วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

โทนเสียงที่เปลี่ยนไปของบารัก โอบามา

15 กุมภาพันธ์ 2013
ชาญชัย
(ได้รับการเผยแพร่ที่US Watch โดย กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ http://uswatch.mfa.go.th/uswatch/th/article/detail.php?article=1497)
            เมื่อคืนวันที่ 12 กุมภาพันธ์ (ตามเวลาอเมริกา) ประธานาธิบดีบารัก โอบามากล่าวคำแถลงนโยบาย (State of the Union) ประจำปี 2013 ครั้งนี้เป็นครั้งที่ห้าของการแถลงนโยบายที่กระทำเป็นประจำทุกปีต่อที่ประชุมรัฐสภา
            สิ่งแรกที่ชัดเจนคือประธานาธิบดีโอบามาบรรยายสภาพเศรษฐกิจประเทศที่ฟื้นตัวจากภาวะถดถอย การจ้างงานเพิ่มขึ้น ชาวอเมริกันมีเงินซื้อรถยนต์มากกว่าเมื่อห้าปีก่อน ตลาดบ้านกำลังคึกคักอย่างคาดไม่ถึง ดัชนีตลาดหุ้นเป็นบวก ตอกย้ำสุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่งสมัยที่สองเมื่อสามสัปดาห์ก่อน ไม่ต้องอ้างเหตุผลว่าเหตุที่เศรษฐกิจอ่อนแอเพราะอดีตประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันทิ้งไว้เป็นมรดกแก่ตน
            จุดที่น่าสนใจที่สุดคือตลอดคำแถลงนโยบายประธานาธิบดีโอบามากล่าวให้ความสำคัญต่อพรรคคู่แข่งคือพรรครีพับลิกันเป็นระยะๆ เรียกร้องความร่วมมือจากพรรคฝ่ายค้านหลายครั้งหลายหนโดยเฉพาะประเด็นภายในประเทศ ตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ การตัดลดงบประมาณจนถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (ภาวะโลกร้อน) ประธานาธิบดีนำเสนอนโยบาย มาตรการใหม่ๆ ที่เชื่อว่าสองพรรคจะเห็นพ้องต้องกันผ่านนโยบายเหล่านั้น แสดงท่าทีแห่งการประนีประนอม การขอทำงานร่วมกัน ทั้งยังตระหนักว่าการเจรจาระหว่างสองพรรคนั้นไม่ง่ายและ “ไม่มีพรรคใดจะได้ทุกอย่างที่ต้องการร้อยเปอร์เซ็นต์”
            ท่าทีประนีประนอมเหล่านี้แตกต่างจากช่วงหาเสียงที่โต้แย้งต่อสู้ในข้อเสนอนโยบายต่างๆ กับพรรคคู่แข่งอย่างไม่ลดละ จากวันนั้นที่สู้ไม่ถอยมาเป็นวันนี้ที่ขอให้ต่างฝ่ายถอยออกจากจุดยืนเดิมคนละก้าว หันหน้าเจรจาหาทางออกที่สองฝ่ายเห็นร่วมกัน

            Fiscal Cliff คือประเด็นที่ถูกเอ่ยถึงอย่างชัดเจน นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญที่สุดเพราะเหลืออีกเพียงสองสัปดาห์ก็ถึงกำหนดตัดงบประมาณอัตโนมัติ ในฐานะประธานาธิบดีผู้รับผิดชอบบริหารประเทศจำต้องหาทางออกให้ได้ เพราะหากไม่มีข้อสรุปทันเวลาจะเกิดการตัดงบประมาณอัตโนมัติในปีนี้ราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ กระทบต่อการป้องกันประเทศ การศึกษา พลังงานและการวิจัยทางการแพทย์ ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า คนอีกนับร้อยนับพันจะตกงาน สรุปสั้นๆ คือกระทบต่อแทบทุกภาคส่วนของประเทศรวมทั้งคะแนนนิยมด้วย
            ท่าทีของประธานาธิบดีโอบามาคือขอให้แก้ไขปัญหาทันเวลา โดยเสนอหลักการให้เศรษฐกิจเติบโตโดยมีความสมดุลระหว่างการขาดดุลกับการลดการขาดดุล มีการตัดลดร่ายจ่ายควบคู่กับการหารายได้เพิ่ม ประชาชนทุกคนต้องรับภาระอย่างยุติธรรม และพร้อมจะรับฟังความเห็นจากทั้งสองพรรคเพื่อปฏิรูประบบประกันสุขภาพ (Medicare) เพื่อประหยัดงบประมาณ ปรับลดภาษีที่ประชนชนจ่ายเพื่อสนับสนุนบริษัทยา (ด้านการวิจัย) ลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล
            ข้อเสนอปฏิรูประบบประกันสุขภาพเป็นอีกประเด็นหนึ่งแสดงถึงการประนีประนอม ถอยออกจากนโยบายเดิมอย่างชัดเจน
            ในเรื่องขอความร่วมมือจากพรรคคู่แข่งนั้นประธานาธิบดีโอบามาถึงกับหยอดคำหวานว่า “สองสามปีที่ผ่านมา ผลจากการทำงานร่วมกันของทั้งสองพรรคช่วยลดการขาดดุลได้กว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่มาจากการตัดงบประมาณ อีกส่วนมาจากการขึ้นอัตราภาษีคนอเมริกันกลุ่มร่ำรวยที่สุด 1 เปอร์เซ็นต์แรก ดังนั้น เรามาถึงกว่าครึ่งทางของเป้าหมายลดการขาดดุลจำนวน 4 ล้านล้านดอลลาร์ ตัวเลขที่นักเศรษฐศาสตร์พูดว่าจะช่วยรักษาเสถียรภาพทางการเงินของเรา”
            นอกจากประเด็นเรื่องการใช้งบประมาณดังกล่าว อีกประเด็นที่ให้ความสำคัญต่อเนื่องตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมาคือการแก้ปัญหาคนว่างงาน แม้ว่าอัตราคนว่างงานปัจจุบันมีแนวโน้มดีขึ้น ประธานาธิบดีโอบามายังใช้โอกาสนี้กล่าวแนวทางการสร้างงานตามที่หาเสียงไว้ ตั้งแต่เรื่องเสนอปรับลดภาษีแก่บริษัทเอกชนที่เพิ่มการจ้างงานในประเทศ และลดการลดหย่อนภาษีแก่บริษัทที่จ้างแรงงานต่างประเทศ การเพิ่มตำแหน่งงานใหม่โดยสนับสนุนเอกชนเปิดโรงงานอุตสาหกรรมใหม่ๆ ก่อตั้งศูนย์อุตสาหกรรมไฮเทค เพิ่มการลงทุนในด้านวิทยาศาสตร์และการสร้างนวัตกรรม
            เรื่องการแก้ปัญหาคนว่างงานผูกโยงกับกลุ่มชนชั้นกลางเป็นอย่างมาก เริ่มจากรัฐบาลจะสนับสนุนการศึกษาก่อนวัยเรียนที่มีคุณภาพ เพื่อให้เด็กๆ ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ สนับสนุนระบบการศึกษาต่อเนื่องแก่คนวัยทำงาน สอดคล้องกับนโยบายเน้นการผลิตสินค้าไฮเทค แนวทางทั้งหมดมุ่งเป้าให้ประเทศมีกลุ่มชนชั้นกลางมากขึ้น เป็นแรงงานมีคุณภาพผลิตสินค้ามีคุณภาพ
            ทั้งหมดนี้ประธานาธิบดีบารัก โอบามากล่าวว่าเพื่อสร้าง “ครอบครัว ชุมนุมที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น อันจะทำให้ประเทศอเมริกาแข็งแกร่งกว่าเดิม”


            ประธานาธิบดีบารัก โอบามาในวันนี้ไม่ได้รับแรงกดดันมากเท่ากับสี่ปีก่อน เพราะเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว สถานการณ์โลกแม้ยังมีความขัดแย้งบางจุดแต่โดยรวมค่อนข้างสงบ อีกทั้งขณะนี้เป็นประธานาธิบดีสมัยที่สองแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องฟาดฟันพรรคคู่แข่งโดยไม่จำเป็น คำแถลงนโยบายทำให้เห็นภาพว่าประเทศกำลังดีขึ้นและทุกอย่างจะไปด้วยดีหากสองพรรคร่วมมือผ่านร่างกฎหมายต่างๆ เพื่อสร้างอเมริกาให้เข้มแข็ง
            จุดที่ฉุกคิดคือหากถอยออกจากมุมมองตามคำแถลงนโยบายกลับสู่ข้อมูลพื้นฐาน คำถามที่ยังค้างคาคือเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่กำลังฟื้นตัวจะเป็นการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนหรือไม่ อเมริกาไม่อาจอยู่ในภาวะขาดดุลไปเรื่อยๆ การแก้ปัญหา Fiscal Cliff นับจากปลายเดือนนี้จะแสดงร่องรอยของปัญหาที่แฝงอยู่และช่วยคาดการณ์อนาคต
            ไม่ว่าประธานาธิบดีบารัก โอบามาจะกล่าวปราศรัยด้วยโทนเสียงใด พยายามนำไปสู่ทิศทางใด ย่อมไม่อาจเปลี่ยนรากความจริงจนกว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข ประชาคมโลกย่อมหวังว่าสี่ปีต่อจากนี้ประธานาธิบดีโอบามากับสองพรรคการเมืองจะมีส่วนทำให้เศรษฐกิจอเมริกาเข้มแข็งอันจะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจโลกเข้มแข็งด้วย
--------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง: โอบามาไม่ได้ถือไม้กายสิทธิ์

บรรณานุกรม:
1. Full text: State of the Union Address, USA TODAY, 12 February 2013, http://www.usatoday.com/story/news/politics/2013/02/12/state-of-the-union-obama-text/1914769/
2. Full text of President Barack Obama’s inauguration speech, 21 January 2013, http://news.nationalpost.com/2013/01/21/full-text-of-president-barack-obamas-inauguration-speech/
3.การเมืองในประเทศ ขวากหนามโอบามา ขวากหนามอเมริกา, ไทยโพสต์, 23 มกราคม พ.ศ.2556, http://www.chanchaivision.com/2013/01/blog-post_23.html
4. State of the Union May Well Set Tone for Budget Talks, CNBC, 12 February 2013, http://www.cnbc.com/id/100450482
-------------------------------------

วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อำนาจต่อรองของเปียงยางที่ร่อยหรอลงทุกที

14 กุมภาพันธ์ 2013
ชาญชัย 
(ปรับปรุงแก้ไข 17 กุมภาพันธ์ 2013)  
(ตีพิมพ์ใน ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 5946 วันพฤหัสที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2556)
             เมื่อวันอังคาร (12 ก.พ.) ที่ผ่านมาทางการเกาหลีเหนือประกาศผลสำเร็จในการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ขนาดย่อส่วน เป็นการยืนยันความสำเร็จการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ครั้งที่สาม ก่อนหน้านี้ประสบผลสำเร็จมาแล้วสองครั้ง คือเมื่อปี 2006 กับ 2009
            หลายคนไม่แปลกใจกับการทดลองครั้งนี้ เนื่องจากสามสัปดาห์ก่อนทางการเปียงยางประกาศว่ามีแผนทดลองนิวเคลียร์และทดสอบการปล่อยจรวดเพิ่มเติมโดยมุ่งเป้าที่สหรัฐอเมริกา เพื่อตอบโต้สหประชาชาติขยายการคว่ำบาตรต่อเกาหลีเหนือ เหตุที่คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติขยายมาตรการคว่ำบาตรเป็นผลจากกรณีเกาหลีเหนือปล่อยจรวดขนส่งดาวเทียมที่ทางสหรัฐฯ กับพันธมิตรเชื่อว่าเป็นการทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกล
            การทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ครั้งนี้นอกจากประสบผลสำเร็จยังแสดงถึงความก้าวหน้าตรงที่มีขนาดความแรงถึง 6-7 กิโลตันมากกว่าการทดลองสองครั้งก่อน
            หากผนวกเรื่องนี้กับการปล่อยจรวดขนส่งดาวเทียมอุนฮา-3 (Unha-3) เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมาจะได้ขีปนาวุธพิสัยไกลติดหัวรบนิวเคลียร์ที่ทางการเปียงยางขู่มาโดยตลอดว่ามีไว้เพื่อต่อต้านสหรัฐฯ กับพันธมิตร ความน่าหวาดกลัวเรื่องการทำลายล้างของอาวุธนิวเคลียร์ในสมัยสงครามเย็นผุดขึ้นมาทันที และที่น่ากลัวกว่านั้นคือหากเกาหลีเหนือพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ วันหนึ่งอาจเป็นอีกประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองและอาจขายต่อให้ประเทศอื่นๆ ที่ไม่เป็นมิตรกับสหรัฐฯ รวมทั้งกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ชิงชังสหรัฐฯ

            การวิเคราะห์ข้างต้นชี้ให้เห็นว่าไพ่สองใบในมือของรัฐบาลเปียงยางนั้นทรงอานุภาพ แต่แท้ที่จริงแล้วเรื่องการทหารมีความซับซ้อนมากกว่าที่บางคนเข้าใจ ดังนี้
            ประการแรก ขีปนาวุธพิสัยไกลที่กำลังทดลองอยู่ในขณะนี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น ไม่มีความแน่นอน การทดสอบยิงในอดีตล้มเหลวหลายครั้ง ยังต้องใช้เวลาพัฒนาอีกหลายปีกว่าจะได้อาวุธที่เชื่อถือได้
            ประการที่สอง ขีปนาวุธรุ่นล่าสุดของเกาหลีเหนือใช้เทคโนโลยีสมัยเก่า ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงเหลว (สองท่อนแรกใช้เชื้อเพลิงเหลว ท่อนที่สามข้อมูลไม่ชัดเจน) จึงต้องใช้เวลาเติมเชื้อเพลิง ใช้เวลาเตรียมการหลายวันกว่าจะปล่อยจรวดได้ เป็นโอกาสให้อีกฝ่ายตรวจจับ หากสหรัฐฯ จับได้ว่าเกาหลีเหนือเตรียมยิงขีปนาวุธเหล่านี้เมื่อนั้นสหรัฐฯ อาจใช้วิธีชิงลงมือก่อน (pre-emptive) โจมตีทำลายขีปนาวุธเหล่านี้ก่อนถูกยิงออกไป
            ประการที่สาม ระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ กับพันธมิตรคาบสมุทรเกาหลีในปัจจุบันมีความก้าวหน้ากว่าอดีตมาก เดิมสหรัฐฯ พัฒนาระบบป้องกันเหล่านี้เพื่อรับมือขีปนาวุธหัวรบนิวเคลียร์หลายร้อยลูกจากอดีตสหภาพโซเวียตกับบริวารในยุคสงครามเย็น แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนผ่านสหรัฐฯ ยังคงพัฒนาระบบต่อต้านขีปนาวุธอย่างต่อเนื่องเพราะภัยอาวุธนิวเคลียร์ยังไม่สิ้นสุด ยังมีอีกหลายประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองรวมทั้งขีปนาวุธรุ่นล่าสุดของรัสเซียในปัจจุบัน ขีปนาวุธเหล่านี้มีขีดความสามารถสูงกว่าของเกาหลีเหนือแบบเทียบกันไม่ติด ดังนั้น ระบบป้องกันของสหรัฐฯ จึงน่าจะทำหน้าที่ได้อย่างดี

            ประการที่สี่ หากเกาหลีเหนือยิงใส่สหรัฐฯ จริง รัฐบาลสหรัฐฯ ย่อมต้องประกาศทำสงครามกับเกาหลีเหนือทันที มีความชอบธรรมที่จะทำการรบจนกว่าจะโค่นล้มระบอบอำนาจเปียงยาง หรือแม้กระทั่งหากสหรัฐฯ เห็นว่าขีดความสามารถถึงขั้นเป็นภัยคุกคามแล้ว สหรัฐฯ อาจไม่ปล่อยจนถึงวันที่เกาหลีเหนือเตรียมยิงใส่ประเทศตน สงครามอ่าวเปอร์เซียเมื่อต้นทศวรรษ 1990 เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีว่าอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู.บุชส่งกองทัพโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซ็นด้วยข้อหามีอาวุธนิวเคลียร์ที่จนปัจจุบันยังหาไม่พบ และข้อกล่าวหาอื่นๆ อีกหลายข้อรวมทั้งสนับสนุนผู้ก่อการร้าย
            ดังนั้น ในอีกมุมมองหนึ่งจะเห็นว่าขีดความสามารถด้านอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือนั้นยังไม่เป็นภัยคุกคามสักเท่าไหร่ และรัฐบาลเปียงยางจำต้องไตร่ตรองอย่างรอบคอบหากคิดจะมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองจริงเพราะอาจส่งผลต่อความมั่นคงของระบอบ
            ถ้าพิจารณาฉากทัศน์ที่ใกล้เข้ามา มีความเป็นไปได้ที่จีนจะเข้ามาห้ามปรามเกาหลีเหนือก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายถึงขั้นเกิดสงคราม นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าเป้าหมายของจีนคือต้องการให้คาบสมุทรเกาหลีคงสถานะปัจจุบันอย่างที่เป็นอยู่ ไม่อยากให้เกิดสงคราม ดังที่กระทรวงการต่างประเทศจีนเรียกร้องให้ “ทุกฝ่าย” หลีกเลี่ยงการทำให้ “ปัญหารุนแรงกว่าเดิม” มติขยายการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือล่าสุดของคณะมนตรีความมั่นด้วยคะแนนเอกฉันท์ 15-0 เป็นหลักฐานท่าทีของจีนที่ชัดเจน
            พฤติกรรมยั่วยุที่รัฐบาลเปียงยางสร้างขึ้นมีแต่สร้างความชอบธรรมให้สหรัฐฯ เข้ามายุ่มย่ามในย่านนี้มากขึ้น เช่นเดียวกับที่นายกรัฐมนตรีสายเหยี่ยวชินโซ อาเบะมีเหตุผลเพิ่มงบประมาณกลาโหม ผลลัพธ์คือจีนถูกปิดล้อมมากขึ้น สหรัฐฯ กับญี่ปุ่นแสดงบทบาทมากกว่าแต่ก่อน จีนเป็นผู้เสียประโยชน์อย่างเห็นได้ชัด และแน่นอนว่ารัฐบาลเปียงยางเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี
            พฤติกรรมยั่วยุของรัฐบาลเปียงยางจึงไม่เพียงเข้าทางสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น ยังมีผลทำให้จีนไม่พอใจ เรียกว่ายิงธนูดอกเดียวได้นกถึงสองตัว กล่าวคือสามารถสร้างความไม่พอใจแก่ทั้งสหรัฐฯ กับจีนพร้อมๆ กัน
การวิเคราะห์โดยอาศัยข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณชนทั่วไปไม่อาจสรุปว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเกาหลีเหนือคืออะไร การวิเคราะห์ชั้นนี้เพียงแค่ชี้ให้เห็นว่าเกาหลีเหนือพยายามสร้างอำนาจต่อรองของตนโดยใช้ไพ่ในมือสองใบเหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมา แต่ไพ่สองใบนี้ใช้ไม่ได้ผลเมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีบารัก โอบามาตอบสนองโดยไม่ให้น้ำหนัก ไม่เห็นว่าเป็นคุกคามร้ายแรง ทั้งยังเห็นว่าพันธมิตรในย่านนี้มีขีดความสามารถการรบเพียงพอในการป้องปราม
            สุนทรพจน์ล่าสุดของประธานาธิบดีโอบามาในคำแถลงนโยบาย (State of the Union) ประจำปี 2013 (12 ก.พ.) ยืนยันแนวทางเดิมโดยกล่าวว่า “ขอให้ผู้ปกครองประเทศเกาหลีเหนือรู้ว่าพวกเขาจะมีความมั่นคงความมั่งคั่งก็ต่อเมื่อทำตามข้อตกลงที่ให้สัญญากับนานาประเทศ การยั่วยุที่เราเห็น...มีแต่จะทำให้ถูกโดดเดี่ยวมากขึ้น สหรัฐฯ ยืนยันที่จะยืนข้างพันธมิตรของเรา เสริมความเข้มแข็งระบบป้องกันขีปนาวุธและชี้นำโลกนี้เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถรับมือภัยคุกคามเหล่านี้”
อำนาจต่อรองของเปียงยางในยามนี้จึงร่อยหรอยลงทุกที และคงต้องเป็นเช่นนี้อีก 4 ปีกว่าที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามาจะหมดวาระ หลังสี่ปีจากนี้ประธานาธิบดีคนใหม่อาจมีมุมมอง มีทัศนคติแตกต่างจากปัจจุบัน เมื่อถึงเวลานั้นอำนาจต่อรองอาจเพิ่มมากขึ้น สถานการณ์แตกต่างจากปัจจุบัน
ขีปนาวุธพิสัยไกลกับอาวุธนิวเคลียร์เป็นไพ่สองใบของรัฐบาลเกาหลีเหนือที่สามารถเป็นทั้งโอกาสหรือเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของระบอบคอมมิวนิสต์ประเทศนี้ ทั้งนี้ขึ้นกับตัวแปรอีกหลายตัว เพียงแต่ยามนี้ใช้ไม่ค่อยได้ผล น่าติดตามว่ารัฐบาลเปียงยางจะสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อใช้เป็นเครื่องต่อรองในอนาคตหรือไม่
-------------------------------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
เกาหลีเหนือที่เปลี่ยนแปลงและคงเดิม

บรรณานุกรม:
1. N.Korea says plans nuclear test aimed at US, AFP, 24 January 2013, http://uk.news.yahoo.com/n-korea-says-plans-nuclear-test-aimed-us-034505175.html
2. N.K. has conducted 3rd nuke test, The Korea Herald, 12 February 2013, http://nwww.koreaherald.com/view.php?ud=20130212000692
3. N.K. erecting last stage of rocket, The Korea Herald, 2012-12-05, http://nwww.koreaherald.com/view.php?ud=20121204001037
4. Andrei Lankov, THE KEYS TO NORTH KOREAN SURVIVAL, DEFENSE DOSSIER, MAY 2012, http://www.afpc.org/files/may2012.pdf
5. DPRK FM Refutes UNSC's "Resolution" Pulling up DPRK over Its Satellite Launch, KCNA, 24 January 2013, http://www.kcna.co.jp/index-e.htm
6. John Powell, Weapons & Warfare (NY: Salem Press, 2010).
7. Benjamin C. Garrett and John Hart, The A to Z of Nuclear, Biological and Chemical Warfare (USA: Scarecrow Press, 2007).
8. Full text: State of the Union Address, USA TODAY, 12 February 2013, http://www.usatoday.com/story/news/politics/2013/02/12/state-of-the-union-obama-text/1914769/
------------------------

วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

มาเรียโน ราโคยถูกร้องข้อหาคอร์รัปชั่น

8 กุมภาพันธ์ 2013
ชาญชัย
            ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาประเทศสเปนตกเป็นข่าวอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เรื่องสภาพเศรษฐกิจย่ำแย่ อัตราคนว่างงานเพิ่มทะลุร้อยละ 26 หรือรัฐบาลประกาศแผนรัดเข็มขัดเพิ่มเติม ตัวนายกรัฐมนตรีมาเรียโน ราโคยและแกนนำพรรค Popular Party หลายคนถูกกล่าวหามีส่วนกระทำทุจริตคอร์รัปชั่น
            สำหรับชาวสเปนแล้วพวกเขาไม่แปลกใจเพราะประชาชนกว่าร้อยละ 85 เชื่อว่าประเทศมีการคอร์รัปชั่น “อย่างกว้างขวางมาก” หรือ “ค่อนข้างมาก” ผลสำรวจของ Center of Sociological Research ที่กระทำเมื่อกลางปี 2011 ยังพบว่าอีกร้อยละ 0.2 เท่านั้นที่เชื่อว่าประเทศมีคอร์รัปชั่นเพียงเล็กน้อย
            ผลสำรวจข้างต้นสอดคล้องกับข้อมูลขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ที่ให้คะแนนความเชื่อถือต่อพรรคการเมืองสเปนต่ำมาก ระบุว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีนักการเมืองขี้ฉ้อ ให้คะแนนคอร์รัปชั่นจากนักการเมือง 4.4 จากคะแนนสูงสุดที่ 5 (คะแนนสูงหมายถึงคอร์รัปชั่นมาก)
            กรณีดังกล่าวกลายเป็นข่าวดังเมื่อหนังสือพิมพ์เอล ปาอีส สื่อรายสำคัญของสเปนเป็นผู้แฉเรื่องนี้โดยตีพิมพ์เอกสารบัญชีลับที่เขียนด้วยลายมือของนายลูอีส บาร์เซนัส อดีตเหรัญญิกพรรค เนื้อหาส่วนหนึ่งของเอกสารระบุการจ่ายเงินแก่เจ้าหน้าที่ระดับแกนนำพรรคหลายคนตั้งแต่ปี 1990 การใช้จ่ายในทางอื่นๆ โดยไม่ได้แจ้งให้ศาลทราบ และระบุแหล่งที่มาของเงินว่ามาจากบริษัทหรือนักธุรกิจคนใด ข้อมูลส่วนใหญ่ชี้ว่าละเมิดกฎหมายเงินอุดหนุนพรรคการเมือง เอกสารลับยังแสดงให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีราโคยได้รับเงินกว่า 332,000 ยูโรช่วงระหว่างปี 1987-2008

            ด้านนายลูอีส บาร์เซนัสปฏิเสธว่าลายมือในเอกสารไม่ใช่ลายมือของตน เช่นเดียวกับที่นายอัลวาโร ลาปัวร์ตา อดีตเหรัญญิกพรรคอีกคนหนึ่งออกมายืนยันว่าพรรคไม่เคยมีบัญชีลับที่ลงเงินบริจาคและการแจกจ่ายให้สมาชิกพรรค ไม่มีบัญชีที่จดบันทึกเงินที่บริษัทเอกชนบริจาคเกินกฎหมายกำหนด
            ขณะนี้เจ้าพนักงานกำลังสอบสวนตามคำสั่งของสำนักงานอัยการต่อต้านคอร์รัปชั่น และคณะตรวจสอบทุจริตจะตัดสินใจก่อนวันอีสเตอร์ (ประมาณต้นเดือนเมษายน) เพื่อสรุปว่าจะฟ้องศาลสูงหรือไม่
            ตามระบบศาลยุติธรรมของสเปนคาดว่าต้องกินเวลาหลายปีกว่าที่ศาลจะพิพากษาว่ามีความผิดหรือไม่ ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญบางคนจึงเห็นว่านายกฯ ราโคยไม่จำต้องลาออกจากตำแหน่งแต่ประการใด รัฐบาลยังสามารถทำหน้าที่ต่อท่ามกลางการประท้วงจากประชาชน ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่รวมที่สื่อสเปนมักวิพากษ์วิจารณ์ความโปร่งใสของระบบยุติธรรมเสมอ

            ผลจากข้อกล่าวหาดังกล่าวทำให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสเปนในสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่มสูงขึ้น แต่นักวิเคราะห์บางคนกลับเห็นว่าสถานการณ์จากประเทศสเปนไม่กระทบต่อตลาดเงินมากนัก หากวิกฤตยูโรโซนจะหวนกลับมาอีกรอบน่าจะมาจากปัจจัยอื่นๆ มากกว่า
            รวมความแล้วลำพังข่าวอื้อฉาวของนายกรัฐมนตรีมาเรียโน ราโคยและแกนนำพรรคของท่านไม่น่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากนัก เป็นเพียงแรงกระเพื่อมที่จะเกิดขึ้นเป็นระยะๆ
            แต่หากพิจารณาโดยมองรากฐานเศรษฐกิจ “คอร์รัปชั่นกับเศรษฐกิจที่เติบโตยั่งยืนวิ่งสวนทางกันเสมอ” ความอ่อนแอทางเศรษฐกิจของสเปนที่พูดกันตลอดหลายปีที่ผ่านมาสะท้อนความอ่อนแอของฝ่ายการเมืองในปัจจุบัน เรื่องนี้ถ้าจะมองในแง่บวกอีกก็คงต้องตีความว่าไม่ว่าเหตุทุจริตครั้งนี้เป็นจริงหรือไม่ก็คงไม่กระทบต่อเศรษฐกิจสเปนเท่าไรนัก
            ถ้ามองในระยะยาว ความเห็นของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองสะท้อนว่าพวกเขาไม่มั่นใจว่านักการเมืองไม่ว่าสังกัดพรรคใดตั้งใจอาสาทำงานเพื่อบ้านเมืองหรือไม่ กลายเป็นคำถามว่าเศรษฐกิจสเปนจะฟื้นและเติบโตอย่างยั่งยืนหรือไม่ ความเข้าใจเช่นนี้ย่อมช่วยคาดการณ์อนาคตของสเปนได้ไม่มากก็น้อย
            และจากเหตุเรื่องอื้อฉาวครั้งนี้ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติออกมาเรียกร้องอีกครั้งขอให้รัฐสภาสเปนพิจารณาผ่านร่างกฎหมายต่อต้านคอร์รัปชั่นที่ถูกเลื่อนพิจารณามาโดยตลอด
            เรื่องราวที่นายกรัฐมนตรีมาเรียโน ราโคยถูกข้อกล่าวหาทุจริตคอร์รัปชั่นจึงเป็นเพียงภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ขึ้นมาให้เห็นเหนือน้ำเท่านั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สะท้อนรากปัญหาเศรษฐกิจประเทศ
------------------------

บรรณานุกรม:
1. Soeren Kern, Why Corruption Reigns in Spain, July 13, 2011, http://soerenkern.com/web/?p=700
2. Rajoy on slush fund: “It is all untrue, except for some things”, EL PAÍS, 4 February 2013, http://elpais.com/elpais/2013/02/04/inenglish/1359996476_669894.html
3. PP secret accounts man faces anticorruption prosecutor’s questions, EL PAÍS, 6 February 2013, http://elpais.com/elpais/2013/02/06/inenglish/1360157612_782800.html
4. Former PP treasurer Lapuerta denies existence of secret party accounts, EL PAÍS, 7 February 2013, http://elpais.com/elpais/2013/02/07/inenglish/1360240760_398674.html
5. Spanish party treasurer grilled as corruption scandal grows, The Independent, 6 February 2013, http://www.independent.co.uk/news/world/europe/spanish-party-treasurer-grilled-as-corruption-scandal-grows-8483926.html
6. Stefanie Müller, Struggling Spain looks to tackle corruption, Deutsche Welle, 4 February 2013, http://www.dw.de/struggling-spain-looks-to-tackle-corruption/a-16566305l
7. Spanish corruption scandal rumbles on as euro economy 'turns corner' - as it happened, The Guardian, 7 February 2013, http://www.guardian.co.uk/business/2013/feb/05/eurozone-crisis-spain-corruption-rajoy-markets
8. Alejandro Moreno, Corruption and Democracy: A Cultural Assessment, http://www.worldvaluessurvey.org/wvs/articles/folder_published/publication_526/files/5_Moreno.pdf
9. SPAIN: WHY TRANSPARENCY IS THE BEST POLICY, Transparency International, 6 February 2013, http://www.guardian.co.uk/business/2013/feb/05/eurozone-crisis-spain-corruption-rajoy-markets
----------------------

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เข้าใจอาเซียน ตอน: ควรเรียกพม่าหรือเมียนมาร์

7 กุมภาพันธ์ 2013
ชาญชัย
(ปรับปรุง 16 มิถุนายน 2015)
อนึ่ง ราชบัณฑิตยสถานแนะใช้ "เมียนมา" ไม่ใช่ "เมียนมาร์" ดังนั้น ชื่อที่ถูกต้องที่สุดคือ "เมียนมา"

(ออกรายการ “ACE 2015” ของสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2013
และได้รับการเผยแพร่ผ่าน ศูนย์ข้อมูลข่าวสารอาเซียน กรมประชาสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2556
http://www.aseanthai.net/ewt_news.php?nid=448&filename=index_2)

video
            การสัมภาษณ์ในรายการ “ACE 2015” ของสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2013

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เข้าใจอาเซียน ตอน: การใช้ประโยชน์จากลักษณะวิถีอาเซียน

6 กุมภาพันธ์ 2013
ชาญชัย

            “ลักษณะวิถีอาเซียน” เป็นหลักคิดพื้นฐานสำคัญต่อผู้ศึกษาผู้ปรารถนาเข้าใจเรื่องราวของอาเซียน เพื่อประโยชน์ของผู้ศึกษา ผู้ตั้งใจใช้ลักษณะวิถีอาเซียนในการวิเคราะห์ทำความเข้าใจเรื่องราวของอาเซียน มีข้อแนะนำบางประการที่เป็นประโยชน์ ดังนี้
            1. ใช้เป็นความเข้าใจพื้นฐานที่สำคัญของอาเซียน
            การจะเข้าใจเหตุการณ์เรื่องราวของอาเซียนจำต้องเข้าใจพื้นฐานอาเซียน ความรู้พื้นฐานอาเซียนมีหลายอย่างหลายด้าน ขึ้นกับประเด็นหรือหัวข้อศึกษา ลักษณะวิถีอาเซียนคือส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งที่จะช่วยเข้าใจวิธีคิด วิธีปฏิบัติ แนวทางการตัดสินใจของอาเซียน
            การเข้าใจลักษณะวิถีอาเซียนจะช่วยตีความ ประหยัดเวลาในการทำความเข้าใจเรื่องราวสำคัญๆ ของอาเซียนได้เป็นอันมาก
            2. ตระหนักเรื่องการให้น้ำหนัก
            เรื่องราวอาเซียนที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งหรือแต่ละประเด็นไม่ได้หมายความว่าจะต้องสอดคล้องกับลักษณะวิถีอาเซียนทุกข้อทุกลักษณะพร้อมๆ กัน หรือมีน้ำหนักแต่ละลักษณะเท่ากัน  บางเรื่องบางครั้งอาจสอดรับกับบางลักษณะมากเป็นพิเศษ บางลักษณะอาจมีน้ำหนักน้อย ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว
เหตุผลสำคัญที่เป็นเช่นนี้เพราะการตัดสินใจของชาติสมาชิกอาเซียนไม่ขึ้นกับหลักเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัว เป็นหนึ่งในลักษณะวิถีอาเซียนนั่นเอง
การศึกษาติดตามประเด็นอย่างต่อเนื่องจากช่วยทำให้ทราบว่าควรใช้ลักษณะวิถีอาเซียนข้อใด
            3. ต้องใช้ควบคู่กับการติดตามเหตุการณ์
            เป็นหลักพื้นฐานว่าการที่จะเข้าใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างถูกต้องสมบูรณ์จำต้องติดตามเหตุการณ์เรื่องราวนั้นๆ อย่างต่อเนื่อง ให้รู้ต้นกำเนิดของเรื่อง เรื่องราวที่ดำเนินไป พัฒนาการต่างๆ ซึ่งอาจเป็นสถานการณ์ที่ขัดแย้งมากขึ้นหรือลดลง หรืออยู่ในสภาพต่างฝ่ายต่างนิ่งเฉย ผู้ศึกษาควรศึกษาเรื่องราวอย่างมีลำดับเหตุการณ์ ทำให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจน ครบถ้วน รู้ว่าข้อมูลหรือประเด็นส่วนใดมีความสำคัญมากน้อยเพียงไร
            เรื่องราวของอาเซียนหลายเรื่องเกิดขึ้นมานานหลายปีหรือแม้กระทั่งหลายสิบปี จึงมีข้อมูลจำนวนมากเป็นประโยชน์แก่การศึกษา บางเรื่องมีลักษณะเกิดซ้ำๆ
            การติดตามเหตุการณ์ที่มีลักษณะเกิดขึ้นซ้ำๆ เป็นการตรวจสอบในตัวเองว่าข้อมูล ข้อสรุปที่ได้ถูกต้องแม่นยำเพียงไร มีรายละเอียดครบถ้วนหรือไม่ และยังช่วยคาดการณ์อนาคต
            4. ใช้อย่างสม่ำเสมอ
            ดังคำกล่าวว่า “การฝึกฝนทำให้เกิดความชำนาญ” การใช้ลักษณะวิถีอาเซียนอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ใช้อย่างคล่องแคล่ว ใช้อย่างเข้าใจ ได้ประโยชน์จากหลักการเหล่านี้
            การใช้ในระยะแรกอาจไม่เคยชิน ไม่มั่นใจว่าจะเลือกใช้ลักษณะข้อใด ถูกต้องหรือไม่ แต่เมื่อใช้อย่างสม่ำเสมอจะคุ้นชินและรู้ว่าควรจะเลือกใช้ข้อไหน อย่างไร ยิ่งใช้บ่อยจะยิ่งทำให้เกิดความมั่นใจในการใช้
            5. ศึกษาประสบการณ์ของผู้อื่น
            มีงานวิจัย ข้อเขียนทางวิชาการจำนวนมากที่พูดถึงวิถีอาเซียน (ASEAN way) การศึกษางานวิชาการเหล่านี้จะช่วยให้เข้าใจลักษณะวิถีอาเซียนมากขึ้น หรือแม้กระทั่งงานวิจัยงานวิชาการอื่นๆ ที่เกี่ยวกับอาเซียนจะช่วยให้เห็นตัวอย่างการวิเคราะห์ การตีความที่อาศัยลักษณะวิถีอาเซียนอย่างหลากหลาย
            การศึกษาการอ่านงานของผู้อื่นที่หลากหลายจะช่วยให้เห็นมุมมองที่แตกต่างและเข้าใจมากขึ้นยิ่งขึ้น ดังนั้น ผู้ศึกษาควรให้เวลาและศึกษาด้วยใช้ความคิดวิเคราะห์ ไตร่ตรอง

            สรุป ในการศึกษาเรื่องราวอาเซียนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จำต้องเข้าใจพื้นฐานอาเซียน เข้าใจลักษณะวิถีอาเซียน เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น แล้วนำเอาหลักการ ข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ร่วมกัน
            การติดตามเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งอย่างต่อเนื่อง การวิเคราะห์เหตุการณ์นั้นซ้ำๆ หลายครั้งในเวลาที่แตกต่างออกไปจะช่วยทำให้เกิดความเข้าใจได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน แม่นยำมากขึ้นตามลำดับ เปรียบเสมือนการทำความเข้าใจกับบุคคลผู้หนึ่งที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน การได้ข้อแนะนำว่าบุคคลผู้นี้มีนิสัยลักษณะนิสัยอย่างไร ผนวกกับการติดตามทำความรู้จักอย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลาผ่านระยะหนึ่งก็จะเข้าใจบุคคลผู้นี้มากขึ้น
            ที่สุดแล้ว ประสบการณ์การวิเคราะห์ การใช้ประโยชน์จากลักษณะวิถีอาเซียนอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้สามารถใช้เครื่องมือนี้ได้อย่างคล่องแคล่ว
------------------------

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เข้าใจโรฮิงญา: ตอน บังคลาเทศไม่ต้อนรับโรฮิงญา

5 กุมภาพันธ์ 2013
ชาญชัย
            ประเทศบังคลาเทศเริ่มมีส่วนเกี่ยวข้องกับชาวโรฮิงญาอย่างจริงจังเมื่อชาวโรฮิงญาจากรัฐยะไข่ (หรือรัฐอะระกัน) จำนวนมากเริ่มอพยพเข้าประเทศบังคลาเทศในปี 1991 พอถึงเดือนกรกฎาคม 1992 จำนวนผู้อพยพสูงถึง 270,000 คน ผู้อพยพหลายคนให้การว่าทหารเมียนมาร์ละเมิดสิทธิมนุษยชนเพราะต้องการให้ชาวโรฮิงญาอพยพออกจากประเทศ
            พรมแดนทางบกของบังคลาเทศถูกล้อมรอบด้วยประเทศอินเดียเกือบทั้งหมด ยกเว้นบริเวณติ่งทางตะวันออกเฉียงใต้มีพรมแดนติดต่อกับประเทศเมียนมาร์ เป็นช่องทางบกที่ชาวโรฮิงญาใช้เวลาเดินไม่นาน  เป็นเหตุผลหนึ่งที่ชาวโรฮิงญาเลือกอพยพเข้าบังคลาเทศ

            เมื่อชาวโรฮิงญาอพยพมาถึงก็พบว่ารัฐบาลบังคลาเทศไม่ถือว่าโรฮิงญาเป็นพลเมือง แม้มีลักษณะหน้าตา ภาษาและนับถือศาสนาอิสลามเหมือนกัน โดยให้เหตุผลว่าพวกเขาอาศัยอยู่ในดินแดนของเมียนมาร์ตั้งแต่ยุคอาณานิคมแล้ว ก่อนก่อตั้งประเทศบังคลาเทศเสียอีก
นอกจากนี้รัฐบาลบังคลาเทศไม่มีนโยบายดูแลผู้ลี้ภัยโรฮิงญาอย่างเต็มที่ โดยให้เหตุผลว่าบังคลาเทศยังไม่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย (United Nations Refugee Convention)
            ผลคือ ในปี 2011 ผู้อพยพโรฮิงญาหลายหมื่นคนที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้ลี้ภัยที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือด้านอาหาร ไม่อนุญาตให้ทำงานหาเลี้ยงชีพ และยังต้องอยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะรัฐบาลเมียนมาร์ไม่รับกลุ่มคนดังกล่าวกลับประเทศ
            ส่วนผู้อพยพที่ได้รับการจดทะเบียนแม้ได้รับความช่วยเหลือแต่อยู่ในสภาพที่ไม่มีอนาคต หลายคนอยู่ในสภาพเช่นนี้มานานเป็นสิบปี (พวกที่มาตอนต้นทศวรรษ 1990)

ประวัติศาสตร์บังคลาเทศ
            บันทึกแรกๆ ของชาวตะวันตกที่กล่าวถึงอาณาจักรเบงกอลโบราณคือเรื่องราวของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราช ขณะเมื่อพระองค์พากองทัพบุกมาถึงดินแดนที่เป็นอินเดียปัจจุบันและถามว่าดินแดนที่ถัดจากอินเดียโดยมีแม่น้ำคงคาเป็นตัวกั้นคืออะไร กษัตริย์อเล็กซานเดอร์ได้คำตอบว่าเป็นดินแดนของสองชนชาติ คือ Pharrasii กับ Gandaridai เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อราวก่อนคศ. 326
            เรื่องราวของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ที่นำเสนอเป็นเพียงข้อบ่งชี้ว่านักประวัติศาสตร์ตะวันตกบันทึกว่า ในโบราณกาลฝั่งตะวันออกของแม่น้ำคงคาอันเป็นที่ตั้งของประเทศบังคลาเทศในปัจจุบันเคยมีอาณาจักรโบราณ มีกษัตริย์ของตนปกครองอยู่
            เมื่อมาถึงยุคล่าอาณานิคม อังกฤษได้ยึดครองดินแดนแถบนี้ รวมทั้งส่วนที่เป็นอินเดียกับปากีสถานในปัจจุบัน ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของบริติชราช หรืออินเดียของบริเตน (British India)
ต่อมาในปี 1947 ปากีสถานตะวันตก (หรือประเทศปากีสถานในปัจจุบัน) กับเบงกอลตะวันออก (หรือประเทศบังคลาเทศในปัจจุบัน) แยกตัวออกจากอินเดียและกลายเป็นประเทศปากีสถาน โดยที่เบงกอลตะวันตกยังถือเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอินเดีย

ในระยะนี้ เบงกอลตะวันออกหรือปากีสถานตะวันออกมีฐานะเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศปากีสถาน โดยมีประเทศอินเดียคั่นกลาง และด้วยระยะทางที่ทั้งสองดินแดนที่ห่างไกลกันถึง 1,600 กิโลเมตรทำให้ยากแก่การปกครอง อีกทั้งเบงกอลตะวันออกเรียกร้องปกครองตนเอง ในปี 1971 เบงกอลตะวันออกหรือปากีสถานตะวันออกจึงแยกตัวออกจากปากีสถานและตั้งชื่อว่าเป็นประเทศบังคลาเทศจนถึงปัจจุบัน
            ดังนั้น ประเทศบังคลาเทศตามแนวคิดรัฐชาติสมัยใหม่จึงเพิ่งก่อตั้งเมื่อปี 1971 คำว่า “บังคลาเทศ” หมายถึง “ประเทศของเบงกอล” (Country of Bengal) มีเมืองหลวงชื่อธากา (Dhaka)
            ผู้ที่อ้างว่าโรฮิงญาเป็นคนเบงกาลีหรือคนธากา (Dhaka) กำลังชี้ว่าพวกโรฮิงญาเป็นคนบังคลาเทศนั่นเอง
            การอพยพในช่วงต้นทษศวรรษ 1990 ยุติเมื่อความกังวลในหมู่ประเทศมุสลิมทำให้สหประชาชาติเข้าแทรกแซง องค์กรเอกชน Asia Watch เชื่อว่าการที่โรฮิงญาไม่อพยพอีกไม่ใช่เพราะสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมาร์ดีขึ้น แต่เนื่องจากตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 1992 เป็นต้นมา รัฐบาลเมียนมาร์ส่งทหารเฝ้าตลอดแนวพรมแดนสองประทศเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวโรฮิงญาอพยพเข้าไปในประเทศบังคลาเทศอีก
            ไม่กี่เดือนต่อมาผู้อพยพมุสลิมเหล่านี้เริ่มกลับสู่ถิ่นฐานในเมียนมาร์ ข้อมูลจนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน 1993 ผู้อพยพเกือบ 5 หมื่นคนได้กลับคืนถิ่นฐานเดิม และในเดือนดังกล่าวรัฐบาลเมียนมาร์อนุญาตให้ UNHCR เข้าไปดูแลติดตามการกลับคืนถิ่นฐานดังกล่าว
            อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีผู้ลี้ภัยโรฮิงญาจำนวนหนึ่งในบังคลาเทศ
            จากเรื่องราวที่นำเสนอจะพบว่า การอพยพเข้าบังคลาเทศเป็นช่องทางที่ใกล้ แต่เนื่องจากรัฐบาลบังคลาเทศยังไม่มีนโยบายดูแลผู้ลี้ภัยตามอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย อีกทั้งประกาศชัดเจนว่าโรฮิงญาไม่มีฐานะเป็นพลเมืองประเทศ ชาวโรฮิงญาที่มาถึงบังคลาเทศจึงไม่ได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ และต้องอพยพช่องทางอื่นๆ ตราบเท่าที่ยังไม่อาจอยู่ในประเทศเมียนมาร์อย่างเป็นปกติสุข
------------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
1.ประเด็นโลก ประเด็นร้อน 29 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน 2012 โรฮิงญาโจทย์ของรัฐบาลเมียนมาร์ที่กำลังปฏิรูปประเทศ

2.โรฮีนจา คนไร้รัฐ (Ookbee)
            การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้สามารถเริ่มต้นด้วยการศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศพม่า ตั้งแต่ยุคโบราณกาลจนถึงปัจจุบัน เหตุการณ์ในอดีตได้ถักทอร้อยเรื่องราวของโรฮีนจาที่เกี่ยวข้องกับผู้ปกครอง เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ หลายเหตุการณ์แม้กระทั่งยุคล่าอาณานิคม สงครามโลกครั้งที่ 2 จนพม่าเปลี่ยนชื่อประเทศ กลับมาปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง
            ข้อเขียนชิ้นนี้นำเสนอเรื่องราวตั้งแต่ชนพื้นเมืองอาระกันยังไม่ถูกเรียกว่าโรฮีนจา เข้าสู่ความขัดแย้งหลายระลอก จนพม่าประกาศเอกราช เกิดการปฏิวัติ รัฐบาลทหารกำหนดว่าใครเป็นพลเมือง พร้อมกับเหตุผลข้อโต้แย้ง ประเด็นถกเถียงและคาดการณ์อนาคต

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม:
1. Myanmar: Muslims from Rakhine State: Exit and Return, 1 December 1993, http://www.unhcr.org/refworld/docid/3ae6a6bec.html
2. Myanmar: Storm Clouds on the Horizon, Crisis Group Asia Report, 12 November 2012, http://www.crisisgroup.org/~/media/Files/asia/south-east-asia/burma-myanmar/238-myanmar-storm-clouds-on-the-horizon.pdf
3. Rohingya in Bangladesh: Maintaining the Status Quo; Squandering a Rare Opportunity, 10/30/2012, http://www.refintl.org/sites/default/files/103012_Rohingya_In_Bangladesh%20letterhead.pdf
4. F J Monahan, The Early History Of Bengal (UK: Oxford University Press Humphrey Milford, 1925).
5. The CIA World Factbook 2011.
6. Encyclopedia of World History, vol 6 (NY: Infobase Publishing, 2008).
----------------------------

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

คนหนุ่มสาวตกงาน ปัญหาเศรษฐกิจสเปน

4 กุมภาพันธ์ 2013
ชาญชัย
            ในยามที่เศรษฐกิจประเทศตกต่ำ ปัญหาเกิดขึ้นมากมายหลายประการ กระทบต่อแทบทุกคนในสังคม สเปนเป็นอีกประเทศในกลุ่มยูโรโซนที่กำลังถูกกล่าวถึงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดสถาบันสถิติแห่งชาติสเปนรายงานอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปีที่แล้วหดตัวร้อยละ 1.37 มากกว่าที่ธนาคารแห่งชาติสเปนคาดการณ์ จีดีพีประจำไตรมาสสี่ลดลงร้อยละ 0.7 เป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่หกแล้ว เป็นผลจากการตัดงบประมาณ คนว่างงานที่เพิ่มขึ้นและครัวเรือนรัดเข็มขัด
เศรษฐกิจที่อ่อนแอกระทบต่อการจ้างงาน ข้อมูลล่าสุดอัตราคนว่างงานในสเปนมีมากถึงร้อยละ 26 ในจำนวนนี้มากกว่าครึ่งหรือร้อยละ 55.13 คือคนหนุ่มสาวผู้มีอายุระหว่าง 16-25 ปี
สภาพการว่างงานของคนหนุ่มสาวนั้นไม่ธรรมดา เพราะอัตราว่างงานกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ คือเพิ่มจากร้อยละ 18 ในปี 2007 มาเป็นกว่าร้อยละ 55 ในปัจจุบัน
            เหตุผลคนหนุ่มสาวว่างงานจำนวนมาก เกิดจาก 2 สาเหตุหลัก
ประการแรก ผลจากวิกฤตเศรษฐกิจ
ในช่วงปี 2007 สเปนประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอย และภาวะฟองสบู่แตกของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรมการก่อสร้างหดตัวอย่างรุนแรง เกิดหนี้เสียจำนวนมาก ภาคธนาคารไม่ได้รับเงินคืนจากการกู้ยืม เกิดวิกฤตภาคธนาคารที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน

แต่วิกฤตเศรษฐกิจไม่ใช่เหตุผลเดียวที่สร้างปัญหา
สาเหตุประการต่อมาคือ เกิดจากกฎหมายแรงงานของสเปน
การจ้างงานของสเปนมี 2 ประเภท คือการจ้างงานชั่วคราวกับการจ้างงานประจำ กรณีลูกจ้างชั่วคราวจะได้รับสิทธิประโยชน์ การคุ้มครองจากกฎหมายน้อยและมักจะถูกเลิกจ้างโดยง่าย แรงงานกลุ่มนี้คิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของแรงงานทั้งหมด ในขณะที่ลูกจ้างประจำได้รับการคุ้มครองสูง นายจ้างต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากเพื่อเลิกจ้าง
ผลคือพวกลูกจ้างชั่วคราวคือกลุ่มที่จะถูกปลดเมื่อนายจ้างต้องการลดคนงาน วิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่ที่ผ่านมาแรงงานกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบมากที่สุด
ส่วนพวกพนักงานประจำนั้น นายจ้างจะระมัดระวังที่จะไล่ออกหรือรับเพิ่ม พนักงานประจำจึงค่อนข้างปลอดภัยจากการตกงาน ในขณะที่นายจ้างจะพยายามไม่จ้างพนักงานประจำเพิ่ม และเลือกวิธีหาลูกจ้างชั่วคราวแทน
นอกจากนี้ นโยบายค่าแรงขั้นต่ำที่ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมประเภทเดียวกันหรือในเขตพื้นที่เดียวกันจะต้องจ่ายค่าแรงในระดับใกล้เคียงกัน ทำให้นายจ้างไม่สามารถจ่ายค่าจ้างให้พนักงานตามผลงานได้อย่างจริงจัง ในทางกลับกันลูกจ้างไม่มีแรงจูงใจที่ต้องทำงานหนัก ประเด็นนี้ทำให้เศรษฐกิจสเปนไม่มีประสิทธิภาพ

รัฐบาลปัจจุบันให้ความสำคัญกับปัญหาคนหนุ่มสาวว่างงาน ล่าสุดนายกรัฐมนตรี มาเรียโน ราโคย กล่าว่าเขากำลังจะเสนอ “ยุทธศาสตร์เพิ่มการจ้างงานและส่งเสริมให้คนหนุ่มสาวเป็นผู้ประกอบการ” สัปดาห์ก่อนนายกฯ ราโคยพูดว่ารัฐบาลจะยืดขยายการให้สวัสดิการแก่ที่ผู้ว่างงานเป็นเวลานานตราบเท่าที่อัตราว่างงานยังสูงกว่าร้อยละ 20 และมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจอุดหนุนทางการเงินเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนซื้อรถใหม่ อุตสาหกรรมรถยนต์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

            หนึ่งปีก่อนหน้านี้ นายกฯ ราโคย ได้ประกาศใช้แผนปฏิรูปตลาดแรงงานที่มุ่งช่วยเหลือคนหนุ่มสาว แต่สหภาพแรงงานต่อต้านแผนดังกล่าวเพราะเห็นว่าแผนนั้นเอื้อให้นายจ้างปลดพนักงานประจำ
            นอกจากแนวทางความช่วยเหลือดังกล่าวข้างต้น Luis Cortès ชี้ว่าตัวเลขหนุ่มสาวว่างงานที่เพิ่มขึ้นมากส่วนหนึ่งเกิดจากยุคฟองสบู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในช่วงนั้นคนหนุ่มสาวจำนวนมากออกจากโรงเรียนแล้วไปทำงานเหล่านั้น ต่อมาเมื่อฟองสบู่แตกอุตสาหกรรมการก่อสร้างหดตัวอย่างรุนแรง คนกลุ่มเหล่านี้จึงกลายเป็นอดีตลูกจ้างแรงงานไร้ฝีมือที่ตกงาน
            แนวทางการแก้ไขที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอคือรักษาเศรษฐกิจให้เติบโต ให้คนรุ่นใหม่มีการศึกษาดี มีทักษะที่นายจ้างต้องการ ด้วยการเรียนพร้อมกับการฝึกงานซึ่งประสบผลดีในเยอรมนี
            หากมองย้อนตั้งแต่ต้นจนจบ ปัญหาคนหนุ่มสาวสเปนว่างงานไม่ใช่ปัญหาใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเศรษฐกิจประเทศ รัฐบาลสเปนทุกยุคสมัยประกาศจะแก้ไขมาโดยตลอด ไม่ว่าเหตุผลคืออะไรสิ่งที่เกิดขึ้นคืออัตราคนว่างงานทั้งประเทศสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่เพิ่มจากตัวเลขไม่ถึงร้อยละ 20 กลายเป็นกว่าร้อยละ 55 ในปัจจุบัน เป็นหลักฐานชี้ว่านอกจากแก้ไขปัญหาไม่ได้ สภาพการณ์ยังเลวร้ายลง
            ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงวันนี้เศรษฐกิจยูโรโซนทรงตัว การไม่มีข่าวร้ายคือเป็นข่าวดี เช่นเดียวกับเศรษฐกิจจีนที่ตลาดคลายความกังวล เศรษฐกิจอเมริกาที่ค่อยๆ ฟื้นตัว รัฐบาลใหม่ญี่ปุ่นกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ ตลาดเงินตลาดทุนสดใส
            ภาวะเศรษฐกิจที่น่าจะมีเสถียรภาพในขณะนี้ควรจะเป็นปัจจัยส่งเสริมให้สเปนได้รับอานิสงส์ด้วย รวมถึงคนว่างงานที่จะลดน้อยลงโดยเฉพาะกลุ่มคนหนุ่มสาว นี่เป็นประเด็นท้าทายรัฐบาลมาเรียโน ราโคย ในทางกลับกันหากไม่สามารถฉวยประโยชน์ในช่วงนี้ และหากเศรษฐกิจโลกที่ทรงตัวกลับอ่อนแอลงอีก เท่ากับว่ารัฐบาลพลาดโอกาสที่ดีเสียแล้ว และชี้ว่าการเยียวยาเศรษฐกิจสเปนนั้นยากกว่าที่คิด
--------------------------
บรรณานุกรม:
1. Spanish economy shrank 0.7 percent in fourth quarter, EL PAIS, 30 January 2013, http://elpais.com/elpais/2013/01/30/inenglish/1359555856_862717.html
2. Spain GDP Shrinks For Sixth Straight Quarter, Sky News, 30 January 2013, http://uk.news.yahoo.com/spain-gdp-shrinks-sixth-straight-quarter-082726590--finance.html
3. Luis Cortès, How to fight youth unemployment? http://www.mpdl.org/descargas/121212-final-report-youth-unemployment-spain.pdf
4.Samuel Bentolila, Juan Dolado and Juan Francisco Jimeno, The Spanish labour market: A very costly insider-outsider divide, 20 January 2012, http://www.voxeu.org/article/jobless-spain-what-can-be-done-about-insider-outsider-divide)
5. กองยุโรป 2, วิกฤตเศรษฐกิจในประเทศสเปน, 05 September 2012, http://news.thaieurope.net/content/view/3977/122/
6. Spanish Premier Vows New Steps as Economy Contracts, WSJ, 30 January 2013, http://professional.wsj.com/article/SB10001424127887323701904578273221517501196.html?mg=reno64-wsj
7. Katinka Barysch, Europe's youth job crisis, http://www.cer.org.uk/insights/europes-youth-job-crisis?
-------------------------------