่วนบางกลุ่ม เช่น การแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน นโยบายของรัฐอาจไม่สอดคล้องกับความเห็นของกลุ่มองค์กรภาคประชาชน ในบางเรื่องบางราวหากรัฐบาลไม่เป็นตัวแทนของประชาชน สหประชาชาติย่อมไม่เป็นตัวแทนของประชาชนเช่นกัน

แนวคิดปรับปรุงสหประชาชาติ :
            ในปีนี้ (2015) ที่สหประชาชาติครบรอบ 70 ปี มีคำถามว่าสหประชาชาติได้ทำหน้าที่ตามวัตถุประสงค์มากน้อยเพียงใด อีกคำถามคือบริบทโลกปัจจุบันแตกต่างจากเมื่อ 70 ปีก่อน ดังนั้น ควรปรับปรุงองค์กรให้เข้ากับยุคสมัยหรือไม่
            บางคนเห็นว่าสหประชาชาติต้องมีอำนาจมากกว่านี้เพื่อแก้ปัญหาโลก คำถามตามมาคือเพิ่มอำนาจแก่ใคร ทุกประเทศเท่าเทียมกันหรือไม่ ในขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าโลกในปัจจุบันเท่าเทียมกันจริงหรือ แต่ละประเทศมีพลังอำนาจเท่าเทียมกันหรือ

            บางคนเห็นว่าโครงสร้างเศรษฐกิจโลกปัจจุบันที่มีรากฐานจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ควรปรับปรุงให้ทุกประเทศได้ประโยชน์เท่าเทียมกว่านี้ นโยบายส่งเสริมการบริโภคจนเกินตัว สนับสนุนวัตถุนิยมอย่างสุดโต่งเป็นต้นเหตุของหลายปัญหา จะดีกว่าหรือไม่หากยึดแนวทางพัฒนาอย่างยั่งยืน
            เป็นเรื่องดีที่สหประชาชาติมีนโยบายส่งเสริมสิทธิมนุษยชน แต่การส่งเสริมดังกล่าวหมายถึงการแทรกแซงกิจการภายในของอีกประเทศหรือไม่ หลักสิทธิมนุษยชนที่ดีและเหมาะสมอยู่ตรงไหน ในเมื่อบางประเด็นขัดแย้งกับหลักความเชื่อศาสนา เช่น การทำแท้ง รักร่วมเพศ

            ควรที่ทุกประเทศมีอธิปไตย มีสิทธิ์เลือกแนวทางการปกครอง การพัฒนาประเทศของตน ยอมรับแนวทางที่หลากหลายมากขึ้น เป็นพหุสังคมทั้งระดับประเทศและระดับโลก

          คำถามสุดท้ายคือประชาชนได้ประโยชน์อะไรจากสหประชาชาติ การปรับปรุงสหประชาชาติ

จนบัดนี้สหประชาชาติ 70 ปีแล้วยังมีประเด็นที่ต้องปรับปรุงอีกมาก แต่จะทำอย่างไร
            นักวิชาการ องค์กรภาคประชาชนจำนวนมาก แม้กระทั่งบรรดารัฐบาลของประเทศต่างๆ ต่างอยากปรับปรุงสหประชาชาติ ปัญหาใหญ่คือแนวคิดแนวทางของแต่ละฝ่ายแตกต่างกัน ขาดความเห็นร่วมในเชิงแนวทางปรับปรุง และแม้ได้แนวทางที่เห็นร่วมแล้วต้องให้รัฐบาลชาติมหาอำนาจเห็นชอบด้วย หรือไม่ก็ต้องผลักดันให้พลเมืองของชาติมหาอำนาจมีความเห็นร่วมกันและผลักดันรัฐบาลของตนพร้อมๆ กัน
            ความขัดแย้งในเชิงแนวคิดแนวทางปรับปรุงสหประชาชาติ สะท้อนให้เห็นว่าหลักคิดพื้นฐานของฝ่ายต่างๆ ในโลกแตกต่างกัน มีมุมมองแบบตะวันตก มุมมองแบบตะวันออก มุมมองของสารพัดสำนักคิด มีทฤษฎีร้อยแปดพันเก้า ต่างมีผู้ยึดมั่นเห็นว่าดีเห็นว่าชอบ
            การปรับปรุงต้องเริ่มจากแนวคิด ให้มีแนวคิดร่วมกันก่อน เป็นเรื่องท้าทายระดับโลก

            บางครั้งลำพังปัญหาของคนเพียง 2 คนก็แก้ยากแล้ว สามีภรรยาที่อยู่กินด้วยกันนานปีอาจยังแก้ปัญหาของตนไม่ได้ นับประสาอะไรกับปัญหาระดับโลกที่มีตัวแสดงเกี่ยวข้องมากมาย ต่างฝ่ายต่างมีผลประโยชน์ เป้าหมายของตน แต่ในอีกมุมหนึ่ง แม้มีความเห็นต่างแต่ใช่ว่าจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ ที่สำคัญคือทั้งคู่ต่างต้องมีเป้าหมายที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข จึงช่วยกันประคับประคอง สร้างและรักษาความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
การสร้างโลกอันเป็นอุดมคติเป็นเรื่องดี ควรส่งเสริม ถ้าพูดใดกรอบระยะสั้น-ระยะกลางแนวทางที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือการ “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” ส่วนใครที่ดีแต่พูด ปฏิบัติตรงข้าม ควรที่จะเผยแพร่ให้คนทั่วโลกรับรู้ เพื่อให้คนทั้งโลกได้เรียนรู้และรับผิดชอบร่วมกัน
------------------------

บรรณานุกรม:
1. รุ่งพงษ์ ชัยนาม, รศ.ดร. (2554) สงครามกับการเปลี่ยนแปลงในสังคมโลก ใน เอกสารการสอนชุดวิชาสังคมโลก นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
2. Grieb, K. J. (2008). General Assembly (GA). In Encyclopedia of the United Nations (2nd Ed.). (pp.166-169). USA: Facts On File.
4. Haass, Richard N. (2005). The Politics of Power: New Forces and New Challenges. Defining Power, 27 (2), Summer 2005, Retrieved from http://hir.harvard.edu/articles/1340/1/>
5. Hale, Thomas., Held, David., & Young, Kevin. (2013). Gridlock: Why Global Cooperation is Failing when We Need It Most. UK: Polity Press.
 6. Kegley, Charles W., & Blanton, Shannon L. (2011). World Politics: Trend and Transformation.  MA: Wadsworth Publishing.
7. Masters, Jonathan. (2013, September 11). Syria's Crisis and the Global Response. Council on Foreign Relations. Retrieved from http://www.cfr.org/syria/syrias-crisis-global-response/p28402
8. Ray, James Lee., & Kaarbo, Juliet. (2008). Global Politics (9th Ed.). USA: Houghton Miffl in Company.
9. United Nations. (2015). Growth in United Nations membership, 1945-present. Retrieved from http://www.un.org/en/members/growth.shtml
---------------------------

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558

คนต่างด้าวอพยพ Migrant กับ Immigrant

20 กันยายน 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6892 วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ.2558, http://www.ryt9.com/s/tpd/2255023)

            สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในยุโรปคือผู้อพยพหลายแสนคนกำลังเดินทางเพื่อขอลี้ภัยหรือต้องการหางานทำ คนเหล่านี้มาจากหลากหลายที่ทั้งคนแอฟริกาจากหลายประเทศในทวีปแอฟริกา (ไม่เฉพาะลิเบีย) คนจากยุโรปตะวันออก คนจากภูมิภาคตะวันออกกลาง เอเชีย เช่น ชาวซีเรีย อัฟกานิสถาน คนเหล่านี้มาด้วยเหตุผลที่เหมือนและแตกต่างกัน รัฐบาลในหมู่ประเทศอียูไม่อาจปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยสงครามดังเช่นปฏิบัติต่อแรงงานต่างด้าว ผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย รวมถึงนโยบายของแต่ละประเทศต่อผู้อพยพเหล่านี้ การทำความเข้าใจต้องเริ่มจากสามารถจำแนกแยกแยะคนเหล่านี้ก่อน

Migrant :
            ไม่มีนิยามที่ตรงกัน โดยทั่วไป Migrant หมายถึง คนต่างด้าว คนต่างสัญชาติที่อพยพย้ายถิ่นไปยังอีกประเทศหนึ่ง คนเหล่านี้ไม่ใช่นักท่องเที่ยวหรือนักธุรกิจที่ไปอยู่ต่างประเทศในช่วงระยะเวลาไม่นาน คนต่างด้าวอพยพต้องการอยู่ระยะยาว สหประชาชาตินิยามว่าอยู่นานกว่า 1 ปี อาจถาวรหรือไม่ถาวร ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด จะได้เป็นผู้ลี้ภัยในประเทศที่ 3 หรือถูกส่งตัวกลับ หลายคนมาไม่ใช่เพราะเผชิญสงครามกลางเมืองแต่เพื่อหางานทำเป็นแรงงานต่างด้าว
            ปัจจุบันการย้ายถิ่นมีมากขึ้น ทั้งย้ายเข้าและออก คนจากประเทศที่พัฒนาแล้วย้ายไปอยู่ประเทศกำลังพัฒนาเช่นกัน เช่น ไปด้วยเหตุผลเรื่องหน้าที่การงาน หวังใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง
            บ่อยครั้งคำๆ นี้ถูกใช้ในความหมายเดียวกับคนต่างด้าวย้ายถิ่น (Immigrant) ผู้ขอลี้ภัย (Asylum) ในขณะที่บางคนใช้แยกกันเพราะต้องการเจาะจงความหมายระหว่างแรงงานต่างด้าวกับผู้ขอลี้ภัย

Immigrant :
            คนต่างด้าวย้ายถิ่น (Immigrant) หมายถึง คนต่างชาติที่ไปอีกประเทศเพื่อเป้าหมายบางอย่าง เช่น หนีภัยสงคราม หางานทำ หรือเดินทางไปเพื่อรวมตัวกับญาติพี่น้องที่อยู่ก่อนแล้ว คนเหล่านี้ตั้งใจไปอยู่เป็นระยะเวลานาน (ทั้งแบบถูกกฎหมายกับผิดกฎหมาย) จำนวนมากลงหลักปักฐานกลายเป็นพลเมืองในประเทศใหม่ ในขณะที่อีกส่วนคาดหวังจะกลับประเทศบ้านเกิดในอนาคต บางคนเดินทางไปๆ มาๆ ระหว่าง 2 ประเทศ ส่วนแรงงานต่างด้าวต้องกลับประเทศเมื่อวีซาหมดอายุ
ความแตกต่างระหว่าง Migrant กับ Immigrant คือ Immigrant มุ่งปักหลักในถิ่นฐานใหม่อย่างถาวร อย่างไรก็ตามบางคนใช้ 2 คำนี้ในความหมายเดียวกัน เช่น คนต่างด้าวย้ายถิ่นอาจเดินทางไปมา 2 ประเทศ มีที่อาศัยทั้ง 2 ประเทศ
คนต่างด้าวที่ลักลอบเข้าเมือง (undocumented immigrants) หมายถึงคนต่างด้าวย้ายถิ่นที่ลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย รวมทั้งพวกที่วีซาหมดอายุ เป็นปัญหาแก่หลายประเทศที่เป็นจุดหมายของคนเหล่านี้ และมักเป็นเหยื่อของพวกอาชญากร

เกร็ดประวัติศาสตร์การอพยพย้ายถิ่น :
แต่ไหนแต่ไรมนุษย์ย้ายถิ่นเพื่อหนีภัย หนีความแห้งแล้งหรือหนาวเหน็บ อาจหมายถึงการแสวงหาพื้นที่ใหม่สำหรับสร้างชุมชนใหม่ ก่อตั้งประเทศ อเมริกาคือตัวอย่างประเทศที่คนยุโรปและอีกหลายประเทศย้ายเข้าไปเพื่อสร้างเมืองใหม่และกลายเป็นประเทศใหม่ในที่สุด
การเคลื่อนย้ายทาสในยุคค้าทาส ล่าอาณานิคม นักวิชาการบางคนจัดว่าพวกทาสเป็นผู้อพยพย้ายถิ่นเช่นกัน
ในยุคปัจจุบันการอพยพย้ายถิ่นหมายถึงการไปอยู่อีกประเทศหนึ่ง ที่มีรัฐบาลมีเจ้าของประเทศอยู่แล้ว สถานภาพคือการเป็นคนต่างด้าวย้ายถิ่นหรือเป็นผู้ลี้ภัย มักเกิดจากเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง รองมาคือเรื่องความปลอดภัยในชีวิต เสรีภาพในการนับถือศาสนา
            หลายคนคุ้นชินพวกแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศ คนที่เข้ามาด้วยเหตุผลเรื่องงานจะใช้วิธีเปรียบเทียบอัตราค่าแรงกับโอกาสที่จะได้งานทำ ดังนั้น ประเทศที่เศรษฐกิจดี ประเทศที่พัฒนาแล้วจึงเป็นจุดหมายของแรงงานต่างด้าว อย่างไรก็ตามบางประเทศอาจต้องการแรงงานไร้ฝีมือ แต่มิได้ต้องการให้แรงงานเหล่านี้อาศัยในประเทศอย่างถาวร
            ดังนั้น เมื่อพูดถึงคนต่างด้าวอพยพย้ายถิ่นในหลายบางกรณีจึงเป็นความสมัครใจ เป็นประโยชน์ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย เกิดขึ้นในยามปกติ (เช่น กรณีแรงงานต่างด้าว) ไม่จำต้องเป็นเรื่องการหนีภัยสงครามหรือภัยอื่นๆ ในขณะที่บางกรณีหมายถึงรุกรานยึดครอง เช่นกรณีอเมริกา แต่เลี่ยงใช้คำว่าอพยพย้ายถิ่นแทนคำว่ารุกรานคนท้องถิ่นดั้งเดิม

ประวัติศาสตร์คนต่างด้าวย้ายถิ่นอเมริกา :
            Rachel Cortes กับ Dudley Poston Jr. ให้ข้อมูลว่า ถ้ามองว่าคนอินเดียแดงกับชาวอลาสกาท้องถิ่นคือเจ้าของประเทศดั้งเดิม ตามสถิติปี 2000 ประชากรร้อยละ 98 ของอเมริกาจะเป็นคนต่างด้าวย้ายถิ่น (Immigrant) หรือลูกหลานของพวกเขา คนอินเดียแดงกับชาวอลาสกาดั้งเดิมมีเพียง 4.3 ล้านคนหรือราวร้อยละ 1.5 เท่านั้น คนเหล่านี้อาศัยในพื้นที่ตั้งแต่เมื่อ 40,000 ปีก่อน
            คนอังกฤษกลุ่มแรกมาตั้งถิ่นฐานที่เมือง Jamestown รัฐเวอร์จิเนียเมื่อปีค.ศ.1607 ทำมาหากินด้วยการปลูกยาสูบ และเนื่องจากเป็นงานที่ต้องอาศัยแรงงานมากจึงเป็นแรงผลักดันต้องการแรงงานทาส ทาสแอฟริกาคนแรกที่ซื้อขายในอเมริกาเกิดขึ้นที่เมือง Jamestown นี้เองเมื่อปี 1619 ในช่วงนี้การใช้ทาสแอฟริกายังน้อย เนื่องจากสามารถใช้พวกอินเดียแดงกับคนผิวขาวต่างด้าวที่เข้ามาเป็นแรงงาน แต่นับจากปี 1690 เป็นต้นมาทาสแอฟริกาเริ่มเป็นแรงงานหลัก และด้วยแรงงานทาสแอฟริกานี้เองทำให้อเมริกาในยุคบุกเบิกสามารถครองตลาดโลก และแม้ว่ารัฐบาลยกเลิกการค้าทาสในปี 1807 แต่ทาสยังคงดำรงอยู่ในประเทศต่อไปอีกเกือบ 6 ทศวรรษ จนกระทั่งสิ้นสงครามกลางเมือง (Civil War: 1861–1865)

            คนฟิลิปปินส์คือชาวเอเชียกลุ่มแรกๆ ที่ย้ายถิ่นมาอเมริกาตั้งแต่ปีค.ศ. 1763 คนเหล่านี้เป็นกะลาสีเรือ ตั้งชุมชนของตนเองที่ Louisiana (ปัจจุบันยังคงอยู่)
            ชาวจีนเป็นอีกกลุ่มที่เข้ามามากในยุคตื่นทอง (California Gold Rush) เมื่อปลายทศวรรษ 1840 มีชาวจีนราว 288,000 คนในอเมริกาในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งเดินทางกลับจีนหลังสิ้นยุคตื่นทอง การเข้ามาของคนจีนกดดันค่าแรงของคนอเมริกันเพราะคนจีนไม่เลือกงาน ส่งผลต่อการเมืองสังคมภายในประเทศ จึงเกิดกฎหมายไม่รับคนจีนเข้าทำงาน และห้ามคนจีนย้ายถิ่นฐานเข้าอเมริกา กฎหมายเหล่านี้ยกในปี 1943 เมื่อจีนเป็นพันธมิตรสหรัฐในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

พวกผิวดำที่ย้ายถิ่นเข้าอเมริกาไม่ใช่พวกนิโกรจากแอฟริกาในยุคค้าทาสเท่านั้น (ถ้าเรียกคนกลุ่มนี้ว่าคนต่างด้าวเข้าเมือง) คนผิวดำย้ายเข้าอเมริกาหลายช่วง บางส่วนมาจากประเทศแถบคาริเบียน ลาตินอเมริกาและจากแอฟริกาหลังยุคอาณานิคม
ในยุคชาตินิยมหลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 คนผิวดำจำนวนมากหนีสงครามกลางเมืองเข้ามาในอเมริกา เช่น จากไนจีเรีย กานา กาบูเวร์ดี (Cabo Verde) เอธิโอเปีย เอริเทรีย (Eritrea) โซมาเลียและซูดาน
ตั้งแต่ปี 1965 เป็นต้นมา คนผิวดำที่ย้ายเข้ามาส่วนใหญ่เป็นพลเมืองจากประเทศในแถบคาริเบียน
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติบ่งชี้ว่าคนผิวดำที่อพยพเข้ามาทีหลังมีฐานะเศรษฐกิจดีกว่าพวกผิวดำที่มาตั้งแต่สมัยค้าทาส ทั้งๆ ที่คนกลุ่มหลังพูดภาษอังกฤษสู้กลุ่มที่มาอยู่ก่อนไม่ได้ คนลาตินอเมริกาปัจจุบันส่วนใหญ่ย้ายถิ่นเข้าอเมริกาด้วยเหตุผลเศรษฐกิจเป็นหลัก ต้องการงานทำ มีรายได้มากขึ้น ส่วนผู้ประกอบการในอเมริกาต้องการแรงงานราคาถูก จึงตอบสนองความต้องการซึ่งกันและกัน ท่ามกลางแรงต้านของบางกลุ่มที่เห็นว่าแรงงานต่างด้าวกดค่าแรงของคนอเมริกัน ภาษีส่วนหนึ่งใช้กับคนเหล่านี้ ส่วนผู้ที่สนับสนุนเห็นว่าระบบเศรษฐกิจจำต้องมีแรงงานจำพวกนี้ เร่งให้เศรษฐกิจเดินหน้า

นับจากปี 2005 เป็นต้นมา ชาวเม็กซิโกเป็นคนต่างด้าวกลุ่มใหญ่ที่ย้ายถิ่นเข้ามาทำงานในอเมริกา คือคิดเป็นราวร้อยละ 30 ของจำนวนคนต่างด้าวย้ายถิ่นทั้งหมด ไม่ว่าชาวอเมริกันจะคิดเห็นอย่างไร คนเม็กซิโกเป็นแรงงานสำคัญเสมอมา ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) รัฐบาลสหรัฐขับไล่แรงงานเม็กซิโกออกจากประเทศราว 500,000 คนและอีก 200,000 คนที่สมัครใจกลับประเทศ ต่อมาเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลสหรัฐกับเม็กซิโกมีข้อตกลงส่งแรงงานเข้าอเมริกาตามโครงการที่ชื่อว่า Bracero นโยบายรับหรือผลักดันคนต่างด้าวออกออกจึงขึ้นกับสถานการณ์ในแต่ละช่วง

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
คนต่างด้าวอพยพ (Migrant) ต่างจากคนต่างด้าวย้ายถิ่น (Immigrant) ตรงที่คำหลังให้ความหมายเชิงการย้ายถิ่นถาวรมากกว่า ทั้ง 2 คำไม่เน้นเหตุผลของการย้ายถิ่น
คำว่าผู้ขอลี้ภัย (Asylum) คือคนต่างด้าว ต่างสัญชาติที่แจ้งความจำนงต่อรัฐบาลขอเป็นผู้ลี้ภัย ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง เช่น ถูกกดขี่ข่มเหง หนีภัยสงคราม
            ส่วนผู้ลี้ภัย (Refugees) หมายถึง ผู้ขอลี้ภัยที่ได้รับอนุญาตแล้ว ดังนั้น คนต่างด้าวอพยพหรือคนต่างด้าวย้ายถิ่นบางคนอาจกลายเป็นผู้ลี้ภัยในที่สุด ถ้ารัฐบาลประเทศปลายทางยอมรับการลี้ภัยของเขา
            การอพยพย้ายถิ่น เป็นแรงงานต่างด้าว เป็นผู้ลี้ภัย เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายประเทศรับคนเหล่านี้เป็นประจำทุกปี กลุ่มประเทศอียูเป็นอีกกลุ่มที่รับผู้ลี้ภัยทุกปี มีแรงงานต่างด้าวเข้าประเทศทุกปีทั้งแบบถูกกฎหมายผิดกฎหมาย ดังนั้น รัฐที่รับคนเหล่านี้จึงมีระบบมีกลไกรับมืออยู่แล้ว เพียงแต่ในระยะนี้มีผู้อพยพเข้ามาจำนวนมากกว่าปกติ เกิดเหตุการณ์อันกลายเป็นข่าว กลายเป็นที่สนใจที่วิพากษ์อย่างกว้างขวาง
            การอพยพเคลื่อนย้ายคนจำนวนมากเกิดขึ้นเสมอในทุกยุคทุกสมัยของประวัติศาสตร์ เหตุผลรวบยอดสรุปได้เพียงคำเดียวว่า “เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” ในการนี้รวมถึงการรุกรานแย่งดินแดน เช่น กรณีก่อตั้งประเทศอเมริกาที่นักวิชาการบางคนพยายามอธิบายว่าคือการแปลงคนต่างด้าวย้ายถิ่นหรือลูกหลานของพวกเขาเป็นพลเมือง (citizen) การนำคนต่างชาติมาเป็นทาส (บังคับให้คนต่างด้าวย้ายถิ่น) บริบทปัจจุบันแตกต่างจากสมัยก่อนตรงที่พื้นที่มีเจ้าของหมดแล้ว จึงเกิดผู้เข้าเมืองถูกกฎหมายกับผิดกฎหมาย ผู้เข้ามาต้องขออนุญาตเพื่อเป็นผู้ลี้ภัย เป็นแรงงานต่างด้าว
------------------------

บรรณานุกรม:
1. Anderson, Bridget., & Blinder, Scott. (2015, August 25). Who Counts as a Migrant? Definitions and their Consequences. The Migration Observatory. Retrieved from http://www.migrationobservatory.ox.ac.uk/sites/files/migobs/Briefing%20-%20Who%20Counts%20as%20a%20Migrant.pdf
2. Cortes, Rachel Traut., & Poston, Dudley L. Jr. (2008). Immigration to North America. In International Encyclopedia of the Social Sciences. (2nd Ed. (9 vol. set. pp. 576-580). USA: The Gale Group.
3. Düvell, Franck. (2008). Immigration. In Encyclopedia of Social Problems. (2 Vol Set, pp. 477-478). USA: SAGE Publications.
4. Hein, Jeremy. (2008). Refugee. In International Encyclopedia of the Social Sciences. (2nd Ed. (9 vol. set. pp.125-127). USA: The Gale Group.
5. Parrillo, Vincent N. (2008). Undocumented immigrants, United States. In Encyclopedia of Social Problems. (2 Vol Set, pp. 972-974). USA: SAGE Publications.
6. Rivas-Rodriguez, Maggie. (2008). Immigrants, Latin American. In International Encyclopedia of the Social Sciences. (2nd Ed. (9 vol. set. pp. 570-572). USA: The Gale Group.
7. Shan, Hongxia. (2008). Immigration. In International Encyclopedia of the Social Sciences. (2nd Ed. (9 vol. set. pp. 581-583). USA: The Gale Group.)
--------------------------------