ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ประเด็นโลก ประเด็นร้อน 10 – 16 กันยายน 2012

วันที่ปราศจาก QE3 ไม่ใช่วันสิ้นโลก
8 กันยายน 2012
ชาญชัย
            คนจำนวนไม่น้อยกำลังใจจดใจจ่อรอวันที่ 12 กันยายน เป็นวันสำคัญลุ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มักถูกขนานนามว่า QE3 หรือไม่ สำหรับบางคนมีความหมายมากเป็นพิเศษ แต่ไม่น่าจะมีความสำคัญกับภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) เท่าไรนัก

1 ถ้ามี QE3 ก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

            ลองตั้งคำถามกับตัวเองง่ายๆ ว่า จริงหรือ ถ้ามี QE3 แล้วเศรษฐกิจอเมริกาจะฟื้นตัว เศรษฐกิจโลกจะเดินหน้าไปข้างหน้าอย่างสดใส
            คิดง่ายๆ แบบกำปั้นทุบดินว่า ถ้า QE1, QE2 เอาอยู่ ก็ไม่จำเป็นต้องมี QE3 ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า แล้ว QE3 จะเอาอยู่หรือ
            ดังนั้น ถ้าเชื่อว่า QE3 ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายและสัปดาห์หน้าถ้าเฟดประกาศใช้ QE3 แปลว่าในอนาคตน่าจะมี QE4 ตามมา เพราะมี QE 1, 2, 3 แล้ว
            คำว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีความหมายในตัวอยู่แล้วว่าเพียงแค่บรรเทาอาการ ไม่ได้รักษาโรคให้หายขาด

2 ถ้าไม่มี QE3 เศรษฐกิจก็ยังดำเนินต่อไป

            ณ วันนี้ไม่ว่าจะมี QE3 หรือไม่ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ก็เป็นอย่างที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ภาวะถดถอยและไม่ใช่ร้อนแรงเฟื่องฟู
            บางคนอาจโต้แย้งว่า ถ้าไม่มี QE3 เศรษฐกิจจะแย่ลง
            คำโต้กลับคือ ตลอดปีที่ผ่านมาดัชนีเศรษฐกิจ ดัชนีอุตสาหกรรมและการค้าต่างๆ ของภาคเศรษฐกิจจริงที่ออกมาไม่ว่าจะเป็นรายเดือน รายไตรมาส รายปี มีทั้งดีกับไม่ดีผสมกัน ดังนั้น จะฟันธงว่าเศรษฐกิจไม่ดีก็คงจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องนัก
            ดัชนีทางเศรษฐกิจที่ปรากฎจึงเป็นข้อเท็จจริงลบล้างความเห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ตกต่ำ
ส่วนข้ออ้างที่บอกว่าอนาคตเศรษฐกิจจะแย่ลงนั้นมีมูลความจริงหากพิจารณาเศรษฐกิจโลก ปัญหาของยูโรโซน การชะลอตัวของจีน คำถามคือควรจะออกมาตรการเสียแต่ตอนนี้หรือรอให้สถานการณ์ชัดเจนกว่านี้เพื่อจะออกมาตรการที่แก้ปัญหาตรงจุด ให้ยาตรงโรค ให้ขนาดยาแรงพอ
ถ้าจะอ้างอัตราว่างงานที่คุณเบน เบอร์นันเก้เป็นห่วง ล่าสุดกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ประกาศตัวเลขเดือนสิงหาคมอยู่ที่ระดับร้อยละ 8.1 เป็นระดับใกล้เคียงกับตอนที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามาเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 3 ปีก่อน (ที่ 8.3) และตลอดปี 2012 ตัวเลขดังกล่าวอยู่ระหว่าง 8.1-8.3 มาโดยตลอด
อัตราว่างงานรายเดือนเป็นอีกดัชนีหนึ่งที่ชี้ว่า เศรษฐกิจดีขึ้นก็ไม่เชิง แย่ลงก็ไม่ใช่
            บางคนเห็นว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นไม่แรงพอที่จะเพิ่มการจ้างงานได้มากพอ ข้อถกเถียงเรื่องนี้คือควรทำอย่างไรเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตมากเพียงพอ จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งจะได้ผลชั่วคราวหรือดำเนินวิธีการที่มุ่งให้เกิดผลระยะยาว นอกจากนี้ ต้องไม่ลืมว่ามาตรการกระตุ้นมีผลเสียเช่นกัน
ประธานาธิบดีโอบามาเพิ่งปราศรัยในที่ประชุมใหญ่พรรคเดโมแครตว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ รวมทั้งการว่างงานจำต้องปรับแก้โครงสร้าง ต้องใช้เวลานาน แม้เป็นการพูดเพื่อหาเสียงแต่ก็เป็นความจริงเช่นกัน
            ในเวลาที่ไม่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจกำลังแย่ลง แปลว่าไม่แน่ใจว่าควรจะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร เหลือแต่ความจริงที่ว่าเศรษฐกิจยังดำเนินต่อไป

3 ถ้าปราศจาก QE3 ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลสหรัฐฯ หมดหนทางแล้ว

            ตลอดสองเดือนที่ผ่าน หลายคนจับจ้องแต่ QE3 เฝ้ารอวันที่เฟดจะประกาศใช้
            ความจริงแล้ว ถ้ารัฐบาลสหรัฐฯ จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังมีหนทางที่จะทำได้อีกมาก ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือของธนาคารกลางเสมอไป
            ในทศวรรษ 1930 เมื่อสหรัฐฯ เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ (Great Depression) คนทำงานราวหนึ่งในสี่ตกงาน อีกจำนวนมากไม่มีเงินพอกับค่าครองชีพ รัฐบาลสมัยนั้นผ่าทางตันด้วยการใช้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ (ที่เรียกว่า New Deal) อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อสร้างงานจำนวนมาก ปล่อยเงินกู้และใช้ระบบประกันสังคมดูแลผู้ตกทุกข์ได้ยากอย่างทั่วถึง จนเศรษฐกิจฟื้นกลับมาในที่สุด
            หรือกรณีซับไพร์มที่รัฐบาลใช้มาตรการเฉียบขาดจัดการปัญหา แม้มีผู้เห็นด้วยกับผู้ไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายก็นำพาเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว
            ประวัติศาสตร์จึงชี้ว่าในยามเศรษฐกิจถดถอย ตลาดเงินตลาดทุนหุ้นตกต่ำถึงขีดสุด รัฐบาลจะหาทางแก้จนได้
          อยู่ที่ว่า สถานการณ์เป็นอย่างไร มีความจำเป็นแค่ไหน
            สำคัญที่ว่าต้องแยกระหว่างเศรษฐกิจภาคการผลิตจริงกับตลาดเงินตลาดทุน รัฐบาลไม่อาจปล่อยให้ภาคเศรษฐกิจจริงหรือตลาดเงินตลาดทุนล้ม ทั้งสองส่วนเป็นเหตุเป็นผลแก่กันและกัน รัฐย่อมเลือกใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในยามที่จำเป็น มากเท่าที่ต้องการ อย่างมีเหตุผลรองรับ (แม้จะเพื่อประโยชน์ทางการเมือง) อย่างน้อยเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ จนถึงวันนี้ยังมีผู้เชื่อว่าเฟดจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในสัปดาห์หน้า ถ้า มี ไม่ได้แปลว่าโลกจะสวยงามตลอดไป และ วันที่ปราศจาก QE3 ไม่ใช่วันสิ้นโลก
------------------------


ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

ศึกเลือกตั้งกลางเทอม 2018 : ความหวังของประธานาธิบดีทรัมป์

การเลือกตั้งกลางเทอมที่คนไม่ค่อยสนใจเป็นโอกาสที่จะชนะอีกฝ่ายง่ายๆ หากสามารถผลักดันให้ผู้มีสิทธิออกมาเลือกพรรครีพับลิกันแล้วประกาศว่านี่คือเสียงสวรรค์ให้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีต่อไป

ระหว่าง4 ปีที่รอเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้ง ในปีที่ 2 ราวเดือนพฤศจิกายนจะมีการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรกับวุฒิสมาชิกจำนวนหนึ่งเรียกว่าเลือกตั้งการเทอม (midterm election) ข้อมูลในอดีตพบว่าพรรครัฐบาลมักเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ผู้ใช้สิทธิบางคนเลือกประธานาธิบดีจากพรรคหนึ่ง และเลือกอีกพรรคหนึ่งในเลือกตั้งกลางเทอมหวังให้รัฐสภาถ่วงดุลรัฐบาล ความไม่พอใจต่อรัฐบาลจะแสดงออกผ่านการเลือกตั้งนี้ ดังเช่นปี 2006 พรรคเดโมแครทชนะเลือกตั้งครั้งใหญ่ ครองเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา พวกไม่ฝักใฝ่พรรคใดพรรคหนึ่งเทคะแนนให้เดโมแครท เพราะไม่พอใจสงครามกับอิรักจากนโยบายของประธานาธิบดีบุช ผลการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งล่าสุดเมื่อ 2014 รีพับลิกันชนะทั้ง 2 สภา ชี้ว่าประชาชนไม่ชอบรัฐบาล แม้ประธานาธิบดีโอบามายังอยู่ในตำแหน่งต่อไป
กระแสต่อต้านทรัมป์ การที่คนอเมริกันรู้จักทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดีแล้ว ฝ่ายต่อต้านเชื่อว่าการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะถึงนี้รีพับล…

อุดมการณ์ทางการเมือง (1) นิยาม อุดมการณ์ทางการเมือง

หมายถึง ความคิด ความเชื่อ ที่มีแบบแผนเกี่ยวกับหลักการและคุณค่าทางการเมือง เป็นความคิดความเชื่อที่มีแนวทางแน่นอน มีเหตุผล มีจุดหมายปลายทาง และวัตถุประสงค์ที่มนุษย์พยายามจะดำเนินการให้สัมฤทธิผล
“นิยาม อุดมการณ์ทางการเมือง”
1.ความหมายของอุดมการณ์ทางการเมือง (Political Ideology) มีผู้นิยามหลากหลาย 1.1.หมายถึง ความคิด ความเชื่อ ที่มีแบบแผนเกี่ยวกับหลักการและคุณค่าทางการเมือง เป็นความคิดความเชื่อที่มีแนวทางแน่นอน มีเหตุผล มีจุดหมายปลายทาง และวัตถุประสงค์ที่มนุษย์พยายามจะดำเนินการให้สัมฤทธิผล 1.2.หมายถึง ความคิดความเชื่อที่ทำให้เกิดกลไกควบคุม เพื่อบรรลุเป้าหมายแห่งความคิดความเชื่อนั้น 1.2.1.เช่นอุดมการณ์มาร์กซิสม์ ก่อให้เกิดพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อสร้างและควบคุมให้การปกครองบรรลุเป้าหมายของอุดมการณ์ 1.2.2.อุดมการณ์ประชาธิปไตย คือ การเพิ่มพูน ปกป้องเสรีภาพส่วนบุคคล ทำให้เกิดไกกลต่างๆ เช่น พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ การลงมติ เพื่อรักษาความเป็นประชาธิปไตย 1.3.อุดมการณ์มิใช่เป็นเพียงปรัชญาการเมือง อุดมการณ์ทางการเมืองจะเรียกร้องให้มีการกระทำจากผู้ศรัทธาในอุดมการณ์ เกิดความรู้สึกว่าถูกต้องที่จะกระทำตามน…

American exceptionalism กับนโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา (1)

เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแสดงสุนทรพจน์ที่เกี่ยวข้องนโยบายต่างประเทศมักจะมีการเอ่ยถึงAmerican exceptionalism หรือหลักการที่อยู่ภายในลัทธิหรือแนวคิดดังกล่าว แม้เป็นคำที่มีการพูดถึงแต่ในทางวิชาการเป็นที่ถกเถียงในความหมาย การตีความ การนำไปใช้ เนื่องจากลัทธิหรือแนวคิดนี้ขาดการพัฒนาอย่างเป็นระบบ อีกทั้งพบว่าบ่อยครั้งผู้ใช้แต่ละคนจะใช้ในความหมายที่แตกต่างกันด้วยเหตุผลเฉพาะเจาะจง ในที่นี้จะอธิบายความหมาย การนำไปใช้ ผลที่เกิดขึ้นทั้งด้านบวกด้านลบ และข้อวิพากษ์ (หมายเหตุ : เนื่องจากความยาวของบทความ จึงแบ่งออกเป็น 3 ตอน)
นิยาม American exceptionalism คือ ลัทธิความเชื่อว่าคนอเมริกันนั้นมีความพิเศษเหนือชนชาติอื่น มีรากฐานมาจากสองแนวคิดคือ อเมริกาเป็นประเทศที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ กับอเมริกาเป็นประเทศที่พิเศษกว่าประเทศอื่นๆ             คำว่า ‘แตกต่าง’ หมายถึงการแตกต่างจากชาติชนชาติอื่นๆ แม้บรรพบุรุษชาวอเมริกันคือชนชาติที่สืบเชื้อสายจากยุโรป แต่คนเหล่านี้ได้พัฒนาค่านิยมวัฒนธรรมของตนเองแตกต่างจากชาวยุโรป ชาวอเมริกันมีจุดเริ่มต้นที่ต้องการเป็นเสรีชน ชนชาติที่ไร้ชนชั้น สังคมปราศจากการแบ่งแยกหรือการต่อส…