วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

หลักนโยบายของ ‘ทรัมป์’ เหมือนหรือแตกต่าง

24 กรกฎาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7199 วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2559)

ในช่วงการประชุมใหญ่พรรครีพับลิกัน (RNC) เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ในฐานะตัวแทนชิงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ปราศรัยและให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายของตน พร้อมกับกล่าวหาฮิลลารี คลินตันผู้สมัครฝ่ายตรงข้ามว่า “บริษัทยักษ์ใหญ่ สื่อของชนชั้นนำ (elite media) และผู้บริจาครายใหญ่พากันต่อแถวอยู่เบื้องหลังการรณรงค์หาเสียง เพราะพวกเขารู้ว่าเธอสามารถรักษาระบบขี้ฉ้อนี้  พวกเขาโยนเงินให้เธอก็เพราะพวกเขาควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอทำ เธอจึงเป็นหุ่นเชิด พวกเขาคอยชักใยอยู่” เป็นเหตุผลว่าทำไมนโยบายของฮิลลารีไม่แตกต่างจากเดิม และทำไม FBI กับอัยการสูงสุดไม่เล่นงานกรณีใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวติดต่ออีเมล์ในขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ส่วนตนเข้ามาเพื่อนำความเปลี่ยนแปลงสู่ประเทศ
บทความนี้จะวิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลจนถึงล่าสุดนี้

“อเมริกาต้องการมาก่อน?:
ทรัมป์ให้คำมั่นว่าประเทศจะปลอดภัยกว่าเดิม หลายล้านคนมีงานทำ สร้างความมั่งคั่งเพิ่มอีกหลายล้านล้านดอลลาร์ อเมริกาต้องมาก่อน (America First) เป็นลัทธิอเมริกานิยม (Americanism) ไม่ใช่โลกนิยม (globalism) ชาวอเมริกันต้องมาก่อนอีกครั้ง
            ในการนี้จะปรับนโยบายเป็นมิตรกับรัสเซีย ศัตรูที่สำคัญคือผู้ก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรง (radical Islamic terrorism) ประธานาธิบดีอัสซาดอาจเป็นคนเลวพอกับซัดดัม ฮุสเซน แต่ถ้ามองลิเบีย อิรักอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การที่ซัดดัมกับกัดดาฟียังคงอยู่จะเป็นผลดีมากกว่า
            นโยบายของทรัมป์ต่อซีเรียสัมพันธ์กับนโยบายต่อรัสเซีย เพราะเมื่อเป็นมิตรกับรัสเซีย จะร่วมกันต่อต้าน IS/ISIL/ISIS ในซีเรียด้วย ยิ่งทรัมป์ไม่เห็นว่าระบอบอัสซาดเป็นอุปสรรค เท่ากับว่ายอมให้รัฐบาลอัสซาดคงอยู่ต่อไป (อย่างน้อยอีกช่วงหนึ่ง) และเท่ากับยอมรับว่าไม่อาจล้มรัฐบาลอัสซาดดังที่ตั้งใจ จึงต้องเปลี่ยนแผน

รัฐบาลโอบามาเป็นผู้ริเริ่มนโยบายล้มระบอบอัสซาด เรื่องน่าแปลกคือรีพรรคลิกันซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านพยายามกดดันให้รัฐบาลโอบามาเร่งจัดการ ใช้มาตรการรุนแรง เปิดฉากโจมตีกองทัพอัสซาดโดยตรง กล่าวหาว่าประธานาธิบดีโอบามาอ่อนแอ
มาบัดนี้ ทรัมป์ซึ่งเป็นผู้สมัครของพรรครีพับลิกันกลับทำสิ่งที่ตรงข้ามกับนโยบายพรรคที่ผ่านมา หรือไม่ก็คือยุทธศาสตร์เรื่องนี้เปลี่ยนไปแล้ว ให้เหตุผลว่า IS เป็นภัยต่อสหรัฐมากกว่าอัสซาด เรื่องสำคัญ ณ ขณะนี้คือต้องคิดกำจัด IS ก่อน

            กลับไปมองภาพกว้าง ความขัดแย้งในยูเครน รัสเซียยึดไครเมียเป็นประเด็นให้ชาติตะวันตกคว่ำบาตรรัสเซีย พร้อมกับราคาน้ำมันดิบโลกที่ดิ่งหนักเคยเหลือเพียง 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่รัฐบาลปูตินสามารถประคองตัวและผ่านช่วงวิกฤตที่สุดมาแล้ว
การคว่ำบาตร ราคาน้ำมันดิบอ่อนตัว ส่งผลกระทบทั้ง 2 ฝ่าย พวกยุโรปคิดจะเลิกคว่ำบาตร ส่วนพวกอาหรับต้องรัดเข็มขัด ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่าฝ่ายที่ทนได้นานกว่าคือฝ่ายที่ชนะ หากทรัมป์ชนะเลือกตั้งและฟื้นความสัมพันธ์กับรัสเซีย การคว่ำบาตรน่ายุติ ราคาน้ำมันคืนสู่เสถียรภาพในระดับที่สูงขึ้น (แต่คงไม่ถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจึงไม่ใช่สหรัฐ
ฮิลลารี คลินตันยังยึดมั่นนโยบายของประธานาธิบดีโอบามาที่พวกเดโมแครทบางส่วนไม่เห็นด้วย นโยบายของทรัมป์จึงโดนใจ “พวกเดโมแครท” มากกว่า อย่างน้อยทรัมป์ไม่เป็นศัตรูกับพวกเดโมแครทในประเด็นเหล่านี้
รวมความแล้ว กลยุทธ์หาเสียงของทรัมป์เป็นรูปแบบทั่วไป คือโจมตีฝ่ายตรงข้าม และอีกวิธีคือโหนกระแส

ในช่วงที่มีกระแสรายงานการไต่สวนกรณีอิรัก (The Iraq Inquiry) ที่นำโดยจอห์น ชิลคอต (John Chilcot) ให้ข้อสรุปว่าไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะทำสงครามโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน การตัดสินใจส่วนตัวของนายกฯ โทนี แบลร์ (Tony Blair) ในขณะนั้นไม่ถูกต้อง
ทรัมป์ใช้โอกาสดังกล่าวรีบแสดงตัวชื่นชมซัดดัม ฮุสเซน กล่าวว่าแม้ซัดดัมจะเป็นคนเลว แต่ที่น่าชื่นชมคือซัดดัมกำจัดผู้ก่อการร้าย โลกจะน่าอยู่กว่านี้ถ้าซัดดัมยังคงมีชีวิตอยู่ การพูดเช่นนี้เพราะรายงานของชิลคอตตอกย้ำกระแสต่อต้านสงครามโค่นล้มระบอบซัดดัมเมื่อปี 2003 แม้รายงานจะมุ่งพูดถึงรัฐบาลแบลร์ แต่ในสหรัฐหมายถึงประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุชที่สังกัดพรรคเดียวกับตน
การพูดชมเชยซัดดัมจึงมีเป้าหมายเพื่อแสดงว่าตนแตกต่างจากแนวทางของบุช ที่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยอมรับแล้วว่าผิดพลาด ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้เจบ บุช (Jeb Bush) น้องชายของอดีตประธานาธิบดีบุช ผู้สมัครอีกรายต้องถอนตัวหลังถูกมองว่ามีนโยบายตะวันออกกลางไม่แตกต่างพี่ชาย
นักการเมืองพรรครีพับลิกันหลายคนไม่เห็นด้วยกับทรัมป์ในเรื่องนี้ ที่ผ่านมารีพับลิกันยังคงแสดงจุดยืนเห็นด้วยกับการโค่นล้มระบอบซัดดัม แต่อย่างที่ทรัมป์พูดว่า “อเมริกาต้องมาก่อน”

สหรัฐกำลังโดดเดี่ยวตัวเองหรือ :
            ทรัมป์เห็นว่านาโตเป็นเหตุให้ประเทศต้องใช้งบประมาณมหาศาลกับบทบาทตำรวจโลก ที่ไม่ก่อประโยชน์อันใดแก่ประเทศ สหรัฐไม่ได้ร่ำรวยอย่างแต่ก่อน เชื่อมโยงเรื่องกองทัพในต่างแดนกับปีนี้ที่ขาดดุลการค้า 800,000 ล้านดอลลาร์ ชาติสมาชิกนาโต เกาหลีใต้ จึงต้องช่วยแบกรับภาระงบประมาณให้มากกว่าเดิม ความร่วมมือเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อสหรัฐเท่านั้น แต่เป็น “ผลประโยชน์ร่วม” มิฉะนั้น “คุณต้องปกป้องตัวคุณเอง”
            หลักคิดง่ายๆ ต่อความมั่นคงคือ เน้นปกป้องประเทศในอาณาเขตตัวเอง ส่วนความร่วมมือกับพันธมิตรถือเป็นผลประโยชน์ร่วมที่ต่างต้องช่วยกันแบ่งเบาภาระ

ความจริงแล้วการต่อรองให้พันธมิตรร่วมแบกรับภาระไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายปีที่ผ่านรัฐบาลเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นช่วยแบกรับภาระงบประมาณกองทัพสหรัฐที่ประจำการใน 2 ประเทศนี้ เช่นเดียวกับกรณีนาโต
แต่จะแบ่งค่าใช้จ่ายกันอย่างไร ย่อมมีประเด็นว่ายุติธรรมหรือไม่ อย่างไรเรียกว่ายุติธรรม ต้องคิดลงรายละเอียดว่าใครได้ประโยชน์มากน้อยเพียงใด และถ้าจะพูดลงรายละเอียด อาวุธหลายรายการที่เคยอยู่ในแผนสั่งซื้อคืออาวุธ MADE IN USA แต่ถูกปรับลดหรือเลื่อนออกไป ข้อเรียกร้องของทรัมป์จึงไม่แตกต่างจากประเทศส่งออกอาวุธรายใหญ่ของโลกที่พยายามขายอาวุธของตน ซึ่งกรณีสหรัฐหมายถึง “บริษัทยักษ์ใหญ่” ไม่กี่แห่ง

ที่ผ่านมารัฐบาลโอบามาส่งเสริมให้ชาติสมาชิกนาโต ญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณกลาโหม เสริมสร้างกองทัพ หวังให้พันธมิตรแสดงบทบาทมากขึ้น เหตุผลสำคัญคือเพื่อต้านอิทธิพลของรัสเซียกับจีนที่กำลังขยายตัว แต่ชาติสมาชิกนาโตหลายประเทศไม่ได้คิดเช่นนั้น หวังใช้งบประมาณของตนเพื่อการอื่นมากกว่า
            ณ ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุป เป็นได้ว่าสหรัฐกำลังปรับยุทธศาสตร์ ระงับการปิดล้อมรัสเซียไว้ก่อน เพื่อยุติการคว่ำบาตร เรื่องราคาน้ำมัน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพันธมิตรในยุโรปต้องการเช่นนั้น หวังคืนความสัมพันธ์ปกติกับรัสเซีย

นักวิชาการบางคนอธิบายว่าโดยรวมแล้วนโยบายต่างประเทศของทรัมป์เป็นแนวทางโดดเดี่ยวตัวเอง (Isolationism) ต่างจากรัฐบาลก่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นรีพับลิกันหรือเดโมแครท
การมองกรณีโดดๆ หรือเฉพาะบางคำพูด เช่น  “คุณต้องปกป้องตัวคุณเอง” อาจชวนให้คิดเช่นนั้น แต่ต้องไม่ลืมทั้งหมดเป็นเงื่อนไข ไม่ใช่ข้อสรุป ในทางการเมืองระหว่างประเทศเป็นเรื่องของการเจรจา ต่อให้ชาติสมาชิกนาโต เกาหลีใต้ไม่ช่วยแบกรับค่าใช้จ่ายใช่ว่าจะเป็น “ข้อสรุป” ว่าสหรัฐจะถอนกองทัพออกจากประเทศเหล่านั้น
            ถ้าจะวิพากษ์ จะเห็นว่าทรัมป์ไม่เอ่ยถึงยุทธศาสตร์ปรับสมดุลเอเชีย ฐานทัพสหรัฐในเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ เป็นส่วนหนึ่งของการปิดล้อมจีน ถ้าทรัมป์ยกเลิกการปิดล้อมจีน ยกเลิกยุทธศาสตร์ปรับสมดุลเอเชีย เพียงเท่านี้สหรัฐสามารถลดกำลังพล ลดขนาดกองทัพได้มากมาย (ตามยุทธศาสตร์ กองเรือทั้งหมดกว่าครึ่งจะมาประจำการที่เอเชียแปซิฟิก) ช่วยประหยัดงบประมาณมหาศาล มากกว่าที่พันธมิตรช่วยแบกรับค่าใช้จ่ายหลายสิบหลายร้อยเท่า น่าคิดหรือไม่ว่าทำไมทรัมป์ไม่เสนอเรื่องนี้
ที่สุดแล้วต้องตระหนักเสมอว่าในขณะนี้เป็นช่วงหาเสียง เป็นเรื่องเอาชนะการเลือกตั้ง เรื่องนี้ต่างหากที่ “ต้องมาก่อน”

ข้อตกลงการค้าเสรีต้องปรับแก้ :
ทรัมป์เห็นว่าข้อตกลง FTA ที่ทำร่วมกับเกาหลีใต้ทำลายตำแหน่งงานในประเทศ ประกาศจะเจรจาใหม่ โจมตีฮิลลารี คลินตันที่สนับสนุน NAFTA TPP ให้จีนเข้า WTO อันส่งผลเสียต่อสหรัฐ ข้อตกลงการค้าเหล่านี้ “ทำร้ายคนงานของเรา บั่นทอนเสรีภาพและอิสรภาพ เราจะไม่ลงนามข้อตกลงการค้าที่เสียเปรียบ ประเทศอเมริกาต้องมาก่อน” ไม่ปล่อยให้จีนขโมยทรัพย์สินทางปัญญาอีกต่อไป รวมทั้งการทุ่มตลาด บิดเบือนค่าเงิน ข้อตกลงการค้ากับจีนต้องทบทวนทั้งหมดเช่นกัน
            นักวิชาการบางคนเห็นว่าทรัมป์กำลังเป็นพวกส่งเสริมลัทธิปกป้องการค้า (Protectionism) อาจเร็วเกินไปที่จะสรุปเช่นนี้ เพราะทรัมป์เพียงเอ่ยว่าคิดจะเจรจาใหม่ ให้ประเทศได้ประโยชน์มากกว่าเดิม ไม่ได้ประกันว่าจะได้ผล

            ถ้าวิเคราะห์อย่างเป็นกลาง แนวทางแก้ข้อตกลงของทรัมป์คือสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐอ้างว่าเป็นหลักการค้ายุติธรรม (fair trade) เป็นประเด็นที่พูดกันมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจีนทุ่มตลาด บิดเบือนค่าเงิน ปัญหาคือจะทำอย่างไรต่างหาก ทรัมป์ยังไม่ได้เผยวิธีการ และไม่มีใครประกันว่าจะสำเร็จหรือไม่ ที่ผ่านมาดูเหมือนว่ายังเอื้อประโยชน์ต่อจีนมากกว่า

            ประเด็นที่ทรัมป์ลืมคิดหรือไม่พูดถึงคือ ถ้าสหรัฐใช้นโยบายกีดกันการค้า ประเทศอื่นๆ สามารถตอบโต้ด้วยวิธีการเช่นเดียวกัน ถ้าสหรัฐมุ่งคิดแต่จะได้ฝ่ายเดียว ประเทศอื่นก็คิดเช่นกัน
            มุมมองที่ตรงข้าม Thomas Donohue ประธาน U.S. Chamber of Commerce ให้ข้อคิดว่าด้วยระบบเศรษฐกิจโลก การค้าระหว่างประเทศช่วยเพิ่มการจ้างงานในสหรัฐ ขยายกำลังซื้อของผู้บริโภค ส่งเสริมการแข่งขัน สหรัฐต้องการการค้าเสรี ไม่ใช่ลดการค้าเสรี
เป็นความเห็นต่อคำถามที่ว่าทรัมป์กำลังพาประเทศสู่การกีดกันการค้าหรือไม่

            รวมความแล้วการที่ทรัมป์หยิบยกเรื่องปรับแก้ข้อตกลงการค้าเสรีก็เพื่อโจมตีโอบามา-ฮิลลารีเป็นหลัก ทรัมป์ไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะสำเร็จ สิ่งที่ต้องการในขณะนี้คือเพียงพูดให้ฮิลลารีเสียคะแนนเท่านั้นเอง

            ทั้งหมดคือคำมั่นที่ทรัมป์บอกว่าอเมริกาต้องมาก่อน เป็นลัทธิอเมริกานิยม ซึ่งเป็นคำมั่นคล้ายกับที่บารัก โอบามา (และผู้สมัคคนอื่นๆ) ให้ไว้ และคือการยึดหลักผลประโยชน์แห่งชาติ ไม่ว่าจะใช้คำว่าลัทธิอเมริกานิยมหรือไม่ แต่เพื่อการนี้ทรัมป์ต้องชนะการเลือกตั้งก่อน
-------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง  
ผู้ที่เข้าใจมาตรการป้องกันก่อการร้ายของสหรัฐจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าข้อเรียกร้องของโดนัลด์ ทรัมป์ที่ให้ตรวจตราติดตามมุสลิมทุกคนเปล่าประโยชน์ เพราะตามกฎหมายแล้วใครก็ตามที่เข้าข่ายต้องสงสัยจะถูกตรวจสอบติดตามทันทีไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือไม่ ข้อเสนอของทรัมป์ช่วยให้เขาได้คะแนนนิยมทิ้งห่างผู้สมัครพรรคเดียวกัน ความจริงคือไม่ว่า “อิสลามหัวรุนแรง” เป็นภัยคุกคามจริงแท้เพียงไร ชาวอเมริกันที่ชื่นชอบพรรครีพับลิกันหลายคนเชื่อเช่นนั้น มุสลิมอเมริกัน 3 ล้านคนจึงกลายเป็นแพะรับบาปเพราะทรัมป์

บรรณานุกรม:
1. Electorate Tremors: The Era of the Angry Voter Is Upon Us. (2016, July 6). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/europe/brexit-the-era-of-the-angry-voter-is-upon-us-a-1101438.html
2. Full text: Donald Trump RNC draft speech transcript. (2016, July 21). Politico. Retrieved from http://www.politico.com/story/2016/07/full-transcript-donald-trump-nomination-acceptance-speech-at-rnc-225974
3. Harding, Luke. (2016, July 6). Chilcot delivers crushing verdict on Blair and the Iraq war. The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/uk-news/2016/jul/06/chilcot-report-crushing-verdict-tony-blair-iraq-war
4. News Analysis: GOP, Trump reconcile views on trade to enlarge voter base. (2016, July 22). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2016-07/22/c_135532558.htm
5. Rusling, Matthew. (2016, July 22). News Analysis: Trump looks to Republican convention for bump in polling numbers. Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2016-07/22/c_135531197.htm
6. Transcript: Donald Trump on NATO, Turkey’s Coup Attempt and the World. (2016, July 20). The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/07/22/us/politics/donald-trump-foreign-policy-interview.html
7. Trump denounces Korea-U.S. FTA as 'job-killing' deal, vows to renegotiate all 'horrible' trade pacts. (2016, July 22). Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/national/2016/07/22/63/0301000000AEN20160722005100315F.html
8. Trump Doctrine: Work with Russia, Draw Back NATO, Stop Arming Syrian Rebels. (2016, July 16). Sputnik News. Retrieved from http://sputniknews.com/politics/20160716/1043135284/trump-syria-nato-daesh-putin.html
9. Trump praises Saddam Hussein for killing terrorists without trials. (2016, July 6). Deutsche Welle. Retrieved from http://www.dw.com/en/trump-praises-saddam-hussein-for-killing-terrorists-without-trials/a-19380935
10. Trump promises ‘safety’ to fearful Americans. (2016, July 22). Gulf News/AFP. Retrieved from http://gulfnews.com/news/americas/usa/trump-promises-safety-to-fearful-americans-1.1866703
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ประชาธิปไตยไม่อาจยับยั้งแบลร์กับบุชก่อสงครามมิชอบ (2)

17 กรกฎาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7192 วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ.2559)

รายงานการไต่สวนกรณีอิรัก (The Iraq Inquiry) ของที่นำโดยจอห์น ชิลคอต (John Chilcot) เปิดเผยความจริงต่อสาธารณชนว่าแท้จริงแล้วระบบซัดดัม ฮุสเซนไม่ใช่ภัยคุกคามจวนตัว (imminent threat) ตามที่นายกฯ โทนี แบลร์กล่าวอ้าง ท่านยอมรับว่าข้อมูลข่าวกรองผิดพลาด แท้จริงแล้วอิรักไม่มีอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction: WMD)
            รายงานชี้ข้อสังเกตว่าเดิมนายกฯ แบลร์เหมือนหลายประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับการโค่นล้มระบอบซัดดัม แต่หลังการพบปะส่วนตัวกับประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ความคิดก็เปลี่ยนไป อังกฤษกลายเป็นพันธมิตรสำคัญที่สุดของสหรัฐในสงครามโค่นระบอบซัดดัม
ดังที่นำเสนอแล้วว่าถ้าเปรียบเทียบการมองภาพเล็กกับภาพใหญ่ รายงานของจอห์น ชิลคอตช่วยให้เห็นภาพเล็กชัดเจนยิ่งขึ้น เปรียบเหมือนเห็นนกน้อยสีขาวนวล 3 ตัวกำลังโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้าสีคราม แต่การมองภาพเล็กอาจพลาดความจริงที่สำคัญกว่า เพราะไม่เห็นท้องฟ้าฝั่งซ้ายที่เมฆดำก้อนใหญ่เคลื่อนตัวเข้าใกล้ พายุกำลังมา บทวิเคราะห์นี้มุ่งมองภาพใหญ่ ทำให้เห็นปัญหาของระบอบประชาธิปไตยของอังกฤษกับสหรัฐในสมัยนั้น และอาจหมายถึงสมัยปัจจุบันด้วยถ้ามีข้อมูลสนับสนุน

เรื่องภัยคุกคามจวนตัวเป็นเท็จ :
29 มกราคม 2002 ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช กล่าวสุนทรพจน์ใน State of the Union Address ประกาศอย่างเป็นทางการว่าอิรัก อิหร่านและเกาหลีเหนือ หรือที่เรียกรวมๆ ว่าเป็น “axis of evil” เป็นภัยคุกคามสำคัญ ประเทศเหล่านี้เป็นพันธมิตรกับกลุ่มผู้ก่อการร้าย มีอาวุธคุกคามสันติภาพโลก แสวงหาอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง
            ทุกวันนี้ในส่วนของอิรักได้พิสูจน์ชัดแล้วว่าไม่มี WMD

อิหร่านเป็นอีกประเทศที่เรื่อง WMD ตกเป็นประเด็นร้อนนานหลายปี โดยเฉพาะในสมัยของประธานาธิบดีมาห์มุด อาห์มาดิเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad – ดำรงตำแหน่งช่วง 2005-2013) ดำเนินนโยบายแข็งขืนต่อแรงกดดันของชาติตะวันตก โครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่านก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ยืนยันว่าใช้เพื่อสันติเท่านั้น แต่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) ในสมัยนั้นไม่รับรองว่าโครงการของอิหร่านใช้เพื่อสันติเท่านั้น
โครงการนิวเคลียร์ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทำให้นักวิเคราะห์ตะวันตกเชื่อมโยงอาวุธนิวเคลียร์กับผู้ก่อการร้าย (ทำนองเดียวกับอิรัก) คิดว่าหากอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์จะมอบให้ผู้ก่อการร้ายนำไปใช้ มีผู้ประเมินว่าถ้าผู้ก่อการร้ายจุดระเบิดนิวเคลียร์ขนาด 10 กิโลตันกลางกรุงนิวยอร์กจะทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 5 แสนคน
8 ปีต่อมาประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี (Hassan Rohani) เข้าบริหารประเทศพร้อมนโยบายใหม่ ต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับทุกประเทศรวมทั้งสหรัฐ เรียกร้องเจรจาโครงการนิวเคลียร์เพื่อยุติการคว่ำบาตร
            การเจรจาคืบหน้าตามลำดับ ในที่สุดอิหร่านกับประเทศคู่เจรจาบรรลุร่างข้อตกลงแก้ปัญหาโครงการนิวเคลียร์อิหร่านฉบับสมบูรณ์ ที่เรียกว่า Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) เมื่อกรกฎาคม 2015 เท่ากับได้ข้อสรุปแล้วว่าอิหร่านไม่มีอาวุธนิวเคลียร์
            ทุกวันนี้ IAEA รับรองแล้วว่าโครงการนิวเคลียร์อิหร่านทั้งหมดเป็นโครงการเพื่อสันติ อยู่ภายใต้การตรวจสอบควบคุมเข้มงวดเป็นพิเศษจาก IAEA
            ประเด็นสำคัญคือ เมื่อพิจาณาข้อมูลย้อนหลังพบว่า ในสมัยปี 2002 อิหร่านยังไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ และเมื่อเข้าสมัยของรัฐบาลอาห์มาดิเนจาด โครงการก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งหมายความว่าคำกล่าวอ้างที่รัฐบาลบุชชี้ว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามจวนตัวนั้นไม่เป็นความจริง

            ในบรรดา 3 ประเทศที่ถูกรัฐบาลบุชจัดอยู่ในกลุ่ม “axis of evil” เกาหลีเหนือคือประเทศที่โครงการนิวเคลียร์มีความคืบหน้ามากที่สุด
            ข้อเท็จจริงที่ทุกฝ่ายยอมรับคือเกาหลีเหนือเพิ่งประสบความสำเร็จในการ ทดลองจุดระเบิดนิวเคลียร์ครั้งแรกเมื่อปี 2006 ห่างจากคำอ้างว่าเป็นภัยคุกคามจวนตัวของบุชถึง 3 ปี
            เรื่องแปลกและขบขันคือ ทางการเกาหลีเหนือเพิ่งประกาศว่ามีอาวุธนิวเคลียร์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2013 หลังประสบความสำเร็จในการทดลองจุดระเบิดนิวเคลียร์ครั้งที่ 3 (ก่อนหน้านั้นได้ทดลองจุดระเบิดนิวเคลียร์ชนิด A-bomb แล้ว 2 ครั้งเมื่อ 2006 กับ 2009) 2 เดือนต่อมาประธานาธิบดีบารัก โอบามากล่าวอย่างชัดเจนว่าเกาหลีเหนือยังไม่มีขีปนาวุธบรรจุหัวรบนิวเคลียร์ “จากข้อมูลข่าวกรองล่าสุด เราไม่คิดว่าพวกเขามีขีดความสามารถ” น่าแปลกใจที่ว่าจากปี 2002 ถึงปี 2013 เป็นเวลาถึง 11 ปี โครงการนิวเคลียร์เกาหลีเหนือก้าวหน้าตามลำดับ แต่รัฐบาลโอบามาไม่เห็นว่าเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามจวนตัว
            ล่าสุด เมื่อมกราคม 2016 ได้ทดสอบจุดระเบิดอีกครั้ง คราวนี้อ้างว่าเป็นระเบิดนิวเคลียร์ชนิด H-bomb แต่ยังเป็นที่สงสัยอยู่ ไม่ว่าเกาหลีเหนือเคยทดสอบ A-bomb หรือ H-bomb กี่ครั้ง ณ วันนี้ยังไม่มี “อาวุธ” นิวเคลียร์ โครงการอยู่ในขั้นทดลองเท่านั้น

            จากข้อมูลทั้งหมดได้ข้อสรุปว่า ทุกวันนี้มีหลักฐานชัดเจนแล้วว่า คำกล่าวอ้างของประธานาธิบดีบุชเรื่องภัยคุกคามจวนตัวจากอิรัก อิหร่านและเกาหลีเหนือล้วนไม่เป็นความจริง ณ ขณะนั้นทั้ง 3 ประเทศยังไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ จนถึงวันนี้มีเกาหลีเหนือเพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่ทดลองจุดระเบิด แต่ไม่ถือว่าเป็นภัยคุกคามจวนตัวจากมุมมองของรัฐบาลโอบามา

            การที่เรื่องสำคัญยิ่งยวด (vital interest) เรื่องที่หมายถึงการทำสงครามกับต่างประเทศยังผิดพลาด แปลความได้ว่าระบบราชการอเมริกันไร้ประสิทธิภาพ หรือไม่ก็มีประสิทธิภาพอย่างสูงที่จะตอบสนองความต้องการของรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลต้องการอะไร อยากให้เป็นอย่างไร ข้าราชการ สารพัดหน่วยงานพร้อมจะสนองให้ จนคณะกรรมการข่าวกรองร่วมของอังกฤษกับสหรัฐได้ข้อสรุปตรงกันว่าระบอบซัดดัมเป็นภัยคุกคาม “ที่ต้องเข้าจัดการ”
            เมื่อย้อนพิจารณาสารพัดรายงานจากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นทำเนียบขาว กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ หน่วยข่าวกรองต่างๆ รายงานเหล่านั้นล้วนเผยแพร่ข้อมูลที่บัดนี้พิสูจน์แล้วว่าเป็นเท็จ ไม่ว่ารายงานเหล่านั้นจะมีรายละเอียดมากเพียง มีภาพถ่ายดาวเทียมกี่ภาพ คำอธิบายมีเหตุผลน่าเชื่อถือเพียงใด (ผู้สนใจควรย้อนกลับไปดูรายงานเก่าๆ เหล่านั้น)
            ถ้าพูดอย่างเป็นกลาง ไม่ว่ารายงานเหล่านั้นจะนำเสนอข้อมูลเท็จโดยตั้งใจหรือไม่ ภัยร้ายแรงของรายงานเหล่านั้นคือการเผยแพร่ข้อมูลเท็จแก่สาธารณชนทั้งแก่คนอเมริกันและทั่วโลก ทำให้ชาวอเมริกันหลงเชื่อและสนับสนุนรัฐบาลทำสงคราม

แตกต่างหรือไม่ระหว่างรีพับลิกันกับเดโมแครท :
เมื่อสิ้นสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรกในสมัยประธานาธิบดีจอร์จ เอช.เอ็ม. บุช (พรรครีพับลิกัน) ก็เริ่มมีนโยบายตรวจสอบ WMD ในอิรัก การตรวจสอบอย่างเข้มข้นเกิดขึ้นในสมัยของประธานาธิบดีบิล คลินตัน (พรรคเดโมแครท) ไม่ว่าจะตรวจสอบมากเพียงใด รัฐบาลอิรักจะกล่าวปฏิเสธกี่รอบ ข้อสรุปคืออิรักยังซ่อน WMD จำนวนหนึ่ง เป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐโดยเฉพาะหากผู้ก่อการร้ายใช้โจมตีสหรัฐ
            เมื่อประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช (พรรครีพันลิกัน) รับตำแหน่งไม่ถึงปี ก็เกิดเหตุ 9/11 ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ประกาศใช้ยุทธศาสตร์ “ชิงลงมือก่อน” (preemption) เป็นการปูทางสู่ความชอบธรรมอีกขั้นที่จะส่งกองทัพบุกอิรัก เพราะสังคมอเมริกันถูกปลูกฝังมาแล้วกว่า 10 ปี (ทั้งจากรัฐบาลจากรีพับลิกันและเดโมแครท) ว่าอิรักมี WMD สนับสนุนผู้ก่อการร้าย เป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐ และถูกจุดประเด็นให้แรงถึงขีดสุดเมื่อเกิดเหตุ 9/11 ชาวอเมริกันทั้งประเทศพร้อมใจกันสนับสนุนรัฐบาลบุชก่อสงคราม

            จะเห็นว่านโยบายสหรัฐต่ออิรักมีความเชื่อมโยงและพัฒนาเป็นลำดับขั้น รัฐบาลบุชผู้พ่อเริ่มต้นตรวจสอบ WMD 8 ปีของรัฐบาลคลินตันรายงานต่อเนื่องว่าอิรักมี WMD ประกาศเป้าหมายสุดท้ายคือล้มระบอบซัดดัม และมาสำเร็จในสมัยรัฐบาลบุช (ลูก)
            เป็นอีกกรณีที่บ่งชี้ว่าไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลรีพับลิกันหรือเดโมแครทล้วนมีนโยบายต่างประเทศที่สัมพันธ์กัน เป็นลำดับขั้นตอน

ประชาธิปไตยไม่อาจยับยั้งแบลร์กับบุชก่อสงครามมิชอบ :
            กรณีการโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนคือกรณีตัวอย่างร่วมสมัย มีหลักฐานยืนยันชัดเจนจากหลายฝ่าย รายงานของจอห์น ชิลคอตสรุปว่าการตัดสินใจส่วนตัวของนายกฯ แบลร์ (ในขณะนั้น) เป็นเหตุให้อังกฤษเข้าสู่สงคราม เท่ากับว่าระบอบประชาธิปไตยอังกฤษไม่อำนวยการตัดสินใจที่ถูกต้องแก่ผู้นำประเทศ ไม่สามารถยับยั้งการตัดสินใจที่ไม่สมเหตุสมผลทั้งๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวด
            ระบอบประชาธิปไตยอเมริกันอยู่ในสภาพไม่แตกต่างกัน ทั้งยังเป็นผู้ริเริ่มคิดทำสงคราม เกิดคำถามว่าระบอบประชาธิปไตยอังกฤษกับอเมริกาจำต้องปฏิรูปครั้งใหญ่หรือไม่ หรือจะปล่อยให้มีเหยื่อรายต่อไป

            ถ้าสังคมอังกฤษรู้สึกเดือดร้อนกับทหารอังกฤษ 179 นายที่ต้องเสียชีวิตในสมรภูมิอันไร้ค่า โปรดอย่าลืมชาวอิรักกว่า 150,000 คนที่เสียชีวิต (ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน) และมากกว่า 1 ล้านคนต้องจากบ้านของตัวเอง ตามมาด้วยสงครามกลางเมือง การปรากฏตัวของ IS/ISIL/ISIS และยังไม่รู้ว่าความสงบร่มเย็นจะคืนสู่ประเทศเมื่อไร ส่งผลกระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลางและโลก
            ประเด็นจึงไม่อยู่ที่อดีตนายกฯ แบลร์กับประธานาธิบดีบุชไม่เป็นที่นิยม สมควรถูกตำหนิเท่านั้น

ทุกวันนี้พิสูจน์แล้วว่าเมื่อปี 2002 อิรัก อิหร่านและเกาหลีเหนือไม่เป็นภัยคุกคามจวนตัวอย่างที่รัฐบาลบุชกล่าวหา เอกสารรายงานต่างๆ ที่ออกมาจากรัฐบาลสหรัฐกับอังกฤษมีข้อสรุปที่เป็นเท็จ พูดเกินจริง สร้างภาพให้เห็นภัยคุกคามใหญ่เกินตัว อันที่จริงแล้วถ้าจะมองว่าประเทศใดเป็นภัยคุกคาม สหรัฐอาจเป็นประเทศที่เป็นภัยคุกคามรุนแรงกว่า เป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพโลก (อย่างน้อยจากมุมมองของอิรัก อิหร่านและเกาหลีเหนือ)
รายงานของจอห์น ชิลคอตไม่เพียงเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญอีกชิ้นที่บ่งบอกความไม่ชอบมาพากลของการรุกรานโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน ยังเชื่อมโยงให้ความเข้าใจต่อ “ระบบ” นโยบาย กลวิธีของรัฐบาลสหรัฐในยุคสมัยที่เห็นกับตาของเราเอง (รัฐบาลแบลร์เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เข้าไปอยู่ในระบบ) เห็นถึงปัญหาของระบอบประชาธิปไตยทั้งในอังกฤษกับสหรัฐที่ไม่อาจยับยั้งผู้นำประเทศก่อสงครามมิชอบ
------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
ทุกวันนี้มีข้อสรุปที่ยอมรับแล้วว่าอิรักไม่มี WMD ซัดดัมไม่ได้สนับสนุนผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์ตามที่รัฐบาลแบลร์กับบุชกล่าวอ้าง การทำสงครามล้มระบอบซัดดัมไม่ช่วยเรื่องต่อต้านก่อการร้าย ซ้ำยังกระตุ้นให้เกิดผู้ก่อการร้ายสารพัดกลุ่ม เช่น IS ทิ้งให้อิรักกลายเป็นรัฐล้มเหลว ประเด็นที่สำคัญกว่านั้นคือคำถามที่ว่าระบอบประชาธิปไตยอังกฤษกับสหรัฐช่วยให้ 2 ประเทศนี้ก่อสงครามที่สมควรทำหรือไม่

บรรณานุกรม:
1. Beal, Tim. (2005). North Korea: The Struggle Against American Power. London: Pluto Press.
2. Committee of Privy Counsellors. (2016, July 6). The Report of the Iraq Inquiry: the Executive Summary. Retrieved from http://www.iraqinquiry.org.uk/media/246416/the-report-of-the-iraq-inquiry_executive-summary.pdf
3. DPRK Proves Successful in H-bomb Test. (2016, January 6). The Rodong Sinmun. Retrieved from http://www.rodong.rep.kp/en/index.php?strPageID=SF01_02_01&newsID=2016-01-06-0001
4. DPRK's Measure for Defending Its Sovereignty Is Just: Rodong Sinmun. (2013, March 11).  KCNA. Retrieved from http://www.kcna.co.jp/item/2013/201303/news11/20130311-06ee.html
5. Haley, John. (2006). National Security Strategy Report. In Encyclopedia Of United States National Security. (pp.505-506). California: Sage Publications.
6. Hitchcock, Mark. (2006). Iran: The Coming Crisis: Radical Islam, Oil, and the Nuclear Threat. CO: Multnomah Books.
7. Iran will weather storm of ‘oil plot’: Rouhani. (2014, December 15). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/component/content/article/94-headline/120443-iran-will-weather-storm-of-oil-plot-rouhani-
8. Ismael, Tareq Y., & Haddad, William W. (2004). Iraq: The Human Cost of History.USA: Pluto Press.
9. Obama says DPRK has no nuclear missile capability. (2013, April 16). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/world/2013-04/16/c_132314386.htm
10. Samuels, Richard J. (Ed.). (2006). Axis of Evil. In Encyclopedia Of United States National Security. (p.57). California: Sage Publications.
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ประชาธิปไตยไม่อาจยับยั้งแบลร์กับบุชก่อสงครามมิชอบ (1)

10 กรกฎาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7185 วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ.2559)

รายงานการไต่สวนกรณีอิรัก (The Iraq Inquiry) ที่นำโดยจอห์น ชิลคอต (John Chilcot) ได้ข้อสรุปว่า แท้จริงแล้วยังมีทางเลือกอื่น ยังไม่จำต้องเปิดฉากทำสงครามร่วมกับสหรัฐ แม้ซัดดัม ฮุสเซนเป็นจอมเผด็จการผู้โหดเหี้ยมก็ตาม (undoubtedly a brutal dictator) การตัดสินใจส่วนตัวของนายกฯ โทนี แบลร์ (Tony Blair) ในขณะนั้นเป็นเหตุให้อังกฤษเข้าสู่สงคราม เอกสารที่รัฐบาลแบลร์เสนอต่อสภาล่างเมื่อกันยายน 2002 ไม่มีน้ำหนักพอที่จะสรุปว่าโครงการอาวุธเคมีกับชีวภาพของอิรักกำลังเติบใหญ่
รายงานสรุปว่าไม่มีภัยคุกคามที่จวนจะถึงตัว (imminent threat) จากระบอบซัดดัม ฮุสเซน
ข้อเท็จจริงคือหลักฐานที่พยายามชี้ว่าอิรักมีอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction: WMD) ไม่ถูกต้อง (not justified) เพราะก่อนนั้นรัฐบาลอิรักได้ทำลายหมดแล้ว นโยบายรุกรานอิรักจึงมาจาก “ข่าวกรองและการประเมินผลที่บกพร่อง” ควรใช้ยุทธศาสตร์ปิดล้อมต่อไป นอกจากนี้ทั้งๆ ที่มีคำเตือนมากมายต่อผลของสงครามแต่รัฐบาลไม่ใส่ใจ แผนการรบไม่สมบูรณ์ สรุปคือรัฐบาลไม่บรรลุวัตถุประสงค์ที่ประกาศไว้

รายงานของชิลคอตระบุว่าหลังเกิดเหตุ 9/11 นายกฯ แบลร์ขอให้ประธานาธิบดีบุชใจเย็น “อย่าเพิ่งด่วนเข้าจัดการอิรัก” ซึ่ง ณ ขณะนั้นประธานาธิบดีบุชกำลังคิดเรื่องส่งกองทัพบุกอิรัก แต่หลังการพบปะของ 2 ผู้นำเมื่อเมษายน 2002 จุดยืนของนายกฯ แบลร์ก็เปลี่ยนไป คณะกรรมการข่าวกรองร่วม 2 ประเทศมีข้อสรุปเดียวกันว่าต้องทำสงครามเท่านั้นจึงจะโค่นซัดดัมได้ ระบอบซัดดัมเป็นภัยคุกคาม “ที่ต้องเข้าจัดการ” ทั้งๆ ที่ยังมีเวลา ควรใช้วิธีทางการทูตและอื่นๆ ก่อน การที่รัฐบาลอังกฤษตัดสินใจร่วมทำสงครามมาจากแรงผลักดันส่วนตัวของนายกฯ

รายงานยังระบุว่าทั้งประธานาธิบดีบุชกับนายกฯ แบลร์ต่างรู้ดีกว่าเมื่อโค่นระบอบซัดดัมแล้ว จะเกิดความขัดแย้งระหว่างนิกายศาสนาในอิรักอย่างรุนแรง แต่ยังคงเดินหน้าก่อสงคราม ผลจากการตัดสินใจครั้งนั้นยังส่งผลต่อปัจจุบันทั้งต่ออิรักและภูมิภาคตะวันออกกลาง

จากรายงานดังกล่าวอดีตนายกฯ แบลร์ขออภัย (apologise) ต่อการบาดเจ็บล้มตายในสงคราม แต่ไม่เสียใจ (sorry) ต่อการตัดสินใจครั้งนั้น เพราะกระทำบนความตั้งใจดีเห็นว่าการโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน “เป็นประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด” ทหารอังกฤษที่เสียชีวิตไม่ได้ตายเปล่า ส่วนเรื่องข้อมูลข่าวกรองผิดพลาดไม่ใช่ความผิดของตน
            รายงานของจอห์น ชิลคอตให้ความเข้าใจลงลึกในภาพเล็กภาพหนึ่ง เพิ่มรายละเอียดแก่ส่วนหนึ่งของภาพ ถ้ามองภาพกว้างรอบด้านจะเห็นอีกภาพที่ให้ความเข้าใจที่ครอบคลุมกว่า เปรียบเหมือนเห็นนกน้อยสีขาวนวล 3 ตัวกำลังโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้าสีคราม แต่ถ้ามองภาพใหญ่จะเห็นท้องฟ้าฝั่งซ้ายที่เมฆดำก้อนใหญ่กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ พายุกำลังมา

รัฐบาลคลินตันประกาศว่าอิรักมี WMD :
            อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD) กลายเป็นประเด็นสำคัญตั้งแต่หลังสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรก (1990-1991) ในสมัยของประธานาธิบดีจอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช (George H. W. Bush - บิดาของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช) คณะมนตรีความมั่นคงมีมติให้อิรักต้องปลอด WMD ทุกชนิด ทีมงานสหประชาชาติ U.N. Special Commission (UNSCOM) เข้าตรวจสอบค้นหาและยืนยัน การตรวจสอบเต็มด้วยข้อขัดแย้ง เช่น อิรักไม่ยอมให้ตรวจบางสถานที่ อ้างว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐบางคนเป็นสายลับ ในทางกลับกันถูกกล่าวหาว่ารายงานเท็จ ปลายเดือนตุลาคม 1998 (สมัยรัฐบาลบิล คลินตัน) รัฐบาลซัดดัมยุติการติดต่อกับ UNSCOM
            รัฐบาลคลินตันตอบโต้ด้วยการโจมตีอิรักด้วยขีปนาวุธกับการทิ้งระเบิดเมื่อกลางเดือนธันวาคม 1998 ประกาศว่าพร้อมดำเนินการทุกอย่างแม้กระทั่งทำสงครามเต็มรูปแบบต่ออิรัก ทั้งนี้ขึ้นอิรักเอง
            แต่สงครามไม่เกิดเพราะคณะมนตรีความมั่นคงมีมติจัดตั้งทีมตรวจสอบชุดใหม่ (United Nation Monitoring, Verification and Inspection Commission: UNMOVIC) ตามข้อมติ 1284 (1999) เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 1999
รัฐบาลคลินตันมักพูดถึงภัยคุกคามจาก WMD และเชื่อว่าประเทศเป็นเป้าหมายของการก่อการร้าย เชื่อมโยง WMD ของอิรักกับการก่อการร้าย เชื่อว่าอิรักยังมี WMD อยู่ในครอบครองจำนวนหนึ่ง เช่น สารวีเอ็กซ์ (VX)

            ประธานาธิบดีบิล คลินตันกล่าวว่าเป้าหมายสุดท้ายซึ่งเป็นความคาดหวังระยะยาวคือ “เปลี่ยนรัฐบาลแบกแดดให้เป็นรัฐบาลใหม่ ที่ให้คำมั่นว่าจะเป็นตัวแทนของประชาชนและเคารพต่อประชาชนทั้งประเทศ ไม่ปราบปรามประชาชนส่งเสริมความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง
            เป้าหมายนี้บรรลุผลในรัฐบาลต่อมา นั่นคือสมัยของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช

บุชวางกรอบความชอบธรรมแก่การทำสงคราม :
20 กันยายน 2001 9 วันหลังเกิดเหตุ 9/11 ประธานาธิบดีบุชแถลงต่อรัฐสภาว่าอัลกออิดะห์คือผู้ลงมือ 2 สัปดาห์ต่อมาสหรัฐกับอังกฤษร่วมโจมตีทิ้งระเบิดอัฟกานิสถาน ภายในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันก็สามารถยึดครองกรุงคาบูล แต่สงครามต่อต้านก่อการร้ายเพิ่งจะเริ่มต้น
เมื่อเข้าปี 2002 รัฐบาลบุชให้ความสนใจต่ออิรัก หน่วยข่าวกรองหลายหน่วยรายงานตรงกันว่าอิรักยังคงพัฒนาและผลิต WMD รัฐบาลอิรักไม่ได้ให้ความร่วมมือการตรวจสอบอย่างเต็มที่
29 มกราคม 2002 ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช กล่าวสุนทรพจน์ใน State of the Union Address ประกาศว่าอิรักเป็นหนึ่งใน “axis of evil” ร่วมกับอิหร่าน เกาหลีเหนือ
กลางปี 2002 ประกาศหลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” (preemption) สหรัฐจะโจมตีทุกประเทศที่เห็นว่าเป็นภัยคุกคามจวนตัว (imminent threat)
หลักนิยมชิงลงมือก่อนไม่ให้ความสำคัญกับการได้รับอนุมัติจากคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ไม่สนใจว่าประเทศอื่นๆ จะคิดเห็นอย่างไร เป็นการลงมือฝ่ายเดียว ให้เหตุผลว่าเป็นการทำสงครามเพื่อป้องกันตัวเอง
            เมื่อถึงตอนนี้นักวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นตรงกันว่ารัฐบาลบุชคิดจะทำสงครามใหญ่ และเป็นเช่นนั้นจริงสหรัฐกับพันธมิตรโดยเฉพาะอังกฤษส่งกองทัพโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนโดยปราศจากข้อมติรับรองจากสหประชาชาติ

หลังล้มระบอบซัดดัม รัฐบาลบุชพยายามค้นหา WMD อยู่หลายปีจากหลายทีม ในที่สุดยอมรับว่าแท้จริงแล้วอิรักไม่มี WMD นอกจากนี้นายพล Colin Powell ยอมรับว่าสหรัฐไม่มีหลักฐานใดๆ พิสูจน์ว่ารัฐบาลซัดดัมมีความเชื่อมโยงกับพวกอัลกออิดะห์ ที่ผ่านมาเป็นเพียงข้อสงสัยเท่านั้น
เมื่อถึงตอนนี้รัฐบาลบุชให้เหตุผลใหม่ว่าการล้มซัดดัม ฮุสเซนเป็นเรื่องดีเพราะได้จำกัดเผด็จการ อิรักเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย
เป็นข้อแก้ตัวเดียวกับที่อดีตนายกฯ แบลร์ใช้

คำถามสำคัญที่ต้องระลึกถึงเสมอคือสงครามโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนช่วยลดก่อการร้ายหรือไม่ หรือยิ่งเป็นเหตุกระตุ้นให้เกิดผู้ก่อการร้ายสารพัดกลุ่ม รวมทั้ง IS/ISIL/ISIS ผลการโค่นล้มระบอบซัดดัมทำให้การเมืองอิรักแตกแยก สังคมไร้ขื่อแป กลายเป็นรัฐล้มเหลวหรือกึ่งล้มเหลว
            ย้อนหลังกลับไป ตั้งแต่สมัยสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรก (1990-1991) ฝ่ายพันธมิตรไม่เห็นด้วยกับความคิดล้มระบอบซัดดัมด้วยเห็นว่าจะทำให้ประเทศแยกเป็นเสี่ยง ควบคุมไม่ได้ ยิ่งเป็นเหตุทำให้ภูมิภาคขาดเสถียรภาพ
            ประเด็นที่ต้องระลึกเสมอคือตั้งแต่สงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรกหลายประเทศมีข้อสรุปแล้วว่าไม่ควรล้มระบอบซัดดัม ข้อสรุปนี้คงอยู่เรื่อยมา ทั้งรัฐบาลบุช (ลูก) กับรัฐบาลแบลร์ต่างรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดีแต่ไม่สนใจ รายงานของชิลคอตคือหลักฐานล่าสุดที่ยืนยันเรื่องนี้

นายโคฟี่ อันนัน (Kofi Annan) อดีตเลขาธิการสหประชาชาติกล่าวเมื่อปลายเดือนกันยายน 2015 ถ้าวิเคราะห์จากหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ การที่สหรัฐกับพันธมิตรส่งกองทัพรุกรานอิรัก ล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนนั้นละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ สิ่งที่สหรัฐกับพันธมิตรทิ้งไว้ให้กับอิรักคือความวุ่นวายภายในประเทศ

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
รายงานของจอห์น ชิลคอตไม่เพียงเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญอีกชิ้นที่บ่งบอกความไม่ชอบมาพากลของการรุกรานโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนจากมุมภายในประเทศอังกฤษ ถ้ามองภาพรวมมองย้อนอดีตจะพบว่านโยบายของรัฐบาลสหรัฐมีความต่อเนื่องทั้งแต่สมัยบุช (ผู้พ่อ) แม้ซัดดัมยอมแพ้แต่เรื่องไม่จบ WMD กลายเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบติดตาม รัฐบาลต่อมาคือรัฐบาลคลินตันเป็นชุดที่ได้ดำเนินการตรวจสอบอยู่นานหลายปี มีทั้งความร่วมมือและความขัดแย้ง ฝ่ายอิรักยืนยันว่าได้ทำลายอาวุธต้องห้ามหมดแล้ว แต่ฝ่ายสหรัฐเชื่อในข้อมูลว่ายังซ่อน WMD จำนวนหนึ่ง พร้อมกับเอ่ยถึงแนวคิด “ล้มระบอบซัดดัม”
โศกนาฏกรรม 9/11 เร้ากระแสสังคมอเมริกันให้ทำสงครามต่อต้านก่อการร้ายทั่วโลก ในช่วงนั้นชาวอเมริกันเกือบทั้งประเทศพร้อมใจกันสนับสนุนรัฐบาลบุชที่จะส่งกองทัพล้มระบอบซัดดัม ด้วยเหตุผลว่าอิรักมี WMD และสนับสนุนผู้ก่อการร้าย วันหนึ่งผู้ก่อการร้ายอาจได้อาวุธร้ายแรงจากอิรักและโจมตีสหรัฐ
สหรัฐจึงชิงโจมตีก่อน
ทุกวันนี้มีข้อสรุปที่ยอมรับแล้วว่าอิรักไม่มี WMD ซัดดัมไม่ได้สนับสนุนผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์ตามที่รัฐบาลบุชกล่าวอ้าง อิรักไม่ใช่ภัยคุกคามจวนตัว การทำสงครามล้มระบอบซัดดัมไม่ช่วยเรื่องต่อต้านก่อการร้าย ซ้ำยังกระตุ้นให้เกิดผู้ก่อการร้ายสารพัดกลุ่ม กลุ่มหนึ่งที่ทุกคนรู้จักดีคือ IS/ISIL/ISIS อิรักกลายเป็นรัฐล้มเหลว ทั่วโลกต้องหวาดผวา IS
เป็นคำถามที่ดีจะถ้าถามว่าระบอบประชาธิปไตยอังกฤษกับสหรัฐช่วยให้ 2 ประเทศนี้ก่อสงครามที่สมควรทำหรือไม่ รัฐบาลเช่นนี้เหมาะที่จะเป็นผู้รักษาสันติภาพโลกหรือไม่
-------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
12 ปีนับจากโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนและรัฐบาลบุชประกาศว่าจะสร้างอิรักให้เป็นประชาธิปไตย เป็นแบบอย่างแก่ประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง จากบัดนั้นจนบัดนี้อิรักยังไม่เคยเป็นประชาธิปไตยจริงๆ อีกทั้งสถานการณ์เลวร้ายกว่าเดิม สังคมแตกแยกร้าวลึก สงครามกลางเมืองทำให้ผู้คนล้มตายปีละนับพันนับหมื่น โดยยังไม่เห็นวี่แววว่าเมื่อไหร่ความสงบสุขจะกลับคืนมา

อิรักกับซีเรียเป็น 2 ตัวอย่างว่านโยบายกำจัดเผด็จการเป็นต้นเหตุของสงครามกลางเมือง ความขัดแย้งที่ไม่สิ้นสุด กลายเป็นรัฐล้มเหลว การปล่อยให้เผด็จการดำรงอยู่ต่อไปเป็นโทษน้อยกว่า การกำจัดเผด็จการไม่เป็นเหตุให้ประเทศกลายเป็นประชาธิปไตยเสมอไป ถ้ามองว่าเผด็จการหมายถึงประชาชนถูกกดขี่ เมื่อเป็นรัฐล้มเหลวประชาชนถูกกดขี่ข่มเหงยิ่งกว่า ชีวิตอยู่ในอันตรายมากกว่า แต่รัฐบาลโอบามายังยืนหยัดนโยบายโค่นเผด็จการไม่ต่างจากรัฐบุชและอีกหลายชุด

บรรณานุกรม:
1. 5 revelations from Chilcot’s damning report into the Iraq war. (2016, July 6). RT. Retrieved from https://www.rt.com/uk/349672-chilcot-findings-iraq-blair/
2. Baker, Peter. (1998, December 16). Clinton Says Iraqis Have 'Backed Down'. The Washington Post.  A01.
3. Braude, Joseph. (2003). The New Iraq. New York : Basic Book.
4. Committee of Privy Counsellors. (2016, July 6). The Report of the Iraq Inquiry: the Executive Summary. Retrieved from http://www.iraqinquiry.org.uk/media/246416/the-report-of-the-iraq-inquiry_executive-summary.pdf
5. Dathan, Matt. (2016, July 6). Grovelling Blair's voice cracks as he finally says sorry for Iraq War after devastating Chilcot report - but he STILL defiantly insists 'there were no lies' and 'I would take the same decision again'. Daily Mail. Retrieved from http://www.dailymail.co.uk/news/article-3676847/I-responsibility-mistakes-Tony-Blair-says-decision-war-Iraq-taken-good-faith.html
6. Duiker, William J. (2009). Contemporary World History (5th ed.). USA: Wadsworth.
7. Engdahl, William. (2004). A Century of War: Anglo-American Oil Politics and the New World Order, (Revised Ed.). London: Pluto Press.
8. Harding, Luke. (2016, July 6). Chilcot delivers crushing verdict on Blair and the Iraq war. The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/uk-news/2016/jul/06/chilcot-report-crushing-verdict-tony-blair-iraq-war
9. Ismael, Tareq Y., & Haddad, William W. (2004). Iraq: The Human Cost of History.USA: Pluto Press.
10. Justin P. Coffey and Paul G. Pierpaoli Jr.. (2010). Bush, George Walker. In The Encyclopedia of Middle East Wars: The United States in the Persian Gulf, Afghanistan, and Iraq Conflicts. (pp.251-255). California : ABC-CLIO, LLC.
11. McSmith, Andy., & Cooper, Charlie. (2016, July 6). Chilcot report: Tony Blair convinced himself Iraq had WMDs – but intelligence 'did not justify' his certainty. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/uk/politics/chilcot-report-inquiry-tony-blair-iraq-war-weapons-of-mass-destruction-evidence-verdict-a7122361.html
12. United Nations. (1999, December 17). Security Council, Resolution 1284 (1999). Retrieved from http://www.un.org/Depts/unscom/Keyresolutions/sres99-1284.htm
13. U.S. Department of State. (1998, February 13). Iraq Weapons of Mass Destruction Programs. U.S. Government White Paper. Retrieved from http://www.state.gov/www/regions/nea/iraq_white_paper.html
14. West Facing Diplomatic Dilemma Over Syria After Putin Offer. (2015, September 29). Sputnik News. Retrieved from http://sputniknews.com/europe/20150929/1027712250/west-syria-russia-ISIL.html
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ทรัมป์กับ The Clash of Civilizations ของฮันติงตัน

3 กรกฎาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7178 วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2559)

บทความ อิสลามหัวรุนแรง ของทรัมป์: ‘It's not personal, ...’ ที่นำเสนอก่อนหน้านี้มุ่งวิเคราะห์ในกรอบบริบทหาเสียงเมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ชูประเด็น “อิสลามหัวรุนแรง” เพราะหวังคะแนนนิยมจากชาวอเมริกันที่ชื่นชอบพรรครีพับลิกัน คิดแง่ลบต่อมุสลิม โดยไม่คำนึงว่าวิธีการที่ใช้จะสร้างผลกระทบทางลบหรือไม่ เช่น ยิ่งกระตุ้นกระแสกลัวอิสลาม ทำให้มุสลิมอเมริกัน 3 ล้านคนกลายเป็นแพะรับบาป แทนที่ “ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี” จะใช้โอกาสสำคัญนี้สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่คนอเมริกัน ช่วยสร้างเสรีนิยมประชาธิปไตยแก่สังคม กลับใช้วิธีทำลายเอกภาพคนในประเทศเพียงเพื่อให้ชนะเลือกตั้ง
            ในประเด็นทรัมป์กับอิสลามหัวรุนแรงสามารถวิเคราะห์หลายมิติ หลายระดับความลึก บทความนี้จะยึดการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์แม่บทสหรัฐอเมริกาอย่างซับซ้อน ได้คำตอบดังนี้

การเมืองที่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากก่อการร้ายหรือการก่อการร้ายที่มุ่งหวังผลทางการเมือง :
ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าการใช้คำว่า “อิสลามหัวรุนแรง” (radical Islam) หรือคำที่ใกล้เคียงเช่น “พวกอิสลามหัวรุนแรง” (radical Islamists) “ผู้ก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรง” (radical Islamic terrorist) ที่โดนัลด์ ทรัมป์ใช้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นแนวทางของพรรครีพับลิกัน
            หลายปีที่ผ่านมาพรรครีพับลิกันใช้คำว่า “อิสลามหัวรุนแรง” เชื่อมโยงกับนโยบายทำสงครามต่อต้านก่อการร้ายและโจมตีรัฐบาลโอบามา
มิตต์ รอมนีย์ (Mitt Romney) อดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี (ปี 2012) จากพรรครีพับลิกัน เห็นว่านโยบายต่อต้านผู้ก่อการร้าย IS ของโอบามาล้มเหลว คนเหล่านี้เป็นพวก “อิสลามหัวรุนแรง” หรือหมายถึงพวกญิฮาด (jihadists) พวก IS คือหนึ่งในกลุ่มที่ยึดแนวทางนี้ เป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุด อิสลามไม่ใช่ศัตรูของเราแต่ศัตรูในอาศัยอยู่กับอิสลาม ชาติตะวันตกจะต้องไม่รับผู้คนนับแสนจากตะวันออกกลางโดยที่ไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใครจริงๆ อาจรับแต่สตรีเด็กและคนชราแต่ไม่ใช่ชายหนุ่ม ถึงเวลาแล้วที่สหรัฐต้องตัดสินใจทำบางอย่างเพื่อปกป้องตัวเองและพันธมิตร ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแผนแล้ว ปกป้องค่านิยมประชาธิปไตยของเรา ไม่ใช่ด้วยการปิดล้อม IS แต่ต้องกำจัดทันทีอย่างถึงรากถึงโคน
ทั้งรัฐบาลโอบามากับพรรครีพับลิกันต่างมีนโยบายต่อต้านก่อการร้าย แต่ของรีพับลิกันมักจะรุนแรงกว่า เสนอให้ส่งทหารเข้ารบภาคพื้นดินในซีเรียซึ่งเป็นจุดที่แตกต่างจากนโยบายรัฐบาลโอบามา

            ประวัติศาสตร์ให้ความเข้าใจว่าการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจการเมืองเป็นเรื่องปกติ บางครั้งใช้วิธีที่พลเรือนอาจไม่เคยชิน เช่น วางยาพิษกำจัดศัตรู สังหารพลเรือนแบบไม่เลือกหน้าเพื่อข่มขู่ให้หวาดกลัว และวิธีที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง ด้วยการสร้างตัวละคร “ผู้ก่อการร้าย” เพื่อสร้างสถานการณ์ ตัวละคร “ผู้ก่อการร้าย” จึงเป็นเป็นเครื่องมือของชนชั้นอำนาจ
จากกรณีดังกล่าวจึงเกิดคำถามว่าเป็น “การเมืองที่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากก่อการร้าย” หรือ “การก่อการร้ายที่มุ่งหวังผลทางการเมือง” หรือคือ 2 อย่างรวมกัน 2 อย่างที่เป็นเรื่องเดียวกัน

            ยังไม่มีหลักฐานใดๆ ที่บ่งชี้ว่าการก่อเหตุสังหารหมู่ที่ออร์แลนโด้ (Orlando Shooting) เกี่ยวข้องกับการหาเสียงหรือไม่ ที่ไม่อาจปฏิเสธคือเหตุร้ายดังกล่าว “ส่งผลดีต่อการหาเสียงทรัมป์” โดยตรง ดังที่ทรัมป์ออกมาพูดในทำนองว่า เห็นไหมผมเตือนคุณแล้วทรัมป์พยายามโหมกระพือเหตุสังหารหมู่ออร์แลนโด้โจมตีว่าประธานาธิบดีโอบามาอ่อนแอ นโยบายของฮิลลารีไม่เหมาะสม มีแต่แนวทางของตนเท่านั้นที่ถูกต้อง
            ไม่มีหลักฐานใดๆ เช่นกันที่ระบุว่าผู้ก่อการร้าย IS เป็นพวกเดียวกับทรัมป์ ที่ไม่อาจปฏิเสธคือ ปฏิบัติการของ IS ครั้งนี้ช่วยเพิ่มความนิยมต่อทรัมป์โดยตรง
ถ้า IS เห็นว่านโยบายของทรัมป์เป็นผลดีต่อการก่อการร้ายมากกว่านโยบายของฮิลลารี ย่อมมีความเป็นไปได้ว่า IS จะสนับสนุนทรัมป์โดยมิได้นัดหมายกันก่อนก็เป็นได้

            ถ้านายโอมาร์ มาทีน (Omar Mateen) เป็นพรรคพวกหรือผู้สนับสนุน IS นายมาทีนไม่ใช่คนเดียวคนสุดท้ายในสหรัฐ และควรคิดอย่างครอบคลุมว่า IS ไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายเพียงกลุ่มเดียวที่ควรเอ่ยถึง ผู้ก่อเหตุไม่จำต้องเชื่อมโยงกับลัทธินิกายศาสนาใดๆ แต่นักการเมือง คนหาเสียงอาจเชื่อมโยงเอาเอง คำถามสำคัญคือนับจากนี้จนถึงวันเลือกตั้ง IS หรือใครก็ตามจะก่อเหตุอีกหรือไม่ จะรุนแรงกว่าเดิมหรือไม่
            ทรัมป์จะชนะการเลือกตั้งเพราะผู้ก่อการร้ายหรือไม่ เป็นอีกคำถามที่เวลาจะเป็นผู้ให้คำตอบ
การวิเคราะห์ข้างต้นทั้งหมดเป็นการวิเคราะห์แบบซับซ้อน

ความเชื่อมโยงกับ The Clash of Civilizations :
            หลังสิ้นยุคสงครามเย็น นักวิชาการนักยุทธศาสตร์สหรัฐตั้งคำถามสำคัญว่านับจากนี้อะไรคือภัยคุกคามร้ายแรงของสหรัฐ หลายคนเกรงว่าหากไม่สามารถคำถามนี้รัฐบาลจะปกป้องประเทศอย่างไร้ยุทธศาสตร์ ในช่วงเวลาแห่งการแสวงหาแนวทางใหม่ เซมวล พี. ฮันติงตัน (Samuel P. Huntington) เสนอแนวคิด “การปะทะกันระหว่างอารยธรรมและการจัดระเบียบโลกใหม่” (The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order) ชี้ว่าโลกจะไม่แบ่งแยกด้วยอุดมการณ์การเมืองเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่จะแบ่งแยกด้วยวัฒนธรรม (culture) ซึ่งฮันติงตันเน้นว่าหมายถึงความเชื่อศาสนา (ไม่ใช่ความหมายวัฒนธรรมในกรอบกว้าง) ทั้งยังสรุปเอาเองว่าความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดในอนาคตคือความขัดแย้งทางศาสนา และจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มนุษย์จะฆ่าฟันทำลายล้างกันด้วยเหตุผลนี้
            ไม่เพียงเท่านั้นยังพยากรณ์ว่าจะเกิดความขัดแย้งระหว่างศาสนาคริสต์กับอิสลาม ไม่ว่าฮันติงตันจะพยากรณ์ถูกต้องหรือมีผู้พยายามชักนำให้เป็นไปตามแนวทางนี้ จะเห็นว่าสถานการณ์โลกทุกวันนี้มีลักษณะดังกล่าว ดูเหมือนจะไม่สิ้นสุดโดยเร็วและทวีความรุนแรงในบางช่วง
ถ้าเชื่อว่าชนชั้นปกครองสหรัฐกำลังหาศัตรูตัวใหม่ น่าจะตอบได้ว่าหนึ่งในนั้นคือพวกมุสลิมนั่นเอง เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางพรรครีพับลิกัน และทรัมป์กำลังหาเสียงในทิศทางเดียวกันนี้

Andrei Kryzhanovsky จาก MGIMO อธิบายว่าทรัมป์ใช้วิธีเดียวกับประธานาธิบดีบุชตอบสนองเหตุการณ์ 9/11ชาวอเมริกันส่วนใหญ่คล้อยตามบุช จึงเกิดสงครามอัฟกานิสถาน โค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน “อเมริกาจะต้องมีศัตรูที่น่ากลัวเพื่อที่จะสามารถแสดงตัวเป็นมหาอำนาจ” อย่างไรก็ตาม ยากจะควบคุม IS ให้อยู่ในกำมือ เช่นเดียวกับกลุ่มตาลีบัน (Taliban)
            คนอเมริกันที่ชื่นชอบพรรครีพับลิกันหลายคนหลายกลุ่มเห็นด้วยกับแนวคิดของฮันติงตัน น่าจะถามทรัมป์ว่าได้คิดถึงเรื่องนี้หรือไม่

            เรื่องที่น่าวิตกคือเมื่อผู้มีอิทธิพลต่อสังคม นักการเมืองคนสำคัญ ผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ฯลฯ คอยย้ำเรื่อง “อิสลามหัวรุนแรง” ทำให้ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยคล้อยตาม เห็นปัญหาใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เกลียดชังมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ทั้งหมดมาจาก “การเป่าหู” ของนักการเมืองเหล่านี้ ตอบสนองสถานการณ์รุนแรงเกินจริง
            ดังที่ได้นำเสนอในบทความก่อนว่าไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจประเด็นความซับซ้อนในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นธรรมดาที่คนทั่วไปจะสนใจเรื่องใกล้ตัวมากกว่า อยากใช้เวลากับเรื่องอื่นๆ มากกว่าวิเคราะห์สถานการณ์โลก คนอเมริกันไม่แตกต่างจากคนประเทศอื่นๆ ในเรื่องนี้ (เทียบกับหลายประเทศคนอเมริกันมีความรู้มากกว่า แต่คนที่เข้าใจสถานการณ์โลกยังเป็นคนส่วนน้อย)
            ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ จะโดยรู้ตัวหรือไม่ การหาเสียงของทรัมป์เป็นอีกครั้งที่บ่มเพาะกระแสเกลียดชังมุสลิมระดับประเทศ (และน่าจะถือว่าเป็นระดับโลกเพราะมุสลิมทั่วโลกต่อต้าน ชาวตะวันตกบางคนบางกลุ่มอาจเห็นด้วย) โหมกระพือแนวคิดเรื่องการปะทะกันระหว่างอารยธรรม โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างชาวตะวันตกผู้นับถือคริสต์ (Western Christians) กับอิสลาม
ทรัมป์โต้ว่าไม่ได้รังเกียจมุสลิมเป็นการเฉพาะอย่างที่ถูกกล่าวหา ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงและทรัมป์รักประเทศยิ่งกว่าชนะการเลือกตั้งก็ควรถอนแนวการหาเสียงที่ถูกองค์กร นักวิชาการ ผู้คนจำนวนมากทั้งในและนอกประเทศชี้ว่ามุ่งจงเกลียดจงชังมุสลิม

            และดังที่ได้เสนอในบทความก่อนแล้วว่า สำหรับประเทศประชาธิปไตยอย่างสหรัฐ ถ้าชนชั้นปกครองต้องการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สำคัญจะต้องขับเคลื่อนประชาชนให้ได้ก่อน นั่นหมายความว่าหากยุทธศาสตร์การปะทะกันระหว่างอารยธรรมมีอยู่จริง การตอบสนองของคนอเมริกันจะเป็นตัวชี้วัดหนึ่งว่ายุทธศาสตร์นี้จะดำเนินไปข้างหน้าเร็วช้าเพียงไร
            รวมความแล้วบทความนี้วิเคราะห์การหาเสียงของทรัมป์ในประเด็น “อิสลามหัวรุนแรง” ที่เชื่อมโยงกับแนวนโยบายของพรรครีพับลิกัน เชื่อมโยงกับแนวคิดการปะทะกันระหว่างอารยธรรมที่นับวันจะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น (หรือถูกชักนำให้เข้าใจ) ในความขัดแย้งระหว่างศาสนาคริสต์กับอิสลาม ไม่ว่ารัฐบาลสหรัฐจะยอมรับหรือไม่ว่าคือส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์แม่บท

ข้อเสนอแนะ ทางออก :
            ก่อนจะแก้ปัญหาต้องรู้ก่อนว่าอะไรคือปัญหา ปัญหาคือรู้จริงหรือไม่ว่าอะไรคือปัญหา การก่อการร้ายไม่ใช่เรื่องใหม่ของสังคมอเมริกา ถกเถียงแนวทางแก้ไขมาแล้วเป็นสิบปี ผ่านการแก้ไขมาแล้วหลายรัฐบาล และคงจะต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีตราบเท่าที่ยังไม่พบหรือยอมรับว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร อารยธรรมตะวันตก อารยธรรมประเทศสหรัฐอเมริกาจะก้าวหน้าได้อย่างไรถ้าไม่ได้พัฒนาด้วยแนวทางของผู้มีอารยะ สิ่งที่ดูเหมือนว่าเป็นชัยชนะอาจเป็นการเสื่อมถอย นำสู่การล่มสลายในที่สุด
            รากฐานการแก้ปัญหาอเมริกาจึงอยู่ที่ต้องรู้และยอมรับก่อนว่าอย่างไรที่เรียกว่าอารยะแท้
            ถ้าเป็นไปตามแนวทางปัจจุบัน การก่อการร้ายจะอยู่คู่กับสังคมอเมริกาไปอีกนาน รัฐบาลชุดหน้าอาจทำให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือเลวร้ายลงก็เป็นได้ ดังที่แกนนำพรรครีพับลิกันหลายคนเห็นว่าควรส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดิน
            เวลาฟังคำปราศรัยของทรัมป์ ฮิลลารีหรือประธานาธิบดีโอบามาลองฟังดูว่าเขาพูดถึงความขมขื่นที่มุสลิมมีต่อตะวันตกหรือไม่ หรือพูดจากมุมมองตะวันตกอย่างแคบๆ เท่านั้น เพียงเท่านี้ก็พอจะคาดเดาอนาคตได้หลายเรื่อง
------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ผู้ที่เข้าใจมาตรการป้องกันก่อการร้ายของสหรัฐจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าข้อเรียกร้องของโดนัลด์ ทรัมป์ที่ให้ตรวจตราติดตามมุสลิมทุกคนเปล่าประโยชน์ เพราะตามกฎหมายแล้วใครก็ตามที่เข้าข่ายต้องสงสัยจะถูกตรวจสอบติดตามทันทีไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือไม่ ข้อเสนอของทรัมป์ช่วยให้เขาได้คะแนนนิยมทิ้งห่างผู้สมัครพรรคเดียวกัน ความจริงคือไม่ว่า “อิสลามหัวรุนแรง” เป็นภัยคุกคามจริงแท้เพียงไร ชาวอเมริกันที่ชื่นชอบพรรครีพับลิกันหลายคนเชื่อเช่นนั้น มุสลิมอเมริกัน 3 ล้านคนจึงกลายเป็นแพะรับบาปเพราะทรัมป์

บรรณานุกรม:
1. Donald Trump's anti-Muslim remarks find many supporters. (2015, December 10). Pravda. Retrieved from http://www.pravdareport.com/news/world/10-12-2015/132831-donald_trump_muslims-0/
2. Huntington, Samuel P. (1996/2011). The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order. New York: Simon & Schuste.
3. Mitt Romney. (2015, November 15). Mitt Romney: Obama must wage war on the Islamic State, not merely harass it. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/posteverything/wp/2015/11/15/mitt-romney-obama-must-wage-war-on-the-islamic-state-not-merely-harass-it/
-----------------------------