ยินดีต้อนรับ

สถานการณ์โลก วิเคราะห์สถานการณ์ร้อน วิจารณ์เหตุการณ์ระหว่างประเทศล่าสุดตามหลักวิชาการ
เข้าใจโลกวันนี้ เพื่อโลกวันพรุ่งนี้
สามารถร่วมพูดคุยและเกาะติดข่าวสำคัญรายวันผ่าน Facebook ของผม 'สถานการณ์โลก ชาญชัย' และ Twitter ที่ chanchaiCK

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2559

จุดอ่อนของฮันติงตันใน The Clash of Civilizations (3)



21 สิงหาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7227 วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2559)

The Clash of Civilizations ระบุว่าโลกในอนาคตจะไม่แบ่งแยกด้วยอุดมการณ์การเมืองเศรษฐกิจ แต่จะแบ่งแยกด้วยวัฒนธรรม (culture) ซึ่งมุ่งให้ความสำคัญความเชื่อศาสนา (วัฒนธรรมประกอบด้วยหลายอย่างแต่ศาสนาเท่านั้นที่มีอิทธิพลสูงสุด ศาสนาเป็นตัวแบ่งแยกอารยธรรม) ความความขัดแย้งระหว่างอารยธรรมจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
            อย่างไรก็ตาม ประเทศที่นับถือศาสนาเดียวกันกับประเทศต่างศาสนาแต่มีผลประโยชน์ร่วมจะจับขั้วต่อต้านขั้วตรงข้าม ตัวอย่างที่พูดถึงคือขั้วจีน-อิสลาม (Sino-Islamic) กับขั้วยิว-คริสเตียนตะวันตก (Judeo-Christian West)
            ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับศาสนามีอยู่จริง บางคนอาจสรุปว่าชาวฝรั่งเศสส่วนใหญ่สัมพันธ์กับนิกายคาทอลิก ชาวอเมริกันสัมพันธ์กับโปรเตสแตนท์ อาหรับเป็นซุนนี อิหร่านเป็นชีอะห์ แม้กระทั่งมุสลิมยุโรปจำนวนมากยังมองว่าตัวเองเป็นมุสลิมมากกว่าพลเมืองสัญชาติยุโรป

ความผิดพลาดร้ายแรงที่สุดของฮันติงตันคือความคิดที่ว่าความแตกต่างทางความเชื่อศาสนา/อารยธรรมจะนำสู่การเป็นปรปักษ์อย่างรุนแรง ถึงขั้นทำสงคราม สงครามใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะอุบัติด้วยสาเหตุนี้
            ถ้าจะตอบแบบสรุปง่ายๆ ตามแวดวงวิชาการกระแสหลัก Kenneth Schultz สำรวจงานวิจัยหลายชิ้นพบว่าความแตกต่างทางอารยธรรม ก่อให้เกิดการแยกระหว่าง “พวกเขา” กับ “พวกเรา” แต่ที่สุดแล้วรัฐบาลกับปัจเจกจะตัดสินใจร่วมมือหรือไม่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วม
            ไม่มีกฎบังคับว่าถ้าต่างอารยธรรมต้องต่อสู้กัน ฮันติงตันก็ยอมรับว่าบางศาสนาจะร่วมมือกัน แนวคิดเช่นนี้เป็นพวกสวนกระแส

ชาวตะวันตกยึดมั่นศาสนาหรือ :
หลักคิดของฮันติงตันคืออารยธรรมจะขัดแย้งด้วยความแตกต่างทางศาสนา คำถามที่ควรนึกถึงอีกข้อคือ ชาวตะวันตกชาวอเมริกันปัจจุบันยึดถือศาสนาคริสต์จริงจังเพียงไร  
            ถ้ามองประวัติศาสตร์อเมริกานับจากก่อตั้งประเทศเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน มีคำถามว่าคนอเมริกันจะออกไปทำสงครามเพื่อปกป้องหรือขยายศาสนาหรือ ข้อมูลที่ปรากฏคือตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อิทธิพลจากความเชื่อศาสนานับวันจะลดน้อยลง (โดยเฉพาะศาสนาคริสต์) สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นทำนองเดียวกับยุโรปโดยเฉพาะยุโรปตะวันตก
            ถ้าศาสนาคริสต์ไม่เป็นตัวแทนของสหรัฐๆ ก็ไม่น่าจะออกไปทำสงครามใหญ่ด้วยเหตุผลความขัดแย้งทางศาสนา 

            ฮันติงตันพยายามดึงศาสนาให้กลับมามีความสำคัญสูงสุดเหนืออุดมการณ์การเมือง ระบอบเศรษฐกิจ อำนาจชนชั้นปกครอง ทั้งๆ ที่เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าโลกตะวันตกพัฒนาฝ่ายวัตถุเป็นหลัก ความเชื่อเรื่องศาสนาสำหรับหลายคนเป็นเรื่องล้าสมัย 

พอจะอธิบายได้ว่าเมื่อตะวันตกเข้าสู่ศตวรรษที่ 17 หรือเข้าสู่ยุค Enlightenment (ยุคเรืองปัญญา/ยุคแห่งภูมิธรรม/ยุคแห่งการรู้แจ้ง) มนุษย์ให้ความสำคัญกับการถกกันด้วยเหตุผล เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งเชิงวัตถุ ความคิด นักวิชาการบางคนเรียกยุคนี้ว่า “Age of Reason” น่าจะเป็นเพราะต้องการแยกตัวออกจากศาสนาที่ไม่สามารถอธิบายด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ เห็นว่าด้วยการใช้เหตุผลมนุษย์สามารถบรรลุชีวิตที่เปี่ยมสุขด้วยไม่ต้องอาศัยศาสนา
เกิดการแยกอย่างชัดเจนระหว่างฝ่ายศาสนากับสิ่งที่เป็นฝ่ายโลก (secularism)
            ในยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญหลายอย่าง อดัม สมิทธ (Adam Smith) นำเสนอเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ เกิดการปฏิวัติในสหรัฐและฝรั่งเศส ให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญที่จะเป็นกรอบกฎหมาย มนุษย์มีสิทธิเท่าเทียม

ที่ไม่ควรละเลยคือ ในยุคนี้ยังพูดถึงลักษณะของมนุษย์ที่เป็นผู้ไม่ยึดเหตุผล แต่ยึดความใคร่รัก (passions) ความปรารถนา (desires) สัมผัสรู้สึกต่างๆ (sensations) ยอมรับว่ามนุษย์มีความสามารถในการคิดเชิงเหตุผล แต่ในอีกมุมหนึ่งมนุษย์ไม่ได้ดำเนินชีวิตด้วยเหตุผลตลอดเวลา แต่อยู่กับอารมณ์ความรู้สึก ความต้องการเชิงอารมณ์ บ่อยครั้งมนุษย์จึงกระทำสิ่งที่ไร้เหตุผล ขัดกับเหตุผล สะท้อนออกมาผ่านศิลปะ ดนตรี วรรณกรรม บ่งบอกอารมณ์ของปัจเจก
            อธิบายได้ว่าการละเลยศาสนาทำให้มนุษย์สนใจตัวเอง หรือในทางกลับกันคือมนุษย์สนใจตัวเองจึงละเลยศาสนา สิ่งนี้เอื้อให้ปัจเจกปลดปล่อยตัณหา ประพฤติตามอารมณ์ความรู้สึก ไม่ยึดเหตุผล กฎเกณฑ์ศาสนา สิ่งที่เรียกกว่ายุค Enlightenment จึงไม่ได้หมายถึงความเป็นผู้รู้ ผู้เข้าใจ ผู้มีปัญญาเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงยุคที่มนุษย์ปล่อยตัวตามความต้องการของตัณหา ไม่ยอมอยู่ใต้การบังคับของความเชื่อศาสนา ถือศาสนาเพียงบางส่วนตามที่ใจชอบ
             แนวคิดทุนนิยม ปัจเจกนิยมลดทอนความสำคัญของศาสนา พูดให้ชัดคือเป็นแนวคิดที่ขัดแย้งกับทุกศาสนา

ถ้าพิจารณาเฉพาะในกรอบชาติตะวันตก ลองคิดว่าดูปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยึดถือศาสนาอย่างจริงจังมากเพียงใด แท้จริงแล้วคนจำนวนมากเป็นพวกไม่มีศาสนาหรือนับถือแต่ผิวเผิน ฮันติงตันยังยอมรับว่าศีลธรรมสหรัฐเสื่อมโทรม (moral decline) มีปัญหายาเสพติด อาชญากรรม นิยมความรุนแรง ครอบครัวแตกแยก คู่แต่งงานหย่าร้างมากขึ้น ตั้งครรภ์ก่อนแต่งงาน

            Catherine L Albanese ชี้ว่านับตั้งแต่การกลางศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ความเชื่อศาสนาคริสต์ของสหรัฐปะปนกับค่านิยมทางโลกมาขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าประชากรส่วนใหญ่ยังระบุว่านับถือคริสต์ แต่ยิ่งนับวันวิถีชีวิตจะห่างไกลจากความเชื่อ เมื่อเข้าสู่ต้นศตวรรษที่ 21 บางส่วนพยายามหันกลับไปแสวงหาหลักความเชื่อศาสนาดั้งเดิม บางส่วนหันไปนับถือลัทธิศาสนาอื่นๆ
ดังนั้น พลังศาสนาจึงยากจะขับเคลื่อนสังคมทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแบบถวายหัว เป็นเรื่องแปลกและขัดแย้งกันเองเมื่อฮันติงตันยังอ้างสังคมอเมริกันกับตะวันตกว่าเป็นสังคมที่จะขับเคลื่อนจากอิทธิพลของศาสนา นักวิชาการจำนวนมากไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้

            การถอยห่างจากศาสนาเกิดกับศาสนาอื่นเช่นกัน มุสลิมบางคนไม่แตกต่างจากศาสนิกชนศาสนาอื่นๆ ที่ไม่ได้ยึดถือศาสนาอย่างเคร่งครัด บางคนอาจละหมาดครบวันละ 5 ครั้ง บางคนไม่ครบ ลำพังการปฏิบัติศาสนกิจบางอย่างอาจไม่สามารถระบุตัวตนที่ถูกต้อง เป็นที่มาของการฟื้นฟูหลักการบริสุทธิ์ของอิสลามครั้งแล้วครั้งเล่า
ส่วนกรณีจีนไม่มีข้อบ่งชี้ใดเลยว่าอิทธิพลความเชื่อแบบขงจื๊อจะผลักดันให้ปะทะกับอารยธรรมตะวันตก ยิ่งกว่านั้นต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่าคนจีนส่วนใหญ่นับถือความเชื่อศาสนาใด

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
บางครั้งการวิเคราะห์โดยตั้งอยู่บนศาสนาสร้างความสับสนไม่น้อย ด้วยความเคารพต่อทุกศาสนา ต่อทั้งชายกับหญิง ขอยกตัวอย่างว่า ชายพุทธคนหนึ่งข่มขืนแล้วฆ่าหญิงชาวพุทธ หลังออกจากคุกด้วยคดีข่มขืนไม่ถึงเดือน อย่างนี้เป็นประเด็นศาสนาหรือไม่ อเมริกาคือประเทศที่มีเหตุข่มขืนสตรีถี่มาก จะอธิบายว่าพวกคริสต์มักข่มขืนพวกคริสต์ด้วยกันเองหรือไม่

สมัยสงครามเย็นตอนต้น รัฐบาลคอมมิวนิสต์รัสเซียส่งกองทัพเข้าควบคุมหลายประเทศในยุโรปตะวันออก ทำลายสถาบันศาสนาทุกศาสนา จะเรียกว่าศาสนา “คอมมิวนิสต์” ทำลายศาสนาคริสต์ อิสลาม ยิว ฯลฯ หรือไม่ (รวมทั้งที่เกิดกับประเทศอื่น เช่น เวียดนาม สปป.ลาว กัมพูชา)
จริงหรือที่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุชส่งกองทัพโค่นล้มซัดดัมเพราะกำลังทำสงครามครูเสด ถ้าคิดว่าเป็นเช่นนั้น การที่รัฐบาลสหรัฐปิดล้อมบ่อนทำลายโซเวียต สนับสนุนโค่นล้มรัฐบาลอื่นๆ ในหลายประเทศ เช่นนี้เป็นครูเสดหรือสงครามศาสนาไม่

นักการเมืองสหรัฐบางคนต้องการกีดกันคนตะวันออกกลางอพยพเข้าประเทศ ถูกตีความเป็นเรื่องศาสนา รัฐบาลสหรัฐได้สร้างกำแพงกั้นชายแดนประเทศกับเม็กซิโกยาวกว่าพันกิโลเมตร หวังป้องกันคนเม็กซิโก คนลาตินอเมริกันเข้าประเทศ อย่างนี้ไม่ถูกตีความว่าเป็นเรื่องศาสนา
เกิดคำถามว่าควรมองเรื่องรับคนต่างชาติเข้าเมืองอย่างไร ต้องเป็นเรื่องศาสนาเท่านั้นหรือไม่ อะไรคือเหตุผลหลักของการรับไม่รับคนต่างชาติเข้าเมือง

ดูเหมือนว่าบางคนมักตีความว่าถ้าเป็นเรื่องมุสลิมกับคนต่างศาสนา จะเป็นเรื่องศาสนา เป็นสงครามศาสนา การปะทะระหว่างอารยธรรม
กลับไปที่ตัวอย่างชายบ้ากาม ควรอธิบายอย่างนี้หรือไม่ว่า ถ้าชายบ้ากามคนนี้ข่มขืนหญิงศาสนาเดียวกันก็เพราะ “ความบ้ากาม” แต่ถ้าข่มขืนหญิงต่างศาสนาจะกลายเป็น “การปะทะระหว่างอารยธรรม”

ถ้ามองแบบวิชาการกระแสหลัก แต่ไหนแต่ไรรัฐบาลสหรัฐต้องการครอบงำทั้งโลก ต้องการตักตวงผลประโยชน์จากทุกประเทศทั่วโลกอยู่แล้ว จึงไม่ได้กระทำเฉพาะต่อมุสลิมหรือบางศาสนาความเชื่อเท่านั้น
จะอธิบายพฤติกรรมของรัฐบาลสหรัฐว่ากำลังทำสงครามศาสนากับทุกประเทศทั่วโลกหรือไม่ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศในอเมริกาใต้กับลาตินอเมริกาที่พลเมืองส่วนใหญ่นับถือคริสต์
ในบางกรณีความแตกต่างทางศาสนามีส่วน แต่ไม่ใช่แนวทางที่จะใช้อธิบายทุกอย่าง ไม่สามารถให้คำตอบที่ดีที่สุดเสมอไป และอาจทำให้หลงประเด็น

สังคมตะวันตกทุกวันนี้มัวเมาด้วยกิเลสตัณหา ชายหญิงมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน ลุ่มหลงสุรานารี ลัทธิวัตถุนิยมระบาด ศาสนาคริสต์ (กับทุกศาสนา) ไม่ได้สอนให้ประพฤติเช่นนั้นแน่นอน ความเป็นไปของสังคมตะวันตกจะอธิบายว่าเพราะรัฐบาลพวกเขาพยายามชักจูงให้ประชาชนออกห่างจากศาสนา หรือเป็นเพราะเหตุผลอื่นๆ เช่น เรื่องที่คนลุ่มหลงกิเลสตัณหา เรื่องที่ธุรกิจหากินกับสิ่งเหล่านี้ หรือด้วยเหตุผลหลายอย่างรวมกัน
แน่นอนว่ารัฐบาลตะวันตกต้องการให้มุสลิมออกห่างจากศาสนา แต่ไม่ได้หมายความว่า รัฐบาลตะวันตกคือตัวแทนศาสนาคริสต์ที่จะทำลายอิสลาม เพราะพวกเขาทำลายการนับถือคริสต์ในประเทศของเขาอยู่แล้ว
เช่นนี้ จะเรียกว่าปัจจุบันมีสงครามครูเสดหรือไม่ หรือควรจะอธิบายอย่างไร เรื่องนี้ควรไตร่ตรองอย่างรอบด้านและรอบคอบ หาคำตอบที่ชัดเจนไม่คลุมเครือ
----------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง
ความเชื่อศาสนาคริสต์ไม่ใช่ตัวแทนของอารยธรรมตะวันตก เห็นว่าระบอบประชาธิปไตยมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ระบบการค้าอิงหลักคุณธรรมไม่ใช่ความโลภ ความมั่งคั่งมีเพื่อช่วยเหลือส่วนรวม ปัจเจกมีเสรีภาพแต่เป็นเสรีภาพภายใต้หลักศาสนา ส่วนอิสลามเน้นรักสันติ ไม่สุดโต่ง มุสลิมทั่วโลกส่วนใหญ่เป็นผู้รักสันติ ไม่ใช่พวกสุดโต่งหัวรุนแรง ต่อต้าน IS อัลกออิดะห์ แต่ฮันติงตันยังพยายามชักนำให้เกิดสงครามศาสนา

บรรณานุกรม:

1. Albanese, Catherine L. (2005). CHRISTIANITY: CHRISTIANITY IN NORTH AMERICA. In Encyclopedia of Religion (2nd Ed., pp.1708-1717). USA: Thomson Gale.
2. El Fadl, Khaled Abou. (2005).The Great Theft: Wrestling Islam from the Extremists. Australia: HarperCollins Publishers.
3. Gonzalez, Juan. (2011). Harvest of Empire: A History of Latinos in America (Revised Ed.). London: Penguin Books.
4. Griffiths, Martin., Roach, Steven C., & Solomon, M. Scott., (2009). Fifty Key Thinkers in International Relations (2nd Ed.). Oxon: Routledge.
5. Huntington, Samuel P. (1996/2011). The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order. New York: Simon & Schuste.
6. Köchler, Hans. (2014). Civilization as Instrument of World Order? In Dallmayr, Fred., Kayapınar, M. Akif., & Yaylacı, Ismail. (Eds.), Civilizations and World Order: Geopolitics and Cultural Difference (pp.19-34). UK: Lexington Books.
7. Reill, Peter Hanns. (2004). Introduction. In Encyclopedia Of The Enlightenment (Revised Ed., pp.ix-xi). New York: Book Builders Incorporated.
8. Schultz, Kenneth, (2013). Domestic Politics and International Relations. In Handbook of International Relations (2nd Ed., pp.478-502). London: SAGE Publications.
9. Tyerman, Christopher. (2009). The Crusades: A Brief Insight. New York: Sterling Publishing.
10. Varon, Ari. (2013). Islamic Identity Politics and European Polity. In International Relations and Islam: Diverse Perspectives (pp.111-138). UK: Cambridge Scholars Publishing.
-----------------------------