วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

เกาะติดประเด็นร้อน “เลือกตั้งมาเลเซีย 2013”

30 เมษายน 2013
ชาญชัย
 สรุปสถานการณ์: (อัพเดท 30 เม.ษ. 20.10 น.)
            ประเทศมาเลเซียกำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคมนี้ เป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 13 นับจากประเทศได้รับเอกราชเมื่อปี 1957 การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นที่จับตาเป็นพิเศษเนื่องจากผลจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งก่อนเมื่อปี 2008 พรรคร่วมรัฐบาลบีเอ็น (Barisan Nasional หรือ BN) สูญเสียที่นั่งแก่ฝ่ายค้านจำนวนมาก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ฝ่ายรัฐบาลได้ที่นั่งไม่ถึงสองในสามของที่นั่งทั้งหมดในสภา
            ปัจจุบันพรรครัฐบาลมีที่นั่งในสภา 135 ที่นั่ง ส่วนพรรคร่วมฝ่ายค้านมี 75 ที่นั่ง จากทั้งหมด 222 ที่นั่ง
            นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าการเลือกตั้งในปีนี้จะเป็นการเลือกตั้งที่สูสีที่สุดนับจากที่ประเทศมาเลเซียได้เอกราช และผลการเลือกตั้งจะกระทบต่อทุกภาคส่วนรวมทั้งตลาดเงินตลาดทุน

คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 30 เม.ษ. 20.10 น.)
            วันนี้ชาวมาเลเซียจำนวนมาก ตลอดจนข้าราชการทหาร ตำรวจ และครอบครัวของพวกเขาราวสองแสนเจ็บหมื่นคนได้ไปลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า
(Security forcesto vote today, New Straits Times)
            นักวิเคราะห์บางคนยังไม่แน่ใจว่าพรรคร่วมรัฐบาลหรือแนวร่วมพรรคฝ่ายค้าน Pakatan Rakyat (People's Pact) จะเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง
            นายวัน ซีฟูล วัน จัน (Wan Saiful Wan Jan) ประธานสถาบัน IDEAS ของมาเลเซียกล่าวว่าผลการเลือกตั้งน่าจะสูสีมาก “ผมคิดว่า (พรรคร่วมรัฐบาล) จะชนะแต่จะได้ที่นั่งลดลง” อย่างไรก็ตามพรรคร่วมฝ่ายค้านมีโอกาสชนะได้เช่นกัน
            คุณบริดเจท เวลส์ จาก Singapore Management University ให้ความเห็นว่าแม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะพยายาลปฏิรูป “ความจริงคือพรรคอัมโนยังไม่ได้ปฏิรูปในเรื่องที่จำเป็น เช่น การคอร์รัปชัน โอ้อวดอำนาจ วิสัยทัศน์ของประเทศที่รวมเอาทุกเชื้อสายเข้าด้วยกัน” 
(Malaysia braces for closest election ever, AFP)
            การคาดการณ์ผลการเลือกตั้งล่วงหน้าบางรัฐทำได้ง่ายและค่อนข้างชัดเจน อย่างรัฐปีนังฝ่ายค้านจะชนะอีก ทำนองเดียวกันรัฐกลันตันจะเป็นที่นั่งของฝ่ายรัฐบาล แต่บางรัฐอย่างเกดะห์ยากจะเดาว่าพรรคใดจะชนะ และการเลือกตั้งครั้งนี้พรรครัฐบาลหาเสียงกับกลุ่มเจาะจงมากกว่าครั้งก่อน
(Into the final sprint, ANN/ The Star)

            นักวิเคราะห์การลงทุนบางคนเห็นว่าหากพรรคร่วมฝ่ายค้านเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง หรือไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะขาด ตลาดทุนตลาดเงินมาเลเซียจะเกิดการเทขายทันที นายอัลวา อิบราฮิมชูนโยบายปฏิรูป ประเด็นคือระบบสังคมเศรษฐกิจมาเลเซียจะรองรับการปฏิรูปดังที่นายอัลวาประกาศไว้ได้หรือไม่
(Are Malaysians Willing to Vote for Their First-Ever Change inGovernment? Institutional Investor)
            รองนายกรัฐมนตรี Tan Sri Muhyiddin Yassin ฉวยโอกาสโจมตีฝ่ายค้านจากเรื่องความกังวลของนักลงทุนว่า บรรดานักลงทุนเป็นกังวลว่าหากฝ่ายค้านได้เป็นรัฐบาล (ตลาดจะเสียหาย) เฉพาะนักลงทุนที่รัฐยะโฮร์เกรงว่าเงินหลายพันล้านริงกิตสำหรับการลงทุน (โครงการต่างๆ) จะสูญหายไปในทันทีถ้าฝ่ายค้านชนะการเลือกตั้ง
(Opposition Win Will Affect Investors – Muhyiddin, The Kuala Lumpur Post)

วิเคราะห์: (อัพเดท 30 เม.ษ. 20.10 น.)
            การเลือกตั้งครั้งก่อนพรรคร่วมฝ่ายค้านสามารถเพิ่มที่นั่งในสภาถึง 3 เท่าตัว มาเป็น 75 ที่นั่งในปัจจุบันจากทั้งหมด 222 ที่นั่ง หากพรรคร่วมฝ่ายค้านต้องการเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลจะต้องมีคะแนนเสียงอย่างน้อย 112 คะแนน เท่ากับจะต้องเพิ่มอีก 37 คะแนนหรือเพิ่มขึ้นราว 50 เปอร์เซ็นต์
            การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านมีการเตรียมตัวดีกว่าเมื่อ 5 ปีที่แล้ว พรรคร่วมฝ่ายค้านอันประกอบด้วยพรรค Parti Islam Se-Malaysia (PAS) พรรค PKR และพรรค Democratic Action Party (DAP) จะมีการจัดตั้งที่เข้มแข็งกว่าเดิมมาก และหวังจะได้เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล
            ในทำนองเดียวกันพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลได้แก้ไขข้อบกพร่องของตน และหวังจะได้ที่นั่งที่เคยเสียไปคืนกลับมาเช่นกัน ไม่ว่าฝ่ายค้านจะชนะการเลือกตั้งหรือได้ที่นั่งในสภาเพิ่มมากขึ้นจะส่งผลกระทบทางการเมือง นโยบายเศรษฐกิจของมาเลเซียแน่นอน ทำให้พวกเชื้อสายจีน อินเดียและมุสลิมที่ต้องการประกาศใช้ Hudud laws มีปากมีเสียงมากขึ้น และเมื่อนั้นต้องจับตาดูการตอบสนองจากพรรคบีเอ็น (พรรคร่วมรัฐบาลในปัจจุบัน)
            เป็นไปได้ว่าหากพรรคร่วมฝ่ายค้านชนะการเลือกตั้งได้เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล จะเกิดการตรวจสอบนักการเมืองของพรรคบีเอ็น โดยเฉพาะบรรดารัฐมนตรีทั้งหลาย ชาวมาเลเซียบางคนวิจารณ์ว่านักการเมือง รัฐมนตรีฝ่ายรัฐบาลโกงกินมาก ใช้อำนาจในทางมิชอบ เช่น บรรดากิจการของรัฐที่มีกำไร นักการเมืองจะใช้อำนาจเข้ามาควบคุม โดยใช้บริษัทของพวกตนเข้ามาซื้อ เช่น กิจการทางด่วน ไฟฟ้า น้ำประปา ส่วนกิจการที่ไม่มีกำไร เช่น รถไฟ ก็จะปล่อยให้รัฐเป็นเจ้าของต่อไป การตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันจะเป็นเหตุหนึ่งที่จะสะเทือนระบบการเมืองในประเทศมาเลเซีย
            การเลือกตั้งครั้งนี้นอกจากต้องดู “ผลการเลือกตั้ง” ยังต้องดู “ผลกระทบ” หลังการเลือกตั้งด้วย และหวังว่าจะไม่เกิดเหตุวุ่นวายหลังประกาศ “ผลการเลือกตั้ง”
-------------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
(อัพเดท 1 พ.ค. 20.30 น.) ข้อมูลล่าสุด นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะได้เป็นรัฐบาลอีกสมัย แต่จะได้เสียงข้างมากในสภาสองในสามหรือไม่ยังเป็นที่สงสัย
(อัพเดท 3 พ.ค.10.10 น.) การเลือกตั้งครั้งนี้นอกจากต้องดู “ผลการเลือกตั้ง” ยังต้องดู “ผลกระทบ” หลังการเลือกตั้งด้วย และหวังว่าจะไม่เกิดเหตุวุ่นวายหลังประกาศ “ผลการเลือกตั้ง”
3. ความฮึกเหิมของแนวร่วมฝ่ายค้านมาเลเซียและข้อโต้แย้ง
ภายใต้การนำของนายอันวาร์ อิบราฮิมทำให้แนวร่วมฝ่ายค้านให้ได้ที่นั่งในสภาเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัวในการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2008 เป็นจุดเริ่มต้นทำให้ประชาชนที่สนับสนุนแนวร่วมฯ เชื่อว่าพวกเขามีโอกาสโค่นล้มการบริหารประเทศที่พรรคอัมโนเป็นแกนนำตลอด 56 ปี แต่ความหวังนั้นมีอุปสรรค ปัญหาหลายประการ
------------------------------

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

จัดการข้อพิพาททะเลจีนใต้ จัดการข้อพิพาทอาเซียน

27 เมษายน 2013
ชาญชัย
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 6019 วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน พ.ศ.2556
และได้รับการเผยแพร่ผ่าน สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2013 http://thaizhong.org/index.php?option=com_content&view=article&id=2993:2013-04-29-03-05-40&catid=63:articlespecialorther-cat&Itemid=100)

            การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 22 ประจำปี 2013 ณ กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน ประเทศบรูไน เมื่อวันที่ 24-25 เมษายนที่ผ่านมา นักวิเคราะห์และสื่อมวลชนจำนวนมากกล่าวว่าที่ประชุมให้ความสำคัญกับประเด็นข้อพิพาททะเลจีนใต้ (ฟิลิปปินส์) มากที่สุด อันที่จริงแล้วข้อพิพาททะเลจีนใต้เป็นเรื่องเก่าที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ แต่เหตุที่การประชุมรอบนี้หลายคนให้ความสนใจส่วนหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากปีที่แล้วเกิดเหตุพิพาทระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ทับซ้อนหมู่เกาะปะการังสการ์โบโรห์ของทั้งสองประเทศ รัฐบาลฟิลิปปินส์ภายใต้การนำของประธานาธิบดีเบนิกโน อากีโนที่ 3 ปกป้องสิทธิของประเทศอย่างเต็มที่โดยไม่เกรงอำนาจอิทธิพลของจีนแต่อย่างไร เกิดการตอบโต้ด้วยวาจา การวางกำลังทหาร เรือรบต่างๆ
            ผลจากข้อพิพาทระหว่างฟิลิปปินส์กับจีนลามมาถึงชาติสมาชิกอาเซียน เมื่อประเทศกัมพูชาเจ้าภาพงานประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนแสดงอาการขัดขวาง ไม่ยอมบรรจุข้อความพูดถึงกรณีความขัดแย้งระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ที่กำลังร้อนแรงอยู่ในขณะนั้น เป็นเหตุให้ไม่มีเอกสารแถลงการณ์สรุปผลการประชุม เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานาถึงความเป็นเอกภาพของอาเซียน
            ข้อพิพาททะเลจีนใต้ที่ปะทุขึ้นในปี 2012 จึงไม่เป็นเพียงเรื่องระหว่างฟิลิปปินส์กับจีนเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับชาติสมาชิกอาเซียนอื่นด้วย

ไม่มีประเทศใดคิดใช้ความรุนแรง:
            เมื่อพูดถึงข้อพิพาททะเลจีนใต้ ลักษณะสำคัญประการหนึ่งคือไม่มีประเทศใดคิดแก้ปัญหาด้วยการใช้ความรุนแรง ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา การอ้างสิทธิเป็นเหตุให้เกิดข้อพิพาทใหญ่น้อยหลายครั้ง โดยเฉพาะการปะทะทางเรือระหว่างจีนกับเวียดนามในปี 1974 กับ 1988 รวมทั้งการเผชิญหน้า วิวาทะระหว่างฟิลิปปินส์กับจีนเมื่อปีที่แล้ว แต่ไม่มีครั้งใดที่เหตุการณ์บานปลายกลายเป็นสงครามใหญ่โต ทุกประเทศต่างยับยั้งชั่งใจ ไม่มีประเทศใดใช้อำนาจกำลังทหารทำสงครามเต็มรูปแบบเพื่อยึดครองดินแดน
            ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เบนิกโน อากีโนที่ 3 คู่กรณีล่าสุดให้สัมภาษณ์ในระหว่างงานประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน กล่าวในทิศทางต้องการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีว่า “ทุกประเทศหวังจะได้ทางออกอย่างสันติและได้แจ้งเตือนความกังวลอันเนื่องจากข้อพิพาทที่รุนแรงมากขึ้น”
            ดังนั้น หากตัดวิธีแก้ปัญหาด้วยการใช้ความรุนแรงออกไป จะเหลือเพียงการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ด้วยการเจรจาเท่านั้น
ข้อพิพาทที่ไร้ที่สิ้นสุด:
            หลังเสร็จสิ้นการประชุม สมเด็จพระราชาธิบดีฮัสซานัล โบลเกียห์ ผู้นำประเทศบรูไนในฐานะประธานอาเซียนประจำปีนี้ กล่าวถึงผลการหารือกรณีข้อพิพาททะเลจีนใต้ว่าที่ประชุมต้องการให้เร่งเจรจาเพื่อจัดทำแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (code of conduct for the South China Sea หรือ CoC) กับจีนเพื่อลดความตึงเครียด ชาติสมาชิกอาเซียนยืนยันที่จะแก้ไขปัญหาข้อพิพาทตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศโดยไม่ข่มขู่หรือยึดครองโดยใช้กำลัง และยับยั้งชั่งใจเสมอที่จะทำการต่างๆ
            เป็นไปได้ว่าที่ประชุมได้หารือในรายละเอียดที่มีความอ่อนไหวหลายเรื่อง แต่หากยึดตามถ้อยแถลงย่อมสรุปได้ว่าไม่มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ได้แต่พูดว่าจะเจรจาต่อไปภายใต้หลักการเดิมที่ยึดถือมาเนิ่นนานแล้ว การจัดทำ CoC ที่กินเวลามานานกว่า 10 ปีจึงต้องดำเนินยืดเยื้อออกไปอีกเสมือนหนึ่งการเจรจาที่ไร้จุดจบ
            เหตุที่เป็นเช่นนี้น่าจะมาจากสองสาเหตุ สาเหตุแรกคือจีนยึดมั่นนโยบายแก้ปัญหาแบบทวิภาคี สวนทางกับอาเซียนที่ต้องการแก้ปัญหาแบบพหุภาคี ตราบใดที่จีนหรืออาเซียนไม่เปลี่ยนนโยบายโอกาสเห็นความสำเร็จแทบจะไม่มี สาเหตุที่สองคือชาติสมาชิกอาเซียนสี่ประเทศอ้างสิทธิในเขตพื้นที่ทับซ้อนเดียวกัน ประเทศเหล่านี้ได้แก่ บรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์และเวียดนาม ตราบใดที่ชาติสมาชิกอาเซียนทั้งสี่ยังตกลงกันไม่ได้ ไม่มีข้อสรุปว่าพื้นที่ใดเป็นของใคร การเจรจากับจีนจึงไม่มีทางที่จะบรรลุข้อสรุปเรื่องกรรมสิทธิ์เหนืออาณาเขตข้อพิพาท (ทั้งนี้ยังไม่รวมไต้หวันที่อ้างสิทธิด้วยเช่นกัน)
            ประเด็นข้อพิพาททะเลจีนใต้ (ฟิลิปปินส์) อย่างมากจึงมีได้เพียงความคืบหน้าแต่ไร้ที่สิ้นสุด

วิธีแก้ปัญหาแบบอาเซียน:
            เมื่อเป็นการประชุมที่ไร้ทางออกจึงเกิดข้อสงสัยว่าการประชุมวาระดังกล่าวมีเพื่อจุดประสงค์ใด (วาระดังกล่าวถูกบรรจุเป็นวาระสำคัญที่สุด) เป็นเพียงเพราะว่าบางประเทศเรียกร้องให้บรรจุวาระดังกล่าว หรือมีเหตุผลอื่นที่สำคัญกว่านั้น เป็นไปได้หรือไม่ว่าการประชุมเจรจาปีต่อปีไปเรื่อยๆ คือวิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่อาเซียนเลือกใช้
            ย้อนกลับมาประเด็นการหาข้อสรุปร่วมภายในหมู่ชาติสมาชิกอาเซียนที่อ้างกรรมสิทธิ์ครอบครองพื้นที่ทับซ้อน หากประเทศเหล่านี้ต้องการข้อสรุปโดยใช้วิธีแบบแตกหัก อาจเป็นเหตุให้อาเซียนแตกแยกอย่างหนัก หรืออาจถึงขั้นอาเซียนแตกออกก็เป็นได้ ด้วยการวิเคราะห์เช่นนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมที่ประชุมอาเซียนจึงไม่หยิบยกประเด็นการอ้างกรรมสิทธิ์ภายในชาติสมาชิกอาเซียนขึ้นมาหารือ หาข้อสรุปอย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องระหว่างชาติสมาชิกด้วยกันเอง
            เป็นไปได้ว่าอาเซียนคงใช้หลักฉันทามติว่าจะไม่คุยเรื่องนี้อย่างเปิดเผย ยังไม่ต้องการหาข้อสรุปในประเด็นนี้เพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาทระหว่างกัน
            เรื่องราวจึงมาลงเอยว่าอาเซียนดึงจีนเข้ามาอยู่ในวาระการประชุมเป็นการแก้ไขปัญหาระหว่างจีนกับอาเซียน ทั้งๆ ที่ชาติสมาชิกอาเซียนด้วยกันเองยังไร้ข้อสรุปและทางการจีนประกาศครั้งแล้วครั้งเล่าว่าต้องการแก้ไขปัญหาแบบทวิภาคี ความพยายามล่าสุดของอาเซียนคือผลักดันการเจรจาจัดทำร่าง “แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้” (code of conduct for the South China Sea หรือ CoC) ดังที่ทราบกัน
            การที่ปีแล้วปีเล่าที่บรรดาชาติสมาชิกอาเซียนร่วมหารือร่วมผลักดัน CoC มีผลทำให้ชาติสมาชิกทั้งหลายต้องยับยั้งชั่งใจ ไม่ยั่วยุทำให้สถานการณ์ตึงเครียดโดยไม่จำเป็น มุ่งแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีไม่ใช้กำลังบังคับข่มขู่ วิธีปฏิบัติเหล่านี้คือหลักการของ CoC ดังนั้น แม้จะยังไม่ได้ลงนามบังคับใช้ ไม่มีแม้กระทั่งร่างที่ได้รับการยอมรับ ชาติสมาชิกอาเซียนต่างปฏิบัติตามแนวทาง CoC อยู่แล้ว อาจมีกรณียกเว้นอยู่บ้างด้วยประเทศเหล่านั้นมีเหตุความจำเป็น แต่ที่สุดแล้วทุกประเทศจะหันหน้าเข้าหากันแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี
            ดังนั้น แม้จะไม่มีข้อสรุปเรื่องกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ทับซ้อน ส่วนที่เจรจาก็เจรจากันต่อไป บรรดาชาติสมาชิกอาเซียนต่างอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข
            ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับจีน แม้จีนยึดมั่นนโยบายแก้ปัญหาแบบทวิภาคี ไม่ต้องการเจรจาจัดทำร่าง CoC กับอาเซียนอย่างจริงจัง หากพิจารณาให้ดีจีนปฏิบัติตัวไม่ต่างจากชาติสมาชิกอาเซียนที่ไม่พยายามแสดงท่าทียั่วยุ กระตุ้นให้สถานการณ์ตึงเครียด มุ่งแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีตามแบบฉบับของจีนเช่นกัน

วิเคราะห์ภาพรวมและสรุป:
            ในขณะที่ฟิลิปปินส์กับเวียดนามยังมีเรื่องระหองระแหงกับจีน อาเซียนกำลังอยู่ระหว่างจัดตั้งเขตการค้าเสรีที่เรียกว่า “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค” (Regional Comprehensive Economic Partnership หรือ RCEP) โดยมีจีนร่วมด้วย ดังนั้น ไม่ว่าในทางการเมืองระหว่างประเทศสองประเทศดังกล่าวจะมีปัญหากับจีนมากน้อยเพียงใด จะมีเหตุผลซับซ้อนแค่ไหน เกี่ยวข้องกับบทบาทของชาติมหาอำนาจอื่นใด ในความขัดแย้งยังมีความร่วมมืออยู่เสมอ ส่วนที่ขัดแย้งก็เจรจาหาทางออกต่อไป ส่วนที่ร่วมมือได้ก็ร่วมมือกันไป เป็นสัจธรรมของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
            เรื่องการเจรจาแก้ปัญหาข้อพิพาททะเลจีนใต้ (ฟิลิปปินส์) ในมุมหนึ่งอาจมองว่าไม่ค่อยมีความคืบหน้า เป็นการเจรจาที่ไร้ที่สุดสิ้น แต่ในสภาพดังกล่าวชาติสมาชิกอาเซียนอยู่ด้วยกันอย่างสันติ อยู่กับจีนอย่างสงบสุข แม้มีกรณียกเว้นอยู่บ้างแต่โดยภาพรวมแล้วเป็นภาวะที่มีดุลยภาพ เป็นการบริการจัดการข้อพิพาททั้งภายในอาเซียนด้วยกันและระหว่างอาเซียนกับจีน
--------------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
2. เกาะติดประเด็นร้อน “จับตาประชุมสุดยอดเซียน 2013” (3)
บทความนี้อธิบายจำแนกลักษณะวิถีอาเซียน อธิบายแต่ละลักษณะโดยสังเขป
4. เกาะติดประเด็นร้อน “ข้อพิพาททะเลจีนใต้”
(อัพเดท 1 ก.ค. 16.30 น.) ในขณะที่สถานการณ์ทะเลจีนใต้หรือทะเลฟิลิปปินส์ยังมีเหตุระหองระแหงระหว่างจีนกับชาติสมาชิกอาเซียนบางประเทศ ในที่ประชุมรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน (AMM) จีนได้มีส่วนร่วมและถือโอกาสประกาศวิสัยทัศน์สร้างเขตเศรษฐกิจที่รวมอาเซียนกับจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน เทียบกับได้กับการสร้างสหภาพยุโรปหรือยูโรโซน

5.รอยร้าวญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ รอยด่างPivot to Asia
            การวิพากษ์ Pivot to Asia หรือยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชียสามารถทำได้หลายรูปแบบ มองในหลายแง่มุม งานเขียนชิ้นนี้ชี้จุดอ่อนของยุทธศาสตร์ผ่านประเด็นความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เป็นความขัดแย้งจากผลพวงของประวัติศาสตร์ กลายเป็นรอยร้าวที่ยากจะแก้ไขภายใต้บริบทปัจจุบัน เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยอมให้กันไม่ได้ ต้องตอบสนองความคาดหวังจากการเมืองภายในของแต่ละประเทศ เกิดการแก้เกมแบบชิงไหวชิงพริบ นำสู่คำตอบว่าทำไมยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชียจึงอ่อนกำลัง ไม่ได้ผลตามเป้าหมาย ในอนาคตจะต้องปรับแก้ยุทธศาสตร์หากรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการหวังผลอย่างจริงจัง ประเด็นสำคัญอยู่ที่จะต้องหาพันธมิตรเพิ่ม หรือทำให้ประเทศเหล่านั้นถอยห่างจากจีนมากขึ้น ซึ่งในกรอบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกก็มีเพียงไม่กี่ประเทศดังปรากฏบนแผนที่

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม:
1. Southeast Asian leaders urge China to discuss rows, AFP, 25 April 2013, http://sg.news.yahoo.com/southeast-asian-leaders-defuse-china-tensions-053919801.html
2. ASEAN leaders work to defuse China tensions, Channel Asia/AFP, 25 April 2013, http://www.channelnewsasia.com/news/asiapacific/asean-leaders-work-to-defuse-china-tensi/651738.html
3. Aquino to push for code of conduct in Asean meet, Philippine Daily Inquirer, 25 April 2013,
http://globalnation.inquirer.net/72981/aquino-to-push-for-code-of-conduct-in-asean-meet
4. CHAIRMAN’S STATEMENT OF THE 22nd ASEAN SUMMIT, Bandar Seri Begawan, 24-25 April 2013, http://www.asean.org/news/asean-statement-communiques/item/chairmans-statement-of-the-22nd-asean-summit-our-people-our-future-together
---------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556

เกาะติดประเด็นร้อน “จับตาประชุมสุดยอดเซียน 2013” (3)

25 เมษายน 2013
ชาญชัย
สรุปสถานการณ์: (อัพเดท 25 เม.ษ. 16.50 น.)
            การประขุมสุดยอดผู้นำ 10 ชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ณ กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน ประเทศบรูไน ระหว่างวันที่ 24-25 เมษายน สื่อหลายสำนักเสนอข่าวว่าหนึ่งในประเด็นสำคัญที่จะพูดคุยหารือคือข้อพิพาททะเลจีนใต้ (หรือทะเลฟิลิปปินส์) โดยอาเซียนจะมุ่งเจรจาจัดทำร่าง “แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้” (code of conduct for the South China Sea หรือ CoC)
            อาเซียนพยายามจัดทำ CoC มานานกว่า 10 ปีแล้ว และข้อพิพาททะเลจีนใต้กลายเป็นเหตุขัดแย้งภายในอาเซียนเอง และกลายเป็นข่าวเมื่อประเทศกัมพูชาเจ้าภาพจัดประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเมื่อปีที่แล้ว (2012) แสดงอาการขัดขวาง ไม่ยอมบรรจุข้อความพูดถึงกรณีความขัดแย้งระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ที่กำลังร้อนแรงอยู่ในขณะนั้น
            ด้านประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เบนิกโน อากีโนที่ 3 ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมแสดงความเห็นในทางบวกว่าประเด็นดังกล่าวจะเป็นวาระสำคัญของการประชุมปีนี้

คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 25 เม.ษ. 16.50 น.)
            ผู้นำประเทศบรูไน สมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ ในฐานะประธานอาเซียนประจำปีนี้ กล่าวภายหลังการประชุมว่าที่ประชุมต้องการให้เร่งเจรจาเพื่อจัดทำแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้กับจีนเพื่อลดความตึงเครียด ตลอดการประชุมครั้งนี้ที่ประชุมพูดถึงประเด็นดังกล่าวมากที่สุด เห็นว่าจีนอ้างสิทธิครอบครองรุนแรงกว่าที่ผ่านมา ทั้งด้วยวิถีทางการทูตและทางทหาร
(Southeast Asian leaders urge China to discuss rows, AFP)
            ฝ่ายไทยเรียกร้องให้รัฐมนตรีต่างประเทศของชาติสมาชิกทั้งหมดหาจุดยืนร่วมกันในกรณีพิพาทก่อนเจรจากับจีนในเดือนสิงหาคมนี้
(ASEAN to reach out to China on maritime disputes, Reuters)
            อีกเรื่องที่สำคัญคือที่ประชุมต้องการเร่งผลักดันแผนสร้างประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนให้เสร็จตามกำหนดในปี 2015 ซึ่งนักการทูตหลายคนให้ความเห็นว่าน่าจะเสร็จทันกำหนดเวลา
(Asean makes progress on trade, not on sea disputes, Sun Star/AP)

วิเคราะห์: (อัพเดท 25 เม.ษ. 16.50 น.)
            ข้อสรุปจากผลการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนต่อกรณีพิพาททะเลจีนใต้ (ฟิลิปปินส์) คือ เร่งให้เจรจากับจีนเพื่อจัดทำแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (CoC) โดยที่ประชุมไม่มีข้อสรุปร่างของอาเซียน
            ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าผลการประชุมไม่น่าจะมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเห็นว่าความขัดแย้งระหว่างชาติสมาชิกอาเซียนยังคงอยู่ ผลการประชุมสอดคล้องกับการวิเคราะห์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
            ข้อมูลที่ยังขาดไปคือ การประชุมที่มุ่งถกแต่ประเด็นดังกล่าวเป็นบรรยากาศแห่งความขัดแย้งหรือเป็นการประชุมแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย
            การที่ฝ่ายไทยเรียกร้องให้รัฐมนตรีต่างประเทศของชาติสมาชิกทั้งหมดหาจุดยืนร่วมกันในกรณีพิพาทก่อนเจรจากับจีนในเดือนสิงหาคมนี้ เป็นแนวทางที่ต้องการได้ข้อสรุปก่อนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาหรือบรรยากาศที่ไม่ดีขณะประชุมร่วมกับจีน
            หากยังไม่มีข้อสรุปก่อนการประชุม ฝ่ายไทยอาจต้องเลียนแบบผู้นำประเทศบรูไน สมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ ที่ได้เสด็จไปหารือกับผู้นำฟิลิปปินส์เรื่องวาระการประชุมล่วงหน้า
            จากข้อมูลที่สื่อนำเสนอทันทีที่เสร็จการประชุม ราวกับว่าที่ประชุมหารือเพียง 2 เรื่องคือ เรื่องข้อพิพาททะเลจีนใต้กับการผลักดันสร้างประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนให้เสร็จภายในปี 2015 น่าติดตามว่ายังมีประเด็นอื่นๆ อีกที่ยังไม่เป็นข่าวหรือไม่
----------------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
---------------------------

เกาะติดประเด็นร้อน "สถานการณ์แพร่ระบาดของ H7N9” (7)

25 เมษายน 2013
ชาญชัย
สรุปสถานการณ์: (อัพเดท 25 เม.ษ. 9.10 น.)
            ล่าสุดทางการจีนยืนยันยอดผู้ติดเชื้อ 108 คน เสียชีวิต 22 ราย เมื่อรวมกับผู้ติดเชื้อที่พบในไต้หวัน ยอดผู้ติดเชื้อทั้งหมดจะเป็น 109 คน
            ประเด็นที่ยังกังวลคือการแพร่เชื้อจากคนสู่คน ซึ่งจนบัดนี้ทางการจีนกับองค์การอนามัยอยู่ระหว่างการติดตามตรวจสอบ แต่ยังไม่พบหลักฐานดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญบางคนให้เห็นว่าสามารถติดเชื้อได้โดยง่าย
            สถานการณ์ล่าสุดคือ การแพร่ระบาดยังดำเนินต่อไปในจีน พบผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น ขยายพื้นที่กว้างขึ้น การซื้อขายสัตว์ปีกซบเซา หลายแห่งทางการสั่งปิด ไต้หวันเป็นประเทศแรกที่พบนอกประเทศจีน
            ด้านองค์การอนามัยโลกรายงานว่า เชื้อ H7N9 เป็นหนึ่งในเชื้อที่ร้ายแรงที่สุด แนะนำว่าไม่ควรทำการค้าหรือเดินทางไปในพื้นที่ๆ พบการติดเชื้อ “ตราบใดที่ยังไม่สามารถระบุแหล่งแพร่เชื้อ ย่อมคาดการณ์ได้ว่าจะมีผู้ติดเชื้อไวรัสดังกล่าวในจีนเพิ่มมากขึ้น”
            ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าปัญหาคือสัตว์ปีกที่ติดเชื้อ H7N9 จะไม่แสดงอาการป่วยให้เห็น และดูเหมือนว่าเชื้อจะแพร่กระจายผ่านไก่อย่างเงียบๆ โดยที่ไม่มีใครรู้

คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 25 เม.ษ. 9.10 น.)
            หลังจากที่ทางการไต้หวันประกาศเมื่อวาน (24 เมษายน) ยืนยันพบผู้ติดเชื้อไข้หวัดนก H7N9 รายแรก ผู้ติดเชื้อเป็นชายวัย 53 ปี ติดเชื้อขณะอยู่ประเทศจีน โดยไม่มีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกหรือกินไข่ระหว่างอยู่ในประเทศจีน ขณะนี้อาการอยู่ในขั้นอันตราย ทางการไต้หวันรายงานว่ามีกว่าร้อยคนที่ติดต่อสัมผัสกับชายดังกล่าว ทางการขอให้คนเหล่านี้เฝ้าระวังสุขภาพของตนเองและทางการจะติดตามอย่างใกล้ชิด
(Nationconfirms its first case of H7N9 avian flu, Taipei Times)
            กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นประกาศมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดหลังเกิดพบผู้ติดเชื้อรายแรกที่ไต้หวัน โดยผู้ที่ป่วยหรือสงสัยว่าติดเชื้อจะต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล และหยุดการทำงานทันที โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลกับคนงานในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ มาตรการเหล่านี้เคยกับใช้กรณีไข้หวัดนก H5N1 กับโรคซาร์สระบาดในอดีต
(H7N9 defense measures prepared, The Japan Times)
            ศาสตราจารย์ เดวิด ฮุย ชูชอง ผู้อำนวยการศูนย์โรคติดเชื้อจาก Chinese University กล่าวว่า “ตราบใดที่ยังไม่พบว่าเชื้อแพร่จากคนสู่คนก็ไม่จำต้องแตกตื่น”
(Taiwan reports first case of H7N9, in man arriving fromSuzhou, South China Morning Post)

วิเคราะห์(อัพเดท 25 เม.ษ. 9.10 น.)
            ขณะนี้สื่อทั่วโลกรายงานข่าวพบผู้ติดเชื้อ H7N9 นอกประเทศจีนรายแรกแล้ว ญี่ปุ่นประกาศมาตรการติดตามควบคุมการแพร่ระบาดทันที หลังจากที่ก่อนหน้านี้อยู่ในภาวะเฝ้าระวังเช่นเดียวกับอีกหลายประเทศ
            เพราะเมื่อไต้หวันพบผู้ติดเชื้อ ประเทศอื่นย่อมมีโอกาสเช่นเดียวกัน
            จวบจนบัดนี้ ทางการจีนกับองค์การอนามัยโลกยืนยันไม่พบหลักฐานเชื้อแพร่จากคนสู่คน แม้ผู้เชี่ยวชาญบางคนเห็นว่ามีโอกาสสูง
            ความน่ากังวลอีกประการหนึ่งคือ ยังไม่ทราบว่าต้นตอแหล่งแพร่เชื้อมาจากที่ใด เมื่อผนวกกับข้อมูลที่ว่าเชื้อแพร่กระจายผ่านไก่อย่างเงียบๆ โดยที่ไก่ไม่แสดงอาการ การควบคุมจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
-------------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
-------------

วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556

เกาะติดประเด็นร้อน "สถานการณ์แพร่ระบาดของ H7N9” (6)

24 เมษายน 2013
ชาญชัย
สรุปสถานการณ์: (อัพเดท 24 เม.ษ. 19.50 น.)
            ทางการจีนรายงานยอดผู้ติดเชื้อ 108 คน ผู้เสียชีวิต 22 ราย พื้นที่พบผู้ที่ติดเชื้อขยายตัวออกไปถึงมณฑลซันตงแล้ว และเมื่อรวมกับผู้ติดเชื้อที่พบในไต้หวัน ยอดผู้ติดเชื้อทั้งหมดจะเป็น 109 คน
            ประเด็นที่ยังกังวลคือการแพร่เชื้อจากคนสู่คน ซึ่งจนบัดนี้ทางการจีนกับองค์การอนามัยอยู่ระหว่างการติดตามตรวจสอบ แต่ยังไม่พบหลักฐานดังกล่าว และข้อมูลสับสนบ้างเห็นว่าสามารถติดเชื้อได้โดยง่าย
            สถานการณ์ล่าสุดคือ การแพร่ระบาดยังดำเนินต่อไปในจีน พบผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น ขยายพื้นที่กว้างขึ้น และไต้หวันเป็นประเทศแรกที่พบนอกประเทศจีน
            ด้านองค์การอนามัยโลกแนะนำว่าไม่ควรทำการค้าหรือเดินทางไปในพื้นที่ๆ พบการติดเชื้อ “ตราบใดที่ยังไม่สามารถระบุแหล่งแพร่เชื้อ ย่อมคาดการณ์ได้ว่าจะมีผู้ติดเชื้อไวรัสดังกล่าวในจีนเพิ่มมากขึ้น”

คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 24 เม.ษ. 19.50 น.)
            ทางการไต้หวันประกาศวันนี้ (24 เมษายน) ยืนยันพบผู้ติดเชื้อไข้หวัดนก H7N9 รายแรก นับเป็นผู้ติดเชื้อ H7N9 รายแรกนอกประเทศจีน ผู้ติดเชื้อเป็นชายวัย 53 ปี ก่อนหน้านี้ทำงานที่เมืองซูโจว ประเทศจีน ได้แวะผ่านเซี่ยงไฮ้ก่อนกลับถึงไต้หวัน ชายคนนี้ติดเชื้อที่ประเทศจีนโดยไม่มีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกหรือกินไข่ระหว่างอยู่ที่เมืองซูโจว 
(Taiwan confirms first case of H7N9 bird flu outside China, AFP)
            ด้านองค์การอนามัยโลกรายงานว่า เชื้อ H7N9 เป็นหนึ่งในเชื้อที่ร้ายแรงที่สุด มีโอกาสที่จะแพร่จากคนสู่คนมากกว่าเชื้อสายพันธุ์ H5N1 ที่แพร่ระบาดเมื่อปี 2003 จนปัจจุบันยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่ามนุษย์ติดเชื้อได้อย่างไร รวมทั้งการแพร่เชื้อจากคนสู่คน 
(WHO: H7N9 bird flu virus passes more easily from bird tohuman, WTSP)
            ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าปัญหาคือสัตว์ปีกที่ติดเชื้อ H7N9 จะไม่แสดงอาการป่วยให้เห็น และเห็นว่าไวรัสสายพันธุ์นี้สามารถแพร่จากสัตว์ปีกสู่คนได้ง่ายกว่าเชื้อ H5N1 โดยรวมแล้วจนถึงบัดนี้นักวิทยาศาสตร์ยังมีความเข้าใจน้อยมาก และดูเหมือนว่าเชื้อจะแพร่กระจายผ่านไก่อย่างเงียบๆ โดยที่ไม่มีใครรู้ และเชื่อว่าจะพบผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นตราบเท่าที่ยังไม่ทราบแหล่งแพร่เชื้อที่ถูกต้องชัดเจน วิธีการป้องกันการแพร่เชื้อที่ทำได้คือปิดตลาดขายสัตว์ปีกเสีย 
(WHO says new bird strain is "one of most lethal"flu viruses, Reuters)

วิเคราะห์(อัพเดท 24 เม.ษ. 19.50 น.)
            ความกังวลเรื่องเชื้อ H7N9 แพร่ขยายออกนอกประเทศจีนกลายเป็นความจริงแล้ว เมื่อทางการไต้หวันประกาศยืนยันพบผู้ติดเชื้อดังกล่าวเป็นรายแรก
            ก่อนหน้านี้ทางการจีนรายงานพบผู้ติดเชื้อ H7N9 ที่มณฑลเจ้อเจียง เจียงซู อันฮุย เหอหนาน กรุงปักกิ่งและเมืองเซี่ยงไฮ้ ล่าสุดขยายตัวมาที่มณฑลซันตง มณฑลนี้ตั้งทางเหนือติดกันมณฑลเจียงซู อันฮุย และเหอหนาน
            รวมความแล้วสถานการณ์การแพร่ระบาดขยายขอบเขตพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งภายในประเทศจีน และขยายไปต่างประเทศ เมื่อไต้หวันสามารถพบผู้ติดเชื้อ ย่อมมีโอกาสที่ประเทศอื่นๆ จะพบผู้ติดเชื้อได้เช่นกัน
            หากตามข่าวรายวันจะพบว่าความเข้าใจของผู้เชี่ยวชาญยังสับสน ต่างคนต่างแสดงความเห็นในหลายทิศทาง เป็นที่มาของข้อสรุปว่าจนบัดนี้นักวิทยาศาสตร์ยังมีความเข้าใจต่อเชื้อดังกล่าวน้อยมาก แม้ว่าทางการจีน องค์การอนามัย และนักวิทยาศาสตร์นานาประเทศจะร่วมทำงานอย่างเต็มที่
            ความน่ากังวลอีกประการหนึ่งคือ ยังไม่ทราบว่าต้นตอแหล่งแพร่เชื้อมาจากที่ใด เมื่อผนวกกับข้อมูลที่ว่าเชื้อแพร่กระจายผ่านไก่อย่างเงียบๆ โดยที่ไก่ไม่แสดงอาการ การควบคุมการแพร่ระบาดจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
-------------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
-------------

เกาะติดประเด็นร้อน "สถานการณ์แพร่ระบาดของ H7N9” (5)

24 เมษายน 2013
ชาญชัย
สรุปสถานการณ์: (อัพเดท 24 เม.ษ. 8.30 น.)
            ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็น 108 คนแล้ว ผู้เสียชีวิต 22 ราย พื้นที่พบผู้ที่ติดเชื้อขยายตัวไปถึงมณฑลซันตง
            ประเด็นที่ยังกังวลคือการแพร่เชื้อจากคนสู่คน ซึ่งจนบัดนี้ทางการจีนกับองค์การอนามัยอยู่ระหว่างการติดตามตรวจสอบ แต่ยังไม่พบหลักฐานดังกล่าว
            สถานการณ์ล่าสุดคือ การแพร่ระบาดยังดำเนินต่อไปในจีน พบผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น ขยายพื้นที่กว้างขึ้น แต่การแพร่ระบาดจนถึงปัจจุบันยังไม่รุนแรงเท่าเชื้อไข้หวัดนกระบาดครั้งก่อนๆ

คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 24 เม.ษ. 8.30 น.)
            ทางการจีนปรับเพิ่มยอดผู้ติดเชื้อเป็น 108 เสียชีวิต 22 คน และพบผู้ป่วยรายแรกในเขตมณฑลซันตง (China confirms 108 H7N9 cases, 22 deaths, Xinhua)
            มณฑลซันตงตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลตะวันออกติดทะเลจีนใต้
            นักวิทยาศาสตร์จีนพบว่าเชื้อไวรัส H7N9 ที่พบในมนุษย์มีลำดับยีนใกล้เคียงกับสายพันธุ์ที่พบในสัตว์ปีก (รวมพวกเป็ด ไก่) และตรงกับตัวอย่างสัตว์ปีกจำนวน 20 ตัวอย่างจาก 970 ตัวอย่างที่สุมเก็บจากตลาดขายสัตว์ปีกในเมืองเซี่ยงไฮ้กับมณฑลอันฮุย ขั้นต่อไปคือวิจัยหาแหล่งแพร่เชื้อ และช่องทางการแพร่เชื้อ (Chinese scientists reveal H7N9 flu virus origins, Xinhua)
            ด้านองค์การอนามัยโลกแนะนำว่าไม่ควรทำการค้าหรือเดินทางไปในพื้นที่ๆ พบการติดเชื้อ “ตราบใดที่ยังไม่สามารถระบุแหล่งแพร่เชื้อ ย่อมคาดการณ์ได้ว่าจะมีผู้ติดเชื้อไวรัสดังกล่าวในจีนเพิ่มมากขึ้น” (H7N9 bird flu toll in China: 108 infected, 22 dead, CBS News)

วิเคราะห์(อัพเดท 24 เม.ษ. 8.30 น.)
            ก่อนหน้านี้ทางการจีนรายงานพบผู้ติดเชื้อ H7N9 ที่มณฑลเจ้อเจียง เจียงซู อันฮุย เหอหนาน กรุงปักกิ่งและเมืองเซี่ยงไฮ้ ล่าสุดขยายตัวมาที่มณฑลซันตง มณฑลนี้ตั้งทางเหนือติดกันมณฑลเจียงซู อันฮุย และเหอหนาน
            ข้อสังเกตคือมณฑลที่พบการระบาดส่วนใหญ่อยู่ติดหรือใกล้ชายฝั่งด้านตะวันออก ซึ่งเป็นเขตพิเศษทางเศรษฐกิจของจีน
            การค้นพบของนักวิทยาศาสตร์จีนชี้ว่าไวรัส H7N9 มีการปรับตัว แม้ยีนส่วนใหญ่มีลักษณะใกล้เคียงกับยีนของ H7N9 ที่พบในสัตว์ปีกทั่วไป แต่บางส่วนแตกต่างออก อาจเป็นที่มาของที่ติดเชื้อในมนุษย์ ที่สำคัญคือยังไม่ทราบว่าต้นตอของแหล่งแพร่เชื้ออยู่ที่ใด
            แม้การแพร่เชื้อไม่เกิดขึ้นรวดเร็วรุนแรงเมื่อเทียบกับไข้หวัดนกระบาดครั้งก่อนๆ โอกาสที่เชื้อแพร่ระบาดข้ามประเทศยังคงอยู่ตราบเท่าที่การระบาดในจีนยังไม่สิ้นสุดหรืออยู่ในภาวะควบคุมได้ อีกทั้งอัตราผู้เสียชีวิตร้อยละ 20 (คำนวนโดยประมาณ) เป็นตัวเลขที่สูงทีเดียว
-------------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
-------------

วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

เกาะติดประเด็นร้อน “จับตาประชุมสุดยอดเซียน 2013” (2)

23 เมษายน 2013
ชาญชัย
สรุปสถานการณ์: (อัพเดท 23 เม.ษ. 17.00 น.)
            ผู้นำ 10 ชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กำลังอยู่ระหว่างเตรียมตัวเดินทางไปประชุมสุดยอดที่กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน ประเทศบรูไน ระหว่างวันที่ 24-25 เมษายนนี้
            หนึ่งประเด็นที่จะหยิบขึ้นมาพูดคุยและเกี่ยวข้องกับอาเซียนโดยตรงคือข้อพิพาททะเลจีนใต้ (หรือทะเลฟิลิปปินส์)
            การเจรจาจัดทำ “แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้” (code of conduct for the South China Sea หรือ CoC) คือตัวแทนความคืบหน้าการแก้ปัญหา ที่ผ่านมามีความพยายามจัดทำร่างทั้งจากอาเซียนกับจีน กลายเป็นร่างสองฉบับที่ขัดแย้งกัน
            การปรึกษาหารือในบรรยากาศสบายๆ แบบอาเซียนกลายเป็นความขัดแย้ง เมื่อประเทศกัมพูชาเจ้าภาพจัดประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเมื่อปีที่แล้ว (2012) แสดงอาการขัดขวาง ไม่ยอมบรรจุข้อความพูดถึงกรณีความขัดแย้งระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ที่กำลังร้อนแรงอยู่ในขณะนั้น เป็นเหตุไม่มีเอกสารแถลงการณ์สรุปผลการประชุม
การประชุมสุดยอดผู้นำปีนี้จะมีการหารือเรื่องนี้อีก

คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 23 เม.ษ. 17.00 น.)
            สำนักข่าวเอพีอ้างข้อมูลจากสำเนาแถลงการณ์ฉบับหนึ่งว่าผู้นำชาติสมาชิกอาเซียนหวังแก้ปัญหาข้อพิพาททะเลจีนใต้โดยสันติวิธี ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ “โดยปราศจากการข่มขู่หรือใช้กำลัง” และอ้างถึงเอกสารแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (CoC) (Sea disputes, NKorea in spotlight at ASEAN summit, AP)
            ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เบนิกโน อากีโนที่ 3 มองการประชุมครั้งนี้ในแง่บวกเชื่อว่าจะมีความคืบหน้าในการเจรจากับจีน เมื่อสัปดาห์ก่อนผู้นำประเทศบรูไน สมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละห์ ได้เสด็จได้หารือกับผู้นำฟิลิปปินส์เรื่องวาระการประชุม (Aquino hopeful about talks on West Philippine Sea code ofconduct, Philippine Daily Inquirer)
            ดังนั้น ผู้นำทั้งสองได้ร่วมหารือล่วงหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

วิเคราะห์: (อัพเดท 23 เม.ษ. 17.00 น.)
            ข้อพิพาทระหว่างชาติสมาชิกอาเซียนกับจีนต่อทะเลจีนใต้เป็นเรื่องที่สืบสาวย้อนหลังหลายสิบปี ที่ผ่านมาต่างฝ่ายต่างยืนยันอ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ที่เห็นว่าเป็นของตน เกิดความขัดแย้งใหญ่น้อยหลายครั้ง แต่ที่สุดทุกฝ่ายพยายามรักษาบรรยากาศที่ดีต่อกันไว้
            การเจรจาจัดทำ “แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้” (CoC) เป็นผลจากความพยายามหลายปีเพื่อให้เกิดแนวปฏิบัติร่วมกัน แม้ว่าทั้งจีนกับอาเซียนต่างหวังแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ไม่ใช้กำลัง แต่ต่างมีร่าง CoC ของตนเอง กระบวนการเจรจาขั้นต่อไปคือการหารือว่าจะปรับแก้ CoC อย่างไรเพื่อให้ยอมรับด้วยกันได้ทั้งสองฝ่าย
            นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าผลการประชุมไม่น่าจะมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งเห็นว่าจีนจะไม่ยอมรับฉบับร่างของอาเซียน อีกส่วนหนึ่งเห็นว่าความขัดแย้งระหว่างชาติสมาชิกอาเซียนยังคงอยู่
            เมื่อการเจรจายังไม่อาจบรรลุข้อตกลง หนทางที่ดีที่สุดคือให้ผลการปรึกษาหารือออกมาในรูปแบบที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ รักษาบรรยากาศที่ดีต่อกันไว้ ยังมีผลประโยชน์อื่นๆ อีกมากที่ต้องร่วมมือกัน ส่วนข้อพิพาททะเลจีนใต้ (ฟิลิปปินส์) หากไม่มีใครกวนน้ำให้ขุ่น น้ำก็จะยังคงใสต่อไป
----------------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
-----------

เกาะติดประเด็นร้อน "การตอบโต้ระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐฯ และพันธมิตร” (8)

23 เมษายน 2013
ชาญชัย
สรุปสถานการณ์: (อัพเดท 23 เม.ษ. 10.00 น.)
            หลังความตึงเครียดหลายสัปดาห์ที่ทางการเกาหลีเหนือประกาศว่าพร้อมจะทำสงครามกับสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ จะโจมตีโดยไม่เตือนล่วงหน้า บัดนี้ สถานการณ์คาบสมุทรเกาหลีเปลี่ยนจากความตึงเครียดเข้าสู่สถานะเจรจาแล้ว
            สัญญาณก่อนหน้านี้คือ ฝ่ายสหรัฐฯ กับพันธมิตรเรียกร้องให้จีน รัสเซียกดดันเกาหลีเหนือเพื่อเข้าสู่โต๊ะเจรจา แม้เกาหลีเหนือจะยังคงท่าทีแข็งกร้าวไม่เปลี่ยนแปลง แต่ได้ยื่นเงื่อนไขหลายข้อเพื่อการเจรจา
            การคาดการณ์การปล่อยขีปนาวุธพิสัยกลาง พิสัยใกล้ยังคงอยู่ มีความเคลื่อนไหวคล้ายกับการเตรียมปล่อยอาวุธ ยังมีโอกาสที่จะเกาหลีเหนือจะยิงขีปนาวุธ

คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 23 เม.ษ. 12.50 น.)
            ล่าสุดหนังสือพิมพ์ Rodong Sinmun กระบอกเสียงของเกาหลีเหนืออ้างแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือคนหนึ่งว่า “ถ้าเกาหลีเหนือนั่งลงเจรจากับสหรัฐฯ จะเป็นการพูดคุยระหว่างสอประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ และจะไม่มีการบังคับให้อีกฝ่ายต้องละทิ้งอาวุธนิวเคลียร์” (North Koreademands recognition as nuclear arms state, Reuters)
            การเสนอข่าวของ Rodong Sinmun เป็นการประกาศจุดยืนชัดเจนว่ารัฐบาลเปียงยางต้องการให้สหรัฐฯ ยอมรับก่อนว่าเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองแล้ว และจะไม่ปลดอาวุธหรือเลิกโครงการนิวเคลียร์ของตน
            สำนักข่าว Yonhap ของเกาหลีใต้รายงานข่าวว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ กับจีนกำลังประชุมเพื่อเจรจากับรัฐบาลเกาหลีเหนือ เจ้าหน้าที่ของจีนคือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาหกฝ่าย การเจรจาโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีหนือ ((LEAD) U.S., China envoys discuss ways for talks with N.Korea, Yonhap)
            อีกด้านหนึ่งสหรัฐฯ กำลังพิจารณาส่งความช่วยเหลือด้านอาหารแก่เกาหลีเหนือใหม่อีกครั้ง เอกอัครราชทูตโรเบิร์ต คิง อ้างว่ารัฐบาลมีนโยบายให้ความช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมอยู่แล้ว ข้อแม้คือทางการเกาหลีเหนือต้องส่งคำขอมาก่อนและสหรัฐฯ จะต้องสามารถติดตามการแจกจ่ายความช่วยเหลือดังกล่าว (US would consider food aid request from N. Korea, AFP)
            พลเอกฟาง เฟงกุ้ย เสนาธิการใหญ่แห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน แถลงข่าวร่วมกับพลเอกมาร์ติน เดมพ์ซีย์ ประธานคณะเสนาธิการผสมของสหรัฐฯ ความตอนหนึ่งกล่าวว่า เกาหลีเหนืออาจทำการทดสอบนิวเคลียร์อีก จีนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหารือกับ “เกาหลีเหนือเพื่อยุติการทดสอบนิวเคลียร์ ยุติการผลิตอาวุธนิวเคลียร์” เป็นการยืนยันจุดยืนจีน (In China, U.S. top military officer defends U.S. pivot to Asia, Reuters)

วิเคราะห์(อัพเดท 23 เม.ษ. 12.50 น.)
            หลังความตึงเครียดต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ปลายทางของเรื่องคือ เกาหลีเหนือลดพฤติกรรมยั่วยุ ทุกฝ่ายการกลับเข้าสู่การเจรจา ประเด็นเจรจาที่สำคัญคือสหรัฐฯ กับจีนเรียกร้องให้เกาหลีเหนือยกเลิกโครงการนิวเคลียร์ ในขณะที่รัฐบาลเปียงยางอ้างว่าตนเองมีอาวุธนิวเคลียร์พร้อมใช้แล้วแต่รัฐบาลโอบามาไม่ยอมรับ
            ประเด็นรัฐบาลเปียงยางอ้างว่ามีอาวุธนิวเคลียร์จึงเป็นประเด็นย่อยใหม่ในเรื่องโครงการนิวเคลียร์ ทางออกของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร เมื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือประกาศอ้างความสำเร็จดังกล่าว และถือว่าอาวุธนิวเคลียร์คือเครื่องมือสำคัญในการต่อต้านการรุกรานจากจักรวรรดินิยม
            การที่รัฐบาลเกาหลีเหนือยืนกรานให้รัฐบาลอเมริกายอมรับว่าประเทศตนมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง และจะไม่ปลดอาวุธหรือเลิกล้มโครงการนิวเคลียร์เป็นการวางอุปสรรคในส่วนสำคัญที่สุดของการเจรจา กลายเป็นว่ารัฐบาลโอบามาต้องเป็นฝ่ายแก้ไขเรื่องนี้หากต้องการนั่งโต๊ะเจรจากับเกาหลีเหนือ
            การเจรจาจะเกิดขึ้นโดยเร็วหรือไม่เป็นเรื่องหนึ่ง แต่เชื่อว่าคงกินเวลาอีกนานหลายเดือนกว่าจะมีข้อสรุปจากการเจรจา
            ในช่วงระหว่างการเตรียมเจรจา การเจรจาที่ยาวนานหลายเดือนหรือเป็นปี น่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งความสงบสุขของคาบสมุทรเกาหลี
-------------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
-------------

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

เกาะติดประเด็นร้อน “จับตาประชุมสุดยอดเซียน 2013”

22 เมษายน 2013
ชาญชัย
สรุปสถานการณ์:  (อัพเดท 22 เม.ษ. 12.40 น.)
            ผู้นำ 10 ชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) จะประชุมสุดยอดที่กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน ประเทศบรูไน ระหว่างวันที่ 24-25 เมษายนนี้
            คาดว่าหนึ่งในประเด็นสำคัญที่จะหยิบยกขึ้นพูดคือกรณีโรฮิงญา มุสลิมในเมียนมาร์
            ที่ผ่านมารัฐบาลเมียนมาร์ยอมรับว่ามีปัญหาเรื่องดังกล่าว แต่ยังถือว่าเป็นกิจการภายใน อดีตเลขาธิการอาเซียน ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เคยเตือนว่าประเด็นโรฮิงญาอาจสั่นคลอนเสถียรภาพของ ภูมิภาคนั้น (หมายถึงอาเซียน) ถ้าประชาคมนานาชาติ รวมทั้ง อาเซียนไม่ดำเนินมาตรการที่มีประสิทธิภาพทันท่วงที
ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย มาร์ตี นาตาเลกาวา เคยหยิบยกประเด็นโรฮิงญาเข้าสู่ที่ประชุมองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) เมื่อเดือนสิงหาคม 2012 ที่ประชุมเห็นว่าความรุนแรงที่กระทำต่อโรฮิงญานั้น “เป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ”
รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย มาร์ตี นาตาเลกาวา ยังกล่าวอีกว่า “วิธีการที่รัฐบาลเมียนมาร์ปฏิบัติต่อมุสลิมโรฮิงญาไม่สอดคล้องกับความพยายามที่จะเป็นประชาธิปไตย พฤติกรรมการเลือกที่รักมักที่ชังไม่ว่าจะต่อศาสนาหรือชาติพันธุ์ล้วนเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้”

คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 22 เม.ษ. 12.40 น.)
            วันนี้ (22 เมษายน) Human Right Watch เปิดเผยรายงานให้ข้อสรุปชัดเจนว่า การข่มเหงขับไล่ชาวโรฮิงญาในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2012 เป็นการกระทำโดยเจตนาจากความร่วมมือของเจ้าหน้าที่รัฐบาล ผู้นำชุมชน และพระสงฆ์ ทำให้ชาวโรฮิงญาหลายคนเสียชีวิตและนับหมื่นคนต้องอพยพออกจากพื้นที่กลายเป็นผู้ไม่มีถิ่นที่อยู่อาศัย
            ฟิล โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชีย กล่าวว่า “รัฐบาลพม่าทำการกวาดล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา และจนบัดนี้ก็ยังดำเนินการอยู่ ด้วยการขัดขวางกีดกันความช่วยเหลือต่างๆ” ที่ให้กับโรฮิงญา” “รัฐบาลจำต้องหยุดการละเมิดและจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษ มิฉะนั้น จะต้องรับผิดชอบต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นในอนาคตต่อชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์และศาสนา”
            รายงานระบุว่า ในเหตุความรุนแรงแรงตั้งแต่มิถุนายน 2012 เจ้าหน้าที่รัฐบาลทำลายมัสยิด ขัดขวางความช่วยเหลือที่จะส่งให้แก่มุสลิมที่ถูกขับไล่ออกจากถิ่นที่อยู่อาศัย และในวันที่ 23 ตุลาคม 2012 หลังจากการประชุมหลายเดือนและการประกาศสนับสนุนการกวาดล้างโรฮิงญา กลุ่มชาวอาระกัน (หรือยะไข่) โจมตีชุมชนมุสลิมพร้อมกัน 9 เมือง ทำการกวาดล้างในหลายหมู่บ้าน สังหารพลเรือน ในขณะที่ทหารตำรวจยืนดูเฉยๆ หรือให้ความช่วยเหลือโจมตีโรฮิงญา

วิเคราะห์: (อัพเดท 22 เม.ษ. 12.40 น.)
            เรื่องชาวโรฮิงญาถูกข่มเหงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ย้อนหลังได้นับสิบปีที่ชาวโรฮิงญานับหมื่นนับแสนถูกข่มเหง ต้องอพยพย้ายถิ่นกลายเป็นผู้ไร้บ้าน (นอกจากเป็นผู้ไร้รัฐ) ในระยะหลังเป็นได้รับการเผยแพร่มากขึ้นทั้งจากสื่อในและนอกประเทศ
            ข่าวโรฮิงญาในราวกลางปีที่แล้ว และข่าวความรุนแรงที่กระทำต่อมุสลิมในเมียนมาร์ปีนี้ ทำให้ประเด็นดังกล่าวอยู่ในความสนใจต่อเนื่อง
            การที่ Human Right Watch เปิดเผยรายงานล่าสุดก่อนประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเพียงไม่กี่วัน ให้ข้อสรุปว่าการข่มเหงชาวโรฮิงญา มุสลิมในเมียนมาร์เป็นความร่วมมือหลายฝ่าย เป็นการจัดตั้งที่เจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง ทำให้กระแสดังกล่าวถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งนี้เจ้าภาพคือประเทศบรูไน และอาเซียนให้ความสำคัญต่อประเด็นดังกล่าว ทั้งหมดเป็นปัจจัยร่วมที่สนับสนุนว่ากรณีโรฮิงญา มุสลิมในเมียนมาร์จะเป็นประเด็นที่ต้องหยิบยกมาพูดคุย
            ต้องติดตามว่ารัฐบาลเมียนมาร์จะรับมือเรื่องดังกล่าวอย่างไร แต่นานาชาติโดยเฉพาะอาเซียนจะตอบสนองอย่างไร
----------------------
บรรณานุกรม:
1. ASEAN, THE ROHINGYAS AND MYANMAR’S RESPONSIBILITY TO PROTECT, AP R2P Brief, Vol. 2 No.9 (2012), http://www.r2pasiapacific.org/documents/R2P%20Ideas%20in%20Brief%20ASEAN%20The%20Rohingyas%20and%20Myanmars%20R2P.pdf
2. Plight of the Rohingya: ASEAN Credibility Again at Stake, 19 NOVEMBER 2012, http://www.fairobserver.com/article/plight-rohingya-asean-credibility-again-stake
3. Burma: End ‘Ethnic Cleansing’ of Rohingya Muslims, Human Right Watch, 22 April 2013, http://www.hrw.org/news/2013/04/22/burma-end-ethnic-cleansing-rohingya-muslims
-----------------

About Me

2 กุมภาพันธ์ 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ปรับปรุงล่าสุด 2 มกราคม 2017)
เริ่มต้น :
          เว็บไซต์ “สถานการณ์โลก” http://www.chanchaivision.com/ พัฒนาจากบล็อกเพื่อใช้เป็นที่เก็บบทความ บทวิเคราะห์ที่กระจายในหมู่มิตรสหายคนรู้จัก ในระยะแรกบทความต่างๆ จึงปราศจากการปรุงแต่งใดๆ ไม่มีระบบที่เอื้อต่อการสืบค้น ต่อมาพบว่ามีผู้เข้ามาอ่านอย่างต่อเนื่องและมีการแนะนำจากเว็บไซต์บางแห่ง ผลจากมีผู้สนใจดังกล่าวเป็นแรงบันดาลใจว่าควรพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากเว็บไซต์ปัจจุบันที่พยายามพัฒนาระบบการจัดหมวดหมู่ที่ชัดเจน มีเกริ่นนำบทความ การเน้นคำ ที่เอื้อให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อหารวดเร็ว รวมทั้งการบรรจุบรรณานุกรมเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา

วิสัยทัศน์: “Leading Voice”
นโยบายหลัก: “วิเคราะห์สถานการณ์ร้อน วิจารณ์เหตุการณ์ระหว่างประเทศล่าสุดตามหลักวิชาการ”
คำขวัญ: “เข้าใจโลกวันนี้ เพื่อโลกวันพรุ่งนี้”

ระบบเนื้อหา:
          จากสถิติ ข้อแนะนำติชมจากผู้อ่าน พอจะแบ่งกลุ่มผู้อ่านออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มนักเรียนนักศึกษากับกลุ่มอาชีพ กลุ่มนักเรียนนักศึกษามักสนใจบทความความรู้พื้นฐาน ส่วนกลุ่มอาชีพจะสนใจบทวิเคราะห์ที่มีเนื้อหาเข้มข้นมากกว่า เพื่อตอบสนองความต้องการของทั้งสองกลุ่มจึงนำเสนอข้อเขียนใน 2 ระดับคือบทความกับบทวิเคราะห์

          บทความ คือระดับความรู้พื้นฐาน พร้อมกับสอดแทรกเนื้อที่เป็นการสังเคราะห์ วิเคราะห์ เพื่อให้ผู้อ่านนอกจากจะได้ข้อมูลความรู้พื้นฐานยังได้อ่านเนื้อหาที่เป็นการสังเคราะห์ วิเคราะห์เบื้องต้นด้วย

          บทวิเคราะห์ คือบทความที่เน้นการสังเคราะห์ วิเคราะห์ เน้นผู้อ่านที่มีความรู้พื้นฐาน มีความเข้าใจประเด็นวิเคราะห์อยู่แล้ว

          บทความกับบทวิเคราะห์จะสอดประสานกัน เช่น ในหมวดอาเซียนจะมีทั้งบทความกับบทวิเคราะห์ ผู้ที่อ่านบทความจะได้ความรู้พื้นฐานทำให้เข้าใจบทวิเคราะห์มากขึ้น ในทางกลับกันผู้อ่านบทวิเคราะห์สามารถสืบค้นข้อมูลพื้นฐานสำคัญบางอย่างจากบทความ

พัฒนาการในแต่ละปี (เรียงจากปีล่าสุดก่อน)

พัฒนาการในปี 2016
            เมื่อปลายปี 2016 ได้เปิดเว็บไซต์อีกชื่อคือ "สถานการณ์โลก ชาญชัย" http://chanchaiworldvision.com/ นำเสนอบทความ บทวิเคราะห์ที่ยังไม่ตีพิมพ์ในที่ใดมาก่อน เพื่อนำเสนอบทความที่ไม่ต้องอยู่ภายใต้กรอบเวลาตีพิมพ์ในสื่อต่างๆ
            เมื่อสิ้นปี 2016 จำนวนดูหน้าเว็บอยู่ที่ 960,000 คลิก เฉลี่ยเดือนละ 820 คลิก ผู้อ่านต่างประเทศเพิ่มขึ้นชัดเจน ส่วนใหญ่มาจากสหรัฐฯ

พัฒนาการในปี 2015
          ปีนี้แบ่งเวลากับการเริ่มเขียนอีบุ๊ค ตั้งเป้าปี 2016 จะเขียนเพิ่มอีกหลายเล่ม
          เว็บไซต์ยังคงมีผู้ชมต่อเนื่อง สิ้นปี 2015 ตัวเลขจำนวนการดูหน้าเว็บไปถึง 660,000 คลิก เฉลี่ยเดือนละ 700 คลิก บทความที่ได้ความนิยมกระจายตัวมากขึ้น เป็นผลจากจำนวนบทความที่เพิ่มขึ้น

พัฒนาการในปี 2014
          ในปี 2014 เพิ่มการสื่อสารผ่าน Facebook กับ Twitter ด้วยการนำเสนอข่าวสั้น ในประเด็นที่น่าสนใจในเชิงสาระ มีผลต่อสถานการณ์โลก ภูมิภาค ประเทศอย่างเด่นชัด หลายข่าวเป็นข่าวที่ไม่ปรากฏในสื่อกระแสหลัก หรือใช้ข้อมูลจากอีกแง่มุมหนึ่งเนื่องจากใช้แหล่งข่าวที่แตกต่างจากสื่อกระแสหลัก

          ด้านบทความ บทวิเคราะห์ มีพัฒนาการในแง่เสนอเป็นบทความต่อเนื่องหลายตอน ขึ้นกับความสำคัญ ความน่าสนใจ เช่น ประเด็นยูเครน สถานการณ์ในตะวันออกกลาง หรือแม้กระทั่งเอเชียแปซิฟิก

          เมื่อถึงสิ้นปี 2014 "จำนวนการดูหน้าเว็บรวม" ทะลุ 400,000 ครั้ง เดือนธันวาคมเฉลี่ยวันละ 700 ครั้ง

เป้าหมายในปี 2013:
          ประการแรก ทำให้เว็บไซต์เป็นที่แพร่หลายรู้จัก โดยเฉพาะระดับสื่อ หน่วยงานภาครัฐภาคเอกชนเพื่อให้บทความ บทวิเคราะห์เป็นประโยชน์แก่คนจำนวนมากที่สุด จำต้องให้เว็บไซต์ “สถานการณ์โลก” เป็นที่รู้จักแพร่หลาย การประชาสัมพันธ์ควรกระทำในหลายรูปแบบหลายระดับตั้งแต่ระดับพูดกันปากต่อปากจนถึงการประชาสัมพันธ์ในวงกว้าง

          ประการที่สอง ทำให้เว็บไซต์มีรายได้ของตนเองเพื่อนำมาปรับปรุงเว็บไซต์และมีความยั่งยืน ดังคำกล่าวว่า “ของฟรีไม่มีในโลก” ยิ่งเป็น “ของดี” ยิ่งต้องมีค่าใช้จ่าย จึงเป็นแนวทางในอนาคตที่จะต้องมีผู้สนับสนุนเว็บไซต์เพื่อความยั่งยืน มีบทความบทวิเคราะห์ใหม่ๆ ที่อยู่ในความสนใจทันต่อเหตุการณ์เพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ

ติดต่อพูดคุย:
          หากต้องการแสดงความเห็นหรือมีคำถามเกี่ยวกับบทความ บทวิเคราะห์ สามารถฝากไว้ในช่องแสดงความคิดเห็นของเว็บไซต์ และสามารถร่วมพูดคุยและเกาะติดข่าวสำคัญรายวันได้ผ่าน Facebook ของผมที่ 'สถานการณ์โลก ชาญชัย' และ Twitter ที่ chanchaiCK

(คลิกที่ชื่อ หรือที่ http://www.chanchaivision.com/2014/12/My-Interview-Seminar.html)

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ทั้งหมดดูได้ที่่:
ปี 2016 http://www.chanchaivision.com/2016/01/Chanchai-Published-2016.html

ข้อเรียกร้องของรัฐบาลเปียงยาง เหมือนดั่งอยู่คนละโลก

22 เมษายน 2013
ชาญชัย
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 6012 วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ.2556)

            ราวเดือนเศษที่สถานการณ์คาบสมุทรเกาหลีตึงเครียดเป็นลำดับ รัฐบาลเปียงยางกล่าวหาสหรัฐสมคบคิดกับเกาหลีใต้เตรียมรุกรานเกาหลีเหนือ ผู้นำคิม จ็อง-อึนตรวจเยี่ยมหน่วยทหารต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รัฐบาลเปียงยางประกาศว่าประเทศอยู่ในภาวะสงคราม เตรียมชิงลงมือโจมตีสหรัฐด้วยอาวุธนิวเคลียร์ก่อน มาบัดนี้ทางการเกาหลีเหนือประกาศพร้อมเจรจาถ้าหาก เกาหลีใต้กับสหรัฐยุติพฤติกรรมอันเป็นปฏิปักษ์ คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร ยุติการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐกับเกาหลีใต้ สหรัฐถอนอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดออกจากคาบสมุทร
            ในมุมมองของรัฐบาลเกาหลีเหนือเห็นว่าสหรัฐกับพันธมิตรเป็นฝ่ายรุกรานตนด้วยวิธีการต่างๆ นานา ข้อเรียกร้องเพื่อนำสู่การเจรจาสะท้อนลักษณะดังกล่าวแต่มีข้อโต้แย้งเรียงตามลำดับ ดังนี้
            ประการแรก เกาหลีเหนือเห็นว่าสหรัฐกับเกาหลีใต้ดำเนินนโยบายเป็นปฏิปักษ์ต่อตน
            ข้อนี้เป็นหลักคิดพื้นฐานของรัฐบาลเปียงยาง เห็นว่าสหรัฐแสดงอาการเป็นปฏิปักษ์และเป็นผู้ก่อความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี เริ่มจากการที่สหรัฐกล่าวหาการปล่อยดาวเทียมของเกาหลีเหนือเพื่อใช้ในทางสันติเมื่อปลายปีที่แล้วว่าเป็นการ “ปล่อยขีปนาวุธข้ามทวีป” และเมื่อเกาหลีเหนือทดสอบนิวเคลียร์เพื่อใช้ป้องกันตนเองเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สหรัฐอาศัยคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติออก “ข้อมติคว่ำบาตร” เกาหลีเหนือ
            เหตุผลข้ออ้างของเกาหลีเหนือมีทั้งส่วนที่สมเหตุผลกับส่วนที่ไม่สมเหตุผล จรวดพิสัยไกลมีคุณลักษณะใช้ประโยชน์ได้สองทาง (dual-use) คือสามารถใช้ขนส่งดาวเทียมเพื่อใช้ในทางสันติกับสามารถปรับเปลี่ยนเป็นอาวุธใช้ในยามสงคราม การกล่าวอ้างว่าพัฒนาเพื่อใช้ในทางสันติจึงใช้ได้เสมอ ในทางกลับกันย่อมเป็นเหตุให้ประเทศอื่นคิดว่าจรวดดังกล่าวสามารถกลายเป็นขีปนาวุธข้ามทวีปได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลเปียงยางประกาศชัดว่าต้องการมีอาวุธนิวเคลียร์เพื่อป้องกันประเทศ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่เกาหลีเหนือจะพัฒนาขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ เป็นแนวทางทั่วไปของประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์
            ตามข้อเท็จจริงแล้วเกาหลีเหนือเป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐ เกาหลีใต้มาโดยตลอด ตั้งแต่สงครามเกาหลีในทศวรรษ 1950 และแม้สิ้นสุดสงครามเย็นมาจนถึงยุคปัจจุบันความเป็นปฏิปักษ์ยังคงอยู่โดยไม่ต้องอ้างเรื่องการพัฒนาขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์แต่อย่างไร ส่วนสถานการณ์ตึงเครียดล่าสุดเป็นผลพวงจากการที่เกาหลีเหนือปล่อยจรวดขนส่งดาวเทียมกับการทดสอบนิวเคลียร์ครั้งล่าสุด และการตอบโต้จากสหรัฐกับพันธมิตร ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงมีส่วนทำให้สถานการณ์คาบสมุทรเกาหลีตึงเครียดด้วยกันทั้งคู่
            ประการที่สอง เรื่องข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ
            เกาหลีเหนืออ้างว่ารัฐบาลสหรัฐชี้นำคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติออกข้อมติคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ การอ้างเช่นนี้เท่ากับอ้างว่าจีนกับรัสเซียอยู่ภายใต้การชี้นำของสหรัฐด้วย เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าทั้งสองประเทศคิดเห็นตรงกับอเมริกาบางเรื่องและคิดเห็นแตกต่างหลายเรื่อง จีนกับสหรัฐเป็นสองมหาอำนาจที่ขัดแย้งกันในหลายเรื่องโดยเฉพาะประเด็นด้านความมั่นคง จีนไม่อยู่ภายใต้การชี้นำของสหรัฐ แต่ได้ร่วมปรึกษาอย่างใกล้ชิดเพื่อออกข้อมติคว่ำบาตรเกาหลีเหนือภายใต้การเห็นชอบร่วมกัน น่าจะกล่าวได้ว่าข้อมติคว่ำบาตรเกาหลีเหนือล่าสุด (ข้อมติ 2094) คือข้อมติที่จีนต้องการเตือนเกาหลีเหนือโดยตรงเพราะหากจีนไม่เห็นด้วยข้อมติดังกล่าวย่อมไม่อาจเกิดขึ้น
            ความตั้งใจของรัฐบาลเปียงยางคือพยายามกล่าวโทษสหรัฐเพียงฝ่ายเดียวว่าเป็นต้นเหตุของข้อมติคว่ำบาตรเกาหลีเหนือแต่ที่จริงแล้วมิได้เป็นเช่นนั้น
            ประการที่สาม เรียกร้องให้สหรัฐกับเกาหลีใต้ยุติการซ้อมรบ
            ข้อเรียกร้องขอให้ยุติการซ้อมรบเป็นเรื่องแปลก เพราะเป็นที่เข้าใจว่าสหรัฐกับเกาหลีใต้มีการซ้อมรบร่วมเสมอ และความจริงสหรัฐไม่เพียงซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้เท่านั้น กองทัพสหรัฐซ้อมรบร่วมกับมิตรประเทศทั้งหลายอยู่เสมอ
            ประเด็นอยู่ที่รัฐบาลเปียงยางอ้างว่าการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐกับเกาหลีใต้ภายใต้ชื่อ Foal Eagle แท้ที่จริงไม่ใช่เป็นการซ้อมรบ แต่เป็นแผนอันแยบยลของสหรัฐที่จะใช้เหตุดังกล่าวระดมกำลังทหารเตรียมรุกรานประเทศเกาหลีเหนือ โดยทำให้นานาชาติเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเพียงการซ้อมรบประจำปี
            ประเด็นโต้แย้งของเรื่องนี้คือหากประธานาธิบดีบารัก โอบามาดึงดันที่จะทำสงครามโดยไม่ขอความเห็นชอบจากรัฐสภา จะเกิดประเด็นตามมาว่าชาวอเมริกันจะเห็นด้วยหรือไม่ ที่ผ่านมายังไม่มีรัฐบาลชุดใดประกาศนโยบายทำสงครามรุกรานเกาหลีเหนือแต่อย่างไร นโยบายของรัฐบาลโอบามาคือพยายามจูงใจให้รัฐบาลเปียงยางเลิกล้มโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อแลกกับความช่วยเหลือ แต่หากรัฐบาลเปียงยางดื้อดึงสหรัฐจะดำเนินนโยบายโดดเดี่ยวเกาหลีเหนือ เสริมระบบป้องขีปนาวุธ และทำให้มั่นใจว่าพันธมิตรสหรัฐจะสามารถรับมือเกาหลีเหนือได้
            ประการที่สี่ กองทัพสหรัฐประจำการอาวุธนิวเคลียร์ตลอดเวลา
            ความเข้าใจเบื้องต้นคือกองทัพสหรัฐมีอาวุธนิวเคลียร์ประจำการอยู่ตลอดเวลา ทั้งอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์กับยุทธวิธี สามารถโจมตีเกาหลีเหนือได้ตลอดเวลา (หากต้องการ) โดยไม่จำต้องอาศัยอาวุธที่อยู่ในคาบสมุทรเกาหลีหรือบริเวณใกล้เคียง เหตุการณ์ที่เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 กับ B-2 ใช้เวลาบินเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็มาถึงคาบสมุทรเกาหลีเป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่นับขีปนาวุธรูปแบบอื่นๆ ของสหรัฐอีกจำนวนมากที่สามารถยิงจากจุดที่ห่างไกลออกไปหลายพันกิโลเมตร และเป็นไปไม่ได้ที่สหรัฐจะยอมปลดอาวุธนิวเคลียร์เพราะเหตุเกาหลีเหนือเรียกร้อง เพราะอาวุธเหล่านี้มีเพื่อปกป้องผลประโยชน์อื่นๆ มากมายมหาศาล ดังนั้นข้อเรียกร้องให้สหรัฐถอนอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดออกจากคาบสมุทรจึงไม่เป็นเครื่องประกันว่าเกาหลีเหนือจะไม่ถูกโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์แต่ประการใด
            จะเห็นว่าข้อเรียกร้องเพื่อนำสู่การเจรจาของเกาหลีเหนือเป็นข้อเรียกร้องที่ไม่สมเหตุผล บิดเบือนความจริงและสหรัฐไม่อาจตอบสนองได้ ทำให้สถานการณ์แลดูสับสน ทั้งนี้เป็นผลจากพื้นฐานความคิดของรัฐบาลเปียงยางว่าประเทศตนกำลังจะถูกอเมริการุกราน  สิ่งที่รัฐบาลเปียงยางพยายามทำคือการป้องกันประเทศ แต่หากตัดความสับสนเหล่านี้ออกไปจะเหลือเพียงข้อสรุปอย่างง่ายๆ ว่า ณ บัดนี้รัฐบาลเปียงยางต้องการให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ขอให้นานาชาติเลิกคว่ำบาตรประเทศตน
            แม้เหลือข้อสรุปแบบง่ายๆ ดังกล่าว ยังมีคำถามว่าเกาหลีเหนือจะยอมละทิ้งโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อันเป็นจุดเริ่มต้นของความตึงเครียดได้หรือไม่ ผู้นำคิม จ็อง-อึนประกาศเมื่อไม่นานนี้ว่า “กองกำลังอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเป็นเหมือนตัวแทนชีวิตของประเทศ ที่ไม่อาจละทิ้งตราบเท่าที่พวกจักรวรรดินิยมกับภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์ยังคงดำรงอยู่ในโลก” เมื่อผนวกนโยบายดังกล่าวกับความจริงที่ว่าสหรัฐจะคงอาวุธนิวเคลียร์ของตนต่อไป เท่ากับว่าเกาหลีเหนือไม่อาจละทิ้งการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เช่นกัน ต้นตอแห่งความขัดแย้งจะยังดำรงอยู่ต่อไป
            มีความเป็นไปได้ว่าคาบสมุทรเกาหลีจะคืนสู่ความสงบระยะหนึ่ง แต่เป็นความสงบที่พร้อมจะปะทุขึ้นมาใหม่ในอนาคต เพราะพื้นฐานความคิดที่รัฐบาลเกาหลีเหนือแสดงออกแตกต่างจากสหรัฐอย่างมากเหมือนดั่งอยู่คนละโลก ข้อเรียกร้องของรัฐบาลเปียงยางสะท้อนลักษณะดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
---------------
1. DPRK unveils twin goals of economic construction, nuclear capability, Xinhua, 31 March 2013, http://news.xinhuanet.com/english/world/2013-03/31/c_132274938.htm
2. (2nd LD) N. Korea says S. Korea, U.S. must stop provocations for talks, Yonhap, 18 April 2013, http://english.yonhapnews.co.kr/national/2013/04/18/69/0301000000AEN20130418011300315F.HTML
3. KCNA Commentary Urges U.S. to Properly Understand Root Cause of Grave Situation in Korea, KNCA, 18 April 2013, http://www.kcna.co.jp/item/2013/201304/news17/20130417-18ee.html
4. Full text: State of the Union Address, USA TODAY, 12 February 2013, http://www.usatoday.com/story/news/politics/2013/02/12/state-of-the-union-obama-text/1914769/
5. “North Korea: U.S. Relations, Nuclear Diplomacy, and Internal Situation,” Congressional Research Service, 4 January 2013, http://www.fas.org/sgp/crs/nuke/R41259.pdf
6. Barbara A. Bardes, Mack C. Shelley and Steffen W. Schmidt, American Government and Politics Today: Essentials, 2011 - 2012 Edition, (USA: Wadsworth, Cengage Learning, 2012
---------------

เกาะติดประเด็นร้อน "สถานการณ์แพร่ระบาดของ H7N9" (4)

22 เมษายน 2013
ชาญชัย
สรุปสถานการณ์: (อัพเดท 22 เม.ษ. 7.20 น.)
            รวมผู้ติดเชื้อทะลุ 100 คนแล้ว ยังไม่พบหลักฐานเชื้อแพร่จากคนสู่คน
            ประเด็นที่หลายฝ่ายเป็นกังวลและยังหาคำตอบไม่ได้คือ ไม่ทราบชัดเจนว่าเชื้อแพร่สู่คนได้อย่างไร มาจากสัตว์ปีกเท่านั้นหรือไม่ เพราะมีข้อมูลว่าผู้ติดเชื้อราวครึ่งหนึ่งไม่มีประวัติสัมผัสสัตว์ปีก ทางการจีนกับองค์การอนามัยโลกติดตามกำลังตรวจสอบว่าเชื้อสามารถแพร่จากคนสู่คนได้หรือไม่ จนบัดนี้ยังไม่พบหลักฐานดังกล่าว
            ปัจจุบันยังไม่มียาหรือวัคซีนที่ใช้ได้ผลอย่างจริงจัง ไม่มีวิธีรักษาที่ยอมรับว่าใช้ได้ผลดี ทำให้อัตราเสียชีวิตค่อนข้างสูงคือราวร้อยละ 20 (ด้วยการคำนวณคร่าวๆ) ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงสั่งการให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นให้ความสำคัญการแก้ปัญหาไข้หวัดนกที่กำลังแพร่ระบาดในขณะนี้ ผู้ที่ติดเชื้อจะต้องได้รับการรักษาอย่างดี เพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตให้มากที่สุด ปัจจุบันพบการติดเชื้อใน 6 พื้นที่ ประกอบด้วย 4 มณฑล กับกรุงปักกิ่งและเมืองเซี่ยงไฮ้

คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 22 เม.ษ. 7.20 น.)
            ล่าสุดพบผู้ติดเชื้อ 102 คน ในจำนวนนี้เสียชีวิต 20 คน (อัตราเสียชีวิตราวร้อยละ 20) หายป่วยออกจากโรงพยาบาลแล้ว 12 คน อีก 70 คนยังอยู่ระหว่างการรักษาในโรงพยาบาล และยันยันว่ายังไม่พบหลักฐานมีการแพร่เชื้อจากคนสู่คน (China confirms 102H7N9 cases, 20 deaths, Xinhua, 21 April 2013, )
            หลายประเทศเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดไม่เพียงเฉพาะประเทศที่ใกล้ประเทศจีนอย่าง ไต้หวันหรือเขตปกครองฮ่องกง แพทย์ในรัฐมินนิโซตา สหรัฐอเมริกาอยู่ในภาวะเฝ้าระวัง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เดินทางมาจากประเทศในเอเชียและมีอาการเหมือนเป็นหวัด การประกาศสถานการณ์เตรียมพร้อมรับมือครั้งนี้เป็นครั้งล่าสุดนับจากปี 2009 ที่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อสายพันธุ์ H1N1 (Minnesota issues healthalert for new H7N9 flu strain, Star Tribune)

วิเคราะห์(อัพเดท 22 เม.ษ. 7.20 น.)
            แม้ว่าทางการจีนยังยืนยันว่าไม่พบหลักฐานว่าเชื้อแพร่จากคนสู่คน ประเด็นดังกล่าวยังเป็นที่กังวล
            สถานการณ์ล่าสุดคือ การแพร่ระบาดยังดำเนินต่อไปในจีน พบผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าการแพร่ระบาดจะไม่รุนแรงเท่าเชื้อไข้หวัดนกระบาดครั้งก่อนๆ โอกาสที่เชื้อแพร่ระบาดข้ามประเทศยังคงอยู่ตราบเท่าที่การระบาดในจีนยังไม่สิ้นสุดหรืออยู่ในภาวะควบคุมได้
-------------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:



วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2556

เกาะติดประเด็นร้อน "สถานการณ์แพร่ระบาดของ H7N9” (3)

19 เมษายน 2013
ชาญชัย
สรุปสถานการณ์: (อัพเดท 19 เม.ษ. 23.00 น.)
            การแพร่ระบาดยังดำเนินต่อไป มีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น ประเด็นหลายฝ่ายเป็นกังวลและยังหาคำตอบไม่ได้คือ ไม่ทราบชัดเจนว่าเชื้อแพร่สู่คนได้อย่างไร มาจากสัตว์ปีกเท่านั้นหรือไม่ เพราะมีข้อมูลว่าผู้ติดเชื้อราวครึ่งหนึ่งไม่มีประวัติสัมผัสสัตว์ปีก ทางการจีนกำลังตรวจสอบว่าเชื้อสามารถแพร่จากคนสู่คนได้หรือไม่
            ด้านนาย เฟง ชีเจียน (Feng Zijian) ผู้อำนวยการศูนย์รักษาสุขภาพฉุกเฉินของ Chinese Centre for Disease Control and Prevention ให้ความเห็นว่าจากประสบการณ์เชื้อไข้หวัดนก H5N1 ร้อยละ 50 ของผู้ติดเชื้อไม่มีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่แปลกหากกรณีของ H7N9 ที่กำลังแพร่ระบาดในขณะนี้จะมีลักษณะเดียวกัน
            จนถึงบัดนี้ยังไม่มียาหรือวัคซีนที่ใช้ได้ผลอย่างจริงจัง ไม่มีวิธีรักษาที่ยอมรับว่าใช้ได้ผลดี ทำให้อัตราเสียชีวิตค่อนข้างสูงคือราวร้อยละ 20 (ด้วยการคำนวณคร่าวๆ)

คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 19 เม.ษ. 23.00 น.)
            ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงสั่งการให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นให้ความสำคัญการแก้ปัญหาไข้หวัดนกที่กำลังแพร่ระบาดในขณะนี้ ผู้ติดเชื้อจะต้องได้รับการรักษาอย่างดี เพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตให้มากที่สุด ปัจจุบันพบการติดเชื้อใน 6 พื้นที่ ประกอบด้วย 4 มณฑล กับกรุงปักกิ่งและเมืองเซี่ยงไฮ้
(Xi urges efforts to contain H7N9 bird flu, Xinhua)
            ล่าสุดพบผู้ติดเชื้อ 91 คน ในจำนวนนี้เสียชีวิต 17 คน (อัตราเสียชีวิตราวร้อยละ 20) (3 new H7N9 cases reported in E China, People’s Daily)
            แม้พอมีข้อมูลว่าสัตว์ปีกเป็นพาหะนำโรคแต่ยังไม่สามารถสรุปได้ นายเกร็น โธมัส โฆษกองค์การอนามัยกล่าวว่า “หลักฐานชี้ว่าสัตว์ปีกน่าจะเป็นพาหะนำโรค แต่นักระบาดวิทยายังไม่สามารถอธิบายความสัมพันธ์ดังกล่าวอย่างชัดเจน” และยังเชื่อว่ามีโอกาสน้อยมากที่เชื้อจะแพร่จากคนสู่คน (Mystery of Chinese bird flu outbreak grows, Reuters)

วิเคราะห์(อัพเดท 19 เม.ษ. 23.00 น.)
            แม้ทางการจีนกับองค์การอนามัยโลกยังไม่สรุปว่าเชื้อแพร่จากคนสู่คนได้หรือไม่นั้น แต่ในขณะนี้สื่อระหว่างประเทศให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวเป็นอย่างมาก
            ส่วนกรณีที่ทางการจีนกำลังตรวจสอบความเป็นไปได้ที่เชื้อแพร่จากคนสู่คนนั้น ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปในขณะนี้ คาดว่าจะต้องรอดูผลอีกหลายวันจนกว่าจะมีข้อสรุปที่ชัดเจนจากองค์การอนามัยโลก
            การสั่งการของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงชี้ว่ารัฐบาลกลางให้ความสำคัญ ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
-------------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
-------------