วันจันทร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560

แมร์เคิลกับทรัมป์สานสัมพันธ์ 2 ฝั่งแอตแลนติก

19 มีนาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7436 วันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2560)

17 มีนาคม นางอังเกลา แมร์เคิล (Angela Merkel) นายกรัฐมนตรีเยอรมนีเยือนสหรัฐ พบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ครั้งแรกอย่างเป็นทางการ นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่า 2 คนต่างกันมากทั้งบุคลิก พื้นเพและนโยบาย ก่อนหน้านี้ 2 ฝ่ายปะทะคารมผ่านสื่อหลายประเด็น เช่น การรับผู้อพยพลี้ภัย องค์การนาโต การค้าระหว่างประเทศ แนวทางบริหารประเทศ
ในช่วงหาเสียงทรัมป์ชี้ว่าสหรัฐเสียเงินมากมายแก่ยุโรป “อย่าลืมว่า เป้าหมายหลักที่ยุโรปรวมตัวกันคืออะไร เพื่อเอาชนะสหรัฐอเมริกาในการทำเงินหรือก็คือเรื่องการค้า”  ปีที่ผ่านมาเยอรมันเป็นฝ่ายเกินดุลเช่นเคย ราว 57,0000 ล้านดอลลาร์ สหรัฐเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศ เกิดคำถามว่าจะร่วมมือกันได้ในเรื่องใดบ้าง ลึกซึ้งเพียงไร
ในการแถลงข่าวร่วม 2 ผู้นำ ทั้งคู่ต่างแสดงท่าทีเป็นมิตร 2 ฝั่งแอตแลนติกยังคงร่วมมือกันต่อไป แต่ยืนยันจุดยืนหลายเรื่อง ประธานาธิบดีทรัมป์ชี้ว่ายุโรปไม่เพียงต้องเพิ่มงบกลาโหม ยังเป็นหนี้สหรัฐที่ออกค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ในอดีต ย้ำว่าหลายประเทศเอาเปรียบสหรัฐในการค้าระหว่างประเทศ  รวมทั้งเยอรมัน ด้านนายกฯ แมร์เคิลกล่าวว่าจะเพิ่มงบประมาณกลาโหม แต่ประเทศอื่นๆ มีเหตุผลส่วนตัว และกล่าวอย่างหลักแหลมว่าการค้าระหว่างเยอรมัน-สหรัฐอยู่ภายใต้กรอบกติกาอียูด้วย

ความสำคัญของพันธมิตร 2 ฝั่งแอตแลนติก: อดีต ปัจจุบัน และอนาคต
            สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้สหรัฐมีบทบาทในยุโรป และมีอิทธิพลต่อเนื่องอีกนานเมื่อเข้ายุคสงครามเย็น อันเป็นภาวะที่เกิดการแข่งขันหลายด้านหลายมิติ ค่านิยมของประชาชนที่จะเลือกระหว่างแนวทางสังคมนิยม หรือเสรีภาพ กลไลตลาดตามแบบทุนนิยมสหรัฐ รัฐบาลหลายประเทศในยุโรปตะวันตกเลือกที่อยู่ฝ่ายสหรัฐ
            กองทัพอเมริกันประจำการในหลายประเทศ เช่น เยอรมนีตะวันตก อิตาลี อังกฤษ และเนเธอร์แลนด์ พัฒนากลายเป็นองค์การนาโต
            ในด้านเศรษฐกิจ คุณแมรี โนแลน (Mary Nolan) อธิบายว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังผลิตของสหรัฐเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 50 เมื่อสิ้นสงครามมีคำถามว่าจะจัดการกำลังผลิตส่วนเกินมหาศาลนี้อย่างไร หนึ่งในทางออกคือระบายสินค้าส่วนเกินไปสู่ยุโรปตะวันตก จึงเกิด Marshall Plan สอดรับกับการดึงยุโรปตะวันตกเป็นพันธมิตร ห้ามยุโรปตะวันตกติดต่อค้าขายกับฝ่ายสังคมนิยม ทั้งหมดนี้ภายใต้คำขวัญว่า “อเมริกาช่วยยุโรปบูรณะประเทศ” ผลักดันให้เศรษฐกิจสหรัฐเฟื่องฟูต่อเนื่องอีกหลายปีหลังสิ้นสงครามโลก
            นอกจากนี้ สหรัฐสร้างกลุ่มเศรษฐกิจที่รวมยุโรปตะวันตกเข้ามา ผลักดันให้เศรษฐกิจประเทศเหล่านี้ใกล้ชิดกับสหรัฐ เกิดข้อตกลง Bretton Woods อันเป็นแนวคิดเรื่องการค้าเสรี ระบบเงินตรา และเป็นการกีดกันศักยภาพของเศรษฐกิจเยอรมันที่มีแนวโน้มเติบใหญ่
            ที่สำคัญอีกด้าน คือ ถ่ายทอดวัฒนธรรม ค่านิยม วิถีชีวิตแบบอเมริกัน หวังว่าชาวยุโรปตะวันตกจะรับแนววิถีแบบอเมริกันที่สหรัฐเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง
            ผลลัพธ์สุดท้ายคือเกิดขั้วตะวันตก ภายใต้ทุนนิยมเสรีที่มีสหรัฐเป็นแกนนำ พร้อมกับที่กลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกได้รับประโยชน์จากการฟื้นฟูมากบ้างน้อยบ้าง ช่วยให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ รัฐบาลยุโรปตะวันตกสมัยนั้นยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่

ช่วงสงครามเย็น เยอรมันตะวันตกกับเยอรมันตะวันออกเป็นแนวหน้าของการเผชิญหน้า กองทัพจำนวนมหาศาล อาวุธนิวเคลียร์ของ 2 ฝ่ายประจำการอยู่ จินตนาการได้เลยว่าหากรบพุ่งกันจริงเยอรมันจะหายนะอีกรอบหรือไม่
หลายปีแล้วที่นาโตมีข้อตกลงว่าชาติสมาชิกจะต้องตั้งงบประมาณกลาโหมอย่างน้อยปีละ 2 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ปัจจุบันเยอรมันตั้งงบกลาโหมเพียง 1.2 เป็นประเด็นเก่าที่เจรจามาแล้วหลายปีหลายรัฐบาล จนแล้วจนรอดเยอรมันกับสมาชิกส่วนใหญ่ใช้งบประมาณไม่ถึงร้อยละ 2
ในภาพกว้าง รัฐบาลยุโรปหลายประเทศประกาศท่าทีว่าพวกเขามีจุดยืนของตนเอง ไม่สามารถตามใจสหรัฐเหมือนดังอดีตอีกต่อไป สอดคล้องกับท่าทีของพลเมืองที่มองรัฐบาลสหรัฐในแง่ลบทั้งรัฐบาลทรัมป์และก่อนหน้า พลเมืองอังกฤษกว่า 2 ล้านคนลงชื่อไม่ต้อนรับประธานาธิบดีทรัมป์เข้าประเทศ
ดังที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เทเรซา เมย์ (Theresa May) กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่ 2 ประเทศจะเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่ และ “นำพร้อมกันอีกครั้ง” เพื่อผลประโยชน์ของทั้งคู่ ปกป้องค่านิยมของเรา
และท่ามกลางคำพูดแง่ลบจากทรัมป์ นายกฯ แมร์เคิลโต้กว่า “อนาคตของพวกเราคนยุโรปอยู่ในมือของพวกเราเอง”
ในสายตาของยุโรปตะวันตก สหรัฐในปัจจุบันไม่ใช่พระเอกดังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกต่อไป นโยบายของสหรัฐหลายข้อไม่สอดคล้องกับค่านิยมยุโรปตะวันตก การร่วมหัวจมท้ายทุกเรื่องเป็นผลเสียมากกว่า

ถ้ายึดแนวทางของ เซมวล พี. ฮันติงตัน (Samuel P. Huntington) สหรัฐต้องแสดงบทบาทรับผิดชอบต่อการรักษาและพัฒนาอารยธรรมตะวันตก และเนื่องจากพลังอำนาจสหรัฐลดน้อยถอยลง ประเทศต่างๆ ในหมู่อารยธรรมตะวันตกโดยเฉพาะยุโรปตะวันตกจะต้องให้ความร่วมมือทุกมิติ ทั้งนี้เป็นเพราะชาติตะวันตกนับถือศาสนาคริสต์ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเหมือนกัน
หลักนโยบายของรัฐบาลทรัมป์มีส่วนสอดคล้องกับฮันติงตัน จึงเป็นคำถามว่า สหรัฐจะแสดงบทบาทนำอารยธรรมตะวันตกได้อย่างไร หากฝั่งยุโรปไม่เป็นมิตรมากพอ เป็นประเด็นที่น่าใครครวญ

ร่วมมือกันแม้แตกต่าง :
            ยุโรปตะวันตกปัจจุบันมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่คิดเดินตามใครอีก แต่ใช่ว่า 2 ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกจะร่วมมือกันไม่ได้
หลักคิดคือถ้าใช้คำว่า “แตกต่าง” ทุกประเทศแตกต่างกันหมด แต่ถ้าใช้คำว่า “ร่วมมือกันได้แม้ไม่เห็นด้วยทั้งหมด” ประเทศต่างๆ ในโลกสัมพันธ์กันด้วยลักษณะหลัง ความแตกต่างระหว่างเยอรมันกับสหรัฐจึงไม่เป็นเหตุให้ร่วมมือกันไม่ได้ การดำรงอยู่ของนาโตกว่า 6 ทศวรรษเป็นหลักฐานที่ดี ตลอดช่วงเวลาดังกล่าวมีความแตกต่างแต่ร่วมมือกันได้
การพบปะระหว่างนายกฯ แมร์เคิลกับประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันสานสัมพันธ์ 2 ฝั่งแอตแลนติกต่อไป แม้ดูเหมือนจะแตกต่างกว่าเดิม

ในมุมของสหรัฐ ประธานาธิบดีทรัมป์ยอมรับว่าจีนกำลังไล่ตามหลัง รัสเซียในยุคปูตินฟื้นตัว สหรัฐในยามนี้จำต้องผูกพันใกล้ชิดกับพันธมิตรมากขึ้นเพื่อเสริมแรงของตนที่อ่อนลง
            ความจริงแล้ว การที่รัฐบาลสหรัฐต้องการพันธมิตร ไม่ใช่เพราะอยากได้ “มิตรภาพ” “ความร่วมมือด้วยแรงจูงใจทางบวกแบบยั่งยืน” แต่การมีพันธมิตร มีมิตรประเทศมากเป็นดัชนีชี้วัดอิทธิพลของสหรัฐในเวทีโลก การแสดงออกของประธานาธิบดีทรัมป์เป็นหลักฐานที่ดี
            ในอนาคต หากอิทธิพลสหรัฐลดลง จำนวนพันธมิตรจะลดลง ความร่วมมือด้วยแรงจูงใจทางบวกกับประเทศต่างๆ จะลดน้อยลงอีก และจะหมายถึงผลประโยชน์แห่งชาติหดตัว ภัยคุกคามเพิ่มมากขึ้น ทิศทางระยะยาวดูเหมือนกำลังมุ่งไปทางนี้ นี่ต่างหากที่รัฐบาลสหรัฐกังวล จึงมักพูดว่าต้องการพันธมิตร เพิ่มความร่วมมือเป็นหุ้นส่วนกับประเทศต่างๆ
            การเอ่ยถึงพันธมิตร การสร้างพันธมิตรจึงเป็น “กลวิธี” นำเสนอ การอธิบายของรัฐบาลสหรัฐ

            และกลายเป็นเครื่องมือที่ประเทศอย่างเยอรมัน ยุโรปสามารถใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง ทั้งนี้เป็นเพราะยุโรปมีความเข้มแข็งในระดับหนึ่งเช่นกัน พลเมืองจำนวนไม่น้อยรู้จักวิเคราะห์แยกแยะ
            ถ้ายึดสหรัฐที่คอยจัดระเบียบโลก จะได้คำตอบว่ารัฐบาลทรัมป์อยู่ระหว่างออกแบบระเบียบโลกใหม่ และอาจมีอะไรแตกต่างจากรัฐบาลที่แล้ว เช่น ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัสเซีย ทำสงครามการค้ากับจีน ส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดินในภูมิภาคตะวันออกกลาง มุ่งกีดกันมุสลิมในวงกว้าง คำถามตามมาคือ สหรัฐจะทำโดยลำพัง มีหุ้นส่วนไม่กี่ประเทศ หรือมีพันธมิตรหุ้นส่วนจำนวนมาก เป็นประเด็นที่ควรติดตามต่อไป
            อีกประเด็นที่เห็นผลกระทบเร็วคือนโยบายต่อภาวะโลกร้อน ทรัมป์แสดงท่าทีจะถอนตัวจากข้อตกลง อ้างว่าโลกร้อนไม่เป็นปัญหา การแก้โลกร้อนกระทบเศรษฐกิจประเทศ หากรัฐบาลทรัมป์ถอนหรือลดต่อต้านภาวะโลกร้อนจะกลายเป็นประเด็นว่าอียูควรตอบสนองอย่างไร เพราะหมายถึงความสามารถการแข่งขัน ผลประโยชน์เศรษฐกิจของอียูเช่นกัน

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
ต้องชื่นชมและขอบคุณสหรัฐที่เข้าร่วมสงครามโลก ช่วยยุติสงคราม ไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลนาซี แต่นับจากสิ้นสงครามสงครามโลกครั้งที่ 2 นานาชาติเริ่มมองรัฐบาลสหรัฐในแง่ลบ ไม่พอใจ ไม่สบายใจต่อนโยบายต่างประเทศหลายเรื่อง พร้อมกับที่สังคมอเมริกันแสดงความถดถอยในทุกด้าน คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่โดยเฉพาะชนชั้นกลางกับแรงงาน แม้กระทั่งเรื่องการศึกษา ครอบครัวแตกแยก ความขัดแย้งทางเชื้อชาติ สีผิว รัฐบาลทรัมป์กำลังแก้ปัญหา แต่ถูกทางหรือไม่ สหรัฐยังเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ประชาคมโลกหรือไม่ เป็นผู้นำอารยธรรมตะวันตกได้หรือ นี่คือมุมมองจากหลายประเทศในยุโรป
ประธานาธิบดีทรัมป์มักพูดว่าประเทศถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยไม่เอ่ยถึงที่เอาเปรียบผู้อื่น อีกประเด็นคือโทษรัฐบาลก่อนๆ ว่าทำให้ประเทศเสียหาย ความจริงคือทุกรัฐบาลเจรจา ที่ยุโรปปฏิบัติต่อสหรัฐในวันนี้คือผลจากการเจรจาทั้งสิ้น นั่นหมายความว่ารัฐบาลที่แล้วมายอมรับผล
ทรัมป์มักอ้างว่าตนมีความสามารถในการเจรจาต่อรอง จะแก้ความเสียเปรียบหลายเรื่องด้วยการเจรจาใหม่ ความสัมพันธ์ 2 ฝั่งแอตแลนติกจะเป็นดัชนีชี้ว่าสำคัญอีกชุด และจะได้คำตอบไม่ช้าก็เร็ว เมื่อถึงวันนั้นจะเป็นการตรวจสอบผลงานรัฐบาลทรัมป์ และจะเห็นสัมพันธ์ทวิภาคี พหุภาคี ระเบียบโลกใหม่ที่ปรับเปลี่ยนชัดเจนขึ้น
-----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
ทรัมป์ยืนยันยึดมั่นสัมพันธ์สหรัฐ-ยุโรป
ไม่ถึงเดือนหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ได้คำตอบชัดแล้วว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่ขอถอนตัวออกจากนาโตตามคำขู่ตั้งแต่ช่วงหาเสียง ประเทศสำคัญๆ ในยุโรปแสดงท่าทีต่อต้านก่อการร้ายที่แตกต่างจากสหรัฐ Pax Americana อ่อนแอลงชัดเจน รัสเซียกลายเป็นประเทศสำคัญที่สหรัฐจะต้องดึงมาเป็นหุ้นส่วนหากคิดจะปิดล้อมจีน รุกคืบตะวันออกกลางอย่างจริงจัง

บรรณานุกรม:
1. Birnbaum, Michael. (2017, January 16). European leaders shocked as Trump slams NATO and E.U., raising fears of transatlantic split. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/europe-leaders-shocked-as-trump-slams-nato-eu-raising-fears-of-transatlantic-split/2017/01/16/82047072-dbe6-11e6-b2cf-b67fe3285cbc_story.html
2. Casey, Steven. (2013, September 6). Obama’s Alliances. LSE IDEAS. Retrieved from http://www.lse.ac.uk/IDEAS/publications/reports/pdf/SR009/casey.pdf
3. Denitch, Bogdan. (1992). After the Flood: World Politics and Democracy in the Wake of Communism. USA: Wesleyan.
4. Hjelmgaard, Kim. (2017, March 13). Merkel and Trump, who disagree about everything, meet Tuesday. USA Today. Retrieved from http://www.usatoday.com/story/news/world/2017/03/13/angela-merkel-germany-and-donald-trump-washington-white-house-meeting/98942528/
5. Huntington, Samuel P. (1996/2011). The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order. New York: Simon & Schuste.
6. Lander, Mark. (2016, July 25). Merkel Meets Trump, the Defender Versus the Disrupter. The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2017/03/17/world/europe/angela-merkel-donald-trump.html?_r=0
7. Nolan, Mary. (2012). The Transatlantic Century: Europe and America, 1890-2010. UK: Cambridge University Press.
8. Rohwer-Kahlmann, Malte. (2017, March 17). The ending of a beautiful friendship? Deutsche Welle. Retrieved from http://www.dw.com/en/the-ending-of-a-beautiful-friendship/a-37916456
9. Theresa May: UK and US cannot return to 'failed' interventions. (2017, January 27). BBC. Retrieved from http://www.bbc.com/news/uk-politics-38747979
10. Worstall, Tim. (2016, July 25). Donald Trump's Ludicrous Idea Of Pulling The US From The World Trade Organisation. Forbes. Retrieved from http://www.forbes.com/sites/timworstall/2016/07/25/donald-trumps-ludicrous-idea-of-pulling-the-us-from-the-world-trade-organisation/#3cf8bf053470
-----------------------------