ยินดีต้อนรับ

สถานการณ์โลก วิเคราะห์สถานการณ์ร้อน วิจารณ์เหตุการณ์ระหว่างประเทศล่าสุดตามหลักวิชาการ
เข้าใจโลกวันนี้ เพื่อโลกวันพรุ่งนี้

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

ติดอาวุธพวกเคิร์ด ต่อต้านผู้ก่อการร้าย ป้องกัน IS ปะทะอิหร่าน (ตอนจบ)

14 กันยายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6522 วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/1980064)

            ความพยายามต่อต้านกองกำลังรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) ที่หลายประเทศทั้งชาติตะวันตก ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังปรึกษาหารือ มีข้อสรุปเป็นรูปธรรมชัดเจนมากขึ้นตามลำดับ ผลกระทบสำคัญอย่างหนึ่งคือทำให้ภูมิภาคเคิร์ดมีความเป็นรัฐอธิปไตยเพิ่มขึ้นดังที่ได้อธิบายในบทความตอนที่แล้ว การติดอาวุธพวกเคิร์ดเท่ากับเป็นการปกป้องและยอมรับ “การมีตัวตน” ของพวกเขา ประเทศอิรักจึงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
            การติดอาวุธพวกเคิร์ด เพิ่มขีดความสามารถของกองทัพอิรัก ในด้านหนึ่งอธิบายได้ว่าคือการปกป้องพื้นที่ 2 ส่วนนี้ แต่หากมองให้ลึกกว่านั้น เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับอิหร่านโดยตรง และอาจกว้างขึ้นกว่านั้นถ้าตีความว่ากระทบต่อผู้ศรัทธาผู้เชื่อของแต่ละฝ่ายที่กระจายหลายประเทศทั่วโลก บทความนี้จะวิเคราะห์ในแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านโดยตรง

ยุทธศาสตร์ปิดล้อม IS :
            สถานการณ์ที่ปรากฏ ณ ขณะนี้ คือการก่อการของกองกำลังรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) ในซีเรียกับอิรัก องค์การนาโตอันมีสหรัฐเป็นแกนนำร่วมกับประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางพร้อมใจประกาศต่อต้าน ปราบปราม IS อย่างถึงที่สุด
            เมื่อพิจารณามาตรการที่ประกาศล่าสุด แนวทางที่จะดำเนินการคือสนับสนุนการโจมตีทางอากาศ ตัดช่องทางสนับสนุนการเงินแก่ IS ติดอาวุธให้กับกองทัพอิรัก พวกเคิร์ด และอื่นๆ เช่น สนับสนุนการข่าว ส่วนการปราบปรามอย่างถอนรากถอนโคนนั้น ประธานาธิบดีโอบามากล่าวอีกครั้งอย่างชัดเจนว่า การรบภาคพื้นดิน “จำต้องทำให้บรรดาเผ่าซุนนีต่างๆ ในหลายพื้นที่ตระหนักว่า พวกเขาไม่อาจฝากอนาคตไว้กับลัทธิสุดโต่งของ ISIL และหันมาสู้กับ ISIL
            ทว่าการเมืองในอิรักยังไม่ชัดเจน แม้ว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมานายไฮเดอร์ อัล-อาบาดี (Haider al-Abadi) ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอิรักคนใหม่อย่างเป็นทางการ และได้ผู้เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเกือบครบทุกตำแหน่ง แต่ยังไม่มีทีท่าว่าพร้อมจะส่งกองทัพอิรักเข้าปราบปราม IS ประเด็นสำคัญที่สุดยังอยู่ที่ความร่วมมือจากพวกซุนนีท้องถิ่น
            ในขณะที่นับวัน IS สามารถลงหลักปักฐานในอิรักอย่างมั่นคงมากขึ้น มีผู้เข้าร่วมขบวนการมากขึ้น ล่าสุดซีไอเอประเมินว่า IS มีกองกำลังทั้งหมดที่อยู่ในซีเรียกับอิรักราว 31,000 นาย มากกว่าประเมินครั้งก่อนถึง 3 เท่าตัว ส่วน Syrian Observatory for Human Rights ประเมินว่ามีกว่า 50,000 นายแล้ว

แผนสร้างรัฐกันชน ป้องกัน IS ปะทะอิหร่าน :
            ในแง่มุมหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าสหรัฐกับพันธมิตรยังไม่เร่งรีบปราบปราม IS มุ่งให้ความสำคัญกับการบั่นทอนกำลัง การปิดล้อมและสกัดกั้นอิทธิพลเป็นหลัก
            ฝ่าย IS ก็มีข้อจำกัดในตัวเองเช่น คือ ต้องปฏิบัติการในเขตพื้นที่ที่คนท้องถิ่นสนับสนุน (หรือไม่ค่อยต่อต้าน) ดังนั้น แม้ว่า IS มีกองกำลังมากขึ้น และมีอาวุธหนักเพิ่มขึ้นจำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่อาจต่อกรกับกองทัพของประเทศใกล้เคียงที่มีความพร้อมรบ ไม่อาจต่อกรกับกองทัพอิหร่าน อิรัก (ในพื้นที่ถิ่นอาศัยชีอะห์) แต่ข้อจำกัดเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า IS จะไม่ใช้วิธีลอบโจมตี ซุ่มโจมตีตามแบบฉบับการรบแบบกองโจร ที่คอยรังควานแนวชายแดนหรือแอบรุกเข้าไปในดินแดนฝ่ายตรงข้าม หรืออาจใช้ “อาวุธพิเศษ” ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ผลลัพธ์ที่ได้คือจะทำให้สถานการณ์ภูมิภาคตึงเครียด ประเทศที่ถูกโจมตีต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง รวมถึงการส่งกองทัพเข้าปราบปราม IS ซึ่งประเทศที่ทำเช่นนั้นมีความชอบธรรมไม่น้อยเลยทีเดียว
            แต่หากประเทศที่ส่งกองทัพเข้าปราบปราม IS เป็นอิหร่าน น่าคิดว่าจะเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ในภูมิภาคหรือไม่ ท่าทีของรัฐบาลอิหร่านที่ผ่านมาชี้ว่าอิหร่านระมัดระวังไม่ต้องการให้เกิดภาพสงครามระหว่างซุนนีกับชีอะห์

สงครามซุนนีกับชีอะห์ :
            กระแสสงครามศาสนาระหว่างพวกซุนนีกับชีอะห์ เริ่มปรากฏชัดเจนตั้งแต่ IS เริ่มรุกครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน นาย Nickolay Mladenov ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติ เคยเตือนว่าปัญหาของอิรักไม่อาจแก้ด้วยการใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว ต้องใช้กระบวนทางการเมืองด้วย นอกจากนี้ ความขัดแย้งอาจบานปลายเป็นสงครามศาสนาระหว่างประเทศเพื่อนบ้านที่ต่างได้แสดงจุดยืนค่อนข้างแน่ชัด
            นาย Mladenov ประเมินตั้งแต่ต้นว่า IS ไม่เข้มแข็งพอที่จะรุกคืบยึดกรุงแบกแดด เพราะกรุงแบกแดดเต็มด้วยทหารอิรัก (ไม่นับรวมประชาชนชีอะห์ที่จับอาวุธต่อต้านผู้ก่อการร้าย)

            ในช่วงนั้น แกรนด์ อยาตุลเลาะห์ อาลี ซิสตานี (Grand Ayatollah Ali Al-Sistani) ผู้นำจิตวิญญาณชีอะห์ในอิรัก ประกาศอย่างชัดแจ้งขอให้ “พลเมืองทุกคน โดยเฉพาะในเขตที่มีทั้งพวกซุนนีกับชีอะห์อาศัยอยู่ด้วยกัน จะต้องยับยั้งชั่งใจมากที่สุดและกระชับความสัมพันธ์สองฝ่ายด้วยความรัก หลีกเลี่ยงการแสดงออกทางศาสนาที่อาจส่งผลต่อเอกภาพของประเทศอิรัก และหลีกเลี่ยงการใช้อาวุธทุกอย่างที่อยู่นอกเหนือความเป็นกองทัพอิรัก”
            จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ IS กำลังรุกหนักนั้น มีกระแสของสงครามศาสนาอย่างชัดเจน จนผู้นำจิตวิญญาณชีอะห์อิรักเรียกร้องให้ต่อสู้กับ “ผู้ก่อการร้าย” ไม่ใช่ต่อสู้เพื่อ “นิกายศาสนา” ต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกชักจูงว่าเป็นสงครามระหว่างชีอะห์กับซุนนี ย้ำว่า ISIL คือผู้ก่อการร้ายไม่ใช่พวกซุนนี ในขณะที่ ISIL มีเป้าต่อต้านชีอะห์อย่างชัดเจน ความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในอิรักเป็นหลักฐานที่ชัดเจน

            ทางด้านรัฐบาลอิหร่านก็แสดงท่าทีระมัดระวังไม่ให้เป็นสงครามศาสนาเช่นกัน เช่น เมื่อมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลโอบามาต้องการร่วมมือกับอิหร่านเพื่อกำจัดกองกำลัง IS ในอิรัก โดยสหรัฐจะสนับสนุนการรบทางอากาศ และให้อิหร่านส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดิน ทางการอิหร่านปฏิเสธทันควัน นายโมฮัมหมัด จาวัด ซารีฟ (Mohammad Javad Zarif) รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่ากองกำลังอิรักทั้งหมดมีศัตรูร่วม นั่นคือผู้ก่อการร้าย ไม่มีกองกำลังอิหร่านในอิรัก แต่อิหร่านพร้อมที่จะช่วยอิรักและพวกเคิร์ด และย้ำว่าลัทธิก่อการร้าย ลัทธิสุดโต่งในอิรักเป็นภัยคุกคามต่อโลก เป็นภัยคุกคามต่อทั้งพวกชีอะห์ ซุนนีและพวกเคิร์ด
            การให้ความร่วมมือของอิหร่าน ขยายความได้ว่า รัฐบาลโรฮานีอยู่ในช่วงเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ประสบปัญหาหนักมาหลายปี นี่คือนโยบายสำคัญที่สุด ในการนี้จำต้องฟื้นฟูความสัมพันธ์กับนานาประเทศ รวมทั้งเพื่อนบ้านอาหรับ จึงไม่ต้องการให้มีเหตุการณ์ใดๆ มาทำลายบรรยากาศ

            การส่งกำลังเข้าร่วมรบให้อิรัก อาจเป็นโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามหรือผู้ไม่หวังดีสร้างกระแสสงครามระหว่างนิกาย IS หรือพวกซุนนีบางกลุ่มบางฝ่ายในประเทศต่างๆ ทั่วโลกอาจประกาศญิฮาดกับชีอะห์ ส่งผลต่อการฟื้นฟูประเทศอิหร่านอย่างรุนแรง

            มีผู้พยายามพูดถึงผลประโยชน์ที่อิหร่านจะได้หากร่วมมือกับสหรัฐ เช่น ปัญหาอันเนื่องจากโครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่านที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจา การยกเลิกการคว่ำบาตร การปรับความสัมพันธ์ทวิภาคีกับสหรัฐ ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐบาลอิหร่านให้ความสำคัญและเรียกร้องมาโดยตลอด
            ประเด็นที่เป็นคำถามคือ รัฐบาลโอบมามีอำนาจมากพอที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายเหล่านี้อย่างมีนัยสำคัญและยั่งยืนหรือไม่ หรือว่าเป็นเพียงการหยิบยื่นผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ชั่วครั้งชั่วคราวแก่อิหร่าน หากเชื่อว่ายุทธศาสตร์แม่บทของสหรัฐคือจัดการอิหร่าน ดังเช่นการโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน ดังนั้น การเข้าทำสงครามปราบปราม IS ในอิรักจึงได้ไม่คุ้มเสีย

            ข้อเท็จจริงคือ ทางการอิหร่านไม่เคยไว้ใจรัฐบาลสหรัฐและไม่เชื่อว่าจะรัฐบาลโอบามาจะมีอำนาจเพียงพอ ยังมีประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกหลายประเทศ เช่น อิสราเอล

            โดยสรุปคือ รัฐบาลโรฮานีตัดสินใจอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นว่า จะไม่เข้ายุ่งเกี่ยวจนเป็นเหตุให้เหตุการณ์บานปลายกลายเป็นสงครามศาสนา การสร้างรัฐกันชนจึงตอบโจทย์ เป็นแนวป้องกันไม่ให้กองกำลัง IS รุกเข้ามาในดินแดนของอิหร่าน

            เมื่อดูแผนที่จะเห็นภาพอย่างชัดเจนว่า ณ ขณะนี้ กองกำลัง IS มีอิทธิพลอยู่ในทางภาคเหนือและภาคตะวันออกของซีเรีย (ซึ่งติดต่อกับอิรัก) ส่วนในอิรักนั้น IS มีอิทธิพลอยู่ในภาคเหนือและภาคตะวันตก
            ถ้ามองเฉพาะอิรัก สามารถแบ่งประเทศอิรักในขณะนี้อย่างง่ายๆ โดยแบ่งเป็น “อิรักตะวันออก” กับ “อิรักตะวันตก” ฝั่งอิรักตะวันตกคือพื้นที่ที่อยู่ใต้อิทธิพลของ IS ส่วนอิรักตะวันออกซึ่งมีพรมแดนติดกับอิหร่านนั้น สามารถแบ่งออกเป็นตอนเหนือกับตอนใต้ “อิรักตะวันออกตอนเหนือ” คือพื้นที่อิทธิพลของพวกเคิร์ด ส่วน “อิรักตะวันออกตอนใต้” คือพื้นที่อิทธิพลของรัฐบาลแบกแดดและเป็นถิ่นอาศัยของพวกชีอะห์
            หนึ่งในยุทธศาสตร์ปราบปราม IS คือสกัดกั้น IS ให้จำกัดอยู่ใน “อิรักตะวันตก” เท่านั้น และเสริมสร้าง “อิรักตะวันออก” ให้เป็นแนวป้องกันหรือรัฐกันชน ไม่ให้ IS ขยายอิทธิพลไปทางตะวันออกมากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งท้ายที่สุดจะเกิดการปะทะกับอิหร่าน

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            บทความนี้อธิบายในประเด็นว่า การก่อการของ IS มีผลต่อการสร้างกระแสสงครามระหว่างนิกาย ซึ่งรัฐบาลอิหร่านระมัดระวังตัวอย่างยิ่ง ผลลัพธ์คือติดอาวุธให้กับพวกเคิร์ด สนับสนุนรัฐบาลแบกแดด เพื่อให้อิรักตะวันออกกลายเป็น “รัฐกันชน” ป้องกันไม่ให้กองกำลัง IS เข้ามาก่อกวน สร้างสถานการณ์ให้ลุกลามบานปลาย กลายเป็นสงครามระหว่าง IS กับอิหร่าน
            ยุทธศาสตร์ปราบปราม IS ที่กำลังพูดถึงในขณะนี้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน เป็นผลประโยชน์ของหลายประเทศหลายกลุ่มที่ต่างมุ่งหวังใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ และสร้างยุทธศาสตร์ที่เอื้อประโยชน์แก่ตนมากที่สุด ไม่ได้ตอบสนองประเทศใดเพียงประเทศเดียว และไม่ใช่ประเทศใดเพียงประเทศเดียวที่สามารถควบคุมยุทธศาสตร์ทั้งหมด นโยบายบางข้อมีทั้งผลดีและผลเสียในตัวเอง เช่น การโจมตีทางอากาศ สถานการณ์ที่เกิดจากการก่อการของ IS ยังมีเป็นประเด็นสำคัญๆ ที่น่าติดตามและวิเคราะห์อีกมาก ระบบระเบียบภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังเปลี่ยนแปลง
-----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
รัฐบาลชาติตะวันตกหลายประเทศหยิบยกประเด็นพลเรือนของตนที่เข้าร่วม IS จะกลับมาก่อเหตุก่อการร้ายที่บ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง จึงเห็นว่าควรดำเนินมาตรการป้องกันหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการติดอาวุธพวกเคิร์ด ซึ่งเป็นการปิดล้อมพื้นที่อิทธิพลของกองกำลัง IS ไม่ให้ขยายออกไปทางทิศตะวันออกให้มากกว่าที่เป็นอยู่ แต่ผลกระทบต่อประเทศอิรักคือพวกเคิร์ดมีความเป็นอธิปไตยมากขึ้น เท่ากับว่าอิรักสูญเสียอธิปไตย

ในมุมหนึ่งประธานาธิบดีโอบามาชี้ว่า IS เป็นภัยคุกคาม ต้องกำจัดอย่างถอนรากถอนโคน ในอีกมุมหนึ่งชี้ว่าการปราบปราม IS ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องลงมือทันที ที่สำคัญคือต้องรอความร่วมมือจากประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะพวกซุนนี เมื่อวิเคราะห์แล้วนำสู่คำถามว่ารัฐบาลโอบามามีความตั้งใจปราบปรามกองกำลัง IS มากน้อยเพียงใด ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น 

วิกฤตอิรักรอบใหม่ที่เริ่มต้นเมื่อเดือนมิถุนายน ในตอนแรกนั้นสื่อมุ่งกล่าวถึงกองกำลัง ISIL/ISIS ที่สามารถยึดครองหลายเมืองได้อย่างรวดเร็ว แต่ล่าสุดการบรรยายเหตุการณ์ในอิรักให้ความสำคัญกับการลุกฮือของพวกซุนนีอิรัก ภาพวิกฤตอิรักจึงกลายเป็นสงครามระหว่างรัฐบาลชีอะห์ผู้กดขี่ข่มเหงประชาชน (โดยเฉพาะพวกซุนนี) กับฝ่ายต่อต้าน ซึ่งส่วนใหญ่คือประชาชนอิรักผู้นับถือนิกายซุนนี กองกำลัง ISIL สถานการณ์ในอิรักจึงคล้ายสงครามกลางเมืองซีเรียมากขึ้นทุกที

บรรณานุกรม:
1. Iran proved it backs Iraq in tough times: Barzani. (2014, August 27). Tehran Times. Retrieved from http://tehrantimes.com/politics/117981-iran-proved-it-backs-iraq-in-tough-times-barzani
2. ISIS Sanctuary Map: September 10, 2014. (2014, September 10). The Institute for the Study of War. Retrieved from http://www.understandingwar.org/backgrounder/isis-sanctuary-map-september-10-2014
3. Islamic State fighter estimate triples - CIA. (2014, September 12). BBC. Retrieved from http://www.bbc.com/news/world-middle-east-29169914
4. Islamic State 'has 50,000 fighters in Syria'. (2014, August 19). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/middleeast/2014/08/islamic-state-50000-fighters-syria-2014819184258421392.html)
5. Mamouri, Ali. (2014, June 16). Sistani stresses need for unity over sectarianism in battle for Iraq. Al Monitor. Retrieved from http://www.al-monitor.com/pulse/originals/2014/06/iraq-isis-crisis-sistani-avoid-sectarianism.html
6. Remarks by President Obama at NATO Summit Press Conference. (2014, September 5). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/09/05/weekly-address-time-give-middle-class-chance
7. UN Envoy for Iraq: ISIL Militants Well-Funded. (2014, June 26). FNA. Retrieved from http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13930405000725
--------------------------