วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2557

อัลมาลิกีไม่ก้าวลงจากอำนาจ ผลกระทบต่อ ISIL/ISIS พวกซุนนีในอิรักและอื่นๆ

29 มิถุนายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6445 วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/1929500)

            นับจากกองกำลังอาวุธ Islamic State of Iraq and the Levant (ISIL) หรือในอีกชื่อหนึ่งคือ Islamic State in Iraq and Syria (ISIS) เข้ายึดเมืองโมซุล (Mosul) และอีกหลายเมืองหลายจังหวัด ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ซึ่งสนับสนุนนายนูรี อัลมาลิกี (Nouri Al-Maliki) นายกรัฐมนตรีอิรัก ตั้งเงื่อนไขการช่วยเหลือรัฐบาลแบกแดดว่า สหรัฐจะสนับสนุนการรบทางการอากาศ ก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าสหรัฐในอิรักถูกคุกคามโดยตรง หรือรัฐบาลอัลมาลิกีจะปรับเปลี่ยนนโยบายตอบสนองความต้องการของชาวอิรักทุกฝ่าย และย้ำว่า “ข้อสอบของพวกเขาคือเรื่องการเอาชนะความไม่ไว้ใจ การแบ่งแยกทางศาสนาอย่างรุนแรง” สหรัฐจะทำเพื่อสิ่งที่ถูกต้องแก่ประชาชนอิรัก
            นายจอห์น แคร์รี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ขยายความจุดยืนของประธานาธิบดีว่าหากผู้นำการเมืองบรรลุข้อตกลงนำเอกภาพกลับสู่ประเทศ สหรัฐจึง “จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่” เป็นเวลาที่บรรดาผู้นำอิรักต้องตัดสินใจ “สหรัฐอเมริกาอยากเห็นประชาชนอิรักหาผู้นำที่เตรียมตัวเป็นผู้แทนของประชาชนอิรักทั้งสิ้น” ทั้งหมดนี้ตีความได้ว่า รัฐบาลโอบามาจะให้การสนับสนุนรัฐบาลอิรักอย่างเต็มกำลัง ด้วยเงื่อนไขว่าความช่วยเหลือดังกล่าวจะให้กับรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะจัดตั้ง และจะต้องเป็นรัฐบาลใหม่ที่มีเอกภาพ ซึ่งหมายถึงนายกฯ อัลมาลิกีต้องพ้นจากอำนาจ รัฐบาลใหม่ซึ่งมีกระแสข่าวว่าจะจัดตั้งเป็นรัฐบาลแห่งชาติ มุ่งกระจายอำนาจแก่ทุกกลุ่ม ไม่รวบอำนาจดังเช่นที่ผ่านมา
            ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤต กองกำลัง ISIL/ISIS รุกคืบเข้าใกล้กรุงแบกแดด เผชิญแรงกดดันทั้งจากภายนอกและกลุ่มการเมืองต่างๆ ภายในประเทศ นายกฯ อัลมาลิกีปฏิเสธข้อเรียกร้องให้พ้นจากอำนาจ กล่าวว่า “การเรียกร้องให้จัดตั้งรัฐบาลฉุกเฉินแห่งชาติคือการรัฐประหารรัฐธรรมนูญและกระบวนการทางการเมือง” ฉ้อโกงมติของผู้มีสิทธิ์ออกเสียง

            การประกาศไม่ก้าวลงจากอำนาจ เท่ากับได้ส่ง “ลูกบอล” กลับไปให้กับกองกำลัง ISIL พวกซุนนีอิรัก และรัฐบาลโอบามา ว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร มีประเด็นสำคัญๆ ดังนี้

ผลต่อ ISIL/ISIS :
            นับจากเริ่มก่อการครั้งใหม่เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา กองกำลังติดอาวุธ ISIL/ISIS ประกาศว่าเป้าหมายหลักคือจะบุกยึดกรุงแบกแดด โค่นล้มรัฐบาลอัลมาลิกี ในช่วงสัปดาห์แรกกองกำลัง ISIL กับพันธมิตรประสบความสำเร็จอย่างงดงาม สามารถยึดเมืองสำคัญๆ ทางภาคตะวันตกกับภาคเหนือได้หลายเมือง โดยแทบจะไร้การต่อต้านจากกองทัพรัฐบาลอิรัก
            เมื่อคำนวณจากศักยภาพของ ISIL ที่ไม่กำลังพลในอิรักไม่เกินหมื่น และต้องกระจายตัวออกไปตามเมืองต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ก่อให้เกิดคำถามว่า เหลือกำลังพลกี่พันที่จะบุกยึดกรุงแบกแดด และพื้นที่ที่เหลือซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของพวกชีอะห์อิรัก
            การรุกที่ชะลอตัวของกองกำลัง ISIL เป็นคำตอบในตัวเอง และกลายเป็นโอกาสให้กองทัพรัฐบาลอิรักได้จัดทัพใหม่ เตรียมตัวป้องกันส่วนที่เหลืออย่างเต็มที่ ร่วมกับประชาชนชีอะห์ที่พร้อมใจหยิบอาวุธป้องกันตนเอง พร้อมจะเป็นผู้ที่พลีชีพเพื่อศาสนา (martyrs) ตามบัญชาของ Grand Ayatollah Ali Al-Sistani

            จุดอ่อนสำคัญของ ISIL คือ กำลังพลที่น้อยเกินเมื่อเทียบกับเป้าหมายที่จะควบคุมอิรักทั้งประเทศ และกลายเป็นจุดอ่อนว่า ISIL ไม่อาจทนการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหากการรบยืดเยื้อ ต่างฝ่ายต่างสูญเสียกำลังพลเรื่อยๆ เว้นเสียแต่ ISIL จะสามารถระดมนักรบเพิ่มเติมอีกหลายหมื่นคนจากทั่วโลก และ/หรือสามารถระดมจากชาวอิรักเอง
            นี่เป็นโจทย์สำคัญของ ISIL และผู้ให้การสนับสนุนว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร

            ยิ่งกว่านั้น ในระยะยาว ปัญหาของ ISIL/ISIS จะยิ่งเพิ่มทวีคูณ หากยึดเป้าหมายว่าต้องการสถาปนารัฐอิสลามตามแนวทางของตนเอง สถานการณ์ขณะนี้มีพื้นที่ยึดครองทั้งในซีเรียกับอิรักแล้ว และได้พื้นที่มากพอสมควร ถือว่าบรรลุเป้าหมายระดับหนึ่ง สามารถประกาศสถาปนา “รัฐอธิปไตย” ได้
            แต่หากสถาปนารัฐจริง จะมีคำถามหลายข้อ เช่น “มีศักยภาพเพียงพอหรือไม่” ต้องเข้าใจว่าพื้นฐานของพวก ISIL/ISIS เป็นนักรบ ไม่ใช่นักปกครอง ชาวซีเรีย พวกซุนนีอิรักจะยินยอมหรือไม่ นานาชาติจะคิดเห็นอย่างไร เมื่อผู้ก่อการร้ายจะสถาปนารัฐอธิปไตยของตน โดยเฉพาะเพื่อนบ้านอาหรับ คงจะวางตัวเฉยลำบาก
            การสถาปนารัฐอิสลามจึงเป็นเรื่องยาก ไม่ส่งผลดีต่อ ISIL ก่อให้เกิดคำถามว่าเป้าหมายที่แท้จริงคืออะไร เป็นไปตามที่ประกาศว่าหรือไม่

ผลต่อพวกซุนนีอิรัก :
            พวกซุนนีอิรัก (หมายถึงพวกซุนนีอาหรับในอิรัก ไม่รวมพวกเคิร์ด) มีทั้งพวกที่สนับสนุนกับพวกที่ต่อต้านกองกำลัง ISIL แต่โดยทั่วไปแล้วผู้นำท้องถิ่นซุนนีหลายคนไม่ชอบนายกฯ อัลมาลิกี จึงสนับสนุนหรือวางตัวเฉยต่อการก่อการของ ISIL จึงไม่อาจปฏิเสธว่า กองกำลังที่ยึดเมืองต่างๆ ไม่ใช่พวก ISIL เท่านั้น แต่ประกอบด้วยหลากหลายกลุ่มที่ร่วมมือกัน รวมทั้งพวกซุนนีอิรักหลายกลุ่ม พวกอดีตสมาชิกพรรคบาธ (คนของอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน)
            ที่ผ่านมาดูเหมือนว่า กองกำลัง ISIL สามารถอยู่ร่วมกับพวกซุนนีได้ดี แนวโน้มในอนาคตที่น่าจะเป็นไปได้ คือ รัฐบาลอัลมาลิกีจะมุ่งเน้นป้องกันพื้นที่ส่วนที่เหลือ มากกว่าเร่งปราบปรามกองกำลัง ISIL ในขณะที่กองกำลัง ISIL กับพันธมิตรก็ไม่อาจบุกยึดกรุงแบกแดด โค่นล้มรัฐบาลอัลมาลิกีตามเป้าหมาย ดังนั้น กองกำลัง ISIL จึงมีแนวโน้มตั้งมั่นอยู่ในถิ่นซุนนีอีกนาน
            คำถามคือ หาก ISIL ลงหลักปักฐานในถิ่นอาศัยของพวกซุนนี สภาพการอยู่ร่วมจะเป็นอย่างไร พวกซุนนีจะปกครอง ISIL หรือ ISIL ปกครองพวกซุนนี จะประกาศสถาปนารัฐอิสลามตามเป้าหมายหรือไม่ หรือต่างคนต่างอยู่ นี่เป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป

            และจะเกิดคำถามว่า อะไรจะเลวร้ายกว่า ระหว่างอยู่กับรัฐบาลอัลมาลิกี หรืออยู่กับพวก ISIL ในระยะยาวแล้ว การคงอยู่ของกองกำลัง ISIL อาจเป็นภัยต่อพวกซุนนีมากกว่ารัฐบาลอัลมาลิกีเสียอีก ไม่ว่าจะตีความว่าพวกเขาเป็นพวกตักฟีรีย์ หรือเป็นเพียงนักรบรับจ้าง

ปัญหาเชิงตรรกะของรัฐบาลโอบามา :
            ประธานาธิบดีโอบามากล่าวตั้งแต่ต้นว่าปัญหาของอิรักในขณะนี้เกิดจากแนวทางการบริหารประเทศของรัฐบาลอัลมาลิกี การแก้ไขที่ได้ผลต้องแก้ด้วยวิถีทางการเมืองเป็นหลัก ไม่ใช่กำลังทหาร ณ บัดนี้ ชัดเจนว่าเป้าหมายที่รัฐบาลโอบามาต้องการคือ ให้นายกฯ อัลมาลิกีพ้นจากอำนาจ และเชื่อว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเอง
            ปัญหาคือ ISIL เป็นผู้ก่อการร้ายที่มีเป้าหมายสถาปนา “รัฐอธิปไตย” บนดินแดนอิรักกับซีเรีย ประธานาธิบดีโอบามาพูดราวกับว่า “รู้ใจ” ผู้ก่อการร้าย ว่าพวกเขาจะถอนตัวออกไป หากนายกฯ อัลมาลิกียอมก้าวลงจากอำนาจ ได้ผู้นำคนใหม่ที่แบ่งปันผลประโยชน์อย่างเท่าเทียม แนวทางแก้ไขปัญหาของรัฐบาลโอบามาจึงขัดแย้งอย่างรุนแรงกับเป้าหมายสถาปนารัฐอธิปไตยของ ISIL

            เกิดคำถามตามมาว่า มีเหตุผลประการใดที่ผู้ก่อการร้ายต้องเชื่อฟังสหรัฐ ต้องถอนตัวออกจากอิรัก เพื่อให้อิรักได้อยู่อย่างสงบ หรือ ISIL จะได้อะไรจากผู้นำอิรักคนใหม่
            ต้องไม่ลืมว่า คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ถือว่า ISIL เป็นองค์การผู้ก่อการร้าย สอดคล้องกับที่รัฐบาลโอบามาประกาศว่าจะต้องปราบปราม เพราะกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ
            และเกิดคำถามว่า แท้ที่จริงแล้ว เป้าหมายการก่อการของ ISIL ในอิรักคืออะไรกันแน่ เป็นเครื่องมือของประเทศใด

ชัยชนะของอิหร่าน :
            สถานการณ์ในขณะนี้มีเรื่องหนึ่งที่ค่อนข้างประหลาด นั่นคือ รัฐบาลสหรัฐร้องขอความร่วมมือจากรัฐบาลอิหร่าน ทั้งๆ ที่สหรัฐกับอิหร่านเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาโดยตลอด สหรัฐไม่วางใจอิหร่านเช่นเดียวกับที่อิหร่านไม่ไว้ใจสหรัฐ รัฐบาลโอบามาแสดงเจตนาต้องการร่วมมือกับอิหร่านทั้งด้านการทหารกับการเมือง
            ที่ผ่านมาทางการอิหร่านไม่สนใจข้อเรียกร้องของสหรัฐ เห็นได้ชัดว่าเป้าหมายของอิหร่านคือกีดกัน ลดทอนอิทธิพลของรัฐบาลสหรัฐต่ออิรัก ผู้นำสูงสุดอิหร่าน อยาตุลเลาะห์ อาลี โฮไซนี คาเมเนอี (Ayatollah Seyyed Ali Hosseini Khamenei) ผู้นำจิตวิญญาณอิหร่าน ชี้ว่าสหรัฐกำลังพยายามครอบงำอิรัก “ให้อยู่ใต้ความเป็นเจ้าและถูกปกครองโดยลูกน้องของสหรัฐ” ไม่เห็นด้วยหากสหรัฐจะเข้าพัวพันไม่ว่าจะร่วมมือกับอิหร่านหรือไม่ก็ตาม
            “เราต่อต้านการแทรกแซงกิจการภายในอิรักจากสหรัฐและประเทศอื่นๆ ... ข้อพิพาทหลักในอิรักคือข้อพิพาทระหว่างพวกที่ต้องการให้อิรักเข้าร่วมกลุ่มสหรัฐ กับพวกที่แสวงหาอิรักที่เป็นอิสระ สหรัฐพยายามที่จะนำผู้ติดตามตาบอดขึ้นสู่อำนาจ เนื่องจากไม่พอใจต่อรัฐบาลอิรักชุดปัจจุบัน” เชื่อว่ารัฐบาลอิรักกับประชาชนทุกหมู่เหล่าจะสามารถยับยั้งการปลุกปั่นในขณะนี้ พวกสุโต่ง (หมายถึง ISIL) เป็นศัตรูทั้งต่อพวกชีอะห์กับซุนนี

            เหตุผลสำคัญที่ อยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี ต้องการคือให้สหรัฐถอยห่างจากอิรัก น่าจะเป็นเพราะ
            ประการแรก หากรัฐบาลสหรัฐเข้าพัวพัน รัฐบาลอิรักจะตกอยู่ในอำนาจสหรัฐต่อไป หรือมากขึ้นกว่าเดิม และเท่ากับเป็นการกีดกัน ขัดขวางอิทธิพลจากอิหร่าน จึงเป็นสถานการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างช่วงชิงที่จะมีอิทธิพลเหนืออิรัก
            ประการที่สอง อิรักมีพรมแดนติดอิหร่าน รัฐบาลอิหร่านกังวลใจเสมอ มองว่าอิรักที่ใกล้ชิดสหรัฐ หรืออิรักในสถานการณ์วิกฤตและสหรัฐเข้าแทรกแซง จะเป็นภัยคุกคามต่อตน ดังกรณีสมัยสงครามโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน ใครจะรับรองได้ว่าในอนาคตจะไม่เกิดปรากฎการณ์อย่างสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช ที่สั่งกองทัพอเมริกันนับแสนบุกอิรัก โดยปราศจากข้อมติจากคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ด้วยข้อกล่าวหาที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นเท็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสั่งสมอาวุธอำนาจทำลายร้ายแรง หรือพัวพันกับกลุ่มอัลกออิดะห์ สุดท้ายกลายเป็นว่ารัฐบาลบุชโค่นล้มรัฐบาลซัดดัมเนื่องด้วยมี “ข้อสงสัย” เท่านั้น

            การที่รัฐบาลอัลมาลิกีไม่ก้าวลงจากอำนาจ ชี้ชัดว่านายกฯ อัลมาลิกีไม่ยอมจำนวนต่อรัฐบาลโอบามา ทั้งนี้รัฐบาลอัลมาลิกียังต้องการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐต่อไป เพียงแต่นับจากนี้จะมีอิสระมากขึ้นกว่าเดิม และมีแนวโน้มจะผูกพันกับอิหร่านมากขึ้น
            ที่สุดแล้ว ปัญหาของอิรักไม่อาจแก้ด้วยการใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว จำต้องแก้ในฝ่ายการเมืองสังคมด้วย ที่ให้ความสำคัญกับทุกกลุ่ม และเป็นข้อตกลงที่ส่วนใหญ่เห็นด้วย นี่เป็นหลักการที่เชื่อว่าทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน สำคัญอยู่ที่ในทางปฏิบัติ “ข้อตกลงที่ทุกฝ่ายเห็นด้วยนั้นเป็นอย่างไร” ต้องรออีกนานเท่าใดจึงจะบรรลุข้อตกลงนั้น
------------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
แม้ว่าประธานาธิบดีโอบามาจะประกาศว่าอนาคตของอิรัก ชาวอิรักต้องตัดสินใจเองในฐานะรัฐอธิปไตย งานศึกษาบางชิ้นให้ข้อสรุปว่ารัฐบาลสหรัฐคือผู้อยู่เบื้องหลังให้นายอัลมาลิกีก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และทั้งๆ ที่รู้ซึ้งพฤติกรรมของนายกฯ อัลมาลิกี รัฐบาลโอบามายังสนับสนุนให้เขาดำรงตำแหน่งนายกฯ สมัยที่ 2 และขณะนี้มีข่าวว่ากำลังกดดันให้นายกฯ อัลมาลิกีลาออก เพื่อความปรองดองสมานฉันท์ แก้ปัญหาการก่อการของ ISIL/ISIS ในขณะนี้

อิรักกำลังมาสู่ทางสองแพร่งอีกครั้ง ขึ้นกับการตัดสินใจของสังคมว่าต้องการให้ประเทศเป็นอย่างไร ต้องการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ปรองดอง หรือต้องการทำสงครามกลางเมืองยืดเยื้อไปเรื่อยๆ การก่อการของ ISIL จะกลายเป็นผลดีหากเป็นต้นเหตุให้เกิดการเจรจาอย่างจริงจัง ช่วยยุติความขัดแย้งภายในประเทศที่ดำเนินต่อเนื่องมาแล้วหลายปี แต่ถ้ามองในแง่ลบ การปรากฏตัวของ ISIL จะซ้ำเติมความแตกแยกในอิรัก

            ข้อมูลจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฯ ประเมินว่ามีชาวต่างชาติจากกว่า 90 ประเทศ จึงดูเหมือนว่า IS คือผู้ก่อการร้ายนานาชาติ ซึ่งมีส่วนถูกต้อง แต่หากพิจารณาจากสัดส่วนของสมาชิก สมาชิก IS ส่วนใหญ่เป็นชาวอิรัก มีพื้นเพเป็นพวกซุนนี ความเข้าใจเรื่องนี้มีความสำคัญ ผูกโยงกับเหตุการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะสถานการณ์ในอิรัก ข้อเขียนชิ้นนี้จะอธิบายความเกี่ยวโยงเหล่านี้ ช่วยให้เข้าใจสถานการณ์อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม :
1. Battles continue in Iraq, security forces repel attack on oil refinery. (2014, June 20). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/world/2014-06/20/c_126644812.htm
2. Deyong Karen., & Gearan, Anne. (2014, June 19). Obama sending up to 300 soldiers to Iraq as advisers, says move is limited. The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/national-security/obama-announces-he-is-sending-up-to-300-troops-back-to-iraq-as-advisers/2014/06/19/a15f9628-f7c2-11e3-8aa9-dad2ec039789_story.html
3. Engdahl, William. (2004). A Century of War: Anglo-American Oil Politics and the New World Order, (Revised Ed.). London: Pluto Press.
4. Fantz, Ashley. (2014, June 19). Kerry: U.S. would communicate with Iran, not work with it, against ISIS. CNN. Retrieved from http://edition.cnn.com/2014/06/19/politics/kerry-iraq-iran/
5. Iraq conflict not a war between Shias and Sunnis: Leader. (2014, June 22). Tehran Times. Retrieved from http://tehrantimes.com/component/content/article/94-headline/116482-iraq-conflict-not-a-war-between-shias-and-sunnis-leader
6. Iraq’s top Shiite cleric issues call to stop ISIL juggernaut. (2014, June 13). Arab News/Reuters. Retrieved from http://www.arabnews.com/news/586061
7. Kerry backs Iraq against ‘existential’ threat. (2014, June 24). Oman Observer. Retrieved from http://main.omanobserver.om/?p=90336
8. Razzouk, Nayla., & Hacaoglu, Selcan. (2014, June 25). Defiant Maliki Rejects Giving Up Power Amid Iraq Crisis. Bloomberg. Retrieved from http://www.bloomberg.com/news/2014-06-25/maliki-rejects-to-relinquish-power-as-sunni-militants-fight-on.html
9. STORY: UN / IRAQ NIKOLAY MLADENOV. (2014, June 25). UNIfeed. Retrieved from http://www.unmultimedia.org/tv/unifeed/2014/06/un-iraq-nickolay-mladenov/
10. Withnall, Adam. (2014, June 21). Iraq crisis: Iran's Khamenei condemns US intervention and 'attempts to turn conflict into sectarian war'. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/middle-east/iraq-crisis-irans-khamenei-condemns-us-intervention-and-attempts-to-turn-conflict-into-sectarian-war-9554805.html
------------------------------

วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557

สงครามปราบปราม ISIL/ISIS สมรภูมิเดือดที่ชาวอิรักต้องตัดสินใจ

25 มิถุนายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ได้รับการเผยแพร่ผ่าน ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2557, http://www.thaiworld.org/thn/thailand_monitor/answera.php?question_id=1361)

            หลังจากที่กองกำลังติดอาวุธ Islamic State of Iraq and the Levant (ISIL) หรือในอีกชื่อหนึ่งคือ Islamic State in Iraq and Syria (ISIS) เปิดฉากยึดเมืองรอบใหม่ สามารถควบคุมหลายเมืองหลายจังหวัดในเขตภาคตะวันตกและภาคเหนือของอิรัก ซึ่งเป็นพื้นที่ถิ่นอาศัยของพวกซุนนี กองทัพอิรักซึ่งนำโดยนายกรัฐมนตรี นูรี อัลมาลิกี (Nouri Al-Maliki) เริ่มตีโต้ในบางจุด พร้อมกับที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามาประกาศว่าจะช่วยเหลือรัฐบาลอิรักปราบปรามกองกำลัง ISIL/ISIS ในหลายรูปแบบ แต่จะไม่ส่งกำลังทหารเข้าร่วมรบทางภาคพื้นดิน
            นับจากที่นายอัลมาลีกีขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ ตั้งแต่ปี 2007 ก็ปรากฏข่าวความไม่พอใจในหมู่ซุนนีกับพวกเคิร์ด เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้กระจายอำนาจมากเท่าที่ควร ไม่ได้กระจายผลประโยชน์เศรษฐกิจอย่างยุติธรรม บางคนอธิบายเพิ่มเติมว่าพื้นฐานความขัดแย้งคือการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองกับผลประโยชน์เศรษฐกิจระหว่างกลุ่มผู้นำสามสาย สายแรกคือหมู่ผู้นำชีอะห์ที่ปัจจุบันเป็นครองตำแหน่งนายกฯ สายที่สองคือผู้นำซุนนี และสายที่สามคือพวกชาวเคิร์ด ความไม่พอใจเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งรุนแรงภายในประเทศที่เสียชีวิตปีละนับพันคน แต่รัฐบาลอัลมาลิกียังคงพยายามกุมอำนาจไว้ในมืออย่างแน่นเหนียว จนดำรงตำแหน่งนายกฯ ครบ 2 สมัยและพรรคของนายกฯ อัลมาลิกีชนะการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้งเมื่อปลายเดือนเมษาที่ผ่านมา

            การก่อการของกองกำลัง ISIL กำลังเป็นแรงผลักดันอย่างรุนแรงต่อการเมืองและสังคมอิรัก ว่าประเทศจะเดินหน้าต่ออย่างไร เช่น จะแยกออกเป็น 3 ประเทศหรือ 3 เขตการปกครอง หรือจะอยู่ร่วมกันเป็นประเทศหนึ่งเดียวอย่างสมานฉันท์
            ประธานาธิบดีโอบามาแสดงท่าทีเรื่องนี้อย่างชัดเจน ชี้ว่าความขัดแย้งในอิรักไม่อาจแก้ไขด้วยพลังอำนาจทางทหารเพียงอย่างเดียว จำต้องอาศัยการพูดคุยเจรจา และพุ่งแรงกดดันไปที่รัฐบาลอัลมาลิกี ถ้ามองเรื่องนี้ในแง่ดี การก่อการของ ISIL การแทรกแซงของสหรัฐฯ อาจเป็นผลดี หากสุดท้ายนำมาซึ่งการปรองดองสมานฉันท์ ยุติการเข่นฆ่าภายในประเทศที่เสียชีวิตปีละนับพันราย ชาวบ้านกลับมาดำเนินชีวิตโดยสงบสุข

คำถาม ISIL/ISIS ต้องการเจรจากับรัฐบาลอัลมาลิกีหรือ :
            ในขณะนี้รัฐบาลโอบามาพยายามชี้ว่า ที่สุดแล้วการแก้ปัญหาอันเนื่องจากการก่อการของกองกำลัง ISIL ต้องสร้างความเป็นเอกภาพภายในประเทศอิรัก เพราะต้นตอมาจากความแตกแยกภายในประเทศ เหตุผลดังกล่าวพอจะอธิบายต้นเหตุที่มาของการก่อการ แต่สถานการณ์ในขณะนี้อาจเลยขั้นการเจรจาสมานฉันท์แล้ว หากยึดว่าเป้าหมายของ ISIL คือสถาปนารัฐอิสลามตามแนวทางของตนในเขตพื้นที่ยึดครอง
            ดังนั้น ในด้านหนึ่งจำต้องเจรจา ในอีกด้านหนึ่งรัฐบาลจะต้องทำปราบปรามขับไล่กองกำลัง ISIL ให้ออกจากพื้นที่ยึดครองทั้งหมด หากยังต้องการประเทศที่มีระบอบการปกครองเพียงหนึ่งเดียว
            การทำสงครามเพื่อขับไล่กองกำลัง ISIL ก่อให้เกิดคำถามตามมาอีกมากมาย เช่น กองทัพอิรักมีศักยภาพมากเพียงพอหรือไม่ มิตรประเทศอิรักจะเข้าช่วยทำสงครามหรือไม่ อย่างไร เช่น อิหร่านจะส่งกำลังร่วมรบทางภาคพื้นดินหรือไม่ การสนับสนุนจากสหรัฐฯ ให้ผลดีมากน้อยเพียงไร สงครามขับไล่ ISIL จะสำเร็จอย่างรวดเร็วหรือยืดเยื้อ ชาวซุนนีอิรักจะสนับสนุนหรือต่อต้าน จะเป็นเหตุให้สงครามกลางเมืองขยายตัวหรือไม่
            เป็นไปได้ว่าหากกองกำลัง ISIL ไม่พยายามรุกคืบเข้ากรุงแบกแดด พื้นที่ถิ่นอาศัยของพวกชีอะห์ และพวกเคิร์ด พร้อมกับพยายามรักษาพื้นที่ยึดครองซึ่งเป็นถิ่นของพวกซุนนี เพื่อตั้งเขตปกครองตนเอง เชื่อว่าชาวซุนนีจำนวนไม่น้อยจะสนับสนุนแนวทางดังกล่าว
            ตั้งแต่การก่อการของ ISIL ครั้งแรกเมื่อปลายเดือนธันวาคมปีก่อน (2013) จนสามารถมีอิทธิพลเหนือเขตจังหวัดอันบาร (Anbar) ในช่วงแรกนั้น ชาวซุนนีในพื้นที่มีทั้งพวกที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย และพวกวางตัวเป็นกลาง แต่ผลการก่อการรอบล่าสุดนี้ ความรวดเร็วในการควบคุมเมืองต่างๆ ก่อให้เกิดข้อสงสัยว่า ในรอบนี้ผู้นำท้องถิ่นซุนนีจำนวนไม่น้อยให้ความร่วมมือกองกำลัง ISIL
            ผู้ที่ยังมีโอกาสแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี คือ พวกนักการเมืองซุนนีที่ยังอยู่ในกรุงแบกแดด ในเขตปลอดภัย แต่ในส่วนของประชาชนจำนวนมากที่อาศัยอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลัง ISIL คงไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็น หรือแสดงได้โดยเสรีอย่างแท้จริง ภายใต้บริบทดังกล่าว เกิดคำว่าพวกซุนนีในขณะนี้ต้องการเจรจาด้วยความจริงใจหรือไม่ ทิศทางในขณะนี้อยู่ภายใต้การชี้นำของผู้นำท้องถิ่นบางกลุ่ม ภายใต้แรงกดดันของ ISIL ใช่หรือไม่

ถ้าดึงสหรัฐฯ เข้าร่วมรบ :
            หนึ่งในประเด็นหลักที่ถกกันมากในขณะนี้คือ สถานการณ์จะเป็นอย่างไรถ้าสหรัฐฯ เข้าพัวพันในการรบ กระแสข่าวที่ปรากฏในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลโอบามาหวังเน้นช่วยเหลือด้านการข่าว อาวุธ การโจมตีระยะไกล เช่น จากเครื่องบินรบ เครื่องบินไร้พลขับ
            ISIL อาจใช้การเข้าพัวพันของสหรัฐฯ เป็นโอกาสป่าวประกาศว่ารัฐบาลอัลมาลิกีดึงชาติตะวันตกเข้ามายึดครองอิรัก เน้นย้ำว่ารัฐบาลอิรักอยู่ใต้อำนาจของพวกตะวันตก เหตุการณ์จะซ้ำรอยอดีตครั้งเมื่อ ชาวอิรัก กองกำลังติดอาวุธต่างๆ จากทั่วโลก รวมทั้งพวกอัลกออิดะห์ เข้ามาในอิรัก ร่วมกันต่อต้านทหารอเมริกันที่ยึดครองอิรักหลังโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน

            เมื่อตอนโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน ชาวอิรักแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายที่ยินดีปรีดา เห็นว่ากองทัพสหรัฐฯ ช่วยขจัดระบอบซัดดัม ที่ชาติตะวันตกตีตราว่าเป็นจอมเผด็จการ กดขี่ข่มเหงประชาชน กับฝ่ายที่คิดเป็นแผนของสหรัฐฯ ที่จะยึดครองอิรัก จึงหยิบอาวุธต่อสู้กับกองทัพสหรัฐฯ พลเมืองอิรักเหล่านี้ไม่ได้สู้เพื่อประธานาธิบดีซัดดัม แต่ไม่ต้องการเห็นกองทัพสหรัฐฯ กับพันธมิตรอยู่ในประเทศของเขา บางคนใช้คำขวัญว่า “Down, down America” “Jihad, jihad, our way is jihad” พร้อมประกาศว่า สหรัฐอเมริกาคือศัตรูของพระผู้เป็นเจ้าและ เราเรียกร้องให้กองกำลังยึดครองออกไปจากประเทศนี้
            แน่นอนว่ารัฐบาลโอบามาตระหนักและเข้าใจเรื่องทำนองนี้เป็นอย่างดี จึงไม่คิดพาตัวเองเข้าสู่สนามรบเต็มรูปแบบ เหมือนกับที่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช (ในสมัยนั้น) สั่งกองทัพนับแสนยาตราทัพบุกอิรัก เพราะการทำเช่นนี้เท่ากับพาสหรัฐฯ กลับไปยังจุดเริ่มต้นอีกครั้ง และคนกลุ่มแรกที่จะประท้วงคือชาวอเมริกันนั่นเอง
            ประธานาธิบดีโอบามาจึงแสดงท่าทีตั้งแต่ต้นว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นปัญหาที่คนอิรักต้องจัดการกันเอง รัฐบาลสหรัฐฯ จะไม่ส่งทหารอเมริกันเข้าร่วมรบในสมรภูมิพื้นราบโดยเด็ดขาด จะสนับสนุนบางอย่างบางเรื่องเท่านั้น

            การสนับสนุนช่วยเหลือทางทหารบางด้าน ก่อให้เกิดข้อถกเถียงเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องประสิทธิภาพการรบ ซึ่งน่าช่วยยับยั้งการรุกคืบของกองกำลัง ISIL แต่การกวาดล้างจำต้องอาศัยกำลังพลของอิรัก ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะต้องใช้เวลามากน้อยเพียงใด และมีแนวโน้มว่าจะเป็นศึกยืดเยื้อ เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก
            ถ้าวิเคราะห์จากมุมของ ISIL เป้าหมายของการก่อตั้งนั้นชัดเจนคือเพื่อสถาปนารัฐอิสลามบนแผ่นดินอิรักกับซีเรีย นับจากต้นปีที่ผ่านมา กองกำลัง ISIL ส่อเค้าว่าจะพ่ายแพ้ในสมรภูมิซีเรีย หลังสงครามกลางเมืองกว่า 3 ปี ระบอบอัสซาดยังตั้งมั่นคงอยู่ กองทัพรัฐบาลกำลังเป็นฝ่ายได้เปรียบมากขึ้นทุกที
            เหลือแต่อิรัก ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จด้วยดี จนสามารถยึดครองได้หลายเมืองหลายจังหวัด ปัญหาอยู่ที่ว่าจะสามารถรักษาพื้นที่เหล่านี้ได้หรือไม่
            ดังนั้น ภายใต้บริบทแวดล้อมที่ ISIL กำลังเผชิญอยู่ พวกเขาจะต้องสู้ไม่ถอย เพราะอิรักเป็นพื้นที่ก่อตัวของขบวนการ ISIL ตั้งแต่เริ่มต้น และกำลังกลายเป็นพื้นที่สุดท้าย จึงจำต้องรักษาฐานที่มั่นนี้ เพื่อความอยู่รอดและเพื่อกลับไปสู้กับซีเรียอีกครั้ง ชัยชนะของ ISIL ขึ้นกับยุทธศาสตร์ของพวกเขา และการตอบสนองของประเทศที่เข้ามาพัวพัน ว่าจะเอื้ออำนวยการคงอยู่ของพวกเขามากเพียงใด

วิเคราะห์เชิงลึก :
            ภายใต้สมมติฐานว่า รัฐบาลซาอุฯ กับพันธมิตรอาหรับเป็นผู้สนับสนุน ISIL ทั้งด้านเงินกับอาวุธ เกิดคำถามว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะช่วยปราบปรามกองกำลัง ISIL จริงจังเพียงใด เพราะทุกการสูญเสียของ ISIL คือความสูญเสียของรัฐบาลซาอุฯ กับพวกซึ่งเป็นมิตรประเทศสำคัญของสหรัฐฯ กระทบต่อยุทธศาสตร์ใหญ่ กระทบต่อการทำสงครามโค่นระบอบอัสซาดแห่งซีเรียในขณะนี้
            ในช่วงที่การก่อการของ ISIL รอบล่าสุดเริ่มเป็นข่าว ประธานาธิบดีโอบามากล่าวว่า ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในอิรักคือน้ำมัน ซึ่งอาจจะตีความได้ว่า ตราบใดที่ ISIL ไม่กระทำการอันกระทบต่อการส่งออกน้ำมัน ก็จะไม่กระทบต่อผลประโยชน์สำคัญของสหรัฐฯ และไม่เป็นเหตุให้รัฐบาลโอบามาต้องกระตือรือร้นมากนัก และหากกระทบต่อราคาน้ำมันโลกเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ก็น่าจะพอทนได้ ความผันผวน การแกว่งตัวของราคาน้ำมันเป็นระยะๆ เป็นเรื่องที่ตลาดยอมรับและเข้าใจได้

            การทำสงครามปราบปรามกองกำลัง ISIL/ISIS เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หาก ISIL/ISIS ไม่ยินยอมถอยจากพื้นที่ยึดครอง จะมีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตจากการนี้ และมีโอกาสเป็นศึกยืดเยื้อ ซ้ำเติมความขัดแย้งภายในอิรักที่รุนแรงอยู่แล้ว และควรย้ำเตือนความจริงที่ว่า ก่อนหน้าการก่อการของ ISIL ความขัดแย้งในอิรักนั้นรุนแรงมากอยู่แล้ว ข้อมูลสถิติที่สหประชาชาติเก็บรวบรวม พบว่า 11 เดือนแรกของปี 2013 (ก่อนการก่อการของ ISIL) ชาวอิรักกว่า 8,000 คนถูกสังหารจากเหตุความวุ่นวายภายในประเทศ (หรือเฉลี่ยราว 700 กว่าคนต่อเดือน) ในจำนวนนี้กว่าร้อยละ 80 เป็นพลเรือน

            ประเด็นหนึ่งที่สำคัญมาก คือ การตัดสินใจของประชาชน นักการเมือง ผู้นำศาสนากับกลุ่มต่างๆ ภายในอิรัก ว่าต้องการให้ประเทศเป็นอย่างไร ต้องการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ปรองดอง หรือแยกเป็น 3 เขตการปกครอง หรือต้องการทำสงครามกลางเมืองยืดเยื้อไปเรื่อยๆ ความเป็นไปของอิรักมาจากความต้องการของผู้ใดกันแน่ การก่อการของ ISIL จะกลายเป็นผลดีหากเป็นต้นเหตุให้เกิดการเจรจาอย่างจริงจัง ช่วยยุติความขัดแย้งภายในประเทศที่ดำเนินต่อเนื่องมาแล้วหลายปี แต่ถ้ามองในแง่ลบ การปรากฏตัวของ ISIL จะซ้ำเติมความแตกแยกในอิรัก ซึ่ง ณ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเจรจา และเร็วเกินไปที่จะคาดเดาผลลัพธ์
            เรื่องราวของอิรักมีหลายแง่หลายประเด็น มีมุมมองให้ถกเถียงกันได้มากมาย มีรายละเอียดและเกี่ยวข้องกับหลายประเทศ ที่สำคัญคือ ในยามนี้ประเทศอิรักมาสู่ทางสองแพร่งอีกครั้ง ไม่ว่าจะไปทิศทางใดล้วนมีผลสำคัญต่อความเป็นไปในอนาคต
------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
แม้ว่าประธานาธิบดีโอบามาจะประกาศว่าอนาคตของอิรัก ชาวอิรักต้องตัดสินใจเองในฐานะรัฐอธิปไตย งานศึกษาบางชิ้นให้ข้อสรุปว่ารัฐบาลสหรัฐคือผู้อยู่เบื้องหลังให้นายอัลมาลิกีก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และทั้งๆ ที่รู้ซึ้งพฤติกรรมของนายกฯ อัลมาลิกี รัฐบาลโอบามายังสนับสนุนให้เขาดำรงตำแหน่งนายกฯ สมัยที่ 2 และขณะนี้มีข่าวว่ากำลังกดดันให้นายกฯ อัลมาลิกีลาออก เพื่อความปรองดองสมานฉันท์ แก้ปัญหาการก่อการของ ISIL/ISIS ในขณะนี้

นับจากการก่อตั้ง ISIL เป้าหมายและการแสดงออกของกลุ่มนั้นชัดเจนและสอดคล้องกัน คือสถาปนารัฐอิสลามในอิรักกับซีเรีย การยึดพื้นที่ถิ่นอาศัยของพวกซุนนีดูเป็นเรื่องง่าย แต่หาก ISIL ต้องการยึดอิรักทั้งประเทศ จะต้องยึดพื้นที่เขตปกครองของพวกเคิร์ดและชีอะห์ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ภายใต้ศักยภาพของกองกำลัง ISIL ในปัจจุบัน เป้าหมายเฉพาะหน้าที่ดูสมเหตุสมผลกว่าคือการควบคุมพื้นที่ถิ่นอาศัยของพวกซุนนี หรือไม่ก็ให้สงครามกลางเมืองอิรักเป็นศึกยืดเยื้อ

นับจากการก่อตั้ง ISIL เป้าหมายและการแสดงออกของกลุ่มนั้นชัดเจนและสอดคล้องกัน คือสถาปนารัฐอิสลามในอิรักกับซีเรีย การยึดพื้นที่ถิ่นอาศัยของพวกซุนนีดูเป็นเรื่องง่าย แต่หาก ISIL ต้องการยึดอิรักทั้งประเทศ จะต้องยึดพื้นที่เขตปกครองของพวกเคิร์ดและชีอะห์ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ภายใต้ศักยภาพของกองกำลัง ISIL ในปัจจุบัน เป้าหมายเฉพาะหน้าที่ดูสมเหตุสมผลกว่าคือการควบคุมพื้นที่ถิ่นอาศัยของพวกซุนนี หรือไม่ก็ให้สงครามกลางเมืองอิรักเป็นศึกยืดเยื้อ

อีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม :
1. A crisis for Iraq — and the Middle East. (2013, May 6). The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/opinions/a-crisis-for-iraq--and-the-middle-east/2013/05/05/f197bcbe-b363-11e2-bbf2-a6f9e9d79e19_story.html
2. Bankston III, Carl L. (Ed.). (2003). Iraq. In World Conflicts: Asia and the Middle East. (Vol.1, pp. 229-252). California: Salem Press, Inc.
3. Burns, John F. (2004, January 3). U.S. Soldier Is Killed as Helicopter Is Shot Down in Iraq. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2004/01/03/world/us-soldier-is-killed-as-helicopter-is-shot-down-in-iraq.html
4. Statement by the President on Iraq. (2014, June 13). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/06/13/statement-president-iraq
5. UN Casualty Figures for November 2013. (2013, December). United Nations Iraq. Retrieved from http://www.uniraq.org/index.php?option=com_k2&view=item&id=1394:un-casualty-figures-for-november-2013&Itemid=633&lang=en
-------------------------------

วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2557

โอบามาส่งสัญญาณแก้ปัญหา ISIL/ISIS ในอิรัก ด้วยการเสียสละของอัลมาลิกี

22 มิถุนายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6438 วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/1924325)

            มีกระแสข่าวว่า รัฐบาลโอบามาส่งสัญญาณให้อิรักจัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยปราศจากนายกรัฐมนตรี นูรี อัลมาลิกี (Nouri Al-Maliki) เนื่องจากเห็นว่านายกฯ อัลมาลิกีไม่สามารถสร้างความปรองดองให้กับคนในชาติ รัฐบาลใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นจะให้ความสำคัญกับความต้องการของพวกซุนนีกับชาวเคิร์ด การที่เป็นเช่นนี้สาเหตุหนึ่งมาจากนักการเมืองสหรัฐหลายคนร่วมกับรัฐบาลซาอุฯ กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กดดันให้รัฐบาลโอบามายุติสนับสนุนนายกฯ อัลมาลิกี วุฒิสมาชิก Dianne Feinstein จากพรรคเดโมแครตกล่าวว่า “รัฐบาลอัลมาลิกีต้องสมัครใจออกไป ถ้าต้องการสมานฉันท์”
            สื่อ The Wall Street Journal อ้างแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่สหรัฐกับอาหรับ ชี้ว่าตลอดห้าปีที่ผ่านมา รัฐบาลโอบามาได้เตือนรัฐบาลอัลมาลิกีให้กระจายอำนาจแก่พวกซุนนี และไม่พยายามจับพวกซุนนีมาลงโทษ เพราะจะยิ่งสร้างความแตกแยก แต่นายกฯ อัลมาลิกีไม่สนใจคำแนะนำเหล่านั้น ยังคงพยายามรวบอำนาจไว้กับตนเอง

วิเคราะห์ท่าทีของประธานาธิบดีโอบามา :
            จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า มูลเหตุท่าทีของประธานาธิบดีโอบามาครั้งนี้ มาจากการก่อการของกองกำลังติดอาวุธ Islamic State of Iraq and the Levant (ISIL) หรือในอีกชื่อหนึ่งคือ Islamic State in Iraq and Syria (ISIS) ที่สามารถยึดเมืองต่างๆ หลายเมืองในหลายจังหวัดได้อย่างรวดเร็ว โดยแทบจะปราศจากการต่อต้านใดๆ
            ถ้ามองในกรอบแคบ น่าจะสรุปได้ว่า การก่อการของกลุ่มผู้ก่อการร้าย ISIL จำนวนไม่ถึงหมื่นนาย มีพลังอำนาจมาก จนสามารถผลักดันให้ประธานาธิบดีโอบามาตัดสินใจกดดันนายกฯ อิรักให้พ้นทาง และถ้าอธิบายตามเหตุผลของรัฐบาลโอบามา จะได้ว่ารัฐบาลสหรัฐเห็นว่าปฏิบัติการควบคุมพื้นที่หลายจังหวัดของ ISIL เป็นเหตุให้ต้องตัดสินใจว่า ไม่ว่าอย่างไรจะต้องผลักดันให้ฝ่ายชีอะห์ของนายกฯ อัลมาลิกีถอยห่างจากอำนาจบริหารประเทศ

            ถ้ามองในกรอบที่กว้างขึ้น เป็นที่ค่อนข้างแน่ชัดว่าผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่นสายซุนนีจำนวนมากให้การสนับสนุนการก่อการของ ISIL เป็นเหตุผลว่าทำไมการควบคุมเมืองต่างๆ จึงกระทำได้โดยง่าย ผู้นำท้องถิ่นซุนนีส่วนใหญ่ไม่ต่อต้าน เป็นเหตุให้ประธานาธิบดีโอบามาต้องประกาศจุดยืนแต่ต้นว่า ปัญหาอิรักไม่อาจแก้ด้วยกำลังทหารเท่านั้น ที่ผ่านมาผู้นำอิรักไม่สามารถแก้ปัญหาความไม่ไว้วางใจและความแตกแยกทางศาสนาที่ระอุมาอย่างยาวนาน ปัญหาจึงต้องแก้ที่รัฐบาลอิรักด้วย พร้อมกับกล่าวว่า ที่สุดแล้วขึ้นกับชาวอิรักที่ต้องแก้ปัญหาของตนเอง ในฐานะชาติอธิปไตย

            รัฐบาลโอบามาอาจประเมินแล้วว่า หากสหรัฐเข้าพัวพัน หรือมุ่งสนับสนุนใช้กำลังทหาร จะยิ่งทำให้ความขัดแย้งบานปลาย ต้องไม่ลืมว่าทุกวันนี้ความขัดแย้งภายในอิรักส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเดือนละหลายพันคนอยู่แล้ว หากรัฐบาลต่างชาติต่างพากันสนับสนุนด้วยอาวุธสงคราม เงินทุนมหาศาล สถานการณ์ในอิรักอาจพัฒนากลายเป็นสงครามกลางเมืองแบบที่กำลังเกิดขึ้นในซีเรีย ที่ดำเนินยืดเยื้อมาแล้วกว่า 3 ปี มีผู้เสียชีวิตกว่า 150,000 ราย
            ที่ผ่านมารัฐบาลโอบามาพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพาตัวเองเข้าพัวพันในซีเรียอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะไม่อยากให้ปรากฏทางสื่อ ซึ่งเสี่ยงต่อชื่อเสียงของตนเอง อีกทั้งผลสำรวจจากหลายสำนักต่างชี้ว่าตรงกันว่าชาวอเมริกันไม่ต้องการให้ประเทศของตนเข้าไปยุ่งเกี่ยว ในแง่หนึ่งต้องชื่นชมประธานาธิบดีโอบามาว่าเป็นตัวอย่างของผู้นำประเทศที่ฟังเสียงพลเมืองเจ้าของประเทศ

            ในการสรรหาผู้ที่จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกฯ อิรักคนต่อไป มีกระแสข่าวว่าขณะนี้กำลังพิจารณาหลายตัวเลือก เป็นผู้นำสายชีอะห์ที่พวกซุนนีกับพวกเคิร์ดยอมรับ เป็นการแก้ไขตามข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลอัลมาลิกีรวบอำนาจ กำจัดศัตรูทางการเมือง และควบคุมผลประโยชน์เศรษฐกิจไว้กับพวกตนเอง ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างความพอใจแก่ฝ่ายต่อต้าน โดยเฉพาะพวกซุนนีที่ไม่อยากเห็นนายอัลมาลิกีในฐานะนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป

รัฐบาลอเมริกาผู้ยกชูและกำลังจะโค่นล้มนายอัลมาลิกี :
            รัฐบาลสหรัฐให้การสนับสนุนนายอัลมาลิกีตั้งแต่เป็นนายกฯ สมัยแรก และเมื่อขึ้นดำรงตำแหน่งในปี 2007 ก็เริ่มต้นรวบอำนาจต่างๆ ไว้ในมือ ทั้งอำนาจทหาร ตำรวจ ด้วยการแต่งตั้งคนที่ตนไว้ใจ โดยไม่ฟังเสียงนักการเมืองสายอื่นๆ คุณ Phebe Marr ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอิรัก บรรยายว่ารัฐบาลสหรัฐในสมัยนั้นเข้าใจเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างดี และต้องการให้กองกำลัง Sahwa (กองกำลังซุนนีที่สหรัฐให้การสนับสนุน) เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังป้องกันประเทศ แต่นายกฯ อัลมาลิกีเกรงว่ากองกำลังเหล่านี้จะเป็นการศัตรูของตนเองในอนาคต จึงไม่ให้พวก Sahwa เข้ารับราชการ ทั้งยังทำการจับกุมผู้นำซุนนีหลายคน กล่าวโทษว่าเป็นผู้สนับสนุนเหตุความไม่สงบภายในประเทศ พวกซุนนีบางคนกล่าวว่านายกฯ อัลมาลิกีใช้วิธีการก่อการร้ายเพื่อขจัดศัตรูทางการเมือง
            ด้วยพฤติกรรมดังกล่าว ทำให้พวกซุนนีเห็นว่านายกฯ อัลมาลิกีกำลังแบ่งแยกทางศาสนา ทำลายความเป็นเอกภาพ เรียกร้องให้นายกฯ อัลมาลิกีลาออกจากตำแหน่ง รัฐสภาอภิปรายไม่ไว้วางใจเขาถึง 2 ครั้งในปี 2007 แต่ไม่อาจโค่นล้มนายกฯ อัลมาลิกี นับจากนั้นเป็นต้นมา การเมืองอิรักตกอยู่ในสภาพเป็นอัมพาต แม้มีผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย แต่ผู้ขึ้นมาเป็นผู้นำฝ่ายบริหารทำการรวบอำนาจ ไม่ฟังเสียงฝ่ายค้าน

            ไม่เพียงแต่แตกแยกกับพวกซุนนี พวกชีอะห์ยังแตกคอกันเองด้วย ในปี 2007 ปีเดียวกันนี้ รัฐมนตรีสาย Sadrist (เป็นชีอะห์สายหนึ่ง) ลาออกจากการร่วมรัฐบาล และตามมาด้วยการลาออกจากกลุ่มการเมืองอื่นๆ อีกหลายกลุ่ม เป็นเหตุให้รัฐบาลสหรัฐต้องออกโรงช่วยประสานรอยร้าว นำแกนนำพรรคการเมืองสำคัญๆ 5 พรรค ให้เข้ามามีบทบทต่อการตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ของรัฐบาล ช่วยให้รัฐบาลอัลมาลิกีสามารถทำงานต่อไป รัฐบาลบุชในสมัยนั้นตีความว่า นายกฯ อัลมาลิกีไม่ใช่พวกยึดติดเรื่องนิกายศาสนา (ตามข้อกล่าวหาจากพวกซุนนี) และตีความว่าเหตุที่คณะรัฐบาลมีปัญหาเพราะพรรคร่วมหัวแข็ง ไม่ยอมประนีประนอม และหากกดดันให้นายกฯ อัลมาลิกีลาออก อาจทำให้การเมืองอิรักปั่นป่วนอีกครั้ง
            จากท่าทีสนับสนุนของรัฐบาลบุช ทำให้นายกฯ อัลมาลิกียิ่งรวบอำนาจไว้กับตนเองเข้มข้นกว่าเดิม

            3 ปีต่อมา (2010) อิรักจัดการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้ง ผลการเลือกตั้งออกมาว่า พรรคของนายอัลมาลิกีได้คะแนนเป็นที่ 2 คือได้ 89 ที่นั่ง พรรคที่ได้ที่นั่งในรัฐสภามากที่สุดคือพรรค Iraqiyya ของนาย Ayad Allawi ซึ่งเป็นชีอะห์อีกสายหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจากพวกซุนนีบางกลุ่ม พรรคนี้ได้ 91 ที่นั่ง แต่ปรากฏว่านาย Allawi ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาล ผู้ที่ได้เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลคือพรรคของนายอัลมาลิกี จนนายอัลมาลิกีได้ดำรงตำแหน่งนายกฯ สมัยที่ 2 สืบเนื่องจากจนถึงปัจจุบัน
            การที่นายอัลมาลิกีสามารถจัดตั้งรัฐบาลอีกสมัย เนื่องจากสามารถรวบรวมพรรคอื่นๆ ที่ตอนแรกไม่ยอมเข้าร่วมให้กลับมาร่วมมือกับนายอัลมาลิกีอีกครั้ง เช่น สายของ Sadrists และพวกเคิร์ด เหตุผลเบื้องหลังคือรัฐบาลโอบามาให้การสนับสนุน โดยให้เหตุผลว่าเป็นผู้นำสายชีอะห์ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด (รวมทั้งแรงกดดันบางส่วนจากอิหร่านที่ให้พวก Sadrists หันมากลับมาสนับสนุนนายกฯ อัลมาลิกี)
            ดังนั้น การกำเนิดและการคงอยู่ของนายกฯ อัลมาลิกี จึงเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนของรัฐบาลอเมริกาโดยตรง ตั้งแต่รัฐบาลของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช จนถึงมาประธานาธิบดีโอบามา การที่นายอัลมาลิกีสามารถดำรงตำแหน่งอิรักในสมัยที่ 2 จนถึงปัจจุบันก็ด้วยรัฐบาลโอบามาโดยแท้
            และในยามนี้ รัฐบาลสหรัฐจะทำหน้าที่อีกครั้ง ด้วยการกดดันให้นายอัลมาลิกีพ้นทาง ทำการสรรหาคนใหม่เข้ามาแทนที่

จะเป็นชัยชนะของฝ่ายซาอุฯ หรือเป็นชัยชนะของฝ่ายอิหร่าน :
            หากเชื่อในสมมติฐานว่า รัฐบาลซาอุฯ กับพันธมิตรอาหรับคือผู้อยู่เบื้องหลัง ผู้ให้การสนับสนุนขบวนการ ISIL จนสามารถโค่นล้มอำนาจของนายกฯ อัลมาลิกี ย่อมถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของซาอุฯ กับพวก
            แต่ประเด็นอิรักในขณะนี้เกี่ยวข้องกับอิหร่านด้วย เพราะรัฐบาลอิหร่านมีความสัมพันธ์ยาวนานลึกซึ้งกับพวกชีอะห์อิรัก ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า รัฐบาลอิหร่านมีส่วนกดดันพวก Sadrists ให้หันมากลับมาสนับสนุนนายอัลมาลิกี จนได้เป็นนายกฯ สมัยที่ 2
            ดังนั้น ทั้งรัฐบาลสหรัฐกับอิหร่านจึงมีอิทธิพลต่อพวกชีอะห์ในอิรัก ณ ขณะนี้ รัฐบาลโอบามาจึงหวังพึ่งพาอิหร่านเพื่อช่วยแก้ไขสถานการณ์ พยายามขอร่วมมือกับรัฐบาลอิหร่าน เริ่มจากมีข่าวว่า สหรัฐจะร่วมปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่านเพื่อปราบกองกำลัง ISIL ซึ่งทางการอิหร่านออกมาปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า

            ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลโอบามาต้องเจรจากับฝ่ายซาอุฯ เช่นกัน การที่รัฐบาลโอบามายังไม่ลงมือใช้ปฏิบัติการทางทหาร และดูเหมือนว่าพยายามถ่วงเวลา น่าจะเป็นเพราะอยู่ระหว่างเจรจา เพราะคงไม่เหมาะที่จะเจรจากับพวกซุนนีท่ามกลางการโจมตีจากสหรัฐ
            ถ้าว่าที่นายกฯ คนใหม่เป็นสายชีอะห์ ที่ไม่ใช่นายอัลมาลิกีอีก จะเป็นชัยชนะของฝ่ายซาอุฯ หรือฝ่ายอิหร่านเป็นเรื่องที่ถกกันได้ เพราะยังต้องดูผลลัพธ์ที่จะตามมาดังเช่นเมื่อสมัยนายอัลมาลิกีขึ้นเป็นนายกฯ แล้วทำการรวบอำนาจ ไม่ฟังเสียงใดๆ แต่ที่แน่นอนคือเป็นชัยชนะของฝ่ายสหรัฐอีกครั้ง

คำถาม สถานะของ ISIL/ISIS ในอนาคต :
            อีกหนึ่งประเด็นที่จะต้องถกกันคือ หากเรื่องจบลงด้วยดี ได้ว่าที่นายกฯ คนใหม่ที่ทุกฝ่ายพอใจ กองกำลังติดอาวุธ ISIL ถอนตัวจากพื้นที่ยึดครอง สถานะของฐานที่มั่นและกองกำลังของ ISIL ในอิรักจะเป็นอย่างไร
            ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโอบามาเคยกล่าวว่า จะไม่ยอมให้พวกญิฮาดเหล่านี้สามารถตั้งมั่นอย่างถาวรในอิรักหรือซีเรีย และกำลังพิจารณาทุกทางเลือกที่สามารถทำได้ และยังเคยกล่าวอีกว่า ISIL เป็น “องค์กรผู้ก่อการร้าย” ที่ปฏิบัติการในอิรักกับซีเรีย เป็นภัยคุกคามต่อประเทศอิรักและชาวอิรัก และที่สุดแล้วเป็นภัยต่อผลประโยชน์สหรัฐ
            เป็นอีกเรื่องที่จะต้องคลี่คลาย และต้องระวังคำวิพากษ์วิจารณ์ที่กำลังจะตามมา

            ประเด็นการกดดันให้นายอัลมาลิกีพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเพียงประเด็นหนึ่งที่กำลังถกเถียงกันอยู่ สถานการณ์อิรักในขณะนี้ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่กำลังถกเถียงกันอีกมาก มีการพูดถึงสงครามกลางเมือง สงครามศาสนา การแบ่งอิรักเป็นหลายเขตการปกครอง แต่ไม่ว่าจะเป็นประเด็นใดล้วนเป็นเรื่องซับซ้อน พัวพันหลายประเทศ หลายมิติ ไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ไขให้จบได้ง่ายๆ
            เช่นเดียวกับเรื่องที่นายกฯ อัลมาลิกีจะก้าวลงจากตำแหน่งหรือไม่เป็นเรื่องซับซ้อน พัวพันกับหลายรัฐบาลหลายประเทศ มีทั้งมิติอำนาจการเมืองระหว่างประเทศ อำนาจการเมืองท้องถิ่น เรื่องของเชื้อชาติ ศาสนาและกระทั่งตัวนายอัลมาลิกีเอง แถมยังมีกองกำลังติดอาวุธ ISIL/ISIS ที่ตั้งตนเป็นปรปักษ์ต่อพวกชีอะห์ อยากสถาปนารัฐอิสลามตามแนวทางของตนเอง
            ถ้ามองว่าประธานาธิบดีโอบามาปรารถนาดี อยากให้เรื่องลงเอยด้วยดี น่าจะเอาใจช่วยให้ท่านมีสติปัญญาแก้ไขปัญหาอันซับซ้อนเหล่านี้
-------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
นับจากการก่อตั้ง ISIL เป้าหมายและการแสดงออกของกลุ่มนั้นชัดเจนและสอดคล้องกัน คือสถาปนารัฐอิสลามในอิรักกับซีเรีย การยึดพื้นที่ถิ่นอาศัยของพวกซุนนีดูเป็นเรื่องง่าย แต่หาก ISIL ต้องการยึดอิรักทั้งประเทศ จะต้องยึดพื้นที่เขตปกครองของพวกเคิร์ดและชีอะห์ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ภายใต้ศักยภาพของกองกำลัง ISIL ในปัจจุบัน เป้าหมายเฉพาะหน้าที่ดูสมเหตุสมผลกว่าคือการควบคุมพื้นที่ถิ่นอาศัยของพวกซุนนี หรือไม่ก็ให้สงครามกลางเมืองอิรักเป็นศึกยืดเยื้อ
นับจากการก่อตั้ง ISIL เป้าหมายและการแสดงออกของกลุ่มนั้นชัดเจนและสอดคล้องกัน คือสถาปนารัฐอิสลามในอิรักกับซีเรีย การยึดพื้นที่ถิ่นอาศัยของพวกซุนนีดูเป็นเรื่องง่าย แต่หาก ISIL ต้องการยึดอิรักทั้งประเทศ จะต้องยึดพื้นที่เขตปกครองของพวกเคิร์ดและชีอะห์ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ภายใต้ศักยภาพของกองกำลัง ISIL ในปัจจุบัน เป้าหมายเฉพาะหน้าที่ดูสมเหตุสมผลกว่าคือการควบคุมพื้นที่ถิ่นอาศัยของพวกซุนนี หรือไม่ก็ให้สงครามกลางเมืองอิรักเป็นศึกยืดเยื้อ

บรรณานุกรม:
1. Arango, Tim., & Gordon, Michael R. (2014, April 30). Amid Iraq’s Unrest, Maliki Campaigns as Strongman. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2014/04/30/world/middleeast/unrest-in-iraq-narrows-odds-for-maliki-win.html?hpw&rref=world&_r=0
2. Chandrasekaran, Rajiv. (2013, March 16). Five myths about Iraq. The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/opinions/five-myths-about-iraq/2013/03/15/f7a62a40-8772-11e2-9d71-f0feafdd1394_story.html
3. Iran will mull over helping Iraq fight ISIL if official request made: SNSC chief. (2014, June 15). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/politics/116315-iran-will-mull-over-helping-iraq-fight-isil-if-official-request-made-snsc-chief
4. Maliki’s bloc leads in Iraq election. (2014, May 19). The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/middle_east/malikis-bloc-leads-in-iraq-election/2014/05/19/f7e695cb-414b-4a63-879e-bd13df8ad8d7_story.html
5. Marr, Phebe. (2012). The Modern History of Iraq. USA: Westview Press.
6. Rubin, Alissa J., & Nordland, Rod. (2014, June 19). With Nod From U.S., Iraqis Seek New Leader. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2014/06/20/world/middleeast/maliki-iraq.html?recp=4&mabReward=&_r=0)
7. Solomon, Jay., & Lee, Carol E. (2014, June 18). U.S. Signals Iraq's Maliki Should Go. The Wall Street Journal. Retrieved from http://online.wsj.com/articles/u-s-signals-1403137521
8. Statement by the President on Iraq. (2014, June 13). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/06/13/statement-president-iraq
9. Two more towns fall to armed fighters in Iraq. (2014, June 12). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/middleeast/2014/06/two-more-towns-fall-armed-fighters-iraq-201461365442813358.html
--------------------------

วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ISIL/ISIS หวังโค่นล้มรัฐบาลอัลมาลิกี เสริมไฟสงครามกลางเมืองอิรัก

15 มิถุนายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6431 วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/1919451)

            ย้อนหลังสมัยสงครามอ่าวเปอร์เซียเมื่อทศวรรษ 1990 ในสมัยนั้นประเทศอิรักประกอบด้วยตัวแสดงหลัก 3 ตัว คือ พวกชีอะห์ซึ่งปัจจุบันเป็นรัฐบาล พวกซุนนี และพวกเคิร์ด (แต่ละกลุ่มมีกลุ่มย่อยๆ อีก) พวกเคิร์ดในปัจจุบันอยู่ในฐานะกึ่งปกครองตนเอง มีรัฐบาลปกครองของตนเอง มีกองกำลังและขายน้ำมันเข้ากระเป๋าตนเอง ส่วนพวกชีอะห์กับซุนนีมีการต่อสู้เรื่อยมานับจากสิ้นระบอบซัดดัมเมื่อ 10 ปีก่อน ฝ่ายชีอะห์ซึ่งมีจำนวนมากกว่าและได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตกเป็นฝ่ายได้เปรียบ นายนูรี อัลมาลิกี (Nouri Al-Maliki) นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันก็เป็นสายชีอะห์ และเพิ่งชนะการเลือกตั้งเมื่อปลายเดือนเมษาที่ผ่านมา ได้ดำรงตำแหน่งนายกฯ สมัยที่ 3 ดังนั้น โดยภาพรวมแล้วว่า ในมุมมองหนึ่งสรุปได้ว่าสายชีอะห์อยู่ในฐานะที่ได้เปรียบมากที่สุด

ISIL ได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติหรือไม่ :
            การปรากฏตัวของ Islamic State of Iraq and the Levant (ISIL) หรือ Islamic State in Iraq and Syria (ISIS) ในปีที่แล้ว (2013) ทำให้เกิดตัวแสดงตัวใหม่
            ผู้ที่ติดตามสงครามกลางเมืองซีเรียจะรู้จัก ISIL เพราะเป็นหนึ่งในกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลของประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด (Bashar al-Assad) ที่มีพลัง มีความเข้มแข็งมากที่สุด สามารถยึดครองพื้นที่ทางภาคตะวันออกของซีเรีย (ติดกับชายแดนอิรัก) และส่วนหนึ่งของภาคเหนือซีเรีย
            ISIL เป็นที่โด่งดังในอิรัก จากเหตุการณ์เมื่อปลายปีที่แล้ว เมื่อกองกำลังของ ISIL ฉวยโอกาสขณะเกิดความขัดแย้งระหว่างพวกซุนนีกับรัฐบาลอัลมาลิกี เข้ายึดครองเมืองฟาลลูจาห์ (Fallujah) กับเมืองรามาดี (Ramadi) ในจังหวัดอันบาร (Anbar) เกิดการปะทะกับกองทัพรัฐบาล แต่ ISIL คงมีอิทธิพลเหนือพื้นที่ดังกล่าวเรื่อยมาจนบัดนี้
            เดิม ISIL มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอัลกออิดะห์ แต่เมื่อ ISIL พยายามจะควบรวมกับกลุ่ม Nusra Front (เป็นกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรียที่ใกล้ชิดอัลกออิดะห์) แต่ผู้นำ Nusra Front ไม่ยอมรับข้อเสนอ รวมทั้งนาย Ayman al-Zawahiri ผู้นำอัลกออิดะห์คนปัจจุบันก็ไม่เห็นด้วย เป็นเหตุให้ ISIL ในปัจจุบันไม่เป็นแนวร่วมอัลกออิดะห์อีกแล้ว

            ผู้เชี่ยวชาญบางคนอธิบายว่า โดยพื้นฐานแล้ว ISIL ประกอบด้วยกองกำลังสุดโต่งเดิมๆ ที่อยู่ในอิรัก ซึ่งหากอธิบายว่า ISIL เป็นเพียงการแปลมโฉมของพวกซุนนีอิรัก ก็ควรจะถือว่า ISIL คือพวกซุนนีเดิม ที่รวมตัวกันใหม่ แต่ความจริงแล้ว กองกำลังสุดโต่งดั้งเดิมของ ISIL จำนวนไม่น้อยไม่ใช่พลเมืองอิรัก พวกเขาเป็นกองกำลังติดอาวุธจากหลายประเทศที่เข้ามาเพื่อขับไล่กองทหารสหรัฐกับพันธมิตรที่ยึดครองอิรักในขณะนั้น โดยที่พวกซุนนีอิรักบางกลุ่มบางสายเข้าร่วมขบวนการด้วย การเคลื่อนไหวเพื่อโค่นล้มระบอบอัสซาดแห่งซีเรียของ ISIL เป็นหลักฐานอีกชิ้นที่บ่งชี้ว่าพวกเขาไม่ต้องการปฏิบัติการเฉพาะในอิรักเท่านั้น
            ข้อมูลบางแหล่งชี้ว่า ปัจจุบัน ISIL มีกองกำลังราว 12,000 นาย ในจำนวนนี้ 3,000 นายเป็นคนสัญชาติตะวันตก เป็นการรวมตัวของญิฮาดจากที่ต่างๆ ทั่วโลก ISIL ในปัจจุบันจึงเป็นกองกำลังติดอาวุธที่ประกอบด้วยสมาชิกจากหลายประเทศ หลายสัญชาติ ภายใต้การจัดระบบระเบียบใหม่ให้เป็นเอกภาพมากขึ้น สามารถระดมสมาชิกเพิ่มเติมจากทั่วโลก รวมทั้งจากพวกซุนนีบางกลุ่มในอิรัก

            นายฮัสซัน โรฮานี (Hassan Rohani) ประธานาธิบดีอิหร่านแสดงท่าทีสนับสนุนรัฐบาลอัลมาลิกี ประกาศว่าอิหร่านจะพยายามสุดความสามารถเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย และ “จะไม่ยอมให้ผู้สนับสนุนพวกผู้ก่อการร้ายทำลายความมั่นคงและเสถียรภาพของอิรัก” ด้วยการใช้การก่อการร้ายต่ออิรัก ท่าทีของประธานาธิบดีโรฮานีกำลังชี้ว่า ภัยคุกคามอิรักในขณะนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งภายในประเทศ แต่มาจากการขับเคลื่อนนอกประเทศอิรัก ที่อาศัยการก่อการร้ายเป็นเครื่องมือทำลายรัฐบาลอัลมาลิกี

            ในขณะที่ ISIL กำลังเคลื่อนไหวในซีเรีย ก็มีข่าวว่ากลุ่มนี้ได้รับการสนับสนุนทั้งเงินกับอาวุธจากรัฐบาลกาตาร์และซาอุดิอาระเบีย เหตุผลหนึ่งที่พูดถึงคือ ISIL ประกอบด้วยกลุ่มย่อยหลายกลุ่ม กลุ่มย่อยเหล่านี้เดิมได้รับการสนับสนุนจากซาอุฯ กับกาตาร์อยู่ก่อนแล้ว
          สื่อ Iran News ของทางการอิหร่าน อ้างข้อมูลที่เสนอจากโทรทัศน์อิรักช่องหนึ่ง ชี้ว่าสมาชิก ISIL หลายคนที่ถูกทางการอิรักจับได้สารภาพว่าได้ติดต่อกับรัฐบาลซาอุฯ คนเหล่านี้กล่าวว่าพวกตนได้รับคำสั่ง อาวุธและรถยนต์ติดระเบิดจากรัฐบาลซาอุฯ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นาย Adnan al-Asadi ปลัดกระทรวงหมาดไทยอิรักเตือนซาอุฯ ให้ยุติการแทรกแซงกิจการภายในอิรัก เห็นว่า “ปัญหาของจังหวัดอันบาร์ทางภาคตะวันตกเป็นปัญหาระดับประเทศ ไม่ใช่ข้อพิพาทระหว่างชนเผ่า”
            แม้ฝ่ายที่เห็นว่ารัฐบาลกาตาร์กับซาอุฯ เป็นผู้สนับสนุนกองกำลัง ISIL แต่ทางการกาตาร์กับซาอุฯ ต่างออกมาปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง นาย Khalid al-Attiyah รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ชี้แจงว่า “เรื่องที่พูดว่าเราสนับสนุนกลุ่มหัวรุนแรงหรือกลุ่มสุดโต่งนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างไร” ทำนองเดียวกับทางการซาอุฯ ที่ชี้แจงว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุก่อการร้ายในอิรัก เห็นว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลอัลมาลิกีที่จะปกปิดความล้มเหลวของตนเองมากกว่า
            การที่รัฐบาลซาอุฯ กับกาตาร์จะมีส่วนสนับสนุนการก่อการของ ISIL เป็นประเด็นที่ต้องพิสูจน์ต่อไป แต่คำถามที่ว่ามีรัฐบาลต่างชาติประเทศใดให้การสนับสนุน ISIL หรือไม่เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพราะเป็นการโยงว่ารัฐบาลอัลมาลิกีกำลังต่อกรกับรัฐบาลประเทศใด เป็นประเทศที่อยู่ใกล้หรืออยู่ไกล อะไรเป็นต้นเหตุที่รัฐบาลประเทศดังกล่าวสนับสนุน ISIL มีผลต่อการวิเคราะห์ คาดการณ์สถานการณ์ในอิรัก

            สงครามกลางเมืองซีเรียในขณะนี้พอจะเป็นตัวอย่างเทียบเคียงได้ เมื่อฝ่ายต่อต้านที่เป็นชาวซีเรียแท้ๆ กับกองกำลังติดอาวุธต่างๆ ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลหลายประเทศ ทั้งด้านอาวุธ เงินทอง และอื่นๆ เป็นเหตุให้สงครามกลางเมืองยืดเยื้อกว่า 3 ปี จนบัดนี้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดรวมกันกว่า 150,000 ราย ผู้อพยพลี้ภัยอีกหลายล้านคน
            การตั้งคำถามที่ว่า สถานการณ์ในอิรักกำลังจะไปสู่ทิศทางเดียวกับซีเรียหรือไม่ จึงเป็นการตั้งคำถามที่สมเหตุสมผล เพราะสถานการณ์ในอิรักมีลักษณะคล้ายซีเรีย คือ มีทั้งความขัดแย้งอันเกิดจากคนอิรักด้วยกันแท้ๆ กับการแทรกแซงจากกองกำลังต่างชาติ และรัฐบาลต่างชาติ

ISIL หวังโค่นล้มรัฐบาลชีอะห์ สถาปนารัฐอิสลาม :
            นับจากการก่อตั้ง ISIL เมื่อก่อน (2013) เป้าหมายและการแสดงออกของกลุ่มนั้นชัดเจนและสอดคล้องกัน เป้าหมายของกลุ่มได้ในระบุอยู่ในชื่อกลุ่มอย่างชัดเจน คือสถาปนารัฐอิสลามในอิรักกับซีเรีย
            การปฏิบัติการที่ผ่านมาให้คำตอบที่ชัดเจนเช่นกัน คือ ต้องการโค่นล้มระบอบอัสซาดแห่งซีเรีย และในขณะนี้ก็ประกาศชัดว่าต้องการโค่นล้มรัฐบาลอัลมาลิกี ผู้นำทั้ง 2 รัฐบาลเป็นชีอะห์หรือใกล้ชิดกับชีอะห์ ในอีกมุมหนึ่งพอจะกล่าวได้ว่าคือโค่นล้มรัฐบาลชีอะห์ เพื่อสถาปนารัฐอิสลามตามแนวทางของตนเอง ซึ่งในความหมายหนึ่งคือไม่ต้อนรับพวกชีอะห์ (ต่างจากประเทศอิรักในปัจจุบัน ที่มีทั้งชีอะห์กับซุนนี และศาสนาอื่นๆ)

            เมื่อต้นปี ISIL สามารถควบคุมเมืองฟาลลูจาห์ (Fallujah) และส่วนอื่นๆ ของจังหวัดอันบาร์ (Anbar) ทางภาคตะวันตกของอิรัก การเข้าโจมตียึดเมืองโมซุล (Mosul) ที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดนีเนเวย์ (Nineveh) ทางภาคะตะวันตกเฉียงเหนือของอิรัก การโจมตีเมืองทิกริต (Tikrit) และกำลังรุกคืบควบคุมเมืองอื่นๆ เข้าใกล้กรุงแบกแดดเข้ามากขึ้นทุกที จึงเป็นการเปิดฉากโจมตีรอบ 2 เพื่อหวังครอบครองพื้นที่มากขึ้น จนสามารถโค่นล้มรัฐบาลอัลมาลิกีในที่สุด

            สถานการณ์ในขณะนี้สับสนพอสมควร คือ มีการผลัดกันรุกรับ มีทั้งข่าวทหารตำรวจอิรักถอนตัวออกจากฐานที่มั่น กองกำลัง ISIL รุกคืบยึดเมืองต่างๆ เพิ่มขึ้น มีข่าวกองทัพรัฐบาลอิรักได้ตีโต้ ยึดพื้นที่บางส่วนคืน ส่วนเมืองเคอร์คุก (Kikruk) ที่เป็นแหล่งน้ำมันทางตอนเหนือของประเทศกลับไปตกอยู่ในการควบคุมของกองกำลังชาวเคิร์ดแล้ว สถานการณ์ในขณะนี้จึงสับสน แต่ ISIL เป็นฝ่ายได้เปรียบ
            การที่ทางการอิรักประกาศว่า ISIL เป็นผู้ก่อการร้าย เป็นปัญหาระดับชาติ ไม่ใช่ความขัดแย้งระวังชนเผ่า ทำให้รัฐบาลอิรักไม่อาจทนนิ่งเฉย การที่เมืองสำคัญๆ หลายเมืองถูกยึดยิ่งทำให้ฝ่ายรัฐบาลจะต้องตอบโต้อย่างรุนแรง ไม่แปลกใจที่ทางการอิรักต้องการประกาศภาวะฉุกเฉิน เร่งระดมอาสาสมัคร เรียกร้องให้บรรดาผู้นำศาสนา กลุ่มการเมือง หัวหน้าเผ่าต่างๆ และนานาชาติช่วย “ต่อต้านผู้ก่อการร้าย”
            กรณีนี้แตกต่างจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลแบกแดดกับพวกเคิร์ดที่ปกครองตนเอง และต่างจากความขัดแย้งระหว่างพวกชีอะห์กับซุนนีในอิรัก ที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาแม้มีความขัดแย้ง มีการปะทะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีผู้เสียชีวิตปีละหลายพันราย ในความรุนแรงหลายครั้งเป็นลักษณะการก่อการร้าย ใช้วิธีแบบพลีชีพ โจมตีพลเรือน แต่รัฐบาลอัลมาลิกีถือว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องความขัดแย้งของคนในชาติ ต่างจากการก่อการของ ISIL ที่ทางการอิรักประกาศว่าไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งของคนในชาติ แต่เป็นภัยคุกคามที่มาจากนอกประเทศ (แม้สมาชิก ISIL บางส่วนจะเป็นชาวอิรักก็ตาม)

            ภายใต้สถานการณ์ที่กำลังยุ่งเหยิงในขณะนี้ บางเหตุการณ์ดูเหมือนว่ากองกำลังรัฐบาลอิรักแทบจะไม่มีประโยชน์ ในหลายพื้นที่ถอนตัวออกจากฐานที่มั่นโดยแทบไม่มีการต่อสู้ใดๆ บางพื้นที่กองกำลังรัฐบาลถอนตัวออกจากพื้นที่ก่อนพลเรือนเสียอีก แต่หากวิเคราะห์ให้ดีจะเห็นว่าพื้นที่เหล่านั้นคือถิ่นอาศัยของพวกซุนนี นอกจากนี้ มีข้อสังเกตว่า กองกำลัง ISIL พยายามไม่ปะทะกับกองกำลังชาวเคิร์ดที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ กองกำลัง ISIL เข้าตีเมืองโมซุล สลายกองทัพอิรักในเมืองเคอร์คุกแล้ววกกลับลงมาทางใต้มุ่งประชิดกรุงแบกแดด
            การยึดพื้นที่ถิ่นอาศัยของพวกซุนนีดูเป็นเรื่องง่าย แต่หาก ISIL ต้องการยึดอิรักทั้งประเทศ จะต้องยึดพื้นที่เขตปกครองของพวกเคิร์ดด้วย และหากมุ่งลงใต้เรื่อยๆ ตั้งแต่กรุงแบกแดดลงไปจนติดอ่าวเปอร์เซีย จะเป็นถิ่นอาศัยของพวกชีอะห์ และต้องปะทะกับกองกำลังสหรัฐที่ประจำอยู่ในกรุงแบกแดดด้วย สมรภูมิตั้งแต่กรุงแบกแดดและไล่ลงมาทางใต้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่น่าจะทำได้เมื่อพิจารณาจากศักยภาพของ ISIL ในปัจจุบัน
            นาย Ahmad al-Abyad นักวิเคราะห์จากประเทศจอร์แดนแสดงความเห็นว่า กองกำลัง ISIL ได้เปรียบในเขตพื้นที่ของพวกซุนนี ชาวซุนนีในพื้นที่ที่ชิงชังรัฐบาลจะไม่ยอมให้รัฐบาลอัลมาลิกีกลับเข้ามามีอำนาจอีก ที่สุดแล้วประเทศอิรักจะแบ่งแยกออกเป็น 3 ส่วน คือ เขตของพวกชีอะห์ พวกซุนนี และพวกเคิร์ด
            ISIL ประกาศว่าต้องการโค่นล้มรัฐบาลอัลมาลิกี และคงคาดหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้ครอบครองอิรักทั้งประเทศ แต่ ณ ปัจจุบัน ทางที่เป็นไปได้มากกว่าและดูสมเหตุสมผลกว่าคือการควบคุมพื้นที่ถิ่นอาศัยของพวกซุนนี หรือไม่ก็ให้สงครามกลางเมืองอิรักเป็นศึกยืดเยื้อ เพียงเท่านี้ก็นับว่าประสบความสำเร็จยิ่งแล้ว
-----------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
ISIS/ISIL เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นอย่างมีเป้าหมายเฉพาะ กำลังก่อการทั้งในซีเรียกับอิรัก การปรากฏตัวของกลุ่มสะท้อนปัญหาการเมืองภายในอิรักที่เรื้อรังมานาน ความแตกแยกของฝ่ายต่างๆ การจะกำจัด ISIS/ISIL อย่างถอนรากถอนโคนคงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนหลายอย่าง รวมทั้งมีประเทศผู้ให้การสนับสนุน น่าติดตามกลุ่มดังกล่าวจะนำอิรักสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ มีผลกระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างไร

10 ปีที่กองทัพสหรัฐฯ บุกโค่นล้มระบอบซัดดัม ช่วยสถาปนารัฐประชาธิปไตยอิรัก พบว่าจนบัดนี้อิรักยังไม่ได้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง กลายเป็นรัฐล้มเหลวที่ประกอบด้วยหลายกลุ่มอำนาจที่พยายามแย่งชิงผลประโยชน์ ก่อให้เกิดคำถามมากมายว่าอิรักในวันนี้ดีกว่ายุคซัดดัมหรือไม่ อะไรคือการปกครองที่ดี และจะพาอิรักออกจากสถานการณ์วุ่นวายในขณะได้อย่างไร ทั้งหมดนี้ประชาชนอิรักไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดต้องออกมาแสดงพลัง กำหนดอนาคตของตนเอง

อีบุ๊ค คลิกที่รูป


บรรณานุกรม:
1. Ajbaili, Mustapha  (2014, June 12). Maliki’s sectarian policy backfires in dramatic style.
Al Arabiya News. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/perspective/analysis/2014/06/12/Maliki-s-sectarian-policy-backfires-in-dramatic-style.html
2. Al-Maliki antics ‘attempt to cover up own failures’. (2014, March 18). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/news/542141
3. Arrested terrorists in Iraq reveal its ties with Saudi Arabia. (2014, January 19). Iran News. Retrieved from http://www.iranews.com.br/noticia/11601/terroristas-presos-no-iraque-revelam-seus-lacos-com-a-arabia-saudita
4. Baghdad Urges Civilians to Take Up Arms Against Insurgents in Mosul. (2014, June 12). Rudaw. Retrieved from http://rudaw.net/english/middleeast/iraq/120620141
5. Extremist groups hobble Syrian peace negotiations. (2013, October 22). The Times of India/AP. http://timesofindia.indiatimes.com/world/middle-east/Extremist-groups-hobble-Syrian-peace-negotiations/articleshow/24549382.cms
6. ISIL: Rising power in Iraq and Syria. (2014, June 11). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/middleeast/2014/06/isil-eminent-threat-iraq-syria-20146101543970327.html
7. Mccoy, Terrence. (2014, June 11). How ISIS leader Abu Bakr al-Baghdadi became the world’s most powerful jihadi leader. The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/news/morning-mix/wp/2014/06/11/how-isis-leader-abu-bakr-al-baghdadi-became-the-worlds-most-powerful-jihadi-leader/?tid=hp_mm
8. Rouhani, Maliki Underline Fight against Terrorism. (2014, June 13). FNA. Retrieved from http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13930323000432
-------------------------

วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ประธานาธิบดีอัสซาดชนะการเลือกตั้ง สงครามกลางเมืองซีเรียดำเนินต่อไป

8 มิถุนายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6424 วันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/1914420)

            ท่ามกลางสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2011 หรือกว่า 3 ปี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 150,000 ราย ประชาชนหลายล้านคนกลายเป็นผู้อพยพลี้ภัย โดยที่ยังไม่มีท่าทีว่าจะยุติ รัฐบาลซีเรีย นำโดยประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด (Bashar al-Assad) จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดี และเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง ได้รับคะแนน 10.3 ล้านเสียง หรือเท่ากับร้อยละ 88.7 ของผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้นราว 11.6 ล้านเสียง จากประชาชนผู้มีสิทธิ์ทั้งสิ้น 15.8 ล้านคน ผู้สมัครที่ได้คะแนนอันดับ 2 กับ 3 ได้เพียง 5 แสนกับ 3.7 แสนคะแนนเท่านั้น
            ทางการซีเรียประกาศว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ย้ำเน้นความชอบธรรมของประธานาธิบดีอัสซาด ตรงข้ามกับรัฐบาลชาติตะวันตกที่สนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายเพื่อโค่นล้มรัฐบาล เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ประชาชนของตนเอง และเห็นว่าการก่อการร้ายในซีเรียจะยุติทันทีหากซาอุดิอาระเบีย ประเทศในภูมิภาคอ่าว สหรัฐ และฝรั่งเศสยุติให้การสนับสนุน

ภาพสะท้อนจากผลการเลือกตั้ง :
            ผลการเลือกตั้งส่งผลดีต่อประธานาธิบดีอัสซาด หลายประการ ดังนี้
            ประการแรก ประธานาธิบดีอัสซาดมีความชอบธรรมในฐานะผู้ปกครอง
            ทันทีที่ประกาศผลการเลือกตั้ง รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของ 6 ชาติสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง เห็นว่าการเลือกตั้งเป็นการแสดงละครมากกว่า บั่นทอนโลกอาหรับและความพยายามแก้ไขปัญหาของนานาชาติ
            ความจริงเรื่องหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ การเลือกตั้งไม่ได้จัดในทุกพื้นที่ ชาวซีเรียจำนวน 3 ล้านคนที่อพยพลี้ภัยออกจากประเทศไม่ได้เลือกตั้ง พูดได้ว่าการเลือกตั้งไม่สะท้อนความต้องการของชาวซีเรียทั้งหมด ชาวซีเรียในขณะนี้แบ่งออกได้เป็นหลายกลุ่ม ประกอบด้วย พวกที่ยังอยู่กับรัฐบาลอัสซาด พวกที่สังกัดฝ่ายต่อต้านที่พื้นเพเป็นคนซีเรีย พวกที่อยู่ในเขตอิทธิพลของกองกำลังติดอาวุธต่างชาติ สำหรับผู้อพยพลี้ภัยยังสามารถแบ่งออกเป็น พวกที่สังกัดฝ่ายต่อต้าน กับประชาชนที่หนีภัยสงคราม
            ข้อโต้แย้งคือ รัฐบาลย่อมไม่สามารถจัดเลือกตั้งในเขตพื้นที่สู้รบ นอกเขตอธิปไตย ผลการเลือกตั้งจึงชี้ว่าอย่างน้อยยังมีประชาชนซีเรียผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกว่า 10 ล้านคนที่สนับสนุนประธานาธิบดีอัสซาด

            ไม่ว่าการเลือกตั้งจะเป็นการจัดฉากหรือไม่ จะได้รับการยอมรับจากต่างชาติหรือไม่ สำหรับประเทศซีเรียแล้ว ผลการเลือกตั้งชี้ว่าประธานาธิบดีอัสซาดมีความชอบธรรมในฐานะผู้นำประเทศต่อไป สวนทางกับจุดยืนของชาติตะวันตกและโลกอาหรับหลายประเทศที่เห็นว่าประธานาธิบดีอัสซาดคือตัวปัญหา ต้องการให้ก้าวลงจากอำนาจ ที่ผ่านมารัฐบาลอัสซาดปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าวมาโดยตลอด ผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุดให้ความชอบธรรมแก่การคงอยู่ในอำนาจของประธานาธิบดีอัสซาด
            รัฐบาลหลายประเทศอาจวิพากษ์วิจารณ์ว่าการเลือกตั้งเป็นเพียงการแสดงละคร ขาดความชอบธรรม แต่ควรระมัดระวังว่าคำวิจารณ์เหล่านี้จะส่งผลอย่างไรต่อชาวซีเรียผู้สนับสนุนประธานาธิบดีอัสซาดด้วยความสมัครใจ และเป็นการตอกย้ำว่าจุดยืนของประชาชนกลุ่มนี้ว่า ทางเลือกนี้ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเลิศตามอุดมคติ แต่อาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเท่าที่จะเลือกได้ในขณะนี้

            ประการที่สอง รัฐบาลอัสซาดควบคุมพื้นที่ได้ดีและเป็นฝ่ายได้เปรียบ
            ในช่วงเลือกตั้งมีเหตุปะทะประปราย แต่โดยภาพรวมแล้ว การเลือกตั้งดำเนินไปด้วยดี สะท้อนว่าในพื้นที่ๆ อยู่ภายใต้การดูแลของระบอบอัสซาดนั้น รัฐบาลสามารถดูแลให้ความปลอดภัยได้ดีพอควร
            การตัดสินใจจัดการเลือกตั้ง ยังสะท้อนอีกว่าประธานาธิบดีอัสซาดเชื่อมั่นแต่แรกว่ารัฐบาลควบคุมสถานการณ์ได้ ในมุมกลับกันคือสะท้อนความอ่อนแอของฝ่ายต่อต้าน จากเดิมที่เคยผลักกันรุกผลัดกันรับ แต่ตั้งแต่ต้นปี 2014 เป็นต้นมา กองทัพอัสซาดค่อยๆ รุกคืบทำลายฐานที่มั่น เขตอิทธิพลของฝ่ายต่อต้านได้ทีละจุดสองจุด ทั้งๆ ที่ชาติตะวันตกกับกลุ่มประเทศอาหรับหลายประเทศยังให้การสนับสนุนฝ่ายต่อต้านอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน อาวุธ การข่าวต่างๆ
            นับจากวันที่เริ่มเกิดความรุนแรงและขยายตัวบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมือง ไล่มาจนถึงปัจจุบัน สงครามกลางเมืองยังดำเนินต่อไป แต่ ณ ปัจจุบัน ค่อนข้างชัดเจนว่าระบอบอัสซาดเข้มแข็ง แม้ฝ่ายต่อต้านจะได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติ มีกองกำลังติดอาวุธที่ใกล้ชิดกับอัลกออิดะห์จากหลายประเทศเข้าร่วมรบ แต่ระบอบอัสซาดยังอยู่รอดจนถึงปัจจุบัน ต่างจากอาหรับสปริงในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นที่ ตูนิเซีย อียิปต์ ลิเบีย ที่ผู้ปกครองเดิมล้วนถูกโค่นอำนาจอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ในกระแสอาหรับสปริง ฝ่ายรัฐบาลหรือผู้ปกครองเดิมไม่จำต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เสมอไป
            ในขณะที่ความเพลี่ยงพล้ำของฝ่ายต่อต้านสายกลาง กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลต่างชาติ

ข้ออ้างกับเหตุผลซ้ำเดิม :
            บางคนแย้งว่าภายใต้ระบอบเผด็จการอัสซาด ผู้ออกไปใช้สิทธิ์อยู่ในความหวาดกลัว ผลการเลือกตั้งจึงไม่แสดงเจตจำนงที่แท้จริง การเลือกตั้งเป็นเหมือนกับการแสดงละครอย่างหนึ่งเท่านั้น นายจอห์น แคร์รี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ บอกว่าการเลือกตั้งเป็น “ฉากการเมืองที่น่าเยาะเย้ย”
            รัฐบาลของประเทศที่ออกโรงไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งส่วนใหญ่วนเวียนอยู่ในกลุ่ม 11 ประเทศที่เรียกตัวว่า Friends of Syria อันได้แก่ อังกฤษ อียิปต์ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี จอร์แดน กาตาร์ ซาอุดิอาระเบีย ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสหรัฐอเมริกา แต่การปฏิเสธการเลือกตั้งไม่น่าแปลกใจ เพราะรัฐบาลเหล่านี้เป็นผู้ให้การสนับสนุนแนวร่วมต่อต้านรัฐบาลซีเรีย แสดงจุดยืนว่าประธานาธิบดีอัสซาดกับบริวารจะต้องไม่มีส่วนในรัฐบาลเฉพาะกาล (Transitional Governing Body หรือTGB) เพื่อยุติความขัดแย้ง
            การที่รัฐบาลบางประเทศพยายามผลักดัน TGB พร้อมกับชี้ว่าประธานาธิบดีอัสซาดต้องลาออกจากตำแหน่ง เกิดคำถามว่าเป็นความต้องการของคนซีเรียส่วนใหญ่หรือไม่ กลุ่มประเทศที่ผลักดันมีสิทธิ์อะไรในการกำหนดอนาคตของประเทศอื่น จริงหรือที่ทิศทางดังกล่าวก่อประโยชน์ต่อชาวซีเรีย ทำไมจึงไม่ให้พลเมืองซีเรียแท้ๆ ตัดสินอนาคตของตนเองโดยปราศจากการแทรกแซงจากต่างชาติ
            ผลการเลือกตั้งได้ให้คำตอบเรื่องนี้แล้ว

            ในมุมของผู้ที่โจมตีการเลือกตั้ง และต้องการให้ประธานาธิบดีอัสซาดลงจากอำนาจ ยังใช้ข้ออ้างเดิมๆ นั่นคือ ชี้ว่าระบอบอัสซาดเป็นเผด็จการ ปราบปรามประชาชนด้วยความรุนแรง เป็นผลให้ประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก
            เมื่อเป็นข้ออ้างเดิม เหตุผลตอบโต้จึงเหมือนเดิม เป็นความจริงที่ฝ่ายรัฐบาลโจมตีฝ่ายต่อต้านอย่างรุนแรง ใช้สารพัดอาวุธ ทั้งปืนใหญ่ รถถัง เครื่องบิน เป็นสงครามกลางเมืองที่ทำลายล้าง แต่ต้องพูดถึงฝ่ายต่อต้านด้วย ที่ใช้อาวุธสงครามเช่นกัน เป็นสาเหตุทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก จนทีมงานด้านมนุษยชนสหประชาชาติเรียกร้องให้ทุกประเทศหยุดส่งอาวุธแก่รัฐบาลกับฝ่ายต่อต้าน เพราะคนส่วนใหญ่เสียชีวิตด้วยอาวุธจำพวกปืนกับปืนครก ดังนั้น วิธีการที่จะหยุดไม่ให้ผู้เสียชีวิตเพิ่มมากกว่านี้คือต้องตัดการสนับสนุนด้านอาวุธ เพราะอาวุธเหล่านี้ถูกนำไปใช้สังหารพลเรือน ถือว่ากระทำผิดฐานก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหรือกฎหมายอาชญากรสงคราม ทั้งสองฝ่ายต่างโจมตีสถานพยาบาล เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข เนื่องจากเห็นว่าเป็นส่วนหนึ่งของอาวุธที่ใช้ทำสงคราม
            ถ้าจะพูดถึงความผิดจากการเข่นฆ่าประชาชน ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายต่อต้าน รัฐบาลหลายประเทศที่สนับสนุนฝ่ายรัฐบาล กับฝ่ายที่สนับสนุนฝ่ายต่อต้าน ล้วนมีความผิดติดตัวด้วยกันทั้งสิ้น ผลลัพธ์เป็นอย่างที่เห็น คือ ผู้เสียชีวิตกว่า 150,000 ราย ผู้อพยพลี้ภัยนับล้านคน และสภาพเมืองที่กลายเป็นซากปรักหักพัง หากไม่มีการสนับสนุนจากต่างชาติ ความขัดแย้งจะไม่เป็นเหตุสร้างความสูญเสียมากเท่านี้ และอาจยุติแล้วด้วยซ้ำ

            ถ้าฝ่ายต่อต้านและบรรดาผู้สนับสนุนฝ่ายต่อต้านเห็นว่าการสู้รบครั้งนี้มีคุณค่ามากพอที่จะสูญเสียต่อไป ก็ควรก้มหน้ายอมรับสภาพ ยอมที่จะพลีชีพตนเอง ไม่ควรโทษระบอบอัสซาดที่ไม่ยอมก้าวลงจากอำนาจ อีกทั้งฝ่ายต่อต้านที่เป็นชาวซีเรียแท้ๆ ควรไตร่ตรองว่าพวกตนไม่อยู่ภายใต้การบงการของรัฐบาลต่างชาติ หรือเป็นเหตุให้อนาคตซีเรียอยู่ภายใต้อิทธิพลต่างชาติจนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง

            ส่วนระบอบอัสซาด แม้มีแนวโน้มว่าจะสามารถรักษาอำนาจไว้ได้ แต่ประเทศจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความสูญเสียของประชาชนฝ่ายต่อต้านไม่อาจเยียวยาโดยเร็ว แทบทุกบ้านต่างมีบาดแผลจากสงคราม ประเทศจะต้องอยู่ท่ามกลางสายตาของรัฐบาลที่ไม่เป็นมิตรที่รายล้อม รวมทั้งชาติตะวันตกหลายประเทศ

            เรื่องราวของซีเรีย เป็นอีกบทเรียนแก่ประเทศอื่นๆ ว่าความขัดแย้งภายในประเทศที่ไม่อาจแก้ไขด้วยสันติวิธี สุดท้ายกลายเป็นอย่างไร การที่ต่างชาติเข้าแทรกแซงได้ขยายความรุนแรงจนบ้านเมืองกลายเป็นซากปรักหักพัง และยากจะจบลงได้อย่างรวดเร็ว ถ้ามองประเทศซีเรียเป็นหน่วยเดียว ประเทศนี้ได้บอบช้ำเสียหายอย่างหนัก ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกกี่สิบปีจึงจะฟื้นคืนสภาพเดิม ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ดีมีสุขได้ก้าวล้ำไปข้างหน้ามากเพียงใดแล้ว

            สำหรับคนซีเรียแล้ว ความขัดแย้งครั้งนี้ไม่มีฝ่ายใดชนะ แต่รัฐบาลต่างชาติบางประเทศที่สนับสนุนอาจมองว่านี่เป็นชัยชนะอย่างหนึ่ง เป็นอีกปรากฏการณ์ของอาหรับสปริง ลองนึกถึงกรณีอียิปต์กับลิเบีย ที่เดิมรัฐบาลของประเทศเหล่านี้มีอิทธิพล มีบทบาทไม่น้อย แต่ ณ วันนี้ไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว

            การเลือกตั้งเป็นประเด็นที่พูดหนาหูมาสองสามปีแล้ว โดยเฉพาะตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าประธานาธิบดีอัสซาดรอดูสถานการณ์ ว่าเหมาะสมที่จะจัดเลือกตั้งหรือไม่ การเลือกตั้งครั้งนี้ และผลการเลือกตั้งที่ออกมาไม่มีอะไรแปลกประหลาดเหนือความคาดหมาย ท่าทีการตอบสนองของกลุ่ม Friends of Syria และประเทศผู้สนับสนุนระบอบอัสซาดไม่มีอะไรแตกต่างจากเดิม สงครามกลางเมืองซีเรียดำเนินต่อไป
            เมื่อมองความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเทียบกับกรณีอิสราเอล ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับประเทศอาหรับมีความรุนแรง บาดลึกยิ่งกว่ากรณีประเทศอาหรับกับซีเรียหลายเท่า แต่ที่สุดแล้ว แม้ชาติอาหรับหลายประเทศยังไม่ยอมเป็นมิตรกับอิสราเอล แต่ใช่ว่าจะต้องทำสงครามต่อสู้กันเรื่อยไป ปัจจุบันจึงไม่เห็นการต่อสู้ด้วยอาวุธ (อย่างน้อยยุติชั่วคราว)
            กรณีซีเรียก็อาจเป็นเหมือนกรณีอิสราเอล ที่สุดท้ายการสู้รบจะค่อยๆ ลดลงและยุติไปเอง เนื่องจากฝ่ายต่อต้านสายกลางอ่อนแรง ไม่เห็นวี่แววที่จะชนะ กองทัพอัสซาดยึดครองพื้นที่กลับคืนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ความสงบแท้น่าจะมาจากการริเริ่มของกลุ่มประเทศอาหรับ ที่ส่งสัญญาณว่าต้องการยุติความขัดแย้ง การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปลายปี 2016 อาจเป็นจุดเวลาที่เหมาะสมก็เป็นได้ เพื่อไม่ให้ทุกฝ่ายต้องเสียหน้ามากนัก
----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
ถ้ามองในแง่บวกการเจรจาเจนีวา 2 คือจุดเริ่มต้นของการยุติความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ถ้ามองในแง่ลบคือยังมองไม่เห็นทางออก เมื่อการเจรจายังไม่สามารถยุติความขัดแย้ง ประเด็นจึงกลับมาอยู่ที่จะแก้ปัญหาด้วยพลังอำนาจทางทหารอย่างไร ชาติอาหรับจะเป็นฝ่ายลงมือเองหรือไม่
ความรุนแรงในซีเรียเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความขัดแย้งทางการเมืองที่ขยายตัวกลายเป็นสงครามกลางเมือง กลายเป็นสมรภูมิที่มีกองกำลังนอกประเทศเข้ามาร่วมรบ เป็นอุทาหรณ์ว่าการป้องกันปัญหาง่ายกว่าและดีกว่าการแก้ปัญหา คนในชาติต้องไม่คิดว่าไม่ใช่เรื่องของตัว หรือคิดแต่เพียงปกป้องครอบครัวคนใกล้ชิดเท่านั้น 
หลังสงครามกลางเมืองเกือบครบ 3 ปี การประชุมเจนีวา 2 กลายเป็นการประชุมระดับนานาชาติครั้งสำคัญยิ่ง การประชุมไม่น่าจะสามารถยุติข้อขัดแย้งตราบใดที่รัฐบาลอัสซาดไม่ก้าวลงจากอำนาจ และสหรัฐกับชาติพันธมิตรยังหนุนหลังฝ่ายต่อต้านที่มุ่งโค่นล้มรัฐบาล คำถามที่สำคัญกว่าการมีข้อตกลงคือ ข้อตกลงนั้นจะนำสู่ประเทศซีเรียที่มีบูรณภาพแห่งดินแดนหรือไม่ เป็นการยุติความขัดแย้งอย่างถาวรหรือไม่ ทั้งหลายทั้งสิ้นนี้พลเมืองซีเรียน่าจะเป็นผู้ตัดสินอนาคตของตนเอง 

บรรณานุกรม:
1. Ahmad al-Jarba. (2014, June 3). Bashar al-Assad’s ‘blood election’. The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/opinions/ahmad-al-jarba-bashar-al-assads-blood-election/2014/06/02/4ad6b4e4-ea6b-11e3-93d2-edd4be1f5d9e_story.html
2. Deputy FM: Presidential elections in Syria harsh blow to foreign-backed terrorism. (2014, June 4). SANA. Retrieved from http://www.sana.sy/eng/393/2014/06/04/548620.htm
3. Dr. Bashar Hafez al-Assad wins post of President of Syria with sweeping majority of votes at 88.7%. (2014, June 4). SANA. Retrieved from http://www.sana.sy/eng/393/2014/06/04/548613.htm
4. Feltman, Jeffrey D. (2011, November 9). U.S Policy on Syria. U.S. Department of State. Retrieved from http://www.state.gov/p/nea/rls/rm/176948.htm
5. Hadid, Diaa., & Aji,  Albert. (2014, June 3). Syrians vote during civil war in election derided as a sham. The Globe ana Mail/AP. Retrieved from http://www.theglobeandmail.com/news/world/assad-supporters-flock-to-polls-in-syria-election-seen-by-opposition-as-a-sham/article18959677/
6. Most Syrians killed in unlawful conventional attacks, UN human rights panel says. (2013, September 16). UN News Centre. Retrieved from http://www.un.org/apps/news/story.asp?NewsID=45858&Cr=syria&Cr1=#.UjefPdJQGzk
7. RIYADH: GHAZANFAR ALI KHAN. (2014, June 4). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/news/581661
------------------------