ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

จากเผาสถานกงสุลสหรัฐฯ จนถึงรัฐบาลลิเบียกระชับอำนาจ

24 กันยายน 2012
ชาญชัย
            จากเหตุมุสลิมประท้วงภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนา จนเกิดเหตุเผาสถานกงสุลสหรัฐฯ ประจำเมืองเบงกาซี เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ นายคริสโตเฟอร์ สตีเว่นส์ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ชาวอเมริกันอีก 3 คนเสียชีวิตในบริเวณสถานกงสุล
            ในแง่มุมการลบหลู่ศาสนาคือเรื่องหนึ่ง
ส่วนการที่สถานกงสุลถูกโจมตี เรื่องนี้ในวงการทูตการเมืองระหว่างประเทศถือเป็นเรื่องร้ายแรงมาก รัฐบาลโอบามาไม่อาจนิ่งเฉย เพราะสถานกงสุลถือว่าเป็นดินแดนภายใต้อาณัติของสหรัฐฯ ถูกบุกเผาทำลาย เอกอัครราชทูตผู้มีฐานะเป็นตัวแทนประเทศพร้อมกับเจ้าหน้าที่ชาวอเมริกันอีก 3 นายเสียชีวิต ถ้าเป็นยุคสมัยก่อนๆ อาจใช้เหตุนี้เป็นชนวนก่อสงครามระหว่างประเทศ
จึงไม่แปลกที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศจะตามล่า หาตัวผู้กระทำผิดมาเข้ากระบวนการยุติธรรม กลายเป็นจุดด่างพร้อยต่อผลงานด้านการต่างประเทศของประธานาธิบดีบารัค โอบามา
กลุ่มติดอาวุธอันซาร์ อัลชาเรีย (Ansar al-Sharia) เป็นกลุ่มหนึ่งที่ตั้งอยู่ในเมืองเบงกาซี ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเหตุเผาทำลายกงสุลสหรัฐฯ จากเรื่องภาพยนตร์ลบหลู่ศาสนา ในขณะที่กลุ่มปฏิเสธว่าพวกตนไม่เกี่ยวข้องด้วย (Al Jazeera/BBC)
อันซาร์ อัลชาเรีย เป็นเพียงกลุ่มติดอาวุธกลุ่มหนึ่งในจำนวนมากมายหลายกลุ่ม กลุ่มเหล่านี้เป็นอิสระต่อกัน ไม่ขึ้นต่อรัฐบาลลิเบีย พวกเหล่านี้เป็นกองกำลังส่วนหนึ่งที่โค่นล้มรัฐบาลกัดดาฟี่ แต่หลังการโค่นล้ม แม้ได้จัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว กลุ่มเหล่านี้ยังคงอยู่ และกลายเป็นกลุ่มติดอาวุธที่ควบคุมความสงบเรียบร้อยภายในเมืองต่างๆ
เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาหนักอกแก่รัฐบาลใหม่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่ยังไม่มีอำนาจพอจะควบคุมกลุ่มเหล่านี้ได้ ในหลายเมืองจึงเกิดลักษณะรัฐซ้อนรัฐ
เหตุการณ์เรียกร้องให้ยุบกองกำลังติดอาวุธครั้งใหม่ เริ่มขึ้นคืนวันศุกร์เมื่อชาวเมืองเบงกาซีจำนวนหนึ่งบุกฐานที่ตั้งของอันซาร์ อัลชาเรีย ในเมืองเบงกาซี เรียกร้องให้กลุ่มถอนตัวออกจากเมือง เกิดการปะทะกันแต่ในที่สุดพวกอันซาร์ อัลชาเรีย ถอนตัวออกจากเมือง
เหตุผลแรกที่ชาวเมืองเบงกาซีไม่ชอบอันซาร์ อัลชาเรีย เพราะชาวบ้านบางส่วนเห็นว่ากลุ่มเหล่านี้แม้จะพยายามทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในเมือง แต่พวกนี้แหละที่ทำให้ชาวบ้านรู้สึกไม่ปลอดภัย ชาวบ้านอยากเห็นตำรวจกับทหารของรัฐบาลเป็นผู้ทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยมากกว่า (Al Jazeera)
เหตุผลที่สอง คือเหตุผลที่หลายสำนักข่าว ไม่ว่าจะเป็น BBC Al Jazeera ต่างมีเนื้อข่าวเล็กๆ ที่บอกว่า ชาวเมืองเบงกาซีชี้ว่ากลุ่มอันซาร์ อัลชาเรีย คือพวกที่โจมตีเผาทำลายสถานกงสุลสหรัฐฯ ในเมืองเบงกาซี
กลุ่มบุคคลที่ทางการสหรัฐฯ ต้องการนำตัวมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจึงดูเหมือนว่าได้ข้อสรุปเบื้องต้นแล้ว รัฐบาลโอบามามีความคืบหน้าในเรื่องนี้ และความผิดชอบเลื่อนออกจากตัวรัฐบาลลิเบียโดยปริยาย
ทันทีหลังเหตุการณ์ขับไล่กองกำลังติดอาวุธ ประธานาธิบดีลิเบีย โมฮัมเหม็ด อัลเมการีฟ รีบแถลงว่า “เรากำลังยุบกลุ่มติดอาวุธที่ไม่อยู่การควบคุมของรัฐบาล เราห้ามไม่ให้ใช้ความรุนแรงและถืออาวุธในที่สาธารณะ การสร้างจุดตรวจ [โดยกองกำลังติดอาวุธที่ไม่ขึ้นตรงต่อรัฐ] เป็นเรื่องผิดกฎหมาย เราอบรมเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อมั่นใจว่าพวกเขาจะปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้” (Al Jazeera)
ไม่อาจตอบว่าเป็นเหตุบังเอิญหรือเป็นแผนการณ์ที่ถูกเตรียมไว้ ปธน.อัลเมการีฟประกาศเรียกร้องให้ยุบกองกำลังติดอาวุธทุกกลุ่มทั่วประเทศที่ไม่ขึ้นกับรัฐบาล
แถลงการณ์ของปธน.อัลเมการีฟ ได้ประโยชน์อย่างน้อยสองอย่างคือได้เป้าผู้ต้องสงสัยโจมตีเผาสถานกงสุลสหรัฐฯ และรัฐบาลสามารถกระชับอำนาจควบคุมประเทศได้มากขึ้น
รัฐบาลของอัลเมการีฟ คือรัฐบาลใหม่ภายใต้การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ชาติตะวันตกให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ นับตั้งแต่สนับสนุนการโค่นล้มกัดดาฟี่ จนได้จัดตั้งรัฐบาลชุดนี้
ผมเห็นว่าถ้าแม้พลพรรคกลุ่มติดอาวุธอันซาร์ อัลชาเรีย คือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการโจมตีเผากงสุลก็ไม่ควรอ้างเหตุนี้เพื่อยุบ กลุ่ม ควรลงโทษรายบุคคลต่อผู้กระทำผิดไม่ว่าจะเป็นระดับปฏิบัติการหรือระดับผู้สั่งการ ไม่ใช่ลงโทษทุกคนในกลุ่ม จึงไม่น่าจะเป็นข้ออ้างเพื่อยุบกลุ่มอันซาร์ อัลชาเรีย และยิ่งเป็นเหตุผลที่แปลกประหลาดหากจะอ้างเหตุดังกล่าวเพื่อยุบกองกำลังติดอาวุธทุกกลุ่มทั่วประเทศ
แต่ถ้าจะยุบเพราะรัฐบาลต้องการควบคุมอำนาจควรใช้วิธีพูดคุยเจรจา เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนซับซ้อน ยุบได้ก็จัดตั้งใหม่ได้
ไม่ว่าผู้คิดวิธีนี้จะเป็นปธน.อัลเมการีฟ ที่ปรึกษาคนไหน หรือประเทศใด นับเป็นความคิดที่ชาญฉลาดพอสมควร
เรื่องจึงลงเอยว่า รัฐบาลโอบามาได้เป้าหมายผู้ต้องสงสัยเผาสถานกงสุล รัฐบาลอัลเมการีฟได้พยายามกระชับอำนาจอีกครั้ง อำนาจที่ชาติตะวันตกสนับสนุน
ส่วนกลุ่มกองกำลังติดอาวุธทั่วประเทศจะยุบตัวหรือคงอยู่ ต้องติดตามสถานการณ์คืบหน้าต่อไป
---------------------


ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

อุดมการณ์ทางการเมือง (2) อุดมการณ์เสรีนิยม

เอกสารประกอบคำบรรยาย รหัสวิชา2551120 อุดมการณ์ทางการเมือง ฉบับเดือนมีนาคม 2553
ชาญชัย คุ้มปัญญา
“อุดมการณ์เสรีนิยม”
·เกริ่นนำ oเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปัจจุบัน oก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบฟิวดัลในยุโรปกำลังล่มสลาย และสังคมสมัยใหม่ที่ทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตเริ่มก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เสรีนิยมในยุคแรกเริ่มแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และอภิสิทธิ์ของเหล่าขุนนางในระบบฟิวดัล สนับสนุนอำนาจของประชาชนผ่านการมีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน มาสู่ยุคสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นจำกัดการใช้อำนาจของรัฐเหนือสังคมในทุกรูปแบบ สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีในระบบทุนนิยม ·นิยาม คำว่าเสรีนิยม (Liberalism) ถูกใช้ในหลายความหมาย เช่น หมายถึงการศึกษาของสุภาพบุรุษหรือเสรีชน ซึ่งในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบลิเบอรัล (liberal education) หมายถึง การศึกษาในแนวมนุษยศาสตร์ (humanities) หรือ การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ (liberal arts) ในอีกความหมายซึ่งเ…

มายาคติ เลือกตั้งกับไม่เลือกตั้ง

เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เป้าหมายคือสังคมอยู่เย็นเป็นสุข เริ่มต้นด้วยการได้ผู้ปกครองที่รับใช้ประชาชน


เลือกตั้งดีกว่า : มีเลือกตั้งคือเป็นประชาธิปไตย ทุกครั้งที่จะเลือกตั้งน่าจะเริ่มด้วยการทบทวนว่าทำไมจึงควรมีการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลที่แล้วทำหน้าที่ได้ดีหรือเพราะล้มเหลวต่อหน้าที่ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐล่าสุด หลายคนต่อต้านฮิลลารี คลินตันเพราะคิดว่าเธอจะแย่กว่าโอบามา ในการชิงชัยเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน (Presidential primaries) ปรากฏว่านักการเมืองหน้าเก่า ผู้คร่ำหวอดการเมืองพ่ายแพ้โดนัลด์ ทรัมป์ผู้มีภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ปลอดจากการเป็นชนชั้นปกครองอเมริกา การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส มารีน เลอเปน (Marine Le Pen) แม้ไม่ชนะเลือกตั้ง แต่กวาดคะแนนได้มาก ทั้งๆ ที่ชูนโยบายสุดโต่ง ไม่ใช่ปกติวิสัยของประเทศนี้ เอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) ผู้ชนะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เพิ่งมีบทบาททางการเมืองเพียงไม่กี่ปี อเล็กซิส ซีปราส (Alexis Tsipras) นายกรัฐมนตรีกรีซปัจจุบันมาจากเดิมที่เป็นพรรคเล็กๆ ไม่มีใครสนใจ ที่ชนะเลือกตั้งเพราะประชาชนเบื่อหน่ายทั้งพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาท…

ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) ในบริบทอาเซียน

21 กุมภาพันธ์ 2016 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7045 วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559)
ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ : ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) เป็นแนวคิดที่พัฒนามาจากสำนักสัจนิยม (Realist School) นักวิชาการบางคนเห็นว่าตามประวัติศาสตร์ยุโรปแนวคิดนี้ถูกใช้ตั้งแต่ปีค.ศ.1648 จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นช่วงเวลาที่ยุโรปสงบสุขถึง 266 ปี เหตุที่ใช้ได้ผลเพราะประเทศในยุโรปสมัยนั้นไม่มีประเทศใดเพียงประเทศเดียวที่เป็นมหาอำนาจ ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจจึงเป็นหลักการหรือกลไกจัดระเบียบยุโรปในสมัยนั้น เป็นแนวทางการรักษาความมั่นคงระหว่างประเทศที่สำคัญ และยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน             A. E. Campbell กับ Richard Dean Burns อธิบายว่าเริ่มต้นของดุลแห่งอำนาจเป็นเพียงหลักการง่ายๆ ว่าหากประเทศในกลุ่มมี ‘ความสมดุลจริง’ (just equilibrium) ก็จะทำให้แต่ละประเทศมีความเข้มแข็งเพียงพอที่แสดงความต้องการที่แท้จริงของตน             แนวทางของสมดุลแห่งอำนาจ คือ การพยายามรักษาให้กลุ่มหรือฝ่ายที่เป็นอริกันนั้นมีอำนาจเท่าเทียมกัน หากมีฝ่ายใดที่กำลังมีอำนาจเหนืออีกฝ่า…