วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เกาะติดประเด็นร้อน “ความขัดแย้งในประเทศซีเรีย” (2)

30 พฤษภาคม 2013
ชาญชัย
สรุปสถานการณ์: (อัพเดท 30 พ.ค. 17.40 น.)
            หลังจากที่สหภาพยุโรป (อียู) ประกาศยกเลิกการคว่ำบาตรเรื่องการขายหรือส่งมอบอาวุธแก่ฝ่ายต่อต้านเมื่อวันที่ 27 พ.ค. วันต่อมารัฐบาลรัสเซียก็ออกมาประกาศว่าอาจขายขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน S-300 ที่มีสมรรถนะสูงแก่รัฐบาลซีเรีย มาวันนี้ประธานาธิบดีบาร์ชา อัล อัสซาดกล่าวว่าได้รับอาวุธชุดแรกแล้ว

คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 30 พ.ค. 17.40 น.)
          เทปการสัมภาษณ์ประธานาธิบดีบาร์ชา อัล อัสซาดที่ออกอากาศวันนี้ (30) ผู้นำประเทศซีเรียกล่าวว่าซีเรียได้รับขีปนาวุธ S-300 ชุดแรกแล้ว และจะได้รับที่เหลือในไม่ช้า
(Assad vows response to Israeli attack, Al Jazeera, 30 May 2013)
            Moshe Ya’alon รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล ยอมรับว่าอาวุธดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อประเทศ
(Assad says Syria received first S-300 shipment from Russia, The Jerusalem Post, 30 May 2013)
            ผู้เชี่ยวชาญทางทหารชี้ว่าซีเรียต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งจึงจะสามารถใช้ขีปนาวุธ S-300 เมื่อขีปนาวุธเข้าประจำการพร้อมด้วยระบบเรดาห์ทันสมัย ขีปนาวุธจะมีระยะยิงครอบคลุม 200 กิโลเมตร เป็นภัยคุกคามต่อกองทัพอากาศอิสราเอล
(‘Time needed for Syria to master the S-300’ The Jerusalem Post, 19 May 2013)

วิเคราะห์: (อัพเดท 30 พ.ค. 17.40 น.)
          สองสามวันก่อนเกิดการตอบโต้ระหว่างสหภาพยุโรปกับรัสเซียที่ต่างจะเสริมเขี้ยวเล็บทันสมัยแก่ฝ่ายของตน อังกฤษกับฝรั่งเศสเป็นสองประเทศในอียูที่เตรียมขายอาวุธ ทันสมัย แก่ฝ่ายต่อต้าน รัสเซียตอบโต้ด้วยการประกาศว่าไม่ยกเลิกแผนขายขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน S-300 แก่รัฐบาลซีเรีย
            มาวันนี้ประธานาธิบดีบาร์ชาร อัล อัสซาดแห่งซีเรียออกมาประกาศว่าได้รับขีปนาวุธ S-300 ชุดแรกแล้ว
            ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเปรียบเทียบขีปนาวุธ S-300 กับขีปนาวุธแพทริออตของอเมริกา บางคนถึงกับอ้างว่าเหนือกว่าแพทริออตหลายด้าน สามารถยิงต่อต้านทั้งเครื่องบินและขีปนาวุธ มีเพียงเครื่องบินรบ F-22 ที่มีขีดความสามารถรอดพ้นการถูกยิง ส่วนเครื่องบินรบรุ่น F-15, F-16, F-18, F-35 ยากจะรอดพ้นถูกโจมตี ปัจจุบันอิสราเอลกับซาอุดิอาระเบียยังไม่มีเครื่องบิน F-22 อย่างไรก็ตามสหรัฐฯ ได้ประจำการเครื่องบินรุ่นดังกล่าวจำนวนหนึ่งในตะวันออกกลาง
            ดังที่วิเคราะห์ว่า ขีปนาวุธ S-300 ไม่ช่วยให้ฝ่ายรัฐบาลมีขีดความสามารถเพิ่มขึ้นในการต่อกรกับฝ่ายต่อต้าน เพราะฝ่ายต่อต้านไม่มีเครื่องบินรบ แต่หากรัฐบาลซีเรียมีขีปนาวุธ S-300 จะส่งผลกระทบสำคัญต่อแผนการจัดตั้งเขตห้ามบิน (No-fly-zone) ที่ฝ่ายต่อต่อต้านกับประเทศเพื่อนบ้านซีเรียหลายประเทศเรียกร้องมาตลอด อีกทั้งทำให้อากาศยานทั้งเครื่องบินรบ เครื่องบินพลเรือนในย่านนั้นตกเป็นเป้าทันที เพราะขีปนาวุธดังกล่าวสามารถยิงอากาศยานที่ไกลออกไปถึง 100 กิโลเมตร สูงสุดที่ระดับ 100,000 ฟุต (ขึ้นกับรุ่นด้วย)
            อีกเหตุผลหนึ่งคือจะกระทบต่อการโจมตีทางอากาศจากประเทศอื่นๆ เช่น กรณีเครื่องบินรบอิสราเอลโจมตีฐานที่มั่น โจมตีรถลำเลียงของซีเรียที่ฝ่ายอิสราเอลอ้างว่ากำลังส่งมอบอาวุธแก่ฮิซบุลลอฮ์ ไม่ว่าอิสราเอลจะอ้างอย่างไรนั่นเป็นการโจมตีในดินแดนอธิปไตยของซีเรีย ผลกระทบอีกกรณีหนึ่งคือรัฐบาลโอบามาประกาศว่าจะไม่ยอมให้อาวุธเคมีของรัฐบาลซีเรียตกอยู่ในมือของพวกผู้ก่อการร้าย คำกล่าวดังกล่าวมีความเป็นไปได้ว่าอาจชิงโจมตีคลังอาวุธเหล่านั้น ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าสหรัฐฯ ได้ส่งหน่วยรบพิเศษมาประจำที่ตุรกี ปฏิบัติการจู่โจมจากสหรัฐฯ หรืออิสราเอลจะมีความเสี่ยงมากขึ้น
            ดังนั้น ขีปนาวุธ S-300 จึงไม่ส่งผลโดยตรงต่อการรบกับฝ่ายต่อต้าน แต่ส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ ที่คิดจะใช้กำลังอากาศกับซีเรีย
            ประเด็นข้อสงสัยคือ ขีปนาวุธชุดแรกที่ได้รับนั้น เป็นเพียงบางส่วนหรือเป็นอุปกรณ์ครบชุดสามารถประจำการได้ทันที ระบบของขีปนาวุธ S-300 เป็นระบบขนาดใหญ่มีทั้งส่วนแท่นยิงจรวด ระบบเรดาห์หลายตัวที่แยกออกจากกัน หากซีเรียได้ไม่ครบชุดย่อมหมายความว่ายังไม่สามารถใช้อาวุธดังกล่าว
            การส่งมอบอาวุธบางส่วนก่อน อาจเป็นการส่งสัญญาณเตือนแบบแรงๆ จากรัสเซียถึงชาติตะวันที่หวังเสริมเขี้ยวเล็บฝ่ายต่อต้าน
            เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป โดยเฉพาะท่าทีจากชาติตะวันตก อิสราเอล
            ประเด็นขีปนาวุธ S-300 กลายเป็นประเด็นระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกและอิสราเอล
----------------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
เขตปลอดภัยกับเขตห้ามบินมีความหมายแตกต่างกัน บทวิเคราะห์นี้จะอธิบาย คำสองคำดังกล่าวพร้อมวิเคราะห์ความแตกต่าง ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น
(อัพเดท 29 พ.ค. 8.30 น.) อียูอนุมัติให้ชาติสมาชิกสามารถขายอาวุธทันสมัยแก่ฝ่ายต่อต้าน รัฐบาลรัสเซียจึงออกมาตอบโต้ด้วยการประกาศว่าไม่ได้ระงับแผนขายขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน S-300 แก่ทางการซีเรีย ขีปนาวุธ S-300 จึงไม่ส่งผลโดยตรงต่อการรบกับฝ่ายต่อต้าน แต่ส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ ที่คิดจะใช้กำลังอากาศกับซีเรีย
-------------------- 

วันพุธที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ข้อเสียจากนโยบายเชื้อสายนิยมในมาเลเซียและข้อโต้แย้ง

27 พฤษภาคม 2013
ชาญชัย
(ได้รับการเผยแพร่ผ่าน ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2556, http://www.thaiworld.org/thn/thailand_monitor/answera.php?question_id=1263)

            ประเทศมาเลเซียประกอบด้วยพลเมืองหลายเชื้อสาย ปัจจุบันร้อยละ 50 เป็นพวกเชื้อสายมาเลย์ ร้อยละ 24 คือจีน ส่วนชนพื้นเมืองมีราวร้อยละ 11 พวกเชื้อสายอินเดียราวร้อยละ 7 และเชื้อสายอื่นๆ อีกราวร้อยละ 8 แม้พลเมืองจะประกอบด้วยหลายเชื้อสายแต่รัฐธรรมนูญมาเลเซีย มาตรา 153 บัญญัติให้ “ฐานะพิเศษ” แก่คนเชื้อสายมาเลย์และคนพื้นเมืองรัฐซาบาห์กับซาราวัก หรือที่เรียกว่าพวกภูมิบุตร คนกลุ่มนี้รัฐจะต้องเกื้อกูลช่วยเหลือ แม้ว่ามาตราเดียวกันนี้บัญญัติว่ารัฐบาลจะต้องปกป้องสิทธิของชนเชื้อสายอื่นๆ อย่างเท่าเทียม แต่มีผู้โต้แย้งว่าเสียงของพวกภูมิบุตรดังกว่าเชื้อสายอื่นๆ
            ในด้านการเมืองการบริหารประเทศ ตลอดห้าสิบกว่าปีที่ผ่านมาอัมโน (United Malays National Organisation หรือ UMNO) คือพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมาโดยตลอด พรรคดังกล่าวมีคนเชื้อสายมาเลย์เป็นฐานเสียงหลัก ในปี 1971 ประกาศนโยบาย New Economic Policy (NEP) โดยระบุเป้าหมายหลักของนโยบายดังกล่าวคือเพื่อลดความยากจนโดยไม่คำนึงถึงเชื้อสายและต้องการปรับโครงสร้างสังคมไม่ให้กิจกรรมเศรษฐกิจผูกกับความเป็นเชื้อสาย จนมาถึงปี 2010 นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซะก์ประกาศนโยบาย New Economic Model (NEM) ทั้งนโยบาย NEP กับ NEM ที่มาใหม่ต่างถูกชาวมาเลเซียโดยเฉพาะพวกเชื้อสายจีนกับอินเดียและพรรคฝ่ายค้านโจมตีว่าเป็นนโยบายที่ไม่เท่าเทียม ต้องการเอาใจพวกเชื้อสายมาเลย์และมีข้อเสียมากมาย

            ฝ่ายที่โจมตีนโยบายของรัฐบาลชี้ว่านโยบาย NEP/NEM เป็นต้นเหตุของการคอร์รัปชัน เนื่องนโยบายเหล่านั้นเป็นที่มาของการบริหารภาครัฐอย่างไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ เกิดคดีคอร์รัปชันในภาครัฐจำนวนมาก ชาวมาเลเซียบางคนวิจารณ์ว่านักการเมือง รัฐมนตรีฝ่ายรัฐบาลมีพฤติกรรมทุจริตใช้อำนาจในทางมิชอบ เช่น กิจการเอกชนที่มีเคยมีกำไรสูงจะถูกบีบให้ขายให้แก่บริษัทที่นักการเมืองเป็นเจ้าของหรือด้วยการออกกฎระเบียบเพื่อจะได้กิจการ เช่นเดียวกับบรรดากิจการของรัฐที่มีกำไรนักการเมืองจะใช้อำนาจเข้าควบคุมโดยใช้บริษัทของพวกตนเข้ามาซื้อกิจการ เช่น กิจการทางด่วน ไฟฟ้า น้ำประปา ส่วนกิจการที่ไม่มีกำไร เช่น รถไฟ ก็จะปล่อยให้รัฐเป็นเจ้าของต่อไป
            การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลที่แพงเกินจริงเป็นการคอร์รัปชันอีกรูปแบบหนึ่งที่ทำกันมาก กรณีตัวอย่างบริษัท Kuala Dimensi ทำการซื้อที่ดินจากกลุ่มชาวประมงในราคา 100 ล้านริงกิตแล้วนำมาขายให้แก่หน่วยงานรัฐ Port Klang Authority ในราคา 1 พันล้านริงกิต เชื่อกันว่าบริษัทดังกล่าวคือคนของนักการเมืองพรรครัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อซื้อที่ดินจากชาวบ้านในราคาถูกแล้วนำมาขายแก่หน่วยงานรัฐที่พวกเขาควบคุม นอกจากนี้ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหูว่าคดีคอร์รัปชันสำคัญๆ หลายคดีไม่คืบหน้าเพราะคดีเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีอาวุโส
            ข้อเสียที่ร้ายแรงกว่าคอร์รัปชันคือทำให้สังคมอยู่ในภาวะแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย นักวิชาการบางคนเห็นว่าการแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายเริ่มต้นจากการที่พวกภูมิบุตรเชื่อมาแต่ดั้งเดิมว่าพวกเชื้อสายจีนเข้ามาครอบงำเศรษฐกิจประเทศที่เป็นของตน ในขณะที่พวกเชื้อสายจีน อินเดียที่มีฐานะเป็นพลเมืองเต็มขั้นเห็นว่ารัฐบาลไม่เสมอภาค พยายามลิดรอนสิทธิของตน พวกเชื้อสายจีนเห็นว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเขาไม่มีสิทธิไม่มีเสียง ได้แต่ทำตามที่รัฐบาลกำหนด เป็นความรู้สึกเก็บกด เห็นว่าพวกเขาเป็นผู้รับคำสั่ง ส่วนพวกเชื้อสายมาเลย์เป็นผู้ออกคำสั่ง นโยบายเรื่องความเท่าเทียมที่รัฐบาลประกาศนั้นในทางปฏิบัติไม่ตรงกับสิ่งที่เขียนไว้บนกระดาษ รัฐบาลภายใต้พรรคอัมโนมักดำเนินนโยบายที่พวกภูมิบุตรได้ประโยชน์เป็นพิเศษเสมอ
            รัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซะก์ (คนจากพรรคอัมโน) เคยยอมรับผลเสียอันเนื่องจากนโยบายเกื้อหนุนภูมิบุตร ยอมรับว่าที่ผ่านมารัฐบาลแทรกแซงเศรษฐกิจและครอบงำด้วยกิจการที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ (Government Linked Companies) บริษัทเหล่านี้มักมีผลประกอบการต่ำกว่ามาตรฐาน ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อกิจการอื่นๆ ที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ กระทบต่อธุรกิจภาคเอกชน รัฐบาลจึงหวังปฏิรูปเศรษฐกิจให้เอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนมากขึ้น ลดการแทรกแซง ให้ตลาดแข่งขันโดยเสรี แต่นักวิเคราะห์บางคนยังเห็นว่ารัฐบาลนาจิบยังบริหารภายใต้แนวทางแบบเดิมมากกว่าจะยึดแนวปฏิรูปเศรษฐกิจ

            ในขณะที่พวกเชื้อสายจีนกับอินเดียและพรรคฝ่ายค้านโจมตีนโยบายเชื้อสายนิยมของรัฐบาล ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยและออกมาโต้แย้งคือพรรคร่วมรัฐบาลบีเอ็น (Barisan Nasional หรือ BN) โดยมีพรรคอัมโนเป็นแกนนำกับสมาชิกพรรคได้โต้แย้ง เริ่มจากการกล่าวว่าเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเชื้อสายเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านกล่าวอ้างเพื่อการหาเสียงโจมตีรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาลปฏิเสธแนวคิดความไม่เท่าเทียมทางเชื้อสาย ยืนยันว่ารัฐบาลปฏิบัติต่อทุกฝ่ายอย่างยุติธรรม อดีตนายกรัฐมนตรีหลายสมัยและอดีตหัวหน้าพรรคอัมโน ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด กล่าวว่าพรรคฝ่ายค้านยึดถือคติดังกล่าวและพยายามเผยแพร่ว่าไม่มีความเท่าเทียมในประเทศมาเลเซีย พวกเขาต้องการให้พวกเชื้อสายมาเลย์ละทิ้งสิทธิที่พวกเขาพึงมียุทธศาสตร์การหาเสียงของพวกเขาคือทำให้คนเชื้อสายอื่นๆ เห็นว่าพวกตนได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม
            พรรคร่วมรัฐบาลบีเอ็นยกเหตุผลอีกว่า พรรคของตนไม่ใช่มีแต่พวกภูมิบุตรหรือพวกเชื้อสายมาเลย์เท่านั้น คนเชื้อสายจีน เชื้อสายอินเดียสนับสนุนพรรคร่วมรัฐบาลเช่นกัน และชี้ว่าด้วยเหตุที่พรรคร่วมรัฐบาลประกอบด้วยสมาชิกทุกเชื้อสายจึงเป็นเหตุให้ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา (ยกเว้นการเลือกตั้งปี 2008 กับ 2013) พรรคร่วมรัฐบาลได้ที่นั่งในสภาเกินสองในสาม หากไม่แล้วพรรคร่วมรัฐบาลจะไม่มีโอกาสได้ที่นั่งในสภามากขนาดนั้น
            พรรคร่วมรัฐบาลยังชี้อีกว่าสิ่งสำคัญที่คนเชื้อสายอื่นต้องการคือเศรษฐกิจที่ดี หาใช่เรื่องความไม่เท่าเทียมตามที่พรรคฝ่ายค้านกล่าวอ้าง โดยยกกรณีตัวอย่างการเลือกตั้งเมื่อปี 1999 พรรคร่วมรัฐบาลได้ชนะชัยท่วมท้นเนื่องจากรัฐบาลสามารถแก้ปัญหาวิกฤตการเงินในยุคนั้น (วิกฤตต้มยำกุ้ง) ดังนั้น สิ่งที่พวกเชื้อสายจีนต้องการคือเศรษฐกิจที่ดี ไม่ใช่แก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมตามที่ฝ่ายค้านกล่าวอ้าง นอกจากนี้ยังกล่าวอีกว่าพวกเชื้อสายจีนต้องการนโยบายเศรษฐกิจที่เอื้อให้ประเทศเจริญเติบโตรวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ แต่หากการเร่งเติบโตจนเกินควรจะกลายเป็นความไม่ยั่งยืน พรรคร่วมรัฐบาลขอยึดแนวทางระบบเศรษฐกิจที่กระจายความมั่งคั่งอย่างยุติธรรม (fairly) แทนนโยบายเศรษฐกิจเติบโตอย่างร้อนแรง
            เป้าหมายของพรรคร่วมรัฐบาลคือส่งเสริมความเท่าเทียมของทุกเชื้อสาย พยายามลดความเลื่อมล้ำต่างๆ จึงมีนโยบายสนับสนุนให้คนยากจนได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ ไม่ให้เกิดปัญหาความแตกต่างทางฐานะเศรษฐกิจที่มากเกินไป ความเหลื่อมล้ำที่มากเกินเป็นเหตุให้สังคมไร้เสถียรภาพ เกิดความวุ่นวายทางการเมือง
            สถิติระหว่างปี 2000-2012 มาเลเซียมีค่าเฉลี่ยจีดีพีอยู่ที่ร้อยละ 1.30 สูงสุดที่ 5.90 เมื่อเดือนกันยายน 2009 ต่ำสุดติดลบ 7.60 เมื่อเดือนมีนาคม 2009 (ผลจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์) โดยรวมแล้วเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตรวดเร็วในเอเชีย อัตราว่างงานเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ร้อยละ 3 ลดลงจากร้อยละ 3.30 เมื่อเดือนมกราคม 2013 ดังนั้น ตลอดหลายปีที่พรรคร่วมรัฐบาลบริหารประเทศนั้นเศรษฐกิจประเทศอยู่ในเกณฑ์ดี

            ไม่ว่าจะด้วยเหตุพรรคฝ่ายค้านเข้าใจผิดหรือพรรคร่วมรัฐบาลไม่ยอมเข้าใจ ความจริงอย่างหนึ่งที่แน่นอนคือความแตกแยกของพลเมืองเชื้อสายต่างๆ นั้นมีอยู่จริง แต่จะมากหรือน้อยรุนแรงเพียงใดขึ้นกับมุมมองของแต่ละคน นับจากประเทศได้รับเอกราชเป็นต้นมาจบถึงบัดนี้ ปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเชื้อสายยังเป็นประเด็นหลักที่สังคมถกเถียงเรื่อยมา ประชาชนจำนวนหนึ่งยังไม่พ้นสภาวะแห่งการต่อสู้แข่งขันทางเชื้อสาย เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน บรรดาพรรคการเมืองมีสภาพเป็นตัวแทนการต่อสู้ทางเชื้อสายไม่มากก็น้อย
            การที่พรรคการเมืองทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ไม่ใช่เรื่องผิด หรือที่จะนำเสนอนโยบายตอบสนองกลุ่มผลประโยชน์ของตนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ประเด็นอยู่ที่ว่าพรรคการเมืองพยายามทำหน้าที่เป็นตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์มากกว่าผลประโยชน์ของประเทศทั้งมวลหรือไม่ พรรคการเมืองที่มัวแต่ต่อสู้เพื่อกลุ่มผลประโยชน์อาจจะสร้างประโยชน์แก่ฐานเสียงของตน แต่สังคมโดยรวมจะเป็นฝ่ายเสียหายและที่สุดแล้วความเสียหายจะตกแก่ทุกพรรคทุกคน
            ทางออกที่เหมาะสมคือพรรคการเมืองนอกจากมีบทบาทเป็นตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์แล้ว ยังต้องเน้นบทบาทเผยแพร่ให้ความรู้ทางการเมืองแก่สมาชิกของตน คำนึงถึงประโยชน์ของสังคมโดยรวม เพื่อสร้างประเทศที่น่าอยู่สำหรับทุกคนทุกกลุ่มผลประโยชน์ และเมื่อนั้นประชาชนทุกเชื้อสายในมาเลเซียจะอยู่ด้วยความเข้าใจมากกว่าที่เป็นอยู่
-------------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
ความฮึกเหิมของแนวร่วมฝ่ายค้านมาเลเซียและข้อโต้แย้ง
ภายใต้การนำของนายอัลวาร์ อิบราฮิมทำให้แนวร่วมฝ่ายค้านให้ได้ที่นั่งในสภาเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัวในการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2008 เป็นจุดเริ่มต้นทำให้ประชาชนที่สนับสนุนแนวร่วมฯ เชื่อว่าพวกเขามีโอกาสโค่นล้มการบริหารประเทศที่พรรคอัมโนเป็นแกนนำตลอด 56 ปี แต่ความหวังนั้นมีอุปสรรค ปัญหาหลายประการ

บรรณานุกรม:
1. ประเทศมาเลเซีย, ศูนย์ศึกษาความร่วมมือระหว่างประเทศ, http://www.apecthai.org/apec/th/profile1.php?continentid=2&country=m9, accessed 28 April 2013
2. Lee Hock Guan, Malaysia in 2007: Abdullah Administration under Siege, Southeast Asian Affairs, Vol. 2008, pp.187-206.
3. Indian Votes Still Matters And Up For Grabs In GE 13, The Kuala Lumpur Post, 23 April 2013, http://www.kualalumpurpost.net/indian-votes-still-matters-and-up-for-grabs-in-ge-13/
4. ‘Kongsi concept key to our peace and harmony’, News Straits Times, 14 April 2013.
5. Wan Saiful Wan Jan, New Economic Model: Is the Malaysian government serious about economic liberalisation? Friedrich-Naumann-Stiftung für die Freiheit, http://ideas.org.my/wp-content/uploads/2011/09/Malaysias-New-Economic-Model-Sept-2011-FNF.pdf
6. Najib Warns Anwar Malaysia Election Win Spells Disaster, Bloomberg, 17 April 2013, http://www.bloomberg.com/news/2013-04-17/najib-warns-anwar-malaysia-election-win-spells-disaster.html
7. MALAYSIA GDP GROWTH RATE, Trading Economics, http://www.tradingeconomics.com/malaysia/gdp-growth, accessed 1 May 2013
8. Arnold Puyok, Malaysia’s 13th general election, East Asia Forum, http://www.eastasiaforum.org/2013/05/02/malaysias-13th-general-election/)
------------------------------

วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เกาะติดประเด็นร้อน “ความขัดแย้งในประเทศซีเรีย”

28 พฤษภาคม 2013
ชาญชัย
สรุปสถานการณ์: (อัพเดท 28 พ.ค. 21.00 น.)
            ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด กับฝ่ายต่อต้านที่ดำเนินมากกว่า 2 ปีแล้วดำเนินต่อไป ข้อมูลบางแหล่งอ้างว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 8 หมื่นคน (บางแห่งมากกว่านี้) ล่าสุดสหรัฐฯ กับรัสเซียกำลังร่วมมือหาทางออกด้วยการเจรจาอีกครั้ง ในขณะเดียวกันกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (อียู) เพิ่งประกาศยกเลิกการคว่ำบาตรเรื่องการขายหรือส่งมอบอาวุธแก่ฝ่ายต่อต้าน ไม่ทันที่ชาติสมาชิกอียูจะเริ่มส่งมอบอาวุธแก่ฝ่ายต่อต้าน รัฐบาลรัสเซียก็ออกมาประกาศว่าอาจขายขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานที่มีสมรถนะสูงแก่รัฐบาลซีเรีย

คืบหน้าล่าสุด(อัพเดท 28 พ.ค. 21.00 น.)
          เมื่อวาน (วันที่ 27) ที่ประชุมสหภาพยุโรปได้ข้อสรุปนโยบายคว่ำบาตรต่อรัฐบาลซีเรียอันเนื่องจากความขัดแย้งในประเทศดังกล่าว ข้อสรุปคืออียูคงการคว่ำบาตรเดิมทุกประกาศ ยกเว้นยกเลิกการคว่ำบาตรเรื่องการขายอาวุธแก่ฝ่ายต่อต้าน โดยชาติสมาชิกอียู่แต่ละประเทศจะเป็นผู้ตัดสินด้วยตนเองว่า จะขาย จัดหา ส่งอุปกรณ์ทางการทหารแก่แนวร่วมฝ่ายต่อต้าน Syrian National Coalition for Opposition เท่านั้น อาวุธเหล่านี้จะต้องใช้เพื่อการปกป้องพลเรือน และประเทศที่ขายอาวุธจะต้องมีระบบป้องกันไม่ให้อาวุธเหล่านั้นถูกนำไปใช้ในทางอื่น
(Council declaration on Syria, 3241st FOREIGN AFFAIRS Council meeting Brussels, 27 May 2013)
            นายวิลเลียม เฮก รมว.กระทรวงการต่างประเทศอังกฤษกล่าวว่า อังกฤษเห็นด้วยกับการแก้ไขปัญหาด้วยวิถีทางการเมือง ทางการทูต แต่การยกเลิกเรื่องการห้ามสนับสนุนอาวุธเป็น “ส่วนหนึ่งที่ช่วยวิถีทางการทูต” เป็นการส่งสัญญาณแก่รัฐบาลอัสซาดว่า อียูจริงจังที่จะแก้ปัญหาด้วยการเจรจา
(Syria conflict: EU considers amending arms embargo, BBC, 27 May 2013)
            รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซีย Sergei Ryabkov กล่าวว่ารัสเซียจะไม่ยกเลิกแผนขายขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน S-300 แก่รัฐบาลซีเรีย แม้ว่าชาติตะวันตกจะพยายามห้าม และกล่าวโทษว่าการที่อียูยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรเรื่องการขายอาวุธแก่ฝ่ายต่อต้านเหมือนกับการ “โยนดุ้นฟืนเข้ากองไฟ” และเห็นว่า S-300 “จะเป็นตัวถ่วงดุล และยับยั้งพวกหัวรุนแรง” ที่มองหาโอกาสให้คนนอกเข้าแทรกแซง ทั้งนี้รัฐบาลรัสเซียยังไม่กำหนดว่าจะส่งมอบอาวุธดังกล่าวเมื่อไร “เพียงแต่จะไม่ยกเลิก” แผนขายอาวุธเท่านั้น
(Russia says missile systems for Syria will deter intervention, Reuters, 28 May 2013)

วิเคราะห์(อัพเดท 29 พ.ค. 8.30 น.)
          ในหมู่ชาติสมาชิกอียูมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการสนับสนุนให้ฝ่ายต่อต้านมีอาวุธทันสมัย อังกฤษกับฝรั่งเศสเป็นแกนนำสองประเทศในอียูที่สนับสนุนเรื่องการให้อาวุธแก่ฝ่ายต่อต้าน ที่ผ่านมาติดเรื่องมติของอียูที่ห้ามสนับสนุนฝ่ายต่อต้านด้วยอาวุธ
            การให้อาวุธมีเหตุผลหลายอย่าง เหตุผลล่าสุดที่รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษอ้างคือเพื่อทำให้รัฐบาลอัสซาดเห็นว่าอียูสนับสนุนฝ่ายต่อต้านอย่างจริงจัง โดยอิงกับเรื่องการเจรจาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในซีเรียที่สหรัฐฯ กับรัสเซียเป็นหัวเรือใหญ่ซึ่งคาดว่าจะประชุมได้ในราวกลางเดือนหน้า
            แต่เพียงหนึ่งวันให้หลัง รัฐบาลรัสเซียก็ออกมาตอบโต้นโยบายของอียูด้วยการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการว่า รัสเซียจะไม่ยกเลิกแผนขายขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน S-300 แก่รัฐบาลซีเรีย และพูดเป็นนัยว่าเป็นการตอบโต้ที่อียูยอมให้ชาติสมาชิกขายอาวุธทันสมัยแก่ฝ่ายต่อต้าน
            เรื่องการขายขีปนาวุธ S-300 เป็นข่าวมาพักหนึ่งแล้ว ที่ผ่านมาชาติตะวันตกกับอิสราเอลพยายามยับยั้ง เพราะขีปนาวุธดังกล่าวมีสมรรถนะสูงมาก สูงที่สุดที่รัฐบาลรัสเซียขายให้กับมิตรประเทศของตน
            สถานการณ์ดังกล่าว จึงเป็นการที่ต่างฝ่ายต่างสนับสนุนพวกของตน
            หากวิเคราะห์ให้ลึกกว่านี้ ขีปนาวุธ S-300 ไม่ช่วยให้ฝ่ายรัฐบาลมีขีดความสามารถเพิ่มขึ้นในการต่อกรกับฝ่ายต่อต้าน เพราะฝ่ายต่อต้านไม่มีเครื่องบินรบ แต่หากรัฐบาลซีเรียมีขีปนาวุธ S-300 จะส่งผลกระทบสำคัญต่อ แผนการจัดตั้งเขตห้ามบิน (No-fly-zone) ที่ฝ่ายต่อต่อต้านกับประเทศเพื่อนบ้านซีเรียหลายประเทศเรียกร้องมาตลอด อีกทั้งทำให้อากาศยานทั้งเครื่องบินรบ เครื่องบินพลเรือนในย่านนั้นตกเป็นเป้าทันที เพราะขีปนาวุธดังกล่าวสามารถยิงอากาศยานที่ไกลออกไปถึง 100 กิโลเมตร สูงสุดที่ระดับ 100,000 ฟุต (ขึ้นกับรุ่นด้วย)
            อีกเหตุผลหนึ่งคือจะกระทบต่อการโจมตีทางอากาศจากประเทศอื่นๆ เช่น กรณีเครื่องบินรบอิสราเอลโจมตีฐานที่มั่น โจมตีรถลำเลียงของซีเรียที่ฝ่ายอิสราเอลอ้างว่ากำลังส่งมอบอาวุธแก่ฮิซบุลลอฮ์ ไม่ว่าอิสราเอลจะอ้างอย่างไรนั่นเป็นการโจมตีในดินแดนอธิปไตยของซีเรีย ผลกระทบอีกกรณีหนึ่งคือรัฐบาลโอบามาประกาศว่าจะไม่ยอมให้อาวุธเคมีของรัฐบาลซีเรียตกอยู่ในมือของพวกผู้ก่อการร้าย คำกล่าวดังกล่าวมีความเป็นไปได้ว่าอาจชิงโจมตีคลังอาวุธเหล่านั้น ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าสหรัฐฯ ได้ส่งหน่วยรบพิเศษมาประจำที่ตุรกี ปฏิบัติการจู่โจมจากสหรัฐฯ หรืออิสราเอลจะมีความเสี่ยงมากขึ้น
            ดังนั้น ขีปนาวุธ S-300 จึงไม่ส่งผลโดยตรงต่อการรบกับฝ่ายต่อต้าน แต่ส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ ที่คิดจะใช้กำลังอากาศกับซีเรีย
            หากมองในแง่บวก คือ การตอบโต้ของรัสเซียทำให้ชาติสมาชิกอียูที่ระงับแผนขายอาวุธทันสมัยแก่ฝ่ายต่อต้าน ทำให้ไฟสงครามไม่โหมรุนแรงกว่าเดิม (จินตนาการว่าทั้งสองฝ่ายต่างใช้อาวุธอำนาจทำลายสูงเข้าห้ำหั่นกัน) มองในแง่ลบคือ เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นตอกย้ำความคิดที่ว่าความขัดแย้งในซีเรียคงไม่ยุติง่ายๆ
----------------------

บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
เขตปลอดภัยกับเขตห้ามบินมีความหมายแตกต่างกัน บทวิเคราะห์นี้จะอธิบาย คำสองคำดังกล่าวพร้อมวิเคราะห์ความแตกต่าง ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น
2. เกาะติดประเด็นร้อน “ความขัดแย้งในประเทศซีเรีย”(2)
(อัพเดท 30 พ.ค. 17.40 น.) สองสามวันก่อนอียูอนุมัติให้ชาติสมาชิกสามารถขายอาวุธทันสมัยแก่ฝ่ายต่อต้าน รัฐบาลรัสเซียจึงออกมาตอบโต้ด้วยการประกาศว่าไม่ได้ระงับแผนขายขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน S-300 แก่ทางการซีเรีย มาวันนี้ประธานาธิบดีซีเรียบอกว่าได้รับขีปนาวุธ S-300 ชุดแรกแล้ว
ข่าวการใช้อาวุธเคมีซารินในซีเรียกลายเป็นเรื่องจริง แต่ยังสับสนว่าฝ่ายใดเป็นผู้ใช้ ที่ผ่านมาซารินทำให้ผู้คนเสียชีวิตบาดเจ็บไม่มาก แต่กลับมีผลทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างมากทั้งต่อซีเรียและชาติมหาอำนาจอย่างอเมริกา
(อัพเดท 14 มิ.ย. 13.30 น.) สถานการณ์ความขัดแย้งในซีเรียเริ่มเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญแล้ว เนื่องจากประธานาธิบดีบารัก โอบามาอนุมัติสนับสนุนอาวุธแก่ฝ่ายต่อต้าน หลังจากมีข้อสรุปแล้วว่ารัฐบาลอัสซาดได้ใช้อาวุธเคมีโจมตีฝ่ายต่อต้าน
(อัพเดท 24 ก.ค. 8.30 น.) กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยแผนช่วยเหลือฝ่ายต่อต้านอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก เพื่อให้ฝ่ายบริหาร สมาชิกสภาครองเกรสใช้ประกอบการตัดสินใจ แต่ดูเหมือนว่าไม่ช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งในซีเรียแต่อย่างไร
(อัพเดท 23 ส.ค. 20.50 น.) ข่าวการใช้อาวุธเคมีล่าสุดในซีเรีย มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน ทำให้หลายประเทศเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่สหประชาชาติเข้าตรวจสอบ ในขณะที่ประธานาธิบดีโอบามากล่าวอย่างชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะไม่แทรกแซงซีเรียด้วยกำลังทหาร

-------------------

วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เต็ง เส่งจับมือโอบามา ปฏิรูปเมียนมาร์สู่ประชาธิปไตย

26 พฤษภาคม 2013
ชาญชัย
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 6047 วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2556
และเผยแพร่ผ่าน “US Watch” โดย กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ,
http://uswatch.mfa.go.th/uswatch/th/article/detail.php?article=1624)

            วันที่ 20 พฤษภาคม 2013 เป็นอีกหนึ่งวันประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างประเทศเมียนมาร์กับสหรัฐอเมริกา เมื่อประธานาธิบดีเต็ง เส่งเยือนทำเนียบขาวพบประธานาธิบดีบารัก โอบามา อย่างเป็นทางการ หลังผู้นำเมียนมาร์ทิ้งห่างการเยือนทำเนียบขาวถึง 47 ปี มีการลงนามความร่วมมือทางเศรษฐกิจ พร้อมกับคำมั่นสัญญาจากประธานาธิบดีโอบามาที่จะสนับสนุนการปฏิรูปประเทศ ประธานาธิบดีเต็ง เส่งกล่าวเปรียบเทียบว่าประเทศเมียนมาร์ในปัจจุบันเป็นประเทศประชาธิปไตยเฉกเช่นสหรัฐอเมริกา

คำถามจากนักสิทธิมนุษยชน
            ประเทศเมียนมาร์หรืออดีตสหภาพพม่าได้รับการตีตราจากชาติตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่รัฐบาลกดขี่ข่มเหงประชาชน มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด เป็นที่มาของการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจทางการเมืองต่อประเทศนี้ แต่ในเวลาเพียงสองสามปีสถานการณ์กลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อรัฐบาลเต็ง เส่งประกาศปฏิรูปประเทศ แสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมหลายประการ รัฐบาลโอบามาจึงปรับความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง
            การปรับความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้เหล่านักสิทธิมนุษยชนตั้งคำถามว่ารัฐบาลอเมริกาให้ความสำคัญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมาร์น้อยเกินไปหรือไม่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อชาวโรฮิงญาเป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนว่าจนถึงทุกวันนี้เจ้าหน้าที่รัฐยังมีส่วนสนับสนุนหรือมีส่วนละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อโรฮิงญาในทางใดทางหนึ่ง เช่นเดียวกับชนกลุ่มน้อยอีกหลายกลุ่มโดยเฉพาะพวกคะฉิ่น ชิน (Chin) และกะเหรี่ยงที่ถูกฆ่า ข่มขืน ทุบตี กักขัง คนเหล่านี้เป็นประชากรราวร้อยละ 35 ของประเทศ นายแฟรงค์ จานูซซี ประธานองค์กรนิรโทษกรรมสากล สำนักงานกรุงวอชิงตัน ให้ความเห็นว่าเวลานี้อาจเป็นเวลา (ให้รัฐบาล) เฉลิมฉลองชั่วขณะ แต่การแก้ปัญหายังไม่บรรลุผลอย่างแท้จริง ยังมีนักโทษการเมืองถูกกุมขัง ปัญหาโรฮิงญา ปัญหาชนกลุ่มน้อยต่างๆ ที่แม้จะทำข้อตกลงหยุดยิง “แต่ยังไม่เป็นข้อตกลงถาวร”
            นอกจากนี้ ยังมีผู้ตั้งคำถามว่าเหตุละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดในอดีตจะจัดการอย่างไร ดูเหมือนว่ารัฐบาลโอบามาจะลืมเรื่องเหล่านี้เสียสนิท คนเหล่านี้จะได้รับความยุติธรรมหรือไม่อย่างไร รวมถึงบรรดาคนที่เพิ่งถูกละเมิดเมื่อไม่นานนี้ รัฐบาลเมียนมาร์ได้ให้ความยุติธรรมอย่างเพียงพอหรือไม่ รัฐบาลอเมริกันคิดถึงเรื่องเหล่านี้มากน้อยเพียงไร

คำตอบเรื่องสิทธิมนุษยชน
            ทั่วโลกรับรู้ว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมาร์ยังมีอยู่ แต่รัฐบาลอเมริกันไม่เห็นว่าเป็นอุปสรรคของการปรับความสัมพันธ์ ประธานาธิบดีบารัก โอบามาให้เหตุผลว่า “ประเทศก้าวเข้าสู่การปฏิรูปทางการเมืองกับทางเศรษฐกิจ” เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม เริ่มจากการที่เมื่อสองปีก่อนรัฐบาลเมียนมาร์ทยอยปล่อยนักโทษการเมือง รวมทั้งนางอองซาน ซูจี และเธอได้เข้าสู่กระบวนการทางการเมือง การเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมามีตัวแทนจากหลายกลุ่มเข้าร่วม อีกทั้งประธานาธิบดีเต็ง เส่งพยายามแก้ปัญหาชาติพันธุ์อย่างชาญฉลาดและเห็นด้วยที่จะเคารพสิทธิของประชาชน
            รัฐบาลอเมริกันทราบดีว่าการปฏิรูปยังคงเปราะบางไม่แน่นอน จึงติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศฮิลลารี คลินตัน (สมัยยังดำรงตำแหน่ง) กล่าวว่ารัฐบาลโอบามารู้ดีว่าความจริงแล้วการปฏิรูปตอนนี้จำกัดอยู่ในเมืองหลวงกับเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น ทหารรัฐบาลยังต่อสู้กับพวกคะฉิ่น พบการละเมิดมนุษยชนต่อชาวโรฮิงญาอย่างเป็นขบวนการ
            การให้โอกาส การเห็นความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม คือคำตอบจากรัฐบาลโอบาม
            ความจริงแล้วควรยอมรับว่าการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องง่าย ยกตัวอย่างกรณีชาวโรฮิงญาที่ยังไม่เห็นคำตอบชัดเจน แม้กระทั่งนางอองซาน ซูจีผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน เมื่อถูกซักถามประเด็นโรฮิงญากลับไม่แสดงท่าทีชัดเจน ได้แต่กล่าวว่า “ช่างเป็นเรื่องน่าเศร้าเพราะไม่มีประเทศใดยอมรับพวกเขาเช่นเดียวกับประเทศพม่า พวกเขาไม่รู้สึกว่าเป็นคนของประเทศใด” และเห็นว่า “ต้องสร้างบรรยากาศแห่งความปลอดภัยแก่คนที่มีความเห็นแตกต่าง ให้พวกเขาสามารถนั่งลงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และถกในประเด็นที่เห็นร่วม” สำหรับนางซูจีแล้วคำตอบเพื่อการแก้ปัญหาโรฮิงญายังต้องค้นหาต่อไป
            การที่โรฮิงญาจะเป็นพลเมืองเมียรมาร์หรือไม่นั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การไม่พยายามแตะเรื่องนี้อาจทำให้บางคนตีความว่าอองซาน ซูจีตีกรอบให้ความสำคัญแก่คนบางกลุ่มเท่านั้น ไม่ปฏิบัติตามสิทธิมนุษยชนสากลอย่างครบถ้วน นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าทั้งนี้เป็นเพราะกังวลเรื่องผลกระทบทางการเมืองเนื่องจาก ประชาชน ผู้สนับสนุนเธอจำนวนมากต่อต้านโรฮิงญา
            เมื่อพูดถึง ประชาชนต้องกล่าวเสริมว่าคือเจ้าหน้าที่รัฐ ทหารตำรวจเมียนมาร์ไม่ใช่ใครอื่น พวกเขาคือประชาชนธรรมดาคนหนึ่งที่สวมชุดข้าราชการ มีสิทธิอำนาจตามกฎหมายกำหนด ถ้าหาก ประชาชนคนเมียนมาร์ส่วนใหญ่ยังไม่เห็นว่าโรฮิงญาคือส่วนหนึ่งของประเทศ เป็นพลเมืองที่ต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองตามกฎหมาย ก็ยากที่จะให้เจ้าหน้าที่รัฐกระทำตามบทบาทอย่างถูกต้อง เพราะการจะเปลี่ยนแปลงทัศนคติคนไม่ใช่เรื่องง่าย ประธานาธิบดีเต็ง เส่งให้คำอธิบายได้ดี กล่าวว่าประเทศ “เราดำเนินตามระบอบประชาธิปไตย” แต่เนื่องจากเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยที่มีอายุเพียง 2 ปี จึงยังต้องเรียนรู้ต้องมีประสบการณ์อีกมาก “ประชาชนของเราจำต้องคุ้นเคยกับบรรทัดฐาน คุณค่าและวิถีปฏิบัติตามระบอบประชาธิปไตย” หากคิดอย่างเป็นธรรมแล้วแต่ละประเทศต้องใช้เวลายาวนานในการพัฒนาประชาธิปไตย (หรือพูดได้ว่าเป็นงานที่ไม่มีวันสิ้นสุด) อเมริกาที่ก่อตั้งประเทศมาแล้วกว่า 200 ปียังมีปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนไม่ว่าจะเป็นเรื่องจากสีผิวหรือเพศ ทำให้รัฐบาลจีนมีข้อตอบโต้ทุกครั้งเมื่อรัฐบาลอเมริกันกล่าวโทษการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจีน
            ประเด็นโรฮิงญา ชนกลุ่มน้อยต่างๆ จึงเป็นขวากหนามทั้งแก่รัฐบาลเต็ง เส่งกับนางอองซาน ซูจี และรัฐบาลโอบามา แต่หากไม่มีเหตุการณ์ที่กลายเป็นข่าวใหญ่ ให้นักสิทธิมนุษยชนได้วิพากษ์วิจารณ์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะดำเนินไปด้วยดี การค้าการลงทุนจากนานาชาติจะดำเนินต่อไป
            ในแง่มุมของรัฐบาลโอบามาคือตระหนักว่าการปฏิรูป การแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชนจำต้องใช้เวลา ขอเพียงเห็นการปฏิรูปก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมและทำตามข้อเรียกร้องบางประการที่รัฐบาลอเมริกันร้องขอ เช่น เรื่องการปล่อยตัวนักโทษการเมือง ให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ก็ถือว่ารัฐบาลเมียนมาร์สอบผ่านในเบื้องต้นแล้ว ส่วนในระยะยาวประธานาธิบดีโอบามาคาดหวังจะเห็นการแก้ไขรัฐธรรมให้เนื้อหาสาระสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาสู่ความเป็นประชาธิปไตย เป็นประเทศของชนทุกชาติพันธุ์ การเลือกตั้งในปี 2015 น่าจะนำสู่การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

ประโยชน์ที่เมียนมาร์ได้รับ
            ช่วงที่เมียนมาร์ถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตร มีเพียงจีนกับอีกไม่กี่ประเทศที่เข้าไปลงทุน การปฏิรูปการเมืองเปิดทางให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนมากขึ้นโดยเฉพาะจากแหล่งทุนตะวันตก เรื่องนี้ย่อมส่งผลดีต่อเศรษฐกิจประเทศอย่างยิ่ง เปรียบเหมือนรัฐบาลเมียนมาร์เปิดประมูลสินค้า แต่เดิมมีเพียงไม่กี่ประเทศเข้ามาประมูล แต่นับจากนี้อีกหลายประเทศจะเข้ามาร่วมประมูลด้วย ผลประโยชน์สูงสุดย่อมตกแก่เจ้าของสินค้าอันหมายถึงรัฐบาลเมียนมาร์นั่นเอง
            ตัวเลขการลงทุนจากต่างชาติแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเศรษฐกิจกำลังเติบโต ปีที่แล้วนักลงทุนต่างชาติเพิ่มการลงทุนในเมียนมาร์ถึง 5 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์จากจำนวนทั้งสิ้น 94 บริษัท (เทียบกับปีก่อนหน้านั้นมีบริษัทต่างชาติเพียง 11 บริษัทลงทุน 300 ล้านดอลลาร์) การลงทุนส่วนใหญ่มาจากจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และสิงคโปร์ ประเทศเหล่านี้คือประเทศที่ลงทุนในเมียนมาร์อยู่ก่อนแล้วและเพิ่มการลงทุน ดังนั้น เมื่อประเมินว่าอีกไม่นานเม็ดเงินบริษัทชาติตะวันตกจะหลั่งไหลเข้ามา เม็ดเงินการลงทุนจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว
            นอกจากประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับ ยังมีผลประโยชน์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่ประเมินค่าเป็นตัวเงินไม่ได้ รัฐบาลเต็ง เส่งได้รับการยอมรับจากชาติตะวันตก ทำให้ประเทศอื่นๆ พลอยให้การยอมรับโดยปริยาย และย่อมเชื่อได้ว่าประชาชนทั่วไปจะได้รับประโยชน์จากการปฏิรูปประเทศ
            เมื่อหากมองย้อนหลัง 3-4 ปี จะเห็นว่านับจากรัฐบาลทหารเมียนมาร์ประกาศปฏิรูปประเทศ ประธานาธิบดีเต็ง เส่งก้าวขึ้นสู่อำนาจ บรรลุข้อตกลงกับอองซาน ซูจี ทำให้นางได้รับการปล่อยตัวและเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง จากนั้นรัฐมนตรีฮิลลารี คลินตันเยือนประเทศเมียนมาร์เมื่อปี 2011 ตามมาด้วยประธานาธิบดีบารัก โอบามาในปี 2012 การเยือนของผู้นำสหรัฐทำให้รัฐมนตรี ผู้นำอีกหลายประเทศต่อแถวเยือนเมียนมาร์ เริ่มปรับความสัมพันธ์ทางการเมือง เจรจาเรื่องการค้าการลงทุน ดังนั้นเมื่อประธานาธิบดีเต็ง เส่งเยือนสหรัฐพบประธานาธิบดีบารัก โอบามา จึงคาดการณ์ต่อได้ว่าอีกไม่นานประธานาธิบดีเต็ง เส่งจะเยือนประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศยุโรป
            สื่อต่างประเทศไม่ค่อยให้ความสำคัญการเยือนของประธานาธิบดีเต็ง เส่งเมื่อเทียบกับการเดินทางไปประเทศต่างๆ ของนางอองซาน ซูจี แต่หากวิเคราะห์จังหวะก้าวต่างๆ นับว่าเป็นก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ของชนชั้นปกครองโดยแท้ ตอกย้ำการเปลี่ยนภาพลักษณ์เก่ามาสู่ภาพลักษณ์ใหม่ ที่ประธานาธิบดีเต็ง เส่งถึงกับเปรียบเทียบว่าประเทศเมียนมาร์ในปัจจุบันจัดอยู่ในกลุ่มประเทศประชาธิปไตยเช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา
            ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนยังจะคาใจหลายคนต่อไป  อีกประเด็นที่ควรตั้งคำถามคือการปฏิรูปการเมืองเศรษฐกิจนั้นประชาชนจะได้รับประโยชน์มากน้อยเพียงใด เหล่านี้เป็นเรื่องที่ควรติดตาม และหากเมียนมาร์ปฏิรูประเทศสำเร็จ ต้องถือเป็นความดีความชอบของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง นางอองซาน ซูจีและประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่ทั้งสามได้ร่วมกันผลักดัน
---------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
1. โรฮิงญาโจทย์ของรัฐบาลเมียนมาร์ที่กำลังปฏิรูปประเทศ
ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง เข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี ได้กล่าวว่า “ในขณะที่นานาชาติจับจ้องการการเปลี่ยนผ่านมาสู่ระบอบประชาธิปไตย ความวุ่นวายอาจทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสื่อมเสีย

2. โรฮีนจา คนไร้รัฐ (Ookbee)
            การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้สามารถเริ่มต้นด้วยการศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศพม่า ตั้งแต่ยุคโบราณกาลจนถึงปัจจุบัน เหตุการณ์ในอดีตได้ถักทอร้อยเรื่องราวของโรฮีนจาที่เกี่ยวข้องกับผู้ปกครอง เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ หลายเหตุการณ์แม้กระทั่งยุคล่าอาณานิคม สงครามโลกครั้งที่ 2 จนพม่าเปลี่ยนชื่อประเทศ กลับมาปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง
            ข้อเขียนชิ้นนี้นำเสนอเรื่องราวตั้งแต่ชนพื้นเมืองอาระกันยังไม่ถูกเรียกว่าโรฮีนจา เข้าสู่ความขัดแย้งหลายระลอก จนพม่าประกาศเอกราช เกิดการปฏิวัติ รัฐบาลทหารกำหนดว่าใครเป็นพลเมือง พร้อมกับเหตุผลข้อโต้แย้ง ประเด็นถกเถียงและคาดการณ์อนาคต

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม:
1. Remarks by President Obama and President Thein Sein of Myanmar After Bilateral Meeting, The White House, 20 May 2013, http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/05/20/remarks-president-obama-and-president-thein-sein-myanmar-after-bilateral
2. As Thein Sein Visits White House, Calls for Caution on US Military Ties, The Irrawaddy, 22 May 2013, http://www.irrawaddy.org/archives/35004
3. Freedom House: White House Welcome of President Thein Sein is Premature, Freedom House, Press Release, 16 May 2013, http://www.freedomhouse.org/article/freedom-house-white-house-welcome-president-thein-sein-premature
4. Myanmar's White House bow: well done, but not mission accomplished, Christian Science Monitor, 20 May 2013, http://news.yahoo.com/myanmars-white-house-bow-well-done-not-mission-213607562.html
5. Freedom in the World 2013, Freedom House, http://www.freedomhouse.org/report/freedom-world/2013/burma, Accessed 21 May 2013
6. U.S. Policy Toward Burma, Statement Before the House Committee on Foreign Affairs Subcommittee on Asia and the Pacific, April 25, 2012, http://www.state.gov/p/eap/rls/rm/2012/188446.htm
7. Human Rights in Burma, 28 February 2013, http://www.state.gov/j/drl/rls/rm/2013/205475.htm
8. Suu Kyi says Myanmar's Muslims must be made to feel secure, Reuters, 17 April 2013,
http://uk.news.yahoo.com/suu-kyi-says-myanmars-muslims-must-made-feel-110324173.html
9. Foreign Investment Jumps Fivefold in Burma, The Irrawaddy, 13 May 2013,
http://www.irrawaddy.org/archives/34427
-------------------------------

วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เกาะติดประเด็นร้อน “ข้อพิพาทหมู่เกาะสแปรตลีย์” (5)

22 พฤษภาคม 2013
ชาญชัย
สรุปสถานการณ์: (อัพเดท 22 พ.ค. 3.30 น.)
            ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทางการจีนประกาศว่าจะส่งกองเรือประมงราว 30 ลำพร้อมเรือสนับสนุนมุ่งหน้าสู่หมู่เกาะหนานซา (หมู่เกาะสแปรตลีย์) เพื่อทำประมงเป็นเวลาราว 40 วัน เป้าหมายสำคัญคือเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งประมงสำหรับการทำประมงเป็นประจำ และประกาศว่า “จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อประกันความปลอดภัยของกองเรือ
            แต่ก่อนที่จะเกิดการเผชิญหน้าระหว่าฟิลิปปินส์กับจีน ปรากฏว่าเกิดเหตุลูกเรือประมงไต้หวันคนหนึ่งถูกยิงเสียชีวิตขณะทำประมงใกล้หมู่เกาะสแปรตลีย์ กลายเป็นข่าวความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายอยู่หลายวัน
            ล่าสุด รัฐบาลฟิลิปปินส์ประท้วงเรือรบจีนที่แล่นเข้ามาใกล้น่านน้ำที่ทั้งสองประเทศคือจีนกับฟิลิปปินส์ต่างอ้างกรรมสิทธิ์แล้ว

คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 22 พ.ค. 3.30 น.)
          มื่อวันอังคาร (21) ทางการฟิลิปปินส์แจ้งว่าได้ยื่นจดหมายประท้วงเรือรบจีนกับเรืออื่นๆ ที่แล่นอยู่ใกล้บริเวณหินโสโครก Ayungin Shoal กับ Second Thomas Shoal ในทะเลจีนใต้ที่ฟิลิปปินส์ถือว่าเป็นเจ้าของ และกล่าวว่าได้ยื่นจดหมายประท้วงตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคมเมื่อพบเรือเหล่านั้นเป็นครั้งแรก แต่รัฐบาลจีนไม่ตอบสนองประการใด ทั้งสองจุดอยู่ใกล้กับหมู่เกาะสแปรตลีย์
(Philippines protests to China over 'illegal' sea presence, Channel Newsasia/AFP)
            ประธานาธิบดีเบนิกโน อากีโนที่ 3 เตือนว่าฟิลิปปินส์พร้อมจะตอบโต้ และประกาศว่าจะซื้อเรือรบ เครื่องบินมาประจำการเพิ่มเติม “เราสื่อสารถึงโลกอย่างชัดเจนว่า อะไรที่ฟิลิปปินส์เป็นเจ้าของ สิ่งนั้นคือของฟิลิปปินส์ ... เราสามารถตอบโต้และป้องกันตนเองทุกครั้งเมื่อมีผู้มาคุกคามพวกเรา ณ ผืนแผ่นดินบ้านเรา”
(Philippines protests presence of Chinese warship, fishing boats in disputed Spratly Islands, The Washington Post)

วิเคราะห์: (อัพเดท 22 พ.ค. 3.30 น.)
          และแล้วการเผชิญหน้าระหว่างฟิลิปปินส์กับจีนก็เกิดขึ้น จากข้อมูลที่ปรากฏทำให้ทราบว่ากองเรือประมงพร้อมเรือคุ้มกันของจีนแล่นเข้ามาในน่านน้ำที่ฟิลิปปินส์อ้างกรรมสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม หรือหลังเกิดเหตุลูกเรือประมงไต้หวันถูกยิงเพียง 1 วัน ในครั้งนั้นทางการฟิลิปปินส์ได้ส่งจดหมายประท้วง แต่รอบนี้การประท้วงรุนแรงกว่าเดิม แม้ประธานาธิบดีอากีโนจะไม่เอ่ยชื่อประเทศใดอย่างเจาะจง แต่ ณ วันนี้ยอมเล็งถึงประเทศจีนเป็นหลัก
            เป็นที่ทราบอยู่แล้วว่าทั้งสองประเทศต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือน่านน้ำหมู่เกาะสแปรตลีย์มานานแล้ว การเผชิญหน้าครั้งนี้อาจเป็นเพียงการเผชิญหน้าอีกครั้งหนึ่ง ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะจบลงโดยปราศจากความรุนแรงใดๆ
            สถานการณ์จะตึงเครียดขึ้นทันที หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้กำลัง กรณีฟิลิปปินส์ยิงเรือประมงไต้หวันเป็นตัวอย่างที่ดี แต่กรณีกองเรือประมงจีนมาพร้อมกับเรือรบและเรือลาดตระเวรยามฝั่ง เรียกว่ามาแบบเตรียมพร้อมรับมือ ถ้าคิดในแง่บวกคือ เรื่องสงบลงโดยดีเพราะการเตรียมพร้อมของจีนทำให้ฟิลิปปินส์ไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม
            แต่แม้ไม่ปะทะด้วยกำลัง อาจต่อกรด้วยวาทะ และดูเหมือนว่าประธานาธิบดีอากีโนได้เปิดฉากเรียบร้อยแล้ว
            ณ จุดนี้อาจเป็นการเริ่มต้นของความตึงเครียด หากเกิดการตอบโต้ไปมา
----------------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
(อัพเดท 7 พ.ค. 15.40 น.) จีนส่งกองเรือประมงมุ่งหน้าหมู่เกาะสแปรตลีย์ ยืนยันป้องกันกองเรือของตนอย่างเต็มที่
ความขัดแย้งระหว่างฟิลิปปินส์กับไต้หวันต่อหมู่เกาะสแปรตลีย์ไม่ใช่เรื่องใหม่ การค้นหาคำตอบว่า “ทำไมฟิลิปปินส์ยิงเรือประมงไต้หวันในน่านน้ำหมู่เกาะสแปรตลีย์” เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา จะช่วยทำให้เข้าใจว่าเป็นเพราะการอ้างอธิปไตย ความขัดแย้งเรื่องการทำประมง หรือการเมืองระหว่างประเทศอันซับซ้อน คำตอบจากแต่ละแนวทางส่งผลต่อทิศทางการแก้ปัญหา ความเป็นไปในอนาคต
-----------------

วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ทำไมฟิลิปปินส์ยิงเรือประมงไต้หวันในน่านน้ำหมู่เกาะสแปรตลีย์

19 พฤษภาคม 2013
ชาญชัย
ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 6040 วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2556
และได้รับการเผยแพร่ผ่าน สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2013, http://thaizhong.org/index.php?option=com_content&view=article&id=3127:2013-05-20-02-39-27&catid=63:articlespecialorther-cat&Itemid=100


            น่านน้ำบริเวณหมู่เกาะสแปรตลีย์กลายเป็นจุดเกิดข้อพิพาทระหว่างประเทศอีกครั้ง เมื่อเรือยามฝั่งฟิลิปปินส์ยิงปืนใส่เรือประมงไต้หวันเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา ยังผลให้ลูกเรือประมงไต้หวันคนหนึ่งเสียชีวิต ประธานาธิบดีไต้หวัน นายหม่า อิงจิ่วเรียกร้องคำขอโทษจากรัฐบาลฟิลิปปินส์ทันที สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้นเมื่อผู้บัญชาการอาร์มานด์ บาลิโล โฆษกกองป้องกันยามฝั่งฟิลิปปินส์กล่าวว่า “รู้สึกสงสารเห็นใจถ้ามีผู้เสียชีวิต แต่ไม่ขอโทษ” เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและท่าทีของทั้งสองฝ่ายเป็นที่มาของคำถามว่า ทำไมฟิลิปปินส์ยิงเรือประมงไต้หวันในน่านน้ำหมู่เกาะสแปรตลีย์
            คำถามดังกล่าวมีแนวคำตอบมีหลายแนว ดังนี้
            แนวคำตอบแรก รัฐบาลฟิลิปปินส์อ้างว่าจุดเกิดเหตุอยู่ในพื้นที่อธิปไตยของตนเพียงประเทศเดียว
            หลังเกิดเหตุปฏิกิริยาตอบสนองแรกจากทางการฟิลิปปินส์ ผู้บัญชาการอาร์มานด์ บาลิโล กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง ทำหน้าที่ห้ามการทำประมงอย่างผิดกฎหมายในน่านน้ำฟิลิปปินส์ที่ไม่มีประเทศใดอ้างอธิปไตย แม้กระทั่งไต้หวัน ผู้บัญชาการบาลิโลอธิบายเพิ่มว่าในตอนแรกเรือยามฝั่งขนาด 30 เมตรพบเรือประมง 2 ลำจึงแล่นเข้าใกล้ ปรากฏว่าเรือประมงอย่างน้อยหนึ่งในสองลำพยายามพุ่งเข้าชน เจ้าหน้าที่บนเรือจึงยิงปืนใส่เครื่องยนต์เพื่อให้เรือหยุด โดยไม่ระวังว่าจะมีใครถูกยิงหรือไม่ จากนั้นเรือยามฝั่งฟิลิปปินส์รีบแล่นออกจากจุดเกิดเหตุเมื่อพบเห็นเรือ “สีขาวลำใหญ่” อีกลำแล่นเข้ามาด้วยเกรงว่าจะมีภัยคุกคามมาถึงตัว
            ฝ่ายไต้หวันเห็นว่าเรือประมงกวงต้าเสียง 28 (Kuang Ta Hsing No. 28) ของตนไม่ได้กระทำผิดใดๆ เรือถูกยิงขณะทำประมงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของตนที่จุด 164 ไมล์ทะเลจากไต้หวัน และเห็นว่า “การที่ฟิลิปปินส์ยิงใส่เรือประมงที่ปราศอาวุธ เป็นการฝ่าฝืนกฎความปลอดภัยระหว่างประเทศ” เรือลำดังกล่าวถูกยิงกว่า 50 นัด
            เรื่องต้องพิสูจน์ภายใต้แนวคำตอบแรกคือเหตุยิงเรือประมงอยู่ในจุดตามที่ทางการฟิลิปปินส์กล่าวอ้างว่าเป็นพื้นที่อธิปไตยของตนไม่ใช่จุดอ้างสิทธิ์ทับซ้อน หรือเป็นไปตามที่ทางการไต้หวันบอกว่าอยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเลของตน เป็นพื้นที่ๆ ไต้หวันอ้างสิทธิ์ว่าเรือประมงของตนสามารถทำประมง ณ จุดดังกล่าวได้
            จุดยืนของไต้หวันตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่าจุดที่ทำประมงนั้นอยู่ในเขตพื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่ๆ ฟิลิปปินส์อ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์ ข้อล้ำลึกกว่าเรื่องเรียกร้องการขอโทษคือการอ้างกรรมสิทธิ์ของไต้หวัน เท่ากับว่าไต้หวันไม่ยอมรับการอ้างกรรมสิทธิ์ของฟิลิปปินส์เหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์ และตอกย้ำจุดยืนของไต้หวันเหนือกรรมสิทธิ์หมู่เกาะเหล่านี้
          แนวคำตอบที่สอง เหตุจากความขัดแย้งเรื่องการทำประมง
            คุณซินดี้ สุย (Cindy Sui) นักวิเคราะห์คนหนึ่งให้ความเห็นว่า เหตุเรือประมงไต้หวันถูกยิงไม่ใช่เรื่องใหม่ เรือประมงไต้หวันถูกเรือยามฝั่งฟิลิปปินส์รบกวนมานานแล้ว หลายปีที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์ได้กักตัวลูกเรือประมงไต้หวันมาแล้วหลายครั้งหลายหน บางครั้งถึงขั้นยึดเรือ เช่นเดียวกับที่ลูกเรือประมงไต้หวันถูกยิงเสียชีวิต เหตุการณ์เหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต
            สาเหตุเกิดจากฝ่ายฟิลิปปินส์ไม่พอใจที่เรือประมงของไต้หวันลำใหญ่กว่า ทันสมัยกว่า สามารถจับปลาในจุดที่เรือประมงฟิลิปปินส์ทำไม่ได้ จึงเป็นความไม่พอใจที่ซ่อนอยู่ภายในและพยายามรังควานเรือประมงไต้หวัน
            ที่ผ่านมารัฐบาลสองฝ่ายไม่เคยเจรจาตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์เหนือเขตเศรษฐกิจจำเพาะเนื่องจากฟิลิปปินส์ดำเนินตามนโยบายจีนเดียว (One-China policy) ของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ถือว่าไต้หวันเป็นเพียงมณฑลหนึ่งของจีนเท่านั้น (ในขณะเดียวกันฟิลิปปินส์มีความสัมพันธ์กับไต้หวันในหลายมิติทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วิทยาศาสตร์) ส่วนรัฐบาลไต้หวันไม่ต้องการข้อยุติเรื่องการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ทับซ้อน เพียงแต่ต้องการแนวปฏิบัติ (code of conduct) เพื่อการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรร่วมกัน สถานการณ์ขณะนี้รัฐบาลไต้หวันไม่เพียงต้องการเรียกร้องความยุติธรรมแก่ลูกเรือประมงที่เสียชีวิต ยังต้องการความชอบธรรมในการทำประมงและแก้ไขปัญหาการทำประมงอย่างถาวรด้วย ส่วนเหตุที่ชาวไต้หวันเป็นเดือดเป็นแค้นไม่ใช่เพียงเพราะชาวประมงคนหนึ่งเสียชีวิต แต่เป็นความไม่พอใจที่สะสมมานานโดยเฉพาะในกลุ่มชาวประมง และเกรงว่าหากไม่ประท้วงจนถึงที่สุดคนในครอบครัวของตนอาจเป็นเหยื่อกระสุนรายต่อไปก็เป็นได้
            แนวคำตอบของคุณซินดี้ สุยจึงให้ความสำคัญกับความขัดแย้งจากการทำประมงเป็นหลัก ไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งอันซับซ้อนของการเมืองระหว่างประเทศ นักวิเคราะห์ไต้หวันบางคนเห็นว่าความขัดแย้งระหว่างไต้หวันกับฟิลิปปินส์ในการทำประมงบนพื้นที่ทับซ้อนสามารถแก้ไขได้ โดยทำข้อตกลงร่วมเหมือนกับข้อตกลงร่วมล่าสุดระหว่างไต้หวันกับญี่ปุ่นที่อนุญาตให้เรือประมงของทั้งสองฝ่ายสามารถทำประมงในน่านน้ำบริเวณหมู่เกาะเซนกากุ/เตียวหยูได้อย่างปลอดภัย ไม่ผิดกฎหมายของอีกประเทศหนึ่ง ไต้หวันเพิ่งบรรลุข้อตกลงดังกล่าวกับญี่ปุ่นเมื่อต้นปี 2013 หลังจากเจรจาถึง 17 ปี แนวคำตอบที่สองนี้มีความเป็นไปได้เพราะทันทีที่เกิดเหตุกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันได้ส่งมอบสำเนาข้อตกลงร่วมระหว่างไต้หวันกับญี่ปุ่นให้กับทางการฟิลิปปินส์ดูเป็นตัวอย่าง เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการทำประมงของทั้งสองฝ่าย
            ปัญหาคือรัฐบาลฟิลิปปินส์ยึดมั่นนโยบายจีนเดียว และต้องการปกป้องผลประโยชน์การทำประมงของตน ในมุมของรัฐบาลฟิลิปปินส์การทำข้อตกลงเรื่องประมงกับไต้หวันจึงได้ไม่คุ้มเสีย
          แนวคำตอบที่สาม ความตั้งใจของฟิลิปปินส์คือเพื่อส่งสัญญาณเตือนจีน
            แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า นอกจากฟิลิปปินส์แล้วยังมีอีก 5 ประเทศที่อ้างกรรมสิทธิ์เหนือน่านน้ำหมู่เกาะสแปรตลีย์ ฟิลิปปินส์มีข้อพิพาทกับไต้หวันและอีกหลายประเทศมานานแล้ว แต่ในระยะนี้ ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีเบนิกโน อากีโนที่ 3 คู่กรณีที่สำคัญของฟิลิปปินส์คือจีน การที่ฟิลิปปินส์ยิงเรือประมงไต้หวันก็เพื่อส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าไปถึงเรือประมงจีนที่กำลังจะเข้ามาทำประมงในเขตน่านน้ำหมู่เกาะสแปรตลีย์
            สองวันก่อนเกิดเหตุลูกเรือประมงไต้หวันถูกยิงเสียชีวิต จีนได้ส่งกองเรือประมงราว 30 ลำพร้อมเรือสนับสนุนมุ่งหน้าสู่หมู่เกาะสแปรตลีย์ (หมู่เกาะหนานซา) เพื่อทำประมงเป็นเวลาราว 40 วัน ทางการจีนประกาศว่าเป้าหมายสำคัญคือเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งประมงสำหรับการทำประมงเป็นประจำและ “จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อความปลอดภัยของกองเรือ”
            คำประกาศของรัฐบาลจีนชัดเจน ยึดถือว่าบริเวณน่านน้ำดังกล่าวเป็นอธิปไตยของตน มีแผนพัฒนาให้เป็นแหล่งทำประมงถาวร พร้อมจะปกป้องเรือของตนจากทุกประเทศ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาหนึ่งในคู่พิพาทสำคัญคือฟิลิปปินส์
            แนวคำตอบนี้ไม่มีหลักฐานรองรับแบบตรงไปตรงมา แต่อิงหลักฐานจากบริบทแวดล้อมว่าในหมู่ประเทศที่อ้างสิทธิด้วยกัน โดยเฉพาะสองสามปีที่ผ่านมารัฐบาลอากีโนกระตือรือร้นในการต่อต้านรัฐบาลจีนมากที่สุด หลายนโยบายของรัฐบาลอากีโนสอดคล้องกับยุทธศาสตร์หวนคืนสู่เอเชียของรัฐบาลโอบามา เห็นว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีความสำคัญต่อผลประโยชน์แห่งชาติอเมริกาและหวังสกัดกั้นอิทธิพลของจีนที่กำลังก้าวขึ้นมาเรื่อยๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศและอำนาจทางทหาร
            จากข้อมูลหลักฐานที่ปรากฏไม่อาจให้คำตอบที่แน่ชัดว่า ทำไมฟิลิปปินส์ยิงเรือประมงไต้หวันในน่านน้ำหมู่เกาะสแปรตลีย์ คำตอบอาจอยู่หนึ่งในสามแนวทางดังกล่าว หรืออาจประกอบด้วยหลายแนวทางรวมกัน
            เรื่องที่ไม่คาดฝันคือเหตุการณ์ที่ลูกเรือประมงไต้หวันถูกยิงเสียชีวิต ทำให้ประธานาธิบดีหม่า อิงจิ่ว ต้องแสดงบทบาทผู้นำประเทศทวงความยุติธรรมแก่พลเมืองของตน แท้ที่จริงแล้วทางการฟิลิปปินส์คงไม่ต้องการให้ลูกเรือประมงไต้หวันเสียชีวิต เพราะการขับไล่เรือประมงต่างชาติจากพื้นที่อธิปไตยไม่จำต้องถึงขั้นลงมือให้อีกฝ่ายเสียชีวิต และไม่ควรกระทำรุนแรงถึงขนาดนั้นด้วย (จินตนาการว่าฟิลิปปินส์ยิงใส่อีก 4 ประเทศที่อ้างกรรมสิทธิ์เดียวกันนี้) เช่นเดียวกับเหตุผลเรื่องความขัดแย้งในการทำประมง หรือเพื่อส่งสัญญาณเตือนจีน
            เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างผลเสียแก่ฟิลิปปินส์มากมาย จากรัฐบาลอากีโนที่พยายามเล่นบทเป็นฝ่ายรุกในการอ้างกรรมสิทธิ์กลับมาเป็นฝ่ายรับทันที เพราะทางการไต้หวันยกประเด็นพลเมืองของตนเสียชีวิตเป็นตัวนำเรื่อง อ้างพฤติกรรมอันไม่ชอบธรรม รุนแรงเกินกว่าเหตุของฟิลิปปินส์ กลายเป็นโอกาสให้ทางการไต้หวันยื่นข้อเรียกร้องหลายประการ กระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติฟิลิปปินส์โดยเฉพาะเรื่องการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์ สิทธิในการทำประมง
            ข้อเรียกร้องของไต้หวันที่ส่งผลต่อการอ้างกรรมสิทธิ์เป็นเรื่องที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ไม่ยอมตกลงด้วยแน่นอน ที่สุดแล้วความขัดแย้งดำเนินต่อไปและไต้หวันจะจดจำว่าคนของตนเองถูกทางการฟิลิปปินส์ยิงเสียชีวิตอีก 1 ราย แม้ว่าน่าจะเป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจก็ตาม ส่วนรัฐบาลฟิลิปปินส์คงจะกำชับเจ้าหน้าที่ให้ระวังการใช้ปืนให้มากกว่านี้ ยกเว้นจะมีเหตุจำเป็น ได้คำนวณผลได้ผลเสียล่วงหน้าแล้ว
---------------
(อัพเดท 7 พ.ค. 15.40 น.) จีนส่งกองเรือประมงมุ่งหน้าหมู่เกาะสแปรตลีย์ ยืนยันป้องกันกองเรือของตนอย่างเต็มที่
(อัพเดท 10 พ.ค. 20.30 น.) ทางการฟิลิปปินส์ยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ของตนเป็นผู้ยิงลูกเรือประมงไต้หวัน รู้สึกเสียใจแต่ไม่ขอโทษ รัฐบาลจีนออกโรงเตือนขอให้ประเทศทั้งหลายไม่ทำให้สถานการณ์ยุ่งเหยิงกว่าเดิม
(อัพเดท 15 พ.ค. 8.30 น.) รัฐบาลไต้หวันยื่นคำขาดให้ฟิลิปปินส์ 72 ชั่วโมงเพื่อจับกุมผู้มีส่วนรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของลูกเรือประมงไต้หวัน แต่ผลสรุปหลังกำหนดเส้นตายคือสองฝ่ายจะเจรจากันต่อไป
(อัพเดท 15 พ.ค. 17.50 น.) ประธานาธิบดีไต้หวันแสดงความไม่พอใจ เห็นว่าฟิลิปปินส์ไม่ได้ทำตามข้อเรียกร้องและพยายามเบี่ยงประเด็น สั่งระงับจ้างแรงงานฟิลิปปินส์ และกำหนดเส้นตายใหม่อีกครั้ง แต่หลังกำหนดเส้นตายปรากฏว่าฟิลิปปินส์ไม่สามารถทำตามข้อเรียกร้องดังเดิม ทางการไต้หวันจึงประกาศมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม
5. เกาะติดประเด็นร้อน “ข้อพิพาทหมู่เกาะสแปรตลีย์”(5)
(อัพเดท 22 พ.ค. 3.30 น.) หลังเหตุความตึงเครียดระหว่างฟิลิปปินส์กับไต้หวันอันเนื่องจากลูกเรือประมงไต้หวันคนหนึ่งถูกยิงเสียชีวิตเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมขณะทำประมงใกล้หมู่เกาะสแปรตลีย์ สถานการณ์ล่าสุดคือความตึงเครียดระหว่างฟิลิปปินส์กับจีน เมื่อกองเรือประมงพร้อมเรือคุ้มกันได้แล่นเข้าน่านน้ำที่ฟิลิปปินส์อ้างว่าเป็นอธิปไตยของตน
----------------
บรรณานุกรม:
1. Philippines admits to shooting at Taiwan boat, Times of Oman/AFP, 10 May 2013, http://www.timesofoman.com/News/Article-15103.aspx
2. Cindy Sui, Taiwan recalls envoy, suspends hiring over Philippine row - Analysis, BBC, 15 May 2013, http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-22535524
3. Death on the High Seas: Over 50 bullet holes found on Taiwan boat, Taipei Times, 12 May 2013, http://www.taipeitimes.com/News/front/archives/2013/05/12/2003562051
4. EDITORIAL: Action needed on Philippines, Taipei Times, 13 May 2013, http://www.taipeitimes.com/News/editorials/archives/2013/05/13/2003562115
5. China sends large fleet to disputed islands: media, AFP, 7 May 2013, http://sg.news.yahoo.com/china-sends-large-fleet-disputed-islands-media-064005493.html
6. China sends fishing fleet to Nansha Islands, Xinhua, 6 May 2013, http://news.xinhuanet.com/english/china/2013-05/06/c_132363121.htm
-----------------

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เกาะติดประเด็นร้อน “ข้อพิพาทหมู่เกาะสแปรตลีย์” (4)

15 พฤษภาคม 2013
ชาญชัย
สรุปสถานการณ์: (อัพเดท 15 พ.ค. 14.00 น.)
            จากเหตุการณ์ลูกเรือประมงไต้หวันคนหนึ่งถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ขณะทำประมงใกล้หมู่เกาะสแปรตลีย์ อันเป็นน่านน้ำที่ทั้งไต้หวันกับฟิลิปปินส์ต่างอ้างกรรมสิทธิ์ ประธานาธิบดีไต้หวันนายหม่า อิงจิ่ว ให้เวลาฟิลิปปินส์ 72 ชั่วโมง (กำหนดเส้นตายคือเที่ยงคืนวันอังคาร หรือ ห้าทุ่มตามเวลาไทย) เพื่อดำเนินตามข้อเรียกร้อง 4 ประการของไต้หวัน คือ รัฐบาลฟิลิปปินส์ต้องขอโทษอย่างเป็นทางการ จ่ายค่าชดเชยแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต นำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย และเริ่มต้นกระบวนการลงนามข้อตกลงทวิภาคีเพื่อการทำประมงโดยเร็วที่สุด มิฉะนั้นไต้หวันจะยกเลิกการจ้างแรงงานฟิลิปปินส์ในไต้หวัน เรียกตัวแทนของประเทศตนทั้งฝ่ายไต้หวันกับฟิลิปปินส์กลับประเทศเพื่อจัดการแก้ปัญหาดังกล่าว
            ปรากฏว่าเมื่อคืนอังคาร (14 พ.ค.) ก่อนถึงกำหนดเส้นตายเล็กน้อย รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันเดวิด หลินกล่าวว่าฟิลิปปินส์ตอบสนองข้อเรียกร้องบางอย่างในทางที่ดีขึ้น และจะปรึกษาหารือร่วมกันต่อไป สองฝ่ายได้ข้อสรุปว่า ทางการไต้หวันจะส่งทีมสอบสวนไปฟิลิปปินส์ในวันพฤหัสบดีนี้ (16) เพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ เช่นเดียวกับที่ฟิลิปปินส์จะส่งเจ้าหน้าที่มาไต้หวันเพื่อเก็บหลักฐาน
          อีกด้านหนึ่งกระทรวงกลาโหมไต้หวันประเทศว่าจะทำการซ้อมรบทางทะเลใกล้กับประเทศฟิลิปปินส์หากรัฐบาลฟิลิปปินส์ไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของไต้หวันตามกำหนดเส้นตายเที่ยงคืนวันนี้ (14 พ.ค.) การซ้อมรบจะประกอบด้วยเรือพิฆาตชั้นคิดด์ (a Kidd-class) 1 ลำ เรือฟรีเกตชั้นเปอร์รี 1 ลำและเรือฟรีเกตลาดตระเวรยามฝั่งอีก 3 ลำ นอกจากนี้จะมีเครื่องบินเข้าร่วมซ้อมรบด้วย

คืบหน้าล่าสุด(อัพเดท 15 พ.ค. 17.50 น.)
          สื่อ Taipei Times เสนอข่าวว่าหลังพ้นเส้นตาย 72 ชั่วโมงเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน นายเดวิด หลินแถลงข่าวว่าฟิลิปปินส์ตอบสนองในทางที่ดีขึ้น แต่ต้องการความชัดเจนมากกว่านี้ (ต้องการเวลาเพื่อสืบสวนกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น)
            ประธานาธิบดีไต้หวันต้องการการขอโทษระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศหลินกล่าวว่าทางกระทรวงจะขอดูก่อนว่าคำขอโทษที่นายอมาดีโอ เปเรซ (Amadeo Perez) ตัวแทนของรัฐบาลฟิลิปปินส์ที่จะให้มานั้นครบถ้วนตามที่ประธานาธิบดีต้องการหรือไม่ ส่วน “ค่าชดเชย” (compensate) ที่รัฐบาลฟิลิปปินส์จะแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต หากยึดคำพูดของนายอันโตนิโอ บาสิลิโอ (Antonio Basilio) ตัวแทนของฝ่ายฟิลิปปินส์จะเรียกว่าเป็น “การช่วยเหลือทางการเงิน” (financial help) ไม่ใช้คำว่า “ค่าชดเชย” ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศหลินจะพิจารณาว่านายบาสิลิโอมีฐานะเป็นตัวแทนที่รับมอบอำนาจจากรัฐบาลฟิลิปปินส์หรือไม่
            นายบาสิลิโอเคยกล่าวคำขอโทษต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่ประชาชนไต้หวันจำนวนมากยังคงโกรธเคืองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
(Midnight deadline passes, MOFA says more ‘clarity’ needed from Manila, Taipei Times)
            ทางการไต้หวันประกาศระงับการจ้างแรงงานฟิลิปปินส์และเรียกตัวแทนของตนประจำมะนิลากลับประเทศเพื่อแสดงการประท้วง และชี้ว่าคำขอโทษที่ให้ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากต้องการการขอโทษอย่างเป็นทางการจากฟิลิปปินส์ และต้องการ “ค่าชดเชย” โฆษกหญิงลี่ไช่เฟย (Lee Chia-fei) กล่าวว่า“ประธานาธิบดีหม่าแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อความไม่จริงใจและพยายามเบี่ยงประเด็นของฟิลิปปินส์” พร้อมกับยื่นคำขาดให้รัฐบาลฟิลิปปินส์ตอบสนองข้อเรียกร้องให้ได้ภายในวันนี้ก่อน 18.00 น. (หรือ 17.00 น.ตามเวลาประเทศไทย)
(Taiwan freezes hiring of Filipinos over fisherman death, AFP)
            ด้านโฆษกประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ นายเอ็ดวิน ลาเซียร์ดา (Edwin Lacierda) กล่าวว่าจุดยืนของเราคือ “เราจะตอบสนองถ้าจำต้องตอบสนอง แต่จะกระทำโดยใช้ช่องทางที่เหมาะสมกับไม่เป็นข่าวผ่านสื่อมวลชน”
(Philippines lets Taiwan ultimatum lapse, Philippine Daily Inquirer)

           นายกรัฐมนตรีเจียง ยึหัว (Jiang Yi-huah) ประกาศมาตรการคว่ำบาตรชุดใหม่หลังรัฐบาลฟิลิปปินส์ไม่สามารถทำตามข้อเรียกร้องหลังกำหนดเส้นตาย 18.00 น. วันนี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเดวิด หลินปฏิเสธไม่พบกับนายอมาดีโอ เปเรซ โดยให้เหตุผลว่าเขาไม่มีสิทธิอำนาจเพียงพอ
            นายกรัฐมนตรีเจียงกล่าวว่า “แถลงการณ์ของฟิลิปปินส์เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ขาดความจริงใจ”
(Taiwan announces more sanctions against Philippines, Taiwan News)
            ก่อนหน้าเส้นตาย 18.00 น. โฆษกประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ นายเอ็ดวิน ลาเซียร์ดา กล่าวว่า ประธานาธิบดีอากีโน ได้แต่งตั้งให้นายอมาดีโอ เปเรซเป็นตัวแทนของท่านเพื่อส่งความเสียใจและการขอโทษอย่างสุดซึ้งจากท่านและจากประชาชนฟิลิปปินส์ถึงครอบครัวของลูกเรือประมงผู้เสียชีวิต และถึงประชาชนไต้หวันต่อเหตุการณ์ที่ไม่ตั้งใจให้เกิดการเสียชีวิต
(Philippine leader apologises for Taiwan fisherman death, AFP)

วิเคราะห์: (อัพเดท 15 พ.ค. 17.50 น.)
          ข่าวที่ปรากฏสับสนทำให้สถานการณ์สับสน เพราะเมื่อคืน (14 พ.ค.) หลังกำหนดเส้นตาย สื่อไต้หวันนำเสนอข่าวไปในทางที่รัฐบาลไต้หวันเห็นว่าฟิลิปปินส์ตอบสนองในทางที่ดี และจะทำการตรวจสอบเหตุยิงลูกเรือประมงเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมต่อไป
            แต่มาวันนี้ปรากฏว่าประธานาธิบดีหม่าของไต้หวันแสดงความไม่พอใจอย่างยิ่ง เห็นว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์ไม่ได้ตอบสนองข้อเรียกร้องอย่างแท้จริง และพยายามบิดเบือนเป็นทางอื่น
            ความสับสนใจเกิดขึ้นในระดับผู้ปฏิบัติ โดยเฉพาะตัวรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศไต้หวัน นายเดวิด หลิน ทั้งเรื่อง การขอโทษอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลไต้หวันกับ ค่าชดเชยไม่ใช่ การช่วยเหลือทางการเงินและเทคนิคที่ฟิลิปปินส์ขอยืดเวลาเพื่อทำการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
            สถานการณ์ล่าสุดกลับมาสู่ความตึงเครียด และตึงเครียดกว่าเดิม เนื่องจากรัฐบาลไต้หวันสั่งระงับการจ้างแรงงานฟิลิปปินส์ พร้อมกับเรียกตัวแทนกลับประเทศเพื่อแสดงการประท้วง และยื่นกำหนดเส้นตายใหม่คือวันนี้ เวลา 18.00 น. หรือ 17.00 น.ตามเวลาประเทศไทย ท่าทีของประธานาธิบดีหม่าแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลของเขาจริงจังกับเรื่องนี้ สังเกตว่าไม่ได้พูดเรื่องต้องใช้เวลาเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีก
            ปัญหาจึงกลับมาอยู่ที่ฝั่งฟิลิปปินส์ เพราะก่อนหน้านี้โฆษกประธานาธิบดีฟิลิปปินส์แสดงจุดยืนแล้วว่าหากรัฐบาลจะตอบสนองข้อเรียกร้องใดๆ จะใช้ช่องทางที่ไม่ให้เป็นข่าว ไม่ว่าจุดยืนหรือเทคนิคของฟิลิปปินส์จะลึกล้ำเพียงใด การจะได้รับการยอมรับหรือไม่อาจไม่ขึ้นกับตัวประธานาธิบดีหม่า อิงจิ่วอีกต่อไป ปฏิกิริยาของชาวไต้หวันและนักการเมืองฝ่ายค้านจะทวีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น
            หลังกำหนดเส้นตายวันนี้ 18.00 น. (หรือ 17.00 น.ตามเวลาไทย) ปรากฏว่าฟิลิปปินส์ยังไม่สามารถทำตามข้อเรียกร้องของรัฐบาลไต้หวัน ทางการไต้หวันจึงประกาศมาตรการคว่ำบาตรชุดใหม่ เป็นอีกครั้งที่เห็นได้ชัดว่าประธานาธิบดีหม่า อิงจิ่วจริงจังกับเรื่องนี้
            จากนี้ไปต้องติดตามว่าผลการคว่ำบาตรส่งผลต่อฟิลิปปินส์มากน้อยเพียงไร ปฏิกิริยาจากประชาชนทั้งสองฝ่ายเป็นอย่างไร รัฐบาลของแต่ละฝ่ายจะดำเนินการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่
----------------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
(อัพเดท 7 พ.ค. 15.40 น.) จีนส่งกองเรือประมงมุ่งหน้าหมู่เกาะสแปรตลีย์ ยืนยันป้องกันกองเรือของตนอย่างเต็มที่
(อัพเดท 10 พ.ค. 20.30 น.) ทางการฟิลิปปินส์ยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ของตนเป็นผู้ยิงลูกเรือประมงไต้หวัน รู้สึกเสียใจแต่ไม่ขอโทษ รัฐบาลจีนออกโรงเตือนขอให้ประเทศทั้งหลายไม่ทำให้สถานการณ์ยุ่งเหยิงกว่าเดิม
(อัพเดท 15 พ.ค. 8.30 น.) รัฐบาลไต้หวันยื่นคำขาดให้ฟิลิปปินส์ 72 ชั่วโมงเพื่อจับกุมผู้มีส่วนรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของลูกเรือประมงไต้หวัน แต่ผลสรุปหลังกำหนดเส้นตายคือสองฝ่ายจะเจรจากันต่อไป

----------------

วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เกาะติดประเด็นร้อน “ข้อพิพาทหมู่เกาะสแปรตลีย์” (3)

14 พฤษภาคม 2013
ชาญชัย
สรุปสถานการณ์ (อัพเดท 15 พ.ค. 8.30 น.)
            จากเหตุกรณีลูกเรือประมงไต้หวันคนหนึ่งถูกยิงเสียชีวิตขณะทำประมงใกล้กับหมู่เกาะสแปรตลีย์ ทางการฟิลิปปินส์ยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ประจำเรือลาดตระเวรยามฝั่งยิงเรือประมงไต้วัน เนื่องจากเรือประมงลำดังกล่าวทำท่าจะพุ่งชนจึงต้องยิงเพื่อป้องกันตัว อีกทั้งฝ่ายฟิลิปปินส์เห็นว่าเหตุเกิดในน่านน้ำฟิลิปปินส์ เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง จึงไม่ขอโทษต่อการกระทำดังกล่าว แต่จะสืบสวนตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
             ฝ่ายไต้หวันเห็นว่าเรือประมงของตนไม่ได้กระทำผิดใดๆ เรือถูกยิงขณะทำประมงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของตน ประธานาธิบดีไต้หวันนายหม่า อิงจิ่ว กล่าวว่า ”การที่ฟิลิปปินส์ยิงใส่เรือประมงที่ปราศอาวุธ เป็นการฝ่าฝืนกฎความปลอดภัยระหว่างประเทศ การยิง 40-50 นัดใส่เรือเป็นเรื่องโหดร้ายและเลือดเย็น” จึงประกาศอย่างเป็นทางการให้เวลาฟิลิปปินส์ 72 ชั่วโมง ชั่วโมง (กำหนดเส้นตายคือเที่ยงคืนวันอังคาร หรือ ห้าทุ่มตามเวลาไทย) เพื่อดำเนินตามข้อเรียกร้อง 4 ประการของไต้หวัน คือ รัฐบาลฟิลิปปินส์ต้องขอโทษอย่างเป็นทางการ จ่ายค่าชดเชยแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต นำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย และเริ่มต้นกระบวนการลงนามข้อตกลงทวิภาคีเพื่อการทำประมงโดยเร็วที่สุด มิฉะนั้นไต้หวันจะยกเลิกการจ้างแรงงานฟิลิปปินส์ในไต้หวัน เรียกตัวแทนของประเทศตนทั้งฝ่ายไต้หวันกับฟิลิปปินส์กลับประเทศเพื่อจัดการแก้ปัญหาดังกล่าว
            ประธานาธิบดีเบนิกโน อากีโนที่ 3 เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ในความสงบ “ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายที่จะมุ่งรักษาความสงบ ... เรากำลังประพฤติอย่างนั้น” ปธน.อากีโนไม่ยอมตอบคำถามเรื่องข้อเรียกร้องของรัฐบาลไต้หวัน แต่กล่าวว่า “ถ้าเราพูดในระดับ (ประธานาธิบดี) รับประกันได้เลยว่าเรื่องจะรุนแรงขึ้น”
            ไม่กี่ชั่วโมงก่อนถึงกำหนดเส้นตายมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์ยอมกระทำตามข้อเรียกร้องของรัฐบาลไต้หวันทุกประการ ยกเว้นเรื่องการจ่ายค่าชดเชยแก่ครอบครัวลูกเรือประมงที่ถูกยิงเสียชีวิต เนื่องจากต้องรอให้การสืบสวนเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์ก่อน ในขณะที่กระทรวงกลาโหมไต้หวันประเทศว่าจะทำการซ้อมรบทางทะเลใกล้กับประเทศฟิลิปปินส์หากรัฐบาลฟิลิปปินส์ไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของไต้หวันตามกำหนดเส้นตายเที่ยงคืนวันนี้ (14 พ.ค.) การซ้อมรบจะประกอบด้วยเรือพิฆาตชั้นคิดด์ (Kidd-class) 1 ลำ เรือฟรีเกตชั้นเปอร์รี 1 ลำและเรือฟรีเกตลาดตระเวรยามฝั่งอีก 3 ลำ นอกจากนี้จะมีเครื่องบินเข้าร่วมซ้อมรบด้วย

คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 15 พ.ค. 8.00 น.)
            เมื่อคืนก่อนถึงเวลาเส้นตายเล็กน้อย รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันเดวิด หลินกล่าวว่าฟิลิปปินส์ตอบสนองข้อเรียกร้องบางอย่างในทางที่ดีขึ้น และจะปรึกษาหารือร่วมกันต่อไป สองฝ่ายได้ข้อสรุปว่า ทางการไต้หวันจะส่งทีมสอบสวนไปฟิลิปปินส์ในวันพฤหัสบดีนี้ (16) เพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ เช่นเดียวกับที่ฟิลิปปินส์จะส่งเจ้าหน้าที่มาไต้หวันเพื่อเก็บหลักฐาน รัฐมนตรีหลินยังกล่าวอีกว่าไต้หวันจะใช้มาตรการลงโทษหรือไม่ขึ้นกับการทำตามข้อเรียกร้องของไต้หวัน และในระหว่างนี้เรือรบและเรือลาดตระเวรไต้หวันจะทำหน้าที่คุ้มกันเรือประมงไต้หวันอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่ง ณ จุดเกิดเหตุเรือประมงไต้หวันถูกยิง
(Manila gives 'some response' to Taiwan's demands (update), Taiwan News)
            ชาวไต้หวันยังคงประท้วงฟิลิปปินส์อย่างต่อเนื่อง กลุ่มผู้ชุมนุมหลายร้อยคนตะโกนเรียกร้องความเป็นธรรม ขอให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ
            ฝ่ายสหรัฐฯ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายไม่แสดงพฤติกรรมยั่วยุ เรียกร้องให้รัฐบาลฟิลิปปินส์สืบสวนตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างโปร่งใส
(Taiwanese fishermen burn Filipino flags in protest, AFP)

วิเคราะห์: (อัพเดท 15 พ.ค. 8.30 น.)
            แม้ฟิลิปปินส์ไม่ยอมรับไต้หวันว่าเป็นประเทศเอกราช เนื่องจากยึดมั่นนโยบายจีนเดียว (คือจีนมีประเทศเดียวคือสาธารณรัฐประชาชนจีน ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน) ที่ผ่านมาสองประเทศมีความสัมพันธ์อันดีตามปกติ แต่ด้วยเหตุลูกเรือประมงคนหนึ่งถูกยิงเสียชีวิต กลายเป็นประเด็นระดับประเทศ ประธานาธิบดีของทั้งสองฝ่ายต้องออกโรงพูดด้วยตัวเอง
            เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลไต้หวันเล่นบทหนัก เพียงลูกเรือประมงคนหนึ่งเสียชีวิตถึงกับออกข้อเรียกร้องหลายข้อ พร้อมกับขู่ยกเลิกจ้างแรงงานฟิลิปปินส์ในไต้หวันทั้งหมด เหตุผลส่วนหนึ่งเกิดจากแรงกดดันจากประชาชน นักการเมือง สื่อมวลชนท้องถิ่นไต้หวันเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง สังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
            จุดยืนของไต้หวันตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่าจุดที่ทำประมงนั้นอยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเลของตน เป็นพื้นที่ๆ ไต้หวันอ้างสิทธิ์ว่าเรือประมงของตนสามารถทำประมง ณ จุดดังกล่าวได้ แต่เป็นจุดทับซ้อนกับพื้นที่ๆ ฟิลิปปินส์อ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์ ดังนั้น การอ้างสิทธิ์ของไต้หวันเท่ากับว่าไต้หวันไม่ยอมรับการอ้างกรรมสิทธิ์ของฟิลิปปินส์ดังกล่าว เป็นการตอกย้ำจุดยืนของไต้หวันเหนือกรรมสิทธิ์หมู่เกาะเหล่านี้ เหนือน่านน้ำในทะเลจีนใต้
            เหตุการณ์เฉพาะหน้าที่ต้องจับตาคือ รัฐบาลฟิลิปปินส์จะตอบสนองข้อเรียกร้องไต้หวันอย่างไร ในเมื่อตัวเองอ้างมาตลอดว่าทำถูกต้องตามขั้นตอนและเป็นการยิงเพื่อป้องกันตนเอง นั่นหมายความว่า ไม่อาจลงโทษเจ้าหน้าฟิลิปปินส์ที่กระทำการดังกล่าว และไม่อาจขอโทษอย่างเป็นทางการด้วย และหากการกระทำเช่นนั้นเท่ากับยอมรับกรรมสิทธิ์ไต้หวันเหนือน่านน้ำหมู่เกาะสแปรตลีย์ และละเมิดนโยบายจีนเดียว
            เรื่องเดียวที่น่าจะทำได้คือจ่ายเงินชดเชยแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต ปัญหาคือรัฐบาลไต้หวันพอใจเพียงแค่นั้นหรือไม่ ลำพังประธานาธิบดีหม่าอาจพูดคุยตกลงกับประธานาธิบดีอากีโนได้ง่าย แต่สถานการณ์ตอนนี้ยังมีประชาชนที่โกรธแค้น นักการเมืองฝ่ายค้านที่จ้องเล่นงาน
            หลังกำหนดเส้นตายเมื่อคืนวันอังคาร (14 พ.ค.) รัฐบาลทั้งสองฝ่ายพยายามนำเสนอว่าแต่ละฝ่ายตอบสนองในทางที่ดีขึ้น และจะร่วมกันตรวจสอบเหตุยิงลูกเรือประมงไต้หวันเสียชีวิตเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมต่อไป ข้อสังเกตคือไม่มีข้อเรียกร้องใดที่ฟิลิปปินส์ได้ปฏิบัติตามแล้ว มีแต่ยืดเวลาออกโดยอ้างว่าเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
            จากนี้ไปต้องดูว่าจะมีประชาชนไต้หวันที่แสดงความไม่พอใจหรือไม่ นักการเมืองฝ่ายค้านจะกดดันรัฐบาลหรือไม่อย่างไร หากไม่มีปฏิกิริยาไม่พอใจ เรื่องนี้จะสงบไปชั่วคราวและจะกลายเป็นเรื่องยืดเยื้อในอนาคต
----------------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
(อัพเดท 7 พ.ค. 15.40 น.) จีนส่งกองเรือประมงมุ่งหน้าหมู่เกาะสแปรตลีย์ ยืนยันป้องกันกองเรือของตนอย่างเต็มที่
(อัพเดท 10 พ.ค. 20.30 น.) ทางการฟิลิปปินส์ยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ของตนเป็นผู้ยิงลูกเรือประมงไต้หวัน รู้สึกเสียใจแต่ไม่ขอโทษ รัฐบาลจีนออกโรงเตือนขอให้ประเทศทั้งหลายไม่ทำให้สถานการณ์ยุ่งเหยิงกว่าเดิม


อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...