ระบบเศรษฐกิจแบ่งปันของกิฟวิ่งฟอร์เวิร์ด (สนใจคลิกที่รูป)

ระบบเศรษฐกิจแบ่งปันของกิฟวิ่งฟอร์เวิร์ด (สนใจคลิกที่รูป)
ระบบเศรษฐกิจแบ่งปันของกิฟวิ่งฟอร์เวิร์ด (สนใจคลิกที่รูป)

วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2559

ทรัมป์เอาใจอิสราเอล จุดอ่อนประชาธิปไตย

27 มีนาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7080 วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2559)

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาโดนัลด์ ทรัมป์พร้อมกับผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีหลายคนไปปราศรัยหาเสียงในงานที่จัดโดย The American Israel Public Affairs Committee (AIPAC)
ทรัมป์เริ่มต้นคำปราศรัยกล่าวถึงภูมิภาคตะวันออกกลางประกาศว่านโยบายสำคัญที่สุดคือจัดการอิหร่าน กล่าวว่าตนเป็นผู้ศึกษารายละเอียดเรื่องนี้มากกว่าใคร ชี้ว่าการยกเลิกนโยบายคว่ำบาตรเอื้อให้อิหร่านมีงบประมาณสนับสนุนผู้ก่อการร้ายมากกว่าเดิม ข้อตกลงที่ทำกับอิหร่านช่วยให้อิหร่านสามารถสร้างอาวุธนิวเคลียร์ในอนาคต
“ข้อตกลงไม่ได้กำหนดให้อิหร่านต้องทำลายขีดความสามารถนิวเคลียร์ทางทหาร เพียงแต่ระงับโครงการนิวเคลียร์ทางทหารตามจำนวนปีที่กำหนด เมื่อครบกำหนดเวลาอิหร่านจะมีขีดความสามารถนิวเคลียร์ทางทหารในระดับอุตสาหกรรม” พร้อมที่จะก้าวต่อไปโดยไม่ต้องเสียเวลาเลย
            ประธานาธิบดีโอบามาจึงทำผิดที่ไปทำข้อตกลงกับอิหร่าน อิหร่านได้รับเงิน 150 พันล้านดอลลาร์ที่ถูกอายัดไว้ หากได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีจะปรับแก้ข้อตกลงเดิม (ที่ E3+3 ทำไว้)
            นอกจากนี้ชี้ว่าอิหร่านคือประเทศผู้อุปถัมภ์ก่อการร้าย ทดสอบขีปนาวุธพิสัยกลางที่เป็นอันตรายต่ออิสราเอล ยุโรป รวมถึงสหรัฐในอนาคต รวมความแล้วต่อต้านอิหร่านสนับสนุนอิสราเอล

วิเคราะห์วิพากษ์เนื้อหาปราศรัยของทรัมป์ :
          ประการแรก เนื้อหาเหมือนนโยบายของนายกฯ เนทันยาฮู
ผู้ที่ติดตามเรื่องราวโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน จะพบข้อสังเกตแรกที่เด่นชัดคือเนื้อหาปราศรัยของทรัมป์ใกล้เคียงกับคำพูดของนายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) แห่งอิสราเอลที่กล่าวถึงข้อตกลงนิวเคลียร์ว่า ข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับสมบูรณ์เอื้อให้อิหร่านสามารถผลิตระเบิดนิวเคลียร์ “ในเวลาเพียงไม่กี่ปี” “ข้อตกลงไม่ได้ปิดโรงงานนิวเคลียร์อิหร่านแม้แต่แห่งเดียว ไม่ได้ทำลายเครื่องหมุนเหวี่ยงสักเครื่อง และไม่ได้หยุดการค้นคว้าพัฒนา” “ในทางกลับกันข้อตกลงให้ความชอบธรรมแก่อิหร่านเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์อย่างผิดกฎหมาย ทำให้อิหร่านมีโครงการนิวเคลียร์ใหญ่โตมหึมา” “ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ข้อจำกัดต่างๆ จะถูกปลดออก อิหร่านจะมีขีดความสามารถเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์อย่างมหาศาล สามารถผลิตระเบิดนิวเคลียร์ภายในเวลาไม่กี่เดือน” “ข้อตกลงเป็นอันตรายร้ายแรงต่อภูมิภาคและต่อโลก คุกคามความอยู่รอดของประเทศอิสราเอล”
            นอกจากเรื่องนิวเคลียร์ นายกฯ เนธันยาฮูเห็นว่าอิหร่านต้องไม่มีขีปนาวุธพิสัยไกล ไม่คิดฆ่าล้างอิสราเอล ไม่สนับสนุนก่อการร้าย ไม่บ่อนทำลายภูมิภาคตะวันออกกลาง
            ทุกประเด็นที่ทรัมป์พูดตรงกับที่นายกฯ อิสราเอลเคยพูดไว้อย่างเหลือเชื่อ ราวกับเป็นคนๆ เดียวกัน

          ประการที่ 2 ความเข้าใจผิดต่อโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน
ทรัมป์ชี้ว่าโครงการนิวเคลียร์ปัจจุบันยังมีศักยภาพใช้ทางทหารแต่ถูกระงับในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิด ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่านับจากกรกฎาคม 2015 เมื่ออิหร่านกับ 6 ชาติคู่เจรจา (E3+3) บรรลุร่างข้อตกลงแก้ปัญหาโครงการนิวเคลียร์อิหร่านฉบับสมบูรณ์ ที่เรียกว่า Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) ถือว่าได้ข้อสรุปแล้วว่าโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านโปร่งใส ใช้เพื่อสันติจริงๆ และบัดนี้อยู่ภายใต้การตรวจสอบควบคุมอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)
            ภายใต้ข้อตกลง ขนาดโครงการลดลงไปมาก เช่น ลดจำนวนยูเรเนียมที่เก็บไว้ในคลังให้เหลือเพียงร้อยละ 2 จากที่มีอยู่เดิม และต้องเป็นชนิดที่มีความเข้มข้นไม่เกินร้อยละ 3.67 ลดจำนวนเครื่องหมุนเหวี่ยงเสริมสมรถนะ (centrifuge) จาก 20,000 เครื่องเหลือเพียง 6,104 เครื่องและจะใช้เครื่องรุ่นเก่าที่สุด กำจัดโอกาสที่จะได้พลูโตเนียมจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เมือง Arak
            ทั้งหมดนี้คือการจำกัดโครงการนิวเคลียร์ให้ใช้เพื่อสันติเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทางทหารตามที่ทรัมป์กับนายกฯ เนทันยาฮูกล่าวอ้าง เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ทุกประเทศทั่วโลกใช้เหมือนกัน

            ถ้าพูดจากมุมรัฐบาลโอบามา รัฐบาลโอบามาสรุปว่าถ้าไม่มีข้อตกลง อิหร่านจะสามารถผลิตระเบิดนิวเคลียร์ 8-10 ลูก และจะผลิตลูกแรกได้ภายในเวลาอย่างเร็วสุด 2-3 เดือน ภายใต้ข้อตกลง หากอิหร่านผิดสัญญาจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีจึงจะสามารถสร้างระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรก ถ้าอิหร่านผิดสัญญา สหประชาชาติ สหรัฐ อียูจะคว่ำบาตรอิหร่านตามเดิม
ความเข้าใจผิดสำคัญคือการผลิตเป็นอาวุธใช้งานต้องผ่านการทดลองทดสอบหลายขั้นตอน ไม่ใช่เพียงเสริมสมรถนะให้ได้ความเข้มข้นเกินว่าร้อยละ 90 ก็กลายเป็น “อาวุธระเบิดนิวเคลียร์” ซึ่งกว่าจะถึงขั้นตอนนั้น IAEA สามารถตรวจจับได้แน่นอน ยิ่งปัจจุบันอุปกรณ์ตรวจจับก้าวหน้ากว่าอดีต การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน ยากที่จะหลบเลี่ยงการถูกตรวจจับ

            ใครก็ตามที่ยังชี้ว่าโครงการนิวเคลียร์อิหร่านในปัจจุบันมีศักยภาพทางทหาร ในอนาคตสามารถผลิตอาวุธระเบิดนิวเคลียร์อย่างรวดเร็วจึงเป็นการบิดเบือนความจริง

ข้อเท็จจริงอีกประการคือข้อตกลงนิวเคลียร์ไม่ใช่การตกลงระหว่างรัฐบาลโอบามากับอิหร่านเท่านั้น แต่เป็นข้อตกลงร่วมของ E3+3 ถ้าเป็นข้อตกลงที่ “ฉลาดน้อย” หรือ “เอื้อประโยชน์แก่อิหร่าน” เท่ากับกำลังบอกว่ารัฐบาลของรัสเซีย จีน โดยเฉพาะเยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศสอยู่ในข่ายด้วย และเป็นการละเมิดมาตรฐานสากลของ IAEA

วิพากษ์ประชาธิปไตยอเมริกา : หลักคิด ระบบการตัดสินใจไม่ได้ขึ้นกับเหตุผลเสมอไป
            กรณีโครงการนิวเคลียร์อิหร่านเป็นตัวอย่างที่รัฐบาลโอบามากับทรัมป์มีข้อสรุปแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งๆ ที่ประเด็นนี้ไม่ใช่ประเด็นเชิงอัตวิสัย (เช่น สีไหนสวยที่สุด) แต่เป็นประเด็นเชิงภววิสัย ข้อสรุปเป็นเหตุเป็นผลตามหลักวิชาการ
            การสรุปว่าอิหร่านในอนาคตจะมีอาวุธนิวเคลียร์อย่างรวดเร็วหรือไม่ เป็นเรื่องของเหตุผล ไม่ใช่การเดาสุ่ม ความพึงพอใจส่วนตัว หรือเป็น “ทางเลือก” ของนโยบายที่จะสรุปว่า “มี” หรือ “ไม่มี” ก็ได้ ข้อสรุปเรื่องนี้มีได้เพียงข้อสรุปเดียวนั่นคือไม่สามารถมีอาวุธนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว

การปกครองประชาธิปไตยตั้งแต่สมัยกรีกโบราณให้ความสำคัญกับการศึกษาของประชาชน เพราะในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนมีสิทธิมีเสียง สามารถแสดงออกหรือชี้ทิศทางสังคม ดังนั้นหากประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจย่อมง่ายที่จะนำสังคมไปผิดทิศผิดทาง
ข้อเท็จจริงคือ ทุกวันนี้ประเด็นสำคัญๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองหลายเรื่องมีความซับซ้อนและเพิ่มมากขึ้น มีข้อมูลต้องศึกษามาก บางเรื่องต้องอาศัยความรู้ทางเทคนิค ความรู้เฉพาะทาง การที่ประชาชนคนหนึ่งจะศึกษาเรื่องสองเรื่องนั้นยังพอเป็นไปได้ แต่จะให้รู้ลึกหลายสิบเรื่องต้องอาศัยเวลาไม่น้อย ปัญหาคือประชาชนไม่มีเวลา หวังใช้เวลาเพื่ออย่างอื่นมากกว่า แม้แต่นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญก็ไม่อาจเก่งไปทุกเรื่อง

นี่คือประเด็นที่นักการเมืองเข้าใจดีว่าประชาชนคนธรรมดามีความรู้จำกัด ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้อง การทำมาหากินประจำวันมากกว่า
            คงไม่เกินเลยที่จะสรุปว่าชาวอเมริกันจำนวนหนึ่งไม่เข้าใจเรื่องโครงการนิวเคลียร์อิหร่านมากเพียงพอ มีแนวโน้มคล้อยตามคำพูดของทรัมป์
            สุดท้าย กลายเป็นว่าประเทศจะดำเนินนโยบายอย่างไร ไปซ้ายหรือขวา ขึ้นกับความสามารถในการพูดของนักการเมือง ผู้นำรัฐบาล ไม่ได้ขึ้นกับหลักคุณธรรม หลักเหตุผลแต่ประการใด น่าสงสัยว่าจะทำเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติหรือไม่

งานปราศรัยครั้งนี้จัดโดย The American Israel Public Affairs Committee (AIPAC) บทบาทหน้าที่หลักของ AIPAC คือเสริมสร้างและปกป้องความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐ โดยเฉพาะด้านความมั่นคง เพื่อความปลอดภัยของประเทศอิสราเอล
            พูดง่ายๆ AIPAC เป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อประเทศอิสราเอล ทรัมป์กับผู้สมัครหลายคนมาหาเสียงกับกลุ่มที่นิยมชมชอบอิสราเอล ดังนั้นย่อมเป็นธรรมดาที่จะปราศรัยในประเด็นและเนื้อหาที่ผู้ฟังพอใจ
            หลังการปราศรัยนักวิเคราะห์หลายคนพากันวิพากษ์ว่าทรัมป์พูดเลยเถิดไปมาก โดยเฉพาะเนื้อหาที่พาดพิงประธานาธิบดีโอบามา Lillian Pinkus ประธาน AIPAC ถึงกับออกมากล่าวคำขอโทษอย่างเป็นทางการ ความตอนหนึ่งว่าแม้องค์กรกับรัฐบาลจะมีนโยบายบางอย่างแตกต่างกัน แต่ “เคารพต่อสถาบันประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและประธานาธิบดีบารัก โอบามาของเรา” พร้อมกับขอโทษที่บางช่วงผู้ฟังแสดงออกชื่นชมทรัมป์อย่างเต็มที่

            อันที่จริงแล้วไม่ใช่ความผิดที่พูด “เอาใจคนฟัง” แต่จะผิดถ้าพูดเกินความจริง บิดเบือนความจริง
            ดูเหมือนว่าทรัมป์ในฐานะผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาไม่แตกต่างจากนักการเมือง ผู้นำประเทศอีกหลายคนที่พูดเพียงเพื่อ “เอาใจคนฟัง” โดยไม่สนใจเรื่องข้อเท็จจริง

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
จากการวิเคราะห์เห็นว่าทรัมป์ไม่ผิดที่วิพากษ์ประธานาธิบดีโอบามา เพราะเป็นเรื่องของแนวนโยบายที่แตกต่างกัน ส่วนเรื่องใช้คำ “รุนแรง” คงผิดเรื่องมารยาทเท่านั้น แต่เป็นเสรีภาพอย่างหนึ่งมิใช่หรือ ความผิดสำคัญที่ไม่ค่อยถูกเอ่ยถึงคือเรื่องที่ทรัมป์บิดเบือนข้อเท็จจริงเรื่องโครงการนิวเคลียร์อิหร่านที่ทรัมป์พูดเองว่าได้ศึกษารายละเอียดรู้เรื่องดีกว่าหลายคน

            ในระบอบประชาธิปไตย คนที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ ผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกของประชาชน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้โดยอ้างว่าประชาชนเลือกมา ผู้ที่จะเป็นผู้แทนราษฎรต้องมีทักษะความสามารถเหนือคนทั่วไป มีประสบการณ์เหมาะกับตำแหน่ง นอกจากนี้ต้องแน่วแน่ที่จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนที่เลือกเขาและเป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศ

James Madison ผู้มีส่วนก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกาเห็นว่าผู้แทนราษฎรไม่เพียงเป็นภาพสะท้อนสังคม ตามการชี้นำของเสียงข้างมาก ที่สำคัญกว่านั้นจะต้องมีสติปัญญา มีคุณธรรม และหวังประโยชน์สุขอย่างยั่งยืนของสังคมโดยรวม
            ไม่ใช่เพียงเพื่อให้ได้คะแนนเสียง ชนะการเลือกตั้งและได้ถือครองอำนาจ
แต่กลไกประชาธิปไตยของแต่ละประเทศสามารถ “คัดกรอง” ให้ได้ผู้นำประเทศ ผู้แทนราษฎรที่มีคุณภาพหรือไม่ ในกรณีของสหรัฐอเมริกาสามารถติดตามตอนต่อไป
-------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
กลางเดือนมกราคมที่ผ่านมามีข่าวดีของอิหร่าน เมื่อ IAEA ประกาศว่าอิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไขเบื้องต้นของ JCPOA แล้ว ยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์อิหร่านใช้เพื่อสันติเท่านั้น ด้วยเหตุนี้สหรัฐ อียู และคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติจึงยกเลิกการคว่ำบาตร ข่าวดีที่สำคัญกว่ากองทัพสหรัฐไม่เป็นภัยคุกคามต่ออิหร่านดังสมัยสงครามอ่าวเปอร์เซีย อย่างไรก็ตามรากความขัดแย้งกับรัฐอาหรับยังคงอยู่และดำเนินต่อไป เพียงแต่ไม่สามารถใช้ประเด็นโครงการนิวเคลียร์เป็นเครื่องมืออีกต่อไป

บรรณานุกรม:
1. Ginsberg, Benjamin., Lowi, Theodore J., Weir, Margaret., Tolbert, Caroline J., & Spitzer, Robert J. (2015). We the People: An Introduction To American Politics. (Tenth Essentials Edition). NY.: W. W. Norton & Company.
2. Hanna, Jason., & Liebermann, Oren. (2015, April 3). Iran nuclear framework is a 'grave danger' to the world, Netanyahu says. CNN. Retrieved from http://edition.cnn.com/2015/04/03/middleeast/iran-israel-nuclear/
3. McManus, Doyle. (2015, March 3). Herzog: Netanyahu's speech to Congress has politics written all over it. Los Angeles Times. Retrieved from http://www.latimes.com/opinion/op-ed/la-oe-mcmanus-netanyahu-speech-iran-politics-20150304-column.html
4. Netanyahu outlines Israeli demands for final nuclear agreement with Iran. (2013, December 10). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/world/2013-12/10/c_132954390.htm
5. *UPDATE* Transcript Added: Donald Trump AIPAC Speech – 5:00pm EDT (est) LiveStream Video…. (2016, March 21). The Conservative Tree House. Retrieved from http://theconservativetreehouse.com/2016/03/21/donald-trump-aipac-speech-500pm-edt-est-livestream-video/
6. The American Israel Public Affairs Committee. (2016). Our Mission. Retrieved from http://www.aipac.org/en/about/mission
7. The White House. (2015, July 14). A Historic Deal to Prevent Iran from Acquiring a Nuclear Weapon. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/issues/foreign-policy/iran-deal
8. Weigel, David. (2016, March 22). AIPAC’s apology for Trump speech is unprecedented. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/news/post-politics/wp/2016/03/22/aipacs-apology-for-trump-speech-is-unprecedented/
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2559

สันติวิธี ทางเลือกของฟิลิปปินส์ต่อปัญหาทะเลจีนใต้

20 มีนาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7073 วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2559)

            ในบรรดาชาติสมาชิกอาเซียน ฟิลิปปินส์กับเวียดนามเป็น 2 ประเทศที่มักปรากฏเป็นข่าวพิพาทการอ้างกรรมสิทธิ์ทับซ้อนหรือพื้นที่ทับซ้อนกับจีน ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ขอความช่วยเหลือจากฝ่ายสหรัฐมากที่สุด ท่าทีและการดำเนินนโยบายของรัฐบาลฟิลิปปินส์จึงเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ สะท้อนความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในเรื่องนี้
            ฟิลิปปินส์เห็นว่าการที่จีนแสดงความเป็นเจ้าของต่อแนวปะการังมิสชีฟ (Mischeif Reef) ตั้งแต่เมื่อปี 1995 กับหมู่เกาะปะการังสการ์โบโรห์ (Scarborough Shoal) เมื่อปี 1997 คือการเข้ายึดครองอาณาเขตของฟิลิปปินส์โดยตรง แนวปะการังมิสชีฟตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเลของตน แต่ห่างจากแผ่นดินจีนถึงพันไมล์ ฝ่ายจีนยึดว่าพื้นที่เหล่านั้นเป็นของตน อ้างว่าอยู่ใกล้ไต้หวัน
            พื้นที่ทับซ้อนเหล่านี้กลายเป็นเหตุพิพาทเรื่อยมา ต่างฝ่ายพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทางทหาร แต่มักเกิดเหตุยั่วยุเป็นประจำ

ประธานาธิบดีอากีโนที่ 3 เปรียบเทียบจีนคือฮิตเลอร์
กุมภาพันธ์ 2014 รัฐบาลอากีโนที่ 3 แสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อจีน เปรียบสถานการณ์ปัจจุบันเหมือนกับสมัยที่ฮิตเลอร์เรียกร้องดินแดนซูเดเทนแลนด์ (Sudetenland) จากเชโกสโลวาเกียเมื่อปี 1938 ชาติมหาอำนาจสมัยนั้น “พยายามเอาอกเอาใจฮิตเลอร์ยอมให้ซูเดเทนแลนด์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2” เตือนว่า หากฟิลิปปินส์สูญเสียดินแดนดังกล่าว ในอนาคตจีนคงต้องการมากกว่านั้นดังเช่นพฤติกรรมของฮิตเลอร์ เพราะหลังจากได้เขตซูเดเทนแลนด์ อีก 6 เดือนต่อมาฮิตเลอร์เข้ายึดครองประเทศเชโกสโลวาเกียทั้งหมด ตามมาด้วยสงครามโลกครั้งที่ 2
            ถ้ามองจากมุมฟิลิปปินส์ พฤติกรรมของจีนเป็นการละเมิดอธิปไตยฟิลิปปินส์ สมควรที่ต้องถูกตอบโต้
            แต่ถ้ามองในมุมเปรียบเทียบเหมือนฮิตเลอร์ยึดครองซูเดเทนแลนด์แล้วทำสงครามโลกครั้งที่ 2 เท่ากับกำลังบอกว่าจีนจะยึดครองประเทศฟิลิปปินส์ทั้งประประเทศ และจะทำสงครามโลกยึดทวีปเอเชียกับทวีปอื่นๆ  ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้
            มิหนำซ้ำ การอ้างว่าเป็นข้อพิพาทระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ โดยไม่เอ่ยถึงประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศที่อ้างกรรมสิทธิ์ทับซ้อนบางส่วน เท่ากับกีดกันประเทศอื่นๆ ว่าไม่มีส่วนในกรรมสิทธิ์เหล่านั้นไปในตัว ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน หากจีนไม่แย่งชิงหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ก็ใช่ว่าฟิลิปปินส์จะได้เป็นเจ้าของตามที่ต้องการ
            น่าเห็นใจฟิลิปปินส์ต้องเผชิญแรงกดดันจากจีนไม่น้อย แต่รัฐบาลฟิลิปปินส์ควรตระหนักถึงความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศซึ่งเป็นสมาชิกอาเซียนด้วยกัน
            รัฐบาลอากีโนสามารถปิดห้องพูดคุยทำความเข้าใจกับชาติสมาชิกอาเซียนเหล่านั้น แต่วิวาทะระหว่างฟิลิปปินส์กับจีนสร้างความตึงเครียดทางการเมืองแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยตรง อาจไม่เป็นผลดีต่ออาเซียน (เว้นแต่อาเซียนต้องการให้เป็นเช่นนั้น ฟิลิปปินส์กำลังแสดงอีกบทบาทของอาเซียน)
            โดยรวมแล้ว ประธานาธิบดีอากีโนที่ 3 อาจพูดด้วยความตั้งใจดีต่อประเทศชาติ แต่การยกตัวอย่างที่ไม่สมเหตุสมผล เกินความจริง ส่งผลต่อภาพพจน์ประเทศซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลประโยชน์ของประเทศเช่นกัน

ความจริงของท่าทีที่ฟิลิปปินส์มีต่อจีน :
วาทะอันแข็งกร้าวของรัฐบาลอากีโนที่ 3 เมื่อกุมภาพันธ์ 2014 อาจชี้นำให้เข้าใจว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์แข็งกร้าวต่อจีนมาก แต่ถ้ามองภาพรวมจะเห็นอีกภาพที่ตรงข้าม ดังนี้
            ประการแรก ฟิลิปปินส์ยึดมั่นแก้ปัญหาโดยสันติวิธี
แถลงการณ์ร่วมจีน-ฟิลิปปินส์อันเนื่องจากประเด็นทะเลจีนใต้และพื้นที่ความร่วมมืออื่นๆ เมื่อ 10 สิงหาคม 1995 ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงที่จะยึดหลักแก้ปัญหาด้วยสันติและเป็นมิตร ด้วยการปรึกษาหารือบนฐานะที่เท่าเทียมและเคารพซึ่งกันและกัน
            หลักแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีและเป็นมิตรได้รับการยืนยันซ้ำผ่านแถลงการณ์ร่วมอีกหลายฉบับ เช่น แถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลจีนกับฟิลิปปินส์เรื่องกรอบความร่วมมือทวิภาคีในศตวรรษที่ 21 เมื่อ 16 พฤษภาคม 2000 ความตอนหนึ่งว่า 2 ฝ่ายยึดมั่นที่จะรักษาสันติภาพ ความมั่นคงในทะเลจีนใต้ ตกลงที่จะส่งเสริมยุติข้อพิพาทโดยสันติผ่านการปรึกษาหารือทวิภาคีอย่างเป็นมิตร
            ตุลาคม 2012 นายอัลเบิร์ต เดล โรซาริโอ (Albert del Rosario) รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศฟิลิปปินส์กล่าวในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาข้อพิพาทเรื่องดินแดน “โดยปราศจากการคุกคามด้วยกำลัง” และเรียกร้องให้ใช้ข้อกฎหมายของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UN Convention on the Law of the Sea: UNCLOS) เชื่อว่าทุกประเทศที่เกี่ยวข้องจะเคารพกฎหมายดังกล่าวเพื่อการแก้ไขโดยสันติวิธี
            ตรงข้ามกับฟิลิปปินส์ จีนต้องการแก้ปัญหาด้วยการเจรจาทวิภาคี
ปลายเดือนเมษายน 2014 (2 เดือนหลังเปรียบเปรยว่าจีนเป็นฮิตเลอร์) ประธานาธิบดีอากีโนที่ 3 กล่าวว่าสิ่งที่เราต้องการคือสื่อให้จีนรับรู้คือทุกประเทศมุ่งให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่งคั่งแก่ประชาชน การนี้จำต้องมีบริบทที่มีเสถียรภาพ ข้อพิพาททะเลจีนใต้/ฟิลิปปินส์ตะวันตกไม่เป็นเหตุยุติความสัมพันธ์ของเราเสียสิ้น เรามีความสัมพันธ์ที่ดีในหลายด้าน ประเด็นทะเลจีนใต้อาจเป็นเพียงประเด็นเดียวที่ไม่ลงรอยกัน ... จีนมีเป้าหมายพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน น่าจะเห็นว่าเป็นการดีที่จะร่วมมือกันสร้างเสถียรภาพแก่ทุกฝ่าย
            เป็นอีกครั้งที่ประธานาธิบดีอากีโนที่ 3 กล่าวอย่างระมัดระวัง ไม่ปฏิเสธว่าขัดแย้งกับจีน แต่พยายามชี้ว่ามีความร่วมมือทวิภาคีอื่นๆ อีกมาก ความขัดแย้งเรื่องทะเลจีนใต้ไม่ใช่วันสิ้นโลก ที่สำคัญกว่าคือทุกฝ่ายต่างเห็นตรงกันว่าหากความขัดแย้งบานปลายจะไม่เป็นผลดี ทางที่ดีที่สุดคือพยายามรักษาความมีเสถียรภาพ ส่วนเรื่องที่ขัดแย้งก็แก้กันต่อไป

            ล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2016 ประธานาธิบดีอากีโนที่ 3 กล่าวว่ากล่าวว่าฟิลิปปินส์รับรู้ “พฤติกรรมก้าวร้าวของประเทศเพื่อนบ้านตัวโต มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก มีอาวุธนิวเคลียร์ ...อย่างไรก็ตาม เฉกเช่นทุกประเทศ เราจำต้องปกป้องสิทธิของเรา”
ฟิลิปปินส์ไม่มีเจตนาท้าทายทางทหาร “ไม่มีแผนพยายามเป็นเครื่องป้อมปรามต้านพลังทางทหารของมหาอำนาจ” แม้จะมีข้อพิพาทเรื่องทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตก (ทะเลจีนใต้)

ประการที่ 2 ยื่นเรื่องต่อสหประชาชาติ ศาลโลก
            รัฐบาลอากีโนที่ 3 ตั้งใจใช้ทุกช่องทางที่มีอยู่พยายามแก้ปัญหาด้วยกฎหมายอย่างสันติ และหวังว่าประเทศเพื่อนบ้านจะเคารพกฎหมาย ได้นำประเด็นพิพาทเข้าสู่สหประชาชาติ เช่น ในเดือนเมษายน 2011 ได้ยื่นจดหมายอย่างเป็นทางการต่อสหประชาชาติเพื่ออ้างอธิปไตยเหนือ Kalayaan Island Group (KIG) แจ้งต่อสหประชาชาติว่าจีนรุกล้ำน่านน้ำของตน
            และยื่นเรื่องต่อคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งกฎหมายทะเล (International Tribunal of the Law of the Sea: ITLOS) เพื่อชี้ขาดแก้ไขข้อพิพาททางทะเลระหว่างประเทศที่ให้สัตยาบันอนุสัญญาสหประชาชาติฉบับนี้
            แต่วิธีการทั้งหมดยังไม่ได้ผล

            ประการที่ 3 จุดอ่อนของอาเซียน DOC กับปัญหาของ COC
            อีกวิธีที่ฟิลิปปินส์ใช้คือใช้กลไกลของอาเซียน โดยเฉพาะปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ (Declaration on the Conduct of Parties in the South China Sea: DOC) ที่จีนลงนามเมื่อปี 2002 เอกสารดังกล่าวยึดหลักแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อดีของเอกสารนี้คือทำให้ประเทศต่างๆ หลีกเลี่ยงเผชิญหน้าด้วยกำลังทหาร แต่ไม่มีอำนาจบังคับใช้ ดังนั้น การจะปฏิบัติตามหรือไม่เป็นเรื่องของความสมัครใจ เนื้อหา DOC บางข้อเป็นหลักการกว้างๆ จึงเกิดการตีความแตกต่างกัน
            ประเด็นที่ต้องเอ่ยถึงคือนอกจาก DOC ไม่ช่วยเร่งเจรจายุติปัญหา ยังไม่ช่วยสกัดการรุกคืบแสดงความเป็นเจ้าของจากจีน ดังจะเห็นว่าจีนเพิ่มเติมสิ่งปลูกสร้างถาวรในเกาะที่ยึดครองมากขึ้นๆ ติดตั้งระบบอาวุธต่างๆ มากมาย สร้างสนามบิน

            ที่ผ่านมาฟิลิปปินส์พยายามส่งเสริมจัดทำ แนวปฏิบัติ” (COC) ที่มีผลผูกพันต้องปฏิบัติตาม ดูเหมือนว่ามีความคืบหน้าแต่ไม่มีข้อสรุปเสียที

            ปัญหากลไกอาเซียนปรากฏชัดเมื่อพฤศจิกายน 2012 ที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนไม่มีฉันทามติเรื่องสิทธิเหนือหมู่เกาะปะการังสการ์โบโรห์ เพราะประธานาธิบดีอากีโนที่ 3 ไม่เห็นด้วยกับร่างแถลงการณ์ ปรากฏการณ์ดังกล่าวซ้ำรอยก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกรกฎาคมในที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน
            ประธานาธิบดีอากีโนถึงกับยกมือและพูดแทรกขณะนายกฯ ฮุนเซนเจ้าภาพกำลังกล่าวสุนทรพจน์สรุปการประชุม เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาสรุป เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นหลักฐานความไม่เป็นเอกภาพของอาเซียน ที่ผ่านมาอาเซียนมักแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในได้ดี อย่างน้อยสามารถซ่อนไว้ใต้พรม สาธารณชนไม่รู้ไม่เห็น
ประธานาธิบดีอากีโนถึงกับเอ่ยว่า “อาเซียนไม่ใช่ช่องทางเดียวของเรา ในฐานะรัฐอธิปไตย เป็นสิทธิ์ของเราที่จะปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติของเรา”

            การยึดมั่น “แก้ปัญหาด้วยสันติวิธี” อาจเป็นเพราะไม่นิยมความรุนแรง เชื่อว่าเป็นทางออกที่ดี หรือไม่มีอำนาจทำเช่นนั้น ในขณะที่อาเซียนพอจะเป็นที่พึ่งได้บ้างแต่มีลักษณะจำเพาะของตนเอง ชาติสมาชิกแต่ละประเทศมีบริบท มีนโยบายของตนเอง แม้เสียงจะดังกว่าฟิลิปปินส์แต่ดูเหมือนว่าพึ่งพาไม่ได้เต็มร้อย ทางออกอีกทางคือเข้าหาสหรัฐซึ่งมีทั้งผลดีผลเสีย (ดังจะนำเสนอในตอนต่อไป) สถานการณ์ซับซ้อนและอาจรุนแรงกว่าเดิม
--------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจเป็นแนวคิดจากสำนักสัจนิยมที่ใช้กันแพร่หลาย ถ่วงดุลฝ่ายที่เป็นอริ ไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายได้เปรียบ หวังเป็นเหตุไม่ให้คิดทำสงครามต่อกัน อาเซียนกำลังใช้ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจถ่วงดุลจีนกับฝ่ายสหรัฐ เพื่อชี้ชวนให้ทุกฝ่ายดำเนินนโยบายกับอาเซียนอย่างสร้างสรรค์ แต่ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจมีจุดอ่อนเช่นกัน จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง

บรรณานุกรม:
1. Acharya, Amitav. (2009). Constructing a Security Community in Southeast Asia: ASEAN and the Problem of Regional Order (2nd Ed.). Oxon: Routledge.
2. Aquino pushes for rule of law in resolving territorial. (2014, May 10). Philippine Daily Inquirer. Retrieved from http://www.gmanetwork.com/news/story/360479/news/world/asean-calls-on-china-to-speed-up-maritime-security-talks
3. Dosch, Jörn. (2013, May 14). The Spratly Islands Dispute: Order-Building on China’s terms? Retrieved from http://hir.harvard.edu/the-spratly-islands-dispute-order-building-on-china-s-terms
4. EGCO, JOEL M. SY. (2016, February 17). PHilippines will not fight China – Aquino. The Malina Times. Retrieved from http://www.manilatimes.net/philippines-will-not-fight-china-aquino/245480/
5. Philippine Leader Sounds Alarm on China. (2014, February 5). The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2014/02/05/world/asia/philippine-leader-urges-international-help-in-resisting-chinas-sea-claims.html?_r=0
6. Philippines to bring Scarborough Shoal row to international court. (2012, June 14). Philippine Daily Inquirer. Retrieved from http://globalnation.inquirer.net/39901/philippines-to-bring-scarborough-shoal-row-to-international-court
7. Porcalla, Delon. (2012, November 20). Asean leaders fail to agree on sea row. The Philippine Star. Retrieved from http://www.philstar.com/headlines/2012/11/20/868921/asean-leaders-fail-agree-sea-row
8. President Aquino at the Los Angeles World Affairs Council. (2016, February 17). The Official Gazette. Retrieved from http://www.gov.ph/2016/02/17/aquino-los-angeles-world-affairs-council/
9. Saleem, Omar. (2000). The Spratly Islands Dispute: China Defines the New Millennium. American University International Law Review, 15, no. 3, 527-582. Retrieved from http://www.wcl.american.edu/journal/ilr/15/saleem.pdf
10. The White House. (2014, April 28). Remarks by President Obama and President Benigno Aquino III of the Philippines in Joint Press Conference. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/04/28/remarks-president-obama-and-president-benigno-aquino-iii-philippines-joi
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2559

ปรากฏการณ์ “ลบอิสราเอลออกจากแผนที่” อีกครั้ง

13 มีนาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7066 วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2559)

เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาอิหร่านทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยกลาง 2 ลูก รุ่น Qadr-H กับ Qadr-F จากเทือกเขาทางภาคเหนือของประเทศ พลจัตวา Amir Ali Hajizadeh ผู้บัญชาการทหารอากาศแห่งกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolution Guards Corps Aerospace Force) แถลงข่าวหลังทดสอบว่าเป็นการซ้อมรบตามแผนป้องกันประเทศ ใช้ยิงศัตรูของอิหร่านโดยเฉพาะอิสราเอล อิหร่านไม่มีแผนรุกรานใครแต่พร้อมยิงขีปนาวุธใส่ผู้ที่คิดทำลายล้างอิหร่าน ระบอบไซออนนิสต์ (Zionist regime) เป็นเป้าหมาย “เป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงออกแบบขีปนาวุธพิสัย 2,000 กิโลเมตรเพื่อเป้าหมายศัตรูที่อยู่ไกลอย่างระบอบไซออนนิสต์ขีปนาวุธดังกล่าวสามารถยิงเป้าหมายระยะห่าง 2,000 กิโลเมตรในเวลา 12-13 นาที อาวุธดังนี้มีเพื่อการป้องกันประเทศ ไม่ละเมิดข้อตกลงนิวเคลียร์ ไม่ได้ติดหัวรบนิวเคลียร์
ณ ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปว่าอิหร่านละเมิดข้อมติหรือไม่ ต้องรอคำตอบจากคณะมนตรีความมั่นคง คาดว่ารัฐบาลโรฮานีคงประเมินมาดีแล้วว่าไม่ละเมิดข้อมติ แต่การไม่ละเมิดข้อมติไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลสหรัฐจะไม่คว่ำบาตรอิหร่านฝ่ายเดียวโดยไม่สนใจว่ามีข้อมติสหประชาชาติรับรองหรือไม่

ที่สำคัญกว่านั้นคือมุมมอง ทัศนคติที่มีผลต่อจิตวิทยาคนทั่วไป สื่ออิหร่านรายงานว่าบนตัวขีปนาวุธดังกล่าวมีข้อความ “อิสราเอลต้องถูกลบออกจากหน้าประวัติศาสตร์” หรือออกจากแผ่นดินโลกเป็นภาษาฮีบรู (Hebrew)
            การเขียนเป็นภาษาฮีบรูบ่งบอกว่าต้องการให้คนอิสราเอลอ่าน ต้องการสื่อสารถึงอิสราเอลโดยตรง
            ประโยคต้องการ “ลบอิสราเอลออกจากแผนที่” หรือประโยคที่มีความหมายคล้ายกันเป็นคำพูดที่ถูกกล่าวถึงเสมอๆ ในความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน เช่นเมื่อเดือนตุลาคม 2005 ประธานาธิบดีมาห์มุด อาห์มาดิเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad) ประกาศว่า “อิสราเอลจะต้องถูกลบออกจากแผนที่”
            จึงเป็นอีกครั้งที่ประโยคนี้ปรากฏผ่านสื่อระหว่างประเทศ ไม่ว่ารัฐบาลอิหร่านจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เป็นการตอกย้ำเป้าหมาย ทัศนคติที่รัฐบาลอิหร่านมีต่อพวกไซออนนิสต์ แฝงไว้ด้วยความหลงผิดและความจริง ดังนี้

ว่าด้วยความหลงผิดกับความจริง :
            ประการแรก อิหร่านไม่มีอาวุธนิวเคลียร์
            เวลาเอ่ยถึงการลบอิสราเอลออกจากแผนที่มักจะหมายถึงการที่ประเทศอิสราเอลถูกทำลายล้างด้วยอาวุธ หลายคนตีความว่าคืออาวุธนิวเคลียร์ เป็นเหตุให้หลายคนสนใจติดตามโครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่าน เป็นเหตุให้รัฐบาลอิสราเอลใช้เป็นข้ออ้างว่าประเทศถูกคุกคามอย่างร้ายแรง อิหร่านเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุด
ความจริงมีอยู่ว่านับจากกรกฎาคม 2015 เมื่ออิหร่านกับ 6 ชาติคู่เจรจาบรรลุร่างข้อตกลงแก้ปัญหาโครงการนิวเคลียร์อิหร่านฉบับสมบูรณ์ ที่เรียกว่า Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) เท่ากับได้ข้อสรุปแล้วว่าโครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่านโปร่งใส ใช้เพื่อสันติจริงๆ และบัดนี้อยู่ภายใต้การตรวจสอบควบคุมอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เป็นที่มาว่าทำไมสหรัฐกับพันธมิตรจึงยกเลิกคว่ำบาตรพร้อมคืนเงินที่อายัดไว้
ณ วันนี้ ใครก็ตามที่อ้างว่าอิหร่านใกล้จะมีอาวุธนิวเคลียร์หรือกำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์จึงเป็นเรื่องไร้สาระ

ถ้าวิเคราะห์ในเชิงหลักการ การที่รัฐบาลโรฮานีเปิดการเจรจาแก้ปัญหานิวเคลียร์เท่ากับว่ารัฐบาลอิหร่านปรับเปลี่ยนนโยบายครั้งใหญ่ นั่นคือ การประกาศต่อชาวโลกว่าอิหร่านไม่ต้องการและไม่คิดจะมีอาวุธนิวเคลียร์อีกแล้ว โดยผ่านการรับรองจาก IAEA ท่าทีดังกล่าวต่างจากสมัยประธานาธิบดีอาห์มาดิเนจาดที่เร่งเดินหน้าโครงการพัฒนานิวเคลียร์ ไม่หวั่นเกรงแรงกดดันต่างๆ จนนำสู่การถูกคว่ำบาตรอย่างรุนแรง

            ประการที่ 2 ขีปนาวุธรุ่น Qadr-H กับ Qadr-F มีอานุภาพจำกัด
            ภาพที่ปรากฏทางสื่ออาจให้ทำดูเหมือนว่าเป็นจรวดที่มีอานุภาพมากเพราะมีขนาดใหญ่โต ยาวเกือบ 16 เมตร น้ำหนัก 17 ตัน สามารถยิงไกลถึง 2,000 กิโลเมตร แต่เนื่องจากสามารถติดหัวรบขนาดน้ำหนักไม่เกิน 1,000 กิโลกรัมและไม่ใช่หัวรบนิวเคลียร์ (อิหร่านไม่มี) ประโยชน์ของขีปนาวุธจึงมีเพื่อโจมตีเป้าหมายใหญ่ๆ เช่น สนามบิน ฐานทัพ ขอบเขตความเสียหายไม่ต่างจากระเบิดขนาดน้ำหนักดังกล่าว ซึ่งเครื่องบินรบทั่วไปทำได้อยู่แล้ว บางรุ่นสามารถติดตั้งลำละหลายลูก
            อีกทั้งขีปนาวุธมีโอกาสถูกยิงสกัดก่อนถึงเป้าหมายโดยระบบป้องกันทางอากาศของอิสราเอล
            ความเข้าใจที่สำคัญคือ หากอิหร่านยิงขีปนาวุธเหล่านี้ใส่อิสราเอล แม้จะยิงหลายสิบลูกก็ไม่อาจ “ลบ” อิสราเอลออกจากแผนที่ ซ้ำร้ายจะเป็นเหตุชอบธรรมให้อิสราเอลโต้กลับ

            ประการที่ 3 หลายฝ่ายยอมรับว่าอิสราเอลมีอาวุธนิวเคลียร์
            ในแวดวงวิชาการ นักการทูตและนักการทหารเอ่ยถึงเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ของอิสราเอล เพราะรัฐบาลอิสราเอลปิดปากเงียบหรือพูดครึ่งๆ กลางๆ มาตลอด ความเข้าใจเรื่องนี้จึงเป็นปริศนาและพูดกันไปต่างๆ นานา แต่นับวันข้อมูลนิวเคลียร์อิสราเอลถูกเผยแพร่ในวงกว้างมากขึ้น ชี้ว่าอย่างน้อยอิสราเอลมีอาวุธนิวเคลียร์จริง
ข้อมูลของ Stockholm International Peace Research Institute (SIPRI) ประเมินว่าปัจจุบันอิสราเอลมีระเบิดนิวเคลียร์ทั้งหมด 80 ลูก ในจำนวนนี้ 50 ลูกติดตั้งในขีปนาวุธพิสัยกลาง Jericho II ยิงไกลถึงอิหร่าน ที่เหลืออีก 30 ลูกเป็นระเบิดที่ทิ้งจากเครื่องบินรบ นอกจากนี้อิสราเอลได้พัฒนาขีปนาวุธ Jericho III ที่มีพิสัยไกลกว่า 10,000 กิโลเมตร ทั้งมีข่าวว่าได้พัฒนาขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ที่ยิงจากเรือดำน้ำด้วย
จำนวน 80 ลูกเป็นการประเมินขั้นต่ำ ข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ ระบุว่ามีนับร้อยลูก แต่ด้วยจำนวนเท่านี้ เพียงพอที่จะโจมตีทุกประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง เฉพาะอิหร่านอาจเป็นเป้าได้หลายลูก

ข้อคิดเรื่องสื่อ ข้อเตือนใจอิหร่าน :
            ทันทีที่เกิดเหตุ สื่อตะวันตกสำนักหลักๆ ต่างนำเสนอข่าวนี้อย่างเต็มที่ หลายสำนักพาดหัวข่าวด้วยประโยคที่สื่อว่าต้องการลบอิสราเอลออกจากแผนที่ (ถ้าอยากรู้ว่ามีมากเพียงใดสามารถตรวจสอบด้วยการค้นคำว่า “Israel must be wiped out”) ไม่ว่าจะนำเสนอข่าวด้วยเหตุผลใด คำว่าอิหร่านต้องการทำลายล้างอิสราเอลปรากฏขึ้นอีกครั้งผ่านสื่อหลักทั่วโลก

            ความเข้าใจที่สำคัญคือ ในทัศนคติของคนทั่วไป การที่ประเทศหนึ่งบอกว่าจะ “ลบอีกประเทศ” ออกจากแผนที่ การทำให้ชาติหนึ่งสูญหายจากหน้าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องร้ายแรงมาก แสดงถึงทัศนคติที่มุ่งร้ายอย่างรุนแรง ถึงขั้นต้องการทำลายล้าง

            ไม่ว่าจะมีข้อโต้แย้งเรื่องนี้อย่างไร เช่น อิสราเอลชั่วร้ายกว่าอิหร่าน อิสราเอลจะถูกทำลายล้างในที่สุด ต้องตระหนักว่าเป็นเรื่องที่คนทั่วไปยากเข้าใจหรือยอมรับได้ นึกถึงหนังจีนกำลังภายในที่คนตระกูลหนึ่งประกาศว่าจะฆ่าล้างคนอีกตระกูลให้สิ้นซาก
            กลายเป็นความชอบธรรมที่ผู้ถูก “ข่มขู่” สามารถตอบโต้อย่างสาสมกับคำข่มขู่นั้น
            นายกฯ เนธันยาฮูมักตอกย้ำว่าอิหร่านต้องการลบอิสราเอลออกจากแผนที่ หลายปีที่ผ่านมาเน้นประเด็นโครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่าน พูดในหลายวาระหลายเวทีว่าอิหร่านใกล้จะผลิตระเบิดนิวเคลียร์ได้แล้ว และจะผลิตได้หลายสิบลูกอย่างรวดเร็ว เป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอลและโลกโดยตรง
            แต่ด้วยนโยบายของรัฐบาลโรฮานีที่เปิดเจรจาอย่างจริงจัง จึงสามารถหลบรอดคำกล่าวหา
บัดนี้ การพัฒนาขีปนาวุธกลายเป็นประเด็นชี้ว่าอิหร่านต้องการลบ “อิสราเอลออกจากแผนที่” อีกรอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเหลวไหลยิ่งกว่าโครงการพัฒนานิวเคลียร์
            แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าสาธารณชนจะเข้าใจตามนี้ หลายคนรับรู้จดจำได้แต่ “ความอาฆาตพยาบาทที่อิหร่านมีต่ออิสราเอลเท่านั้น” จากข้อมูลที่ปรากฏผ่านสื่อกระแสหลัก
          เพียงเท่านี้อิสราเอลก็ชนะแล้ว ควรที่รัฐบาลโรฮานีจะทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นหรือไม่

ใครกันแน่ที่จะลบอีกฝ่ายออกจากแผนที่ :
            เรื่องที่อิหร่านจำต้องตระหนักเสมอคือ รัฐบาลอิสราเอลพร้อมใช้วิธี “ชิงลงมือก่อน” (preemption) หลักคิดของอิสราเอลคือเป็นการยากที่จะคาดเดาว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรหากเกิดสงคราม อิสราเอลอาจถูกโจมตีเสียหายหนักหรือเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ก็เป็นได้ ไม่ว่าที่สุดแล้วจะเป็นอย่างไร อิสราเอลขอสู้ดีกว่านั่งรอความตาย
            มีการประเมินว่าหากระเบิดนิวเคลียร์ลูกขนาดย่อมตกใส่ใจกลางเมืองหลวง อิสราเอลจะไม่หลงเหลือความเป็นรัฐทันสมัยอีกเลย

            ถ้าอิหร่านมีหรือกำลังจะมีอาวุธนิวเคลียร์ หากรัฐบาลสหรัฐไม่ชิงโจมตีทำลายอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน อิสราเอลจะลงมือโจมตีด้วยตนเอง การชิงโจมตีก่อนเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว อิสราเอลส่งเครื่องบินรบถล่มเตาปฏิกรณ์ปรมาณูของอิรักที่ Osiraq เมื่อปีค.ศ.1981
            ตั้งแต่ปี 2002 เมื่อประธานาธิบดีอาห์มาดิเนจาดเริ่มโครงการนิวเคลียร์อีกครั้งอย่างจริงจัง รวมทั้งนโยบายต่อต้านอิสราเอลต่างๆ อิสราเอลจึงประกาศว่าอาจชิงลงมือโจมตีก่อน
            ข้อสรุปคือการที่รัฐบาลอิหร่านประกาศต่อต้านอิสราเอล ทำให้อิสราเอลมีความชอบธรรมที่จะจัดการอิหร่านเช่นกัน ถ้าดูจากที่ปฏิบัติต่ออิรัก อิสราเอลจะไม่รอให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์

            ไม่เพียงที่รัฐบาลอิสราเอลคิดเช่นนี้ รัฐบาลสหรัฐบางชุดคิดเช่นนี้เหมือนกัน ต้นปี 2005 รองประธานาธิบดีดิก เชเนีย์ (Dick Cheney) กล่าวสนับสนุนว่า “จากข้อเท็จจริงที่อิหร่านประกาศเป้าหมายนโยบายทำลายอิสราเอล ชาวอิสราเอลควรตัดสินใจลงมือก่อน ปล่อยให้ประเทศอื่นๆ ที่เหลือกังวลว่าควรปัดกวาดความยุ่งยากทางการทูตที่จะตามมาอย่างไร”
            ถ้าจะพูดให้สุด ก่อนที่อิหร่านจะ “ลบ” อิสราเอล อิสราเอลพร้อมจะ “ลบ” อิหร่านก่อน
-----------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
กลางเดือนมกราคมที่ผ่านมามีข่าวดีของอิหร่าน เมื่อ IAEA ประกาศว่าอิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไขเบื้องต้นของ JCPOA แล้ว ยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์อิหร่านใช้เพื่อสันติเท่านั้น ด้วยเหตุนี้สหรัฐ อียู และคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติจึงยกเลิกการคว่ำบาตร ข่าวดีที่สำคัญกว่ากองทัพสหรัฐไม่เป็นภัยคุกคามต่ออิหร่านดังสมัยสงครามอ่าวเปอร์เซีย อย่างไรก็ตามรากความขัดแย้งกับรัฐอาหรับยังคงอยู่และดำเนินต่อไป เพียงแต่ไม่สามารถใช้ประเด็นโครงการนิวเคลียร์เป็นเครื่องมืออีกต่อไป

บรรณานุกรม:
1. 2,000-km missiles designed to reach Israel: IRGC. (2016, March 10). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/Index_view.asp?code=253664
2. Blacktail. (2016). Jericho III: Intercontinental ballistic missile. Retrieved from http://www.military-today.com/missiles/jericho_3.htm
3. Bronk, Justin. (2016, March 9). Iran's missiles: How big a threat to regional rivals? Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2016/03/iran-missiles-big-threat-regional-rivals-160309131848758.html
4. Commander: Iranian Missiles to Hit Targets at 2,000km in 12-13 Minutes. (2016, March 10).  FNA. Retrieved from http://en.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13941220000474
5. Cook, Jonathan. (2008). Israel and the Clash of Civilisations: Iraq, Iran and the Plan to Remake the Middle East. USA: Pluto Press.
6. Corsi, Jerome R. 2009. Why Israel Can't Wait: The Coming War Between Israel and Iran. New York: Threshold Editions.
7. DePetris, Daniel R. (2016, September 20). Welcome to Israeli Nuclear Weapons 101. The National Interest. Retrieved from http://nationalinterest.org/feature/welcome-israeli-nuclear-weapons-101-13882
8. Naji, Kasra. (2008). Ahmadinejad: The Secret History of Iran's Radical Leader. CA: University of California Press.
9. Ostadrahimi, Ehsan. (2016). Qadr: Medium-range ballistic missile. Retrieved from http://www.military-today.com/missiles/qadr.htm
10. Wilkin, Sam., & Sharafedin, Bozorgmehr. (2016, March 9). Despite Threat Of Sanctions, Iran Tests Missiles Marked With The Phrase 'Israel Must Be Wiped Out'. The Huffington Post/Reuters. Retrieved from http://www.huffingtonpost.com/entry/iran-missile-tests_us_56e000ace4b0860f99d73ba5
11. World nuclear forces. (2014). Stockholm International Peace Research Institute. Retrieved from http://www.sipri.org/yearbook/2013/06
-----------------------------

วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2559

รัสเซียทำสงครามปราบ IS ในซีเรียเพื่อใคร (2)

6 มีนาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7059 วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2559)


ความแปลกแยกระหว่างรัสเซียกับฝ่ายสหรัฐ :
            ประเด็นสำคัญคือความแปลกแยกระหว่างรัสเซียกับฝ่ายสหรัฐที่ต่างมีนโยบายปราบปรามผู้ก่อการร้าย IS แต่ไม่สามารถร่วมมือและขัดแย้งกันเอง เช่น รัฐบาลสหรัฐ นาโต รัฐอาหรับเห็นว่าการโจมตีทางอากาศของรัสเซียมุ่งเป้าทำลายฝ่ายต่อต้านสายกลางมากกว่า และเป็นผลดีต่อ IS ในขณะที่รัฐบาลรัสเซียยืนยันว่าปฏิบัติการของตนมุ่งเป้ากลุ่มผู้ก่อการร้าย พยายามเสนอข้อมูลหลักฐาน แต่ฝ่ายสหรัฐไม่ยอมรับข้อมูลเหล่านั้น
            ในอีกด้านหนึ่ง ทางการรัสเซียร้องขอข้อมูลว่าฝ่ายต่อต้านสายกลางที่ฝ่ายสหรัฐอ้างถึงคือกลุ่มใด อยู่ที่ไหน เพื่อป้องกันการโจมตีผิดกลุ่ม แต่สหรัฐไม่ให้คำตอบเรื่องนี้ (ล่าสุด 2 ประเทศได้แลกเปลี่ยนตำแหน่งที่ตั้งของกองกำลังติดอาวุธหลายกลุ่มเพื่อป้องกันโจมตีผิดพลาด แต่น่าจะเป็นกรณีเฉพาะกิจสำหรับการหยุดยิงชั่วคราวเท่านั้น)
            กลายเป็นว่าทั้งรัสเซียกับฝ่ายสหรัฐต่างปราบ IS ในซีเรีย แต่ต่างฝ่ายต่างทำ แผนปราบปราม IS ในซีเรียจึงกลายเป็นมี 2 แผน

เหตุที่แผนปราบปราม IS แตกต่างกัน :
ประการแรก สัมพันธ์กับการล้มระบอบอัสซาดหรือไม่
            ตั้งแต่เริ่มต้น รัฐบาลโอบามา พันธมิตรชาติตะวันตกกับรัฐอาหรับยึดมั่นว่าซีเรียในอนาคตต้องไม่มีระบอบอัสซาด ส่วนการต่อต้าน IS นั้นนับจากประธานาธิบดีโอบามาเริ่มเอ่ยถึงยุทธศาสตร์ต่อต้าน IS อย่างเป็นระบบ เมื่อพิจารณาดูผลงานจนถึงปัจจุบันเป็นหลักฐานในตัวเองว่า แม้ระบุว่าโจมตี IS นับพันเที่ยว ทำลายสิ่งต่างมากมาย แต่โดยรวม IS ยังคงแข็งแกร่งในขณะที่กองทัพอัสซาดอ่อนแอลง
            ด้วยยุทธศาสตร์ต่อต้าน IS ของรัฐบาลโอบามาทำให้นักวิเคราะห์บางคนตั้งคำถามว่ารัฐบาลโอบามาหวังให้ IS ล้มอัสซาดหรือไม่

ถ้าย้อนกลับไปดูหลักเหตุผลที่ประธานาธิบดีโอบามาต้องการล้มรัฐบาลอัสซาดคือ รัฐบาลอัสซาดปราบปรามและเข่นฆ่าประชาชนที่ชุมนุมอย่างสงบ สหรัฐไม่ยอมรับหลักอ้างอธิปไตยแล้วสามารถสังหารหมู่พลเรือน
            ในช่วงระยะหลังนี้ รัฐบาลโอบามาใช้ตรรกะเชื่อมโยงการมีอยู่ของ IS กับระบอบอัสซาดว่าเหตุที่มี IS เพราะมีรัฐบาลอัสซาด พูดอีกนัยหนึ่งคือรัฐบาลอัสซาดเป็นต้นเหตุของการเกิด IS ดังนั้นตราบใดที่ยังมีรัฐบาลอัสซาด IS จะยังคงอยู่ต่อไป ถ้ายึดถือตรรกะดังกล่าวจะ “ต้องล้มระบอบอัสซาดก่อน” เพราะเป็นทางสู่การปราบปราม IS
หากตรรกะนี้กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่เท่ากับว่าในอนาคตถ้ามีผู้ก่อการร้ายต่างชาติบุกเข้าประเทศใด รัฐบาลสหรัฐจะมุ่งล้มล้างรัฐบาลนั้นก่อนค่อยปราบผู้ก่อการร้าย
            นี่คือตรรกะของรัฐบาลโอบามา

            แนวคิดการยืมมือ IS หรือแกล้งหลับตาข้างหนึ่งเพื่อล้มระบอบอัสซาดมีจุดอ่อนร้ายแรงว่าถ้ารัฐบาลอัสซาดล้มจริง ใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลแทน ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้ว IS เข้มแข็งกว่าฝ่ายต่อต้านสายกลาง ดังนั้น แม้รัฐบาลชาติตะวันตกกับรัฐอาหรับประกาศสนับสนุนฝ่ายต่อต้านสายกลายเป็นรัฐบาลซีเรียใหม่ แต่สงครามต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายจะยังดำเนินต่อไป คราวนี้ฝ่ายต่อต้านสายกลางจะต้องเผชิญหน้าผู้ก่อการร้ายโดยตรง
ผลลัพธ์ตามมาเป็นได้หลายแบบ
            แบบแรก คือ แบบอัฟกานิสถาน หลังสหรัฐกับพันธมิตรส่งทหารล้มระบอบตาลีบัน จัดตั้งรัฐบาลใหม่ ปรากฏว่ารัฐบาลมีอำนาจจริงในบางอาณาบริเวณเท่านั้น เช่น เมืองหลวงกับพื้นที่บางส่วน ทุกวันนี้รัฐบาลอัฟกานิสถานอยู่ได้ด้วยความช่วยเหลือด้านความมั่นคงจากนาโต และด้วยกำลังทหารที่อาศัยงบประมาณจากสหรัฐอีกทอด น่าสงสัยว่ารัฐบาลอัฟกานิสถานขณะนี้เป็นมีความเป็นอิสระมากเพียงใด กลายเป็นอาณานิคมรูปแบบใหม่ชนิดหนึ่งหรือไม่
            แบบที่ 2 คือ แบบลิเบีย ที่กลายเป็นรัฐล้มเหลวอีกรูปแบบหนึ่งภายหลังอาหรับสปริงลิเบีย นาโตช่วยล้มรัฐบาลกัดดาฟี  กลุ่มถืออำนาจปัจจุบันไม่สามารถร่วมจัดตั้งรัฐบาลที่มีเอกภาพ แม้สหประชาชาติ ชาติตะวันตกจะพยายามมาแล้วหลายปี แถมยังสอดแทรกด้วยกลุ่มกองกำลังติดอาวุธต่างชาติ ผู้ก่อการร้าย IS
            แบบที่ 3 คือ แบบอิรัก ซีเรียในอนาคตจะแยกออกเป็นหลายส่วน เช่น ส่วนของฝ่ายต่อต้านสายกลาง พวกเคิร์ดซีเรีย และกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งหมายความว่าซีเรียจะเป็นรัฐล้มเหลวอีกนาน
            อย่างไรก็ตาม ที่นำเสนอข้างต้นเป็นเพียงการอธิบายจุดอ่อนของนโยบายล้มอัสซาดก่อน สถานการณ์ขณะนี้เชื่อว่ารัฐบาลอัสซาดจะคงอยู่ต่อไป แต่จะแยกออกเป็นหลายส่วนหรือไม่ต้องติดตามต่อไป

            ตรงข้ามกับฝ่ายสหรัฐ รัสเซียยึดมั่นหลักอธิปไตย เห็นว่ารัฐบาลอัสซาดเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรม ต่อต้านพวกติดอาวุธล้มรัฐบาล พวกคิดแบ่งแยกดินแดน จึงสนับสนุนรัฐบาลอัสซาดเรื่อยมา
            รัฐบาลปูตินสนับสนุนในทุกด้าน ทั้งด้านการทูตซึ่งมีประโยชน์มากเพราะรัสเซียเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ช่วยยับยั้งข้อมติต่างๆ ที่เห็นว่าไม่ชอบธรรม ขายอาวุธแก่ซีเรียอย่างต่อเนื่อง อ้างว่าเป็นการซื้อขายอาวุธตามปกติระหว่างรัฐต่อรัฐ เป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าก่อนเกิดวิกฤตซีเรีย
            อย่างไรก็ตามหลังการรบหลายปีกองทัพอัสซาดเหนื่อยล้า อ่อนแอ สูญเสียพื้นที่มากขึ้นๆ ปลายเดือนกันยายน 2015 ภายใต้การร้องขอจากประธานาธิบดีอัสซาดรัฐบาลปูตินตัดสินใจตั้งฐานทัพในซีเรีย เปิดปฏิบัติการโจมตีผู้ก่อการร้ายทางอากาศ ให้อาวุธทันสมัยแก่กองทัพซีเรีย เช่น รถถัง T-90
            ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของรัสเซียกลายเป็นจุดพลิกผันครั้งสำคัญ ผู้ก่อการร้ายเสียหายหนัก ปฏิบัติการร่วมระหว่างกองทัพอัสซาดกับรัสเซียทำให้กองทัพรัฐบาลรุกคืบยึดพื้นที่สำคัญๆ กลับคืนหลายจุด โอกาสที่จะล้มรัฐบาลอัสซาดด้วยกำลังทหารแทบจะเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว

ผู้ก่อการร้ายไม่มีวันหมดจากโลก :
            ถ้ามองโลกในภาพกว้าง IS/ISIL/ISIS เป็นเพียงผู้ก่อการร้ายกลุ่มเดียวของนับร้อยนับพันกลุ่มในปัจจุบัน สามารถเปลี่ยนชื่อกลุ่ม เปลี่ยนสังกัดเครือข่าย และเพิ่มจำนวนได้ไม่สิ้นสุด เหตุเนื่องจาก
            ประการแรก เป็นการต่อสู้เชิงอุดมการณ์
            เมื่อเอ่ยถึงสงครามอุดมการณ์ย่อมชวนให้คิดถึงสมัยสงครามเย็น ที่ชาติตะวันตกโดยเฉพาะรัฐบาลอเมริกาชูธงว่าคือสงครามระหว่างอุดมการณ์ รัฐบาลโลกเสรีนิยมชี้ว่าโซเวียตต้องการแผ่ขยายลัทธิคอมมิวนิสต์ไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อประเทศเสรีนิยมประชาธิปไตย จึงต้องยับยั้งด้วยทุกวิถีทาง
นายเจฟฟรีย์ โรเบิร์ตส (Geoffrey Roberts) ชี้ว่าเวลาพูดถึงคำว่า “สงครามเย็น” จะเป็นการพูดในมุมมองของตะวันตกล้วนๆ หากมองจากมุมของสหภาพโซเวียต จะมองว่าเป็นช่วงเวลาที่โซเวียตพยายามที่อยู่อย่างสงบ หวังความปลอดภัย รื้อฟื้นความสัมพันธ์กับปรปักษ์
            บัดนี้สงครามเย็นสิ้นสุดแล้ว ภัยก่อการร้ายกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงตัวใหม่ รัฐบาลโอบามาชี้ว่าเป็นความขัดแย้งทางอุดมการณ์ เป็นการชูเรื่องการต่อสู้ระหว่างอุดมการณ์อีกครั้ง คราวนี้ระหว่างโลกเสรีประชาธิปไตยกับพวกมุสลิมสุดโต่ง
            ถ้ายึดว่า IS กำลังทำหน้าที่ตามอุดมการณ์ศาสนาและรัฐบาลสหรัฐต้องการต่อต้านอุดมการณ์อย่าง IS สงครามอุดมการณ์เช่นนี้คงยากจะสิ้นสุด เพราะแนวอุดมการณ์ของ IS ไม่ใช่ของใหม่ แนวคิดมุสลิมสุดโต่งต่อต้านตะวันตกไม่ใช่ของใหม่
            อัลกออิดะห์มาแล้วและอ่อนแรงลงไป IS กลายเป็นตัวแสดงน้องใหม่ที่ร้อนแรง หาก IS อ่อนแรงหรือจากไปในอนาคตคงมีกลุ่มใหม่ชื่อใหม่เกิดขึ้นทดแทน ร้อนถึงรัฐบาลสหรัฐต้องมียุทธศาสตร์ต่อต้านฉบับใหม่ทำสงครามที่นั่นที่โน่นเป็นระยะตามความเหมาะสม

            ประการที่ 2 ผู้ก่อการร้ายรัฐอุปถัมภ์
            การหยุดยิงชั่วคราวที่เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2016 รัฐบาลรัสเซียชี้ว่าเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องและกลุ่มติดอาวุธถึง 97 กลุ่ม (ไม่รวมกลุ่มที่สหประชาชาติประกาศว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย) ข้อมูลจากฝ่ายสหรัฐล่าสุดระบุว่าประกอบด้วยคนต่างสัญชาติกว่า 25,000 คน (รวมซีเรียกับอิรัก) จาก 120 ประเทศ
            มีข่าวหนาหูว่ากลุ่มติดอาวุธเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลต่างชาติ มีรัฐอุปถัมภ์ เป็นเหตุผลว่าทำไมจึงมีความพร้อม มีศักยภาพ สามารถทำการรบต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่วนใครเป็นรัฐอุปถัมภ์ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ผลลัพธ์คือ องค์กรก่อการร้ายจะเกิดขึ้นและสูญสลายไป แต่ไม่มีใครสามารถเอาผิดต่อรัฐผู้บงการเบื้องหลัง ตราบเท่าที่ไม่มีหลักฐานหนักแน่นสามารถเชื่อมโยงผู้บงตัวจริงเหล่านั้น และเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ

            ประการที่ 3 มีผู้ถูกชักจูงให้ร่วมกลุ่มก่อการร้าย
ถ้ามองในระดับปัจเจกบุคคล Saleh bin Ali Abu Arrad จาก Khaled University ประเทศซาอุดิอาระเบียชี้ว่าปัญหาวัยรุ่นมุสลิมเข้ากลุ่มก่อการร้ายกำลังรุนแรงขึ้น สาเหตุนั้นซับซ้อน มักเกี่ยวข้องกับวัยรุ่นที่ถูกทอดทิ้ง ขาดการดูแลเอาใจใส่ มีปัญหาการใช้ความรุนแรงจากบ้าน ชุมนุม ความยากจน ตกงาน ขาดการศึกษา
ความจริงอีกข้อคือมีผู้เข้าร่วมกลุ่มอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเรียกพวกเขาเป็นพวกญิฮาด กองกำลังติดอาวุธต่างชาติ ผู้ก่อการร้าย หรืออาจเรียกว่าเป็นนักรบรับจ้าง นักรบอาชีพ ขึ้นกับว่าแต่ละคนมาด้วยเหตุจูงใจใดเป็นหลัก เพียงแต่พวกเขาต่างจากกลุ่มอื่นๆ ตรงที่มีเรื่องศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง
            บางคนอาจตีความทั้งหมดคือการรักษาอำนาจของประธานาธิบดีปูติน ไม่ว่าท่านจะทำเพื่อตัวเอง พวกพ้องหรือประเทศชาติ ศึกนี้เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่อีกครั้ง การทำสงครามกับ IS เป็นเพียงแนวรบเดียวของหลายแนวรบในขณะนี้ เป็นศึกที่รัสเซียแพ้ไม่ได้ ต้องชนะอย่างเดียวเพื่อจะได้เดินหน้าต่อไป
--------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
            ความตึงเครียดจากสถานการณ์ยูเครนที่เริ่มต้นตั้งแต่ปลายปี 2013 จนนำสู่การเผชิญหน้าระหว่างชาติมหาอำนาจรัสเซียกับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างชัดเจน สหรัฐฯ กับพันธมิตรโดยเฉพาะอียูร่วมออกมาตรคว่ำบาตรรัสเซียหลายรอบ
            ข้อเขียนชิ้นนี้อธิบายนโยบายของสหรัฐฯ ต่อรัสเซียเพื่ออธิบายเหตุผลที่มาที่ไปของนโยบายปิดล้อมรัสเซีย การตอบโต้จากรัฐบาลปูติน นำสู่การวิเคราะห์องค์รวม ชี้ให้เห็นยุทธศาสตร์เชิงลึกของสหรัฐฯ ความพยายามจัดระเบียบโลกผ่านวิธีการต่างๆ จุดอ่อนของยุทธศาสตร์ปิดล้อม พลังอำนาจที่ถดถอยของสหรัฐฯ พร้อมกับคาดการณ์อนาคต

สนใจอีบุุ๊ค คลิกที่นี่

บรรณานุกรม:
1. Brown, Archie. (2004). Gorbachev, Mikhail Sergeyevich. In Encyclopedia of Russian History. (4 vol. set, pp.577-583). USA: Macmillan Reference USA.
2. Davis, Julie Hirschfeld. (2015, November 17). Cease-Fire and Political Transition in Syria Crucial to Defeating ISIS, Kerry Says. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2015/11/18/world/europe/john-kerry-france-isis.html?_r=0
3. Fakiolas, Efstathios T. (2012). International Politics in Times of Change. Tzifakis, Nikolaos. (Ed.). Berlin: Springer-Verlag Berlin Heidelberg.
4. Katusa, Marin. (2015). The Colder War: How the Global Energy Trade Slipped from America's Grasp. USA: John Wiley & Sons.
5. Leffler, Melvyn P. (2007). For the Soul of Mankind: The United States, the Soviet Union, and the Cold War. New York: Hill and Wang.
6. Roberts, Geoffrey. (1999). The Soviet Union in World Politics: Coexistence, Revolution and Cold War, 1945-1991. London: Routledge.
7. Russia, U.S. exchange information to ensure Syrian ceasefire. (2016, February 27). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2016-02/28/c_135137070.htm
8. Russian planes start pinpoint strikes against IS positions in Syria — Defense Ministry. (2015, September 30). TASS. Retrieved from http://tass.ru/en/defense/824957
9. Syria accuses the west of pouring arms into the hands of terrorists. (2014, January 22). The Guardian. Retrieved from http://www.theguardian.com/world/2014/jan/22/syria-west-terror-montreux-talks
10. Terror groups ‘target poor and uneducated youth’. (2015, June 2). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/saudi-arabia/news/755591
11. The White House. (2013, September 24). Remarks by President Obama in Address to the United Nations General Assembly. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/09/24/remarks-president-obama-address-united-nations-general-assembly
12. The White House. (2014, September 24). Remarks by the President at U.N. Security Council Summit on Foreign Terrorist Fighters. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/09/24/remarks-president-un-security-council-summit-foreign-terrorist-fighters
13. The White House. (2015, July 6). President Obama Provides an Update on Our Strategy to Degrade and Destroy ISIL. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/blog/2015/07/06/president-obama-provides-update-our-strategy-degrade-and-destroy-isil
14. We Ask Experts: Has The Situation In Syria Become A Proxy War? (2015, October 17). NPR. Retrieved from http://www.npr.org/sections/thetwo-way/2015/10/16/449181764/we-ask-experts-has-the-situation-in-syria-become-a-proxy-war
-----------------------------

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...