วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2556

วิกฤตระบบธนาคารไซปรัส

25 มีนาคม 2013
ชาญชัย
(ปรับปรุงแก้ไข 25 มีนาคม 10.20 น.)
            ไซปรัสประเทศเล็กๆ ของกลุ่มยูโรโซนที่มีประชากรเพียง 1.1 ล้านคน กลายเป็นข่าวดังทั่วโลก เมื่อรัฐสภาลงมติด้วยเสียงเอกฉันท์ปฏิเสธแผนความช่วยเหลือของทรอยกา (คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ธนาคารกลางยุโรป กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) โดยที่ทรอยกาจะให้เงินกู้เพิ่มเติมอีก 1 หมื่นล้านยูโร ด้วยเงื่อนไขว่ารัฐบาลไซปรัสต้องเก็บภาษีเงินฝากจากบัญชีเงินฝากภายในประเทศให้ได้เงินอีก 5.8 พันล้านยูโร ปรับปรุงโครงสร้างระบบธนาคาร เมื่อรวมเงินสองก้อนนี้จะเพียงพอตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไซปรัส
            เมื่อรัฐสภาปฏิเสธแผนทรอยกาจึงเสนอ แผนบี โดยพยายามระดมเงินจากแหล่งภายในประเทศและกู้ยืมเงินจากรัสเซีย เช่น รัฐสภาลงมติตั้งกองทุน "national solidarity fund" โดยรวบกองทุนบำเหน็จบำนาญมาเป็นของรัฐ ออกพันธบัตรที่อาศัยกำไรจากก๊าซธรรมชาติในอนาคต และออกมาตรการควบคุมป้องกันไม่ให้เงินไหลออกจากธนาคารพาณิชย์ ปรับโครงสร้างธนาคารที่มีปัญหา
            แต่แผนการกู้เงินจากรัสเซียจำนวน 5 พันล้านยูโรไม่คืบหน้า และเห็นได้ชัดว่าการออกพันธบัตรไม่ใช่แนวทางที่ดี ต้องใช้เวลาระดมเงินหลายเดือนทั้ง ทั้งไม่มีความแน่นอนว่าจะได้เงินกู้ครบตามจำนวน ดังนั้น รัฐบาลจะมีเงินใช้เฉพาะหน้าจำนวนหนึ่ง แต่ไม่เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับเงินกู้ช่วยเหลือก้อนใหม่ เว้นแต่ทรอยกาจะยอมเปลี่ยนเงื่อนไข


            สถานการณ์ล่าสุดค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าทรอยกาไม่ใจอ่อน รัฐบาลไซปรัสจึงกลับมาสู่แผนเก็บภาษีเงินฝากอีกครั้ง เพราะนักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าสถานการณ์ที่แย่สุดคือไซปรัสถูกบีบให้ออกจากยูโรโซน ต้องเผชิญชะตากรรมด้วยตนเอง ซึ่งไม่แน่ว่าจะกลายเป็นเหตุให้ผู้ฝากต่างชาติแห่ถอนเงินออกจากธนาคาร และไม่หวนกลับมาอีกเลย
            ความคืบหน้าล่าสุด ประเด็นแผนเก็บภาษีเงินฝากเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ก่อนหน้านี้มีข่าวว่ารัฐบาลไซปรัสเห็นชอบกับการเก็บภาษีเงินฝากร้อยละ 15 จากทุกบัญชีที่มีเงินฝากมากกว่า 1 แสนยูโรขึ้นไป ในขณะที่ข่าวล่าสุด (25 มีนาคม) มีกระแสข่าวว่ารัฐบาลไซปรัสยอมรับแผนเก็บภาษีเงินทุกบัญชีที่มีเงินฝากมากกว่า 1 แสนยูโรขึ้นไป โดยจะเก็บร้อยละ 4 จากธนาคารทุกแห่ง และเก็บร้อยละ 20 จากบัญชีเงินที่ฝากเงินกับธนาคาร ‘Bank of Cyprus’ ธนาคารยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของประเทศ
            หรือกระแสข่าวปิดกิจการธนาคาร ‘Popular Bank of Cyprus’ โดยโอนบัญชีเงินฝากที่มีไม่เกิน 1 แสนยูโรไปยังธนาคาร ‘Bank of Cyprus’ เพื่อรักษาธนาคาร ‘Bank of Cyprus’ และปิดธนาคาร ‘Popular Bank of Cyprus’ ด้วยมาตรการนี้จะทำให้ผู้ฝากรายย่อย (เงินตั้งแต่ 1 แสนยูโรลงมา) รับได้การคุ้มครองตามกฎหมาย ส่วนเงินฝากที่สูงกว่า 1 แสนยูโรจะต้องแช่แข็งไปก่อนจนกว่าจะมีข้อสรุปว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร
            ไม่ว่าแผนสุดท้ายจะเป็นอย่างไร แน่นอนว่าระบบธนาคารไซปรัสถูกกระทบแน่นอน ในขณะที่นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าผลกระทบต่อยูโรโซนมีจำกัดเพราะขนาดเศรษฐกิจไซปรัสเล็กมาก และยังเห็นได้จากท่าทีของทรอยกาที่ใช้ไม้แข็งกับไซปรัส ปัญหาที่สหภาพยุโรปเป็นห่วงไม่ใช่เรื่องอัตราคนว่างงาน หนี้สินสาธารณะที่เพิ่มสูง แต่คือเรื่องกิจการรับเงินฝากต่างชาติ อียูหวังใช้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นปรับโครงสร้างระบบธนาคารไซปรัส
            ขณะที่มีนักวิเคราะห์อีกส่วนเห็นว่าแนวทางการเก็บภาษีเงินฝากเพื่อกอบกู้เศรษฐกิจประเทศอาจถูกนำมาใช้กับประเทศอื่นๆ ที่กำลังประสบปัญหาในอนาคต เช่น กรีซ ไอร์แลนด์ โปตุเกส สเปนและอิตาลี
            ในขณะที่รัฐบาลไซปรัสกำลังทำงานหามรุ่งหามค่ำเจรจากับทรอยกา ด้วยเจตนาที่จะให้ได้ข้อสรุปภายในวันจันทร์ (25 มีนาคม) แต่ไม่ว่าจะได้ข้อสรุปหรือไม่ มีความเป็นไปว่าหลังวันที่ 25 ธนาคารพาณิชย์จะถูกรัฐบังคับให้ปิดทำการต่อไป เพราะต้องรอจนกว่าได้ข้อสรุปหรือเริ่มปฏิบัติตามแผนซึ่งรัฐอาจต้องเข้ามาควบคุมกิจการธนาคาร ป้องกันเงินฝากไหลออก สถานการณ์วุ่นๆ จึงดำเนินต่อไป เศรษฐกิจประเทศจะฟื้นหรือแฟบนั้นยังต้องรอดูต่อไป หากเป็นไปตามความต้องการของทรอยกาการปรับปรุงโครงสร้างระบบธนาคารต้องกินเวลาอีกหลายเดือน
            รวมความแล้ว สถานการณ์ไซปรัสคือวิกฤตการเงินที่รัฐบาลไซปรัสกับทรอยกาขัดแย้งในวิธีแก้ไข รัฐบาลพยายามจะแก้โดยไม่ให้กระทบต่อผู้ฝากเงิน พยายามรักษากิจการรับเงินฝากต่างชาติ ในขณะที่ทรอยกาต้องการฉวยโอกาสนี้ปรับโครงสร้างระบบธนาคารไซปรัส
            สถานการณ์ล่าสุด รัฐบาลไซปรัสจำยอมเก็บภาษีโดยเฉพาะบัญชีเงินฝากที่มากกว่า 1 แสนยูโรขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่คือเงินฝากจากคนต่างชาติ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจยูโรโซนมีน้อย เพียงแต่อาจส่งผลจิตวิทยาในระยะสั้นนี้ โดยเฉพาะในยามนี้ที่สถานการณ์ยังไม่นิ่ง เหตุการณ์ยังเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
---------------------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
เกาะติดประเด็นร้อน วิกฤตระบบธนาคารไซปรัส

บรรณานุกรม:
1. Cyprus scrambles to avert meltdown, EU threatens cutoff, Reuters, 21 March 2013, http://uk.news.yahoo.com/cyprus-scrambles-avert-meltdown-eu-threatens-cutoff-081929111--business.html
2. Cyprus Bailout: MPs Stumble Towards Deal, Sky News, 23 March 2013, http://uk.news.yahoo.com/cyprus-mulls-tax-over-10-big-savers-mulled-184354449.html
3. Just when you thought it was safe…, The Economist, 23 March 2013, http://www.economist.com/news/leaders/21573972-bailing-out-cyprus-was-always-going-be-tricky-it-didnt-have-be-just-when-you/print
4. Cyprus in last ditch EU talks to save economy, Reuters, 25 March 2013, http://uk.news.yahoo.com/cyprus-seeks-11th-hour-deal-avert-financial-collapse-021152124--business.html
5. Revamped Cyprus deal to close bank, force losses, Reuters, 25 March 2013, http://uk.news.yahoo.com/cyprus-eu-imf-agree-draft-proposal-rescue-banks-002729652--finance.html
----------------

วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2556

สหรัฐกับอิสราเอลร่วมส่งสาสน์เตือนอิหร่านอีกครั้ง

21 มีนาคม 2013
ชาญชัย
(ตีพิมพ์ใน ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 5982 วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2556
และได้รับการเผยแพร่ที่ US Watch” โดย กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ
http://uswatch.mfa.go.th/uswatch/th/article/detail.php?article=1516)


            นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แสดงความพอใจต่อการเยือนอิสราเอลของประธานาธิบดีบารัก โอบามาโดยเฉพาะท่าทีต่อกรณีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ทั้งที่ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์บางคนไม่คาดหวังผลงานอย่างเป็นชิ้นเป็นอันจากการเยือนครั้งนี้และเห็นว่าคงไม่ประสบผลสำเร็จเท่าไรนัก
            เมื่อพิจารณาจากเนื้อหาถ้อยแถลงการณ์ต้องยอมรับว่าไม่มีอะไรแตกต่างจากนโยบายเดิมที่ประธานาธิบดีโอบามายังเห็นว่ามีเวลาสำหรับแก้ไขปัญหาด้วยวิถีทางการทูตซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ใช้กับประเด็นความขัดแย้งอื่นๆ พร้อมกับยืนยันไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง
            ในแง่มุมหนึ่งดูเหมือนว่าประธานาธิบดีโอบามาค่อนข้างใจเย็นเพราะเห็นว่ายังมีเวลาสำหรับการเจรจา ดังที่กล่าวเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่า “เราคิดว่าอิหร่านจะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 1 ปีกว่าจะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ที่ใช้การได้จริง และแน่นอนว่าเราไม่ต้องการหยุดเรื่องนี้เมื่อจวนเวลา” ในขณะที่นายกฯ เนทันยาฮูกลับเห็นว่าต้องหยุดอิหร่านเสียแต่ตอนนี้ เพราะเหลือเวลาอีกไม่นานที่อิสราเอลจะถูกคุกคามด้วยอาวุธนิวเคลียร์ อาวุธที่อาจทำให้ประเทศเสียหายยับเยินถึงกับล่มจมได้
            ไม่ว่าผู้นำทั้งสองจะตีความอย่างไร บัดนี้ทั้งคู่ได้ส่งสัญญาณเตือนอิหร่านอีกครั้งว่าสหรัฐกับอิสราเอลจะไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองโดยเด็ดขาด ประธานาธิบดีบารัก โอบามากล่าวเตือนอย่างชัดเจนอีกครั้งว่า หากอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง “อิหร่านจะเป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาค ต่อโลก และต่อการคงอยู่ของอิสราเอล ... สหรัฐจะไม่ใช้นโยบายปิดล้อมถ้าอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ นโยบายของเราคือป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์” และ “จะทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านมีอาวุธที่เลวร้ายที่สุดนี้”
            เป็นไปได้ว่าทั้งสองประเทศกำลังแสดงบทบาทไม้แข็งกับไม้อ่อนพร้อมกัน อิสราเอลแสดงไม้แข็ง ใช้วาจาก้าวร้าว ส่งสัญญาณขู่จะโจมตีอิหร่าน ส่วนประธานาธิบดีโอบามาใช้ไม้อ่อนขอแก้ปัญหาด้วยวิถีทางการทูต ด้วยการคว่ำบาตรไปก่อน จุดที่ทั้งสองประเทศเห็นตรงกันคือยังเชื่อว่า ณ ขณะนี้อิหร่านยังไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ เพียงแต่ไม่มั่นใจว่าอิหร่านจะมีอาวุธดังกล่าวในอนาคตหรือไม่ ทั้งๆ ที่ทางการอิหร่านประกาศมาโดยตลอดว่าโครงการฯ มีเพื่อใช้ประโยชน์ในทางสันติเท่านั้น
            หากศึกษารากเหง้าปัญหา ความขัดแย้งเรื่องโครงการนิวเคลียร์อิหร่านมีต้นตอจากสองสาเหตุใหญ่
            สาเหตุประการแรกคือ อิสราเอลกับอิหร่านหวาดระแวงต่อกัน
            ความหวาดระแวงความไม่พอใจต่อกันย้อนหลังไปได้ไกลมาก อย่างน้อยตั้งแต่การก่อตั้งรัฐอิสราเอลเมื่อ 65 ปีก่อน เมื่อชาวอาหรับเห็นว่าดินแดนที่ตั้งของรัฐอิสราเอลในปัจจุบันเป็นดินแดนที่บรรพบุรุษของพวกเขาอาศัยมานานแล้วดังเช่นพื้นที่อื่นๆ ของชาวอาหรับ ส่วนพวกอิสราเอลหรือยิวที่กระจัดกระจายอาศัยในยุโรปเห็นว่าดินแดนดังกล่าวเคยเป็นที่ตั้งของชนชาติอิสราเอลในอดีตกาลและฝันที่จะตั้งประเทศบนพื้นที่นั้นอีกครั้ง ต่อมาเมื่อชาวอิสราเอลประกาศสถาปนารัฐอิสราเอลในปี 1948 กลายเป็นชนวนขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับชาติอาหรับอย่างรุนแรง เกิดสงครามขนาดใหญ่ถึง 5 ครั้ง จนกระทั่งปี 1993 ทุกฝ่ายจึงเริ่มหันหน้าเจรจาเพื่อสันติอย่างจริงจัง แม้ความขัดแย้งได้ทุเลาลงบ้างแต่ไม่ได้สูญหายไปเลยทีเดียว แสดงอาการเป็นระยะๆ และมาหนักอีกครั้งจากโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
            ครั้งหนึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล นายเอฮุด โอเมิร์ต กล่าวถึงภัยคุกคามจากอิหร่านว่า เรายังต้องเตรียมรับภัยคุกคามจากอิหร่านและประธานาธิบดีของประเทศนี้ที่เกลียดชังอิสราเอลส่วนประธานาธิบดีอิหร่าน นายมาห์มุด อาห์มาดิเนจาด เคยกล่าวว่า พวกมหาอำนาจโลกสถาปนาระบบไซออนนิสต์ที่ใจกลางโลกมุสลิมเพื่อเป็นฐานสำหรับนโยบายขยายอำนาจ ดังนั้น ไม่ว่าความจริงเรื่องเหล่านี้จะเป็นอย่างไร ทั้งสองประเทศต่างมีความหวาดระแวงต่อกัน เห็นว่าอีกฝ่ายคือภัยคุกคาม
            สาเหตุอีกประการหนึ่งคือโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน ที่ทางการอิหร่านพูดตลอดเวลาว่ามีเพื่อใช้เป็นแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้า ใช้งานในทางสันติ แต่เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมาผลจากการตรวจสอบของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าโครงการเหล่านั้นมีเพื่อใช้งานในทางสันติจริงๆ จึงเกิดภาวะอึมครึม เป็นเหตุให้อิสราเอลอ้างมาตลอดว่าอิหร่านปกปิดข้อมูลเพราะกำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และจะเป็นภัยคุกคามต่อตน
            การที่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของสหประชาชาติไม่รับรอง ทำให้อิหร่านตกเป็นเบี้ยล่างในเวทีนานาชาติ ส่งผลให้สหรัฐกับประเทศพันธมิตรคว่ำบาตร ไม่ซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่าน เศรษฐกิจอิหร่านเสียหายอย่างชัดเจน และมีโอกาสถูกนานาชาติกดดันมากขึ้นหากการตรวจสอบจาก IAEA ไม่คืบหน้า
            ในอนาคตหากสหรัฐมีหลักฐานที่น่าเชื่อว่าอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์หรือกำลังอยู่ระหว่างการทดสอบ เมื่อนั้นมีโอกาสความเป็นไปได้ที่สหรัฐหรืออิสราเอลหรือร่วมกันสองประเทศจะโจมตีอิหร่าน จุดยืนข้อนี้เป็นจุดยืนที่รัฐบาลอเมริกาหลายยุคหลายสมัยประกาศไว้ เป็นไปได้ว่าสิ่งที่รัฐบาลโอบามาต้องการคือหลักฐานที่ชัดแจ้งเพื่อให้นานาชาติเห็นด้วยกับการโจมตี
            ประโยคที่เป็นหัวใจของการเยือนอิสราเอลครั้งนี้ น่าจะเป็นประโยคที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามากล่าวทันทีที่ลงจากเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า “กว่าสามพันปีแล้วที่ชาวยิวอธิษฐานที่นี่ เลี้ยงสัตว์บนผืนแผ่นดินนี้ อธิษฐานต่อพระเจ้าที่นี่ และหลังจากหลายศตวรรษแห่งการอพยพและถูกข่มเหง ผู้ก่อตั้งรัฐอิสราเอลได้ถือกำเนิดอีกครั้ง” และในโอกาสที่รัฐอิสราเอลฉลองวันชาติครบรอบ 65 ปี “สหรัฐอเมริกาภาคภูมิใจที่จะยืนเคียงข้างท่านในฐานะพันธมิตรที่เข้มแข็งที่สุดและเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของท่าน”
            เป็นอีกครั้งที่ผู้นำประเทศสหรัฐอเมริกาประกาศยืนยันความเป็นรัฐอิสราเอล อันผูกโยงถึงสิทธิต่างๆ รวมถึงการปกป้องอธิปไตยประเทศ ยืนยันพันธะต่างๆ ที่สหรัฐมีต่อประเทศนี้ และหวังว่าประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงจะยอมรับและเข้าใจ นี่คือใจความสำคัญของสาสน์จากอเมริกาที่มีร่วมกับอิสราเอล
-----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง:
1. แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ นโยบายว่าที่ประธานาธิบดีอิหร่านสมัยหน้า
นับจากนี้อีกราว 8 เดือนก่อนถึงวันเลือกตั้งปธน. น่าติดตามว่าส่งผลต่อนโยบายเศรษฐกิจ นโยบายต่างประเทศของว่าที่ปธน.คนใหม่อย่างไร
IAEA ไม่มั่นใจว่าโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านจะมีเพื่อใช้ในทางสันติเท่านั้น เป็นที่มาของมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก

บรรณานุกรม:
1. Iran, Syria to dominate Obama's high-stakes trip to Israel, NBCNews, 20 March 2013, http://worldnews.nbcnews.com/_news/2013/03/20/17382317-iran-syria-to-dominate-obamas-high-stakes-trip-to-israel?lite
2. Obama says Iran more than a year away from nuclear weapon, Reuters, 15 March 2013, http://uk.news.yahoo.com/obama-says-iran-more-away-nuclear-weapon-235753061.html
3. Remarks by President Obama and Prime Minister Netanyahu of Israel in Joint Press Conference, The White House, 20 March 2013, http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/03/20/remarks-president-obama-and-prime-minister-netanyahu-israel-joint-press-
4. Olmert orders low-level inquiry into Lebanon war, Reuters/Canada.com, 28 August 2006, http://www.canada.com/story.html?id=7a74cb4f-b8fb-49dd-8a7b-6af351ebf4a3
5. “The existence of the Zionist regime is a threat to the dignity of the Muslim ummah, the believers and the faithful”, 14 February 2006, http://www.president.ir/eng/ahmadinejad/cronicnews/1385/01/25/index-e.htm#b1, accessed 16 February 2006
6. Remarks by President Obama in Arrival Ceremony, The White House, 19 March 2013, http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/03/19/remarks-president-obama-arrival-ceremony
7. T. G. Fraser. The Arab-Israeli Conflict, 2nd Edition (N.Y.: Palgrave Macmillan, 2004).
--------------------

วันพุธที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2556

รัฐบาลจีนชุดใหม่หวังสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่กับสหรัฐ

18 มีนาคม 2013
ชาญชัย
(ได้รับการเผยแพร่ผ่าน สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2013 http://www.thaizhong.org/index.php?option=com_content&view=article&id=2771:2013-03-20-09-22-49&catid=63:articlespecialorther-cat&Itemid=100)

            ทันทีที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียงประกาศต่อหน้าสื่อมวลชนต้องการดำเนินความสัมพันธ์ในรูปแบบใหม่กับสหรัฐโดยใช้เศรษฐกิจเป็นตัวนำ กล่าวว่า “เราต้องการร่วมมือกับรัฐบาลโอบามาเพื่อสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างสองมหาอำนาจ ... ผมไม่ได้พูดว่าไม่มีเรื่องขัดแย้งระหว่างกัน แต่ตราบใดที่สองประเทศเคารพข้อกังวลต่างๆ ของกันและกัน สองประเทศสามารถบรรลุผลประโยชน์ร่วมกันอันจะก้าวข้ามความขัดแย้งเหล่านั้น”

            คำประกาศต่อหน้าสื่อมวลชนของนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียงมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
            ประการแรก จีนฉวยโอกาสเปลี่ยนฝ่ายบริหารชูนโยบายใหม่
            การประกาศขอดำเนินความสัมพันธ์รูปแบบใหม่กับสหรัฐแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยสร้างความตื่นเต้นพอกับความสำคัญของเนื้อหาที่นำเสนอ ทั้งสองอย่างชี้ว่าเรื่องสำคัญเช่นนี้ไม่ใช่นโยบายที่เพิ่งคิดไม่นานแต่ได้ไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว และน่าจะเป็นการตัดสินใจเห็นชอบร่วมกันของกลุ่มผู้มีอำนาจปกครองทั้งชุดใหม่และเก่า
            ประการที่สอง จีนยกเรื่องเศรษฐกิจเป็นประเด็นชี้ชวน
            นายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียงร่ายยาวยกประวัติศาสตร์ว่าตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมาความสัมพันธ์สองประเทศมีทั้งความขัดแย้งและความร่วมมือ แต่โดยรวมแล้วความสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นข้อบ่งชี้ว่าทั้งสองประเทศมีแนวโน้มที่จะร่วมมือกัน ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มีต่อกันน่าจะเอื้อให้สองประเทศร่วมมือกันมากกว่าจะขัดแย้ง และจะทำให้โลกไปสู่ทิศทางที่มีสันติและเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ
            ไม่ใครปฏิเสธได้ว่าสองประเทศมีความสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าประธานาธิบดีอเมริกาจะมาจากพรรคเดโมแครตหรือรีพับลิกัน หรือรัฐบาลจีนได้เปลี่ยนผู้นำมาแล้วกี่ชุดก็ตาม ประชาชนทั้งสองประเทศได้รับผลประโยชน์จากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ยิ่งในยามที่รัฐบาลของทั้งสองประเทศต่างให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องของประชาชน ทำอย่างไรประชาชนจะมีงานทำ อัตราคนว่างงานอยู่ในระดับที่รับได้ ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากการเลือกตั้งแบบอเมริกาหรือแบบจีนเสถียรภาพของรัฐบาลขึ้นกับเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
            การที่รัฐบาลจีนชี้ชวนให้รัฐบาลโอบามาร่วมมือพัฒนาความสัมพันธ์เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีแก่ประชาชนจึงเป็นการชี้ชวนที่ยากจะปฏิเสธหรือจะต้องพยายามหาเหตุผลที่มีน้ำหนักมากเพียงพอที่จะโต้แย้ง
            ประการที่สาม ไม่มีเหตุผลที่สหรัฐจะปฏิเสธความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน
            ในอดีตรัฐบาลอเมริกันใช้ประเด็นสิทธิมนุษยชนกดดันจีนกระทบบรรยากาศการลงทุน  แต่บริบทระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไปมาก รัฐบาลสหรัฐคลายความกดดันต่อประเด็นสิทธิมนุษยชน ความขัดแย้งเดิมๆ อย่างกรณีจีนกับไต้หวันก็บรรเทาลง และกลับกลายเป็นว่าไต้หวันกับจีนมีความสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้นเฉพาะด้านการค้าการลงทุน นักธุรกิจชาวไต้หวันลงทุนทำธุรกิจในประเทศจีนเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ ไม่ต่างจากอีกหลายประเทศรวมทั้งสหรัฐ และในยามที่เศรษฐกิจสหรัฐกำลังอยู่ระหว่างการฟื้นตัวความสัมพันธ์ทางการค้าที่ดีต่อกันย่อมเป็นประโยชน์ต่ออเมริกา
            ประการที่สี่ คาดว่านานาชาติสนับสนุน
            เป็นที่ทราบและยอมรับกันทั่วไปว่าหากเศรษฐกิจจีนหดตัวไม่เพียงกระทบต่อจีนแต่กระทบทั่วโลก สำหรับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลกในปัจจุบัน อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เติบโตหรือหดตัวเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1 หรือ 0.5 ส่งผลกระทบทั่วโลกดังคำกล่าวที่ว่า เมื่อประเทศจีนจาม โลกทั้งใบสั่นไหว มีหลักฐานที่เด่นชัดมากมาย เช่น เมื่อตลาดคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนชะลอตัวราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายตัวของโลกอย่างแร่เหล็ก ทองแดง ถ่านหินเคลื่อนไหวอ่อนตัวทันที เกิดผลกระทบลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจของประเทศผู้ส่งออกสินค้าเหล่านี้
            เช่นเดียวกับที่หากเศรษฐกิจสหรัฐอ่อนแอย่อมไม่เป็นผลต่อการส่งออกของจีนเช่นกัน อย่างกรณีวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐ 2008 รัฐบาลจีนสมัยนั้นต้องอัดฉีดงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อยับยั้งความถดถอยทางเศรษฐกิจของตน ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกถึงขนาดที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศชื่นชมบทบาทของจีนในขณะนั้น
            ดังนั้น ไม่ว่าเศรษฐกิจจีนหรือสหรัฐประสบปัญหาย่อมไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจประเทศอื่นๆ ในทางกลับกันหากสองประเทศร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์ย่อมส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลก
            ประการที่ห้า จีนดำเนินนโยบายเชิงรุกต่อสหรัฐและต่อโลก
            นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่ารัฐบาลบารัก โอบามาหวังใช้ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) เพื่อปิดล้อมทางเศรษฐกิจจีน สกัดกั้นอิทธิพลของจีนโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่จะเติบโตอย่างมากในทศวรรษนี้
            การที่รัฐบาลจีนชุดใหม่ประกาศเพิ่มความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐเท่ากับเป็นการประกาศให้ทั่วโลกทราบว่าจีนมีความปรารถนาดีต่อสหรัฐและต่อโลก หวังสร้างความร่วมมือมากกว่าความขัดแย้ง (เมื่อเทียบกับแนวคิดที่สหรัฐพยายามดำเนินนโยบายปิดล้อมอิทธิพลทางเศรษฐกิจทางการเมืองของจีน)
            ดังที่กล่าวแล้วว่าหากเศรษฐกิจสองประเทศเข้มแข็งย่อมเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจประเทศอื่นๆ เมื่อจีนชูนโยบายร่วมมือแทนความขัดแย้งจึงเท่ากับเป็นการโต้นโยบายสกัดกั้นของสหรัฐ และยังแสดงบทบาทของจีนที่ตั้งเป้าจะดำเนินนโยบายสร้างสรรค์ต่อเศรษฐกิจโลก

            นายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียงไม่ได้อธิบายโดยละเอียดว่าความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่ว่าคืออะไร นอกจากเพิ่มความสัมพันธ์ทางการค้า มองข้ามความขัดแย้งระหว่างกัน แต่มีข้อควรสังเกตคือเมื่อพูดถึงจีนกับสหรัฐ นายกฯ หลี่ใช้คำว่า “สองมหาอำนาจ” แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจีนชุดใหม่ไม่ได้มองประเทศตนล้าหลังหรืออ่อนแอ ในขณะเดียวกันในบางประโยคเรียกสหรัฐว่าเป็น “ประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก” และเรียกประเทศตนว่า “ประเทศกำลังพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก” คำพูดที่บอกว่าสหรัฐคือประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งนั้นยังเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในปัจจุบันแม้อำนาจดังกล่าวจะลดน้อยถอยลงในบางด้าน เช่นเดียวกับการยอมรับว่าจีนเป็นชาติมหาอำนาจ ในขณะที่เศรษฐกิจสังคมของจีนยังต้องพัฒนาอีกมาก
            เมื่อมองไปในอนาคต ผลการศึกษาของสภาข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐ (National Intelligence Council หรือ NIC) พยากรณ์ว่าเมื่อถึงปี 2030 จะไม่มีชาติอภิมหาอำนาจอีกต่อไป แต่เป็นระบบโลกที่มีหลายมหาอำนาจ หลายเครือข่ายอำนาจ และจีนจะกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่หนึ่งของโลก ความเป็นชาติมหาอำนาจหลายขั้วหลายเครือข่ายมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความสัมพันธ์ระหว่างขั้วหรือเครือข่ายอำนาจเหล่านี้ และโลกจะมีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้นอย่างหลีกไม่พ้น
            การที่รัฐบาลจีนชุดใหม่ชูนโยบายปรับความสัมพันธ์กับสหรัฐ ให้มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจมากขึ้นและมองข้ามข้อพิพาท อันจะก่อประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศและต่อโลกจึงเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์ และเลือกจังหวะโอกาสได้อย่างเหมาะสมทั้งในแง่รัฐบาลโอบามาที่ไม่นิยมความขัดแย้งทางทหาร (เมื่อเทียบกับรัฐบาลอเมริกาบางชุดในอดีต) และในจังหวะที่เศรษฐกิจโลกต้องการความร่วมมือมากกว่าความขัดแย้ง
            ทั้งหมดนี้ยังแสดงถึงบทบาทความเป็น “ชาติมหาอำนาจ” ของจีนต่อโลกในทางสร้างสรรค์ และเป็นโอกาสของอีกชาติมหาอำนาจที่จะแสดงบทบาทอย่างมีวิสัยทัศน์ทัดเทียมไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เป็นบทบาทของสองมหาอำนาจที่มีต่อระบบโลกปัจจุบัน
-------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง:
มีการวิพากษ์วิจารณ์หนาหูว่าเป้าหมายสำคัญประการหนึ่งที่สหรัฐอเมริกาหวังจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก คือเพื่อสกัดกั้น ปิดล้อม อิทธิพลของจีนต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและต่อโลก

บรรณานุกรม:
1. More opportunities for Sino-U.S. trade, investment: premier, Xinhua, 17 March 2013, http://news.xinhuanet.com/english/china/2013-03/17/c_132240139.htm
2. ‘Global economy: When China sneezes, 'Financial Times, 17 October 2012, http://www.ft.com/intl/cms/s/2/8514c0dc-17af-11e2-9530-00144feabdc0.html#axzz2NmkKYA70
3. National Intelligence Council, “Global Trends 2030: alternative world,” http://www.dni.gov/files/documents/GlobalTrends_2030.pdf
4. สหรัฐฯ สามารถใช้ TPP เพื่อปิดล้อมจีนได้หรือไม่, http://www.chanchaivision.com/2012/12/tpp.html
---------------------

วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2556

ความร่วมมือสหรัฐกับจีนต้านภัยนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ

8 มีนาคม 2013
ชาญชัย
(ตีพิมพ์ใน ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 5971 วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2556
และได้รับการเผยแพร่ที่ US Watch โดย กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ 
http://uswatch.mfa.go.th/uswatch/th/article/detail.php?article=1506)

            ข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติที่ 2094 (7 มีนาคม 2013) ด้วยเสียงเอกฉันท์ 15-0 เป็นความร่วมมือระหว่างสองมหาอำนาจคือสหรัฐกับจีนเพื่อต่อต้านการทดลองนิวเคลียร์ครั้งล่าสุดของเกาหลีเหนือ ยืนยัน “ขอให้เกาหลีเหนือละทิ้งอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมด รวมทั้งโครงการนิวเคลียร์ที่มีอยู่อย่างสิ้นเชิง โดยจะต้องผ่านการตรวจสอบยืนยันและไม่กลับมาดำเนินโครงการอีก”
            เนื้อหาสำคัญของข้อมติคือเพิ่มความเข้มงวดคว่ำบาตรวัสดุอุปกรณ์ที่เกาหลีเหนือสามารถนำไปใช้ในโครงการนิวเคลียร์กับขีปนาวุธข้ามทวีป ป้องกันการแพร่กระจายสิ่งเหล่านี้ อีกทั้งยังมุ่งควบคุมนักการทูตเกาหลีเหนือที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญคือข้อมติใหม่จะเอื้อให้ชาติสมาชิกสหประชาชาติบังคับใช้ข้อมติคว่ำบาตรอย่างได้ผลมากขึ้น สามารถตรวจสอบเรือ ตู้สินค้าต่างๆ ที่ต้องสงสัย เป็นมาตรการที่เดิมจีนกับรัสเซียไม่เห็นด้วย
            ความร่วมมือระหว่างสหรัฐกับจีนต่อข้อมติคว่ำบาตรล่าสุดมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
            ประการแรก สหรัฐกับจีนร่วมมือส่งสัญญาณเตือนเกาหลีเหนืออย่างจริงจัง
            ความขัดแย้งระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐย้อนหลังได้ตั้งแต่ทศวรรษ 1950 แต่จีนเริ่มสนับสนุน ข้อมติคว่ำบาตรภายหลังจากเกาหลีเหนือทดสอบอาวุธนิวเคลียร์สองครั้ง คือเมื่อปี 2006 กับ 2009 แม้เผชิญคำเตือนและการคว่ำบาตร รัฐบาลเกาหลีเหนือภายใต้ผู้นำคนใหม่นายคิม จ็อง-อึน ยังแสดงอาการดื้อดึงแข็งขืนอย่างชัดเจนด้วยการทดสอบปล่อยขีปนาวุธข้ามทวีปเมื่อปีที่แล้วพร้อมกับทดสอบระเบิดนิวเคลียร์เมื่อเดือนที่ผ่านมา ข้อมติ 2094 จึงเป็นปฏิกิริยาตอบสนองจากสองมหาอำนาจที่เห็นพ้องต้องกันว่าต้องร่วมมือกันเพื่อกดดันรัฐบาลเปียงยาง ส่งสัญญาณเตือนไปถึงเกาหลีเหนืออีกรอบว่าทั้งสหรัฐกับจีนต่างไม่พอใจ ดังนั้น เป็นไปได้ว่าหากเกาหลีเหนือยังดื้อดึงต่อไปจะต้องเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นอีก
            ประการที่สอง ข้อมติได้ผลจริงเพียงไร
            หากยึดหลักฐานที่ว่าเกาหลีเหนือยังคงเดินหน้าทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลกับโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ย่อมต้องประเมินว่าการคว่ำบาตรที่ผ่านมาได้ผลน้อย นักวิเคราะห์หลายคนจึงตั้งข้อสงสัยว่าข้อมติชุดใหม่จะได้ผลหรือไม่ แม้ว่าเอกอัครราชทูตจีนประจำสหประชาชาติ นายลี่ เป้าตง กล่าวว่าจีนต้องการเห็นว่าข้อมติใหม่ได้รับ “การปฏิบัติตามอย่างเต็มที่” ก็ตาม เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าจีนคือผู้ให้ความช่วยเหลือแก่เกาหลีเหนือมากที่สุดทั้งด้านอาหาร พลังงาน การทำธุรกรรมการเงิน และจีนมีผลประโยชน์จากการดำรงอยู่ของเกาหลีเหนือ
            แต่เรื่องนี้จีนร้อนใจกว่าสหรัฐ เพราะจีนไม่ต้องการให้เกาหลีเหนือพัฒนาโครงการเหล่านี้ต่อไป ในอนาคตหากเกาหลีเหนือทำการทดสอบอีก จีนอาจจะตัดสินใจด้วยตนเองว่าควรจะเพิ่มการบังคับใช้ข้อมติหรือไม่ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือในระดับต่างๆ มิติต่างๆ กล่าวได้ว่าจีนคือผู้มีบทบาทควบคุมมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือที่สำคัญที่สุด ทั้งในระดับคณะมนตรีความมั่นคงกับระดับทวิภาคี
            ประการที่สาม รัฐบาลโอบามาไม่ตื่นตระหนก
            จุดสำคัญอีกประการหนึ่งที่มีผลต่อสถานการณ์คาบสมุทรเกาหลีคือการที่รัฐบาลอเมริกันภายใต้การนำของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ไม่ตื่นเต้นไม่ตื่นตระหนกต่อพฤติกรรมยั่วยุจากเกาหลีเหนือ
            ในอดีตรัฐบาลอเมริกันบางชุดแสดงอาการตื่นตระหนก เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากรายงานของสำนักข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐยืนยันมาโดยตลอดว่าเกาหลีเหนือจะสามารถผลิตขีปนาวุธข้ามทวีปได้ภายในปี  2015 อันหมายถึงประเทศอเมริกาจะตกเป็นเป้าโจมตีทันที แต่งานวิจัยของ RAND เมื่อปี 2012 กลับสวนทางข้อสรุปเก่าโดยชี้ว่าจรวด Unha-3 ของเกาหลีเหนือแม้สามารถปล่อยดาวเทียมขนาด 100 กิโลกรัม แต่จรวดรุ่นนี้ไม่สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ที่มีพิสัยข้ามทวีป “ถ้า (เกาหลีเหนือ) ต้องการขีปนาวุธข้ามทวีป จะต้องพัฒนาจรวดนำส่งแบบใหม่ ใช้เทคโนโลยีใหม่ [ไม่ใช่พัฒนาจากจรวดเดิม] อันหมายถึงต้องกินเวลาอีกยาวนาน ต้องทำงานและใช้งบประมาณมหาศาล” นอกจากนี้ ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเกาหลีเหนือกำลังทดสอบติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์กับขีปนาวุธเหล่านี้
            รายงานของ RAND ฉบับดังกล่าวกลายเป็นข้อมูลสำคัญนำสู่การประเมินภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือเสียใหม่ รัฐบาลอเมริกันภายใต้ประธานาธิบดีบารัก โอบามา จึงไม่เห็นว่าเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามต่อตนมากเหมือนรัฐบาลอเมริกันบางชุดในอดีต
            ประการที่สี่ รัฐบาลโอบามาเน้นแก้ปัญหาด้วยวิถีทางการทูต เน้นการป้องกันมากกว่าคุกคาม
            ประธานาธิบดีบารัก โอบามาประกาศนโยบายต่อเกาหลีเหนืออย่างชัดเจนว่าจะเน้นการแก้ไขปัญหาด้วยวิถีทางการทูต ข้อมติ 2094 เป็นประจักษ์พยานถึงความสำเร็จของนโยบายดังกล่าวอย่างชัดเจน นโยบายเสริมระบบป้องกันขีปนาวุธแก่เกาหลีใต้กับญี่ปุ่นเป็นอีกส่วนที่ทำให้สหรัฐมีความมั่นใจในการป้องกันภัย และยังทำให้จีนเห็นว่าควรหยุดโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ นโยบายเน้นการแก้ปัญหาด้วยวิถีทางการทูต เน้นป้องกันมากกว่าคุกคามเอื้อให้จีนเห็นว่าควรร่วมมือกับรัฐบาลโอบามา ผลสุดท้ายคือเกาหลีเหนือถูกโดดเดี่ยวมากขึ้น
            ที่สุดแล้วหากมาตรการคว่ำบาตรได้ผลจริงและเป็นอย่างที่นักวิเคราะห์บางคนคาด เกาหลีเหนือจะขาดวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ เป็นเหตุให้ไม่สามารถทดสอบต่อไปในที่สุด หากเป็นเช่นนั้นจริงย่อมถือเป็นความสำเร็จของสหประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นความสำเร็จร่วมระหว่างสหรัฐกับจีน และเมื่อถึงเวลานั้นรัฐบาลเกาหลีเหนืออาจต้องยอมเข้าร่วมเจรจาหกฝ่ายดังที่ทั้งจีนกับรัสเซียต่างเรียกร้องให้กลับเข้ามาสู่โต๊ะเจรจา
            เวลากล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนด้านความมั่นคงมักจะเป็นความขัดแย้งเสียมากกว่าแต่กรณีเกาหลีเหนือเป็นข้อยกเว้น สองมหาอำนาจสามารถร่วมมือกันได้ ทั้งนี้เป็นเพราะรัฐบาลบารัก โอบามาเน้นแก้ไขปัญหาด้วยวิถีทางทูตไม่หวังยกระดับความขัดแย้งและจำกัดกรอบการคว่ำบาตรอย่างชัดเจน ดังที่ ซูซาน ไรซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า “มาตรการคว่ำบาตรในข้อมตินี้จะขัดขวางไม่ให้เกาหลีเหนือสามารถพัฒนาโครงการอาวุธนิวเคลียร์กับขีปนาวุธข้ามทวีป”
            ตราบใดที่รัฐบาลอเมริกันไม่มุ่งโค่นล้มระบอบรัฐบาลเกาหลีเหนือ สองมหาอำนาจสหรัฐกับจีนสามารถร่วมมือกันต่อไป และทั้งสองรัฐบาลกำลังประกาศว่าพฤติกรรมยั่วยุของเกาหลีเหนือแบบที่ใช้อยู่ไม่ได้ผลอีกแล้ว
-------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง:
1. อำนาจต่อรองของเปียงยางที่ร่อยหรอลงทุกที
อำนาจต่อรองของเปียงยางในยามนี้ร่อยหรอยลงทุกที และคงต้องเป็นเช่นนี้อีก 4 ปีกว่าที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามาจะหมดวาระ
เมื่อนโยบายความมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง ความเป็นไปในประเทศจึงยึดมั่นอยู่กับแนวทางเดิมของประเทศ โอกาสที่จะติดต่อทางเศรษฐกิจกับนานาชาติอย่างเปิดเผยเป็นทางการไม่อาจทำได้เพราะประเทศกำลังถูกคว่ำบาตร

บรรณานุกรม:
1. Security Council tightens sanctions on DPR Korea in wake of latest nuclear blast, UN News Centre, 7 March 2013, http://www.un.org/apps/news/story.asp?NewsID=44313&Cr=democratic&Cr1=korea#.UTkvpdZWZmx
2. FACT SHEET: UN Security Council Resolution 2094 on North Korea, U.S. Mission to the United Nations, 7 March 2013, http://usun.state.gov/briefing/statements/205698.htm
3. Victor Cha and Ellen Kim, UN Security Council Passes New Resolution 2094 on North Korea, Center for Strategic and International Studies, http://csis.org/publication/un-security-council-passes-new-resolution-2094-north-korea?
4. Full text: State of the Union Address, USA TODAY, 12 February 2013, http://www.usatoday.com/story/news/politics/2013/02/12/state-of-the-union-obama-text/1914769/
5. North Korea threatens nuclear strike, UN expands sanctions, Reuters, 8 March 2013, http://uk.news.yahoo.com/north-korea-threatens-nuclear-strike-u-n-expands-161926146.html
6. U.S., China propose tough sanctions against N. Korea, USA Today/AP, 5 March 2013, http://www.usatoday.com/story/news/world/2013/03/04/north-korea-sanctions/1963755/
7. “North Korea: U.S. Relations, Nuclear Diplomacy, and Internal Situation,” Congressional Research Service, 4 January 2013, http://www.fas.org/sgp/crs/nuke/R41259.pdf
---------------------

วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2556

เอชีย

            เอเชีย (ยกเว้นอาเซียนกับตะวันออกกลาง ส่วนทวีปออสเตรเลียจัดให้อยู่ในหมวดนี้ก่อน)
            อ่านบทความ คลิกที่ชื่อเรื่อง

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2017
นานาชาติไม่ต้องการให้เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องให้ความร่วมมือด้วย ไม่กดดันเกาหลีเหนือในลักษณะผลักดันให้ดื้อดึงมากขึ้น การเจรจาจะได้ผลถ้าต่างฝ่ายยอมถอยคนละก้าว

ผู้นำเกาหลีเหนือขู่ใช้มาตรการขั้นสูงสุด อาจเป็นการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ในมหาสมุทรแปซิฟิก หลังทรัมป์ขู่ว่าจะทำลายเกาหลีเหนือให้สิ้นซาก แต่จะเกิดขึ้นจริงหรือ


15 กันยายน เช้าวันนี้เกาหลียิงขีปนาวุธข้ามฮอกไกโดอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ของใหม่ เริ่มไม่น่าตกใจ ทุกอย่างจะคืนสู่ปกติในไม่ช้า เกิดคำถามว่า มีอะไรที่แรงกว่านี้ไหม

รัฐบาลสหรัฐพูดเรื่อยมาว่าเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคาม ถ้ามองจากมุมเกาหลีเหนือ เกาหลีเหนือจำต้องป้องกันประเทศเช่นกัน


ความขัดแย้งเกาหลีเหนือจะลงเอยอย่างไร
ความขัดแย้งเกาหลีเหนือที่ดำเนินมาแล้วกว่า 2 เดือนกำลังทวีความเข้มข้นมากขึ้น คำถามคือเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร 


ตลอด 2 เดือนเต็มที่ประเด็นเกาหลีเหนือตึงเครียด และรุนแรงสุดเมื่อทดสอบระเบิดไฮโดรเจน สหรัฐฯ ถึงกับพูดว่าเกาหลีเหนือกำลัง ร้องขอสงครามด้านประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่า พวกเขาจะยอมกินหญ้าแต่จะไม่ยอมทิ้งอาวุธนิวเคลียร์


รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาทุกทางเลือก แต่จะเลือกทางใดต้องรับฟังความเห็นจากประเทศที่เกี่ยวข้องก่อน แม้โอกาสเกิดสงครามจะน้อยมาก แต่ไม่อาจสรุปว่าจะไม่เกิด การซ้อมรบของเกาหลีใต้วันนี้คือคำเตือนดังกล่าว

ในเวลา 2 เดือน เกาหลีเหนือยั่วยุด้วยการ 1) ทดสอบขีปนาวุธฮวาซอง-14 2) ขู่ยิงเกาะกวม (ให้ตกรอบเกาะกวม) 3) ยิงขีปนาวุธข้ามฮอกไกโด 4) ล่าสุดคือทดสอบจุดระเบิดนิวเคลียร์ นี่คือหลักฐานว่าเรื่องยังไม่จบ

วันนี้ (3 ก.ย.) เกาหลีเหนือประกาศประสบความสำเร็จในการทดสอบระเบิดไฮโดรเจน พร้อมกับความสำเร็จการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปเมื่อกรกฎาคม เป็นคำพูดที่คุกคามสหรัฐฯ โดยตรง

รัฐบาลอาเบะร้อนตัวเมื่อขีปนาวุธพิสัยกลางบินข้ามน่านฟ้าญี่ปุ่นเหนือฮอกไกโด แต่เรื่องทำนองนี้ไม่ใช่เหตุเกิดความคาดหมาย เพราะหลายปีที่ผ่านมาเกาหลีเหนือทำเช่นนี้เรื่อยมาเมื่อสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ซ้อมรบร่วม

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือช่วงกรกฎาคมถึงก่อนกลางสิงหาคม สะท้อนเส้นต้องห้าม (red line) ของประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ช่วยให้เข้าใจเป้าหมาย นโยบายที่แท้จริงของประเทศเหล่านี้ และช่วยวิเคราะห์อนาคต


บทความนี้วิเคราะห์โดยสร้างฉากทัศน์ (scenario) วิเคราะห์เหตุการณ์จำลองหลากหลายแบบ ว่าหากเกาหลีเหนือยังคงเดินหน้าและยิงขีปนาวุธใส่เกาะกวม จะเกิดสถานการณ์ใดบ้าง เป็นผลดีผลเสียอย่างไร


กวม (Guam) หรือเกาะกวมเป็นส่วนหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกา หลายบางอาจได้ยินชื่อผ่านข่าวต่างประเทศ พูดถึงฐานทัพสหรัฐฯ บนเกาะแห่งนี้ ในอีกแง่หนึ่งกวมเป็นเมืองที่เจริญ เป็นศูนย์เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว มีประวัติศาสตร์ย้อนหลัง 4,000 ปี แต่ละปีมีคนไปเที่ยวหลายล้านคน มีเรื่องราวน่าสนใจหลายแง่มุม 


ขณะนี้ค่อนข้างชัดแล้วว่าสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นพร้อมใช้กำลัง หากเกาหลีเหนือไม่ถอย มี 2 ทางที่เป็นไปได้คือตอบโต้หลังเกาหลีเหนือโจมตี หรือไม่ก็ชิงลงมือก่อน คาดว่าดาวโจนส์วันศุกร์จะอ่อนตัวต่อเนื่องเป็นวันที่ 4  


หลังจากสื่อเปิดเผยข้อมูลลับว่าขีปนาวุธเกาหลีเหนือสามารถบรรจุหัวรบนิวเคลียร์แล้ว ทรัมป์เตือนว่าเกาหลีเหนืออาจเผชิญการตอบโต้อย่างรุนแรง ฝ่ายเกาหลีเหนือไม่รอช้า “เกทับ” ด้วยการประกาศว่ากำลังวางแผนยิงใส่รอบเกาะกวม สิ่งที่ต้องติดตามคือ รัฐบาลทรัมป์จะโต้กลับอย่างไร เกาหลีเหนือจะยิงจริงหรือไม่

รายงานลับของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุชัดว่าเกาหลีเหนือมีขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์แล้ว สามารถโจมตีแผ่นดินแม่อเมริกา ด้านประธานาธิบดีทรัมป์เตือนเกาหลีเหนือว่าอาจเผชิญการตอบโต้อย่างรุนแรง อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ถ้ายึดตามหลักคิดสหรัฐฯ บัดนี้เกาหลีเหนือพร้อมถูกโจมตีทุกเมื่อแล้ว 


ปลายปี 2015 รัฐบาลปาร์ค กึน-เฮ บรรลุข้อตกลงกับญี่ปุ่น เป็นข้อตกลงสุดท้ายและแก้ไม่ได้  แต่ข้อตกลงนี้ฝ่ายหญิงบำเรอไม่เห็นด้วย จึงต่อต้านเรื่อยมา รัฐบาลเกาหลีใต้ชุดใหม่ของ มุน แจ-อิน จึงขอทบทวนและอาจเจรจาใหม่ ประเด็นหญิงบำเรอที่ผ่านมาแล้ว 70-80 ปีจึงกลายเป็นประเด็นที่มีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นต่อไป แต่จะเป็นอย่างไรนั้นจำต้องติดตามต่อไป

ประเทศจิบูตีกลายเป็นที่ตั้งฐานทัพต่างแดนแห่งแรกของจีน แสดงให้เห็นว่าจีนตั้งเป้าที่จะส่งกองเรือรบมาไกลถึงแอฟริกา ดูแลเส้นทางเดินเรือและพลเมืองของตนในแถบนี้ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหม (OBOR) ที่จีนจะร่วมมือกับเอเชีย แอฟริกาและยุโรป ในอนาคตจะเห็นทหารจีนปรากฏตัวตลอดเส้นทางสายไหม บทบาททางทหารของจีนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ไม่ว่าเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์จริงหรือไม่ ยิงถึงแผ่นดินอเมริกาหรือเปล่า รัฐบาลสหรัฐชุดแล้วชุดเล่าพยายามย้ำแล้วย้ำอีกให้พลเมืองอเมริกันเห็นว่าภัยคุกคามด้วยนิวเคลียร์จากเกาหลีเหนือเป็นเรื่องจริง จึงต้องพยายามทุกอย่างเพื่อสกัดกั้น ทั้งๆ ที่โดยข้อเท็จจริงแล้วผู้นำเกาหลีเหนือกับบริวารไม่ต้องการสงคราม ที่ต้องการจริงๆ คือความอยู่รอดของพวกเขา แต่ที่รัฐบาลสหรัฐต้องโหมภัยเกาหลีเหนือเพราะมีผลประโยชน์อื่นๆ ที่สำคัญกว่ามาก

นักวิชาการบางคนพูดถึงการปิดล้อมคู่ (dual containment) หมายถึงการปิดล้อมจีนกับรัสเซีย บทความนี้พูดถึงการปิดล้อมจีนกับเกาหลีเหนือในแง่ว่ารัฐบาลสหรัฐเพิ่มแรงกดดันปิดล้อมเกาหลีเหนือโดยยืมมือจีน และเท่ากับเป็นการเร่งโดดเดี่ยวจีนไปในตัว  ในทางปฏิบัติหมายความว่านับจากนี้รัฐบาลสหรัฐจะลงโทษจีนอย่างไรก็ได้ เช่น คว่ำบาตรสินค้า ขึ้นภาษีสินค้านำเข้า ด้วยเหตุผลเดียวคือเกาหลีเหนือทดสอบนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ


จากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะไม่อาจสรุปได้ว่าอะไรคือเหตุผลเบื้องหลังที่เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธครั้งล่าสุด สิ่งที่เห็นคือรัฐบาลเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นประท้วงอย่างรุนแรง ชี้ว่าเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงจวนตัว เป็นข้ออ้างสำหรับเกาหลีใต้ที่กำลังติดตั้งระบบ THAAD ขั้วสหรัฐฯ ได้รุกคืบหน้าอีกขั้น เห็นได้ชัดว่าจีนเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ ประเทศที่เกี่ยวข้องกับคาบสมุทรเกาหลีจะพัฒนาและสะสมอาวุธมากขึ้น

ในช่วงหาเสียงทรัมป์อ้างเหตุผลสารพัดเพื่อชี้ว่าสหรัฐไม่ควรประจำการทหารในเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นต่อไป พร้อมให้ 2 ประเทศนี้มีอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเอง ไม่ถึงเดือนหลังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ท่าทีเปลี่ยนเป็นตรงข้าม กลับมาให้ความสำคัญกับการเป็นพันธมิตรดังเดิม ตามหลักนโยบายที่ไม่ต่างจากประธานาธิบดีคนอื่นๆ ไม่ว่าจะมาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครท


ในการเยือนมิตรประเทศในแถบอเมริกากลาง ไช่อิงเหวิน (Tsai Ing-wen) ประธานาธิบดีไต้หวันได้แวะพักสหรัฐ เกิดวิวาทะเรื่องนโยบายจีนเดียวอีกครั้ง มีคำถามว่าผู้นำไต้หวันจะสามารถทำอะไรที่เซอร์ไพรส์วงการทูตได้อีกหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ถ้าพิจารณาองค์รวม ไต้หวันเป็นฝ่ายตั้งรับและถอยร่นในสมรภูมิการทูต และคงไม่กล้าทำอะไรที่จีนรับไม่ได้

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2016
โฉมหน้าความงาม โฉมหน้าสังคมนิยมจีน
เมื่อสิ้นยุคประธานเหมา จีนเปิดประเทศต้อนรับการลงทุน การสัมพันธ์กับต่างชาติ ค่านิยมความงามแบบตะวันตกเริ่มเข้ามา จีนกลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ด้านความงามของโลก สตรีจีนใช้จ่ายเพื่อความงามมากกว่าหลายประเทศจนน่าตกใจ บ่งบอกความเป็นพวกวัตถุนิยม กำลังถอยห่างอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ โฉมหน้าความงามของสาวจีนสะท้อนโฉมหน้าสังคมนิยมจีนในปัจจุบันและอนาคต


ว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์เสนอให้ทบทวนนโยบายจีนเดียว หวังใช้เป็นเครื่องมือเจรจาแก้ปัญหาการค้าจีน  ฝ่ายจีนแสดงท่าทีแข็งกร้าวชี้ว่าเกี่ยวข้องกับอธิปไตยไต้หวัน เป็นเรื่องที่ยอมให้ไม่ได้ ถ้าพิจารณาให้ถ่องแท้รัฐบาลจีนได้ละเมิดนโยบายจีนเดียวมานานแล้ว ดังนั้น รัฐบาลสหรัฐมีความชอบธรรมที่จะละเมิดหรือยกเลิก แต่จะได้ผลดีหรือผลเสียมากกว่า เพราะต้องคำนึงปัจจัยไต้หวันและอื่นๆ


นโยบายจีนเดียว (one-China policy) ถูกอ้างว่าเป็นหนึ่งในรากฐานความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่ย้อนหลังถึงปี 1972 เมื่อ 2 รัฐบาลจับมือกันต้านสหภาพโซเวียต เป็นความสำเร็จทางการทูตครั้งใหญ่ในยุคนั้น ผู้นำโลกเสรีสามารถจับมือกับคอมมิวนิสต์จีน แต่บริบทโลกเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันไม่มีสหภาพโซเวียตอีกแล้ว รัสเซียในปัจจุบันมีสัมพันธ์ใกล้ชิดจีน ส่วนสหรัฐฯ แสดงท่าทีไม่เป็นมิตรต่อจีนมากขึ้น ชัดเจนขึ้น อะไรคือคุณค่าแท้ของนโยบายจีนเดียวในปัจจุบันและอนาคต

เพื่อผลประโยชน์ต่อต้านโซเวียตรัสเซียในสมัยสงครามเย็น รัฐบาลสหรัฐจึงตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน เป็นเหตุให้ไต้หวันกลายเป็นประเทศที่นานาชาติไม่ยอมรับว่าเป็นประเทศ ผู้นำไต้หวันทุกยุคทุกสมัยจึงพยายามดิ้นรนแสดงความเป็นตัวตน เทคนิคที่ประธานาธิบดีไช่ทำครั้งนี้คือติดต่อพูดคุยกับว่าที่ผู้นำประธานาธิบดีสหรัฐ กลายเป็นประเด็นให้วิพากษ์ ซึ่งแท้จริงแล้วมีความสำคัญต่อไต้หวันมากกว่านั้น

รัฐบาลสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดีโอบามารุกคืบเข้ามาพัวพันภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างต่อเนื่องเป็นขั้นเป็นตอน “ข้อเสนอโครงสร้างเครือความมั่นคงเอเชียแปซิฟิก” เป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ที่ตั้งชื่อให้ฟังดูเป็นกลางว่า “ปรับสมดุล” เมื่อวิเคราะห์แล้วคือความต้องการเข้ามาจัดระเบียบภูมิภาคอย่างครอบคลุมทุกด้าน เป็นช่วงเวลาที่ประเทศต่างๆ ทั้งอาเซียน จีนและอีกหลายประเทศต้อง “ปรับสมดุล” เช่นกัน


หลังผ่านประวัติศาสตร์อันขมขื่นของการเป็นอาณานิคมทั้งทางตรงทางอ้อมนับร้อยปี สิ่งที่เกาหลีใต้ต้องการมากที่สุดคือความเป็นอิสระและความสงบ ในการนี้จะต้องให้เกาหลีเหนืออยู่ในความสงบ การทดสอบนิวเคลียร์ ขีปนาวุธพิสัยไกลของเกาหลีเหนือล้วนเป็นเหตุบั่นทอน จึงต้องพยายามให้เกาหลีเหนือนิ่งมากที่สุด ถ้า “แช่แข็ง” เกาหลีเหนือได้จะเป็นการดีที่สุด เป็นผลดีต่อเกาหลีใต้ จีน การคงอยู่ของระบอบเกาหลีเหนือ คงแต่คนเกาหลีเหนือที่ยังต้องอยู่ในสภาพทุกข์ยากต่อไป


จีนเป็นคู่ค้ารายสำคัญเพียงรายเดียวของเกาหลีเหนือ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ความช่วยเหลือจากจีนเป็นเหมือนเลือดหล่อเลี้ยงระบอบเกาหลีเหนือ เป็นตัวบ่งชี้ความสำคัญของจีน หลายฝ่ายวิพากษ์ว่าจีนเป็นต้นเหตุให้เกาหลีเหนือเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เหตุผลข้อนี้มีส่วนถูกอยู่บ้าง แต่ความจริงที่ลึกกว่าคือประเทศเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐ ต่างหวังให้เกาหลีเหนืออยู่ในสภาพปัจจุบัน ด้วยเหตุผลแรงจูงใจที่ต่างกัน สถานการณ์คาบสมุทรเกาหลีจึงดำเนินไปด้วยผลจากทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง ไม่เฉพาะจีนเท่านั้น


ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบระเบิดไฮโดรเจนหรือหรือไม่ เป็นอีกครั้งที่เกาหลีเหนือใช้ “ยุทธศาสตร์การทูตนิวเคลียร์” เพื่อหวังประโยชน์ที่ต้องการ ประเด็นที่ลึกกว่านั้นคือบ่งชี้ว่าขีดความสามารถนิวเคลียร์ก้าวหน้าขึ้นอีกระดับ รัฐบาลจีนต้องขบคิดว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร หาไม่แล้วจะมีการทดลองครั้งหน้าแน่นอน สถานการณ์คาบสมุทรเกาหลียังไม่นิ่ง มีผลต่อการเผชิญหน้าของชาติมหาอำนาจ

รัฐบาลอาเบะกับรัฐบาลปาร์คบรรลุร่างข้อตกลงแก้ไขข้อพิพาทเรื่อง หญิงบำเรอแนวโน้มความสัมพันธ์ทวิภาคีจะดีขึ้น เกิดคำถามว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะกระทำเช่นนี้กับประเทศอื่นๆ ที่มีปัญหาหญิงบำเรอหรือไม่ นำสู่การวิเคราะห์ว่าอะไรคือเหตุผลเบื้องหลังของข้อตกลง เพื่อต้านจีนใช่หรือไม่ นักการเมืองญี่ปุ่นยังเป็นพวกทหารนิยมใช่หรือไม่ คำตอบเหล่านี้จะนำสู่การคาดการณ์การเผชิญหน้าระหว่างจีนกับขั้วสหรัฐในอนาคตอันใกล้นี้

--------------------------

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2015

7 พฤศจิกายน 2015 เป็นวันประวัติศาสตร์เมื่อ 2 ประธานาธิบดีจีนกับไต้หวันพบปะพูดคุยอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก เป็นความสำเร็จหลังความพยายามหลายปีของประธานาธิบดีหม่า อิงจิ่ว แต่เส้นทางการรวมชาติในทางการเมืองยังต้องอาศัยเวลาอีกนาน ในระหว่างนี้เป็นเวลาแห่งการรวมทางมิติเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้นทุกขณะ ส่วนในระยะยาวคือการรวมกันด้วยสายเลือด ดังนั้น ไม่ว่าในทางการเมืองระหว่างประเทศจะเป็นอย่างไร จีนกับไต้หวันผนวกเข้าหากันมากขึ้นทุกที

ท่าทีของชินโซ อาเบะตั้งแต่ก่อนเป็นนายกฯ สมัยแรก จนถึงการหาเสียงเป็นนายกฯ สมัยปัจจุบันเมื่อปลายปี 2012 ล้วนเป็นท่าทีของฝ่ายขวา เช่น ปฏิเสธเรื่องหญิงบำเรอ การรุกรานจากญี่ปุ่น ขณะบริหารประเทศในยามนี้นายกฯ อาเบะได้ผ่อนคลายท่าที แต่เกิดข้อสงสัยว่าปากกับใจนั้นตรงกันหรือไม่ เพราะการแสดงออกยังไม่ชัดเจน ซ้ำยังขัดแย้งในบางประเด็น ทั้งหมดบ่งชี้ว่าหลักคิดของฝ่ายขวามีอิทธิพลไม่น้อย

            “หญิงบำเรอ” คือ สตรีที่ถูกบังคับให้มาปรนเปรอความสุขทางเพศแก่ทหารของกองทัพจักรพรรดิญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นสตรีจากหลายประเทศที่กองทัพญี่ปุ่นยาตราทัพไปถึง ส่วนใหญ่เป็นชาวเกาหลีกับจีน
            ข้อเขียน “โลกไม่ลืม “หญิงบำเรอ” (comfort women)” ให้ความเข้าใจพื้นฐาน เหตุการณ์ในอดีต เพื่อนำสู่การเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศในแถบเอเชียตะวันออกที่เอ่ยถึงเรื่องนี้ หญิงบำเรอเกี่ยวข้องกับประเด็นอื่นๆ เช่น การเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ การปรับแก้ตำราเรียน การสังหารหมู่นานกิง การปรับเปลี่ยนนโยบายความมั่นคงของรัฐบาลอาเบะ พัวพันถึงยุทธศาสตร์สหรัฐฯ นำเสนอท่าทีของประเทศต่างๆ กลยุทธ์ เทคนิคของแต่ละประเทศทั้งฝ่ายรุกกับตั้งรับ จนถึงการวิเคราะห์องค์รวมให้เห็นภาพทั้งหมด เกี่ยวข้องกับประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิกโดยตรง 

หญิงบำเรอคือสตรีหลายประเทศที่ถูกบังคับให้มาปรนเปรอความสุขทางเพศแก่ทหารญี่ปุ่น เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่องราวของหญิงบำเรอถูกนำมาตีแผ่จากฝ่ายเกาหลีใต้ จีน กลายเป็นประเด็นโจมตีรัฐบาลฝ่ายขวาญี่ปุ่น เชื่อมโยงกับนโยบายความมั่นคงที่ญี่ปุ่นต้องการมีบทบาทมากขึ้นในภูมิภาค เชื่อมโยงกับความโหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2

ลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ชี้ว่าในปัจจุบันและอนาคตสหรัฐกับจีนยังเป็นตัวแสดงหลักในภูมิภาคเอเชียแปซิก ความมั่นคงของภูมิภาคจึงขึ้นกับความสัมพันธ์ของมหาอำนาจ พร้อมกับที่ประเทศต่างๆ เชื่อมโยงทางเศรษฐกิจมากขึ้น การแข่งขันตามกติกาสากลเป็นแนวทางที่ควรเลือก ข้อพิพาทต่างๆ ควรจัดการควบคุมไม่ให้บานปลาย สันติวิธีคือหนทางที่ดีกว่าการใช้กำลัง

อาศัยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่อยู่บนผืนแผ่นดินติดกัน นโยบายของประธานาธิบดีปูตินกับจีนคือการเชื่อมต่อเศรษฐกิจของ 2 ฝ่ายเข้าด้วยกัน เกิดโครงข่ายเชื่อมโยงประเทศในย่านนี้เข้าด้วยกัน เศรษฐกิจของบรรดาประเทศต่างๆ สามารถติดต่อเชื่อมโยงโดยธรรมชาติ ผลประโยชน์ที่ได้ไม่เฉพาะจีนหรือรัสเซียเท่านั้น นักลงทุนไม่ว่าจะเป็นชาติใดทุนประเทศใดที่ตั้งบริษัทในกลุ่มประเทศเหล่านี้ต่างได้ประโยชน์ทั้งสิ้น สุดท้ายจึงแข่งขันด้วยประสิทธิภาพ มีผลต่อระเบียบเศรษฐกิจในภูมิภาคและโลก

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ร่วมเฉลิมฉลองงานครบรอบ 70 ปีฉลองชัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่รัสเซียเป็นการแสดงออกถึงสัมพันธภาพอันใกล้ชิดระหว่างจีน-รัสเซียในระยะนี้ สวนทางกับฝ่ายตะวันตกที่บรรดาผู้นำประเทศไม่มาร่วมหลายปีแล้ว คำถามสำคัญคือพฤติกรรมเช่นนี้แสดงถึงการแบ่งขั้วหรือไม่ โลกกำลังเข้าสู่การแบ่งขั้ว-เลือกข้างอย่างรุนแรงอีกครั้งหรือไม่ แน่นอนว่าบริบทปัจจุบันแตกต่างจากอดีต แต่มหาอำนาจยังคงเข้าพัวพันในประเทศอื่นๆ 

หลังการหารือระหว่างรัฐบาลโอบามากับอาเบะอยู่นานนับปี ในที่สุดความสัมพันธ์ความมั่นคงทางทหารก็ปรากฎหลักฐานชัดเจนอีกครั้งด้วยแผนความร่วมมือด้านความมั่นคงฉบับใหม่ชื่อว่า “แผนความร่วมมือป้องกันประเทศสหรัฐ-ญี่ปุ่นด้านความมั่นคง” บัดนี้ “กองกำลังป้องกันตนเอง” ญี่ปุ่นมีเป้าหมายออกไปปฏิบัติการทั่วโลกร่วมกับกองทัพอเมริกัน บางคนอาจตั้งคำถามว่าพื้นที่หรือสมรภูมิใดจะเป็นแห่งแรกที่กองทัพญี่ปุ่นจะออกไป “ป้องกันตนเองร่วม”

            การวิพากษ์ Pivot to Asia หรือยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชียสามารถทำได้หลายรูปแบบ มองในหลายแง่มุม งานเขียนชิ้นนี้ชี้จุดอ่อนของยุทธศาสตร์ผ่านประเด็นความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เป็นความขัดแย้งจากผลพวงของประวัติศาสตร์ กลายเป็นรอยร้าวที่ยากจะแก้ไขภายใต้บริบทปัจจุบัน เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยอมให้กันไม่ได้ ต้องตอบสนองความคาดหวังจากการเมืองภายในของแต่ละประเทศ เกิดการแก้เกมแบบชิงไหวชิงพริบ นำสู่คำตอบว่าทำไมยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชียจึงอ่อนกำลัง ไม่ได้ผลตามเป้าหมาย ในอนาคตจะต้องปรับแก้ยุทธศาสตร์หากรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการหวังผลอย่างจริงจัง ประเด็นสำคัญอยู่ที่จะต้องหาพันธมิตรเพิ่ม หรือทำให้ประเทศเหล่านั้นถอยห่างจากจีนมากขึ้น ซึ่งในกรอบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกก็มีเพียงไม่กี่ประเทศดังปรากฏบนแผนที่


ในการประชุมสุดยอด ‘เอเชีย-แอฟริกา 2015’ ตรงกับครบรอบ 70 ปีหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 นายกฯ อาเบะเอ่ยคำว่า “ญี่ปุ่น ด้วยความรู้สึกสำนึกผิดอย่างยิ่ง (deep remorse) ต่อสงครามในอดีต แทนคำว่า ขอโทษด้วยความจริงใจ” (heartfelt apology) ที่อดีตนายกฯ คนก่อนๆ เคยใช้  ปัญหาใหญ่ของประเด็นนี้อยู่ที่ผู้มีอำนาจในญี่ปุ่นที่แสดงท่าที ถ้อยคำ ไม่เสมอต้นเสมอปลายบางครั้งถึงกับขัดแย้งอย่างชัดเจน ก่อให้เกิดคำถามต่อท่าทีภายในส่วนลึกของท่าน

----------------------------

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2014


การที่รัฐบาลอาเบะยุบสภา แสวงหาความชอบธรรมทางการเมืองอีกครั้ง ก็เพราะคาดการณ์ล่วงหน้าแล้วว่าพรรคร่วมของตนจะได้มาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศต่อไป และคราวนี้จะกลับมาด้วยความชอบธรรมกว่าเดิม เป็นวิธีใช้ประโยชน์จากการใช้สิทธิ์ 1 คน 1 เสียงของระบอบประชาธิปไตยตะวันตก ที่ประชาชนต้องเลือกตั้งแบบ “เหมารวม”


สมาชิกเอเปกประกาศว่า FTAAP จะยอมรับแนวทางเขตการค้าเสรีแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น TPP RCEP เท่ากับชี้ว่าที่ประชุมเอเปกปฏิเสธว่า TPP คือมาตรฐานเขตการค้าเสรีของภูมิภาค ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงให้เหตุผลว่าเขตการค้าเสรีอื่นๆ ที่กำลังเจรจาทั้งหมด ทั้งในระดับทวิภาคีหรือพหุภาคี ล้วนสนับสนุนเป้าหมายของ FTAAP 


การประชุมผู้นำจีน-สหรัฐในปีนี้ จะเป็นอีกครั้งที่ผู้นำจีนประกาศจุดยืนต่อประชาคมโลก ว่าตนต้องการสันติภาพ ต้องการเป็นมิตรกับทุกประเทศ ส่วนรัฐบาลโอบามาไม่ว่าจะพูดกับจีนอย่างไร ยังคงเดินหน้าตามแผนเสริมกำลังรบในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กองกำลังอีกส่วนที่กำลังปฏิบัติการโจมตีกองกำลังรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) ก็ยังคงเดินหน้าต่อ เช่นเดียวกับงานจารกรรมประเทศต่างๆ ทั่วโลก ประเทศทั้งหลายต้องระวังที่จะไม่ก้าวข้ามเส้นต้องห้ามของจีน จีนยังต้องการเป็นมิตรในระยะนี้


ออสเตรเลียเป็นอีกประเทศที่เข้าร่วมต่อต้าน IS ทำให้ IS ประกาศให้พลพรรคของตนสังหารชาวออสเตรเลียได้ทุกคน สังคมออสเตรเลียจึงระวังตัวต่อภัยก่อการร้ายในประเทศ จากความระวังกลายเป็นความระแวงต่อชาวมุสลิมทุกคนในประเทศ กลายเป็นว่ามุสลิมออสเตรเลียถูกดูหมิ่นคุกคาม สังคมออสเตรเลียขณะนี้กำลังต่อสู้ในสมรภูมิทางอุดมการณ์กับ IS เป็นภาวะที่ทุกคนอยู่ในสมรภูมินี้ 

วิพากษ์นโยบายความมั่นคงของสหรัฐต่ออัฟกานิสถานหลังสิ้นปี2014
ประธานาธิบดีโอบามาได้ประกาศแล้วว่า ภายในสิ้นปี 2014 สหรัฐจะยุติภารกิจรบ พร้อมกับถอนกำลังส่วนใหญ่ ให้เหลือเพียง 9,800 นาย และจะถอนทหารทั้งหมดออกจากอัฟกานิสถานภายในปี 2016 ทำให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลคาบูลในอนาคตจะมีความมั่นคงหรือไม่ สหรัฐประสบความสำเร็จในการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายหรือ ในเมื่อฐานที่มั่นตอลีบันยังอยู่ พวกอัลกออิดะห์ขยายตัว กระจายตัวไปหลายประเทศ


ถ้ามองว่าการติดตั้งแท่นขุดเจาะเป็นเรื่องของ “การละเมิดอธิปไตย” จะกลายเป็นโจทย์ยาก แต่ถ้ามองว่าความขัดแย้งรอบนี้มีต้นเหตุจาก “แท่นขุดเจาะ” จะกลายเป็นโจทย์ว่าย และหากมองว่าเป็นเรื่องการช่วงชิงอิทธิพลทางการเมืองระหว่างประเทศในระดับภูมิภาคนั้นเป็นโจทย์ซับซ้อน ประเทศที่เกี่ยวข้องควรระมัดระวังผลต่อมุมมองของประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

สถานการณ์ตึงเครียดในทะเลจีนใต้จำต้องมองกรอบที่กว้างกว่าอาเซียน เกี่ยวข้องกับท่าทีของสหรัฐกับญี่ปุ่น ที่รัฐบาลอาเบะเพิ่งประกาศต้องการแสดงภาวะผู้นำเหนือภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จีนคงต้องการเตือนอาเซียนว่าอาเซียนควรร่วมมือกับจีน อยู่ร่วมกับจีนอย่างฉันท์มิตรมากกว่าที่จะเข้าพวกกับสหรัฐ ญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในแนวทางต่อต้านยุทธศาสตร์ Pivot to Asia

การปรับความสัมพันธ์ใดๆ ต้องใช้วิธีการ “ให้อภัย” แก่กันและกัน เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างได้เริ่มต้นกันใหม่ด้วยความสัมพันธ์อันดี แต่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีความซับซ้อนกว่านั้น เพราะผู้นำประเทศต้องดำเนินนโยบายภายใต้ประชาชนของตนที่มีหลากหลายความคิดเห็น


ในด้านหนึ่งประธานาธิบดีโอบามาได้เตือนนายกฯ อาเบะว่าไม่ควรก่อความตึงเครียด ควรเจรจาและสร้างความไว้วางใจมากกว่า แต่ในอีกด้านหนึ่งประธานาธิบดีโอบามาช่วยเบี่ยงเบนพฤติกรรมการรุกคืบของญี่ปุ่น เช่น การเพิ่มงบประมาณกลาโหม การจัดตั้งหน่วยนาวิกโยธิน การปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติให้ญี่ปุ่นแสดงบทบาทเชิงรุกมากขึ้น การแก้ไขตำราเรียนและการเรียนการสอนที่อ้างว่าหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ และเกาะด็อกโด/ทาเคชิมา เป็นดินแดนของญี่ปุ่น


ณ วันนี้ ฝิ่น กลายเป็นเครื่องผูกพันผู้มีบารมีท้องถิ่น กำลังติดอาวุธ ผู้ก่อการร้ายอย่างตอลีบัน เจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับที่คอร์รัปชันและชาวบ้านหลายล้านคนที่เกี่ยวข้องกับฝิ่น บางคนอาจประณามว่าฝิ่นเป็นยาเสพติด ทำลายสังคม แต่สำหรับชาวอัฟกันจำนวนมากยอมรับการมีอยู่ของฝิ่น เป็นเครื่องค้ำจุนครอบครัว ชุมชน หรือเพื่ออุดมการณ์เป้าหมายที่เห็นว่ายิ่งใหญ่กว่า เป็นปัจจัยกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศโดยเฉพาะหลังปี 2014


ประธานาธิบดีการ์ไซไม่ลงนามร่างสนธิสัญญาความมั่นคงเนื่องจากเห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่ช่วยนำสันติภาพสู่ประเทศอย่างแท้จริง เพราะประเทศได้ผ่านหลังจากการทำสงครามอย่างยาวนานกว่า 10 ปี นับจากเหตุ 9/11 เมื่อปี 2001 ท่านพร้อมที่จะลงนามในร่างสนธิสัญญา ถ้าข้อตกลงดังกล่าวมุ่งสร้างสันติภาพแก่ประเทศ เจรจากับพวกสุดโต่งทุกกลุ่ม เพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ยุติการทำสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น


ความขัดแย้งจากการเยือนศาลเจ้ายุสากุนิไม่ใช่เรื่องใหม่ อดีตผู้นำญี่ปุ่นหลายท่านที่เคยเยือนศาลเจ้าจะตามมาด้วยการวิวาทะกับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น นายกฯ อาเบะเยือนศาลเจ้าก็เพราะได้คิดไตร่ตรองรอบคอบแล้วว่า ได้มากกว่าเสียอาจต้องการชี้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นภายใต้การบริหารของตนกำลังฟื้นตัว ไม่เกรงกลัวแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากจีน ญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ กระชับความเป็นพันธมิตร และมั่นใจว่าความขัดแย้งอยู่ภายใต้การควบคุม

สงครามนานกิง สมรภูมิจีน-ญี่ปุ่นในศตวรรษที่21
สงครามทำลายล้างนานกิง เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วเกือบ 8 ทศวรรษ แต่ด้วยการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างเข้มข้นของจีนกับญี่ปุ่นในปัจจุบัน เรื่องราวในอดีตจึงถูกรื้อฟื้น ประชาชน 2 ฝ่ายถูกดึงเข้ามามีส่วนร่วม กลายเป็นสมรภูมิทางการเมืองระหว่างประเทศ ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็น สงครามนานกิงในศตวรรษที่ 21


ทุกคนทุกชาติต่างมีความเชื่อศาสนาของตนเอง ทหารญี่ปุ่นหลายคนเข้าทำสงครามด้วยความเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่านี่คือสงครามศักดิ์สิทธิ์ ในขณะที่คนชาติอื่นย่อมมีความคิดเห็นของตนเอง เป็นอีกภาพความจริงของโลกที่ยังดำรงอยู่ในปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งภายในประเทศญี่ปุ่นนั้นก็ใช่ว่าทุกคนจะคิดเห็นตรงกัน ชาวญี่ปุ่นที่ไปสักการะศาลเจ้ายาสุกินิก็ใช่ว่าจะไปด้วยความหมายเดียวกัน หรือมีความรู้สึกที่เข้มข้นตรงกัน 


เป็นครั้งแรกใน 65 ปีที่เจ้าหน้าที่รัฐไต้หวันกับเจ้าหน้าที่รัฐจีนได้ประชุมหารืออย่างเป็นทางการ หลังจาก 2 ฝ่ายได้กระชับความสัมพันธ์ในหลายปีที่ผ่านมา ประเด็นถกเถียงลึกๆ ยังเป็นเรื่องการรวมชาติ แต่เรื่องเฉพาะหน้าที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ประโยชน์มาโดยตลอด และเห็นว่าควรกระชับความสัมพันธ์ให้มากขึ้นกว่านี้ แม้ว่าไต้หวันจะเป็นผู้ออกหน้าก็ตาม


การประกาศเขตแสดงตนเอื้อประโยชน์ในทางยุทธการหลายด้าน เพิ่มพื้นที่ทั้งการรุก-การรับ เพิ่มพื้นที่ลาดตระเวนสอดแนม เสริมขีดความสามารถของกองทัพเรือ และต่อต้านการกระทำของฝ่ายตรงข้าม และกำลังชี้ให้เห็นว่ากองทัพจีนมีศักยภาพ มีความพร้อมมากพอที่จะดูแล กำกับการบินในเขตแสดงตนดังกล่าว พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับอากาศยานทันสมัยของฝ่ายตรงข้าม

ชาวจีนปัจจุบันยังคงเรียนประวัติศาสตร์ในสมัยที่ถูกต่างชาติยึดเป็นอาณานิคมหรือกึ่งอาณานิคม เกิดคำว่าขี้โรคแห่งเอเชีย ชาวจีนถูกกดขี่ข่มเหง เสียชีวิตนับแสนนับล้าน ประวัติศาสตร์ไม่อาจแก้ไขแต่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ หากผู้ปกครองกับผู้ใต้การปกครองต่างบทบาทหน้าที่อย่างถูกต้อง พัฒนาปรับปรุงสังคมให้เข้มแข็งอยู่เสมอ ก้าวไปข้างหน้าอย่างเป็นเอกภาพ

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2012-13

รัฐบาลจีนตั้งคำถามว่ายุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติญี่ปุ่นมีเพื่อสันติภาพจริงหรือไม่ คำถามนี้เป็นคำถามเดิมๆ ตั้งแต่นายชินโซ อาเบะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ รอบ 2 ที่ลึกกว่านั้นคือสะท้อนยุทธศาสตร์ความมั่นคงสหรัฐฯ ที่มีต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก การตอบโต้จากจีนแท้ที่จริงแล้วคือการตอบโต้ต่อสหรัฐฯ ด้วย

ในอนาคตเชื่อว่าญี่ปุ่นจะต้องเพิ่มกำลังรบและแสดงบทบาทมากขึ้น ด้วยสามเหตุผลหลักคือ เหตุผลด้านความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ อำนาจการรบของจีนที่เพิ่มมากขึ้น และการปรับเปลี่ยนกำลังรบสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หากสหรัฐฯ เลือกที่จะให้ญี่ปุ่นมีบทบาทมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นเชิงนโยบายหรือเชิงยุทธวิธี ณ วันนี้จนถึงอีกหลายทศวรรษจากนี้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเป็นเวทีการประชันกำลังของชาติมหาอำนาจกับอีกหลายประเทศ 

การประกาศเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ หรือ ADIZ ของจีนเหนือน่านฟ้าทะเลจีนตะวันออก แม้อาเซียนไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ทำให้ชาติสมาชิกบางประเทศมีความกังวลไม่น้อย เมื่อคิดว่าในวันข้างหน้าจีนจะมีเขตแสดงตนในทะเลจีนใต้ อีกทั้งญี่ปุ่นพยายามดังอาเซียนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทางออกที่ดีของเรื่องนี้อยู่ที่การวางแนวปฏิบัติเพื่อลดความหวาดระแวง ป้องกันเหตุร้ายไม่คาดฝัน


รัฐบาลอินโดนีเซียกล่าวโทษเรื่องที่หน่วยข่าวกรองออสเตรเลียดักฟังโทรศัพท์ของประธานาธิบดีและบุคคลสำคัญของรัฐบาล เรียกร้องการขอโทษและห้ามกระทำเช่นนี้อีก แต่ความจริงแล้วออสเตรเลียน่าจะดักฟังคนอื่นๆ อีกจำนวนมาก และไม่อาจโทษออสเตรเลียแต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะต่างฝ่ายต่างมีหน่วยข่าวกรองด้วยกันทั้งสิ้น

เดือนกันยายที่ผ่านมาเป็นวันครบรอบที่ทางการญี่ปุ่นซื้อเกาะ 3 เกาะของหมู่เกาะเซนกากุ/เตียวหยู ณ วันนี้ทั้งสองประเทศยังยืนยังอ้างอธิปไตยเหนือหมู่เกาะดังกล่าว พร้อมกับระมัดระวังที่ไม่ยั่วยุให้เกิดเหตุรุนแรงบานปลายด้วยทั้งสองฝ่ายตระหนักผลเสียที่จะเกิดขึ้น แต่อีกมุมหนึ่งรัฐบาลชุดปัจจุบันของทั้งสองประเทศต่างเร่งระดมขยายขีดความสามารถทางการทหาร และผูกโยงกับชาติมหาอำนาจอื่นๆ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงควรติดตามอย่างใกล้ชิด

รัฐบาลจีนพยายามสร้างความสัมพันธ์กับเวียดนาม ชูประเด็นเศรษฐกิจเป็นตัวนำ เป็นธรรมดาที่ประเทศเล็กกว่ามีอำนาจน้อยกว่าจะต้องกังวลเมื่อจะร่วมมือกับประเทศที่ใหญ่กว่า อีกทั้งความร่วมมือย่อมก่อประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายหากได้พิจารณาบนผลประโยชน์ร่วมอย่างเท่าเทียม ได้ศึกษาผลดีผลเสียอย่างรอบคอบ เวียดนามอาจต้องการเวลาเพื่อพิจารณาเพิ่มขึ้น จึงเป็นโอกาสของจีนที่จะแสดงความจริงใจต่อไป


นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ประกาศข้อเสนอ 7 ยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์จีน- อาเซียน (China-Asean strategic partnership) เป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งของความสัมพันธ์จีน-อาเซียน และน่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ไม่น้อยในอีก 10 ปีข้างหน้า รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับชาติสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศ

ทางการญี่ปุ่นเปิดตัวเรือรบอิซูโม (Izumo) เรือรบรุ่นใหม่ที่ใหญ่ที่สุดที่ญี่ปุ่นต่อเองนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา กองทัพญี่ปุ่นจัดให้เรือดังกล่าวอยู่ในชั้นเรือพิฆาต แต่สามารถบรรทุกเฮลิคอปเตอร์จำนวน 9-14 ลำ และอาจบรรทุกเครื่องบินรบรุ่นใหม่ล่าสุด F-35 จึงมีข้อวิพากษ์ว่าญี่ปุ่นกำลังเสริมกำลังรบขนาดใหญ่หรือไม่ จะกระทบความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างไร

ฟิลิปปินส์กับไต้หวันยุติข้อพิพาทเพื่อผลประโยชน์ระดับประเทศ
เหตุเรือยามฝั่งฟิลิปปินส์ยิงลูกเรือไต้หวันเสียชีวิตในเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ กลายเป็นเรื่องบาดหมางระหว่างสองฝ่าย แต่เนื่องจากผลความบาดหมางทำให้สองฝ่ายเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อีกทั้งรัฐบาลฟิลิปปินส์ไม่ประสงค์เป็นศัตรูกับไต้หวัน สองรัฐบาลจึงหาทางประนีประนอมยุติข้อพาท โดยที่ปัญหาการทำประมงยังไม่ได้รับการแก้ไข 

ทฤษฎีสัจนิยมให้ความสำคัญกับความมั่นคงแห่งชาติมากที่สุด รัฐต้องระแวดระวัง เตรียมการรับมือภัยคุกคามทุกชนิด พร้อมเผชิญหน้าฝ่ายตรงข้าม แต่ภายใต้แนวคิดนี้นโยบายความมั่นคงแห่งชาติเต็มด้วยความหวาดระแวง ความไม่เชื่อใจ กลายเป็นดาบสองคมให้ประเทศเพื่อนบ้านมองด้วยความหวาดระแวง มองอย่างเป็นภัยคุกคามเช่นกัน นโยบายความมั่นแห่งชาติญี่ปุ่นสะท้อนลักษณะดังกล่าวอย่างชัดเจน

ความขัดแย้งระหว่างฟิลิปปินส์กับไต้หวันต่อหมู่เกาะสแปรตลีย์ไม่ใช่เรื่องใหม่ การค้นหาคำตอบว่า “ทำไมฟิลิปปินส์ยิงเรือประมงไต้หวันในน่านน้ำหมู่เกาะสแปรตลีย์” เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา จะช่วยทำให้เข้าใจว่าเป็นเพราะการอ้างอธิปไตย ความขัดแย้งเรื่องการทำประมง หรือการเมืองระหว่างประเทศอันซับซ้อน คำตอบจากแต่ละแนวทางส่งผลต่อทิศทางการแก้ปัญหา ความเป็นไปในอนาคต

ข้อเรียกร้องของรัฐบาลเปียงยางเหมือนดั่งอยู่คนละโลก
รัฐบาลเกาหลีเหนือยื่นเงื่อนไขหลายข้อสำหรับการเจรจายุติความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี เป็นเงื่อนไขที่สร้างบิดเบือนความจริง สร้างความสับสน ยากจะปฏิบัติตาม ความสงบสุขจะคืนสู่คาบสมุทรในไม่ช้า แต่ความตึงเครียดพร้อมจะปะทุใหม่อีกรอบ

ปัญหาการปลูกฝิ่นและความท้าทายของรัฐบาลอัฟกานิสถาน
ประเทศอัฟกานิสถานคือประเทศผู้ปลูกฝิ่นรายใหญ่ที่สุดของโลก การแก้ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะพัวพันกับเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การทหาร และการปลูกฝิ่นมีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

โลกจับตาสถานการณ์คาบสมุทรเกาหลี เมื่อเกาหลีเหนือประกาศว่าประเทศอยู่ในภาวะสงคราม แสดงพฤติกรรมเตรียมทำสงคราม เกิดคำถามว่ากำลังจะเกิดสงครามจริงหรือไม่ หรือแท้จริงเป็นเพียงพฤติกรรมยั่วยุเพื่อกระชับอำนาจภายใน การแสดงออกของสหรัฐมีผลอย่างไรต่อสถานการณ์อย่างไร มีเหตุผลที่ซับซ้อนกว่าภาพที่มองเห็นหรือไม่

รัฐบาลจีนชุดใหม่ประกาศหวังสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่กับสหรัฐ เพื่อเพิ่มความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ มองข้ามความขัดแย้ง เป็นการแสดงบทบาทอย่างสร้างสรรค์ของชาติมหาอำนาจจีนที่ต้องการอยู่ร่วมกับชาติมหาอำนาจสหรัฐอย่างสันติ สร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

เวลากล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนด้านความมั่นคงมักจะเป็นความขัดแย้งเสียมากกว่าแต่กรณีเกาหลีเหนือเป็นข้อยกเว้น สองมหาอำนาจสามารถร่วมมือกันได้ ทั้งนี้เป็นเพราะรัฐบาลบารัก โอบามาเน้นแก้ไขปัญหาด้วยวิถีทางทูตไม่หวังยกระดับความขัดแย้ง

อำนาจต่อรองของเปียงยางที่ร่อยหรอลงทุกที
อำนาจต่อรองของเปียงยางในยามนี้ร่อยหรอยลงทุกที และคงต้องเป็นเช่นนี้อีก 4 ปีกว่าที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามาจะหมดวาระ

รัฐบาลบังคลาเทศยังไม่มีนโยบายดูแลผู้ลี้ภัยตามอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย อีกทั้งประกาศชัดเจนว่าโรฮิงญาไม่มีฐานะเป็นพลเมืองประเทศ

มีการวิพากษ์วิจารณ์หนาหูว่าเป้าหมายสำคัญประการหนึ่งที่สหรัฐอเมริกาหวังจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก คือเพื่อสกัดกั้น ปิดล้อม อิทธิพลของจีนต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและต่อโลก

ถ้าเศรษฐกิจจีนดีขึ้นก็ไม่ร้อนแรง หรือถ้าจะถดถอยก็ไม่เป็นแบบ hard landing รัฐบาลจีนพูดคำเดียวว่าขอตัวเองรอดก่อนเป็นดีที่สุด

นายกรัฐมนตรีสายเหยี่ยว’ ภายใต้บริบทโลกปัจจุบันไม่ได้หมายความว่าเตรียมจะทำสงครามกับต่างประเทศหรือจะข่มขู่ก้าวร้าวโดยไม่คำนึงถึงมิติอื่นๆ การแสดงออกทั้งหลายทั้งปวงจะถูกจำกัดให้อยู่ในขอบเขต

เมื่อนโยบายความมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง ความเป็นไปในประเทศจึงยึดมั่นอยู่กับแนวทางเดิมของประเทศ โอกาสที่จะติดต่อทางเศรษฐกิจกับนานาชาติอย่างเปิดเผยเป็นทางการไม่อาจทำได้เพราะประเทศกำลังถูกคว่ำบาตร

Plaza Accord จึงเหมือนยักษ์ที่ขัดขวางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นไม่ให้เติบโตมานานกว่า 20 ปี ผ่านหลายรัฐบาลหลายนายกฯ แต่ยังแก้ไขไม่ได้

ข้อพิพาทระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ส่งผลให้ญี่ปุ่นลดการส่งออกเพียงร้อยละ 2.94 เมื่อเทียบกับปริมาณส่งออกทั้งหมดของญี่ปุ่น

ในภาพรวมเศรษฐกิจจีนเป็นเศรษฐกิจที่รัฐควบคุมต่อเนื่อง เช่นเดียวกับอำนาจการเมืองระดับบนที่มีระบบคัดเลือกส่งต่ออำนาจอย่างเป็นระบบ

อุดมการณ์คอมมิวนิสต์กำลังจะตายจากพรรคหากไม่รีบด่วนแก้ไข อนาคตอาจยังคงมีรัฐจีนที่มีธงชาติพื้นแดงกับดาวเหลือง ดวง แต่จะไม่เป็นจีนที่เป็นคอมมิวนิสต์อย่างแท้จริง

แนวทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง แต่หลักความมั่นคงยังพูดทำนองเดิม

เขตปลอดภัยกับเขตห้ามบินมีความหมายแตกต่างกัน บทวิเคราะห์นี้จะอธิบาย คำสองคำดังกล่าวพร้อมวิเคราะห์ความแตกต่าง ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น

การประกาศ ADIZ หรือเขตแสดงตนของจีนนำมาซึ่งวิวาทะจากประเทศที่เกี่ยวข้อง บ้างเห็นว่าเขตแสดงตนของจีนผิดจากมาตรฐานสากล บ้างเห็นว่าเป็นการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง บ้างเห็นว่าจีนต้องการแย่งชิงหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ แต่ความจริงแล้ว ADIZ ไม่มีมาตรฐานสากล สามารถเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการยั่วยุ กรรมสิทธิ์หมู่เกาะยังเป็นข้อถกเถียงอยู่ แต่ผู้นำประเทศของแต่ละรัฐบาลต้องหาทางออกที่เหมาะสม มีปัจจัยการเมืองภายในเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

สัปดาห์นี้กลับมีข่าวสำคัญที่แปลกแตกต่างออกไปและหาได้ยากอย่างยิ่ง นั่นคือ การปรากฏตัวของสุภาพสตรีหมายเลข 1 เกาหลีเหนือ ริ โซลจู (Ri Sol-ju) เคียงคู่กับผู้นำเกาหลีเหนือ

รัฐบาลโอบามาที่มีนโยบายชัดเรื่องหวนคืนเอเชีย การเสริมสร้างกำลังทหารในภูมิภาคนี้ และนโยบายถือจีนเป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่งที่ดำเนินมาหลายปีแล้ว
------------

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...