ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

บทความ

กำลังแสดงโพสต์จาก พฤษภาคม, 2016

ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐ ในบริบทโลกยุคโลกาภิวัตน์

ตลอดกว่า 20 ปีนับจากปรับความสัมพันธ์เมื่อกรกฎาคม 1995 ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นตามลำดับ ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว 3 คน ท่านแรกคือบิล คลินตันเมื่อปี 2000 ท่านที่ 2 คือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุชเมื่อปี 2006 และประธานาธิบดีบารัก โอบามาเป็นคนที่ 3

วิสัยทัศน์ร่วมสหรัฐ-เวียดนาม 2015 : ย้อนหลังเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว (2015) รัฐบาลสหรัฐกับเวียดนามประกาศวิสัยทัศน์ร่วม (United States–Vietnam Joint Vision Statement) สรุปสาระสำคัญว่านับจากสหรัฐกับเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนรอบด้าน (United States–Vietnam Comprehensive Partnership) ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นทุกด้าน รวมถึงการที่สหรัฐคลายมาตรการคว่ำบาตรซื้อขายอาวุธ และได้ร่วมลงนามใน Joint Vision Statement on Defense Relations
รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศต้องการลงลึกในความสัมพันธ์รอบด้านโดยยึดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศและระบอบการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระต่อกัน เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโล…

ความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซียกับการประชุมสุดยอดครั้งที่ 3

การเจรจาอาเซียน-รัสเซีย (Dialogue ASEAN–Russia) เริ่มต้นจากเมื่อกรกฎาคม 1991 รัฐบาลมาเลเซียเชิญรัสเซียเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (ASEAN Ministerial Meeting: AMM) ในฐานะแขกรับเชิญ และเริ่มนับรัสเซียเป็นคู่เจรจาเต็มตัวเมื่อรัสเซียเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (ASEAN Ministerial Meeting:AMM) เมื่อกรกฎาคม 1996 ที่อินโดนีเซีย 2004 กลายเป็นปีสำคัญเพราะรัสเซียลงนามในสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia) เป็นการแสดงออกถึงความต้องการเป็นมิตรกับอาเซียน             ในด้านเศรษฐกิจ มีข้อตกลงให้สิทธิพิเศษเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-รัสเซีย : การประชุมสุดยอดอาเซียน-สหพันธรัฐรัสเซีย ครั้งแรกจัดที่มาเลเซียเมื่อธันวาคม 2005 ในครั้งนั้นประธานาธิบดีปูตินได้เข้าร่วมประชุม หารือหลายด้าน รวมทั้งประเด็นร้อนอย่างโครงการนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ สถานการณ์ในอิรักกับอัฟกานิสถาน แถลงการณ์ของการประชุมครั้งแรกนี้เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องความมั่นคง รัสเซียประกาศท่าทีสนับสนุนความมั่นคงของชาติส…

12 ปีประชาธิปไตยอิรัก รัฐบาลของใคร เพื่อใคร

นับจากเดือนเมษายนเป็นต้น การชุมนุมในกรุงแบกแดดกลายเป็นข่าวต่อเนื่อง การชุมนุมรอบนี้เริ่มต้นจากการประชุมสภาเพื่อรับรองการปรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของนายกฯ อาบาดี ผู้ชุมนุมต้องการยกเลิกระบบโควตาที่ใช้มาตั้งแต่อิรักได้อธิปไตยคืนจากสหรัฐ ที่ใช้สัดส่วนเชื้อชาติและนิกายศาสนา มุกตาดา อัล-ซาดาร์ (Moqtada al-Sadr) นักบวชผู้นำชีอะห์กลุ่มหนึ่ง ผู้มีบทบาทสำคัญในการชุมนุมไม่เห็นด้วยกับรายชื่อครม.ชุดใหม่ (บทความนี้เป็นตอนที่ 2 ของ “12 ปีบนเส้นทางทดลองประชาธิปไตยในอิรัก”)
ซาดาร์กล่าวต่อประชาชนว่าไม่มีรัฐมนตรีคนใดที่เป็นตัวแทนของพวกเขา และจะไม่ยอมรับระบบโควตาอันเป็นตัวถ่วงทำให้การปฏิรูปไม่คืบหน้า ซ้ำเติมการทุจริตคอร์รัปชัน การปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีเป็นเรื่องของการสืบทอดอำนาจเท่านั้น ไม่ช่วยแก้ปัญหาใดๆ การทุจริตคอร์รัปชันในหมู่นักการเมืองยังดำเนินต่อไป จะไม่เลิกชุมนุมประท้วงจนกว่าจะได้คณะรัฐมนตรีที่จริงจังกับการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ยุติระบบอุปถัมภ์ ปัญหาคอร์รัปชัน สาธารณูปโภคที่ขาดแคลน การเพิ่มค่าบริการภาครัฐต่างๆ เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกัน ในขณะที่รัฐบาลชี้แจงว่าจำต้องเพิ่มค่าบริการเพราะรายรับไม่พอรายจ่าย

12 ปีอิรัก ความแตกแยกและสงครามกลางเมือง

หลังประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู.บุชประกาศชัยชนะต่อสงครามโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน ได้ประกาศเป้าหมายต่ออิรัก 3 ประการ ได้แก่ ทำลายผู้ก่อการร้าย แสวงหาการสนับสนุนจากนานาประเทศเพื่อสร้างอิรักที่มีเสรีภาพและถ่ายโอนอำนาจปกครองแก่ชาวอิรักโดยเร็วที่สุด
28 มิถุนายน 2004 รัฐบาลสหรัฐส่งมอบอำนาจการบริหารประเทศแก่ตัวแทนฝ่ายอิรัก เกิดสภาปกครองอิรัก (Iraqi Governing Council) ทำหน้าที่บริหารประเทศชั่วคราวและจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นเวลา 12 ปีนับจากถ่ายโอนอธิปไตยคืนแก่อิรัก พบว่าอิรักในวันนี้ยังห่างไกลจากเป้าหมายสร้างอิรักของรัฐบาลบุช ทั้งยังถดถอยกว่าเดิมในหลายด้าน (บทความนี้เป็นตอนแรกของ “12 ปีบนเส้นทางทดลองประชาธิปไตยในอิรัก”) เคิร์ดแยกตัว :             ความคิดที่ชาวเคิร์ดจะแยกตัวออกจากประเทศเป็นเรื่องเก่าตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ตลอดเวลาร่วมร้อยปีเกิดสงครามน้อยใหญ่หลายครั้งระหว่างพวกเคิร์ดกับรัฐบาลแบกแดด ชาวเคิร์ด (Kurds) เป็นชนเชื้อสายหนึ่งอาศัยในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่วนใหญ่นับถืออิสลามนิกายซุนนี แต่ไม่มองว่าพวกตนอยู่ในกลุ่มชนเชื้อสายอาหรับ ทำนองเดียวกับพวกเปอร์เซีย (ประเทศอิหร่าน) พวกเติร์…

นโยบายเดินเรือเสรี นโยบายจักรวรรดินิยมสหรัฐ

เอกสารกระทรวงกลาโหมบรรยายว่านับจากสถาปนาประเทศ สหรัฐอเมริกาตอกย้ำความสำคัญของการเดินเรือเสรีว่าเป็นผลประโยชน์สำคัญยิ่งยวด (vital national interest) และใช้อำนาจทางทหารเพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติดังกล่าว ประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson) กล่าวว่าเหตุผลหนึ่งที่เข้าทำสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็เพื่อรักษา “การเดินเรือเสรีในทะเลต่างๆ อย่างสมบูรณ์” เช่นเดียวกับประธานาธิบดีแฟรงคลิน รูสเวลท์ (Franklin Roosevelt) ประกาศหลังเข้าสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่า กองทัพเรือและกองทัพอากาศมีหน้าที่ต้องรักษานโยบายการเดินเรือเสรีของอเมริกา” ตลอดประวัติศาสตร์พิสูจน์ว่าผลประโยชน์แห่งชาติสหรัฐขึ้นกับนโยบายดังกล่าว นโยบาย “U.S. Oceans Policy” ที่เริ่มใช้เมื่อ 1983 สหรัฐจะใช้สิทธิ์และอ้างสิทธิเสรีภาพ ใช้ประโยชน์จากทะเลทั่วโลกบนหลักดุลแห่งผลประโยชน์ (balance of interests) ในขณะที่เห็นว่าประเทศอื่นๆ ควรยึดสิทธิ์การเดินเรือภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) นโยบายที่สอดคล้องคือนับจากปี 1979 เป็นต้นมา สหรัฐดำเนินโครงการเดินเรือเสรี “Freedom of Navigation” (FON) ส่วนหนึ่งของโครงการคือติดตาม…