ยินดีต้อนรับ

สถานการณ์โลก วิเคราะห์สถานการณ์ร้อน วิจารณ์เหตุการณ์ระหว่างประเทศล่าสุดตามหลักวิชาการ
เข้าใจโลกวันนี้ เพื่อโลกวันพรุ่งนี้

วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2557

หนทางสู่สันติภาพของอัฟกานิสถาน ความเห็นจากประธานาธิบดีฮามิด การ์ไซ

13 เมษายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6368 วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ.2557)
            ทันทีที่เครื่องบินพาณิชย์พุ่งชนตึกแฝดของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนครนิวยอร์ก กับที่ทำการกระทรวงกลาโหมหรือที่เรียกกันว่าตึกเพนตากอนในกรุงวอชิงตันเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 นายจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช ประธานาธิบดีสหรัฐในขณะนั้นก็สรุปว่า กลุ่มอัลกออิดะห์เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตี ต่อมาวันที่ 14 กันยายน หรือเพียง 3 วันหลังเกิดเหตุ รัฐสภาสหรัฐเห็นชอบให้รัฐบาลใช้กำลังทหารต่ออัฟกานิสถาน กองทัพสหรัฐกับพันธมิตรร่วมกันโจมตีอัฟกานิสถาน โค่นล้มรัฐบาลตอลีบัน (Taliban) ที่ปกครองประเทศอัฟกานิสถานในขณะนั้น ด้วยเหตุผลว่ารัฐบาลตอลีบัน ให้การสนับสนุนและให้ที่พักพิงแก่กลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์
            เดือนธันวาคม 2001 รัฐบาลชั่วคราวถูกจัดตั้งขึ้น ที่ประชุมนานาชาติแต่งตั้งนายฮามิด การ์ไซ (Hamid Karzai) เป็นผู้นำรัฐบาลเฉพาะกาล และได้รับความเห็นชอบจากสภาหัวหน้าเผ่าและผู้มีบารมี หรือที่เรียกว่าสภา Loya Jirga ในเวลาต่อมานายการ์ไซชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี 2 สมัยคือในปี 2004 กับ 2009 ท่านจึงเป็นผู้นำประเทศอัฟกานิสถานตั้งแต่โค่นล้มระบอบตอลีบันจนถึงบัดนี้

            ในการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในระยะแรกชาวอเมริกันให้การสนับสนุนอย่างท่วมท้น แต่ในเวลาต่อมาเสียงสนับสนุนลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ชาวอเมริกันเริ่มเห็นว่าการทำสงครามในอัฟกานิสถานไม่ช่วยทำให้ประเทศมีความมั่นคงยิ่งขึ้น ทหารอเมริกันบาดเจ็บล้มตายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถึงระดับ 2,000 นาย นอกจากนี้เริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องแบกรับจากการทำสงคราม มีผู้ประเมินว่าตลอด 12 ปีที่ทำสงครามในอัฟกานิสถาน รัฐใช้งบประมาณกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 19.8 ล้านล้านบาท เฉลี่ยปีละ 1.65 ล้านล้านบาท)
            เมื่อนายบารัก โอบามาชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2008 จึงดำเนินนโยบายถอนทหารสหรัฐออกจากอัฟกานิสถาน ตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ขณะหาเสียง

Mission Accomplished? :
            ไม่ว่าการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายจะบรรลุเป้าหมายหรือไม่ ในระยะหลังประเทศพันธมิตรล้วนแสดงความจำนงว่าต้องการถอนทหารทั้งหมดออกจากอัฟกานิสถานภายในปี 2014 หรือให้เหลือจำนวนน้อยที่สุด ประธานาธิบดีโอบามาก็มีนโยบายเช่นนี้
            12 ปีนับจากเริ่มสงคราม สหรัฐกับพันธมิตรประสบความสำเร็จพอสมควร เช่น รัฐบาลสหรัฐเชื่อว่ายังมีพวกอัลกออิดะห์หลงเหลืออยู่ในอัฟกานิสถานไม่เกิน 100 คน ในขณะที่หน่วยงานอัฟกานิสถานชี้ว่ามีเพียง 35-45 คนเท่านั้น ด้วยจำนวนดังกล่าวประเทศอัฟกานิสถานไม่น่าจะเป็นแหล่งกบดานของผู้ก่อการร้ายที่เป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐ
            ปัญหาหนึ่งที่ยังแก้ไม่จบคือ แม้สามารถโค่นล้มรัฐบาลตอลีบัน ขับไล่ให้หนีไปอยู่ตามแนวชายแดนที่ติดกับปากีสถาน แต่พวกตอลีบันยังคงมีอิทธิพลในบางพื้นที่ และยังมีอีกมากที่อาศัยอยู่ในประเทศปากีสถาน ในมุมมองของสหรัฐถือว่าพวกเหล่านี้เป็นภัยคุกคาม
            ด้วยเหตุนี้ สหรัฐกับพันธมิตรจึงเห็นว่าการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในอัฟกานิสถานยังต้องดำเนินต่อไป เพียงแต่ปรับลดขนาดกองทัพให้เล็กลง มีผู้ประเมินว่าหลังปี 2014 ควรมีกองกำลังนานาชาติประจำอัฟกานิสถานราว 15,000 นาย ในจำนวนนี้เป็นทหารสหรัฐ 10,000 นาย เป็นที่มาของร่างสนธิสัญญาความมั่นคงทวิภาคี (Bilateral Security Agreement) หรือ BSA ระหว่างสหรัฐกับอัฟกานิสถาน เพื่ออนุญาตให้มีกองกำลังนานาชาติประจำการต่อไป ด้วยเหตุผลว่าเพื่อช่วยฝึกฝนและให้คำปรึกษาแก่ทหารตำรวจอัฟกัน อีกทั้งเอื้อให้สหรัฐสามารถปฏิบัติภารกิจพิเศษโดยอาศัยฐานที่มั่นในอัฟกานิสถาน

ประธานาธิบดีการ์ไซไม่ยอมลงนาม BSA :
            แต่เมื่อเตรียมร่าง BSA แล้วเสร็จ ประธานาธิบดีการ์ไซกลับแสดงท่าทีปฏิเสธ ไม่ยอมลงนาม ทั้งๆ ที่สภา Loya Jirga ขอให้ท่านลงนามภายในปี 2013
            นอกจากต้องเผชิญแรงกดดันภายในประเทศ ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐ นายพลมาร์ติน เดมซีย์ (Martin Dempsey) ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐอเมริกา กล่าวว่ารัฐบาลการ์ไซต้องลงนามสนธิสัญญาโดยทันที ขู่ว่ารัฐบาลโอบามาอาจเลือกใช้แนวทาง zero option ซึ่งหมายถึงสหรัฐจะถอนทหารทั้งหมดออกจากอัฟกานิสถาน ภายใต้มุมมองที่ว่าหากไม่มีทหารสหรัฐคอยสนับสนุนแล้ว กองทัพอัฟกันไม่น่าจะสามารถรับมือพวกตอลีบัน พวกสุดโต่งกลุ่มต่างๆ เสถียรภาพของรัฐบาลถูกสั่นคลอนทันที
            แต่ด้วยการยืนหยัดในจุดยืนอย่างเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ประธานาธิบดีการ์ไซสามารถต้านทานแรงกดดันทั้งจากภายในภายนอก ในที่สุดรัฐบาลโอบามาเห็นว่าจะให้ประธานาธิบดีคนต่อไปเป็นผู้ลงนามแทน การลงนามร่างสนธิสัญญาดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของประธานาธิบดีคนต่อไป

ทำไมประธานาธิบดีการ์ไซไม่ลงนาม :
            ในมุมมองของรัฐบาลโอบามา ข้อตกลง BSA เป็นเรื่องสำคัญมาก มีผลต่อบทบาทกองกำลังนานาชาติ กองทัพสหรัฐที่จะประจำการในอัฟกานิสถานหลังปี 2014 พยายามชี้ว่าเป็นประโยชน์ต่อการต่อต้านการก่อการร้าย ส่งผลดีต่อความมั่นคงของประเทศอัฟกานิสถาน แต่ที่ประธานาธิบดีการ์ไซไม่ลงนาม มีเหตุผลสำคัญดังนี้

            ประการแรก การเสียชีวิตของพลเรือน
            ประธานาธิบดีการ์ไซมักกล่าวเสมอว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับรัฐบาลของท่านเสื่อมทรามลงเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2007 เนื่องจากกองทัพสหรัฐไม่สนใจเรื่องที่พลเรือนชาวอัฟกันเสียชีวิตจำนวนมากอันเนื่องจากทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย พลเรือนที่เสียชีวิตเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นผู้ที่ถูกลูกหลง หรือความผิดพลาดจากการโจมตี
            U.N. Assistance Mission in Afghanistan นำเสนอรายงานว่า ในช่วงปี 2013 พลเรือนอัฟกัน 2,959 รายถูกสังหาร และอีก 5,656 คนบาดเจ็บจากความขัดแย้ง ตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับปี 2012 แต่น้อยกว่าปี 2011 ที่สูงเป็นประวัติการถึง 3,021 ราย และราว 1 ใน 3 ของผู้เสียชีวิตเป็นเด็กกับสตรี
            รายงานดังกล่าวชี้ว่าร้อยละ 59 ของผู้เสียชีวิต มาจากกองกำลังรัฐบาลอัฟกันที่ใช้อาวุธแบบไม่ลืมหูลืมตา แต่ประธานาธิบดีการ์ไซไม่ยอมรับรายงานดังกล่าว กล่าวหาว่ากองกำลังสหรัฐเป็นต้นเหตุให้พลเรือนเสียชีวิตจำนวนมาก รวมทั้งจากการโจมตีทางอากาศด้วยอากาศยานไร้พลขับ ในขณะที่กองกำลังพันธมิตรกล่าวปฏิเสธ

            ประการที่สอง ทำไมสหรัฐไม่โจมตีฐานที่มั่นของผู้ก่อการร้ายในปากีสถาน
            ตลอดหลายปีที่ผ่านมารัฐบาลอัฟกานิสถานมักกล่าวหาว่ารัฐบาลปากีสถานให้การสนับสนุนพวกอัลกออิดะห์กับพวกตอลีบัน ประธานาธิบดีการ์ไซแสดงความเห็นว่า การเอาชนะพวกอัลกออิดะห์ พวกตอลีบันและพวกสุดโต่งอื่นๆ จะต้องทำลายฐานที่มั่นในปากีสถาน จัดการมูลเหตุจูงใจ ผู้สนับสนุนการเงินแก่คนเหล่านี้ ครั้งหนึ่งถึงกับกล่าวว่า “สหรัฐกับปากีสถานคือสองประเทศที่มีผลโดยตรงต่อสันติภาพของอัฟกานิสถาน อัฟกานิสถานจะมีสันติภาพอีกครั้งถ้าสหรัฐกับปากีสถานร่วมมือกันด้วยความสัตย์ซื่อ” 
            ในมุมมองของประธานาธิบดีการ์ไซเห็นว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐไม่สนใจทำลายฐานที่มั่นผู้ก่อการร้ายที่อยู่ในปากีสถาน แต่ใช้หมู่บ้านของชาวบ้านอัฟกันเป็นสมรภูมิ ซึ่งไม่ใช่ยุทธศาสตร์การรบที่ถูกต้อง ไม่สามารถกำจัดภัยผู้ก่อการร้ายได้หมดสิ้น กลายเป็นสงครามที่ไม่รู้จบ

            คุณ Carlotta Gall ผู้ติดตามศึกษาสงครามในอัฟกานิสถานให้ข้อสรุปตรงกัน ชี้ว่า ทุกวันนี้สหรัฐกำลังทำสงครามผิดที่ แท้จริงแล้วปากีสถานต่างหากที่เป็นฐานที่มั่นของพวกตอลีบัน เป็นที่ตั้งของค่ายฝึกผู้ก่อการร้าย รัฐบาลปากีสถานให้การสนับสนุนกลุ่มเหล่านี้ เพื่อกลับไปก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน
            เรื่องนี้พอจะอธิบายได้ว่า ประธานาธิบดีการ์ไซพูดถูกต้องว่าปากีสถานในปัจจุบันเป็นแหล่งซ่องสุมกบดานของผู้ก่อการร้าย แต่ข้อเสนอที่ให้โจมตีฐานที่มั่นของผู้ก่อการร้ายในปากีสถานยังเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ เนื่องจากรัฐบาลปากีสถานไม่เห็นชอบ และอาจบานปลายกลายเป็นสงครามระหว่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลโอบามาคงไม่ยินดีที่จะทำสงครามกับปากีสถานในขณะนี้

            ข้อเสนอดังกล่าวให้แง่คิดว่า การทำสงครามกับอัลกออิดะห์ ตอลีบัน เป็นสงครามที่ยากจะจบสิ้น เท่ากับว่าอัฟกานิสถานถูกลากเข้าไปอยู่ในสงครามที่ไม่จบสิ้นด้วย ประเทศที่ตกอยู่ในภาวะสงคราม ไม่อาจสงบสุข ไม่สามารถพัฒนา ประเทศอยู่ภาวะแตกแยก มีกองกำลังติดอาวุธหลายฝักหลายฝ่าย มีแต่ความสูญเสีย ความเจ็บปวดทุกข์ยาก ประเทศไม่สามารถทำสงครามไปเรื่อยๆ การอยู่อย่างสันติเป็นสิ่งจำเป็นเบื้องต้นของชีวิต
            ครั้งหนึ่งประธานาธิบดีการ์ไซกล่าวว่า อัฟกานิสถานกำลังทำสงครามที่ไม่ใช่ของตนเอง ในขณะที่ประธานาธิบดีโอบามาพูดมาตลอดว่า สหรัฐทำสงครามกับผู้ก่อการร้ายเพื่อความมั่นคงของประเทศอเมริกา เป้าหมายหลักคือเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐ ของชาติตะวันตก

ข้อเสนอทางออก:
            ประการแรก ยุติสงคราม
            ประธานาธิบดีการ์ไซเห็นว่าทหารตำรวจอัฟกันที่มีราว 350,000 นาย มีขีดความสามารถเพียงพอในการป้องกันประเทศ แต่เรื่องที่ท่านไม่เอ่ยถึงคืองบประมาณกลาโหมที่ใช้จ่ายต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากสหรัฐ แต่หากคิดให้ลึกซึ้งกว่านี้ สิ่งที่ประธานาธิบดีการ์ไซต้องการจริงๆ คือ ต้องการให้ประเทศปลอดจากทหารต่างชาติ
            ประธานาธิบดีการ์ไซเห็นว่าแนวทางนำประเทศกลับสู่ความสงบคือ ต้องพาประเทศออกจากสงคราม แต่ตราบใดที่มีกองกำลังต่างชาติในประเทศย่อมเป็นเหตุให้สงครามดำเนินต่อเนื่องอย่างไม่สิ้นสุด ทางออกที่ดีกว่าน่าจะให้ประเทศปลอดจากกองกำลังต่างชาติ แล้วเจรจากับพวกอัลกออิดะห์ ตอลีบัน เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

            ประการที่สอง ปรองดอง
            ควบคู่กับการยุติสงคราม คือ ให้ทุกกลุ่มทุกฝ่ายอยู่ด้วยความปรองดอง ประธานาธิบดีการ์ไซกล่าวอย่างชัดเจนว่า พวกตอลีบันคือชาวอัฟกันเช่นกัน ทุกฝ่ายสามารถดำเนินชีวิตตามวิถีทางของตนเอง ไม่แก้ปัญหาด้วยการใช้ความรุนแรง สิ่งที่อัฟกานิสถานต้องการคือสันติภาพและเสถียรภาพ ไม่ใช่สงคราม ประชาชนต้องการชีวิตที่มีสันติสุข ไม่ต้องกังวลว่าวันนี้ระเบิดจะตกใส่บ้านหรือไม่ เป็นความปรารถนาที่ไม่แตกต่างจากคนอเมริกันแต่อย่างไร

            โดยสรุปแล้ว ประธานาธิบดีการ์ไซไม่ลงนามร่างสนธิสัญญาความมั่นคงเนื่องจากเห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่ช่วยนำสันติภาพสู่ประเทศอย่างแท้จริง ท่านพร้อมที่จะลงนามในร่างสนธิสัญญา ถ้าข้อตกลงดังกล่าวมุ่งสร้างสันติภาพแก่ประเทศ เจรจากับพวกสุดโต่งทุกกลุ่ม เพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ยุติการทำสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น พร้อมกับกล่าวเตือนประธานาธิบดีคนต่อไปว่า จะต้องพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อให้ประเทศสงบสุขและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ
--------------------------

บรรณานุกรม:
1. Afghan President Karzai reiterates preconditions for inking BSA with U.S. (2014, January 25). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/world/2014-01/25/c_133073336.htm
2.  Afghanistan vote raises hope. (2014, April 6). Oman Observer. Retrieved from http://main.omanobserver.om/?p=70759
3. Afghanistan-US deal 'hinges on Taliban peace talks'. (2014, January 25). BBC. Retrieved from http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-25893296
4. Civilian casualties are up in Afghanistan, a new U.N. report says. (2014, February 9). The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/asia_pacific/civilian-casualties-are-up-in-afghanistan-a-new-un-report-says/2014/02/08/de7389f0-90e5-11e3-878e-d76656564a01_story.html
5. Full Transcript of President Karzai's Interview with Washington Post. (2014, March 3). Office Of The President: Islamic Republic of Afghanistan. Retrieved from http://president.gov.af/en/documents
6. Full Transcript of President Karzai’s Interview with Xinhua News Agency. (2014, March 26). Office Of The President: Islamic Republic of Afghanistan. Retrieved from http://president.gov.af/en/documents
7. Interview: Karzai says 12-year Afghanistan war has left him angry at U.S. government. (2014, March 3). The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/interview-karzai-says-12-year-afghanistan-war-has-left-him-angry-at-us-government/2014/03/02/b831671c-a21a-11e3-b865-38b254d92063_story.html
8. Karzai says Afghanistan doesn't need US troops. (2014, March 15). AP. Retrieved from http://news.yahoo.com/karzai-says-afghanistan-doesnt-us-troops-110618616.html
9. Karzai says US troops can leave Afghanistan. (2014, March 15). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/middleeast/2014/03/karzai-says-us-troops-can-leave-afghanistan-2014315133323437829.html
10. Obama Warns Karzai of a Pullout, But Keeps U.S. Options Open. (2014, February 25). The Wall Street Journal. Retrieved from http://online.wsj.com/news/articles/SB10001424052702304834704579405112343045736?mg=reno64-wsj&url=http%3A%2F%2Fonline.wsj.com%2Farticle%2FSB10001424052702304834704579405112343045736.html&fpid=2,7,121,122,201,401,641,1009
11. U.S. Sees Further Delay in Afghan Pact. (2013, December 5). The Wall Street Journal. Retrieved from http://online.wsj.com/news/articles/SB10001424052702303722104579240593609581258
---------------