ยินดีต้อนรับ

สถานการณ์โลก วิเคราะห์สถานการณ์ร้อน วิจารณ์เหตุการณ์ระหว่างประเทศล่าสุดตามหลักวิชาการ
เข้าใจโลกวันนี้ เพื่อโลกวันพรุ่งนี้
สามารถร่วมพูดคุยและเกาะติดข่าวสำคัญรายวันผ่าน Facebook ของผม 'สถานการณ์โลก ชาญชัย' และ Twitter ที่ chanchaiCK

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559

การสังหารหมู่ที่ออร์แลนโด้กับเทคนิคหาเสียงของทรัมป์

19 มิถุนายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7164 วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ.2559)

เมื่อวันอาทิตย์ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา เกิดเหตุมือปืนกราดยิงประชาชน เป็นเหตุให้ 49 คนเสียชีวิต บาดเจ็บจำนวนมาก ผู้ลงมือคือนายโอมาร์ มาทีน (Omar Mateen) อายุ 29 ปี เป็นพลเมืองอเมริกัน พ่อแม่เป็นผู้อพยพจากอัฟกานิสถาน นายมาร์ทีนเป็นมุสลิม ทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยกว่า 10 ปีแล้ว ครอบครองปืนอย่างถูกกฎหมาย นายมาทีนประกาศตนจงรักภักดีต่อนายอบู บาการ์ อัล-บักดาดี (Abu Bakr al-Baghdadi) ผู้นำกลุ่มรัฐอิสลาม (IS)

ท่าทีของทรัมป์ :
            ไม่นานหลังเกิดเหตุโดนัลด์ ทรัมป์ใช้เหตุการณ์นี้กล่าวสนับสนุนนโยบายไม่รับมุสลิมอพยพเข้าประเทศ ชี้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือเรื่องที่เขาเตือนล่วงหน้าแล้ว แม้นายมาทีนเป็นพลเมืองอเมริกันโดยกำเนิด “แต่พ่อแม่เขาไม่ใช่และแนวคิดของเขาก็ไม่ได้เกิดที่นี่”
            ในระยะหลังทรัมป์จำกัดกรอบไม่รับมุสลิมอพยพกับมุสลิมจากบางประเทศเข้าเมือง โดยเฉพาะประเทศที่มีประวัติก่อการร้ายต่อสหรัฐ ชี้ว่าคนเหล่านี้คือต้นเหตุของการก่อการร้ายในประเทศ ถึงกับเชื่อว่าเป็นแผนของผู้ก่อการร้ายที่จะแอบแฝงเข้าประเทศ
            ข้อเท็จจริงที่ทรัมป์ละเลยคือ ปัจจุบันประชากรอเมริกันที่นับถืออิสลามมีราว 3.3 ล้านคน ในจำนวนนี้ร้อยละ 24 เป็นคนที่เปลี่ยนมานับถืออิสลามภายหลัง (ก่อนหน้านี้นับถือศาสนาอื่น) ร้อยละ 40 ของผู้ต้องสงสัยที่ถูกทางการจับกุมคือคนที่เปลี่ยนมานับถืออิสลามภายหลัง คนเหล่านี้ไม่ใช่ผู้อพยพหรือลูกหลานของผู้อพยพ อาจเป็นคนอเมริกันผิวขาวแท้ๆ

            ประเด็นที่วิพากษ์กันมากคือทรัมป์ระบุว่าผู้ก่อเหตุเป็นอิสลามหัวรุนแรง (radical Islamic terrorist) “อิสลามหัวรุนแรงต่อต้านสตรี ต่อต้านเกย์ และต่อต้านอเมริกัน”
            ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าทรัมป์ไม่ได้บอกว่ามุสลิมทุกคนหัวรุนแรง หวังจะทำงานร่วมกับชุมชนมุสลิม หวังให้ชาวอเมริกันทุกคนรวมทั้งมุสลิมประสบความสำเร็จ อเมริกันยังคงจะอดกลั้นและเป็นสังคมเปิดต่อไป
            หนึ่งในมาตรการที่ทรัมป์เรียกร้องคือออกกฎหมายตรวจสอบติดตามมัสยิดต่างๆ “ด้วยความเคารพ เราต้องตรวจตรามัสยิดต่างๆ และเราต้องตรวจตราสถานที่อื่นๆ เพราะถ้าไม่แก้ไขปัญหา มันจะกินประเทศของเราทั้งเป็น” ต้องรู้ว่าผู้คิดก่อเหตุกำลังคุยกับใคร องค์กรไหน รู้ว่ามัสยิดใดหรือกลุ่มไหนมีแนวคิดหัวรุนแรง
นอกจากนโยบายไม่รับมุสลิมอพยพ นโยบายอื่นๆ เช่น สนับสนุนให้คนอเมริกันมีอาวุธต่อไป หากไม่ปล่อยให้มีเสรีภาพในการถือครองปืน จะเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญมาตราที่ 2 และจะกลายเป็นว่าผู้ก่อการร้ายเท่านั้นที่มีอาวุธ จะเพิ่มประสิทธิภาพเรื่องข่าวกรองและทำสงครามเอาชนะ IS ในต่างแดน

เทคนิคการหาเสียงของทรัมป์ :
            การสังหารหมู่ที่ออร์แลนโด้สามารถประมวลเทคนิคหาเสียงของทรัมป์ ดังนี้
            ประการแรก ตอบสนองความต้องการของประชาชน
            ทรัมป์มีมุมมองโดยรวมที่ค่อยไปทางลบต่อมุสลิม สอดคล้องกับชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยที่คิดเช่นนี้เหมือนกัน ถ้ายึดหลักประชาธิปไตยอาจตีความว่าทรัมป์เป็นผู้สมัครที่ “ตอบสนอง” ความต้องการของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
            กรณีการควบคุมปืนเป็นอีกตัวอย่าง
            ฮิลลารีชูประเด็นควบคุมอาวุธปืนเป็นแนวทางของเดโมแครท แต่คนอเมริกันจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วย ตรงข้ามกับทรัมป์ที่สนับสนุนเรื่องประชาชนมีอาวุธปืน เชื่อมโยงกับประเด็นความน่ากลัวของมุสลิมหัวรุนแรง สร้างภาพอย่างผิดๆ ว่าถ้าประชาชนไม่มีอาวุธ ผู้ก่อการร้ายจะก่อเหตุตามใจชอบ
จะเห็นว่าทรัมป์มุ่งนำเสนอประเด็นที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะประเด็นที่ประชาชน “มีความรู้สึกรุนแรง”

            แม้ผู้นำองค์กรมุสลิมอเมริกันกว่า 10 แห่งทั่วประเทศแถลงประณามการสังหารหมู่ที่ออร์แลนโด้ ผู้ก่อเหตุทำผิดหลักศาสนาและขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้สูญเสีย แต่มุสลิมบางคนเชื่อว่าชาวอเมริกันทั่วไปไม่สนใจแถลงการณ์เหล่านั้น หลายคนยังมองมุสลิมเป็นพวกหัวรุนแรง เกลียดชังคนอาหรับ เหตุสังหารหมู่จะเป็นอีกครั้งที่จะกระตุ้นกระแสเกลียดชังมุสลิม

            ประการที่ 2 พูดตรงพูดความจริง?
            เทคนิคอีกประการที่ทรัมป์ใช้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่แรกคือย้ำว่าตนเป็นคนพูดตรง พูดความจริง
            การพูดตรงพูดความจริงน่าจะเหมาะสมกับสถานการณ์หาเสียง ประเด็นอยู่ที่พูดความจริงที่เป็น “ความจริง” หรือไม่ หรือเพียงพูดสิ่งที่คนส่วนใหญ่คิดเห็นเช่นนั้น สรุปสั้นๆ คือ พูดทวนความในใจของคนฟังซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ทำให้คนฟังคล้อยตาม และเห็นว่านโยบายของทรัมป์คือนโยบายที่ดีตอบสนองความต้องการของประชาชน

            ในขณะเดียวกันจะโจมตีว่าคนอื่นอ่อนแอ
แต่ไหนแต่ไรพรรครีพับลิกันจะโจมตีประธานาธิบดีโอบามาว่าเป็นผู้นำที่อ่อนแออยู่เสมอ ในประเด็นความมั่นคงทางทหารพวกพรรครีพับลิกันมักใช้ถ้อยคำลีลาที่รุนแรงกว่าประธานาธิบดีโอบามา ทั้งๆ ที่โดยสาระอาจแทบไม่ต่างกันเลย
มีกรณีตัวอย่างที่สนใจคือ เมื่อรัฐบาลโอบามาถูกกดดันทั้งจากภายในและภายนอกประเทศให้โจมตีกองทัพรัฐบาลซีเรียหลังเกิดเหตุใช้อาวุธเคมีที่ชานกรุงดามัสกัสเมื่อสิงหาคม 2013 มีผู้เสียชีวิตถึง 1,429 คน รัฐบาลโอบามาประกาศชัดว่ากองทัพรัฐบาลอัสซาดต้องรับผิดชอบ
พวกรีพับลิกันกดดันให้ประธานาธิบดีโอบามาสั่งการโจมตี แต่ประธานาธิบดีโอบามาโยนให้รัฐสภาเป็นผู้ตัดสินใจ ที่สุดแล้วเรื่องเงียบหายไปเฉยๆ (ทางสภาชี้แจงว่าต้องใช้เวลาพิจารณา) ไม่มีการชี้แจงเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
            บางครั้งทรัมป์พูดโจมตีคนอื่นว่าอ่อนแออย่างไร้เหตุผล เช่น ทรัมป์รู้ว่าฮิลลารีจะไม่เอ่ยคำว่า “อิสลามหัวรุนแรง” จึงนำจุดนี้เป็นข้อสรุปว่าฮิลลารีอ่อนแอ อันที่จริงแล้วจะเอ่ยคำดังกล่าวหรือไม่ ไม่ควรเป็นข้อสรุปว่าคนผู้นั้นเป็นผู้นำที่เข้มแข็งหรือไม่
            รวมความแล้ว การโจมตีพวกเดโมแครทว่าอ่อนแอคือแนวทางของรีพับลิกัน ทรัมป์ไม่ได้แตกต่างจากพรรค ไม่ว่าจะโจมตีประธานาธิบดีโอบามาหรือฮิลลารีนำสู่ข้อสรุปเดียวกันคือต้องเลือกรีพับลิกันซึ่งหมายถึงตัวเขานั่นเอง

ประการที่ 3 พูดแบบ “เหมารวม”
ความตอนหนึ่งทรัมป์กล่าวโทษมุสลิมอเมริกันที่ไม่ยอมส่งมอบพวกหัวรุนแรงให้กับเจ้าหน้าที่ พวกเขา “ไม่ส่งมอบคนที่พวกเขารู้ว่าเป็นคนเลว” จึงเกิดเหตุรุนแรงและมีคนตาย ประโยคนี้ทรัมป์ใช้วิธี “เหมารวม” ว่ามุสลิมอเมริกันทุกคนช่วยปกป้องมุสลิมหัวรุนแรง ถ้าทรัมป์ตั้งใจพูดเช่นนั้นจริงเท่ากับทรัมป์สร้างกระแสเกลียดชังมุสลิม ไม่ต่างจากมุสลิมบางคนประกาศทำสงครามกับผู้นับถือคริสต์
            การพูดแบบ “เหมารวม” เป็นการย่อถ้อยคำให้กะทัดรัด เข้าใจง่าย จดจำง่าย ข้อเสียคือสร้างความเข้าใจผิดได้ง่าย เช่นกรณีนี้อาจตีความว่าหมายถึงมุสลิมอเมริกันทุกคนที่ปกป้องพวกหัวรุนแรง

ความจริงแล้วพฤติกรรมของมาร์ทีนไม่เป็นที่ยอมรับจากมุสลิมกระแสหลัก องค์การความร่วมมืออิสลาม (Organization of Islamic Cooperation: OIC) มีแถลงการณ์เตือนการหาเสียงเพื่อเป้าหมายส่วนตัว ใช้วาทกรรมสร้างกระแสหวาดกลัวอิสลาม OIC ยืนยันหลักการอิสลามที่ให้รักสันติ ก่อการร้ายทุกรูปแบบเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
            แถลงการณ์ของ OIC ครั้งนี้สอดคล้องกับแถลงการณ์ในอดีต เช่นเมื่อกันยายน 2014 ยืนยันว่าแนวทางของกลุ่มก่อการร้ายอย่าง IS ไม่มีส่วนใดที่เข้ากับอิสลาม และขอประณามการเคลื่อนไหวของกลุ่มเหล่านี้

            ประการที่ 4 สร้างภาพให้เห็นความรุนแรง
การสังหารหมู่ที่ออร์แลนโด้เป็นโศกนาฏกรรมในตัวเองอยู่แล้ว เป็นเหตุร้ายที่รุนแรงสุดในประวัติศาสตร์การสังหารหมู่โดยมือปืน ทรัมป์อาศัยเหตุร้ายนี้ “ขยายผล” ให้เห็นความรุนแรงที่จะ “มากขึ้น” ชี้ว่าในอนาคตจะเกิด “ซ้ำอีก” และ “รุนแรงกว่าเดิม”
ผู้ก่อการร้ายก่อเหตุเพราะรู้ว่าไม่สามารถสู้กับฝ่ายตรงข้ามซึ่งหน้า จึงใช้วิธีก่อเหตุรุนแรงต่อคนทั่วไป ยิงหรือจุดระเบิดให้มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตจำนวนมาก ด้วยความหวังว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะสร้างความหวาดผวาแก่สังคม ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ วิธีหาเสียงของทรัมป์สร้าง “ความหวาดผวาให้หนักกว่าเดิม” ตอกย้ำความน่ากลัวของมุสลิมหัวรุนแรง น่าคิดว่าทรัมป์กำลังก่อการร้ายกับประเทศตัวเองหรือไม่ กำลัง “ขยายผล” เหตุร้ายออร์แลนโด้หรือไม่

            ประธานาธิบดีโอบามากล่าวโต้นโยบายการตรวจตรามุสลิมอเมริกันว่า “เรากำลังปฏิบัติต่อมุสลิมอเมริกันอย่างแตกต่าง (จากพลเมืองอื่นๆ) หรือไม่ ...เรากำลังเริ่มแบ่งแยกพวกเขาเพราะความเชื่อหรือไม่” หากสังคมอเมริกันเกลียดชังมุสลิมเท่ากับเข้าแผนโฆษณาชวนเชื่อของ IS ที่ต้องการให้มุสลิมทำสงครามกับทุกศาสนา ผลักดันให้หลายคนอยู่ฝ่ายผู้ก่อการร้าย
            ความอีกตอนกล่าวว่า เราเคยผ่านเหตุการณ์ในอดีตที่รัฐบาลของเราปฏิบัติอย่างมิชอบต่อพลเมือง “เป็นส่วนของประวัติศาสตร์ที่น่าละลาย” นั่นไม่ใช่อุดมการณ์ประชาธิปไตย ไม่ช่วยให้เราปลอดภัยขึ้น นโยบายตรวจตรามุสลิมอเมริกันจะทำให้ผู้ก่อการร้ายลดความพยายามหรือไม่ เราจะมีพันธมิตรมากขึ้นไหม

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
เมื่อพิจารณาคำปราศรัยคำพูดของโดนัลด์ ทรัมป์ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐผ่านเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ออร์แลนโด้ สรุปสั้นๆ ได้ว่าทรัมป์ใช้วิธี “เล่นกับความรู้สึก” ของคน โดยขยายความประเด็นนั้นๆ ให้รุนแรงที่สุด (สร้างความรู้สึกให้แรงสุด) โจมตีผู้สมัครคนอื่นว่าผิดหมด (ทำลายแนวทางเลือกอื่นๆ) พร้อมกับเสนอวิธีแก้ไขที่ไม่อาจสมเหตุผลแต่ตอบสนองความรู้สึกของผู้ที่มองแง่ลบต่อมุสลิมอยู่แล้ว
น่าสนใจว่าสถานการณ์โลกจะเป็นอย่างไรหากสหรัฐอเมริกาได้โดนัลด์ ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี
--------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
เป็นหลักการที่ถูกต้องถ้าผู้พูดเลือกพูดประเด็นที่ผู้ฟังสนใจ ผู้ฟังจะชอบใจถ้าได้ฟังเรื่องที่เห็นว่ามีประโยชน์ต่อตน แต่การหาเสียงด้วยการบิดเบือนข้อเท็จจริงเป็นการชี้นำสังคมไปผิดทิศผิดทาง ไม่ใช่คุณสมบัติของผู้ที่ประกาศตัวอาสาเป็นตัวแทนประชาชนรับใช้ประเทศ กรณีทรัมป์หาเสียงเพื่อเอาใจพวกที่นิยมชมชอบอิสราเอลเป็นกรณีตัวอย่าง เป็นจุดอ่อนประชาธิปไตยอย่างหนึ่ง

บรรณานุกรม:
1. Anderson, Sean K., & Sloan, Stephen. (2009). Historical Dictionary of Terrorism (3rd Ed.). USA: Scarecrow Press.
 2. Hanania, Ray. (2016, June 13). MUSLIM ORGANIZATIONS DENOUNCE ORLANDO MASSACRE. The Arab Daily News. Retrieved from http://thearabdailynews.com/2016/06/13/muslim-organizations-denounce-orlando-massacre/
3. Martin, Jonathan. (2016, June 12). Donald Trump Seizes on Orlando Shooting and Repeats Call for Temporary Ban on Muslim Migration. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/06/13/us/politics/trump-clinton-sanders-shooting-reaction.html
4. Orlando shooting: Obama slams Trump's Muslim ban call. (2016, June 15). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2016/06/obama-slams-trump-anti-muslim-rhetoric-160614164625273.html
5. Organization of Islamic Cooperation. (2014, September 25). OIC welcomes President Obama’s call to confront extremist ideology. Retrieved from http://www.oic-oci.org/oicv2/topic/?t_id=9363&t_ref=3737&lan=en
6. Organization of Islamic Cooperation. (2016, June 13). The OIC Calls for Caution before Passing Judgment over the Incident in Florida or Associating it with Political Agendas. Retrieved from http://www.oic-oci.org/oicv3/topic/?t_id=11295&t_ref=4439&lan=en
7. Read Donald Trump’s Speech on the Orlando Shooting. (2016, June 13). TIME. Retrieved from http://time.com/4367120/orlando-shooting-donald-trump-transcript/
8. Swicord, Jeff. (2016, June 13). Islamist Extremism in US Getting Closer Look. VOA News. Retrieved from http://www.voanews.com/content/islamist-extremism-in-america/3374109.html
9. Trump backs surveillance of mosques despite criticism of rhetoric. (2016, June 15). Arab News/Reuters. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/940096/world
10. The White House. (2013, August 30). Government Assessment of the Syrian Government’s Use of Chemical Weapons on August 21, 2013”. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/08/30/government-assessment-syrian-government-s-use-chemical-weapons-august-21)
11. The White House. (2013, August 31). Statement by the President on Syria. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/08/31/statement-president-syria
12. Usborne, David. (2016, June 15). After Orlando, President Obama denounces Donald Trump on policy towards Muslims. 'Where does it stop?' The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/americas/after-orlando-president-obama-denounces-donald-trump-on-policy-towards-muslims-where-does-it-stop-a7082446.html
-----------------------------