วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

29 พฤษภาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7143 วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ.2559)

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 :
            ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
            รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโลก
            ทั้ง 2 ฝ่ายกำลังทำงานเพื่อให้การเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement: TPP) บรรลุผล สหรัฐชื่นชมการปฏิรูปเศรษฐกิจเวียดนาม ยอมรับว่าเวียดนามสนใจพัฒนาเศรษฐกิจแบบตลาด ทั้ง 2 ประเทศสนับสนุนการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและจะหารือเรื่องนี้อย่างสร้างสรรค์

            ทั้ง 2 ประเทศยึดมั่นที่จะส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคและประเด็นระดับโลกที่เป็นผลประโยชน์และสนใจร่วม ส่งเสริมความร่วมมือเช่นในกรอบเอเปก อาเซียน ตระหนักความสำคัญที่อาเซียนจะต้องเข้มแข็ง บทบาทของอาเซียนในการเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางการเมืองและโครงสร้างความมั่นคงภูมิภาค ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐกับอาเซียน (United States–ASEAN Strategic Partnership)
            ทั้ง 2 ประเทศเห็นว่าสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ตึงเครียดมากขึ้น ความไว้วางใจลดน้อยลง เป็นภัยคุกคาม เห็นความสำคัญที่จะต้องรักษาการเดินเรือการบินเสรี ส่งเสริมแก้ไขข้อพิพาทตามกฎหมายระหว่างประเทศ UNCLOS ส่งเสริมให้ปฏิบัติตามปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ (Declaration on the Conduct of Parties in the South China Sea) อย่างสมบูรณ์ และพยายามให้ได้ข้อสรุป “แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้” (Code of Conduct on South China Sea)
            นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือผ่านข้อตกลงต่างๆ อีกหลายเรื่อง จะเห็นว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันรอบด้าน การเยือนรอบนี้ได้ตอกย้ำวิสัยทัศน์ดังกล่าว

เป็นมิตรกันได้แม้เป็นคอมมิวนิสต์ :
            ทั้งๆ ที่เวียดนามในขณะนี้ยังปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ที่รัฐบาลโลกเสรีอย่างสหรัฐเคยต่อต้านอย่างหนัก แต่ 20 ปีที่ผ่านมานับจากเริ่มฟื้นฟูความสัมพันธ์ความแตกต่างของระบบเศรษฐกิจการเมืองไม่เป็นอุปสรรคอย่างที่เคย
ในระหว่างเยือนประธานาธิบดีโอบามากล่าวตอนหนึ่งว่า แม้ว่าความสัมพันธ์ 2 ประเทศจะก้าวไปข้างหน้า “ยังมีส่วนที่รัฐบาลทั้ง 2 เห็นต่าง รวมทั้งเรื่องประชาธิปไตยกับสิทธิมนุษยชน และข้าพเจ้าพูดอย่างชัดเจนว่าสหรัฐอเมริกาไม่ได้พยายามยัดเยียดรูปแบบการปกครองแก่เวียดนามหรือประเทศอื่นใด เราเคารพอธิปไตยและอิสรภาพของเวียดนาม ในขณะเดียวกัน เรายังคงพูดเรื่องสิทธิมนุษยชนที่เราเชื่อว่าเป็นเรื่องสากล รวมถึงเสรีภาพการพูด เสรีภาพของสื่อ เสรีภาพทางศาสนาและเสรีภาพในการชุมนุม” บนพื้นฐานความเชื่อว่าประเทศจะเข้มแข็งและมั่งคั่งยิ่งขึ้นถ้ายึดถือสิทธิมนุษยชนสากล
            กลายเป็นว่าประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่ใช่ปัญหาใหญ่ 2 ฝ่ายหารือสม่ำเสมอบนพื้นฐานสร้างความไว้วางใจ แถลงการณ์ร่วม “Joint Statement: Between the United States of America and the Socialist Republic of Vietnam” จากการเยือนรอบนี้ระบุอย่างชัดเจนว่า “สหรัฐอเมริกาตอบรับความพยายามของเวียดนามที่กำลังปรับปรุงระบบกฎหมาย กำลังปฏิบัติกฎหมายเพื่อประกันสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพพื้นฐานให้ดีกว่าเดิมตามกรอบรัฐธรรมนูญเวียดนาม 2013”

ด้านประธานาธิบดีเจิ่น ดั่ย กวาง ประมุขแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กล่าวตอบว่ารัฐบาลปกป้องและส่งเสริมหลักสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญ แม้สหรัฐกับเวียดนามจะเห็นต่างในบางเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่ความเห็นของทั้ง 2 รัฐบาล “ตั้งอยู่บนการเคารพต่อความเข้าใจซึ่งกันและกัน เราจำต้องทำงานใกล้ชิดยิ่งขึ้นและหารือร่วมกันมากขึ้น และด้วยการทำเช่นนี้จะลดช่องว่างความเข้าใจและลดความแตกต่างระหว่าง 2 ประเทศโดยเฉพาะเรื่องสิทธิมนุษยชน”
            โดยพื้นฐานแล้วระบอบคอมมิวนิสต์เข้ากับหลักสิทธิมนุษยชนสากลไม่ได้อยู่แล้ว การที่รัฐบาลโอบามาประกาศตอบรับรัฐธรรมนูญเวียดนาม เท่ากับยอมรับอธิปไตยเวียดนาม รวมทั้งระดับสิทธิมนุษยชน เสรีภาพตามมาตรฐานเวียดนามในระดับหนึ่ง

            ในยุคโลกาภิวัตน์ รัฐบาลทุกประเทศมุ่งให้ความสำคัญด้านเศรษฐกิจ จึงพยายามยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าการ นับจากปี 1995 เป็นต้นมา ปริมาณการค้าทวิภาคีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 451 ล้านดอลลาร์ในปี 1995 เพิ่มขึ้นเกือบร้อยเท่ากลายเป็น 45 พันล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน เฉพาะปี 2015 สหรัฐส่งออกไปเวียดนามเพิ่มขึ้นร้อยละ 23 เป็นสถิติสูงสุดเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าอื่นๆ และเป็นอัตราเติบโตสูงสุดอันดับ 2 ในช่วงปี 2010-15 เป็นอีกหลักฐานแสดงให้เห็นความร่วมมือ

ร่วมกันต้านจีน :
            เรื่องที่บรรดานักวิเคราะห์ให้ความสำคัญคือความร่วมมือเพื่อป้องปรามจีน
            ถ้านับเฉพาะตั้งแต่ที่ 2 ประเทศปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์เหมือนกัน ใช่ว่าความสัมพันธ์ทวิภาคีจะราบรื่นตลอด บางช่วงขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จีนถึงกับส่งกองทัพข้ามพรมแดนทำสงครามสั่งสอนเวียดนามในปี 1979

            ภัยคุกคามทางทหารคือภัยจากจีน เพราะมีพรมแดนติดกันทั้งทางบกทางทะเล ยิ่งจีนพัฒนากำลังรบเพียงใด เวียดนามต้องไล่ตามให้ทัน อย่างน้อยให้เพียงพอที่จะป้องกันตัวในระดับหนึ่ง หลายปีที่ผ่านมารัฐบาลจีนพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคีและดีขึ้นในหลายด้าน แต่ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลยังคงอยู่ ไม่มีวี่แววจะจบลงง่ายๆ กลายเป็นประเด็นให้เกิดการเผชิญหน้าเป็นระยะๆ
เช่นเมื่อพฤษภาคม 2014 เกิดการเผชิญหน้าอีกครั้งเมื่อทางการจีนติดตั้งแท่นขุดเจาะ Haiyang Shiyou-981 (HYSY981) ใกล้หมู่เกาะซีซา (Xisha Islands) หรือพาราเซล (Paracel Islands) รัฐบาลเวียดนามดำเนินมาตรการหลายอย่างเพื่อผลักดันให้จีนถอนแท่นขุดเจาะดังกล่าว กล่าวหาว่าจีนละเมิดอธิปไตยแต่รัฐบาลจีนยืนยันว่าอยู่ในน่านน้ำของตน
            ในครั้งนั้น นายเหงียน เติ๊น สุง (Nguyen Tan Dung) นายกรัฐมนตรีเวียดนามถึงกับเดินทางไปฟิลิปปินส์เพื่อขอการสนับสนุนจากรัฐบาลอากีโนที่ 3 และได้รับการตอบรับอย่างดี
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐออกโรงวิจารณ์ว่าการสำรวจขุดเจาะของจีนเป็น “การยั่วยุและไม่ช่วยรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค”
เหตุการณ์ลงเอยด้วยจีนถอนแท่นขุดเจาะหลังเสร็จสิ้นภารกิจ

จากเหตุการณ์แท่นขุดเจาะและอื่นๆ ชักนำให้เวียดนามเข้าหาสหรัฐมากขึ้น ควบคู่กับการฟื้นฟูความสัมพันธ์ เช่น การยกเลิกคว่ำบาตรอาวุธทำให้รัฐบาลสหรัฐสามารถขายอาวุธแก่เวียดนาม
เป็นที่รู้กันว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เวียดนามซื้อใช้ส่วนใหญ่เป็นสายพันธ์รัสเซีย ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเวียดนามสั่งซื้ออาวุธหลักเพิ่มเติมหลายอย่าง เช่น เรือดำน้ำชั้น Kilo เรือฟรีเกต Gepard ระบบขีปนาวุธพื้นสู่พื้นป้องกันชายฝั่ง Bastion K-300P เครื่องบินรบ Su-30 MK2 ระบบขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ S-300
ในระหว่างการเยือนรัฐบาลโอบามาประกาศว่ากำลังจัดเตรียมเรือตรวจการขนาดเล็ก MetalShark จำนวน 18 ลำเพื่อมอบให้เวียดนามตามคำร้องขอจากเวียดนาม แน่นอนว่าสหรัฐมีอาวุธทั้งใหม่และเก่าจำนวนมากที่สามารถมอบให้เวียดนาม ถ้าเวียดนามต้องการ

            การยกเลิกคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธเป็นเครื่องบ่งชี้ความสัมพันธ์ด้านการป้องกันประเทศที่ใกล้ชิดขึ้น อนาคตเรือรบสหรัฐอาจแวะเวียนมาจอดที่ฐานทัพเรืออ่าวกามแรง/คัมรานห์ (Cam Ranh) ถี่ขึ้น อาจมีกิจกรรมร่วมซ้อมรบ ซ้อมบรรเทาภัยพิบัติ
            ถ้ามองในมุมเวียดนาม นับจากนี้เวียดนามสามารถใช้ “ไพ่สหรัฐ” ได้ดีกว่าเก่า ประเด็นอยู่ที่เวียดนามไม่คิดจะใช้ ไม่อยากจะใช้ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ

ถ้าไม่เป็นศัตรูจะก่อความร่วมมือทุกด้าน :
สงครามเวียดนามในเป็นอีกสมรภูมิแห่งการทำลายล้างและลามถึงประเทศใกล้เคียงอย่างลาว กัมพูชา ข้อมูลบางแหล่งสรุปว่าทหารที่บาดเจ็บผู้เสียชีวิตจากสงครามเวียดนามมีทั้งสิ้นราว 2,500,000 คน (ส่วนใหญ่เป็นทหารเวียดนาม) ส่วนพลเรือนของทั้งเวียดนามเหนือ-ใต้ ลาว และกัมพูชาเสียชีวิตราว 4 ล้านคน ประเทศเสียหายยับเยินกว่าจะฟื้นตัวต้องอาศัยเวลาหลายสิบปี
            ในอีกด้านหนึ่งทั้งเวียดนามกับจีนต่างเป็นประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ แต่ขัดแย้งกันหลายเรื่อง รัฐบาลเวียดนามไม่ไว้ใจจีน ถึงขั้นขอความช่วยเหลือจากฝ่ายเสรีประชาธิปไตย ลักษณะเช่นนี้ซ้ำรอยกรณีการเป็นปรปักษ์ระหว่างคอมมิวนิสต์โซเวียตกับจีนในอดีต

            ในทางกลับกัน ถ้าไม่ถือว่าเป็นศัตรูต่อกัน ประเทศต่างๆ สามารถอยู่ร่วมกันได้ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ-เวียดนามในปัจจุบันเป็นตัวอย่างที่ประเทศไม่จำต้องมีระบอบการปกครองและเศรษฐกิจเหมือนกัน มีลักษณะสังคม ความคิดเห็นแตกต่างกันบางประเด็น แต่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบเป็นมิตรต่อกัน
ประธานาธิบดีเจิ่น ดั่ย กวาง กล่าวสุนทรพจน์ต้อนรับประธานาธิบดีโอบามา ความตอนหนึ่งว่า “ระหว่างที่บาดแผลจากสงครามของทั้ง 2 ประเทศยังไม่หายสนิท และยังมีความแตกต่างในความสัมพันธ์ทวิภาคี แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรายิ่งตระหนักเรื่องราวในอดีตและปัจจุบันมากขึ้น และมั่นใจอย่างยิ่งว่าสัมพันธ์ในความร่วมมือและเป็นมิตรของประเทศทั้งสองให้ประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนของ 2 ประเทศ”
            หลักการ “ลืมอดีต มุ่งปัจจุบัน มองอนาคต” ไม่ถือว่าใครเป็นศัตรู แก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี แบ่งปันผลประโยชน์อย่างยุติธรรม ร่วมพัฒนาสังคมบนพื้นฐานความยั่งยืน จึงเป็นนโยบายที่จะสร้างสันติภาพโลกอย่างแท้จริง
----------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
ถ้ามองว่าการติดตั้งแท่นขุดเจาะเป็นเรื่องของ “การละเมิดอธิปไตย” จะกลายเป็นโจทย์ยาก แต่ถ้ามองว่าความขัดแย้งรอบนี้มีต้นเหตุจาก “แท่นขุดเจาะ” จะกลายเป็นโจทย์ว่าย และหากมองว่าเป็นเรื่องการช่วงชิงอิทธิพลทางการเมืองระหว่างประเทศในระดับภูมิภาคนั้นเป็นโจทย์ซับซ้อน ประเทศที่เกี่ยวข้องควรระมัดระวังผลต่อมุมมองของประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

บรรณานุกรม:
1. รุ่งพงษ์ ชัยนาม, รศ.ดร. (2554) สงครามกับการเปลี่ยนแปลงในสังคมโลก ใน เอกสารการสอนชุดวิชาสังคมโลก นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
2. China Focus: China urges Vietnam to respect its sovereign rights over Xisha Islands. (2014, May 9). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2014-05/09/c_133322583.htm
3. Farley, Robert. (2014, July 12). If Vietnam and China Went to War: Five Weapons Beijing Should Fear. The National Interest.  Retrieved from http://nationalinterest.org/feature/if-vietnam-china-went-war-five-weapons-beijing-should-fear-10861
4. Mogato, Mauel., & Ruwitch, John. (2014, May 21). Vietnam, Philippines jointly denounce China's maritime moves. Reuters. Retrieved from http://uk.reuters.com/article/2014/05/21/uk-southchinasea-idUKKBN0E112A20140521
5. Obama arrives in Vit Nam. (2016, May 23). Viet Nam News. Retrieved from http://vietnamnews.vn/politics-laws/297110/obama-arrives-in-viet-nam.html
6. Shambaugh, David. (2014). International Relations in Asia: A Multidimensional Analysis. In David Shambaugh and Michael Yahuda (Eds.), International Relations of Asia (2nd ed.). Maryland: Rowman & Littlefield.
7. The White House. (2015, July 7). United States – Vietnam Joint Vision Statement. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2015/07/07/united-states-%E2%80%93-vietnam-joint-vision-statement
8. The White House. (2016, May 23). Joint Statement: Between the United States of America and the Socialist Republic of Vietnam. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2016/05/23/joint-statement-between-united-states-america-and-socialist-republic
9. The White House. (2016, May 23). Remarks by President Obama and President Quang of Vietnam in Joint Press Conference. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2016/05/23/remarks-president-obama-and-president-quang-vietnam-joint-press
10. The White House. (2016, May 23). Toast Remarks by President Obama and President Quang of Vietnam at State Luncheon. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2016/05/23/toast-remarks-president-obama-and-president-quang-vietnam-state-luncheon
11. The White House. (2016, May 24). FACT SHEET: Trade and Investment with Vietnam.  Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2016/05/24/fact-sheet-trade-and-investment-vietnam
12. Torode, Greg. (2015, Dec 18). Factbox: Inside Vietnam's military modernization. Reuters. Retrieved from http://www.reuters.com/article/us-vietnam-china-conflict-factbox-idUSKBN0U10SE20151218
13. VN: China must withdraw oil rig. (2014, May 7). VNS. Retrieved from http://vietnamnews.vn/politics-laws/254480/vn-china-must-withdraw-oil-rig.html
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซียกับการประชุมสุดยอดครั้งที่ 3

22 พฤษภาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7136 วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2559)
            การเจรจาอาเซียน-รัสเซีย (Dialogue ASEAN–Russia) เริ่มต้นจากเมื่อกรกฎาคม 1991 รัฐบาลมาเลเซียเชิญรัสเซียเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (ASEAN Ministerial Meeting: AMM) ในฐานะแขกรับเชิญ และเริ่มนับรัสเซียเป็นคู่เจรจาเต็มตัวเมื่อรัสเซียเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (ASEAN Ministerial Meeting: AMM) เมื่อกรกฎาคม 1996 ที่อินโดนีเซีย
2004 กลายเป็นปีสำคัญเพราะรัสเซียลงนามในสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia) เป็นการแสดงออกถึงความต้องการเป็นมิตรกับอาเซียน
            ในด้านเศรษฐกิจ มีข้อตกลงให้สิทธิพิเศษเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-รัสเซีย :
            การประชุมสุดยอดอาเซียน-สหพันธรัฐรัสเซีย ครั้งแรกจัดที่มาเลเซียเมื่อธันวาคม 2005 ในครั้งนั้นประธานาธิบดีปูตินได้เข้าร่วมประชุม หารือหลายด้าน รวมทั้งประเด็นร้อนอย่างโครงการนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ สถานการณ์ในอิรักกับอัฟกานิสถาน แถลงการณ์ของการประชุมครั้งแรกนี้เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องความมั่นคง รัสเซียประกาศท่าทีสนับสนุนความมั่นคงของชาติสมาชิกอาเซียน ความร่วมมือต่อต้านภัยคุกคามรูปแบบใหม่
            ด้านเศรษฐกิจประกาศท่าทีร่วมจะร่วมมือด้านเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ SMEs กิจการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พลังงาน เหมืองแร่ การขนส่ง สารสนเทศ การพัฒนาทรัพยากรบุคคล การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว กีฬา รวมถึงกลไกเพื่อความร่วมมือเป็นผล

            การประชุมสุดยอดครั้งที่ 2 จัดขึ้นที่เวียดนามเมื่อตุลาคม 2010 ประธานาธิบดีดมิทรี เมดเวเดฟ (Dmitry Medvedev) เป็นตัวแทนฝ่ายรัสเซีย (ในสมัยนั้นปูตินดำรงตำแหน่งนายกฯ หลังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมาแล้ว 2 สมัยซ้อน ก่อนกลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งจนถึงปัจจุบัน)
            แถลงการณ์ร่วมของการประชุมครั้งที่ 2 นอกจากแสดงท่าทีจุดยืนเดิม ยังแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการความสัมพันธ์ ต้องการเพิ่มความร่วมมือที่ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น พูดถึงการการลดอาวุธนิวเคลียร์ ให้อาเซียนเป็นเขตปลอดนิวเคลียร์ และการวางแนวทางเพื่อรองรับสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
            ในด้านเศรษฐกิจ โดยรวมแล้วยังมีลักษณะเช่นเดิม ส่งเสริมการค้าเสรี รัสเซียยังคงพยายามผลักดันอุตสาหกรรมไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ของตน ส่วนด้านสังคม-วัฒนธรรม ให้ความสำคัญกับบางประเด็น เช่น ความช่วยเหลือหากเกิดภัยพิบัติ ความร่วมมือเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals) ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การสื่อสาร ภาวะโลกร้อน ส่งเสริมการท่องเที่ยว

การประชุมสุดยอดครั้งที่ 3 :
            การประชุมสุดยอดครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ชื่อเต็มว่า “การประชุมสุดยอดอาเซียน-สหพันธรัฐรัสเซีย สมัยพิเศษ” (ASEAN – Russia Commemorative Summit) เป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 2 ทศวรรษ ความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย (เริ่มนับจากปี 1996 ที่รัสเซียเป็นคู่เจรจาเต็มตัว)  
            ที่ประชุมได้ออกแถลงการณ์ Sochi Declaration สาระสำคัญคือแสดงจุดยืนว่าโลกกำลังมุ่งสู่ระบบหลายขั้ว โครงสร้างความมั่นคงภูมิภาคจะต้องเปิดเผยโปร่งใส ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ตั้งอยู่บนกฎหมายระหว่างประเทศ หลักความเสมอภาค
การเจรจาอาเซียน-รัสเซียจะต้องตั้งอยู่บนหลักเสมอภาค เป็นประโยชน์ร่วม มีความรับผิดชอบร่วมที่จะส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ ความมั่นคง ความมั่งคั่ง เศรษฐกิจเติบโต การพัฒนาอย่างยั่งยืนและความก้าวหน้าทางสังคมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
การเจรจาและกลไกทำงานลำดับต่อไปจะผ่าน ASEAN-Russian Federation Dialogue Partnership และกลไกต่างๆของอาเซียน

ในด้านความมั่นคงจะยังคงเดินหน้าให้ภูมิภาคเป็นเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ กระชับความร่วมมือต่อต้านภัยคุกคามทุกรูปแบบโดยเน้นผ่านกลไกสหประชาชาติ
รักษาการเดินเรือเสรี การบินเสรี ไม่แก้ปัญหาด้วยการใช้กำลังหรือขู่ว่าจะใช้กำลัง เจรจาแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีตามหลักสากล กฎหมายระหว่างประเทศ สนับสนุนให้ปฏิบัติตามปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ (Declaration on the Conduct of Parties in the South China Sea) อย่างสมบูรณ์ และข้อสรุปเบื้องต้นของ “แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้” (Code of Conduct on South China Sea) บนหลักฉันทามติ
ตอกย้ำความสำคัญของการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก เพื่อบรรดาผู้นำได้พูดคุยหารือประเด็นสำคัญๆ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ บนประโยชน์ร่วม ความกังวลร่วม รวมทั้งการหารือพหุภาคีวางโครงสร้างความมั่นคงภูมิภาค

ด้านเศรษฐกิจ จะหารือเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอาเซียน สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (Eurasian Economic Union: EAEU) และองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organization) ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การจัดการเศรษฐกิจโลก ระบบการเงินที่ประกอบด้วยตัวแทนของฝ่ายต่างๆ มากขึ้น ส่งเสริมการค้าพหุภาคีที่ต่างมีสิทธิ์และโอกาสเท่าเทียมกัน
ด้านสังคมและวัฒนธรรม ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักศึกษา การฝึกอบรบ เรียนรู้จักวัฒนธรรมของกันและกัน ส่งเสริมความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ การจัดการน้ำ
            โดยรวมแล้วเนื้อหาส่วนใหญ่สอดคล้องตอกย้ำแถลงการณ์ฉบับก่อนๆ และปรับปรุงเพิ่มเติมบางประเด็น

เอกสารสำคัญอีกฉบับคือ Comprehensive Plan of Action to Promote Cooperation between the Association of Southeast Asian Nations and the Russian Federation (2016-2020) เนื้อหาหลายส่วนซ้ำกับ Sochi Declaration สาระสำคัญเพิ่มเติมคือ การระบุอย่างชัดเจนว่าทั้งอาเซียนกับรัสเซียจะเพิ่มบทบาทตนในโครงสร้างความมั่นคงภูมิภาค ภายใต้หลักการ กรอบแนวทางของอาเซียนและกฎหมายระหว่างประเทศ ร่วมแก้ปัญหาผู้ก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ ธุรกิจผิดกฎหมายต่างๆ
สังเกตว่าเรื่องก่อการร้ายเป็นประเด็นที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ พยายามดำเนินตามกรอบความร่วมมือที่มีอยู่ทั้งระดับพหุภาคี ทวิภาคี ราวกับว่าที่มาผ่านยังไม่เพียงพอ ตอกย้ำว่าภัยคุกคามมีอยู่จริงและทวีความรุนแรง
ในด้านเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญกับการศึกษาระบบการค้าของกันและกัน ระบบศุลกากร ภาษี ส่งเสริมระบบการค้าที่มีเสถียรภาพ ความร่วมมือด้านพลังงานเป็นประเด็นที่เอ่ยถึงเป็นพิเศษ กล่าวถึงพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานทางเลือกต่างๆ

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            ประการแรก ความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม
            ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจเป็นโอกาสที่มีศักยภาพ ปี 2014 การค้าระหว่างอาเซียน-รัสเซียเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 13 จาก 19.9 พันล้านดอลลาร์เป็น 22.5 พันล้าน ในแง่ปริมาณนับว่ายังเพิ่มได้อีกมาก ปัญหาคือทำอย่างไรจึงจะเกื้อหนุนให้ภาคเอกชนทั้ง 2 ฝ่ายทำธุรกิจ รัสเซียตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ห่างไกลเมื่อเทียบกับประเทศจีน ญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งสหรัฐ ความไม่คุ้นเคยระบบการค้าการลงทุนของกันและกัน แม้มีความพยายามหลายอย่าง วางระบบกลไกความร่วมมือ แต่ดูเหมือนว่ายังต้องพยายามอีกมาก

ประการที่ 2 ”รัสเซีย” ไพ่ใบใหม่ของอาเซียน
            ในด้านการเมืองระหว่างประเทศ รัสเซียไม่เพียงต้องการฐานะ “ไม่เป็นปรปักษ์” ยังต้องการความเป็นมิตร สอดคล้องกับความต้องการของอาเซียน การยกระดับความสัมพันธ์ด้านการเมืองระหว่างประเทศจึงเป็นเรื่องที่พัฒนาอย่าง “ก้าวกระโดด” 
            แถลงการณ์ Sochi Declaration ส่วนใหญ่พูดถึงแนวนโยบายของอาเซียน ดังนั้นถ้ายึดถ้อยแถลงจะไปตามทิศทางของอาเซียน มีการพูดถึงบทบาทของรัสเซีย ให้รัสเซียเข้ามามีบาทให้ภูมิภาค อย่างไรก็ตามการที่รัสเซียเป็นเจ้าภาพส่งเสริมสถานะของรัสเซีย และต้องตระหนักว่าไม่ว่าอย่างไรรัสเซียคือชาติมหาอำนาจ

เล ลุงมินห์ (Le Luong Minh) เลขาธิการอาเซียน กล่าวถึงบทบาทรัสเซียต่อภูมิภาคว่ารัสเซียหวังเข้ามามีบทบาทในย่านนี้ซึ่งอาเซียนยินดี ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือ อยากให้รัสเซียมีบทบาทความมั่นคงผ่านกลไกของอาเซียน เช่น การประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ARF) การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (EAS)
            เป็นที่ยอมรับทั่วไปว่าอาเซียนพยายามถ่วงดุลจีนกับฝ่ายสหรัฐ (รวมญี่ปุ่น) รัสเซียกำลังจะเป็น “ไพ่ใบใหม่” ของอาเซียน ในขณะที่รัฐบาลรัสเซียภายใต้ประธานาธิบดีปูตินหวังเพิ่มบทบาทของตนผ่านเวทีอาเซียน สถานการณ์ในเอเชียตะวันออกไกลที่ใกล้รัสเซียมีลักษณะต้องเผชิญหน้ากับฝ่ายสหรัฐอยู่แล้ว บทบาทของรัสเซียต่อภูมิภาคอาเซียนจึงเป็นการพ่วงเข้ากับเอเชียตะวันออกไกล
การประชุมสุดยอดครั้งที่ 3 มีความสำคัญต่ออาเซียนกับสถานการณ์เอเชียแปซิฟิก ได้ประกาศอย่างชัดแจ้งว่าทั้งอาเซียนกับรัสเซียต่างจะเข้ามามีบทบาทโครงการความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

            ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอาเซียนและชาติสมาชิกอาเซียนไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ถ้านับตั้งแต่สิ้นสุดสหภาพโซเวียตกลายเป็นรัสเซียในระบอบประชาธิปไตยปัจจุบัน ถือว่าเป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ยุคใหม่ ภายใต้บริบทปัจจุบัน รัสเซียอยู่ในตำแหน่งที่เป็นมิตรและสามารถเป็นมิตรที่ดีของชาติสมาชิกอาเซียนทุกประเทศ การประชุมสุดยอดผู้นำครั้งที่ 1 และ 2 ได้วางรากฐานและพัฒนาความสัมพันธ์ไปในทิศทางนี้ การประชุมครั้งล่าสุดตอกย้ำทิศทางดังกล่าว ส่วนการที่รัสเซียที่ก้าวเข้ามามีบทบาทจริงจังเพียงใด กาลเวลาจะเป็นผู้ให้คำตอบ
            อาเซียน ความเป็นไปของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บรรดาชาติมหาอำนาจ กำลังขยับเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจเป็นแนวคิดจากสำนักสัจนิยมที่ใช้กันแพร่หลาย ถ่วงดุลฝ่ายที่เป็นอริ ไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายได้เปรียบ หวังเป็นเหตุไม่ให้คิดทำสงครามต่อกัน อาเซียนกำลังใช้ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจถ่วงดุลจีนกับฝ่ายสหรัฐ เพื่อชี้ชวนให้ทุกฝ่ายดำเนินนโยบายกับอาเซียนอย่างสร้างสรรค์ แต่ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจมีจุดอ่อนเช่นกัน จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง

บรรณานุกรม:
1. ASEAN. (2016, January). OVERVIEW ASEAN-RUSSIA DIALOGUE PARTNERSHIP. Retrieved from http://www.asean.org/storage/2016/01/4Jan/Overview-ASEAN-Russia-January-2016-cl.pdfship
2. ASEAN Centre. (2005). ASEAN–Russia Agreement on Economic Development Cooperation. Retrieved from http://asean.mgimo.ru/en/partnership
3. ASEAN Centre. (2005). ASEAN–Russia Joint Declaration on Progressive and Comprehensive Partnership. Retrieved from http://asean.mgimo.ru/en/partnership
4. ASEAN Centre. (2010). Joint Statement of the Second ASEAN–Russia Summit, Hanoi, October 30, 2010. Retrieved from http://asean.mgimo.ru/en/partnership
5. ASEAN-RUSSIA SUMMITS. (2016). ASEAN-Russia Commemorative Summit. Retrieved from http://en.russia-asean20.ru/russia_asean/20160309/7828.html
6. ASEAN-RUSSIA SUMMITS. (2016, May 20). Comprehensive Plan of Action to Promote Cooperation between the Association of Southeast Asian Nations and the Russian Federation (2016-2020). Retrieved from http://en.russia-asean20.ru/load/195057
7. ASEAN-RUSSIA SUMMITS. (2016, May 20). SOCHI DECLARATION of the ASEAN-Russian Federation Commemorative Summit to Mark the 20th Anniversary of ASEAN-Russian Federation Dialogue Partnership. Retrieved from http://en.russia-asean20.ru/load/195097
8. Hendrajit. (2016, March 15). Indonesia should promote a new power balance in Southeast Asia through the ASEAN-Russia Summit in May 2016. The Global Review. Retrieved from http://www.theglobal-review.com/content_detail.php?lang=id&id=18840&type=102#.Vzx0SzV97IU
9. HISTORY OF ASEAN-RUSSIA DIALOGUE PARTNERSHIP. (2016). ASEAN-Russia Commemorative Summit. Retrieved from http://en.russia-asean20.ru/russia_asean/20160309/9413.html
10. Nikitskiy, Eugene. (2014, June 30). ASEAN Secretary General reacts favorably to Russia’s Asian pivot. Russia Direct. Retrieved from http://www.russia-direct.org/qa/asean-secretary-general-reacts-favorably-russia%E2%80%99s-asian-pivot
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

12 ปีประชาธิปไตยอิรัก รัฐบาลของใคร เพื่อใคร

15 พฤษภาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7129 วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ.2559)

            นับจากเดือนเมษายนเป็นต้น การชุมนุมในกรุงแบกแดดกลายเป็นข่าวต่อเนื่อง การชุมนุมรอบนี้เริ่มต้นจากการประชุมสภาเพื่อรับรองการปรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของนายกฯ อาบาดี ผู้ชุมนุมต้องการยกเลิกระบบโควตาที่ใช้มาตั้งแต่อิรักได้อธิปไตยคืนจากสหรัฐ ที่ใช้สัดส่วนเชื้อชาติและนิกายศาสนา มุกตาดา อัล-ซาดาร์ (Moqtada al-Sadr) นักบวชผู้นำชีอะห์กลุ่มหนึ่ง ผู้มีบทบาทสำคัญในการชุมนุมไม่เห็นด้วยกับรายชื่อครม.ชุดใหม่ (บทความนี้เป็นตอนที่ 2 ของ “12 ปีบนเส้นทางทดลองประชาธิปไตยในอิรัก”)
            ซาดาร์กล่าวต่อประชาชนว่าไม่มีรัฐมนตรีคนใดที่เป็นตัวแทนของพวกเขา และจะไม่ยอมรับระบบโควตาอันเป็นตัวถ่วงทำให้การปฏิรูปไม่คืบหน้า ซ้ำเติมการทุจริตคอร์รัปชัน การปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีเป็นเรื่องของการสืบทอดอำนาจเท่านั้น ไม่ช่วยแก้ปัญหาใดๆ การทุจริตคอร์รัปชันในหมู่นักการเมืองยังดำเนินต่อไป จะไม่เลิกชุมนุมประท้วงจนกว่าจะได้คณะรัฐมนตรีที่จริงจังกับการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ยุติระบบอุปถัมภ์
            ปัญหาคอร์รัปชัน สาธารณูปโภคที่ขาดแคลน การเพิ่มค่าบริการภาครัฐต่างๆ เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกัน ในขณะที่รัฐบาลชี้แจงว่าจำต้องเพิ่มค่าบริการเพราะรายรับไม่พอรายจ่าย

ปัญหาคอร์รัปชัน :
ข้ออ้างเรื่องคอร์รัปชันมีน้ำหนักไม่น้อย ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ประจำปี 2015 (Corruption Perceptions Index 2015) อิรักอยู่ในลำดับเกือบแย่ที่สุด อยู่ในลำดับที่ 161 จากทั้งหมด 167 ประเทศ ได้ 16 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 (ประเทศไทยอยู่ลำดับ 76 ได้ 38 คะแนนข้อมูลสำรวจเมื่อปี 2013 พบว่าชาวอิรักร้อยละ 47 เห็นว่าพรรคการเมืองคือสถาบันการเมืองที่ทุจริตมากที่สุด
องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ระบุว่า นับจากอิรักได้รัฐบาลประชาธิปไตยการทุจริตรุนแรงเกิดขึ้นในหมู่เจ้าหน้าที่ทุกระดับและทุกภาคส่วนของประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ประชาชนทั่วไป

            คดีทุจริตหนึ่งที่นายกฯ อาบาดีแถลงต่อรัฐสภา คือ “ทหารผี” (ghost soldiers) 50,000 นาย ทหารเหล่านี้ไม่มีตัวตน แต่รัฐบาลต้องจ่ายเงินเดือน ค่าฝึกอบรมและค่าใช้จ่ายต่างๆ แก่ทหารเหล่านี้ อาวุธกองทัพที่หมดสภาพและจำนวนไม่ครบ แหล่งข่าวระบุว่าบางกรณีใช้วิธีจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้กับชายที่มาลงชื่อว่าเป็นทหารกับอีกวิธีคือปลอมแปลงจำนวนทหารในหน่วย บางกรณีทหารได้ละทิ้งหน้าที่หรือเสียชีวิตแล้วแต่ยังคงได้รับเงินตามปกติ คดีทุจริตทหารผี 50,000 นายทำให้นายกฯ อาบาดีสั่งปลดนายพลถึง 24 นาย

การคอร์รัปชันอีกรูปแบบที่อาจรุนแรงกว่าคือการเลือกจ้างหรือแต่งตั้งญาติและพรรคพวกของตน (Nepotism) จึงได้ผู้บัญชาการที่ไร้สามารถ ขวัญกำลังใจกองทัพอ่อนแอ
ในยามไม่ปกติเช่นนี้ คนถืออำนาจคิดถึงผลประโยชน์ส่วนตัวกับพวกพ้องมากกว่าปกติ บางคนอาจคิดว่ากำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง พยายามกอบโกยผลประโยชน์ให้ตนและพรรคพวกมากที่สุด เพราะประเทศ “ไม่ค่อยเป็นประเทศ” การป้อมปรามปราบปรามยิ่งยากเป็นทวีคูณ ไม่แปลกใจหากการคอร์รัปชันในปัจจุบันจะรุนแรงยิ่งกว่ายุคซัดดัม ฮุสเซน
            ผ่านมาแล้ว 12 ปี ทั้งๆ ที่ประเทศส่งออกน้ำมันจำนวนมาก อิรักเคยเป็นประเทศที่ร่ำรวย มีระบบสาธารณูปโภคทันสมัย แต่บัดนี้ประชาชนส่วนใหญ่กลายเป็นคนยากไร้และสิ้นหวัง

อิรักในปัจจุบันวุ่นวายกว่าเดิม ประชาชนทุกข์ยากกว่าเดิม :
            รายงานของหน่วยงานสหประชาชาติ UNAMI/OHCHR เมื่อปี 2014 ให้ข้อสรุปว่า สงครามกลางเมือง รวมถึงการใช้ความรุนแรงของทหารตำรวจรัฐบาลอิรักและกองกำลังสนับสนุน ทำให้ชาวอิรักกว่า 2.1 ล้านคนต้องอพยพย้ายถิ่น คนเหล่านี้กลายเป็นคนยากจน อยู่ในสภาพแร้นแค้น การละเมิดทางเพศเกิดขึ้นทั่วไป และมักเกิดขึ้นเพราะความแตกต่างทางนิกายศาสนา อยู่ในเขตพื้นที่ควบคุมของ IS ความช่วยเหลือไม่เพียงพอ รัฐบาลขาดประสิทธิภาพ ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทุกกลุ่มล้วนมีผู้กระทำผิดด้วยกันทั้งสิ้น

นายโคฟี่ อันนัน (Kofi Annan) อดีตเลขาธิการสหประชาชาติกล่าวเมื่อปลายเดือนกันยายน 2015 ถ้าวิเคราะห์จากหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ การที่สหรัฐกับพันธมิตรส่งกองทัพรุกรานอิรัก ล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนนั้นละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ สิ่งที่ (สหรัฐกับพันธมิตร) ทิ้งไว้ให้กับอิรักคือความวุ่นวายภายในประเทศ
Hans Magnus Enzensberger วิเคราะห์กรณีอิรักกับซีเรียเป็น 2 ตัวอย่างว่านโยบายกำจัดเผด็จการเป็นต้นเหตุของสงครามกลางเมือง ความขัดแย้งที่ไม่สิ้นสุด ประเทศกลายเป็นรัฐล้มเหลว การปล่อยให้เผด็จการดำรงอยู่ต่อไปเป็นโทษน้อยกว่า

ไม่มีใครตอบได้ว่าเมื่อไรอิรักจะกลับสู่ปกติสุขอีกครั้ง :
หนึ่งในคำถามสำคัญที่สุดคืออิรักจะคืนสู่ความสงบได้อีกหรือไม่ ควรทำอย่างไร
Sheikh Faisal Essawi เจ้าเมือง Amiriyat Falluja ถิ่นฐานซุนนี กล่าวว่า IS ไม่ได้อยู่ดีๆ แล้วเกิดขึ้นมา “คนของเราส่วนหนึ่งเข้าร่วมดาอิช (Daesh) เพราะปัญหาคอร์รัปชัน เพราะความอยุติธรรม และวัฒนธรรมจงเกลียดจงชัง”
Ryan Crocker อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำอิรักกล่าวว่า “รัฐอิสลามเกิดขึ้นเพราะมีช่องว่างทางการเมือง” และชี้ว่าการโค่นล้มระบอบซัดดัม “ไม่ใช่ความสำเร็จด้านการทหารแต่เป็นความล้มเหลวทางการเมือง” และเปิดช่องให้กับ IS
            การแก้ปัญหาความวุ่นวายในอิรักจึงไม่ขึ้นกับการรบเพียงอย่างเดียว ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือทำอย่างไรจึงจะทำให้ทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็นซุนนี ชีอะห์ เคิร์ดและอื่นๆ สามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยสันติ เป็นเอกภาพคิดถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก

            นอกจากประเด็นความขัดแย้งภายในประเทศ ต้องให้ความสำคัญเรื่องการแทรกแซงจากต่างชาติด้วย องค์กร Iraq Body Count รายงานเมื่อมีนาคม 2016 ว่า นับจากมีนาคม 2003 สงครามกลางเมืองอิรักประกอบด้วยหลายกลุ่มหลายฝ่ายที่ต่อสู้กัน บางคนเป็นชาวอิรัก บางคนไม่ใช่ บางคนเป็นกองกำลังติดอาวุธ บางคนเป็นผู้ก่อการร้าย กลุ่มหลักประกอบด้วย อดีตสมาชิกพรรคบาธ พวกชาตินิยมอิรัก กองกำลังซุนนี พวกวาฮะบี (Wahabi) กองกำลังชีอะห์ มุสลิมอาสาจากต่างประเทศ กองกำลังสหรัฐกับพันธมิตรและกองกำลังรัฐบาลแบกแดด คนเหล่านี้คือพวกที่มีปากเสียง ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปพยายามอยู่อย่างสงบ
            นับจากมีนาคม 2003 (ที่สหรัฐบุกโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน) สงครามกลางเมืองยังคงดำเนินต่อเนื่องจนถึงวันนี้ ถ้านับตั้งแต่มีนาคม 2003 ยอดพลเรือนเสียชีวิตอยู่ที่ 174,000 ราย ถ้ารวมกองกำลังติดอาวุธจะสูงถึง 242,000 นาย (สังเกตว่าพลเรือนเสียชีวิตมากกว่าผู้ถืออาวุธกว่า 2 เท่า)
             หลายคนคิดถึงการยุติสงคราม แต่ยังเป็นเรื่องไกลความจริง ตราบเท่าที่ต่างชาติยังแทรกแซง อิรักกลายเป็นสมรภูมิช่วงชิงอิทธิพลของรัฐบาลต่างชาติ การปรากฏตัวของ IS/ISIL/ISIS และกลุ่มติดอาวุธต่างชาติสารพัดกลุ่มเป็นอีกเหตุขัดขวางการนำสังคมกลับคืนสู่ความสงบ

อิรักในปัจจุบันจะสามารถเป็นประชาธิปไตยได้หรือ :
ความเข้าใจผิดสำคัญและกลายเป็นโศกนาฏกรรมของคนหลายสิบล้านคน มาจากความคิดที่ว่าเมื่อล้มรัฐบาลเผด็จการแล้วประเทศจะกลายเป็นประชาธิปไตย
ข้อเท็จจริงสำคัญประการหนึ่งที่จะต้องตระหนักคือความขัดแย้งถึงขั้นปะทะด้วยอาวุธในหมู่ชาวอิรักเกิดขึ้นมานานแล้ว อาจย้อนหลังตั้งแต่สมัยที่กองทัพของรัฐบาลบุชยังอยู่ในอิรัก คือตั้งแต่ปี 2003 ต่อมาแม้อิรักได้รัฐธรรมนูญ ได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ไม่ช่วยให้เป็นประชาธิปไตย กลไกรัฐสภาไม่ทำงาน

ต้องยอมรับที่มาของปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากระบอบอุปถัมภ์ของระบอบซัดดัม คนที่อยู่ฝ่ายรัฐบาลจะได้กุมผลประโยชน์และกระจายผลประโยชน์ในกลุ่มเพื่อซื้อความจงรักภักดี ส่งเสริมค่านิยมไม่โปร่งใส ไม่รายงานข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ สังคมไม่มีค่านิยมประชาธิปไตย
การผลักดันให้อิรักใช้ระบอบประชาธิปไตยในยามที่คนในสังคมไม่พร้อม จึงกลายเป็นผลเสียและเป็นผลสืบเนื่องจนถึงทุกวันนี้ เพราะประชาชนไม่มีค่านิยมประชาธิปไตย ผู้ถืออำนาจใช้อำนาจตามอำเภอใจและฉ้อฉล

ผู้ถืออำนาจแต่งตั้งคนของตัวเอง ปกป้องพวกพ้อง นายกฯ มาลิกีถูกกล่าวหาหนักในเรื่องนี้เช่นกัน พฤติกรรมเช่นนี้ยิ่งก่อให้เกิดการแตกแยกด้วยนิกายศาสนา เชื้อชาติ
ทั้งหมดนี้ เกิดคำถามว่าอิรักในปัจจุบันยังเหมาะที่จะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยต่อไปอีกหรือไม่ เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษมากกว่ากัน ควรแสวงหาทางเลือกอื่นหรือไม่

สรุป :
ถ้ายึดว่ารัฐบาลอิรักมาจากการเลือกตั้งแล้วสรุปว่ามาจากประชาชน เป็นประชาธิปไตย แต่หากผลลัพธ์ที่ได้คือรัฐบาลที่ถูกกล่าวว่าทุจริตคอร์รัปชันอย่างรุนแรง เล่นพรรคเล่นพวก ชวนให้สงสัยว่าถ้ามาจากประชาชนแล้ว มีเพื่อประชาชนหรือไม่ รัฐบาลเช่นนี้ยังเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรมหรือไม่ สมควรที่จะต้องปรับแก้กลไกที่มาของผู้บริหารประเทศหรือไม่ ดังที่ซาดาร์เห็นว่าการปรับเปลี่ยนตำแหน่งคณะรัฐมนตรีในขณะนี้ไม่ได้มีเพื่อประชาชน เป็นเพียงเกมผ่องถ่ายอำนาจของชนชั้นปกครองเท่านั้น ทั้งๆ ที่ประเทศกำลังวิกฤต อยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง กำลังทำสงครามต่อต้านผู้ก่อการร้าย กองกำลังติดอาวุธต่างชาติ อนาคตประเทศยังสุ่มเสี่ยงไร้ทิศทาง
            นี่เป็น 12 ปีแห่งการทดลองประชาธิปไตยอิรัก ที่ยากจะคาดการณ์ว่าอิรักในอนาคตจะเป็นประเทศอารยะที่สดใส เป็นแบบอย่างชาติประชาธิปไตยแก่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
-----------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
12 ปีนับจากโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนและรัฐบาลบุชประกาศว่าจะสร้างอิรักให้เป็นประชาธิปไตย เป็นแบบอย่างแก่ประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง จากบัดนั้นจนบัดนี้อิรักยังไม่เคยเป็นประชาธิปไตยจริงๆ อีกทั้งสถานการณ์เลวร้ายกว่าเดิม สังคมแตกแยกร้าวลึก สงครามกลางเมืองทำให้ผู้คนล้มตายปีละนับพันนับหมื่น โดยยังไม่เห็นวี่แววว่าเมื่อไหร่ความสงบสุขจะกลับคืนมา 

บรรณานุกรม:
1. Angry Iraqi protester: lawmakers ‘eating chocolates’ as people starve. (2016, April 30). Rudaw. Retrieved from http://rudaw.net/english/middleeast/iraq/300420166
2. Arango, Time. (2016, February 12). Sunni Resentment Muddles Prospect of Reunifying Iraq After ISIS. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/02/13/world/middleeast/sunni-resentment-muddles-prospect-of-reunifying-iraq-after-isis.html?_r=0
3. Followers of Iraq's prominent Shiite cleric storm Baghdad Green Zone. (2016, April 30). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2016-04/30/c_135325739.htm
4. Hamourtziadou, Lily. (2016, March 19). Iraq: wars and casualties, 13 years on. Iraq Body Count. Retrieved from https://www.iraqbodycount.org/analysis/beyond/13-years-on/
5. Hoffmann, Christiane. (2014, October 8). Freedom vs. Stability: Are Dictators Worse than Anarchy? Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/why-keeping-a-dictator-is-often-better-than-instability-a-996101.html
6. Iraq death toll reaches 242,000 as Baghdad marks war anniversary. (2016, April 9). Rudaw. Retrieved from http://rudaw.net/english/middleeast/iraq/090420163
7. Iraq graft probe exposes 50,000 ‘ghost troops’ crowding army payroll. (2014, December 1). RT. Retrieved from http://rt.com/news/210267-iraq-army-ghost-soldiers/
8. Morris, Loveday. (2016, March 5). Iraq is broke. Add that to its list of worries. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/middle_east/iraq-is-broke-add-that-to-its-list-of-worries/2016/03/04/2cf42594-d4af-11e5-a65b-587e721fb231_story.html
9. Sadr movement firebrand warns Iraqi justice minister must resign. (2016, April 23). Rudaw. Retrieved from http://rudaw.net/english/middleeast/iraq/230420162
10. Shiite cleric calls for massive rally, parliament ready to convene. (2016, April 23). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2016-04/23/c_135306176.htm
11. Transparency International. (2015, May 7). Iraq: Overview of corruption and anti-corruption. Retrieved from http://www.transparency.org/files/content/corruptionqas/Country_profile_Iraq_2015.pdf
12. Transparency International. (2016). CORRUPTION PERCEPTIONS INDEX 2015. Retrieved from http://www.transparency.org/cpi2015
13. UN Assistance Mission for Iraq (UNAMI)., Office of the UN High Commissioner for Human Rights. (2015, February 23). Report on the Protection of Civilians in the Armed Conflict in Iraq: 11 Sep to 10 Dec 2014. Retrieved from http://www.uniraq.org/index.php?option=com_k2&view=item&id=3316:iraq-un-report-documents-human-rights-violations-of-increasingly-sectarian-nature&Itemid=605&lang=en
14. West Facing Diplomatic Dilemma Over Syria After Putin Offer. (2015, September 29). Sputnik News. Retrieved from http://sputniknews.com/europe/20150929/1027712250/west-syria-russia-ISIL.html
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

12 ปีอิรัก ความแตกแยกและสงครามกลางเมือง

8 พฤษภาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7122 วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2559)

หลังประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู.บุชประกาศชัยชนะต่อสงครามโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน ได้ประกาศเป้าหมายต่ออิรัก 3 ประการ ได้แก่ ทำลายผู้ก่อการร้าย แสวงหาการสนับสนุนจากนานาประเทศเพื่อสร้างอิรักที่มีเสรีภาพและถ่ายโอนอำนาจปกครองแก่ชาวอิรักโดยเร็วที่สุด
28 มิถุนายน 2004 รัฐบาลสหรัฐส่งมอบอำนาจการบริหารประเทศแก่ตัวแทนฝ่ายอิรัก เกิดสภาปกครองอิรัก (Iraqi Governing Council) ทำหน้าที่บริหารประเทศชั่วคราวและจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
            เป็นเวลา 12 ปีนับจากถ่ายโอนอธิปไตยคืนแก่อิรัก พบว่าอิรักในวันนี้ยังห่างไกลจากเป้าหมายสร้างอิรักของรัฐบาลบุช ทั้งยังถดถอยกว่าเดิมในหลายด้าน (บทความนี้เป็นตอนแรกของ “12 ปีบนเส้นทางทดลองประชาธิปไตยในอิรัก”)

เคิร์ดแยกตัว :
            ความคิดที่ชาวเคิร์ดจะแยกตัวออกจากประเทศเป็นเรื่องเก่าตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ตลอดเวลาร่วมร้อยปีเกิดสงครามน้อยใหญ่หลายครั้งระหว่างพวกเคิร์ดกับรัฐบาลแบกแดด
            ชาวเคิร์ด (Kurds) เป็นชนเชื้อสายหนึ่งอาศัยในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่วนใหญ่นับถืออิสลามนิกายซุนนี แต่ไม่มองว่าพวกตนอยู่ในกลุ่มชนเชื้อสายอาหรับ ทำนองเดียวกับพวกเปอร์เซีย (ประเทศอิหร่าน) พวกเติร์ก (ตุรกี) และชาวอิสราเอล (อิสราเอล)
            เคิร์ดอิรักส่วนใหญ่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศ แนวคิดที่อยากจะแยกตัวจึงไม่ใช่เรื่องนิกายศาสนาแต่เป็นเรื่องของเชื้อชาติ เคิร์ดในปัจจุบันมีเรื่องไม่ลงรอยทั้งกับพวกชีอะห์และซุนนีอิรัก และไม่คิดจะรวมตัวกับซุนนีอิรักด้วยเหตุผลนับถือศาสนานิกายเดียวกัน
Lahur Talabani หัวหน้าหน่วยข่าวกรองของเคอร์ดิสถาน (Kurdistan Intelligence Agency) กล่าวถึงการตั้งประเทศว่า “เราไม่ใช่ชาวอาหรับ ไม่ใช่ชาวเปอร์เซีย ไม่ใช่พวกเติร์ก ... เราคือเคิร์ด เราทุกข์ยากมากหลายปีแล้ว ... เราเหมือนพวกยิวที่ถูกล้อมรอบด้วยประเทศอื่นๆ”

            หลังจากอดทนรอคอยเกือบร้อยปี โอกาสปกครองตนเองกลายเป็นฝันที่เป็นจริงด้วยความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐ ในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซีย (1991) สหรัฐปกป้องพวกเคิร์ด อำนาจรัฐบาลซัดดัมจึงไปไม่ถึง พวกเคิร์ดกลุ่มต่างๆ รวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาลปกครองตนเอง และเมื่อสหรัฐโค่นล้มระบอบซัดดัม คืนอธิปไตยแก่อิรัก พวกเคิร์ดยืนยันฐานะการเป็นเขตปกครองตนเอง
เคิร์ดในปัจจุบันมีกองกำลังของตนเอง มีรัฐสภาของตนเอง มีฝ่ายบริหารควบคุมกิจการภายในของตนเองที่เรียกว่า “รัฐบาลภูมิภาคเคอร์ดิสถาน” (Kurdistan Regional Government: KRG) มีธงชาติและภาษาของตนเอง

            ตั้งแต่สงครามอ่าวเปอร์เซียเป็นต้นมา ท่าทีหลักของเคิร์ดคือการขอปกครองตนเอง แต่บางครั้งบอกว่ายังจะอยู่กับประเทศอิรักต่อไป บางครั้งบอกว่าจะแยกตัวเป็นเอกราช
            ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเสียงประกาศเอกราชดังขึ้นอีกครั้ง
มกราคม 2016 นายมัสซูด บาร์ซานิ (Masoud Barzani) ประธานาธิบดีของรัฐบาลภูมิภาคเคิร์ดกล่าวว่าวันที่พวกเคิร์ดเป็นไทจะมาถึงในไม่ช้า ภูมิภาคกำลังจะมีข้อตกลงใหม่ “ณ ขณะนี้ อิรักแบ่งแยกเป็นส่วน ไม่ใช่ความผิดของเรา ในทางกลับกันเราพยายามอย่างดีที่สุดแล้วที่จะรักษาความเป็นเอกภาพและประชาธิปไตยอิรัก” เคิร์ดพยายามที่จะอยู่ร่วมในอิรักตามรัฐธรรมนูญ แต่วัฒนธรรมอิรักในขณะนี้ไม่ส่งเสริมการอยู่ร่วมกัน เมื่ออยู่ร่วมกันไม่ได้ก็ต้องหาทางอื่น
โดยรวมแล้วเคิร์ดในวันนี้มั่นคงกว่าเดิมมาก ชาติตะวันตกหลายประเทศให้การยอมรับ รวมทั้งสหรัฐ มีระบบเศรษฐกิจที่เลี้ยงดูตัวเองได้ มีอำนาจต่อรองรัฐบาลแบกแดดมากขึ้น ความคิดประกาศเอกราชกลายเป็นเครื่องมือต่อรองกับรัฐบาลแบกแดด
            12 ปีที่ผ่านมา นับวันท่าทีของเคิร์ดสั่นสะเทือนอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศอิรักแรงขึ้นทุกที

การล้มระบอบซัดดัม ต้นเหตุขัดแย้งซุนนี-ชีอะห์ :
            ความไม่พอใจระหว่างซุนนี-ชีอะห์มีมานานแล้ว แต่ถูกควบคุมภายใต้การปกครองในสมัยซัดดัม ฮุสเซน แต่เมื่อสิ้นระบอบซัดดัม ความขัดแย้งเริ่มบานปลายกลายเป็นการใช้อาวุธสงครามเข้าห้ำหั่นกัน บ้านเมืองเหมือนไม่มีกฎหมาย เหลือแต่กฎหมู่ กฎ “กู” พิพากษาด้วยศาลเตี้ย
            สถานการณ์ซ้ำร้ายกว่าเดิมเมื่อประทศได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์เป็นครั้งแรก เพราะรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี นายนูรี อัลมาลิกี (Nouri Al-Maliki) ปราบปรามพวกซุนนีอย่างหนัก ทำให้พวกซุนนีต้องจัดตั้งกองกำลังป้องกันตนเอง บางส่วนเข้ากับกลุ่มก่อการร้ายหรือสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย รวมทั้งพวกอัลกออิดะห์ IS
            รัฐบาลมาลิกีอาจไม่ได้ปราบปรามซุนนีด้วยเหตุความแตกต่างด้านนิกายศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกซุนนีตกเป็นเป้า และเกิดวิวาทะว่านี่คือความขัดแย้งระหว่างซุนนี-ชีอะห์
            รัฐบาลสหรัฐรู้ดีว่ารัฐบาลมาลิกีกระทำอย่างไรต่อพวกซุนนี แต่ยังสนับสนุนจนประธานาธิบดีมาลิกีอยู่ครบ 2 สมัย ซ้ำยังคิดจะต่อสมัยที่ 3 ด้วยแต่ถูกรัฐบาลโอบามายับยั้งไว้
            ความแตกต่างทางนิกายศาสนากลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นทุกวัน เกิดความชิงชังระหว่างกัน ประชาชนถูกแบ่งขั้วแบ่งฝ่าย ต่างฝ่ายต่างมีความจำเป็นที่จะต้องตั้งกองกำลังติดอาวุธเพื่อป้องกันตนเอง
            ข้อสรุปสำคัญคือ 12 ปีหลังสิ้นระบอบซัดดัม มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ความชิงชังระหว่างนิกายศาสนาเพิ่มขึ้น พัฒนากลายเป็น 2 ขั้วอย่างถาวรภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่รัฐบาลสหรัฐดูแลอยู่

ความรุนแรงและการปรากฏตัวของอัลกออิดะห์กับ IS :
            การเข้ามาของทหารสหรัฐกับพันธมิตรสร้างปรากฏการณ์สำคัญอย่างหนึ่งคือ การก่อตัว การปรากฏตัวของพวกสุดโต่ง เช่น ผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์ มุสลิมสุดโต่งสารพัดกลุ่ม
            ที่น่าสนใจคือผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์ไม่ได้มุ่งทหารต่างชาติเท่านั้น ยังมุ่งเป้าพวกชีอะห์ด้วย มีข้อมูลว่าระหว่างปี 2003-2006 เกิดระเบิดพลีชีพกว่า 500 ครั้ง กลุ่มอัลกออิดะห์ในอิรักคือกลุ่มที่ใช้ระเบิดพลีชีพมากที่สุด มีการลักพาตัว สังหารฝ่ายตรงข้ามด้วยการตัดศีรษะ
            ความโหดร้ายของอัลกออิดะห์ในอิรักเป็นกรณีที่พิเศษเหนืออัลกออิดะห์ทั่วไป เป็นลักษณะเฉพาะของกลุ่มในอิรักเท่านั้น สาเหตุหนึ่งมาจากแนวคิดส่วนตัวของอบู มูซาบ อัล ซาร์กาวี (Abu Musab al Zarqawi) ผู้นำอัลกออิดะห์สาขาอิรัก นักวิชาการบางคนเชื่อว่าซาร์กาวีใช้ยุทธวิธีมุ่งเป้าชีอะห์เพื่อดึงซุนนีมาเป็นพวก และได้ผลดีเยี่ยม สถานการณ์อิรักเข้าสู่สงครามกลางเมืองเต็มตัว

            อัลกออิดะห์สาขาอิรักนี่แหละคือส่วนหนึ่งของต้นกำเนิดของ ISIL/ISIS และกลายเป็น IS (รัฐอิสลาม) ในปัจจุบัน สมาชิก IS จำนวนมากเป็นพวกซุนนีอิรัก
            IS/ISIL/ISIS ในปัจจุบันสืบทอดเจตนารมณ์ของอัลกออิดะห์สาขาอิรักในเรื่องการจำกัดชีอะห์ สังหารฝ่ายตรงข้ามด้วยวิธีการโหดร้าย เช่น ฆ่าตัดศีรษะ เผาทั้งเป็น สงครามกลางเมืองอิรักดำเนินเรื่อยมาจนวันนี้ 12 ปีแล้ว อิรักกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่โลกจะบันทึกไว้ว่าเป็นที่ตั้งของรัฐอิสลาม

IS ตอกย้ำความแตกแยกระหว่างซุนนี-ชีอะห์ :
รายงาน Absolute impunity: Militia rule in Iraq ขององค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) เมื่อปี 2014 นำเสนอว่า สิ่งหนึ่งที่ IS ทำคือตอกย้ำความแตกแยกระหว่างซุนนี-ชีอะห์ ทำให้รุนแรงขึ้น ประกาศชัดว่าจะเข่นฆ่าพวกชีอะห์ กลายเป็นสงครามระหว่างนิกาย ทั้งๆ ที่ในอดีตพวกเขาอยู่ร่วมกันได้
การปรากฏตัวของ IS ทำให้พวกชีอะห์เห็นว่าซุนนีสนับสนุน IS พวกชีอะห์บางคนบางคนกลุ่มถึงกับ “เหมารวม” ว่าถ้าเป็นซุนนีคือพวก IS จึงมีความชอบธรรมที่จะฆ่าพวกซุนนีทุกคน (ถ้าต้องการ)
การที่ฝ่ายหนึ่งทำร้ายคนอีกฝ่าย ตอกย้ำความบาดหมาง ก่อให้เกิดการล้างแค้น เกิดเป็นวงจรที่ซุนนีกับชีอะห์จะต้องทำลายล้างกันไปเรื่อยๆ
าวบ้านส่วนที่ไม่ต้องการเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง กลายเป็นคนที่ถูกข่มเหงจากทั้ง 2 ฝ่าย ชาวบ้านซุนนีเมื่อเจอกองกำลังชีอะห์จะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวก IS ถ้าเจอพวก IS อาจจะถูกกล่าวหาว่าไปเข้าข้างพวกชีอะห์

            องค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) รายงานว่า ในช่วงปี 2014 กองกำลังติดอาวุธชีอะห์ที่ได้รับการสนับสนุนอาวุธจากรัฐบาลอิรัก หรือปฏิบัติการร่วมกันในบางครั้ง ได้สังหารพลเรือนซุนนีจำนวนมาก จัดตั้งศาลเตี้ย บางครั้งเสียชีวิตคนเดียว บางครั้งเสียชีวิตพร้อมกันนับสิบคน เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในกรุงแบกแดดและอีกหลายเมืองทั่วประเทศ นัยว่าเป็นการแก้แค้นพวก IS โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถและ/หรือไม่ยินดีให้ความคุ้มครองแก่ประชาชน
            ในทำนองเดียวกัน กองกำลังซุนนีได้ลักพาตัว สังหาร ก่อเหตุร้ายในเขตชุมนุมชีอะห์เช่นกัน ทั้งแบบพลีชีพและไม่พลีชีพ

อนึ่ง พึงตระหนักว่าแม้กองกำลังชีอะห์สังหารพลเรือนซุนนี (หรือในทางกลับกัน) ไม่ได้หมายความว่าทุกเหตุการณ์เกิดจากความขัดแย้งระหว่างซุนนี-ชีอะห์ บางครั้งอาจเป็นพฤติกรรมของโจรธรรมดา หรือเป็นการแก้แค้น ตอบโต้อีกฝ่ายโดยไม่ได้อิงหลักศาสนา
            ไม่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องส่วนบุคคลหรือเป็นนโยบายองค์กร ในสภาวะที่บ้านเมืองอยู่ในสงครามกลางเมือง ความขัดแย้งรุนแรงมีอยู่ทั่วไป การตัดสินด้วยศาลเตี้ยเกิดขึ้นเสมอ หลายกรณีหาเหตุผลไม่ได้ ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงถูกสังหาร ผู้กระทำผิดมักลอยนวล ไม่มีการตามจับ เป็นสภาพของบ้านเมืองที่กฎหมาย ระบบยุติธรรมไม่ทำงาน ปืนกับพลพรรคติดอาวุธคืออำนาจที่เห็นดาษดื่นในสังคม
เป็นอีกภาพของสังคมอิรักในช่วงทดลองประชาธิปไตย

            ก่อนที่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู.บุชจะส่งกองทัพล้มระบอบซัดดัมนั้น หลายฝ่ายเตือนว่าอิรักจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ แต่ประธานาธิบดีบุชไม่ฟังเสียงเตือนใดๆ เดินหน้าล้มระบอบซัดดัม ประกาศว่าจะสร้างประชาธิปไตยอิรักให้เป็นแบบอย่างแก่ประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง นับจากบัดนั้นจนบัดนี้ อิรักไม่เคยเป็นประชาธิปไตยจริงๆ ประเทศอยู่ในสงครามกลางเมือง แยกเป็นเสี่ยงๆ เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤติ กลายเป็นรัฐล้มเหลว เกิดรัฐอิสลามแทรกซ้อน คนตายปีละนับพันนับหมื่น
            การโค่นล้มระบอบซัดดัมและพยายามผลักดันให้อิรักกลายเป็นประชาธิปไตย กลายเป็น “กับดัก” ให้ประเทศตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง รัฐบาลกลางอ่อนแอ ผสมกับการแทรกแซงจากต่างชาติ การยกประเด็นความขัดแย้งทางศาสนา เกิดการต่อสู้ไม่รู้จบ
--------------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
อิรักกับซีเรียเป็น 2 ตัวอย่างว่านโยบายกำจัดเผด็จการเป็นต้นเหตุของสงครามกลางเมือง ความขัดแย้งที่ไม่สิ้นสุด กลายเป็นรัฐล้มเหลว การปล่อยให้เผด็จการดำรงอยู่ต่อไปเป็นโทษน้อยกว่า การกำจัดเผด็จการไม่เป็นเหตุให้ประเทศกลายเป็นประชาธิปไตยเสมอไป ถ้ามองว่าเผด็จการหมายถึงประชาชนถูกกดขี่ เมื่อเป็นรัฐล้มเหลวประชาชนถูกกดขี่ข่มเหงยิ่งกว่า ชีวิตอยู่ในอันตรายมากกว่า แต่รัฐบาลโอบามายังยืนหยัดนโยบายโค่นเผด็จการไม่ต่างจากรัฐบุชและอีกหลายชุด

สมรภูมิทิกริตไม่ใช่่เรื่องการปราบปรามผู้ก่อการร้าย IS ในอิรักเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายหลายประเทศ ที่ควรเอ่ยถึงได้แก่ 1.ชีอะห์อิรัก 2.อิหร่าน 3.ซุนนีอิรัก 4.พวกเคิร์ด 5.ซีเรีย 6.IS/ISIL/ISIS 7.รัฐบาลสหรัฐฯ 8.GCC ผลลัพธ์ที่ตามมาไม่ได้มีต่อการเมืองอิรักเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบภูมิภาคตะวันออกกลาง เกี่ยวข้องกับชาติมหาอำนาจ

สนใจสั่งซื้อ คลิกที่นี่

บรรณานุกรม:
1. Absolute impunity: Militia rule in Iraq. (2014, October). Amnesty International. Retrieved from http://www.amnesty.org.uk/sites/default/files/absolute_impunity_iraq_report.pdf
2. Bankston III, Carl L. (Ed.). (2003). Iraq. In World Conflicts: Asia and the Middle East. (Vol.1, pp. 229-252). California: Salem Press, Inc.
3. Barzani: Kurdish independence closer than ever. (2016, January 22). Rudaw. Retrieved from http://rudaw.net/english/kurdistan/22012016
4. Bensahel, Nora., Oliker, Olga., Crane, Keith., Brennan, Richard R. Jr., Gregg, Heather S., Sullivan, Thomas., & Rathmell, Andrew. (2008). After Saddam: Prewar Planning and the Occupation of Iraq. USA: RAND Corporation.
5. Dodge, Toby. (2012). Iraq: From War to a New Authoritarianism. Oxon: Routledge.
6. Duiker, William J. (2009). Contemporary World History (5th ed.). USA: Wadsworth.
7. Housley, Adam. (2015, July 2). Kurds intent on carving new state out of Iraq after ISIS fight ‘whether the US likes it or not’. Fox News. Retrieved from http://www.foxnews.com/politics/2015/07/02/kurds-intent-on-carving-new-state-out-iraq-after-isis-fight-whether-us-likes-it/
8. Ignatius, David. (2014, November 13). Sectarianism and corruption are still sabotaging Iraq. The Daily Star. Retrieved from http://www.dailystar.com.lb/Opinion/Columnist/2014/Nov-13/277453-sectarianism-and-corruption-are-still-sabotaging-iraq.ashx#axzz3JE5rduGs
9. McDowall, David. (2004). A Modern History of the Kurds, (3rd ed.). New York: I.B. Tauris.
10. Napoleoni, Loretta. (2014). The Islamist Phoenix: The Islamic State and the Redrawing of the Middle East. New York: Seven Stories Press.
11. Riechmann, Deb. (2003, September 14). Bush Insists Strategy for Iraq Is 'Clear'.  Associated Press.
12. Weiss, Michael., & Hassan, Hassan. (2015). ISIS: Inside the Army of Terror. New York : Regan Arts.
13. Yetkin, Murat. (2014, October 7). Turkey, ISIL and the PKK: It’s complicated. Daily News. Retrieved from http://www.hurriyetdailynews.com/turkey-isil-and-the-pkk-its-complicated.aspx?pageID=449&nID=72628&NewsCatID=409
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

นโยบายเดินเรือเสรี นโยบายจักรวรรดินิยมสหรัฐ

1 พฤษภาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7115 วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2559)

            เอกสารกระทรวงกลาโหมบรรยายว่านับจากสถาปนาประเทศ สหรัฐอเมริกาตอกย้ำความสำคัญของการเดินเรือเสรีว่าเป็นผลประโยชน์สำคัญยิ่งยวด (vital national interest) และใช้อำนาจทางทหารเพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติดังกล่าว
            ประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson) กล่าวว่าเหตุผลหนึ่งที่เข้าทำสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็เพื่อรักษา “การเดินเรือเสรีในทะเลต่างๆ อย่างสมบูรณ์” เช่นเดียวกับประธานาธิบดีแฟรงคลิน รูสเวลท์ (Franklin Roosevelt) ประกาศหลังเข้าสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่า กองทัพเรือและกองทัพอากาศมีหน้าที่ต้องรักษานโยบายการเดินเรือเสรีของอเมริกา” ตลอดประวัติศาสตร์พิสูจน์ว่าผลประโยชน์แห่งชาติสหรัฐขึ้นกับนโยบายดังกล่าว
            นโยบาย “U.S. Oceans Policy” ที่เริ่มใช้เมื่อ 1983 สหรัฐจะใช้สิทธิ์และอ้างสิทธิเสรีภาพ ใช้ประโยชน์จากทะเลทั่วโลกบนหลักดุลแห่งผลประโยชน์ (balance of interests) ในขณะที่เห็นว่าประเทศอื่นๆ ควรยึดสิทธิ์การเดินเรือภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS)
            นโยบายที่สอดคล้องคือนับจากปี 1979 เป็นต้นมา สหรัฐดำเนินโครงการเดินเรือเสรี “Freedom of Navigation (FON) ส่วนหนึ่งของโครงการคือติดตามว่าประเทศใดที่อ้างสิทธิ์เกิน และพยายามให้ประเทศเหล่านั้นปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงการใช้กำลังทหาร (ถ้าจำเป็น)

            รัฐบาลจีนออกมาตอบโต้รายงาน FON ประจำปี 2015 ฉบับล่าสุด เพราะส่วนหนึ่งของรายงานระบุว่าจีนอ้างสิทธิ์น่านน้ำเกินกฎหมายระหว่างประเทศ เรียกร้องให้สหรัฐเคารพอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศอื่นๆ เนื่องจากนโยบายของสหรัฐที่ถือว่าสามารถเข้าน่านน้ำของประเทศอื่นๆ โดยไม่คำนึงว่าละเมิดอธิปไตยของประเทศเหล่านั้นหรือไม่ ทุกวันนี้เครื่องบินเรือรบสหรัฐละเมิดอธิปไตยของหลายประเทศรวมทั้งจีน
            ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นเนื่องจากฝ่ายสหรัฐเห็นว่าไม่ได้ล่วงล้ำน่านฟ้าน่านน้ำอธิปไตยของประเทศจีน แต่เป็นเพราะจีนอ้างสิทธิ์เกินขอบเขตที่กฎหมายระหว่างประเทศกำหนด ทั้งยังเป็นการรักษาสิทธิ เสรีภาพการเดินเรือเสรี กดดันจีนให้เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ในมุมของจีนเห็นว่าการอ้างสิทธิ์ของตนถูกต้องตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

วิเคราะห์องค์รวม :
          ประการแรก ให้ทุกประเทศยึดถือกฎหมายระหว่างประเทศแต่ตัวเองกลับละเมิด
            รัฐบาลสหรัฐย้ำความสำคัญของการเดินเรือเสรี ยึดมั่นนโยบายเดินเรือเสรี แต่ไม่ลงนามในกฎหมายระหว่างประเทศ UNCLOS เท่ากับว่าความเสรีของสหรัฐไม่ถูกควบคุมภายใต้กฎหมายดังกล่าว แต่กลับกดดันให้นานาประเทศลงนามใน UNCLOS และอ้างว่าการที่ประเทศต่างๆ ยึดกฎหมายดังกล่าวคือการยึดมั่นการเดินเรือเสรีอย่างเท่าเทียม อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศเดียวกัน ยกเว้นสหรัฐที่จะไม่ยึดถือกฎหมายดังกล่าว แถมยังบอกว่ากำลังทำหน้าที่รักษาการเดินเรือเสรี
            สรุปคือสหรัฐตั้งใจไม่ยึดถือ UNCLOS เพื่อเครื่องบินเรือรบของตนสามารถเดินทางไปทุกหนทุกแห่งทั่วโลก (เว้นแต่จะตกลงกับแต่ละประเทศเป็นการเฉพาะราย) ในขณะที่กดดันให้ประเทศอื่นๆ ยึดถือ UNCLOS เพื่อตีกรอบผลประโยชน์ ความมั่นคงของประเทศอื่นๆ ให้อยู่ภายใต้ขอบเขตของ UNCLOS
            รัฐบาลสหรัฐให้เหตุผลต่อสิ่งที่ทำว่าเป็นเรื่องของการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติที่สำคัญยิ่งยวด เป็นเรื่องที่ไม่อาจละเลยได้ แต่กลับไม่สนใจและละเลยผลประโยชน์แห่งชาติของประเทศอื่นๆ แนวทางเช่นนี้สะท้อนหลักคิดแบบสำนักสัจนิยม การเป็นเจ้า (hegemony) และหลัก American Exceptionalism

          ประการที่ 2 รัฐบาลสหรัฐกำลังทำตัวเป็นตำรวจโลก
            รัฐบาลสหรัฐอ้างว่าจีนกำลังละเมิดกฎหมาย UNCLOS จึงพยายามกดดันรวมถึงการใช้กำลังทหารแสดงแสนยานุภาพของตน ประเด็นคือสหประชาชาติ UNCLOS ไม่ได้มอบอำนาจแก่รัฐบาลสหรัฐเพื่อการดังกล่าว จึงเป็นนโยบายใช้กำลังฝ่ายเดียว
ประธานาธิบดีโอบามาเคยกล่าวอย่างชัดเจนว่า “อเมริกาไม่ใช่ตำรวจโลก สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นทั่วโลก เกินกว่าที่อเมริกาจะแก้ไขทุกเรื่องร้ายให้กลับเป็นดี” แต่นโยบายเดินเรือเสรีเป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลสหรัฐกำลังทำหน้าที่ตำรวจโลก โดยแต่งตั้งตัวเอง ไม่มีองค์กรระหว่างประเทศหรือกฎหมายระหว่างประเทศใดมอบอำนาจให้

            นโยบายตำรวจโลกของประธานาธิบดีโอบามาไม่ใช่เรื่องใหม่ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ด้วยความกลัวอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ที่แผ่ขยายในยุโรปตะวันออกและเอเชีย ประธานาธิบดีทรูแมนจึงประกาศหลักนิยมทรูแทน (Truman Doctrine) มีเนื้อหาใจความว่าจะสนับสนุนเสรีชนที่ต่อต้านการครอบงำจากกองกำลังติดอาวุธหรือแรงกดดันจากภายนอก ในทางปฏิบัติสหรัฐไม่ได้ใช้หลักนิยมทรูแมนในทุกกรณี จะดำเนินการตามความเหมาะสม ตอบสนองต่อผลประโยชน์สำคัญยิ่งยวด (vital interest) ของสหรัฐเท่านั้น
            หลักนิยมทรูแมนสอดคล้องกับนโยบายตำรวจโลกที่ว่าสหรัฐจะเข้าแทรกแซงประเทศอื่นๆ เรื่องต่างๆ เฉพาะกรณีที่ตอบสนองต่อผลประโยชน์สำคัญเท่านั้น รัฐบาลแต่ละชุดจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าเข้าข่ายหรือไม่ โดยไม่สนใจว่าพฤติกรรมของตนจะละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่
            เป็นตำรวจโลกที่แต่งตั้งตัวเอง ใช้กฎกติกาของตนเอง และเพื่อประโยชน์ของตนเอง

          ประการที่ 3 สร้างสันติภาพหรือยุทธศาสตร์ครอบงำ
ในแง่มุมหนึ่งนโยบายเหล่านี้เริ่มต้นในยุคสงครามเย็น ภายใต้บริบทยุคนั้นรัฐบาลสหรัฐกำลังต่อสู้แข่งขันกับฝ่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ เป็นเรื่องความเป็นความตาย จึงมีคำถามว่ามีความเหมะสมที่จะคงนโยบายดังกล่าวหรือไม่ ทุกวันนี้รัฐบาลสหรัฐยังมีมุมมองด้านความมั่นคงแบบยุคนั้นอีกหรือ คิดต่อไปได้อีกว่าถ้ายังอยู่ในยุคสงครามเย็น ประเทศใดคือศัตรู หมายถึงจีน รัสเซียหรือไม่

รัฐบาลโอบามากล่าวซ้ำหลายรอบว่ายินดีที่เห็นจีนก้าวขึ้นมาโดยสันติ สหรัฐมีผลประโยชน์ร่วมมหาศาลจากการเติบโตของจีน รองประธานาธิบดีไบเดนเคยกล่าวสรุปความสัมพันธ์รูปแบบใหม่กับจีนว่า “แม้เรารู้อยู่เสมอว่าเรามักแข่งขันกัน เรายังคงแสวงหาความร่วมมือกับจีนมากขึ้นๆ ไม่ใช่ขัดแย้งมากขึ้น ไม่มีตรงไหนที่เขียนว่าสหรัฐต้องขัดแย้งกับจีน ไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นการสร้างความสัมพันธ์ดังกล่าว”
จึงเกิดคำถามว่า ความสัมพันธ์ในรูปแบบใหม่ที่รัฐบาลโอบามามีต่อจีนหมายถึงอย่างไรกันแน่ มีความหมายตรงตามที่ประกาศไว้หรือไม่ หรือเป็นเพียงการสร้างภาพเท่านั้น
            แน่นอนว่าทุกประเทศมีสิทธิ์ที่จะเลือกนโยบายที่เห็นว่าชอบ เป็นเรื่องสมควรที่ประเทศอื่นๆ จะศึกษาตีความให้เข้าใจแจ่มแจ้ง ไม่เข้าใจผิด ไม่อยู่ในความอึมครึม

          ประการที่ 4 มหาอำนาจทางทะเล มหาอำนาจโลก
            ความรู้จากประวัติศาสตร์ช่วยให้เข้าใจความสำคัญของการเดินเรือเสรีที่สหรัฐเอ่ยถึง เมื่อดูแผนที่โลกจะพบว่าผืนแผ่นดินโลกไม่ได้ติดกันทั้งหมด  ผืนน้ำมหาสมุทรต่างหากที่ติดต่อกันทั่วโลก การเดินทางด้วยทางบกในอดีตยากลำบากและเป็นไปไม่ได้ที่จะเดินทางไปทั่วโลก (ยิ่งปัจจุบันจะติดขัดเรื่องพรมแดนเขตแดนของประเทศต่างๆ) ต่างจากการเดินทางด้วยเรือที่อำนวยให้สามารถไปถึงที่ต่างๆ ทั่วโลก (การเดินทางด้วยเรือไม่สามารถไปสู่ทุกจุด แต่ช่วยไปใกล้พื้นที่เป้าหมาย)
            ย้อนหลังหลายศตวรรษ ชาติยุโรปเห็นความสำคัญของการเดินเรือ หวังว่าจะสามารถทำการค้าขายกับอาณาจักรเอเชียที่อยู่ห่างไกลโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางที่มักพวกมุสลิม
โปรตุเกสแม้เป็นเพียงชาติเล็กๆ เป็นชาติแรกที่รู้จักเทคนิคการเดินเรือโดยอาศัยแรงลมกับกระแสน้ำสู่มหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ โดยแล่นเลียบชายฝั่งแอฟริกา ในทศวรรษ 1430 สามารถอาศัยเส้นทางเดินเรือติดต่อค้าขายกับพวกแอฟริกาโดยตรง และเข้าเอเชียไปถึงอินเดีย มะละกาในเวลาต่อมา
จากนั้นเชื่อมโยงการค้าเข้ากับการเดินเรือ ควบคุมท่าเรือชายฝั่งตามจุดต่างๆ เพื่อควบคุมเส้นทางเดินเรือทั้งเส้น การเป็นผู้ควบคุมเส้นทางเดินเรือ เท่ากับผูกขาดการส่งสินค้า ผูกขาดตลาดผู้ซื้อผู้ขายไว้กับตนเอง สามารถสร้างกำไรมหาศาล เป็นแรงผลักดันให้ชาติอื่นๆ ในยุโรปเลียนแบบ และพัฒนาต่อมากลายเป็นยุคล่าอาณานิคมและจักรวรรดินิยมในที่สุด อังกฤษเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้น มีข้อมูลว่าเมื่อค.ศ.1900 จักรวรรดิอังกฤษมีพื้นที่ราว 1 ใน 5 ของโลก ปกครอง 400 ล้านคน เป็นศูนย์การค้า การเงิน การติดต่อสื่อสาร การอพยพย้ายถิ่น เป็นศูนย์อำนาจทางทหาร กล่าวได้ว่าเป็น “ศูนย์กลางของโลก” ในขณะนั้น กลายเป็นชาติมหาอำนาจที่กล่าวขานกันว่า “ดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่เคยลับขอบฟ้า”

จักรวรรดินิยมใหม่สหรัฐ :
จักรวรรดินิยมในยุคปัจจุบันมีลักษณะแตกต่างจากศตวรรษก่อนๆ เป็นการเปลี่ยนแปลงตามบริบท ไม่ยึดตัวแสดงรัฐเพียงอย่างเดียว การแสดงอิทธิพลของจักรวรรดิซับซ้อนกว่าเดิม มีมิติเหนือรัฐและต่ำกว่ารัฐด้วย จักรวรรดินิยมในมุมมองนี้จึงให้ภาพความเป็นจักรวรรดิที่ไม่ชัดเจนเช่นในอดีต ทั้งยังก่อให้เกิดการวิพากษ์ถึงความเป็นจักรวรรดิด้วย
ความเป็นจักรวรรดิในยุคนี้อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบความสัมพันธ์ระดับโลก หมายความว่า ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ได้จำกัดอยู่ในกรอบความเป็นจักรวรรดิเท่านั้น บางส่วนบางเรื่องเป็นความสัมพันธ์ที่เท่าเทียม พึ่งพาซึ่งกันและกัน

            ถ้ายึดหลักจักรวรรดินิยมใหม่ นักวิชาการบางคนชี้ว่าสหรัฐคือตัวอย่างของจักรวรรดินิยมใหม่ เป็นเหตุว่ารัฐบาลสหรัฐจะต้องแสดงบทบาทระดับโลก ในการนี้จำต้องให้กองทัพของตนเข้าถึงที่ต่างๆ อย่างรวดเร็วทั่วถึง แสดงแสนยานุภาพอยู่เสมอแม้ในยามสันติ สหรัฐจะต้องมีสภาพดุจดั่ง “ดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่เคยลับขอบฟ้า” เช่นกัน เพียงแต่ดินแดนที่ว่านี้หมายถึงอิทธิพลของตน
            นโยบายเดินเรือเสรีตามแบบฉบับของรัฐบาลสหรัฐคืออีกนโยบายสะท้อนความเป็นจักรวรรดินิยมใหม่ หรือที่รัฐบาลจีนกับรัสเซียใช้คำว่าความเป็นเจ้า (hegemony) และ American Exceptionalism ซึ่งมีความหมายสอดคล้องกัน
---------------------------

บรรณานุกรม:
1. Berkin, Carol., Miller, Christopher L., Cherny, Robert W., & Gormly, James L. (2012). Making America: A History of the United States. (6th Ed.). USA: Wadsworth, Cengage Learning.
2. Brown, Chris. (2005). Understanding International Relations (3 Ed.). New York: Palgrave Macmillan.
3. China Focus: China dismisses Pentagon report on freedom of navigation. (2016, April 25). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2016-04/27/c_135314536.htm
4. Dockrill, Michael L., & Hopkins, Michael F. (2006). The Cold War 1945-91 (2nd Ed.). New York: Palgrave Macmillan. P.38
5. Johnson, Robert. (2003). British Imperialism. New York: Palgrave Macmillan.
6. U.S. Department of Defense (DoD). (2016, April 19). Freedom of Navigation (FON) Report for Fiscal Year (FY) 2015. Retrieved from http://policy.defense.gov/Portals/11/Documents/gsa/cwmd/FON_Report_FY15.pdf
7. U.S. Naval Institute. (2015, March 26). Document: Department of Defense Freedom of Navigation Report. Retrieved from https://news.usni.org/2015/03/26/document-department-of-defense-freedom-of-navigation-report
8. The White House. (2013, September 10). Remarks by the President in Address to the Nation on Syria. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/09/10/remarks-president-address-nation-syria
9. The White House. (2014, October 3). Remarks by the Vice President at the John F. Kennedy Forum. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/10/03/remarks-vice-
-----------------------------

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...