วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

2015 โรฮีนจาคืนชีพ

24 พฤษภาคม 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6773 วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2558, http://www.ryt9.com/s/tpd/2166743)

            ไม่มีข้อมูลเบื้องหน้าเบื้องหลังว่าทำไมประเด็นโรฮีนจากลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เรื่องที่รับรู้ทั่วไปคือรัฐบาลไทยปราบปรามผู้ลักลอบพาผู้อพยพโรฮีนจาเข้าประเทศครั้งใหญ่ พร้อมกับที่สื่อนานาชาติประโคมข่าวผู้อพยพทางเรืออย่างต่อเนื่อง ตามด้วยองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหลายแห่ง ที่สุดรัฐบาลสหรัฐก็ปรากฏตัว Antony J. Blinken รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเดินทางไปหารือกับรัฐบาลเมียนมาร์

ทุกประเทศผลักดันผู้อพยพ ปัญหาแทรกซ้อน :
            การปราบปรามผู้ลักลอบพาผู้อพยพเข้าเมืองทำให้สื่อนานาชาติประโคมข่าวรัฐบาลไทย มาเลเซียและอินโดนีเซียผลักดันเรือมนุษย์กลับทะเล
            เช่น ทางการมาเลเซียรายงานพบผู้อพยพจากเมียนมาร์กับบังคลาเทศกว่า 1,000 คนพยายามเข้าประเทศโดยผิดกฎหมายที่เกาะลังกาวี ทางการนำตัวไปยังสถานที่กักตัว
            ไม่กี่วันต่อมาเจ้าหน้าที่มาเลย์คนหนึ่งกล่าวว่าทางการได้ผลักดันเรือบรรทุกโรฮีนจา 500 คนออกจากฝั่งหลังให้น้ำมันกับอาหาร  เรือดังกล่าวอยู่ตอนเหนือของรัฐปีนัง
Wan Junaidi Jaafar รัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า “เราได้ปฏิบัติต่อพวกเขาโดยมนุษยธรรมแล้ว ไม่สามารถให้พวกเขาทะลักขึ้นฝั่งแบบนี้” “ต้องส่งสารให้รู้ว่าพวกเขาไม่เป็นที่ต้อนรับ” ปัจจุบันมาเลเซียมีผู้ลี้ภัยทั้งหมดราว 150,000 คน ราว 50,000 คนเป็นโรฮีนจา
เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย Fuad Basya โฆษกกลาโหมกล่าวว่า ได้ผลักดันเรือลำหนึ่งที่ “เต็มด้วยคนสกปรก กลิ่นตัวเหม็น บางคนกรีดร้อง” หลังจากให้น้ำ อาหาร ยาและเชื้อเพลิง เรือลำดังกล่าวอยู่ที่ชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของอาเจะห์ (Aceh)
การปราบปรามขบวนการลักลอบพาผู้อพยพเข้าเมือง การผลักดันเรือไม่ให้เข้าฝั่งจึงก่อให้เกิดปัญหาแทรกซ้อน กระบวนการลักลอบพาคนเข้าเมืองติดขัด เรือหลายลำต้องลอยกลางทะเลไม่สามารถขึ้นฝั่ง ผู้อพยพหลายพันคนติดอยู่กลางทะเล
กลุ่มสิทธิมนุษยชนเริ่มเรียกร้องให้รัฐบาลในภูมิภาคช่วยเหลือผู้อพยพ 6,000-8,000 ที่กำลังลอยเรือกลางทะเล Phil Robertson รองผู้อำนวยการ Human Rights Watch สาขาเอเชียกล่าวว่า ไทย มาเลเซียและอินโดนีเซียทำให้สถานการณ์โรฮีนจาวิกฤตหนักกว่าเดิม “ด้วยนโยบายใจไม้ไส้ระกำ (cold-hearted) ผลักเรือมนุษย์ชุดใหม่ออกไป ทำให้หลายพันชีวิตต้องเสี่ยงอันตราย”
19 พฤษภาคม แถลงการณ์ร่วมระหว่างสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) สำนักงานสหประชาชาติข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน (OHCHR) องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติ เพื่อการโยกย้ายถิ่นฐานและการพัฒนา (SRSG) เรียกร้องให้ผู้นำประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทยให้ความคุ้มครองผู้อพยพและผู้ลี้ภัยที่ติดอยู่บนเรือในอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามัน โดยนำพวกเขาขึ้นฝั่ง สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการช่วยชีวิต คุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ต้นตอปัญหาอยู่ที่ใด :
            นับจากผู้อพยพโรฮีนจากกลายเป็นประเด็น ประเทศในภูมิภาคเอ่ยถึงการประชุมร่วมเพื่อหาทางออก Wan Junaidi Jaafar รัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทยเห็นว่าจะต้องจัดประชุมนานาชาติเพื่อเชิญประเทศที่เกี่ยวข้อง เช่น บังคลาเทศ เมียนมาร์ สหรัฐและอียูเข้าร่วมประชุมเพื่อหาทางออกเรื่องนี้ “เราต้องการพูดกับประเทศต้นตอว่าพวกเขาต้องไปพูดกับคนของตนให้กลับประเทศ เพราะมาเลเซียไม่สามารถต้อนรับพวกเขา”
เป็นที่รู้กันว่าประเทศส่วนใหญ่กล่าวโทษรัฐบาลเมียนมาร์ เอ่ยถึงการไม่ยอมรับโรฮีนจาเป็นพลเมือง ซึ่งเป็นเรื่องจริง เป็นปัญหาสิทธิมนุษยชนจริง

ข้อมูลอีกด้านหนึ่ง Zaw Htay ผู้อำนวยการสำนักงานประธานาธิบดีเมียนมาร์ (director of the office of Myanmar's president) กล่าวว่า “เราไม่อาจยอมรับข้อกล่าวหาจากบางฝ่ายที่ว่าเมียนมาร์เป็นต้นตอของปัญหา” ก่อนหน้านี้ Zaw Htay กล่าวว่าหลายประเทศกำลังโยนความผิดให้รัฐบาลเมียนมาร์ พยายามเบี่ยงประเด็นการค้ามนุษย์ การใช้คนเป็นทาส พร้อมกับชี้ว่า “การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงที่สุดคือการที่เจ้าหน้าที่ทุจริต พัวพันการค้ามนุษย์และสมคบคิดกับพวกผู้ค้า”
Ye Htut รัฐมนตรีกระทรวงข้อมูลข่าวสารของเมียนมาร์ (Information Minister) ชี้ว่าปัญหาที่เกิดเป็นปัญหาการค้ามนุษย์ “บางคนกล่าวว่าคนเหล่านี้พยายามหนีจากยะไข่ที่เกิดความขัดแย้ง แต่เราไม่เห็นด้วย” “ผู้ค้ามนุษย์พาคนเหล่านี้เข้าประเทศไทยและอินโดนีเซีย นี่เป็นเรื่องการค้ามนุษย์ ในฐานะเป็นสมาชิกหนึ่ง (ของอาเซียน) และประชาคมนานาชาติ เราต้องทำงานแก้ปัญหานี้ร่วมกัน” จุดยืนของเราคือ ขอให้จำแนกสถานะของคนเหล่านี้ ว่ามาจากเมียนมาร์หรือไม่ ถ้าพิสูจน์ว่าจริง รัฐบาลพร้อมพาตัวกลับ

คนบังคลาเทศปะปนกับโรฮีนจาจากเมียนมาร์ :
ประเด็นผู้อพยพโรฮีนจาครั้งนี้ซับซ้อนขึ้นเนื่องจากมีคนบังคลาเทศผสมด้วย อีกทั้งมีประเด็นว่าโรฮีนจาเหล่านั้นเป็นคนที่มาจากบังคลาเทศหรือเมียนมาร์
ตามข้อมูลของ UNHCR เฉพาะไตรมาสแรกของปีนี้ พวกโรฮีนจากับบังคลาเทศราว 25,000 คนพยายามลักลอบเข้าประเทศทางเรือ มากเป็น 2 เท่าของช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน อย่างน้อยครึ่งหนึ่งเป็นโรฮีนจา ที่เหลือเป็นชาวบังคลาเทศ ทั้งยังมีประเด็นว่าเป็นโรอีนจาที่มาจากเมียนมาร์หรือจากบังคลาเทศ
ถ้ามองย้อนหลัง มีผู้ประเมินว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ชาวโรฮีนจาราว 120,000 คนได้อพยพหนีออกจากประเทศทางเรือ ไปสู่ประเทศอื่นๆ
Zaw Htay ผู้อำนวยการสำนักของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ยืนยันว่ารัฐบาลจะรับผิดชอบคนที่เป็นพลเมืองของตนเท่านั้น ไม่ใช่คนบังคลาเทศ และอธิบายว่า “โรฮีนจาบางคนมาจากบังคลาเทศ ไม่ใช่ความรับผิดชอบเขาเรา”
ก่อนหน้านี้ Karishma Vyas นายตำรวจลังกาวี มาเลเซีย ให้ข้อมูลว่าจาก 1,158 คนที่เพิ่งถูกกักตัวพบว่า 672 คนเป็นชาวบังคลาเทศ อีก 486 คนเป็นโรฮีนจาจากเมียนมาร์
ไม่ว่าคนเหล่านี้มาจากที่ใด ในไม่ช้าจะได้คำตอบชัดเจนขึ้น ในเบื้องต้นไม่อาจปฏิเสธว่ามีคนบังคลาเทศรวมอยู่ในเรือลำเดียวกับโรฮีนจา

เจ้าหน้าที่รัฐกับอาชญากรข้ามชาติ :
ไม่มีรัฐบาลใดสามารถต้อนรับผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย ดังนั้น เมื่อเผชิญเรือที่กำลังแล่นเข้าฝั่งจึงต้องผลักดันออกไป พร้อมกับประกาศไม่ต้อนรับคนเหล่านี้ จนกว่ารัฐบาลจะมีนโยบายใหม่ เช่น รับคนที่กำลังลอยเรือเพื่อมนุษยธรรม
ประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือ การพิจารณาเรื่องนี้ในแง่อาชญากรรมข้ามชาติ เมื่อเจ้าหน้าที่หย่อนยานในการเฝ้าระวัง (หรือแกล้งหย่อนยาน) ขบวนการลักลอบพาคนเข้าประเทศจะเห็นช่องทันที เปิดโอกาสแอบพาคนต่างชาติเข้าประเทศได้ดังเดิม

            การลักลอบพาคนเข้าเมืองกระทำเป็นขบวนการ มีเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างประเทศ ผนวกกับระบบสื่อสารอันทันสมัย ด้วยโทรศัพท์มือถือและวิทยุสื่อสาร ไม่แปลกใจที่เรือใหญ่แต่ละลำแล่นเข้ารับผู้โดยสารเป็นจุดๆ เหมือนรถโดยสารประจำทาง จนมีผู้โดยสารหลายร้อยคน มีพวกเรือเล็กวิ่งระหว่างฝั่งกับเรือใหญ่ เปรียบเหมือนมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถสองแถวเล็กที่วิ่งรับคนจากท้ายซอยไปส่งปากซอย
            ผู้อพยพที่มากับเรือใหญ่สามารถแวะลงจุดต่างๆ ตามตกลง มีเรือเล็กมารับเพื่อส่งขึ้นฝั่ง หรือแม้กระทั่งเมื่อคนขับเรือได้ข่าวจากฝั่ง เห็นท่าไม่ดีก็สามารถขอเรือเล็กมารับตนหนี
เป็นเครือข่ายระบบขนส่งมวลชนระหว่างประเทศที่มีประสิทธิภาพไม่น้อย เพราะสามารถรับส่งผู้โดยสารตามจุด และหลีกเลี่ยงการตรวจจับ ดังข้อมูลว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาชาวโรฮีนจาราว 120,000 คนได้อพยพหนีออกจากประเทศไปสู่ประเทศอื่นๆ

            นี่คืออาชญากรรมข้ามชาติรูปแบบหนึ่งที่ประเทศในภูมิภาคนี้กำลังเผชิญ ภัยเป็นคุกคามรูปแบบใหม่ที่รัฐต้องตามให้ทัน ไม่สามารถมองแต่เรื่องสิทธิมนุษยชนเท่านั้น
และปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ขบวนการเฟื่องฟูเพราะเจ้าหน้าที่รัฐบางคนมีส่วน เกิดคำถามว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้หย่อนยานในหน้าที่หรือเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ค้ามนุษย์ บั่นทอนความมั่นคงของชาติ
ถ้าคิดให้ไกลสุดๆ หวังว่าคนกลุ่มนี้จะไม่เป็นเหตุชักศึกเข้าบ้าน

ถ้าไม่มีอาชญากรข้ามชาติเหล่านี้ พวกโรฮีนจา ชาวบังคลาเทศจะอยู่ในพื้นที่ต่อไป คงไม่ผิดนักถ้าจะสรุปว่าโรฮีนจากลายเป็นประเด็นอีกครั้งเพราะอาชญากรข้ามชาติ
โรฮีนจาเป็นพลเมืองเมียรมาร์หรือไม่เป็นประเด็นหนึ่ง แต่โรฮีนจาอพยพเข้าประเทศอื่นๆ อย่างผิดกฎหมายนั่นเป็นอีกเรื่อง แนวทางแก้ไขเป็นคนละเรื่องเช่นกัน ชาวบังคลาเทศที่พยายามข้ามน้ำข้ามทะเลคือกรณีที่ชัดเจน
            ทำนองเดียวกับที่รัฐบาลโอบามามัวแต่เอ่ยถึงปัญหาโรฮีนจาก็เป็นคนละเรื่องเช่นกัน

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            เรื่องสำคัญที่ประชาชนควรเข้าใจคือ เรือมนุษย์โรฮีนจา เรือมนุษย์บังคลาเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ คนเหล่านี้อพยพทางเรือต่อเนื่องหลายปีแล้ว การที่ประชาชนรับรู้ในช่วงนี้เพราะสื่อหลายประเทศช่วยกันประโคมข่าว ผสมโรงด้วยองค์กรสิทธิมนุษยชนชาติหลายกลุ่ม
            แต่ระดับเจ้าหน้าที่ ผู้มีหน้าที่รับรู้เรื่อยมา

            ไม่ว่าเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร เป็นการถูกต้องจะที่หารือเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน ต้องยอมรับว่าต้นตอปัญหายากจะแก้ไข ไม่ว่าจะที่เมียนมาร์หรือบังคลาเทศ สิ่งที่ทำได้แน่นอนคือรัฐต้องเข้มงวดต่อต้านอาชญากรข้ามชาติ เพราะเป็นภาพสะท้อนความมั่นคงจากภัยคุกคามรูปแบบใหม่อื่นๆ เรื่องเหล่านี้ “ใกล้ตัว” กว่าโรฮีนจามากนัก
            ถ้ามองในระดับภูมิภาค อาเซียนกำลังเป็นประชาคมอาเซียนในสิ้นปีนี้ อาเซียนมีแผนรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ คราวนี้ทั่วโลกจะได้พิสูจน์ว่าอาเซียนที่กำลังรวมเป็นหนึ่งนั้นเป็นอย่างไร แผนต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติมีประสิทธิภาพแค่ไหน
            วันที่ 29 พฤษภาคมนี้คงเห็นภาพแจ่มชัดยิ่งขึ้น
-----------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
            การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้สามารถเริ่มต้นด้วยการศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศพม่า ตั้งแต่ยุคโบราณกาลจนถึงปัจจุบัน เหตุการณ์ในอดีตได้ถักทอร้อยเรื่องราวของโรฮีนจาที่เกี่ยวข้องกับผู้ปกครอง เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ หลายเหตุการณ์แม้กระทั่งยุคล่าอาณานิคม สงครามโลกครั้งที่ 2 จนพม่าเปลี่ยนชื่อประเทศ กลับมาปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง
            ข้อเขียนชิ้นนี้นำเสนอเรื่องราวตั้งแต่ชนพื้นเมืองอาระกันยังไม่ถูกเรียกว่าโรฮีนจา เข้าสู่ความขัดแย้งหลายระลอก จนพม่าประกาศเอกราช เกิดการปฏิวัติ รัฐบาลทหารกำหนดว่าใครเป็นพลเมือง พร้อมกับเหตุผลข้อโต้แย้ง ประเด็นถกเถียงและคาดการณ์อนาคต

2. 10 คำถาม โรฮีนจา” (Ookbee)
            ประเด็นโรฮีนจา (Rohingya) เกี่ยวข้องกับประเทศไทยและชาติสมาชิกอาเซียนอีกหลายประเทศโดยตรง มีผลต่อความเป็นไปของเมียนมาและกระทบต่อทั้งภูมิภาค เป็นเรื่องเก่าหลายทศวรรษ (หรือหลายศตวรรษ) และคงจะอยู่คู่กับอาเซียนอีกนาน จึงเป็นประเด็นที่ควรศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้
            ข้อเขียน “10 คำถาม โรฮีนจา” มุ่งตอบคำถามหรือนำเสนอประเด็นสำคัญๆ ที่ผู้สนใจควรทราบ เป็นความรู้พื้นฐานสู่การทำความเข้าใจ การวิเคราะห์ในระดับที่สูงขึ้น
            “10 คำถาม โรฮีนจา” จะตอบคำถามหรือนำเสนอ 10 ข้อ 10 ประเด็น เริ่มจากการเรียกชื่อ ควรเรียก “โรฮีนจาหรือโรฮินญา” อธิบายต้นกำเนิดโรฮีนจา เป็นชาวเบงกาลีหรือไม่ เหตุผลเบื้องหลังรัฐบาลเมียนมาไม่ถือโรฮีนจาเป็นพลเมือง จากนั้นอธิบายเหตุปะทะเมื่อปี 2012 ซึ่งเป็นจุดเริ่มของความสนใจรอบใหม่ ความเกี่ยวข้องของขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติ ปัญหาชุมชนโรฮีนจาซึ่งเป็นประเด็นที่ไม่อาจมองข้าม นโยบายและท่าทีของรัฐบาลเมียนมา โอบามาและมาเลเซีย สอดแทรกด้วยการวิเคราะห์ประเด็นสำคัญ ช่วยตอบโจทย์อนาคตของโรฮีนจา อนาคตประชาธิปไตยเมียนมาซึ่งมีผลกระทบต่ออาเซียนทั้งหมด

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม:
1. Barron Laignee., Aung, Nyan Lynn. (2015, May 15). Can Myanmar, and the region, continue to ignore the crisis? Myanmar Times. Retrieved from http://www.mmtimes.com/index.php/in-depth/14478-can-myanmar-and-the-region-continue-to-ignore-the-crisis.html
2. Indonesia to 'turn back Rohingya' boats. (2015, May 12). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2015/05/150512045951738.html
3. Malaysia detains hundreds of migrants arriving on boats. (2015, May 11). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2015/05/150511065720103.html
4. Malaysia Turns Away Boat With More Than 500 Migrants. (2015, May 13). The New York Times/AP. Retrieved from http://www.nytimes.com/aponline/2015/05/13/world/asia/ap-as-rohingya-boat-people.html
5. Malaysia, Indonesia agree to offer temporary shelter to 7,000 migrants. (2015, May 20). The Star. Retrieved from http://www.thestar.com.my/News/Nation/2015/05/20/Anifah-Malaysia-Indonesia-7000-migrants/
6. Myanmar says it's not to blame for migrant crisis. (2015, May 17). Hindustan Times/AFP. Retrieved from http://www.hindustantimes.com/world-news/myanmar-says-it-s-not-to-blame-for-migrant-crisis/article1-1348032.aspx
7. Weng, Lawi. (2015, May 18). Burma Says ‘Boat People’ Crisis Not Caused by Rohingya Strife.
The Irrawaddy. Retrieved from http://www.irrawaddy.org/burma/burma-says-boat-people-crisis-not-caused-by-rohingya-strife.html
8. United Nations High Commissioner for Refugees. (2015, May 19). แถลงการณ์ร่วมระหว่าง UNHCR OHCHR IOM และSRSG ในเรื่องการค้นหาและการกู้ชีพในทะเล การนำขึ้นฝั่ง และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัย และผู้อพยพที่ตอนนี้มีความจำเป็นที่จะต้องช่วยชีวิตพวกเขาในอ่าวเบงกอล และทะเลอันดามัน. Retrieved from https://www.unhcr.or.th/th/news/joint_statement
---------------------------------

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

70 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จีนยืนเคียงคู่รัสเซีย (2)

17 พฤษภาคม 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6766 วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2558, http://www.ryt9.com/s/tpd/2160953)

            ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จีนกับโซเวียตรัสเซียมีศัตรูเดียวกันคือพวกนาซี กองทัพญี่ปุ่น ทัพจีนที่ช่วยตรึงกองทัพญี่ปุ่นในเอเชียเอื้อให้กองทัพรัสเซียไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลัง มุ่งทำศึกกับนาซีในสมรภูมิยุโรปเพียงด้านเดียว ชัยชนะต่อนาซีสร้างขวัญและกำลังใจว่าญี่ปุ่นจะต้องแพ้เช่นกัน
            ในยุคสงครามเย็น ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นพันธมิตรแต่กลับแตกแยก ดีที่รัสเซียในปัจจุบันไม่เป็นสังคมนิยมคอมมิวนิสต์อีกแล้ว อีกทั้งฝ่ายตะวันตกโดยเฉพาะรัฐบาลสหรัฐต้องการปิดล้อมอิทธิพลของจีนกับรัสเซีย รัฐบาลจีนกับรัฐบาลปูตินจึงเป็นพันธมิตรใกล้ชิดอีกครั้ง 2 ประเทศมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดทุกด้าน ความสัมพันธ์เศรษฐกิจเป็นอีกด้านที่เด่นชัด มีความสำคัญยิ่งต่ออนาคตของทั้งคู่และทิศทางโลก
            ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจคือการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ

การเชื่อมต่อเศรษฐกิจจีน-รัสเซีย :
            ที่ผ่านมาไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางการเมืองระหว่างประเทศหรือเศรษฐกิจ รัฐบาลปูตินมุ่งกระชับความสัมพันธ์กับฝั่งเอเชีย ประธานาธิบดีปูตินมักพูดอยู่เสมอว่ารัสเซียเป็นชาติเอเชียเช่นกัน
ในงานประชุมเอเปกเมื่อพฤศจิกายน 2014 ประธานาธิบดีปูตินประกาศว่ารัสเซียจะใช้โอกาสที่เอเชียแปซิฟิกกำลังเติบโตเพื่อพัฒนาเขตพื้นที่ไซบีเรีย โดยสร้างความสัมพันธ์กับประเทศส่วนใหญ่อย่างสร้างสรรค์ทั้งระดับทวิภาคีกับพหุภาคี เป็นโอกาสให้ประเทศต่างๆ ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น จีน รัสเซีย ระบุว่า จีนเป็นหุ้นส่วนสำคัญในภูมิภาคนี้ จะส่งเสริมการใช้สกุลเงินของ 2 ประเทศ เพื่อส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน รัสเซียจะใช้แนวทางนี้กับประเทศอื่นๆ

ประการแรก การเชื่อมต่อด้วยกลุ่มเศรษฐกิจ
            ประเด็นสำคัญที่ประธานาธิบดีปูตินต้องการเอ่ยถึงคือ การสถาปนาสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (Eurasian Economic Union: EEU) ที่เริ่มต้นเมื่อเข้าปี 2015 ประกอบด้วยรัสเซีย เบลารุส คาซัคสถาน และอาร์เมเนีย ส่งเสริมการค้าเสรี เคลื่อนย้ายแรงงานเสรี รวมทั้งความร่วมมืออื่นๆ เช่น แลกเปลี่ยนเทคโนโลยี
            ประโยชน์ที่เอเชียแปซิฟิกจะได้คือ รัสเซียกับคาซัคสถานมีทรัพยากรแร่ธาตุจำนวนมาก เบลารุสจะช่วยเชื่อมต่อกับตลาดยุโรป ที่สำคัญคือสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชียดำเนินตามหลักการขององค์การค้าโลก กฎระเบียบการค้าการเงินจะอยู่ในกรอบมาตรฐานสากลนี้
            จะสังเกตว่าสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชียซึ่งมีรัสเซียเป็นแกนนำเลือกที่จะรวมกลุ่มกับเอเชียแปซิฟิก ทั้งที่ๆ โดยภูมิศาสตร์ติดกับอียู และไม่เข้ากลุ่ม “ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก” (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement: TPP) ที่มีสหรัฐเป็นแกนนำ เพราะแม้ TPP จะอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกแต่มีมาตรฐานสูงมาก ทั้งด้านการคุ้มครองแรงงาน สิ่งแวดล้อม ทรัพย์สินทางปัญญา และครอบคลุมประเด็นปัญหาการค้าใหม่ๆ ซึ่งรัสเซียกับสมาชิกกลุ่มไม่น่าจะมีมาตรฐานถึงขั้นดังกล่าว การเลือกเข้ากลุ่มจึงเกี่ยวข้องกับการเมืองระหว่างประเทศและมาตรฐานของแต่ละกลุ่ม
นอกจากสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย ยังมีกลุ่มความร่วมมืออื่นๆ เช่น องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organization) กลุ่มเศรษฐกิจบริคส์ (BRICS)
วันที่ประธานาธิบดีสีเยือนมอสโกเพื่อร่วมเฉลิมฉลองงานครบรอบ 70 ปีฉลองชัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ประธานาธิบดีปูตินกับประธานาธิบดีสีได้ร่วมแถลงความร่วมมือพัฒนาและเชื่อมโยงสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชียกับโครงการสายไหมของจีน ประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่า “การเชื่อมโยงโครงการ EEU กับเส้นทางสายไหมหมายถึงความเป็นหุ้นส่วนได้ก้าวสูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง” มีผลต่อเศรษฐกิจของทั้งทวีป ทั้ง 2 โครงการ “จะสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างกลมกลืน”

            ประการที่ 2 การเชื่อมต่อด้วยเส้นทาง
            การเชื่อมต่อด้านเส้นทาง คือ การจัดเตรียมระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพื่อให้การค้าการเดินทางไปมาหาสู่สะดวกรวดเร็ว ประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่าเป้าหมายในระยะยาวคือ การเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างแอตแลนติคกับแปซิฟิก
            ภายใต้นโยบายเชื่อมต่อดังกล่าว รัสเซียกับจีนมีแผนก่อสร้างระบบขนส่งขนาดใหญ่ ดังนี้
          ข้อแรก ปรับปรุงเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างยุโรปกับไซบีเรีย
            เส้นทางรถไฟ Baikal-Amur Mainline (BAM) กับ Trans-Siberian Railway เป็นเส้นทางที่มีประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ เชื่อมรัสเซียฝั่งยุโรปกับเอเชีย มีประโยชน์ทุกด้านรวมทั้งด้านการทหาร
            รัฐบาลจะปรับปรุงเส้นทางรถไฟ Baikal-Amur Mainline (BAM) กับ Trans-Siberian Railway ด้วยงบประมาณราว 16,300 ล้านดอลลาร์ ปรับปรุงสถานีในภูมิภาคตะวันออกไกล ใช้ GLONASS เทคโนโลยีการจัดการจราจรที่ทันสมัยที่สุด เส้นทางดังกล่าวจะช่วยขนส่งสินค้าจากรัสเซียสู่เอเชียตะวันออก ทางรถไฟทรานส์ไซบีเรียบางส่วนจะเป็นรถไฟความเร็วสูง ช่วยให้การเดินทางสะดวกสบายรวดเร็วขึ้น
ข้อ 2 จีนสร้างเส้นทางสายไหมยูเรเชีย
ในขณะที่รัสเซียสร้างเขตเศรษฐกิจยูเรเชีย ปรับปรุงเส้นทางรถไฟ BAM กับ Trans-Siberian Railway จีนประกาศนโยบายสร้างเส้นทางสายไหมยูเรเชีย เชื่อมต่อถึงประเทศในแถบทะเลบอลติก กลุ่มประเทศในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ถึงท่าเรือประเทศกรีซ ไปไกลถึงสเปน (สุดประเทศยุโรปตะวันตก ติดมหาสมุทรแอตแลนติก)
เส้นทางสายไหมยูเรเชียจะเป็นอีกเส้นทางเชื่อมต่อจีน-ยุโรป นอกจากเส้นทางรถไฟไซบีเรียของรัสเซียที่อยู่ขึ้นไปทางเหนือ
ทางการจีนระบุว่าเส้นทางสายไหมยูเรเชียจะมีความยาวกว่า 13,000 กิโลเมตร สามารถส่งสินค้าจากจีนสู่ยุโรปได้เร็วว่าเส้นทางรถไฟทรานส์ไซบีเรีย
เดิมการขนส่งสินค้าระหว่างอียูกับจีนใช้เส้นทางทะเล ในอนาคตการขนส่งทางบกจะเป็นอีกทางเลือก ที่สำคัญคือ เส้นทางดังกล่าวจะเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศแถบนี้เข้าหากันอย่างเป็นธรรมชาติ สนับสนุน แนวเขตเศรษฐกิจเส้นทางสายไหม” (Silk Road Economic Belt) ในเอเชียกลาง
ทุกประเทศสามารถใช้ประโยชน์จากเส้นทางดังกล่าว ไม่เฉพาะจีน
นอกจากนี้ยังมีเส้นทางสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road) เริ่มจากท่าเรือเมืองกวางตุ้ง (Guangdong) สู่ช่องแคบมะละกา เข้ามหาสมุทรอินเดียไปทะเลแดงและเข้าทะเลเมดิเตอร์เรเนียน สิ้นสุดที่เมืองเวนิส (อิตาลี)
            ทั้งรัสเซียกับจีนต่างกำลังสร้าง ปรับปรุงเส้นทางเชื่อมต่อยุโรป-เอเชียเข้าด้วยกัน

            ประการที่ 3 การเชื่อมต่อด้านพลังงาน
            ความร่วมมืออื่นๆ ที่ควรเอ่ยถึงคือ การซื้อขายน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ เศรษฐกิจจีนที่กำลังเติบโตและคาดว่าจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าคือตลาดใหญ่ของน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติรัสเซีย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2014 บริษัท Gazprom ของรัสเซียกับ China National Petroleum Corporation ลงนามสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติระหว่างกันเป็นเวลา 30 ปี (2018-2047) คิดเป็นมูลค่ารวม 400,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมกับลงทุนสร้างท่อลำเลียงใหม่อีก 1 เส้นทาง นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าแรงจูงใจของข้อตกลงดังกล่าวมาจากการเมืองมากกว่าเศรษฐกิจ เป็นการแก้ปัญหาของรัสเซียในยามที่ถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตร
            ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธคือ รัสเซียในทุกวันนี้ยังพึ่งพาการส่งออกพลังงานเป็นหลัก มีผู้ประเมินว่าที่มาของงบประมาณกว่าร้อยละ 60 มาจากกำไรที่ได้จากการขายน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติ รายได้เหล่านี้เป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ สำคัญต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ไม่ต่างจากประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่อื่นๆ เป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ช่วยให้ประธานาธิบดีปูตินฟื้นฟูประเทศอย่างต่อเนื่อง
ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา สหรัฐกับอียูคว่ำบาตรรัสเซียจากกรณียูเครน ราคาน้ำมันที่ตกต่ำกระทบเศรษฐกิจรัสเซียอย่างยิ่ง ในอนาคตความเป็นไปของราคาน้ำมันโลกคงไม่มีผลต่อรัสเซียมากดังเช่นขณะนี้ รัสเซียจะมีเสถียรภาพมากขึ้น พร้อมกับตอบสนองความมั่นคงทางพลังงานของจีนที่จำต้องได้แหล่งพลังงานที่มั่นคง มีเสถียรภาพ
            ในภาพรวม ความสัมพันธ์การค้าทวิภาคีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คาดว่าในปี 2015 จะสูงถึง 100,00 ล้านดอลลาร์ จีนเป็นผู้นำเข้าสินค้าอันดับ 2 ของรัสเซีย แต่สินค้าจีนขายแก่รัสเซียไม่มากเท่า เป็นฝ่ายขาดดุลเรื่อยมา แม้เป็นฝ่ายการดุลแต่การนำเข้าพลังงาน อาวุธ ล้วนเป็นสิ่งสำคัญ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เป็นฝ่ายได้ดุลการค้าจากประเทศอื่น เพิ่มพลังอำนาจทางทหาร ดังนั้นประโยชน์ที่ได้จึงคุ้มค่า

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            การเชื่อมต่อกลุ่มเศรษฐกิจที่นำโดยรัสเซียกับจีน การสร้างเส้นทางเชื่อมต่อเอเชีย-ยุโรป ผู้ที่ได้ประโยชน์ไม่ใช่ยุโรปขั้วรัสเซียเท่านั้น ยุโรปตะวันตก อียูจะได้ประโยชน์เช่นกันไม่ว่าจะทางตรงทางอ้อม
            บริษัท นักลงทุนที่ได้ประโยชน์ไม่ใช่เฉพาะนักลงทุนรัสเซียหรือจีนเท่านั้น นักลงทุนไม่ว่าจะเป็นชาติใดทุนประเทศใดที่ตั้งบริษัทในกลุ่มประเทศเหล่านี้ต่างได้ประโยชน์ทั้งสิ้น สุดท้ายจึงแข่งขันด้วยประสิทธิภาพ ความสามารถในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค
            หากสถานการณ์ในจีนยังคงมีเสถียรภาพ เชื่อว่าเศรษฐกิจจีนจะแซงหน้าสหรัฐในที่สุด

7 ทศวรรษหลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลสหรัฐมีอิทธิพลต่อการจัดระเบียบเศรษฐกิจการเมืองโลก มาบัดนี้ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ จะประกาศหรือไม่ประกาศ จีน-รัสเซียและพันธมิตรกำลังร่วมจัดระเบียบโลกอีกแบบที่สหรัฐมีอิทธิพลน้อย คำถามสำคัญคือเศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนแปลงโดยราบรื่นหรือไม่ การปะทะระหว่าง 2 ระเบียบโลกในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ส่งผลต่อภาพใหญ่ของโลกอย่างไร บรรดาประเทศอื่นๆ ทั้งหลายควรวางตัวอย่างไร
--------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ร่วมเฉลิมฉลองงานครบรอบ 70 ปีฉลองชัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่รัสเซียเป็นการแสดงออกถึงสัมพันธภาพอันใกล้ชิดระหว่างจีน-รัสเซียในระยะนี้ สวนทางกับฝ่ายตะวันตกที่บรรดาผู้นำประเทศไม่มาร่วมหลายปีแล้ว คำถามสำคัญคือพฤติกรรมเช่นนี้แสดงถึงการแบ่งขั้วหรือไม่ โลกกำลังเข้าสู่การแบ่งขั้ว-เลือกข้างอย่างรุนแรงอีกครั้งหรือไม่ แน่นอนว่าบริบทปัจจุบันแตกต่างจากอดีต แต่มหาอำนาจยังคงเข้าพัวพันในประเทศอื่นๆ 

            ความตึงเครียดจากสถานการณ์ยูเครนที่เริ่มต้นตั้งแต่ปลายปี 2013 จนนำสู่การเผชิญหน้าระหว่างชาติมหาอำนาจรัสเซียกับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างชัดเจน สหรัฐฯ กับพันธมิตรโดยเฉพาะอียูร่วมออกมาตรคว่ำบาตรรัสเซียหลายรอบ
            ข้อเขียนชิ้นนี้อธิบายนโยบายของสหรัฐฯ ต่อรัสเซียเพื่ออธิบายเหตุผลที่มาที่ไปของนโยบายปิดล้อมรัสเซีย การตอบโต้จากรัฐบาลปูติน นำสู่การวิเคราะห์องค์รวม ชี้ให้เห็นยุทธศาสตร์เชิงลึกของสหรัฐฯ ความพยายามจัดระเบียบโลกผ่านวิธีการต่างๆ จุดอ่อนของยุทธศาสตร์ปิดล้อม พลังอำนาจที่ถดถอยของสหรัฐฯ พร้อมกับคาดการณ์อนาคต

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม :
1. Fergusson, Ian F., Cooper, William H. Jurenas, Remy., & Williams, Brock R. (2013, January 24). The Trans-Pacific Partnership Negotiations and Issues for Congress. Congressional Research Services. Retrieved from http://www.fas.org/sgp/crs/row/R42694.pdf
2. Homeriki, Leonid. (2014, November 13). Russia to build second gas pipeline to China after Beijing agreement. Russia Beyond the Headlines. Retrieved from http://rbth.co.uk/business/2014/11/13/russia_to_build_second_gas_pipeline_to_china_after_beijing_agreement_41393.html
3. President Vladimir Putin. (2014, November 11). Vladimir Putin’s Asia-Pacific Economic Cooperation (APEC) Summit Speech: Trade in Rubles and Yuan Will Weaken Dollar’s Influence. Global Research. Retrieved from http://www.globalresearch.ca/putins-asia-pacific-economic-cooperation-apec-summit-speech-trade-in-rubles-yuan-will-weaken-dollars-influence/5413432
4. Putin gives start to Baikal-Amur Mainline modernization. (2014, July 8). TASS. Retrieved from http://tass.ru/en/russia/739555
5. QIN JIZE., & ZHAO YINAN. (2014, December 87). China set to make tracks for Europe. China Daily. Retrieved from http://www.chinadaily.com.cn/world/2014livisitkst/2014-12/18/content_19111345.htm
6. Russia and China agree on integration of Eurasian Economic Union, Silk Road projects. (2015, May 8). TASS. Retrieved from http://tass.ru/en/economy/793713
7. Russia ready for cooperation with US on basis of equality — Putin. (2014, November 19). TASS Retrieved from http://en.itar-tass.com/russia/760524
8. Saunders, Doug. (2014, March 15). Crimea is serious, but this is not a new Cold War. The Globe and Mail. Retrieved from http://www.theglobeandmail.com/globe-debate/crimea-is-serious-but-this-not-a-new-cold-war/article17490293/?cmpid=rss1
9. The White House. (2014, November 10). Remarks by President Obama at APEC CEO Summit. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/11/10/remarks-president-obama-apec-ceo-summit
10. Van Herpen, Marcel H. (2014). Putin's Wars: The Rise of Russia's New Imperialism. Maryland:  Rowman & Littlefield.
---------------------------------

วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

70 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จีนยืนเคียงคู่รัสเซีย (1)

10 พฤษภาคม 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6759 วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2558, http://www.ryt9.com/s/tpd/2155050)

            ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินทางไปมอสโกเพื่อร่วมเฉลิมฉลองงานครบรอบ 70 ปีฉลองชัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อรำลึกประวัติศาสตร์ การเสียสละของทหารหาญ ความต้องการสันติภาพ ปรารถนาอนาคตที่สดใส
            สำหรับประธานาธิบดีปูตินวันที่ 9 พฤษภาคมเป็นวันสำคัญที่ยิ่ง แม้จะผ่านมาแล้ว 7 ทศวรรษชาวรัสเซียยังคงจดจำชัยชนะในคราวนั้น ต้องการแสดงความเคารพต่อคนสมัยนั้นที่สามารถเอาชนะนาซี ด้วยชีวิตของชาวรัสเซียราว 27 ล้านชีวิต

มองประวัติศาสตร์รอบด้าน :
ตำราตะวันตกจะระบุว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มเมื่อเยอรมนียกกองทัพบุกโจมตีโปแลนด์อย่างสายฟ้าแลบเมื่อวันที่ 1 กันยายน 1939 สงครามกินเวลา 6 ปี (1939-1945) มีประเทศเกี่ยวข้องโดยตรงกว่า 60 ประเทศ ผู้คนราว 2,000 ล้านคน หรือร้อยละ 80 ของจำนวนประชากรในสมัยนั้น ผลของสงครามคร่าชีวิตผู้คน 60 ล้านคน ในจำนวนนี้ 2 ใน 3 เป็นพลเรือน
            มองฝั่งรัสเซีย
            เรื่องน่าสนใจที่ควรเอ่ยถึงคือในสมัยนั้นสหภาพโซเวียตนำโดยโจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin) ยังวุ่นอยู่กับการปฏิรูปประเทศ ต่อต้านนายทุน ต่อมาเห็นว่านาซีเป็นภัยคุกคามต่อสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ จึงเปลี่ยนนโยบายครั้งใหญ่ไปจับมือค่ายทุนนิยมประชาธิปไตยเพื่อต่อต้านนาซีกับพวกฟาสซิสต์ ในช่วงนั้นพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศต่างๆ ชูนโยบายร่วมมือกับ “พวกประชาธิปไตยที่รักสันติ” (peace-loving democratic forces) เพื่อต้านศัตรูร่วม
            ด้านฝ่ายอังกฤษ ฝรั่งเศส รวมทั้งสหรัฐต่างเห็นดีเห็นงามด้วย
            (คอมมิวนิสต์รัสเซียจึงสามารถร่วมมือกับทุนนิยมตะวันตกในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ประวัติศาสตร์เรื่องนี้ซ้ำรอยอีกครั้งเมื่อคอมมิวนิสต์จีนจับมือทุนนิยมตะวันตกต้านคอมมิวนิสต์รัสเซียในช่วงสงครามเย็น)
            ในช่วงแรกเยอรมนีมุ่งรบทางฝั่งตะวันตก หลังจากบุกยึดโปแลนด์และอีกหลายประเทศ เยอรมนีบุกโจมตีสหภาพโซเวียตในวันที่ 22 มิถุนายน 1941 สงครามสิ้นสุดด้วยนาซีเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ สหภาพโซเวียตเป็นฝ่ายชนะแต่เสียหายหนัก กลายเป็นความกลัวอย่างหนึ่งของรัสเซียมีผลต่อการดำเนินนโยบายในเวลาต่อมา

            มองฝั่งจีน
            ด้านจีนนั้น ตำราจีนจะอ้างว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 ของตนเริ่มตั้งแต่กองทัพของจักรวรรดิญี่ปุ่นเปิดสงครามรุกรานจีนเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 1937 สงครามขยายตัวเรื่อยจนญี่ปุ่นต้องส่งทหารกว่า 1 ล้านคน (หรือราว 2 ใน 3 ของทหารทั้งหมด) ทำสงครามกับจีน ข้อมูลจีนระบุว่าเมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้มีทหารญี่ปุ่นราว 1,280,000 คนอยู่ในสมรภูมิจีน
            การถือว่าจีนเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อใดจึงยังไม่มีข้อสรุปที่ยอมรับทั่วไป ความจริงอีกด้านคือญี่ปุ่นรุกรานจีนมานานแล้ว ไม่ใช่เริ่มต้นเมื่อ 1937 ในปี 1931 ญี่ปุ่นรุกรานแมนจูเรียของจีน ในสมัยนั้นมีสันนิบาตชาติ (League of Nations, 1920-46) ที่ตั้งเป้าดูแลประเด็นความมั่นคงโลก แต่เมื่อญี่ปุ่นยึดครองแมนจูเรีย ชาติมหาอำนาจยุโรปไม่เห็นความสำคัญ ไม่คิดว่าเป็นผลประโยชน์ของตนที่จะต่อต้านญี่ปุ่น สันนิบาตชาติได้แต่เรียกร้องให้ญี่ปุ่นถอนตัวแต่ไม่ทำอะไรมากกว่านั้น ญี่ปุ่นโต้กลับด้วยการถอนตัวออกจากสันนิบาตชาติ
            ถ้าจะพูดให้กว้างกว่านี้ ญี่ปุ่นรุกรานจีนด้วยกระแสลัทธิล่าอาณานิคม จักรวรรดินิยมในยุคนั้น ถ้ายึดกรอบนี้ ญี่ปุ่นเริ่มรุกรานจีนเพื่อขยายดินแดนครั้งแรกในสงครามจีน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 1 (First Sino- Japanese War) ในช่วงปี 1894-95 ญี่ปุ่นต้องการครอบครองแหล่งแร่เหล็กกับถ่านหินของเกาหลี ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญยิ่งต่อพลังความมั่นคงของชาติ
            รัฐบาลเกาหลีขอความช่วยเหลือจากจีนซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าประเทศราช กองทัพจีนแม้มีจำนวนมากกว่าไม่อาจต้านกองทัพญี่ปุ่นที่ทันสมัยกว่า ญี่ปุ่นสามารถยึดครองเกาหลีเป็นอาณานิคม แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของกองทัพจีน
            ความพ่ายแพ้ต่อญี่ปุ่น ทำให้ชาวจีนรู้สึกอับอายอย่างยิ่ง เนื่องจากแต่ไหนแต่ไรคนจีนมักถือว่าตนเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่กว่าญี่ปุ่นเสมอมา
            10 ปีต่อมา กองทัพญี่ปุ่นปะทะกองทัพโซเวียตเพื่อแย่งชิงปกครองพื้นที่แมนจูเรียกับเกาหลี เกิดสงคราม “Russo-Japanese War 1904-05” ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายชนะสามารถยึดครองพื้นที่เกาหลีและแมนจูเรียบางส่วน ชัยชนะครั้งนี้ สร้างขวัญกำลังใจแก่คนญี่ปุ่น กลายเป็นชาติมหาอำนาจของเอเชียในต้นศตวรรษที่ 20
            ความสำเร็จเหล่านี้สร้างความฮึกเหิมอย่างมากแก่ญี่ปุ่น นักวิชาการบางคนเชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่กองทัพญี่ปุ่นสะสมกำลังเพื่อเตรียมรุกรานภาคกลางของจีนในปี 1937 และเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ในที่สุด
            และถ้าจะพูดเรื่องกระแสลัทธิล่าอาณานิคมในยุคนั้นให้กว้างที่สุด ญี่ปุ่นไม่ใช่ชาติเดียวที่รุกรานกดขี่ข่มเหงชาวจีน แต่เป็นชาติเอเชียเพียงชาติเดียวที่ทำเช่นนี้ ที่เหลือเป็นพวกตะวันตกทั้งหมด รวมทั้งโซเวียตรัสเซีย

วิเคราะห์องค์รวม :
            ถ้ามองมากกว่างานฉลองชัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีประเด็นควรเอ่ยถึงดังนี้
            ประการแรก ขั้ว
ผู้นำประเทศที่เข้าร่วมงานคือการแสดงตัวว่าเป็นพันธมิตร มิตรประเทศใกล้ชิดรัสเซีย ทางการรัสเซียรายงานว่าจะมีผู้นำประเทศเข้าร่วมประมาณ 20 ชาติ ส่วนผู้นำตะวันตกไม่ร่วมงานหลายปีแล้ว อย่างมากส่งตัวแทนระดับรัฐมนตรีหรือทูตไปร่วมงาน
            1.1 ขั้ว “รัสเซีย-จีน”
            ประธานาธิบดีสีกล่าวว่าการร่วมเฉลิมฉลองเป็นการรำลึกอดีต  “มองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ สงครามที่เริ่มต้นจากลัทธิฟาสซิสต์ (Fascism) และลัทธิทหารสร้างหายนะและโศกนาฏกรรมต่อประเทศเอเชียและยุโรปอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน” จีนกับรัสเซียและอีกหลายประเทศเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเหล่านั้น จีนกับรัสเซียได้ร่วมกันยืนหยัดต่อสู้ลัทธิฟาสซิสต์และลัทธิทหาร
 “หลายทศวรรษแล้ว ที่ชาติจีนกับรัสเซียได้ร่วมทุกข์ร่วมสุข” “วันนี้ ประชาชน 2 ชาติจะร่วมก้าวไปข้างหน้า รักษาสันติภาพ ส่งเสริมการพัฒนา และสนับสนุนสันติภาพโลกอย่างต่อเนื่องและความก้าวหน้าของมนุษยชาติ”
            ประธานาธิบดีปูตินกล่าวต่อประธานาธิบดีสีในทำนองเดียวกันว่า “ตอนนี้ เราทั้งสองยืนเคียงคู่ต่อต้านความพยายามที่จะรื้อฟื้นลัทธินาซีและลัทธิทหาร และความพยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์”
            ถ้าอธิบายอีกมุม มองว่าเป็นเรื่องปัจจุบันและอนาคต อาจตีความว่าคือการแสดงออกว่ารัฐบาลจีนยืนเคียงข้างรัสเซียเพื่อเผชิญภัยคุกคามต่างๆ ที่รัสเซีย จีน หรือทั้ง 2 ประเทศกำลังร่วมเผชิญอยู่ แสดงถึงการเป็นพันธมิตรใกล้ชิด หรืออาจเรียกว่าเป็นขั้ว “รัสเซีย-จีน” ก็ได้ ไม่ว่าจะประกาศชัดต่อสาธารณะหรือไม่ พฤติกรรมที่แสดงออกตีความได้เช่นนั้น

            1.2 อเมริกาผู้นิยมแบ่งขั้ว-เลือกข้าง
            ตรงข้ามกับรัฐบาลอเมริกันที่นิยมประกาศการเป็น “ขั้ว” ไม่ว่าจะใช้คำนี้หรือไม่
            ในยุคสงครามเย็น (Cold War) ฝ่ายที่เรียกตนเองว่าโลกเสรีประชาธิปไตย เรียกร้องให้บรรดาประเทศทั้งหลายอยู่ข้างตนต่อต้านลัทธิสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ จนกระทั่งประเทศเล็กๆ ทั้งหลายต้องประชุมหารือ ประกาศเจตนารมณ์ขอให้ชาติต่างๆ อยู่ร่วมกันด้วยสันติ ปลดแอกจากความเป็นเจ้าของชาติมหาอำนาจ ไม่ฝักฝ่ายมหาอำนาจขั้วใดขั้วหนึ่ง เรียกร้องการอยู่ร่วมอย่างพี่น้อง เกิด “กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” (Non-Aligned Movement: NAM)
            แนวคิดของ NAM น่าสนใจมาก เป็นการตั้งคำถามว่าในฐานะรัฐอธิปไตยจำต้องเลือกข้างระหว่างชาติมหาอำนาจหรือไม่ จะขออยู่เป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้หรือ

            เมื่อสิ้นสงครามเย็น หลายคนคิดว่าโลกน่าจะเข้าสู่ภาวะสงบสุข ไม่ต้องหวั่นเกรงสงครามนิวเคลียร์ล้างโลกอีก แต่จู่ๆ ก็เกิดเหตุการณ์ 9/11 ผลลัพธ์ที่ได้สหรัฐยังคงอยู่ดีต่อไป ที่สำคัญคือ เหตุการณ์ครั้งนั้น ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช ประกาศให้ “เลือกข้าง” ประเทศที่ไม่ร่วมมือกับสหรัฐฯ ต่อต้านผู้ก่อการร้าย ถือว่าประเทศนั้นเป็นศัตรู
            ในแง่มุมหนึ่งเท่ากับเป็นการตัดทอนสกัดกั้นอิทธิพลของรัสเซียกับจีนที่กำลังก้าวขึ้นมา

ล่าสุดเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา สหรัฐกับญี่ปุ่นเพิ่งลงนามข้อตกลงแผนความร่วมมือด้านความมั่นคงฉบับใหม่ชื่อว่า “แผนความร่วมมือป้องกันประเทศสหรัฐ-ญี่ปุ่นด้านความมั่นคง” (Guidelines for U.S.-Japan Defense Cooperation) เป็นอีกสิ่งที่ตอกย้ำการแบ่งขั้ว-เลือกข้างในระดับภูมิภาคและระดับโลก
โลกกำลังเข้าสู่การแบ่งขั้ว-เลือกข้างอย่างรุนแรงหรือไม่

            ประการที่ 2 จีน-รัสเซียไม่ได้ญาติดีเสมอไป
            ในวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปีเช่นนี้ ฝ่ายชนะสงครามย่อมเอ่ยถึงแต่เรื่องดีๆ ไม่ใช่วาระที่จะเอ่ยเรื่องที่อาจดูไม่สร้างสรรค์ แต่ถ้าไม่มองอย่างรอบด้านก็เท่ากับเป็นการบิดเบือนหรือเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ ด้วยการ “ไม่เอ่ยถึง” ทำให้ผู้คนรับรู้แต่เรื่องดีๆ หรือรับรู้เพียงบางด้าน ทุกปีที่เฉลิมฉลองก็พูดแต่เรื่องดีๆ จนในที่สุดไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องที่ตรงข้าม
            ดังที่ประธานาธิบดีสีกล่าวอย่างน่าคิดว่า “ถ้าเราลืมอดีตของเรา จิตและวิญญาณของเราจะหลงทางในความมืด” จีน “ต่อต้านความพยายามหรือการกระทำใดๆ ที่ปฏิเสธ บิดเบือนหรือแอบแก้ประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2

            มีประวัติศาสตร์บางตอนที่ควรเอ่ยถึง คือเมื่อแรกจีนเริ่มปฏิวัติสังคมนิยมนั้น สหภาพโซเวียตให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง แต่หลังเกิดเหตุตึงเครียดระหว่างสหภาพโซเวียตกับสหรัฐในหลายเรื่อง รวมทั้ง “วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา” (Cuban Missle Crisis) เมื่อเดือนตุลาคม 1962 จนเกือบเกิดสงครามนิวเคลียร์ ประธานาธิบดีนิกิต้า ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev) เริ่มนโยบายปรับความสัมพันธ์กับสหรัฐแต่กลายเป็นข้ออ้างให้ประธานเหมา เจ๋อตงปฏิเสธความเป็นผู้นำคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียต ในขณะที่สหภาพโซเวียตมองตนเป็นผู้นำการปฏิวัติอยู่เสมอ เกิดการโต้แย้งแนวทางปฏิวัติอย่างรุนแรง ความสัมพันธ์ทวิภาคีเสื่อมลงอย่างต่อเนื่อง โซเวียตเริ่มถอนความช่วยเหลือ ประธานเหมาตอบโต้ด้วยการประกาศพึ่งพาตนเอง คอมมิวนิสต์แตกออกเป็น 2 ค่าย
จากนั้นรัฐบาลสหรัฐเข้ามาจับมือจีนต้านสหภาพโซเวียต ถ้าจีนยึดมั่นว่าตนเป็นคอมมิวนิสต์แท้ เท่ากับว่าคอมมิวนิสต์แท้จับมือทุนนิยมแท้ต้านคอมมิวนิสต์ปลอม
วันนี้รัสเซียไม่ใช่สังคมนิยมคอมมิวนิสต์อีกแล้ว กลับมาจับมือจีนอีกรอบ โดยไม่ต้องถกเถียงเรื่องคอมมิวนิสต์แท้-เทียมอีกต่อไป

            ประการที่ 3 วิพากษ์มหาอำนาจ
            มีประเด็นน่าคิดว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นสงครามอีกชนิดหนึ่งหรือไม่ แม้ยังไม่เป็น “สงครามร้อน” ระดับโลก
            อย่างไรก็ตาม การจะบอกว่าปัจจุบันมีสงครามระหว่างรัสเซีย-จีนกับฝ่ายตรงข้ามก็ดูจะเป็นการตีความในมุมมองที่แคบเกินไป เพราะในความขัดแย้งมีความร่วมมือ ในพื้นที่ที่เกิดการปะทะด้วยอาวุธก็เกิดในพื้นที่นอกประเทศของตน
            แต่ประเทศนั้นๆ เสียหายหนัก ในเวลาไม่กี่ปีคนตายเป็นแสน บางแห่งกลายเป็นรัฐล้มเหลวหรือเกือบล้มเหลว สงครามกลางเมืองในบางประเทศมีกองกำลังติดอาวุธต่างชาติเข้าแทรกจนไม่รู้ว่าจะต้องรบไปอีกนานเพียงไร ต้องสูญเสียอีกเท่าไหร่ ระหว่างนี้พลเรือนหลายล้านคนต้องอพยพจากบ้านเรือนไปค่ายผู้ลี้ภัย โดยไม่รู้ว่าจะได้กลับบ้านเมื่อไหร่ อนาคตของตนและลูกหลานจะเป็นอย่างไร จะกลายเป็นคนไร้รัฐหรือไม่
            นี่เป็นเหตุการณ์จริงที่กำลังเกิดขึ้น ณ วันนี้ เป็นความขัดแย้งที่บรรดาชาติมหาอำนาจเข้าไปพัวพันด้วย
            เมื่อเป็นเช่นนี้ บรรดาประเทศเล็กๆ ทั้งหลายควรตระหนัก ไม่ปล่อยให้ประเทศตัวเองเกิดความวุ่นวาย เปิดโอกาสให้ชาติมหาอำนาจเข้าแทรก คอยส่งอาวุธ กระสุนให้รบ จนกลายเป็นสงครามกลางเมือง ชาวบ้านคนธรรมดามีอาวุธสงครามประจำบ้านกันแทบทุกครัวเรือน

            การร่วมงานเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปีหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ของประธานาธิบดีสี บ่งบอกความหมายเชิงสัญลักษณ์แสดงถึงความใกล้ชิด ผู้นำประเทศที่มีหัวอกเดียวกัน
ในระดับประชาชน ประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 มีแง่มุมให้พูดมากมาย หากมองเทียบกับปัจจุบันยิ่งมีประเด็นวิพากษ์ ให้ข้อคิด มีทั้งเรื่องดีเรื่องร้าย แต่ทั้งหมดควรเป็นบทเรียนเพื่อสร้างสรรค์ ดังเช่น 2 ผู้นำประกาศรำลึกประวัติศาสตร์เพื่อสันติภาพ การก้าวไปร่วมกัน พัฒนาไปด้วยกัน
            ตอนหน้าจะนำเสนอความร่วมมือระหว่างรัฐบาลปูตินกับรัฐบาลสี โดยเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม มีผลไม่เฉพาะ 2 ประเทศแต่มีผลทั่วโลก
------------------ 

บทความที่เกี่ยวข้อง 
หลังการหารือระหว่างรัฐบาลโอบามากับอาเบะอยู่นานนับปี ในที่สุดความสัมพันธ์ความมั่นคงทางทหารก็ปรากฎหลักฐานชัดเจนอีกครั้งด้วยแผนความร่วมมือด้านความมั่นคงฉบับใหม่ชื่อว่า “แผนความร่วมมือป้องกันประเทศสหรัฐ-ญี่ปุ่นด้านความมั่นคง” บัดนี้ “กองกำลังป้องกันตนเอง” ญี่ปุ่นมีเป้าหมายออกไปปฏิบัติการทั่วโลกร่วมกับกองทัพอเมริกัน บางคนอาจตั้งคำถามว่าพื้นที่หรือสมรภูมิใดจะเป็นแห่งแรกที่กองทัพญี่ปุ่นจะออกไป “ป้องกันตนเองร่วม”

หลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” ที่ประกาศในสมัยประธานาธิบดีบุชนิยามว่าเป็นส่งกองทัพเข้ารุกรานอย่างเปิดเผย เป็นนิยามที่ไม่ครอบคลุม บิดเบือน จึงต้องกำหนดนิยามใหม่ อีกประเด็นที่ไม่ควรละเลยคือความเชื่อมโยงกับการส่งเสริมประชาธิปไตย การค้าเสรี คำถามที่สำคัญคือ รัฐบาลโอบามาได้ละทิ้งหลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” หรือไม่ หรือเป็นเพียงปรับตัวให้เข้ากับบริบท

            ความตึงเครียดจากสถานการณ์ยูเครนที่เริ่มต้นตั้งแต่ปลายปี 2013 จนนำสู่การเผชิญหน้าระหว่างชาติมหาอำนาจรัสเซียกับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างชัดเจน สหรัฐฯ กับพันธมิตรโดยเฉพาะอียูร่วมออกมาตรคว่ำบาตรรัสเซียหลายรอบ
            ข้อเขียนชิ้นนี้อธิบายนโยบายของสหรัฐฯ ต่อรัสเซียเพื่ออธิบายเหตุผลที่มาที่ไปของนโยบายปิดล้อมรัสเซีย การตอบโต้จากรัฐบาลปูติน นำสู่การวิเคราะห์องค์รวม ชี้ให้เห็นยุทธศาสตร์เชิงลึกของสหรัฐฯ ความพยายามจัดระเบียบโลกผ่านวิธีการต่างๆ จุดอ่อนของยุทธศาสตร์ปิดล้อม พลังอำนาจที่ถดถอยของสหรัฐฯ พร้อมกับคาดการณ์อนาคต

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณนุกรม :
1. Backgrounder: Basic facts about European, Asian battlefields in WWII. (2015, May 5). China Daily/Xinhua. Retrieved from http://www.chinadaily.com.cn/world/2015xiattendwwii/2015-05/08/content_20657517.htm
2. China’s WWII contributions long underestimated: experts. (2015, May 7). People’s Daily Online. Retrieved from http://en.people.cn/n/2015/0507/c98649-8888855.html
3. Cotterell, Arthur. (2011). Asia: A Concise History. Singapore: Wiley & Sons (Asia).
4. DK. (2010, April 17). BANDUNG SPIRIT. Retrieved from http://www.bandungspirit.org/spip.php?article4
4. D'Anieri, Paul. (2012). International Politics: Power and Purpose in Global Affairs. USA: Wadsworth.
5. Mitter, Rana. (2013). Forgotten Ally: China's World War II, 1937-1945. New York: Houghton Mifflin Harcourt.
6. Putin: Russia & China worst affected by WW2, reject rehabilitation of Nazism & militarism. (2015, May 8). RT. Retrieved from http://rt.com/news/256901-russia-china-ww2-history/
7. Shirk, Susan L. (2007). China: Fragile Superpower: How China's Internal Politics Could Derail Its Peaceful Rise. New York: Oxford University Press.
8. Spotlight: Xi lauds contributions of China, Russia to WWII victory. (2015, May 7). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2015-05/07/c_134219372.htm
9. Soares, John A. (2000). Cuban Missiles Crisis. In Showalter, Dennis ., & DuQuenoy, Paul. (Eds.), History in Dispute (Vol. 6. The Cold War, Second Series, pp.70-76). USA: St. James Press.
10. William J. Duiker. (2009). Contemporary World History (5th ed.). USA: Wadsworth.
11. Wright, David Curtis. (2011). The History of China (2nd Ed.). USA: Greenwood.
---------------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ยุทธศาสตร์ใหม่ของรัสเซียต่อยูเครน

7 สิงหาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ได้รับการเผยแพร่ผ่าน ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2557, http://www.thaiworld.org/thn/thailand_monitor/answera.php?question_id=1377)

            ความวุ่นวายของประเทศยูเครนที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ สามารถแบ่งเหตุการณ์ออกเป็น 3 ช่วง ช่วงแรกคือ การโค่นล้มรัฐบาลของประธานาธิบดี วิคเตอร์ ยานูโควิช (Viktor Yanukovych) ที่เริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายน 2013 เมื่อกลุ่มผู้ประท้วงไม่พอใจที่รัฐบาลไม่ยอมทำข้อตกลงการค้ากับสหภาพยุโรป (Association Agreement) เนื่องจากรัฐบาลต้องการทำการค้ากับรัสเซียมากกว่า ผลสุดท้ายรัฐบาลของยานูโควิชที่อิงฝ่ายรัสเซียถูกโค่นล้ม กลุ่มการเมืองฝ่ายขวาที่อิงชาติตะวันตกขึ้นมาเป็นรัฐบาลรักษาการ
            ช่วงที่ 2 คือ กองกำลังรัสเซียเข้าควบคุมไครเมีย เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไครเมียเป็นเขตกึ่งปกครองตนเองของยูเครน มีความสำคัญต่อรัสเซียเป็นพิเศษในเรื่องความมั่นคงทางทหาร เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหารที่สำคัญ เพราะเป็นที่ตั้งของฐานทัพเรือขนาดใหญ่ของกองเรือทะเลดำ (Black Sea Fleet) ที่เซวาสโตโพล (Sevastopol) ในเขตไครเมีย เป็นสิ่งที่รัสเซียไม่ยอมสูญเสีย
            วิกฤตไครเมียลงเอยด้วยการที่ประธานาธิบดีปูตินลงนามในกฎหมายผนวกสาธารณรัฐไครเมีย (Republic of Crimea) เป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐรัสเซีย (Russian Federation) เมื่อวันที่ 21 มีนาคม แม้สหรัฐฯ กับพันธมิตรจะแสดงท่าทีต่อต้าน แต่ไม่ได้ประกาศว่าต้องการใช้กำลังยึดไครเมียคืนให้กับยูเครน
            สถานการณ์ความไม่สงบล่าสุด คือกรณีความไม่สงบในยูเครนตะวันออก อันเป็นผลสืบเนื่องจากกรณีไครเมีย เมื่อชาวยูเครนที่พูดภาษารัสเซียในภาคตะวันออก มีอัตลักษณ์ใกล้ชิดกับรัสเซีย อยากเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียดังเช่นไครเมีย อันที่จริงความไม่สงบในยูเครนตะวันออกเริ่มต้นขึ้นในเวลาใกล้เคียงกับไครเมีย แต่เนื่องจากสถานการณ์ไครเมียมีความร้อนแรง เป็นจุดสนใจมากกว่า ที่ผ่านมาความวุ่นวายในยูเครนตะวันออกจึงไม่ค่อยเป็นที่สนใจมากนัก

ยุทธศาสตร์เดิม ไม่ยอมให้ยูเครนเป็นสมาชิกนาโต :
            การจะเข้าใจสถานการณ์ยูเครน ควรเริ่มจากนโยบายของรัสเซีย ที่แต่ไหนแต่ไรรัฐบาลรัสเซียมีจุดยืนว่าจะไม่ยอมให้ยูเครนเข้ากลุ่มนาโตโดยเด็ดขาด ถือว่าเป็น “เส้นต้องห้าม” เพราะรัสเซียหวังให้ยูเครนเป็นรัฐกันชน (buffer state) หากยูเครนเป็นสมาชิกนาโตแล้วเท่ากับว่ากองทัพนาโตมาจ่อหน้าประตูบ้านรัสเซีย รวมทั้งกรณีไครเมียอันเป็นที่ตั้งของฐานทัพเรือสำคัญด้วย
            ประธานาธิบดีปูตินถึงกับกล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมาชาติตะวันตกคดโกงรัสเซียหลายครั้ง ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขาโดยไม่สนใจว่าถูกกฎหมายหรือไม่ มาบัดนี้ ถึงเวลาแล้วที่ชาติตะวันตกจะยอมรับว่ารัสเซียก็มีผลประโยชน์และวาระระหว่างประเทศของตนเช่นกัน ที่ชาติตะวันตกต้องให้ความเคารพ การขยายตัวของนาโตมาใกล้พรมแดน และท่าทีคุกคามทางทหาร เป็นเรื่องที่รัสเซียยอมให้ไม่ได้ รัสเซียยินดีร่วมมือกับนาโต แต่ต้องดำเนินบนผลประโยชน์ร่วมกัน

            เพื่อให้รัฐบาลยูเครนดำเนินนโยบายที่รัสเซียพอใจ ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา นับจากที่ยูเครนแยกตัวออกจากอดีตสหภาพโซเวียต กลายเป็นรัฐอธิปไตย รัฐบาลรัสเซียพยายามแทรกแซงการเมืองภายในยูเครน ในขณะที่ชาติสมาชิกนาโตก็ดำเนินนโยบายแทรกแซงการเมืองยูเครนเช่นกัน การเมืองการเลือกตั้งของยูเครนจึงตกอยู่ในสภาพของการชิงชัยระหว่างขั้วการเมือง 2 ขั้ว คือ ขั้วยูเครนตะวันออกที่อิงรัสเซีย กับขั้วยูเครนตะวันตกที่อิงชาติตะวันตก ที่ต่างฝ่ายต่างพยายามโค่นล้มรัฐบาลของอีกขั้วหนึ่ง
            การประท้วงโค่นล้มรัฐบาลของประธานาธิบดียานูโควิชที่เริ่มต้นเมื่อปลายปีที่แล้ว คือ ปรากฏการณ์ซ้ำรอยการเมืองยูเครนครั้งล่าสุด

            การแก้ปัญหาครั้งนี้ รัฐบาลปูตินได้กระทำสิ่งใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน คือ ผนวกไครเมียเป็นของรัสเซีย พร้อมกับเรียกร้องให้ยูเครนตะวันออกเป็นเขตปกครองตนเอง สิ่งนี้ชี้ว่ารัฐบาลปูตินได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ต่อยูเครนแล้ว

ยุทธศาสตร์ใหม่ แยกยูเครนออกเป็น 3 ส่วน :
             กว่า 20 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลปูตินเข้าแทรกแซงการเมืองการเลือกตั้งยูเครน เพื่อให้ได้รัฐบาลที่ดำเนินนโยบายใกล้ชิดรัสเซีย แต่ความไร้เสถียรภาพของรัฐบาล การก่อการของขั้วฝ่ายตรงข้าม ทำให้การเมืองยูเครนผันผวน ได้รัฐบาลที่อิงชาติตะวันตกสลับกับที่อิงรัสเซีย
            เป้าหมายของยุทธศาสตร์ใหม่ของประธานาธิบดีปูติน คือหวังแก้ความผันผวนทางการเมือง ด้วยการแยกยูเครนออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกคือ เขตกึ่งปกครองตนเองไครเมีย ซึ่งขณะนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซียแล้ว แผนขั้นที่ 2 คือ แยกยูเครนที่เหลือออกเป็น 2 ส่วน คือ ยูเครนตะวันตกที่ประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนขั้วการเมืองที่อิงชาติตะวันตก กับยูเครนตะวันออกที่พลเมืองจำนวนมากเป็นชาวยูเครนที่พูดภาษารัสเซีย หวังจะอยู่กับรัสเซียมากกว่า
            ภายใต้แผนขั้นที่ 2 นี้ รัสเซียต้องการให้ยูเครนเป็นประเทศในรูปแบบสหพันธรัฐ (federal state) ที่มีหลายเขตปกครองตนเอง แต่ละเขตปกครองสามารถเลือกแนวทางเศรษฐกิจ การเงิน สังคม ภาษา ศาสนาของตนเอง โดยให้เหตุผลว่าที่ผ่านรัฐบาลแต่ละชุดล้วนไม่ประสบผลสำเร็จในการบริหารประเทศ เนื่องจากประเทศมีความแตกต่างหลากหลายมาก การปกครองแบบรัฐเดี่ยวจึงไม่ได้ผลดี เชื่อว่ายูเครนที่มีหลายเขตปกครองตนเองจะตอบสนองผลประโยชน์ของประชาชนในแต่ละภูมิภาคได้ดีกว่า
            เป้าหมายที่รัฐบาลปูตินต้องการ คือ ให้ยูเครนตะวันออกเป็นเขตปกครองตนเอง มีนโยบายของตนเอง เพื่อที่รัสเซียจะสามารถช่วยเหลืออย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและประหยัดกว่าเดิม แทนการช่วยเหลือในอดีตที่มอบแก่ยูเครนทั้งประเทศ การแยกเป็นเขตปกครองตนเองยังช่วยให้รัสเซียสามารถทุ่มเทการค้าการลงทุนกับเขตดังกล่าวอย่างเต็มที่ ยูเครนตะวันออกเป็นเขตอุตสาหกรรมหนัก ที่รัสเซียทำการค้ากับเขตนี้เรื่อยมา ที่สำคัญคือ มีความมั่นใจว่ารัฐบาลเขตปกครองตนเองที่เกิดขึ้นจะเป็นพวกที่ใกล้ชิดกับตน ลดความผันผวนทางการเมืองที่ไม่แน่นอน ซึ่งบางครั้งได้รัฐบาลที่สนับสนุนรัสเซีย บางครั้งสนับสนุนชาติตะวันตกดังเช่นรัฐบาลชุดปัจจุบัน

            ฝ่ายชาติตะวันตกจะได้ฝั่งยูเครนตะวันตก ที่ประชาชนส่วนใหญ่ในปัจจุบันต้องการอยู่กับสหภาพยุโรปมากกว่า พื้นที่ด้านตะวันตกส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม โดยรวมแล้วยากจนกว่าเขตตะวันออก จำต้องได้รับการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง (ทั้งยูเครนตะวันออกกับตะวันตกต่างต้องได้รับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจากภายนอก แต่ยูเครนตะวันตกต้องการมากกว่า) หากชาติตะวันตกต้องการสนับสนุนขั้วยูเครนตะวันตกต่อไปก็จำต้องแบกภาระช่วยเหลือดังกล่าวอย่างเต็มที่
            ในอนาคต จึงเป็นการแข่งขันให้เห็นว่า ยูเคนตะวันตกที่ชาติตะวันตกโอบอุ้มจะมีความเจริญรุ่งเรือง หรือยูเคนตะวันออกที่อยู่กับรัสเซียจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่า ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป
            ด้านรัฐบาลโอบามาไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของรัสเซีย เห็นว่าอนาคตของยูเครนต้องให้ยูเครนตัดสินใจเอง

การปะทะระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้านและทางออก :
            ท่ามกลางความง่อนแง่นทางเศรษฐกิจและการเมืองของรัฐบาลกลางยูเครน ในเดือนเมษายน ผู้ชุมนุมประท้วงที่นิยมชมชอบรัสเซียได้บุกเข้ายึดที่ทำการรัฐหลายหลายแห่ง ในเมืองโดเนตสค์ (Donetsk) และบางเมืองทางภาคตะวันออกของยูเครน พร้อมกับจัดตั้งสภาประชาชน และประกาศรัฐปกครองตนเองของสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสค์ (state autonomy of the Donetsk People’s Republic) มีอิสระในการตัดสินใจทางด้านเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน การจัดการงบประมาณ และมีระบบเงินตราของตนเอง
            นายโอเล็กซานเดอร์ ตูร์ชีนอฟ (Oleksandr Turchynov) รักษาการประธานาธิบดียูเครน (ในช่วงนั้น) กล่าวว่าพวกแบ่งแยกดินแดนที่โดเนตสค์ เป็นหลักฐานบ่งชี้ว่ารัสเซียกำลังเริ่มปฏิบัติการขั้นที่ 2 ต้องการให้ยูเครนตะวันออกเหมือนไครเมีย ทำนองเดียวกับนายอาร์เซนีย์ ยัตเซนยุค (Arseny Yatsenyuk) รักษาการนายกรัฐมนตรียูเครน (ในช่วงนั้น) กล่าวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นแผนบ่อนทำลายยูเครน เพื่อให้กองกำลังต่างชาติข้ามพรมแดนและเข้ามายึดดินแดนของประเทศ
            คำกล่าวหาของรัฐบาลยูเครนมีน้ำหนัก เพราะแกนนำผู้ชุมนุมที่เมืองโดเนตสค์เรียกร้องให้ประธานาธิบดีปูตินส่งกองกำลังรัสเซียเพื่อช่วยควบคุมสถานการณ์

            จะสังเกตได้ว่า การประกาศรัฐปกครองตนเองราวกับเป็นการปูทางให้ยูเครนตะวันออกกลายเป็นเขตปกครองตนเอง ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย หรือยังอยู่กับประเทศยูเครนต่อไป (ทั้งนี้ขึ้นกับการเจรจา) ที่สำคัญคือเป็นเขตปกครองตนเองที่ใกล้ชิดรัสเซีย

            ฝ่ายรัฐบาลพยายามเจรจาสงบศึก ขอให้ฝ่ายต่อต้านวางอาวุธ และเข้าสู่กระบวนการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี แต่การเจรจาไม่ประสบผลสำเร็จเพราะรัฐบาลไม่ยอมรับเงื่อนไขของฝ่ายต่อต้าน 2 ฝ่ายปะทะกันเป็นระยะ สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (Office for the Coordination of Humanitarian Affairs หรือ OCHA) รายงานผู้เสียชีวิตล่าสุดอยู่ที่ 1,367 ราย บาดเจ็บ 4,087 คน ในจำนวนนี้เป็นพลเรือน 2,589 คน และเป็นเด็ก 29 คน ชาวยูเครน 117,000 คนอพยพไปอยู่ในรัสเซีย ในขณะที่ 3.9 ล้านคนอยู่ในบรรยากาศการรบ
            แต่เหตุการณ์ที่สร้างความตึงเครียดมากที่สุด คือ ข่าวการซ้อมรบของกองทัพรัสเซียใกล้พรมแดนยูเครน ที่นาโตกังวลว่าอาจจะเป็นการเตรียมตัวของรัสเซียเพื่อบุกเข้ามาในยูเครนตะวันออก

            ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธคือ ความวุ่นวายของชาวยูเครน ไม่อาจแก้ด้วยชาวยูเครนด้วยกันเอง เพราะต่างฝ่ายต่างมีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง การเมืองยูเครนกลายเป็น 2 ขั้วที่แตกต่าง แตกแยกอย่างชัดเจน
            ทางออกจะเป็นเช่นไร จึงขึ้นกับการเจรจาระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ อียูและรัสเซีย ซึ่งมีการเจรจาเรื่อยมาหลายระดับ จนถึงการสนทนาส่วนตัวระหว่างผู้นำสหรัฐฯ เยอรมันและรัสเซีย

            เชื่อว่าที่สุดแล้ว ทั้งชาติมหาอำนาจทั้ง 2 รวมทั้งอียู ต่างไม่ต้องการให้เหตุการณ์บานปลายกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ไม่เป็นเหตุทำให้ชาติมหาอำนาจต้องเผชิญหน้าด้วยกำลังทหาร ไม่ต้องการเห็นผลกระทบรุนแรงอันเกิดจากการคว่ำบาตร ที่รัฐบาลโอบามากับอียูประกาศหลายระลอก  และล่าสุดฝ่ายรัสเซียโต้กลับ ด้วยการประกาศคว่ำบาตรสินค้าเกษตร อาหาร และวัตถุดิบจากบรรดาประเทศที่คว่ำบาตรรัสเซีย
            แต่ในระหว่างที่ยังอยู่ในกระบวนการเจรจา ต่างฝ่ายต่างใช้วิวาทะอันรุนแรงต่อกัน ต่างแสดงท่าไม่อ่อนข้อให้แก่กัน รวมทั้งการประโคมข่าวว่ารัสเซียอาจส่งกองทัพเข้ายึดยูเครนตะวันออก ดังเช่นที่ได้กระทำต่อไครเมีย
            ผู้ติดตามสถานการณ์ยูเครน จึงควรแยกแยะระหว่างเหตุการณ์เฉพาะหน้า กับผลลัพธ์ในบั้นปลาย
----------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
หลังจากที่สหรัฐกับพันธมิตรประกาศคว่ำบาตรรัสเซียหลายระลอก ตั้งแต่รัสเซียบุกไครเมีย จนถึงล่าสุดคือการเชื่อว่าเครื่องบินโดยสารมาเลเซีย เที่ยวบิน MH17 ถูกฝ่ายต่อต้านรัฐบาลยูเครนยิงตก โดยมีรัสเซียเป็นผู้ให้การหนุนหลัง คราวนี้รัสเซียเป็นฝ่ายประกาศคว่ำบาตรบ้าง โดยมุ่งสินค้าในหมวดเกษตร อาหาร วัตถุดิบ ข้อสังเกตคือการคว่ำบาตรที่ผ่านมาทั้งหมดมีผลในเชิงรูปธรรมน้อย มีเพียงตลาดทุนตลาดเงินที่แสดงการรับรู้มากที่สุด

แม้ว่าทุกวันนี้จะผ่านพ้นสงครามเย็นมานานแล้ว สิ่งหนึ่งที่สื่อชาติตะวันตกทำอย่างต่อเนื่องนับจากสงครามเย็นจนถึงปัจจุบัน คือ การโฆษณาชวนเชื่อ บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร หลอกหลวงประชาคมโลกอย่างเป็นระบบ ไม่ต่างจากทางการรัสเซียที่ยังใช้การโฆษณาชวนเชื่อเป็นเครื่องมือดังที่กระทำเรื่อยมา วิกฤตยูเครนในขณะนี้เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ต่างฝ่ายต่างพยายามช่วงชิงความได้เปรียบ โดยพยายามเปรียบเปรยให้นึกถึงสงครามเย็น ยุคที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน และพยายามดึงให้ประเทศอื่นๆ อยู่กับฝ่ายของตน

ยูเครนได้รับเอกราชและเปลี่ยนการปกครองเป็นประชาธิปไตยในสภาพที่ไม่มีการเตรียมตัวใดๆ นำสู่การบริหารประเทศที่ฝ่ายบริหารกับรัฐสภาเป็นผู้ทำหน้าที่ตัดสินใจนโยบายสำคัญๆ โดยปราศจากระบบหรือกลไกควบคุม การล้มเหลวของรัฐบาลมือใหม่สร้างปัญหาเศรษฐกิจการเมืองก่อให้เกิดการเมืองแบบ 2 ขั้วที่ไม่อาจร่วมมือกันเพื่อสร้างชาติ กลายเป็นปัญหาซ้อนปัญหา การปกครองล้มเหลว

วิกฤตยูเครนเป็นมากกว่าเรื่องการเมืองภายในประเทศ การผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สหรัฐต่อรัสเซีย นโยบายขยายสมาชิกสู่ตะวันออกของนาโต อียู และยุทธศาสตร์รัฐกันชนของรัสเซีย การแก้ปัญหายูเครนที่ถูกจุดจึงเกี่ยวข้องกับประเด็นเหล่านี้ 

5. ด้วยรักจากปูตินถึงโอบามาการปิดล้อมและการโต้กลับ (Ookbee)
            ความตึงเครียดจากสถานการณ์ยูเครนที่เริ่มต้นตั้งแต่ปลายปี 2013 จนนำสู่การเผชิญหน้าระหว่างชาติมหาอำนาจรัสเซียกับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างชัดเจน สหรัฐฯ กับพันธมิตรโดยเฉพาะอียูร่วมออกมาตรคว่ำบาตรรัสเซียหลายรอบ
            ข้อเขียนชิ้นนี้อธิบายนโยบายของสหรัฐฯ ต่อรัสเซียเพื่ออธิบายเหตุผลที่มาที่ไปของนโยบายปิดล้อมรัสเซีย การตอบโต้จากรัฐบาลปูติน นำสู่การวิเคราะห์องค์รวม ชี้ให้เห็นยุทธศาสตร์เชิงลึกของสหรัฐฯ ความพยายามจัดระเบียบโลกผ่านวิธีการต่างๆ จุดอ่อนของยุทธศาสตร์ปิดล้อม พลังอำนาจที่ถดถอยของสหรัฐฯ พร้อมกับคาดการณ์อนาคต

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม:
1. Cohen, Stephen F. (2009). Soviet fates and lost alternatives : from Stalinism to the new Cold War. New York: Columbia University Press.
2. Legislature of just proclaimed Donetsk People's Republic asks Putin move in peacekeepers. (2014, April 7). ITAR-TASS. Retrieved from http://en.itar-tass.com/world/726787
3. Longworth, Philip. (2005). Russia: The Once and Future Empire From Pre-History to Putin. New York: St. Martin’s Press.
4. Putin signs laws on reunification of Republic of Crimea and Sevastopol with Russia. (2014, March 21). ITAR-TASS. Retrieved from http://en.itar-tass.com/russia/724785
5. Putin, Merkel Laud Resumption of Work by Contact Group on Ukraine - Kremlin. (2014, August 6). RIA Novosti. Retrieved from http://en.ria.ru/politics/20140807/191790736/Putin-Merkel-Laud-Resumption-of-Work-by-Contact-Group-on-Ukraine.html
6. Putin: Crimea similar to Kosovo, West is rewriting its own rule book. (2014, March 18). RT. Retrieved from http://rt.com/news/putin-address-parliament-crimea-562/
7. Russia flexes military muscle along Ukraine border. (2014, August 5). CNBC/Reuters. Retrieved from http://www.cnbc.com/id/101895491
8. Slomp, Hans. (Ed.). (2011). Europe, A Political Profile: An American Companion to European Politics (Vols1-2). USA: ABC-CLIO, LLC.
9. Tymoshenko says crisis in Donetsk can be resolved peacefully. (2014, April 7). ITAR-TASS. Retrieved from http://en.itar-tass.com/world/726866
10. Ukraine crisis: President Putin gets Russian parliament's nod to send military into Crimea. (2014, March 1). Hindustan Times. Retrieved from http://www.hindustantimes.com/world-news/russian-parliament-allows-putin-to-use-military-in-ukraine/article1-1189678.aspx
11. Ukraine: pro-Russia activists proclaim independent republic in Donetsk. (2014, April 7). The Guardian. Retrieved from http://www.theguardian.com/world/2014/apr/07/ukraine-officer-shot-dead-russian-soldier-crimea
12. US, Russia talks fail to end Ukraine deadlock. (2014, March 30). Businessweek/AP. Retrieved from http://www.businessweek.com/ap/2014-03-30/kerry-set-to-see-russian-fm-on-ukraine
------------------------------

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

แผนความร่วมมือป้องกันประเทศสหรัฐ-ญี่ปุ่น

3 พฤษภาคม 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6752 วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ.2558, http://www.ryt9.com/s/tpd/2150248)

            ปลายเดือนเมษายน 2015 สหรัฐกับญี่ปุ่นบรรลุข้อตกลงแผนความร่วมมือด้านความมั่นคงฉบับใหม่ชื่อว่า “แผนความร่วมมือป้องกันประเทศสหรัฐ-ญี่ปุ่นด้านความมั่นคง” (Guidelines for U.S.-Japan Defense Cooperation)
            จอห์น แคร์รี รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศกล่าวว่า “แผนดังกล่าวทำให้ญี่ปุ่นมั่นคงกว่าเดิม สกัดกั้นภัยคุกคาม สนับสนุนสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาคได้ดีกว่าเดิม” “สหรัฐอเมริกากับญี่ปุ่นยืนเคียงคู่เรียกร้องให้ภูมิภาคแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี” แผนใหม่จะมีผลต่อการรักษาเสรีภาพในการเดินเรือ การบิน ต่อต้านการใช้ทะเลและย่านฟ้าอากาศอย่างผิดกฎหมาย กองกำลังญี่ปุ่นกับสหรัฐจะร่วมมือในขอบเขตทั้งโลก รวมทั้งด้านอวกาศและไซเบอร์

แผนดังกล่าวเป็นแผนของญี่ปุ่นโดยเฉพาะ มีสาระสำคัญดังนี้
            วัตถุประสงค์ : เพื่อความมั่นคงและสันติภาพของญี่ปุ่น ส่งเสริมความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและภูมิภาคอื่นๆ ด้วยการเป็นพันธมิตรในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาลในทุกระดับชั้น เป็นความร่วมมือทวิภาคีระหว่างญี่ปุ่น-สหรัฐ รวมถึงการร่วมมือกับประเทศอื่นๆ องค์กรระหว่างประเทศต่างๆ
            นอกจากแผนดังกล่าวญี่ปุ่นจะป้องกันประเทศตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Strategy) และแผนปฏิบัติป้องกันประเทศ (National Defense Program Guidelines) สหรัฐจะป้องกันญี่ปุ่นสุดความสามารถ รวมถึงการใช้อาวุธนิวเคลียร์ กองกำลังเคลื่อนที่เร็ว
            หลักการ : ตั้งอยู่บนสนธิสัญญาความมั่นคงสหรัฐ-ญี่ปุ่น “Treaty of Mutual Cooperation and Security between the United States of America and Japan” กับข้อตกลงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง สอดคล้องกฎบัตรสหประชาชาติ เช่น แก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี ทุกรัฐเท่าเทียมกัน สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศอื่นๆ รวมทั้งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ ของทั้งสหรัฐกับญี่ปุ่น โดยที่แต่ละประเทศยังคงสิทธิ์การตัดสินใจ บริหารจัดการด้วยตนเอง
การปฏิบัติตามแผนจำต้องอาศัยความร่วมมือ การสื่อสารในทุกระดับ จึงตั้งกลไกความร่วมมือที่ชื่อ “Alliance Coordination Mechanism” เพื่อการดังกล่าวทั้งในยามสงบและยามศึก

ความร่วมมือในยามสงบ : ในด้านการข่าว ทั้ง 2 ประเทศจะทำงานด้านการข่าวร่วม แบ่งปันข่าวกรอง การเฝ้าระวังในทุกโมงยาม เฝ้าระวังป้องกันภัยขีปนาวุธพิสัยไกล การรุกล้ำของเครื่องบินต่างชาติ รวมทั้งการตอบสนองเหตุยั่วยุจากภัยดังกล่าว
2 ประเทศจะร่วมกันรักษาระเบียบทางทะเลตามกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น เสรีภาพในการเดินเรือ จัดให้มีการซ้อมรบอย่างต่อเนื่อง ช่วยเหลือด้านการส่งกำลังบำรุง ทั้งด้านการส่งเสบียง การดูแลรักษา การขนส่ง การพยาบาล ร่วมกันปกป้องทรัพย์สินของอีกฝ่าย
            ในกรณีญี่ปุ่นโดนโจมตี : ในกรณีที่คาดว่าญี่ปุ่นกำลังจะโดนโจมตี ไม่จำกัดว่าจะมาจากที่ใดที่หนึ่ง ทั้ง 2 ประเทศเริ่มเคลื่อนกำลังพล จัดเตรียมกำลังบำรุง
ในกรณีที่โดนโจมตี ทั้ง 2 ประเทศจะร่วมกันโต้กลับทันที ดำเนินการป้องปรามเพื่อยุติการโดนโจมตีซ้ำ การปกป้องพลเรือนและดินแดนญี่ปุ่นอยู่ในความรับผิดชอบของญี่ปุ่นเป็นหลัก กองกำลังสหรัฐจะทำหน้าที่สนับสนุนกองกำลังญี่ปุ่น ใช้หน่วยเคลื่อนที่เร็วและกองกำลังที่ประจำการอยู่ในฐานทัพในประเทศญี่ปุ่นตามความจำเป็น
การป้องกันภัยทางอากาศ ขีปนาวุธพิสัยไกล จะเป็นปฏิบัติร่วมของทั้ง 2 ประเทศ โดยจะป้องกันทั้งน่านฟ้าภายในขอบเขตญี่ปุ่นและบริเวณโดยรอบ ปกป้องภัยจากเครื่องบิน ขีปนาวุธต่างๆ สหรัฐจะเป็นฝ่ายสนับสนุน
การป้องกันทางทะเล จะป้องกันน่านน้ำโดยรอบญี่ปุ่น รวมทั้งเส้นทางคมนาคมทางทะเล
กรณีตอบโต้การโจมตีจากภาคพื้นดิน นาวิกโยธินต่างชาติ ญี่ปุ่นเป็นผู้รับผิดชอบหลักต่อการปกป้องหมู่เกาะต่างๆ ของญี่ปุ่น รวมถึงการยึดคืน
            ในกรณีโดนโจมตีด้วยอาวุธเคมี ชีวภาพ สารกัมมันตรังสี อาวุธนิวเคลียร์ ญี่ปุ่นสามารถร้องขอให้สหรัฐช่วยญี่ปุ่นเพื่อไม่ให้โดนโจมตี และกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องญี่ปุ่น
            ในกรณีประเทศที่ 3 โดนโจมตี : ในกรณีที่สหรัฐกับญี่ปุ่นต่างตัดสินใจเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารในประเทศที่ 3 ทั้ง 2 ประเทศกับประเทศที่ 3 จะร่วมมือกันเพื่อใช้กำลังในกรณีที่ประเทศดังกล่าวมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับญี่ปุ่น สถานการณ์มีผลต่อการอยู่รอดหรือเป็นภัยคุกคามญี่ปุ่น ในการนี้รวมถึงการรักษาเส้นทางคมนาคมทางทะเล ให้ความคุ้มครองเรือต่างๆ (รวมถึงเรือของประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง)
            กองทัพสหรัฐกับญี่ปุ่นจะร่วมกันสกัดขีปนาวุธพิสัยไกล ช่วยเหลือด้านกำลังบำรุง

ความร่วมมือเพื่อสันติภาพและความมั่นคงในระดับภูมิภาคและโลก : แนวทางหลักคือสหรัฐกับญี่ปุ่นจะแสดงบทบาทนำในการร่วมมือกับประเทศอื่นๆ เพื่อส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและภูมิภาคอื่นๆ ทั้งนี้ขึ้นกับการตัดสินใจของแต่ละประเทศ ยกตัวอย่าง หากทั้ง 2 ประเทศร่วมเป็นกองกำลังรักษาสันติภาพสหประชาชาติ ก็จะร่วมมือประสานงานอย่างใกล้ชิด
ภายใต้เป้าหมายดังกล่าวทั้ง 2 รัฐบาลจะพยายามแสวงหาความร่วมมือจากประเทศอื่นๆ นอกจากนี้ ทั้ง 2 ประเทศจะร่วมมือให้อวกาศปลอดภัยและใช้ในทางสันติ สหรัฐจะช่วยเหลือญี่ปุ่นด้านไซเบอร์ จะร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี การฝึกอบรม และทบทวนแผนอย่างสม่ำเสมอ

วิเคราะห์ :
            จาก “แผนความร่วมมือป้องกันประเทศสหรัฐ-ญี่ปุ่นด้านความมั่นคง” ฉบับปี 2015 มีประเด็นสำคัญดังนี้
          ประการแรก จีนยังเป็นเป้าหมายหลัก
            แม้เนื้อหาจะระบุว่าครอบคลุมปฏิบัติการทั่วโลก แต่ยังคงเอ่ยถึงภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นหลัก การให้ความสำคัญเรื่องภัยคุกคามจากขีปนาวุธพิสัยไกล เสรีภาพในการเดินเรือ เดินอากาศ ทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่าหมายถึงจีนเป็นหลัก
            ในช่วงเวลาเดียวกับการประกาศใช้แผนดังกล่าว ประธานาธิบดีโอบามากล่าวว่า “อย่างที่ข้าพเจ้าเคยพูด เราต้อนรับจีนที่ก้าวขึ้นมาอย่างสันติ” แต่จีน “แสดงพลังของตน แทนที่จะแสวงหาทางออกเรื่องการอ้างกรรมสิทธิ์ดินแดนในเอเชียตะวันออกกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามแนวทางทั่วไป” พร้อมกับยอมรับว่าในระยะนี้ความตึงเครียดทางทะเลเพิ่มขึ้น

            ประการที่ 2 ผูกความมั่นคงร่วมกับสหรัฐ
            นับจากสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ความมั่นของญี่ปุ่นถูกผูกไว้กับกองทัพอเมริกัน เพื่อจำกัดกองทัพญี่ปุ่นไม่ให้รุกรานประเทศอื่นอีก รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นจึงถูกบัญญัติว่ากองทัพจะต้องรบเพื่อป้องกันตนเองเท่านั้น ไม่สามารถรุกรานต่างประเทศและไม่สามารถป้องกันกองกำลังต่างชาติแม้จะเป็นพันธมิตร แต่รัฐบาลอาเบะได้ตีความรัฐธรรมนูญใหม่ลบข้อจำกัดดังกล่าว สามารถเข้าร่วมรบเพื่อป้องกันกองกำลังพันธมิตร
            แผนใหม่ทำให้กองทัพญี่ปุ่นสามารถปฏิบัติการได้ไม่จำกัดขอบเขตพื้นที่ ตราบใดที่ติดตามกองทัพอเมริกันไปทำการรบในทุกหนทุกแห่ง ด้วยเหตุผลว่าเป็น “การป้องกันตนเองร่วม” (collective self-defense) เป้าหมายหลักคือจีนกับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

            ประการที่ 3 ผสาน 2 กองทัพภายใต้ 2 ศูนย์บัญชาการ
ภายใต้แผนฯ เป็นการผสาน 2 กองทัพเข้าด้วยกัน สนับสนุนซึ่งกันและกัน ใช้ข้อมูล ยุทธศาสตร์การรบเดียวกัน เป็นการผสาน 2 กองทัพ ภายใต้ 2 ศูนย์บัญชาการใหญ่
ถ้าพิจารณาโดยยึดที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ศูนย์ญี่ปุ่นคือกองทัพหน้าของภูมิภาคเอเชียตะวันออก แต่ภายใต้เทคโนโลยีการสื่อสารอันทันสมัย อาวุธสมัยใหม่ ญี่ปุ่นที่ตั้งใกล้ประเทศคู่ขัดแย้งอาจไม่จำต้องเป็นด่านหน้าเสมอไป การจัดวางกำลังพลน่าจะมีผลต่อการเป็นกองหน้ากองหลังมากกว่า สมมติว่าจีนในทะเลจีนใต้คือเป้าหมาย กองเรือรบกับกองกำลังทางอากาศสหรัฐที่เผชิญหน้าจีนอาจเป็นกองหน้า โดยญี่ปุ่นเป็นกำลังสนับสนุน
ในทางกลับกัน หากกองกำลังญี่ปุ่นเผชิญหน้าจีนในหมู่เกาะเซนกากุ/เตียวหยู ในกรณีนี้ญี่ปุ่นย่อมเป็นกองหน้า

            ประการที่ 4 ความสำคัญของการสร้างพันธมิตร
            การสร้างพันธมิตรเป็นเรื่องปกติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในกรณีนี้จำนวนพันธมิตรมีความสำคัญต่อการขยายแนวป้องกัน ดังที่แผนฯ ระบุกรณีประเทศที่ 3 โดนโจมตี ทั้งสหรัฐกับญี่ปุ่นสามารถตัดสินใจเข้าร่วมรบเพื่อช่วยเหลือประเทศที่ 3
            สมมติว่าฟิลิปปินส์เข้าร่วมเป็นพันธมิตร และจีนคุกคามฟิลิปปินส์ ในกรณีนี้ทั้งสหรัฐกับญี่ปุ่นสามารถตัดสินใจเข้าร่วมรบเพื่อป้องกันฟิลิปปินส์ ดังนั้น หากญี่ปุ่นมีพันธมิตรด้านความมั่นคงเพิ่มมากขึ้น โอกาสที่ญี่ปุ่น (กับสหรัฐ) จะขยายแนวป้องกันของตนเองก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น
            ไม่แปลกใจที่รัฐบาลอาเบะพยายามส่งเสริม กระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทหารกับประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

สรุป :
แผนความร่วมมือทวิภาคีด้านความมั่นคงฉบับใหม่นี้ ยังคงยึดหลักเข้าพัวพันทุกที่ที่ผลประโยชน์แห่งชาติไปถึง เพียงแต่เน้นบทบาทของญี่ปุ่น และความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ นับจากนี้เป็นต้นไปหากกองทัพอเมริกันบุกไปถึงที่ใด มีความเป็นไปได้สูงว่าจะปรากฏกองกำลังป้องกันตนของญี่ปุ่นด้วย
            แผนฯ ดังกล่าวไม่มีอะไรเกินคาด เพราะรัฐบาลอาเบะกับโอบามาได้ดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ปรากฏเป็นข่าวเรื่อยมา บัดนี้กองทัพญี่ปุ่นที่เรียกว่า “กองกำลังป้องกันตนเอง” มีเป้าหมายออกไปปฏิบัติการทั่วโลกร่วมกับกองทัพอเมริกัน บางคนอาจตั้งคำถามว่าพื้นที่หรือสมรภูมิใดจะเป็นแห่งแรกที่กองทัพญี่ปุ่นจะออกไป “ป้องกันตนเองร่วม” อีกคำถามคือประเทศใดจะเข้าร่วมเป็นพันธมิตรเพิ่มเติม ประเทศนั้นคือหนึ่งในสมาชิกอาเซียนหรือไม่
----------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
            การวิพากษ์ Pivot to Asia หรือยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชียสามารถทำได้หลายรูปแบบ มองในหลายแง่มุม งานเขียนชิ้นนี้ชี้จุดอ่อนของยุทธศาสตร์ผ่านประเด็นความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เป็นความขัดแย้งจากผลพวงของประวัติศาสตร์ กลายเป็นรอยร้าวที่ยากจะแก้ไขภายใต้บริบทปัจจุบัน เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยอมให้กันไม่ได้ ต้องตอบสนองความคาดหวังจากการเมืองภายในของแต่ละประเทศ เกิดการแก้เกมแบบชิงไหวชิงพริบ นำสู่คำตอบว่าทำไมยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชียจึงอ่อนกำลัง ไม่ได้ผลตามเป้าหมาย ในอนาคตจะต้องปรับแก้ยุทธศาสตร์หากรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการหวังผลอย่างจริงจัง ประเด็นสำคัญอยู่ที่จะต้องหาพันธมิตรเพิ่ม หรือทำให้ประเทศเหล่านั้นถอยห่างจากจีนมากขึ้น ซึ่งในกรอบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกก็มีเพียงไม่กี่ประเทศดังปรากฏบนแผนที่

การที่รัฐบาลอาเบะยุบสภา แสวงหาความชอบธรรมทางการเมืองอีกครั้ง ก็เพราะคาดการณ์ล่วงหน้าแล้วว่าพรรคร่วมของตนจะได้มาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศต่อไป และคราวนี้จะกลับมาด้วยความชอบธรรมกว่าเดิม เป็นวิธีใช้ประโยชน์จากการใช้สิทธิ์ 1 คน 1 เสียงของระบอบประชาธิปไตยตะวันตก ที่ประชาชนต้องเลือกตั้งแบบ “เหมารวม”

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม:
1. Garamone, Jim. (2015, April 27). Carter: U.S, Japan Defense Guidelines ‘Break New Ground’. DoD News. Retrieved from http://www.defense.gov/news/newsarticle.aspx?id=128678
2. Guidelines for U.S.-Japan Defense Cooperation. (2015, April 27). Retrieved from http://www.defense.gov/pubs/20150427_--_GUIDELINES_FOR_US-JAPAN_DEFENSE_COOPERATION_FINAL&CLEAN.pdf
3. Hirs, Julie., & Davis, Chfeld. (2015, April 28). No Deal, but Progress on Trans-Pacific Trade, Obama and Shinzo Abe Say After Meeting. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2015/04/29/world/no-deal-but-progress-on-trans-pacific-trade-obama-and-shinzo-abe-say-after-meeting.html?_r=0
---------------------------------