วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ผลเลือกตั้งประธานาธิบดี 2016 กับความคิดแก้วิธีเลือกตั้ง

27 พฤศจิกายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7325 วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2559)

            การปรากฏตัวของโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ก่อกระแสต่อต้าน ถกเถียงในสังคมอย่างกว้างขวาง บางคนเห็นว่าตอกย้ำความแตกแยกทางการเมืองกับสังคม สะท้อนปัญหาที่หมักหมม
            ถ้ามองให้เป็นบวก เรื่องราวของทรัมป์ในขวบปีที่ผ่านมา และอีก 4 ปีข้างหน้า เป็นโอกาสผลักดันให้สังคมรวมตัวกันมากขึ้น ทั้งในระดับสถาบันศึกษา ชุมชน และกลุ่มในโซเชียลมีเดีย เป็นเวลาของการเมืองภาคประชาชน
            ผู้ชุมนุมประท้วงประกอบด้วยคนทุกระดับ หลายคนเป็นนักเรียนนักศึกษา คนทำงานในวัยหนุ่มสาว คนกลุ่มหลังเหล่านี้ยังอ่อนประสบการณ์ทางการเมือง แต่มีไฟที่อยากเห็นการเมืองที่ดีกว่าเดิม ได้ประธานาธิบดีที่ดีกว่านี้
            คนเหล่านี้อาจเป็นความหวังของการปฏิรูปการเมืองรอบใหม่ เป็นศูนย์รวมของความคิดใหม่ๆ ไม่ยึดติดกรอบความคิดเดิม หากพวกเขารวมกลุ่มจริงจัง ร่วมแสดงความเห็น วิเคราะห์อย่างลงลึก อาจได้ “ทางออกใหม่” ให้คนรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าช่วยพิจารณาอีกรอบ
            ผู้ที่ออกมาเดินประท้วงรวมแล้วอย่างมากเป็นแค่หลักแสน ไม่มากเมื่อเทียบกับผู้ออกไปใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 132.6 ล้านคน จากประชากร 320 ล้านคน แต่ต้องเข้าใจว่ายังมีอีกนับล้านที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง การเมืองที่ดีกว่านี้ 

เลือกประธานาธิบดีจาก electoral vote ไม่ใช่ popular vote :
            ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยจะเคยชินกับหลักเสียงข้างมาก ผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุดคือผู้ชนะเลือกตั้ง แต่บางประเทศมีความซับซ้อนกว่าคำว่าได้คะแนนสูงสุด
            กรณีเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐคือประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ ชาวอเมริกันไม่น้อยตั้งคำถามว่าทำไมผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเลือก ฮิลลารี คลินตัน (Hillary Clinton) มากกว่าโดนัลด์ ทรัมป์ แต่ทรัมป์เป็นฝ่ายชนะ พูดง่ายๆ ว่าทำไมเมื่อชาวอเมริกาส่วนใหญ่เลือกฮิลลารีแต่ทรัมป์เป็นผู้ชนะ
            คำตอบสั้นๆ คือ กฎหมายสหรัฐบัญญัติว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตำแหน่งประธานาธิบดี (กับรองประธานาธิบดี) ไม่ใช่ประชาชนโดยตรง แต่เป็นคณะบุคคลที่ชื่อว่า Electors (Electoral College)

            Electors ของแต่ละรัฐจะตัดสินเลือกโดยยึดความต้องการของประชาชนผู้ไปลงคะแนนเลือกตั้งในรัฐของตน สมมุติว่าที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ถ้าประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งส่วนใหญ่เลือกผู้สมัครพรรครีพับลิกัน Electors ทุกคนของรัฐนี้จะเลือกผู้สมัครประธานาธิบดีจากพรรคดังกล่าวเพียงคนเดียว
            ผลการเลือกตั้งจึงระบุว่ารัฐใดผู้สมัครคนใดชนะ เห็นเป็นสีน้ำเงิน (พรรคเดโมแครท) หรือสีแดง (พรรครีพับลิกัน) โดยที่จำนวน electoral votes ในแต่ละรัฐไม่เท่ากัน

            การทำความเข้าใจจำนวน electoral votes ของแต่ละรัฐ ต้องย้อนศึกษาประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยก่อนก่อตั้งประเทศ ด้วยความที่แต่รัฐถือว่าตนมีความสำคัญเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐที่มีประชากรมากหรือน้อย วิธีคำนวณส่วนหนึ่งอิงหลักการนี้ คือ หลักความเท่าเทียมของแต่ละรัฐๆ จะมี 2 เสียงเท่ากัน หรือเท่ากับจำนวนวุฒิสมาชิก
            หลักคำนวณอีกข้อ คือ ยึดจำนวนประชากร ประชากรมากจะมี Electors มาก เท่ากับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละรัฐ
ผลคือ สหรัฐประกอบด้วย 50 รัฐ มีส.ว.รัฐละ 2 คน รวมทั้งประเทศมี 100 คน ส่วน ส.ส.มี 435 คน เมื่อรวมกับอีก 3 คนของ District of Columbia จึงมีทั้งหมด 538 คน เป็นตัวเลขเดียวกับจำนวน Electors
Electors แต่ละคนมี 1 คะแนนเสียง เรียกคะแนนนี้ว่า electoral votes เป็นที่มาว่าผู้สมัครที่ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีจะต้องได้คะแนน electoral votes 270 คะแนนขึ้นไป

มีความเป็นไปได้ว่า ผู้ชนะเลือกตั้งจะได้คะแนนจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง (popular vote) ต่ำกว่าผู้สมัครที่แพ้ เรื่องเช่นนี้เคยเกิดขึ้นแล้วหลายครั้ง เช่น การชนะเลือกตั้งของ Abraham Lincoln, Woodrow Wilson, Harry Truman, John F. Kennedy, Richard Nixon (ในปี 1968), Bill Clinton และ George W. Bush (ในปี 2000) ประธานาธิบดีเหล่านี้ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง (popular vote) ต่ำกว่าคู่แข่ง
การเลือกตั้งปี 2016 โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นกรณีล่าสุดที่ชนะฮิลลารี คลินตัน ด้วยคะแนน popular vote ที่ต่ำกว่า ฮิลลารีได้ popular vote มากกว่าถึง 1.7 ล้านคะแนน จากผู้ออกไปใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 132.6 ล้านคน
ทรัมป์ชนะเลือกตั้งเพราะได้ electoral votes 290 เสียง ส่วนฮิลลารีได้ 232

            ข้อคิดคือ ในโลกนี้มีนับร้อยประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย หากศึกษาลงลึกจะพบว่ามีรายละเอียดลักษณะรูปแบบการปกครองแตกต่างกัน ผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐไม่ได้เลือกประชาธิปไตยเพราะต้องการเลียนแบบประเทศอื่น วางระบบโดยยึดบริบทและความต้องการของตนเป็นหลัก จึงมีวิธีเลือกตั้งที่เป็นเอกลักษณ์

เรื่องระยะยาวที่ต้องอาศัยคนมีส่วนร่วมมากที่สุด :
            คนมาร่วมชุมนุมมาจากกลุ่มคนหลากหลาย ด้วยวัตถุประสงค์หลากหลาย ทั้งหมดทั้งปวงสะท้อนความเป็นพหุสังคม ส่วนใหญ่ต่อต้านความสุดโต่งทางใดทางหนึ่ง ในขณะเดียวกันพวกเขาขัดแย้งกันเองด้วย ไม่ง่ายที่จะได้ข้อสรุปในความเป็นพหุสังคมขนาดใหญ่นับร้อยล้านคน
            ลำพังเรื่องสร้างเอกภาพในคนหมู่มากเป็นเรื่องท้าทายยิ่ง

ไม่เพียงเท่านั้น หากจะแก้ให้ใช้ popular vote เป็นตัวตัดสินจะต้องปรับแก้รัฐธรรมนูญ การปรับแก้ประกอบด้วย 2 ขั้นตอนหลัก คือ การยื่นเรื่องที่ผ่านการรับรอง (proposal) กับการสัตยาบัน (ratification)
            การปรับแก้รัฐธรรมนูญต้องเริ่มด้วยการผ่านการรับรองด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 ของสมาชิกสภาทั้ง 2 สภา (ได้คะแนน 2 ใน 3 ของแต่ละสภา) หรือ 2 ใน 3 ของรัฐ (สมาชิกนิติบัญญัติของแต่ละรัฐเป็นผู้พิจารณา ผลสรุปเป็นระดับรัฐ) ในการประชุมเพื่อรัฐธรรมนูญแห่งชาติ (national constitutional convention) เพื่อเปิดสภาพิจารณาปรับแก้ตามคำร้อง (ร่างที่เสนอมา) ที่ผ่านมาการปรับแก้ทั้งหมดทำผ่านกลไกของรัฐสภา
จากนั้น รัฐสภาจะเป็นผู้กำหนดวิธีการรับรอง (สัตยาบัน) มี 2 วิธีคือ โดยผ่านการพิจารณาของสมาชิกนิติบัญญัติของแต่ละรัฐ ด้วยคะแนนไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนรัฐ (ยึดรัฐเป็นหลัก) อีกวิธีคือการพิจารณาผ่านการประชุมรัฐวาระพิเศษ (special state conventions) ร่างจะผ่านได้ด้วยคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนรัฐเช่นกัน
จะเห็นว่าในขั้นการให้สัตยาบันจะยึดการตัดสินของ “รัฐ” เป็นเกณฑ์เท่านั้น เป็นไปตามแนวทางสมัยก่อตั้งประเทศที่ให้ความสำคัญกับ “รัฐ” ต่างๆ ที่รวมกันเป็นประเทศ
ที่ผ่านมาการปรับแก้เกือบทุกครั้งใช้กลไกการประชุมรัฐสภาในขั้นแรกและสัตยาบันโดยการพิจารณาของสมาชิกนิติบัญญัติของแต่ละรัฐ มีเพียงร่างเดียวที่ให้สัตยาบันโดยการพิจารณาผ่านการประชุมรัฐวาระพิเศษ

            นับจากเริ่มใช้รัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 1789 มีผู้ยื่นเรื่องแก้รัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการกว่าหมื่นครั้ง แต่ที่ไปถึงขั้นพิจารณา 2 สภามีเพียง 33 เรื่อง (ผ่านคะแนน 2 ใน 3) และสัตยาบันเพียง 27 เรื่อง
            การจะปรับแก้จึงเป็นเรื่องยากมากตั้งแต่ขั้นตอนแรก
ยิ่งถ้าเป็นประเด็นที่มาจากภาคประชาชน ความยากลำบากจะยิ่งเพิ่มทวี ถ้าเข้าใจประเด็นชาวอเมริกาเสื่อมศรัทธานักการเมืองของตน
            ความเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาก็เป็นเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องระยะยาวที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมมากที่สุด

งานที่ต้องอาศัยเวลาและศึกษาอย่างเป็นระบบ :
            ประเด็นที่มาประธานาธิบดีเป็นเรื่องเก่าที่ถกกันมาเป็นร้อยปี มีงานวิจัยจำนวนมหาศาล จนแล้วจนรอดยังเป็นการเลือกตั้งแบบเดิม พูดอีกมุมคือน่าจะเหมาะสมดีแล้ว แม้มีผู้ไม่เห็นด้วย
            การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดเป็นตัวจุดประกายให้เกิดการถกอีกรอบ มีข้อพึงระวังว่าจะต้องเป็นการคิดวิเคราะห์ ศึกษาอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ไม่เอาอารมณ์ความรู้สึกเป็นตัวนำ
            เรื่องที่หลายคนไม่ทราบคือ เมื่อเริ่มก่อตั้งประเทศสหรัฐ บรรดาผู้ก่อตั้งประเทศไม่วางใจพลเมืองตัวเอง ในยุคนั้นผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งหมายถึงชายบางกลุ่มบางคนเท่านั้น ส่วนสตรี ชนพื้นเมืองไม่มีสิทธิ์ (ไม่นับทาสที่ไม่มีสิทธิ์อยู่แล้ว) ผู้ก่อตั้งประเทศไม่เชื่อว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง (ทั้งๆ ที่ถูกจำกัดกลุ่ม) จะคิดพิจารณาตัดสินอย่างถูกต้อง และเกรงว่าเสียงข้างมากจะละเมิดสิทธิ์เสียงข้างน้อย (ในสมัยนั้นหมายถึงพลเมืองที่เป็นชาวบ้านไม่ยอมรับสิทธิ์ในทรัพย์สินของคนมั่งมี เคยเกิดเหตุกบฏมาก่อน) เป็นเหตุผลหนึ่งของการมี Electors คอยกลั่นกรองการเลือกของประชาชน

ในยุคปัจจุบัน บางครั้งคนที่คิดว่ารู้มาก แท้จริงอาจเข้าใจผิดหลายเรื่อง
            ยกตัวอย่าง สหรัฐมีความภาคภูมิใจว่ารัฐธรรมนูญของตนเป็นรัฐธรรมนูญแบบลายลักษณ์อักษรเก่าแก่ (อยู่ทน) มากที่สุด และเป็นฉบับสั้นที่สุด เรื่องแปลกแต่จริงคือ คนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่รู้เนื้อหารัฐธรรมนูญ หลายคนเข้าใจผิด เช่น คิดว่ารัฐธรรมนูญบัญญัติให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติ (สหรัฐไม่มีศาสนาประจำชาติ ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา ในระยะหลังผู้นับถือคริสต์ลดลง นับถือศาสนาอื่นๆ หรือประกาศตัวว่าไม่นับถือศาสนามากขึ้น) น้อยคนที่จะรู้ว่าอำนาจอธิปไตย 3 อำนาจคืออะไร (อำนาจฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ)

            บางคนคิดว่าชาวอเมริกันเป็นผู้มีความรู้ทางการเมือง เพราะเป็นเสรีชน ประเทศพัฒนาแล้ว มีความรู้ความสามารถมาก ความจริงแล้วชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ทางการเมืองอย่างเป็นระบบ เข้าใจผิดแม้กระทั่งเรื่องพื้นๆ
            การจะแก้ไขวิธีเหลือตั้งหรือปฏิรูปการเมืองในเรื่องอื่นๆ จึงต้องอาศัยเวลาและศึกษาอย่างเป็นระบบ
            หากชาวอเมริกันสนใจการเมืองมากขึ้น มีความเข้าใจถูกต้องมากขึ้น ย่อมเป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและสังคมโลก
-------------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
เหตุที่ชุมนุมประท้วงเพราะคิดว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะสร้างปัญหาสร้างความเสียหาย แต่อะไรคือประเด็นที่ควรหยิบขึ้นมาประท้วงในเมื่อเป็นเพียงว่าที่ประธานาธิบดี นโยบายที่ใช้หาเสียงหลายเรื่องพูดชัดว่าเป็นเพียงข้อเสนอ หลายเรื่องอาจไม่ได้ทำจริงตามที่พูด หรือไม่รุนแรงสุดโต่งขนาดนั้น ประโยชน์ที่ยั่งยืนของการชุมนุมจะเกิดขึ้นจริงหากมีการรวมกลุ่มภาคประชาสังคม เกิดกลุ่มถาวร ร่วมกันตรวจสอบเฝ้าระวังรัฐบาลอย่างเป็นระบบ ถูกต้องตามหลักวิชาการ

บรรณานุกรม:
1. Bardes, Barbara A., Shelley, Mack C., & Schmidt, Steffen W. (2012). American Government and Politics Today: Essentials (2011 - 2012 Ed.). USA: Wadsworth, Cengage Learning.
2. Dearden, Lizzie. (2016, November 11). Donald Trump blames media for 'unfair' protests against election victory as demonstrations continue across US. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/americas/us-elections/donald-trump-president-protests-us-cities-second-night-blame-media-inciting-not-fair-portland-a7410782.html
 3. Dellinger, Walter. (1986/2000). AMENDING PROCESS. In Encyclopedia of the American Constitution (2nd Ed., pp.72-75). New York: Macmillan Reference.
4. Edwards, George C., Wattenberg, Martin P., & Lineberry, Robert L. (2014). Government in America: People, Politics, and Policy (16th Ed.). New Jersey: Pearson Education.
5. Magleby, David B., Light, Paul C. (2009). Government by the People (23rd Ed.). USA: Pearson Education.
6. Sullivan, Kathleen M. (2000). AMENDING PROCESS (update). In Encyclopedia of the American Constitution (2nd Ed., pp.75-76). New York: Macmillan Reference.
-----------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สงครามกลางเมืองซีเรีย เกมสงครามของมหาอำนาจ

พฤศจิกายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน นิตยสารหนังสือข่าวทหารอากาศ ปีที่ 76 ฉบับที่ 11 เดือนพฤศจิกายน 2559)

สงครามกลางเมืองซีเรียในขณะนี้ไม่ใช่ความขัดแย้ง การปะทะระหว่างคนซีเรียด้วยกันอีกต่อไป มีกองกำลังต่างชาติกับรัฐบาลต่างชาติเข้าเกี่ยวข้องหลายสิบประเทศ สามารถแยกออกเป็น 3 ฝ่ายใหญ่ๆ ฝ่ายแรกคือขั้วสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วยประเทศอังกฤษ อียิปต์ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี จอร์แดน กาตาร์ ซาอุดิอาระเบีย ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสหรัฐฯ
2 ฝ่ายที่เหลือคือขั้วที่รัสเซียเป็นแกนนำ กับฝ่ายผู้ก่อการร้ายและกองกำลังติดอาวุธมุสลิมทั้งหมด
บทความนี้จะนำเสนอการเผชิญหน้าระหว่างขั้วสหรัฐฯ กับรัสเซียผู้มีบทบาทสำคัญในปัจจุบันและอนาคต ให้เห็นภาพชัดว่าสงครามซีเรียในขณะนี้เป็นการเผชิญหน้าของ 2 มหาอำนาจ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องความขัดแย้งของคนซีเรีย

จากความขัดแย้งภายในสู่การแทรกแซงจากภายนอก :
            สงครามกลางเมืองซีเรียเริ่มตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2011 มีพัฒนาการมีการเปลี่ยนแปลงตามลำดับ เริ่มจากประชาชนกลุ่มหนึ่งไม่พอใจการบริหารของรัฐบาล ชุมนุมประท้วงอย่างสงบ เกิดความรุนแรงมากขึ้น เจ้าหน้าที่เข้าปราบปราม ทั้งฝ่ายต่อต้านรัฐบาลกับเจ้าหน้าที่ต่างใช้อาวุธและรุนแรงขึ้น
            สิงหาคม 2011 สมาชิกสันนิบาตอาหรับ (Arab League) หลายประเทศแสดงท่าทีต่อต้านรัฐบาลอัสซาด รัฐบาลจอร์แดนเรียกร้องให้หยุดสังหารประชาชน คูเวตถอนเอกอัครราชทูตกลับประเทศ
            4 เดือนต่อมาสันนิบาตอาหรับระงับความเป็นสมาชิกของซีเรียและคว่ำบาตรเศรษฐกิจ จากนั้นเรียกร้องให้ประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด (Bashar al-Assad) ก้าวลงจากอำนาจ พร้อมกับขอให้คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติมีมติสนับสนุน แต่รัสเซียกับจีนคัดค้าน
            การยื่นร่างมติของสันนิบาตอาหรับช่วยให้เห็นชัดว่าตัวแทนถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแบ่งเป็น 2 ขั้ว (จีนไม่ชัดเจนว่าอยู่ขั้วใด)
            เมื่อเข้าสู่ต้นปี 2012 มีข้อมูลว่ารัฐบาลต่างชาติเริ่มส่งอาวุธแก่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ถึงตอนนี้ซีเรียกลายเป็นสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบ

            ในปีเดียวกันนี้เอง เกิดกลุ่มผู้ก่อการร้าย Al-Nusra Front/Jabhat al-Nusra สมาชิกส่วนหนึ่งมาจากมุสลิมต่างประเทศ อีกส่วนสังกัด Free Syrian Army (FSA) ที่ชาติตะวันตกกับอาหรับบางประเทศให้การสนับสนุนเพื่อโค่นล้มระบอบอัสซาด
            Al-Nusra Front เป็นพวกซุนนีหัวรุนแรง จัดอยู่ในกลุ่มอัลกออิดะห์ เป็นที่ยอมรับทั่วไปว่ารัฐอาหรับบางประเทศสนับสนุน Al-Nusra Front โค่นล้มระบอบอัสซาด ดังนั้น Al-Nusra Front จึงเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่จัดตั้งขึ้นเพื่อโค่นล้มระบอบอัสซาดโดยเฉพาะ
            ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดในหมู่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอัสซาดด้วยกัน Al-Nusra Front มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างรวดเร็ว สามารถยึดครองพื้นที่จำนวนมาก

อีก1 ปีถัดมา ราวเมษายน-พฤษภาคม 2013 ชื่อ ISIL/ISIS เริ่มปรากฏชัดเจนในซีเรีย
            ISIL/ISIS มีจุดเริ่มต้นจากอัลกออิดะห์ เป็นแขนงหนึ่งของกลุ่มนี้ (เหมือน Al-Nusra Front) และกลายเป็นกลุ่มที่โดดเด่นเหนือ Al-Nusra Front ทั้งในประสิทธิภาพการรบ ความโหดเหี้ยมที่ปรากฏผ่านสื่ออย่างต่อเนื่อง เช่น การเผาเชลยทั้งเป็น และเด่นดังถึงขีดสุดเมื่อนายอาบู บาการ์ อัล-บักดาดี (Abu Bakr al-Baghdadi) ผู้นำ ISIL/ISIS ประกาศสถาปนารัฐอิสลามอย่างเป็นทางการ เปลี่ยนชื่อเป็น “Islamic State” หรือ IS เมื่อมิถุนายน 2014 ประกาศว่าตนคือ “คอลีฟะห์” หรือ “กาหลิบ” เป็นผู้นำมุสลิมทั้งปวง ประกาศให้กลุ่ม รัฐ องค์กรมุสลิมทั่วโลกเชื่อฟังตนในฐานะผู้นำรัฐอิสลาม
เมื่อถึงตอนนี้กองทัพอัสซาดต้องเผชิญผู้ก่อการร้ายต่างชาติที่เข้มแข็งถึง 2 กลุ่ม (ไม่รวมกลุ่มอื่นๆ อีกสารพัดชื่อ) ทั้ง 2 กลุ่มต่างมีข้อมูลว่าเป็นผู้ก่อการร้ายที่รัฐอุปถัมภ์

ขั้วสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศและการตอบโต้จากรัสเซีย :
3 เดือนต่อมา ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ประกาศทำสงครามกับ IS ชี้แจงว่า ณ ขณะนี้ IS เป็นภัยคุกคามต่อประชาชนอิรัก ซีเรียและภูมิภาคตะวันออกกลาง “แต่หากปล่อยทิ้งไว้ ภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายเหล่านี้จะเติบใหญ่เหนือระดับภูมิภาค จะคุกคามแม้กระทั่งสหรัฐอเมริกา”
            กองกำลังสหรัฐฯ กับพันธมิตรเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อ IS ซึ่งหมายถึงสหรัฐฯ กับประเทศสนับสนุนฝ่ายต่อต้านยกระดับการแทรกแซง
            ประเด็นที่ต้องตระหนักคือ การปรากฏตัวของ IS เป็นต้นเหตุของการโจมตีทางอากาศดังกล่าว ซึ่งหมายความว่านับจากนี้เป็นต้นไปความเป็นไปของสมรภูมิขึ้นกับมหาอำนาจสหรัฐฯ กับพวก การโจมตีทางอากาศมีส่วนช่วยบั่นทอนผู้ก่อการร้าย แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งโอกาสที่กองทัพอัสซาดจะชนะฝ่ายต่อต้านแทบไม่มีอีกแล้ว แม้ฝ่ายต่อต้านสายกลางอ่อนแอ ไม่สามารถโค่นล้มระบอบอัสซาดได้ด้วยตัวเอง

            การขยายตัวของสงครามกลางเมือง สงครามต่อต้านผู้ก่อการร้ายที่ยืดเยื้อส่งผลให้กองทัพรัฐบาลอัสซาดนับวันยิ่งอ่อนล้า สูญเสียพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ มีการเจรจาระหว่างประเทศหลายครั้งแต่ไม่มีข้อสรุป
กลางเดือนกันยายน 2015 เกิดจุดพลิกผันสำคัญ ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) กล่าวในงานประชุมสุดยอดของ Collective Security Treaty Organization (CSTO) เรียกร้องให้ชาติตะวันตกระงับความต้องการส่วนตัว พฤติกรรม 2 มาตรฐานในการสู้กับก่อการร้าย ไม่ล้มรัฐบาลคนอื่นด้วยการยืมมือองค์กรก่อการร้าย “ณ ขณะนี้เราจำต้องร่วมมือกับรัฐบาลซีเรีย กองกำลังเคิร์ดและพวกที่เรียกว่าฝ่ายต่อต้านสายกลาง (moderate opposition) เหล่าประเทศในภูมิภาค เพื่อสู้กับภัยคุกคามต่อซีเรียและต่อต้านลัทธิก่อการร้าย” ถ้าร่วมมือกันจะแก้ปัญหาได้ ย้ำว่าจะให้ความช่วยเหลือแก่ซีเรีย “ทั้งด้านการทหาร ความช่วยเหลือทางเทคนิคที่จำเป็น”
            คำประกาศดังกล่าวเป็นอีกครั้งที่ประธานาธิบดีปูตินยืนยันว่าจะช่วยเหลือด้านการทหารแก่รัฐบาลอัสซาด ระบอบอัสซาดจะต้องอยู่ต่อไป แต่ครั้งนี้มีความพิเศษจากครั้งก่อนๆ เพราะไม่กี่วันต่อมา รัสเซียเริ่มเข้ามาตั้งฐานทัพในซีเรีย เครื่องบินรบที่มาประจำการในซีเรียเริ่มเปิดฉากโจมตีผู้ก่อการร้าย กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่าเป็นไปตามการร้องขอจากประธานาธิบดีอัสซาด และจะไม่ส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดิน
            การตั้งฐานทัพในซีเรียและปฏิบัติการโจมตีอาจตีความว่ารัฐบาลปูตินมอบกองทัพรัสเซียเพื่อช่วยรบกับผู้ก่อการร้าย ถ้าตีความอย่างสุดโต่งจะหมายถึงเครื่องบินรบหลายร้อยลำ รถถังนับพัน ทหารนับแสนนาย รวมทั้งอาวุธนิวเคลียร์ การอธิบายเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลปูตินจะเปิดสงครามโลกกับประเทศใด แต่การตีความอย่างสุดโต่งสามารถขยายผลไปไกลขนาดนั้น ในทางปฏิบัติหากรัฐบาลปูตินเห็นท่าไม่ดี คงจะดำเนินการอย่างไรอย่างไรหนึ่งเพื่อให้เรื่องยุติ ไม่บานปลาย

สงครามกลางเมืองซีเรีย เกมสงครามของมหาอำนาจ :
            สมรภูมิซีเรียในขณะนี้จึงแบ่งออกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน (สามารถแบ่งได้มากกว่านี้ แต่มีเพียง 2 ขั้วที่สำคัญ) ขั้วแรกนำโดยสหรัฐฯ ร่วมกับพันธมิตรรัฐอาหรับ ตุรกี ยุโรปบางประเทศ ขั้วที่ 2 นำโดยรัสเซีย อาจรวมอิหร่าน (แม้กระทั่งจีน)
            ผู้ก่อการร้ายอย่าง Al-Nusra Front กับ IS รวมทั้งกองกำลังติดอาวุธมุสลิมต่างชาติอีกสารพัดกลุ่ม คือตัวละครที่แทรกเข้ามา ทั้งนี้มีหลักฐานหรือข้อกล่าวหาว่ากลุ่มเหล่านี้เป็นผู้ก่อการร้ายที่รัฐบาลต่างชาติอุปถัมภ์ ประธานาธิบดีอัสซาดกล่าวเมื่อกลางกุมภาพันธ์ 2016 ย้ำว่า รัฐบาลซาอุฯ ตุรกีกับกาตาร์คือผู้สนับสนุน
ผู้ที่ยอมรับเรื่องนี้ย่อมต้องตีความว่ากลุ่มเหล่านี้สังกัดขั้วสหรัฐฯ นั่นเอง

            การที่สงครามกลางเมืองยืดเยื้อถึง 5 ปีครึ่งและยังไม่มีท่าทีว่าจะจบก็เนื่องด้วยแรงสนับสนุนจาก 2 ขั้ว สมรภูมิซีเรียในขณะนี้ในแง่มุมหนึ่งจึงหมายถึงการต่อสู้ระหว่าง 2 ขั้วดังกล่าว ไม่ใช่เฉพาะความขัดแย้งของคนซีเรียเท่านั้น ความเป็นไปของซีเรียไม่ขึ้นกับชาวซีเรียอีกต่อไป บัดนี้อยู่ในมือของรัฐบาลต่างชาติแล้ว
            จากการวิเคราะห์ มีความเป็นไปได้ว่าขั้วสหรัฐฯ ในขณะนี้ต้องการให้สงครามกลางเมืองยืดเยื้อต่อไป เหตุผลหลักไม่ใช่เรื่องระบอบอัสซาดจะอยู่หรือจะไปอีกแล้ว แต่ต้องการบั่นทอนขั้วรัสเซีย มุมมองนี้อธิบายว่าเมื่อรัสเซียพาตัวเองเข้าพัวพันถึงขั้นเปิดฐานทัพในซีเรีย โจมตีผู้ก่อการร้าย ให้อาวุธเครื่องกระสุนแก่กองทัพอัสซาดอย่างต่อเนื่อง ขั้วสหรัฐฯ คิดใช้โอกาสนี้ให้ซีเรียกลายเป็นอัฟกานิสถานของรัสเซียอีกครั้ง แน่นอนว่าครั้งนี้รัสเซียไม่ได้ทุ่มสุดตัวเหมือนสงครามอัฟกานิสถานครั้งสมัยสงครามเย็น แต่ย่อมต้องแบ่งประมาณจำนวนไม่น้อยเพื่อสมรภูมิซีเรีย รัฐบาลสหรัฐฯ กับยุโรปย่อมเห็นว่าดีกว่าที่รัสเซียจะใช้งบประมาณทั้งหมดเพื่อพัฒนากองทัพ เผชิญหน้านาโตโดยตรง อีกทั้งอาจต้องการตรวจสอบขีดความสามารถของกองทัพรัสเซีย ไม่เชื่อว่ากองทัพรัสเซียเข้มแข็งจริง

            ส่วนรัฐบาลรัสเซียเห็นว่าเป็นโอกาสที่จะใช้งบประมาณบางส่วนเพื่อแสดงบทบาทของตนในเวทีโลก ให้โลกได้เห็นสมรถนะของเครื่องบินรบอย่าง Su-34 Tu-22M ขีปนาวุธหลายรุ่น รวมทั้งรถถัง T-90 เสริมภาพลักษณ์ของประธานาธิบดีปูติน บั่นทอนภาพลักษณ์ตะวันตก หวังให้ซีเรียเป็นสงครามเวียดนามของสหรัฐฯ

            เป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถตกลงกับรัสเซีย รัสเซียจะเล่นงานแต่พวกผู้ก่อการร้าย ไม่โจมตีพวกฝ่ายต่อต้านสายกลางที่ขั้วสหรัฐฯ สนับสนุน ด้วยเหตุผลข้อนี้และอื่นๆ จึงเชื่อว่าสงครามจะยืดเยื้อต่อไป ตราบเท่าที่มหาอำนาจไม่ปล่อยมือ ประเทศซีเรียยังคงอยู่ แต่กลายเป็นซากปรักหักพัง ยิ่งปล่อยให้สงครามยืดเยื้อเพียงใด ซากปรักหักพังก็ยิ่งเพิ่มขึ้น หลายพื้นที่เหมือนกลับไปสู่ยุคหิน เสียโอกาสฟื้นฟูพัฒนาประเทศ และเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว คือความแตกต่างที่เพิ่มมากขึ้น แต่ละวันคนซีเรียบาดเจ็บล้มตายมากขึ้น (ล่าสุดจำนวนผู้เสียชีวิตรวมทุกฝ่ายสูงถึง 250,000 คนแล้ว) ผู้คนนับล้านกลายเป็นผู้อพยพ โอกาสกลับคืนมาตุภูมิยิ่งเลือนราง บางคนอาจไม่คิดหวนกลับแล้ว โดยไม่มีหลักประกันว่าจะมีอนาคตที่ดีกว่า
            ซีเรียจะกลายเป็นเวียดนามของสหรัฐฯ หรือเป็นอัฟกานิสถานของรัสเซีย หรือจะเป็นอย่างไร เป็นประเด็นที่ควรติดตามต่อไป

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            ความขัดแย้งซีเรียได้ดำเนินต่อเนื่องกว่า 5 ปีครึ่งแล้ว ในช่วงเวลาดังกล่าวสถานการณ์ได้พัฒนาเปลี่ยนแปลง เริ่มจากการชุมนุมประท้วงรัฐบาลอย่างสงบ ตามด้วยต่างชาติเข้าแทรก การปรากฏตัวของผู้ก่อการร้าย กองกำลังมุสลิมต่างชาติกว่าร้อยประเทศ การเผชิญหน้าระหว่าง 2 ขั้ว 2 มหาอำนาจชัดเจนมากขึ้น เข้าพัวพันมากขึ้น บัดนี้ความเป็นไปของสมรภูมิกับอนาคตซีเรียจึงขึ้นกับการตัดสินใจบนผลประโยชน์ของ 2 ฝ่าย 2 มหาอำนาจ เป็นความขัดแย้งที่จะยืดเยื้อยาวนาน อาจสรุปว่าคือภาคต่อจากสงครามเย็น เป็นประเด็นสำคัญที่ควรตระหนัก
----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
เป็นเรื่องแปลกที่รัสเซียกับฝ่ายสหรัฐฯ (รวมชาติตะวันตกกับรัฐอาหรับ) ต่างมีนโยบายปราบปรามผู้ก่อการร้าย IS/ISIL/ISIS แต่ต่างฝ่ายต่างทำ ฝ่ายสหรัฐฯ กล่าวหาว่ารัสเซียไม่ได้มุ่งทำลาย IS แต่มุ่งเป้าที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอัสซาดมากกว่า ในขณะที่รัสเซียปฏิเสธ อีกทั้งมีประเด็นที่นักวิชาการหลายคนชี้ว่านโยบายปราบ IS ของฝ่ายสหรัฐฯ ไม่ได้ผล ถ้ามองในกรอบแคบความแตกต่างนี้มาจากการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนรัฐบาลอัสซาด ถ้ามองในกรอบกว้างคือการเผชิญหน้าระหว่าง 2 มหาอำนาจ

บรรณานุกรม:
1. Hanano, Amal. (2012). Syrian Hope: A Journal. In The Dawn of the Arab Uprisings: End of an Old Order? (pp.225-236). London: Pluto Press.
2. Lister, Charles R. (2015). The Syrian Jihad: Al-Qaeda, the Islamic State and the Evolution of an Insurgency. New York: Oxford University Press.
3. Lynch, Marc. (2012). The Arab Uprising: The Unfinished Revolutions of the New Middle East. NY: Publicaffairs.
4. Masters, Jonathan. (2013, September 11). Syria's Crisis and the Global Response. Council on Foreign Relations. Retrieved from http://www.cfr.org/syria/syrias-crisis-global-response/p28402
5. Napoleoni, Loretta. (2014). The Islamist Phoenix: The Islamic State and the Redrawing of the Middle East. New York: Seven Stories Press.
6. NATO: Russia may assist in destruction of Syria's chemical weapons. (2013, October 23). Haaretz. Retrieved from http://www.haaretz.com/.premium-1.553979
7. President Assad's AFP Interview. (2016, February 12). The Syria Times. Retrieved from http://syriatimes.sy/index.php/interviews/22171-president-assad-s-afp-interview
8. Putin: Russia supports and will support the Syrian government.  (2015, September 15). Pravda. Retrieved from http://english.pravda.ru/russia/politics/15-09-2015/131969-putin_russia_syria-0/
9. Russian planes start pinpoint strikes against IS positions in Syria — Defense Ministry. (2015, September 30). TASS. Retrieved from http://tass.ru/en/defense/824957
10. Syria Al Qaida group ‘wants to attack US’. (2014, January 30). Gulf News. Retrieved from http://gulfnews.com/news/region/syria/syria-al-qaida-group-wants-to-attack-us-1.1284269
11. The White House. (2014, September 10). Statement by the President on ISIL. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/09/10/statement-president-isil-1
12. Yetkin, Murat. (2014, October 7). Turkey, ISIL and the PKK: It’s complicated. Daily News. Retrieved from http://www.hurriyetdailynews.com/turkey-isil-and-the-pkk-its-complicated.aspx?pageID=449&nID=72628&NewsCatID=409
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

หลายมุมมองกับการชุมนุมประท้วงโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump)

20 พฤศจิกายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7318 วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2559)

            ทันทีที่ทราบผลการเลือกตั้ง หลายคนเปลี่ยนจากการติดตามผลเลือกตั้งเป็นการชุมนุมประท้วง เช่นที่ชิคาโก ฟิลาเดลเฟีย ซีแอตเทิล นิวยอร์ก ซานฟรานซิสโก เท็กซัส ประกาศว่าทรัมป์ “ไม่ใช่ประธานาธิบดีของฉัน” รวมทั้งที่ Midtown Manhattan หน้าบ้านว่าที่ประธานาธิบดี
            ผู้ประท้วงบางกลุ่มตะโกนว่า “ไม่เกลียดชัง ไม่หวาดกลัว ที่นี่ต้อนรับผู้อพยพลี้ภัย” ต่อต้านนโยบายผลักดันผู้อพยพลี้ภัยต่างชาติของทรัมป์
ผู้ประท้วงหลายหมื่นร่วมชุมนุมในที่ต่างๆ เป็นหย่อมๆ มีตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพัน ส่วนใหญ่ชุมนุมโดยสงบ ไม่กี่วันต่อมาการชุมนุมที่เริ่มต้นด้วยความผิดหวัง โกรธเคือง สับสน แปรเปลี่ยนเป็นการคิดเคลื่อนไหวต่อเนื่อง บางกลุ่มอาศัยโซเชียลมีเดียเป็นศูนย์การสื่อสาร มีผู้เข้าร่วมเพิ่มทุกชั่วโมง

            ตำราอเมริกาสอนว่าชาวอเมริกันภาคภูมิใจที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีอันหมายถึงการส่งผ่านอำนาจบริหารจากชุดหนึ่งสู่อีกชุดหนึ่งดำเนินด้วยความราบรื่นเสมอมา ฝ่ายที่แพ้ยอมรับความพ่ายแพ้ ไม่คิดต่อต้านผลการเลือกตั้ง ถ้าจะแข่งให้แข่งในการเลือกรอบต่อไป
            การส่งผ่านครั้งนี้ดำเนินไปด้วยดี ส่วนการชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นเป็นปรากฎการณ์ประชาธิปไตยอย่างหนึ่ง มีประเด็นที่ควรไตร่ตรองมากกว่าการประท้วง ดังนี้

การพิพากษาตัดสินล่วงหน้า :
            ความเข้าใจสำคัญข้อแรกคือ การประกาศผลการเลือกตั้งไม่ได้บอกว่า โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เป็นประธานาธิบดีแล้ว ณ ขณะนี้ บารัก โอบามายังเป็นประธานาธิบดีจนถึงวันที่ 20 มกราคม วันทำพิธีสาบานตน ว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์จึงยังไม่ได้ทำงานอะไรจริงจัง นอกจากเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการส่งมอบอำนาจ
            การตอบสนองของกลุ่มต่างๆ ตลาดเงินตลาดทุนในระยะนี้ ล้วนเป็นการคาดการณ์ “ล่วงหน้า” ซึ่งอาจจะถูกหรือผิดก็เป็นได้ ที่คิดว่าแย่ อาจไม่เลวร้ายอย่างที่คิด และที่คิดว่าดี อาจไม่ดีจริงอย่างที่พูด
            สังคมควรระวังการชี้นำ การวิเคราะห์ที่ขาดความระมัดระวัง ระวังการตัดสินพิพากษาล่วงหน้า ท่านยังไม่ได้ทำอะไรผิดในฐานะประธานาธิบดี

            การคิดแง่ลบต่อว่าที่ประธานาธิบดีมาจากข้อมูลที่ได้ยินได้ฟังในช่วงหาเสียง ช่วงที่ผู้สมัครหาเสียงด้วยการสาดโคลนใส่กัน บรรดานักวิชาการนักวิเคราะห์ตีแผ่เรื่องราวต่อเนื่อง สื่อช่วยขยายผลให้รับรู้กันทั่วโลก
โลกจึงได้ข้อมูลว่าที่ประธานาธิบดีมีประวัติเกี่ยวข้องกับผู้หญิงมากหน้าหลายตา มีพฤติกรรมทางเพศแบบไม่เลือกหน้า หญิงมีสามีก็ไม่ยกเว้น ผู้หญิงอย่างน้อย 9 คนกล่าวว่าเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศ และเรื่องเสื่อมเสียอื่นๆ

Keith Larson ตั้งคำถามว่า ท่าที คำพูด บุคลิกภาพของ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นตัวแทนของชาวอเมริกันได้หรือไม่ คนอเมริกันส่วนใหญ่มีลักษณะอย่างทรัมป์หรือ ทรัมป์ประกาศว่าจะ "สร้างอเมริกาให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง" ทรัมป์มีความสามารถเช่นนั้นหรือ ความเป็นตัวตนของเขาสะท้อนว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่หรือไม่ หรือเป็นแบบไหน
            ทรัมป์มีอะไรพิเศษแตกต่างหรือไม่ (exceptional) มีอะไรที่ดีกว่าเพื่อให้มวลมนุษยชาติ
            ข้อวิพากษ์ของ Larson ชี้ว่าหากทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง เท่ากับว่าชาวอเมริกันที่เลือกทรัมป์เป็นคนอย่างทรัมป์นั่นเอง ขยายความต่อว่าประเทศอเมริกาในขณะนี้ก็มีลักษณะแบบเดียวกับทรัมป์
            เป็นตัวอย่างคนที่วิพากษ์แง่ลบ และน่าคิดไม่น้อย

            ผลจากการหาเสียงแบบสาดโคลน ช่วยให้รับรู้ข้อมูลด้านลบ ข้อเสียคือเกิดทัศนคติแง่ลบต่อว่าที่ประธานาธิบดี เสื่อมเสียล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่ทำงาน
            คนหน้าบาง คนที่หมดกำลังใจง่ายๆ คงไม่เหมาะกับตำแหน่งประเภทนี้

ทรัมป์มีข้อดีเหมือนกัน แต่จะประยุกต์ใช้อย่างไร :
            ผลงานในอดีตของทรัมป์ทั้งในทางธุรกิจและในช่วงหาเสียง ชี้ว่าไม่ใช่คนโง่เขลา ทรัมป์ถูกกล่าวหาละเมิดกฎหมายหลายข้อ ขึ้นโรงขึ้นศาลหลายครั้ง แต่ไม่เคยผิดถึงขั้นต้องโทษถูกจำคุก ธุรกิจอาจล้มลุกคลุกคลานแต่โดยรวมแล้วเติบใหญ่ขึ้น ทรัมป์เป็นยอดนักสู้ที่ไม่กลัวเผชิญเรื่องยากๆ
            หลายครั้งที่ทรัมป์แสดงท่าทางและใช้ถ้อยคำที่ดูเหมือนคนขาดการศึกษา แต่เขาชนะคู่แข่งหลายคนที่ช่ำชองการเมือง มีความรู้เรื่องต่างๆ เหนือกว่าเขามาก การหาเสียงของทรัมป์ดำเนินอย่างมียุทธศาสตร์ จนเป็นผู้ชนะเลือกตั้ง
            ประเด็นจึงอยู่ที่เมื่อเป็นประธานาธิบดีแล้วจะใช้หลักคิด บุคลิกลักษณะส่วนตัวอย่างไร จะปรับให้เข้ากับประเด็นต่างๆ อย่างไร
            โลกอาจเห็นผู้นำอเมริกาในบุคลิกที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ใช้ถ้อยคำที่ประธานาธิบดีคนก่อนๆ ไม่กล้าใช้ และอาจมีนโยบายใหม่ๆ ที่สร้างประโยชน์มากมายทั้งต่อสหรัฐและโลก
            เป็นเรื่องที่น่าติดตาม

            ทรัมป์คงไม่พูดว่าจะใช้ตำแหน่งเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ให้กับตัวเอง หลายคนจะไม่เชื่อคำพูดนี้ ในช่วงเป็นประธานาธิบดีจึงเป็นเวลาแห่งการพิสูจน์ตัวเองว่า โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นคนเช่นไร
            การดำเนินโยบายผิดพลาดอาจไม่ผิดกฎหมาย การส่งลูกหลานทหารอเมริกันไปตายต่างแดนอาจไม่ผิดกฎหมาย (ดังเช่นอดีตประธานาธิบดีหลายคนทำมาแล้ว) แต่คนจะจดจำ ประวัติศาสตร์จะบันทึก
            เป็นโอกาสที่ทรัมป์จะสร้างประโยชน์ สร้างชื่อเสียงอันดี และเป็นโอกาสที่จะทำร้ายประเทศและตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ความจริงกับภาพลวงตา :
            หลายคนที่ชุมนุมประท้วง ไม่ยินดีกับว่าที่ประธานาธิบดี เพราะคิดว่าจะทำให้ประเทศเสียหาย คำถามสำคัญคือ ควรปล่อยให้ประเทศชาติเสียหายก่อนหรือไม่ จะพิสูจน์อย่างไร
            นักวิเคราะห์แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าด้วยหลักคิดกับบุคลิกภาพของทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่อาจทำสิ่งแปลกใหม่หลายอย่างที่ไม่อยู่ในกรอบการเมืองเดิม อีกฝ่ายคิดว่าแม้เป็นประธานาธิบดีแต่ไม่อาจทำตามอำเภอใจได้ทุกอย่าง เพราะต้องฝืนแรงต้านจากระบอบเก่า ระบบราชการ ความคิดเห็นของรัฐสภา (แม้ตอนนี้รีพับลิกันจะเป็นเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา อาจต้องสู้กับพรรคตัวเอง) ทุกอย่างจึงเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น
            การคิดว่าทรัมป์จะสร้างความเสียหายอย่างไม่สมควรเป็นเรื่องการคาดเดาเช่นกัน

คนจำนวนมากมองว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์มีอัตลักษณ์แปลกแตกต่างจากแกนนำการเมืองคนอื่นๆ ลีลา วิธีการพูดที่แตกต่าง พร้อมกับนโยบายที่หลายเรื่องสุดโต่ง
เหล่านี้ทำให้เกิดภาพว่าท่านแตกต่างจากนักการเมืองคนอื่นๆ
คำถามคือ “ความจริงที่เห็น” เป็นการแสดงออกเพื่อให้ผู้คนคิดว่า “แตกต่าง” หรือไม่ แท้จริงแล้ว นโยบายสำคัญๆ หลายอย่างของทรัมป์ไม่ได้พิเศษแตกต่างเลย (อ่านรายละเอียดในบทความ “ความจริงที่ซ่อนอยู่ในความสัมพันธ์กับชาติพันธมิตรของทรัมป์”)
หลายนโยบายที่สุดโต่ง ท้ายที่สุดอาจเป็นการปรับนโยบายเดิมเพียง “เล็กน้อย” ความสุดโต่งจึงเป็นเพียง “ถ้อยคำที่ใช้หาเสียงเท่านั้น”

ยกตัวอย่าง ความสัมพันธ์การค้ากับจีน
            ในช่วงหาเสียงทรัมป์บอกว่าจีนเป็น “จอมหัวขโมยรายใหญ่ที่สุดของโลก” บิดเบือนค่าเงินหยวนเพื่อช่วยการส่งออก กระทบต่ออุตสาหกรรม การจ้างงานในสหรัฐ หากสามารถแก้ปัญหาจีนจะเพิ่มการจ้างงานในประเทศนับล้านตำแหน่ง จึงเสนอขึ้นภาษีสินค้าจากจีนร้อยละ 45 และจะเจรจากับจีนเพื่อยุติการบิดเบือนค่าเงิน ยุติการอุดหนุนสินค้าส่งออก มาตรฐานแรงงานและสิ่งแวดล้อมต่ำ
แต่นักวิชาการบางคนไม่เชื่อว่าทรัมป์จะสามารถใช้มาตรการรุนแรงต้านสินค้าจีน เพราะมาตรการใดๆ ที่ใช้จะกระทบทั้งจีน สหรัฐ และประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งบริษัทอเมริกาอย่างแน่นอน
Song Guoyou จาก Fudan University's Center for American Studies กล่าวว่าเป็นการง่ายที่ทรัมป์จะกล่าวหาจีนบิดเบือนค่าเงิน แต่ยากจะตอบโต้
Yorizumi Watanabe จาก Keio University อธิบายว่า ปัจจุบันจีนกลายเป็นคู่ค้ารายใหญ่สุดของหลายประเทศ รวมทั้งเกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น มีผู้ประเมินว่าหากสหรัฐขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนร้อยละ 15 จีดีพีจีนจะลดลงร้อยละ 1 จีดีพีเกาหลีใต้ลดลง 0.5 จีพีดีโลกลดลง 0.25
ความเป็นไปทางเศรษฐกิจไม่ว่าจากสหรัฐหรือจีนล้วนกระทบเศรษฐกิจโลก ผู้เชี่ยวชาญหลายคนจึงไม่เชื่อว่าทรัมป์จะจัดการจีนตามที่พูดในช่วงหาเสียง

มีตัวอย่างทำนองนี้อีกมาก กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่าสิ่งที่ทรัมป์พูดในช่วงหาเสียงเป็นความจริงหรือภาพลวงตา การจะประเมินว่าทรัมป์สร้างประโยชน์หรือบั่นทอนประเทศ ต้องได้ข้อสรุปก่อนว่าอะไรคือความจริง อะไรคือภาพลวงตา
            อะไรคือประเด็นสำคัญจริงๆ ที่อยู่นอกเหนือหรือที่ซ่อนอยู่ในถ้อยคำของท่าน

ร่วมกันตรวจสอบอย่างเป็นระบบ :
ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตย่อมมีโอกาสในนั้น จึงมักพูดกันเสมอว่า “เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส” เป็นโอกาสที่อีกหลายคนมีส่วนร่วมทางการเมือง ภาคประชาสังคมเข้มแข็งยิ่งขึ้น
ผู้ชุมนุมประท้วงมีหลายหมื่นคน ผู้ไม่ชุมนุมบนถนนแต่สนับสนุนมีนับล้าน เป็นโอกาสที่จะสร้างภาคประชาสังคมอย่างเป็นระบบ แบ่งแยกกันทำงาน ตรวจสอบ เฝ้าระวัง โดยแบ่งตามความสนใจ ความเชี่ยวชาญ เช่น นักบัญชีเฝ้าระวังการใช้งบประมาณ ปัญหาขาดดุล อดีตทหารผ่านศึกตรวจนโยบายความมั่นคง นักเรียน นักศึกษา ใครสนใจนโยบายใด ประเด็นใด ให้รวมกลุ่ม ร่วมกันเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบ
มีระบบเผยแพร่ข่าวสารทั้งผ่านสื่อที่ผลิตเอง สื่อโซเชียลมีเดีย สื่อทั่วไป
ประเทศใดที่ภาคประชาสังคมสามารถทำเช่นนี้ จะเป็นภาคประชาสังคมที่เข้มแข็งมีพลัง เปลี่ยนการชุมนุมที่เป็นเรื่องชั่วคราวให้เกิดประโยชน์ที่ยั่งยืนกว่า
--------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
ยุทธศาสตร์/กลยุทธ์หาสียงของทรัมป์ทั้งหมด สรุปรวบยอดว่าคือ ยุทธศาสตร์เชื่อผู้นำ ให้เชื่อว่าเขาคือคนเดียวที่รู้ดีที่สุด สามารถแก้ปัญหาทุกอย่าง การเชื่อผู้นำไม่ใช่เรื่องผิด ธรรมชาติมนุษย์อยู่ในภาวะเชื่อผู้นำเสมอๆ ปัญหาคือสหรัฐฯ อ้างว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เสรีภาพส่วนบุคคลสำคัญที่สุด แต่ทรัมป์หาเสียงด้วยหลักเชื่อผู้นำ กีดกันการตรวจสอบนโยบายที่เขานำเสนอ สวนทางหลักประชาธิปไตย 

ทรัมป์เป็นนักธุรกิจ ไม่ใช่นักการเมือง เมื่อลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจึงมีคำถามว่าจะไปรอดหรือไม่ ผลปรากฏว่าทรัมป์สามารถชนะผู้สมัครคนดังคนอื่นๆ กลายเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันด้วยคะแนนสูงลิ่ว เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ยุทธศาสตร์ กลยุทธ์หาเสียงของทรัมป์ เป็นที่น่าศึกษา ให้ความเข้าใจทั้งวิธีหาเสียงของเขา และในประเด็นที่กว้างกว่า เช่น มุมมองของชาวอเมริกัน ระบอบประชาธิปไตยอเมริกา

บรรณานุกรม:
1. Bardes, Barbara A., Shelley, Mack C., & Schmidt, Steffen W. (2012). American Government and Politics Today: Essentials (2011 - 2012 Ed.). USA: Wadsworth, Cengage Learning.
2. Bessette, Joseph M., Pitney, John J. Jr. (2011). American Government and Politics: Deliberation, Democracy and Citizenship. USA: Wadsworth.
3. Buncombe, Andrew. (2016, May 2) Donald Trump accuses China of 'raping' the US with its trade policy. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/americas/us-elections/donald-trump-accuses-china-of-raping-the-us-with-its-trade-policy-a7009946.html
4. Dearden, Lizzie. (2016, November 11). Donald Trump blames media for 'unfair' protests against election victory as demonstrations continue across US. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/americas/us-elections/donald-trump-president-protests-us-cities-second-night-blame-media-inciting-not-fair-portland-a7410782.html
5. Healy, Patrick., Peters, Jeremy W. (2016, November 9). Donald Trump’s Victory Is Met With Shock Across a Wide Political Divide. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/11/10/us/politics/donald-trump-election-reaction.html?_r=0
6. Johnston, David Cay. (2016). The Making of Donald Trump. New York: Melville House Publishing.
7. Larson, Keith. (2016, January 5). Is Trump really who Americans want to be? Charlotte Observer. Retrieved from http://www.charlotteobserver.com/opinion/op-ed/article53171905.html
8. Levin, Sam., Stafford, Zach., Swaine, Jon., & Woolf, Nicky. (2016, November 11). More anti-Trump action planned after second night of protests across US. The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/us-news/2016/nov/10/anti-trump-protests-election-president-new-york-chicago
9. Lyons, John. (2016, November 13). Donald Trump’s China Trade Stance Could Harm Japan, South Korea'. The Wall Street Journal. Retrieved from http://www.wsj.com/articles/donald-trumps-china-trade-stance-could-harm-japan-korea-1479076681
10. Magleby, David B., Light, Paul C. (2009). Government by the People (23rd Ed.). USA: Pearson Education.
11. Nelles, Roland. (2016, November 9). Trump's Victory Ushers in Dangerous Instability. Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/donald-trump-election-win-means-instability-for-the-world-a-1120464.html
12. Pohl, Ines. (2016, October 10). Analysis: A debate full of hate, without highlights. Deutsche Welle. Retrieved from http://www.dw.com/en/analysis-a-debate-full-of-hate-without-highlights/a-36003063
13. Poll: Most US voters 'disgusted' with presidential race. (2016, September 22). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2016/09/poll-voters-digusted-presidential-race-160921124354232.html
14. Shan, Jie. (2016, November 15). Trump’s trade threats ‘almost impossible,’ economists say. Global Times. Retrieved from http://www.globaltimes.cn/content/1017931.shtml
15. Transcript: Donald Trump Expounds on His Foreign Policy Views. (2016, April 26). The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/03/27/us/politics/donald-trump-transcript.html
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กับอนาคต

13 พฤศจิกายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7311 วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ.2559)

            โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 เป็นนักธุรกิจพันล้านดอลลาร์ เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คาสิโนหลายแห่ง มีคฤหาสน์หรู บ้านที่พักหลายแห่ง แวดล้อมด้วยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ไม่ใช่ผู้ที่คนทั่วไปเข้าถึง
            ทรัมป์รู้จักคนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ทั้งหมดคือหุ้นส่วน ผู้ร่วมงาน หรือคู่แข่งขัน ที่ไม่ใช่ "เพื่อน" แม้ทรัมป์มีภรรยา คนแวดล้อมมากมาย แต่ชีวิตของทรัมป์คือตัวเขา ธุรกิจของเขา ความฝันของเขา ตัวเขาเพียงคนเดียว

            ชีวิตธุรกิจแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นนักสู้ คิดการใหญ่ มุ่งพิชิตเป้าหมายใหญ่ สมกับหนังสือ ‘Think Big’ ของเขา ขอเพียงบรรลุเป้าหมาย เขาไม่กังวลที่จะฉวยประโยชน์ เอาเปรียบคนอื่น ไม่กลัวคนอื่นเกลียดชัง แม้กระทั่งจากญาติสนิท สู้กับภรรยา Ivana เรื่องการหย่าร้าง ไม่กลัวกฎหมาย ต่อสู้แม้กระทั่งกับศาล การไปเกี่ยวข้องคดีความต่างๆ เป็นเรื่องส่วนหนึ่งของชีวิต
            ความเป็นนักสู้ของเขายังแสดงออกผ่านวิกฤตธุรกิจคาสิโนเมื่อต้นทศวรรษ 1990 ไม่ว่าใครจะวิพากษ์ความฉ้อฉลอย่างไร ทรัมป์ได้แสดงให้เห็นว่าเขาครุ่นคิดอยู่เสมอที่จะเอาชนะอุปสรรค แก้ปัญหายากๆ ที่หลายคนไม่อยากเจอ

            ธุรกิจย่อมหวังกำไรสูงสุด หนึ่งในวิธีคือควบคุมต้นทุน มีกรณีทรัมป์ลดต้นทุนโดยไม่คำนึงเรื่องกฎหมาย (ถ้าไม่คิดเรื่องศีลธรรม) ใช้แรงงานชาวโปแลนด์ที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย ให้ค่าแรงต่ำกว่าคนทั่วไป ให้ทำงานก่อสร้างโดยไม่คำนึงความปลอดภัย เช่น ไม่มีหมวกกันนิรภัย ไม่มีหน้ากากกันแร่ใยหิน (asbestos - เป็นสารก่อมะเร็ง หากสูดดมเป็นเวลานานๆ) มีผู้วิพากษ์ว่าทรัมป์ทำเรื่องเช่นนี้ได้ เพราะสามารถเลี่ยงการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ เกิดคำถามว่าสังคมอเมริกามีความโปร่งใสแค่ไหน มีคอร์รัปชันมากน้อยเพียงใด
            แรงงานที่ได้ค่าแรงไม่ครบ นำเรื่องฟ้องร้อง ทรัมป์ให้การในชั้นศาลว่า เขาไม่รู้ว่าคนงานได้ค่าแรงต่ำกว่ากฎหมายกำหนด การไม่เข้าเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย เรื่องยุติด้วยการที่ทรัมป์จ่ายค่าแรงส่วนที่ขาดไป
            นักวิเคราะห์หลายคนจึงวิพากษ์ว่า ทรัมป์หาเสียงชูนโยบายกีดกัน ผลักดันแรงงานต่างชาติ เชื่อว่าการทำเช่นนี้ชาวอเมริกันจะมีงานทำมากขึ้น ปลอดภัยจากแรงงานต่างด้าวที่หลายคนติดยา ทำร้ายนายจ้าง แต่พฤติกรรมของเขาในอดีตส่อว่าส่งเสริมการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และใช้อย่างขูดรีด

ความเหมาะสมต่อตำแหน่งผู้นำประเทศ :
            ทรัมป์เป็นนักธุรกิจที่สนใจการเมือง สนใจตำแหน่งประธานาธิบดีตั้งแต่ปี 1985 ในการเลือกตั้งปี 1988 เขาเสนอตัวชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี คู่กับจอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช (George H. W. Bush - บิดาของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช) แต่บุชเลือกคนอื่น
            2012 ทรัมป์ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีและถอนตัวอย่างรวดเร็ว อ้างว่ารายการโทรทัศน์ที่เขาทำอยู่นั้นต้องการตัวเขามากกว่า เมื่อทรัมป์ประกาศตัวอีกครั้งในปี 2016 ในช่วงเริ่มต้นสื่อจึงไม่ให้ความสนใจ

ในช่วงหยั่งเสียงประธานาธิบดีเบื้องต้น (Presidential primaries) หรือการหยั่งเสียงภายในพรรค ผู้สมัครแต่ละคนต้องแสดงความคิดเห็น นำเสนอนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญๆ ที่สาธารณชนสนใจ บางเรื่องแสดงให้เห็นว่าทรัมป์ไม่ได้รู้จริงอย่างที่พูด ยกตัวอย่าง กรณีอาวุธนิวเคลียร์
ในรายการทอล์คโชว์เมื่อธันวาคม 2015 นักจัดรายการ Hugh Hewitt ถามลำดับความสำคัญของ ‘nuclear triad’ ทรัมป์ตอบอย่างมั่นอกมั่นใจว่า “อย่างแรก เราต้องมีใครบางคนที่เชื่อถือได้จริงๆ คนที่รับผิดชอบเต็มที่ รู้ดีว่าเขาหรือเธอกำลังทำอะไร นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก” จากนั้นพูดต่อว่าปี 2003-2004 เขาต่อต้านการทำสงครามในอิรัก
Hewitt ถามซ้ำว่า “ลำดับความสำคัญ 3 ขาของ triad อย่างไร” ทรัมป์ตอบ “ผมคิดว่านิวเคลียร์เป็นเรื่องพลังอำนาจ การทำลายล้างเป็นเรื่องใหญ่”
            จากนั้นผู้จัดรายการหันไปถาม Marco Rubio ผู้สมัครชิงตำแหน่งอีกคนหนึ่ง Rubio ตอบว่าขอให้ผมอธิบายทางบ้านก่อนว่า triad คืออะไร triad คือขีดความสามารถของสหรัฐในการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์จากเครื่องบิน ขีปนาวุธที่ปล่อยจากฐานใต้ดิน (ไซโล) และจากเรือดำน้ำ
ถ้าฟังผ่านๆ อาจไม่คิดว่าทรัมป์พูดอะไรผิด อาจเห็นว่าทรัมป์ตั้งใจจริง มุ่งมั่นทำงานเพื่อประเทศชาติ แต่เมื่อวิเคราะห์อย่างถ่องแท้ จะได้คำตอบว่าทรัมป์ไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับ ‘nuclear triad’ ตอบโดยพูดประเด็นอื่น เช่น พูดว่าคนที่เป็นประธานาธิบดีต้องเป็นคนที่ประชาชนเชื่อใจ รู้เรื่องต่างๆ และหันไปพูดเรื่องอิรักที่ไม่เกี่ยวข้อง ตอบไม่ตรงประเด็น

ความตั้งใจของผู้จัดรายการคือต้องการสอบถามนโยบายอาวุธนิวเคลียร์ เป็นหัวข้อสำคัญหนึ่งของทุกรัฐบาล สหรัฐเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถด้านอาวุธนิวเคลียร์สูงสุดในโลก สังคมอเมริกาวิพากษ์เรื่อยมาว่าควรมีหรือไม่ควรมีอาวุธนิวเคลียร์ ยังจำเป็นต่อยุคปัจจุบันหรือไม่ ควรเพิ่มหรือลดจำนวนอาวุธ โดยเฉพาะในยามที่รัฐบาลต้องการลดการขาดดุล อยู่ระหว่างการปรับกองทัพให้เข้ากับภัยคุกคามปัจจุบัน ประเด็นป้องกันการแพร่กระจายอาวุธ ป้องกันไม่ให้ตกอยู่ในมือผู้ก่อการร้าย
จึงอยากรู้ความเห็นว่าทรัมป์จะปรับเพิ่มหรือลดอาวุธนิวเคลียร์แต่ละประเภทหรือไม่ อย่างไร
            4 เดือนก่อนหน้านั้น Hewitt ถามเรื่องนี้ครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งนั้นทรัมป์ตอบว่า เรื่องนิวเคลียร์เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องใส่ใจอย่างมาก ต่ออำนาจของอาวุธนิวเคลียร์ที่เรามี อีกเรื่องคือการเจรจากับอิหร่าน แนวคิดเรื่องนี้สำคัญที่ว่าต้องได้ข้อตกลงที่ดี จากนั้นพูดถึงการยกระดับคว่ำบาตรอิหร่านให้รุนแรงกว่าเดิม
            สรุปคือทรัมป์ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับแผนแม่บทนิวเคลียร์แม้แต่น้อย ได้แต่พูดว่าเป็นเรื่องสำคัญ แล้วหันไปพูดประเด็นปลีกย่อยอื่นๆ
David Johnston ชี้ว่าทรัมป์ถูกถามด้วยคำถามเดียวกัน 2 ครั้ง ห่างกัน 4 เดือน ได้คำตอบทำนองเดียวกัน ทรัมป์ไม่ได้ศึกษาเพิ่มเติมอะไรเลย

ประเด็นที่ควรติดตาม :
            ประธานาธิบดีเป็นบุคคลสาธารณะที่สังคมควรตรวจสอบวิพากษ์ มีประเด็นที่ควรติดตาม ดังนี้
            ประการแรก ทรัมป์จะเป็นประธานาธิบดีเพื่อคนอเมริกัน เพื่อประเทศหรือไม่
            เป็นคำถามพื้นๆ เหมือนคำถามต่อบรรดานักการเมืองทั้งหลาย เป็นประเด็นที่ควรติดตามตรวจสอบ เพราะเป็นหลักฐานสำคัญบ่งชี้ว่าระบอบการเมืองอเมริกา ประชาธิปไตยอเมริกาดีจริงดังที่ผู้นำประเทศนี้ชอบเอ่ยถึงหรือไม่
            ประการที่ 2 ทรัมป์จะดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงหรือไม่
            ตั้งแต่ช่วงหาเสียง หลายคนตั้งคำถามว่าทรัมป์จะทำตามข้อเสนอ นโยบายต่างๆ ที่หาเสียงไว้หรือไม่
            ณ วันนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่านโยบายของรัฐบาลทรัมป์จะเป็นอย่างไร บางนโยบายอาจทำได้จริงตรงตามที่พูด บางเรื่องอาจไม่แรงเท่ากับตอนหาเสียง เช่น  นโยบายประกันสุขภาพ Affordable Care Act หรือที่นิยมเรียกว่า "Obamacare" ข้อเสนอถอนตัวออกจากสมาชิกนาโต ปล่อยให้เกาหลีใต้กับญี่ปุ่นมีอาวุธนิวเคลียร์ การป้องกันคนต่างชาติเข้าเมืองผิดกฎหมาย กีดกันมุสลิมไม่ให้เข้าประเทศ
หลายเรื่องจะเป็นไปตามแนวทางของพรรครีพับลิกัน หลายเรื่องใกล้เคียงสมัยรัฐบาลโอบามา
            ทั้งนี้ไม่ใช่เป็นเพราะทรัมป์ขาดความเข้าใจเรื่องการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (ทรัมป์อาจรู้น้อย แต่ย่อมทีมงานที่ปรึกษาที่รู้มาก) แต่เป็นเพราะในช่วงหาเสียงเขามุ่งมั่นจะเอาชนะใจคน เอาชนะเลือกตั้ง จึงวางเรื่องการปฏิบัติตามนโยบายไว้ทีหลัง

            ที่สุดจะมาถึงความจริงของระบบบริหารประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการนับล้าน พวกลอบบี้ยิสต์ที่วิ่งกันเต็มรัฐสภา ความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
            ใช่ว่าเป็นประธานาธิบดีสหรัฐแล้วจะทำได้ทุกอย่าง ผลงานรัฐบาลชุดก่อนๆ เป็นหลักฐานที่ชัดเจน แม้กระทั่งสมัยรัฐบาลโอบามา
            ถ้าวิเคราะห์เชิงลึก คำถามคือ ทรัมป์จะหาทางออกเรื่องนี้อย่างไร เมื่อพบว่าบางเรื่องหรือหลายเรื่องไม่อาจทำได้จริง

            ประการที่ 3 การทุจริตคอร์รัปชัน
รัฐบาลอเมริกามักโทษรัฐบาลประเทศอื่นๆ ว่าเหตุที่ประเทศไม่เจริญ ประชาธิปไตยไม่มั่นคง เพราะรัฐบาลขาดธรรมาภิบาล สังคมเต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน หลายครั้งปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศยากจนตามที่ร้องขอ เห็นว่าเงินที่มอบให้นั้นสูญเสียไปกับคอร์รัปชันมาก รัฐบาลของประเทศยากจนไม่สนใจบริหารจัดการอย่างดี
Peter Eigen ผู้ก่อตั้ง “องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ” (Transparency International) สรุปโทษคอร์รัปชันว่าคือการทำลายสถาบันประชาธิปไตย ด้วยการใช้อำนาจหน้าที่ที่ได้รับมาโดยมิชอบเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อการเมือง เศรษฐกิจ สังคม
ทรัมป์ประกาศมุ่งมั่นสร้างอเมริกาให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง หวังว่าจะไม่ลืมว่าการทุจริตคอร์รัปชันทำให้ทุกภาคส่วนของประเทศอ่อนแอ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม
สุภาษิตกล่าวว่าถ้า “หัวไม่ส่าย หางไม่กระดิก” ถ้าผู้นำประเทศทุจริต การทุจริตจะแพร่กระจายในทุกระดับ ข้อสรุปเช่นนี้มีหลักฐานให้เห็นมากมายทั่วโลก

ความไม่สมบูรณ์ของมนุษย์ :
             แน่นอนว่ามนุษย์ไม่สมบูรณ์ สังคมไม่ควรคาดหวังว่าเขาเก่งไปหมดทุกอย่าง ไม่ควรคาดหวังว่าทรัมป์จะต้องรู้ดีไปหมดทุกเรื่อง ต้องมีนิสัย คุณสมบัติตรงตามที่แต่ละคนคาดหวัง แต่หลักคิดวิธีการของเขาเหมาะกับงานบริหารประเทศหรือไม่ เป็นคำถามที่น่าคิด เพราะเขาลงสมัครตำแหน่งประธานาธิบดี เป็นความรับผิดชอบของทรัมป์โดยตรง แม้พลเมืองอเมริกันเป็นผู้เลือกก็ตาม
จากนี้อีก 4 ปี ทรัมป์ในวัย 70 จะต้องเผชิญเรื่องยากๆ อีกมากมาย เรื่องที่เขาไม่รู้ ไม่เคยคิดถึงมาก่อน สังคมอเมริกันที่ให้เสรีกับการวิพากษ์วิจารณ์ สังคมโลกที่จะร่วมวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน ประวัติศาสตร์กำลังบันทึกว่าทรัมป์เป็นประธานาธิบดีที่ได้รับความชื่นชมหรือคนที่โลกประณาม คงเป็นงานสำคัญชิ้นสุดท้ายสำหรับนักสู้ที่ชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์
ทั่วโลกจะร่วมยินดีและได้รับประโยชน์หากชาวอเมริกันอยู่ดีกินดี มีความสุข เพราะจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโลก หายนะทางเศรษฐกิจของอเมริกาจะกระเทือนทั้งโลก ทำให้นานาชาติต้องคิดถึงการอยู่ร่วมโดยลดการพึ่งพาอเมริกา เมื่อถึงเวลานั้นสหรัฐอาจไม่ต้องการโดดเดี่ยวตัวเอง แต่จะถูกทิ้งให้โดดเดี่ยว
----------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
ทรัมป์เป็นนักธุรกิจ ไม่ใช่นักการเมือง เมื่อลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจึงมีคำถามว่าจะไปรอดหรือไม่ ผลปรากฏว่าทรัมป์สามารถชนะผู้สมัครคนดังคนอื่นๆ กลายเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันด้วยคะแนนสูงลิ่ว เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ยุทธศาสตร์ กลยุทธ์หาเสียงของทรัมป์ เป็นที่น่าศึกษา ให้ความเข้าใจทั้งวิธีหาเสียงของเขา และในประเด็นที่กว้างกว่า เช่น มุมมองของชาวอเมริกัน ระบอบประชาธิปไตยอเมริกา

บรรณานุกรม:
1. Barrett, Wayne. (2016). Trump: The Greatest Show on Earth : The Deals, the Downfall, the Reinvention. New York: Regan Arts.
2. Cirincione, Joseph. (2013). Nuclear Nightmares: Securing the World Before It Is Too Late. USA: Columbia University Press.
3. Chêne, Marie. (2010, February 25). Overview of corruption and anti-corruption in Angola. Transparency International. Retrieved from http://www.transparency.org/files/content/corruptionqas/257_Corruption_and_anti_corruption_in_Angola.pdf
4. Cramer, Benjamin W.  (2015). Anti-Corruption Actions: Nongovernmental and Intergovernmental Organizations. In Government Anti-Corruption Strategies: A Cross-Cultural Perspective. (pp.1-22). FL: Taylor & Francis Group.
5. Dearden, Lizzie. (2016, November 11). Donald Trump blames media for 'unfair' protests against election victory as demonstrations continue across US. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/americas/us-elections/donald-trump-president-protests-us-cities-second-night-blame-media-inciting-not-fair-portland-a7410782.html
6. Duiker, William J. (2009). Contemporary World History (5th ed.). USA: Wadsworth.
7. Johnston, David Cay. (2016). The Making of Donald Trump. New York: Melville House Publishing.
8. Sullivan, Sean., Rucker, Philip. (2016, October 17). Election officials brace for fallout from Trump’s claims of a ‘rigged’ vote. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/politics/election-officials-clinton-team-brace-for-fallout-from-trumps-rigged-claims/2016/10/17/b6098246-9478-11e6-9b7c-57290af48a49_story.html
9. The Script of a Real-Life Tragedy. (2016, November 4). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/us-presidential-campaign-concludes-in-farce-a-1119830.html
10. Tumulty, Karen., Rucker, Philip. (2016, October 19). At third debate, Trump won’t commit to accepting election results if he loses. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/politics/trump-wont-commit-to-accepting-election-results-if-he-loses/2016/10/19/9c9672e6-9609-11e6-bc79-af1cd3d2984b_story.html
11. US president already picked for Americans by someone else. (2016, August 4). Pravda. Retrieved from http://www.pravdareport.com/world/americas/04-08-2016/135225-us_presidential_vote-0/
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เพราะหลักคิดเปลี่ยน นโยบายจึงเปลี่ยน นำสู่การแก้ปัญหาสการ์โบโรห์

6 พฤศจิกายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7304 วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2559)

ก่อนปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โรดริโก ดูเตร์เต (Rodrigo Duterte) ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ กล่าวว่า “การเยือนจีนอย่างเป็นทางการของข้าพเจ้าเป็นจุดเปลี่ยนแห่งการแบ่งปันประวัติศาสตร์ แสดงให้เห็นว่าทั้ง 2 ประเทศสามารถทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่ เพื่อผลประโยชน์ ความร่วมมือร่วม แม้ยังต้องยึดมั่นแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติ ยึดมั่นกฎหมายระหว่างประเทศ” หวังว่าจะสามารถปรับความสัมพันธ์เป็นระดับปกติในไม่ช้า ในเวลาไม่กี่เดือนความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นอย่างชัดเจน

หลักคิดของรัฐบาลอากีโนที่ 3 :
            ในสมัยรัฐบาลที่แล้ว ประธานาธิบดีเบนิกโน อากีโนที่ 3 (Benigno Aquino 3) ยึดมั่นว่าพื้นที่แถบหมู่เกาะปะการังสการ์โบโรห์ (Scarborough Shoal/Panatag Shoal) เป็นของฟิลิปปินส์ เรือประมงจีนที่เข้าหามาปลาในอาณาเขตดังกล่าวจึงผิดกฎหมาย พยายามกีดกัน ผลักดันเรือต่างชาติออกจากพื้นที่
            เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อเมษายน 2012 ฟิลิปปินส์ส่งเรือรบเข้าไปในเขตหมู่เกาะปะการังสการ์โบโรห์ เข้าตรวจเรือประมงจีน 8 ลำ กล่าวหาว่าลักลอบเก็บ/จับสิ่งผิดกฎหมาย เช่น ปะการัง หอยขนาดยักษ์และปลาฉลาม ในขณะที่จีนยึดถือว่าเป็นอาณาเขตของตนเช่นกัน จึงตอบโต้ด้วยการใช้เรือยามฝั่งเข้าขัดขวาง เกิดการเผชิญหน้านานถึง 6 สัปดาห์
            ท้ายที่สุด ฟิลิปปินส์เป็นฝ่ายถอย นับจากนั้นเป็นต้นมา เรือประมงฟิลิปปินส์ไม่สามารถเข้าไปทำประมงในแถบนั้นอีกเลย

            นอกจากนี้ แม้รัฐบาลอากีโนที่ 3 ประกาศยึดมั่นแก้ปัญหาด้วยการเจรจา ไม่ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง แต่นโยบายหนึ่งที่กลายเป็นหนามยอกอกของจีนคือ ฟิลิปปินส์กระชับความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศกับสหรัฐ
ด้านสหรัฐอยู่ในช่วงประธานาธิบดีบารัก โอบามา สอดคล้องกับนโยบายปรับสมดุลเอเชียแปซิฟิก (rebalancing towards the Asia-Pacific) เกิดข้อตกลงใหม่ๆ เช่น เมษายน 2014 รัฐบาลโอบามากับอากีโนลงนามข้อตกลงความมั่นคงทวิภาคีฉบับใหม่ ชื่อ Enhanced Defense Cooperation Agreement (EDCA) มีอายุ 10 ปี สาระสำคัญคืออนุญาตให้ทหารสหรัฐปรากฏตัวในประเทศฟิลิปปินส์ สามารถใช้ฐานทัพ ท่าเทียบเรือและสนามบินบางแห่ง

            ในช่วงที่ความตึงเครียดพุ่งสูง ประธานาธิบดีอากีโนที่ 3 ร้องขอให้นานาชาติช่วยฟิลิปปินส์ต้านจีน เปรียบสถานการณ์เหมือนสมัยฮิตเลอร์เรียกร้องดินแดนซูเดเทนแลนด์ (Sudetenland) จากเชโกสโลวาเกียเมื่อปี 1938 และชาติมหาอำนาจสมัยนั้น “พยายามเอาอกเอาใจฮิตเลอร์ยอมให้ซูเดเทนแลนด์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2” ฟิลิปปินส์ในวันนี้กำลังตกอยู่ในสภาพเช่นเชโกสโลวาเกียในสมัยนั้น เตือนว่าหากฟิลิปปินส์เสียดินแดนดังกล่าว ในอนาคตจีนคงต้องการมากกว่านั้น เพราะหลังจากฮิตเลอร์ได้ซูเดเทนแลนด์แล้ว 6 เดือนต่อมาฮิตเลอร์ส่งทหารยึดครองเชโกสโลวาเกียทั้งหมด

            ดูเหมือนว่าการอยู่ฝ่ายสหรัฐจะเป็นเครื่องป้องกันภัยคุกคามจากจีน คำถามสำคัญคือ สถานะดังกล่าวช่วยเพิ่มพูนผลประโยชน์แห่งชาติหรือไม่
นักวิเคราะห์ อีริค ชิว (Eric Chiou) เห็นว่าเนื่องจากฟิลิปปินส์เป็นประเทศเล็ก พลังอำนาจป้องกันประเทศต่ำ จึงกระตือรือร้นที่จะร่วมมือกับสหรัฐ ยอมให้กองทัพสหรัฐเข้าใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในประเทศ แลกกับได้รับการปกป้อง แต่ยุทธศาสตร์ดังกล่าวเสี่ยงที่จะนำประเทศให้เผชิญหน้ากับจีนมากขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ ในขณะที่พลังอำนาจสหรัฐกำลังถดถอย และอาจถูกทอดทิ้งก็เป็นได้
            นอกจากความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น ผลประโยชน์ที่สูญเสียชัดเจนคือด้านเศรษฐกิจ เช่น จีนจำกัดการซื้อสินค้าจากฟิลิปปินส์ ไม่แนะนำให้คนจีนติดต่อท่องเที่ยวประเทศนี้

หลักคิดของรัฐบาลดูเตร์เต :
            หลักคิดของรัฐบาลดูเตร์เต คือ ให้วางเรื่องอธิปไตยไว้ก่อน ไม่คิดว่าจีนเป็นฮิตเลอร์ ฟิลิปปินส์ไม่หวังพึ่งอเมริกาแบบหัวปักหัวปำ หันมาให้สำคัญกับผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม ลดความสุ่มเสี่ยงที่จะอยู่กึ่งกลางความขัดแย้งระหว่าง 2 มหาอำนาจ สามารถขยายความได้ดังนี้
            ประการแรก ฟิลิปปินส์ไม่ควรอยู่กึ่งกลางความขัดแย้ง
            Delfin Lorenzana รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์กล่าวว่า แนวคิดของประธานาธิบดีดูเตร์เตคือ ฟิลิปปินส์ไม่ควรอยู่กึ่งกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีน ไม่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งที่อาจกลายเป็นสงครามนิวเคลียร์ ที่มีแต่ทำลายล้างทุกฝ่าย “สหรัฐกับจีนเข้าใจเรื่องนี้ ... เป็นเหตุว่าทั้ง 2 ประเทศระมัดระวังมากที่จะไม่เกิดความผิดพลาด”
            ประธานาธิบดีดูเตร์เตกล่าวว่า “การทำสงครามเป็นเรื่องไร้สาระ การสู้กันเพื่อก้อนน้ำก้อนหนึ่ง (a body of water) ไร้สาระเช่นกัน” การเจรจาดีกว่าทำสงคราม รัฐบาลต้องการพูดคุยเพื่อมิตรภาพ ความร่วมมือ เพื่อธุรกิจ การทำสงครามไม่ก่อประโยชน์

อย่างไรก็ตาม จะไม่ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหรัฐ เพียงแต่ต้องการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระมากขึ้น ขยับตัวเข้าใกล้จีนมากขึ้น เหตุผลนั้นตรงไปตรงมา เพราะประเทศได้ผลประโยชน์มากที่สุด ชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากกำลังอาศัยและทำงานในสหรัฐ

ผลประโยชน์เศรษฐกิจเฉพาะหน้าที่จับต้องได้ :
            เมื่อสงครามและความตึงเครียดไม่ก่อประโยชน์ จึงควรหันมาฟื้นฟูความสัมพันธ์ เสริมสร้างความร่วมมือ ทันทีที่ขึ้นดำรงตำแหน่ง ประธานาธิบดีดูเตร์เตเอ่ยปากชัดเจนว่าต้องการเจรจากับจีนเรื่องพื้นที่พิพาท เห็นว่าอย่างไรเสียไม่อาจหลีกเลี่ยงปัญหา ต้องการให้ชาวประมงสามารถทำประมงในพื้นที่พิพาท
            ก่อนเดินทางเยือนจีนตามคำเชิญจากจีนอย่างเป็นทางการเมื่อตุลาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีดูเตร์เตกล่าวว่า น่าจะเห็นผลลัพธ์ที่ดี ชาวประมงฟิลิปปินส์สามารถกลับไปหาปลาในพื้นที่ดั้งเดิม จีนน่าจะคลายมาตรการกีดกันกล้วยจากฟิลิปปินส์ และอีกหลายอย่าง
นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ยังหวังเงินกู้จากจีน เพื่อก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟ

            แถลงการณ์ร่วมระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ เมื่อ 21 ตุลาคม 2016 สาระสำคัญคือ 2 ฝ่ายจะมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เชื่อวางใจ ยืนยันข้อตกลงหลายฉบับในอดีต ร่วมมือต่อต้านอาชญากรข้ามชาติ ต่อต้านก่อการร้าย จีนสนับสนุนนโยบายปราบปรามยาเสพติดของฟิลิปปินส์ ขยายความร่วมมือของหน่วยยามฝั่ง ปฏิบัติตาม China-Philippines MOU on Defense Cooperation
            ด้านเศรษฐกิจ 2 ฝ่ายต้องการขยายความร่วมมือการค้า การลงทุน การกู้ยืมเพื่อก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน
            ระบุความร่วมมือด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์ การศึกษา วัฒนธรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยวตามนโยบาย "ASEAN-China Year of Tourism" ความร่วมมือด้านการบรรเทาภัยพิบัติต่างๆ
            จะแลกเปลี่ยนความเห็นประเด็นทะเลจีนใต้ ยืนยันความสำคัญที่จะรักษาและส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ การเดินเรือและการเดินอากาศเสรี แก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี ยึดแนวทางของ UNCLOS, DOC, COC
            ส่งเสริมความไว้วางใจต่อกัน ยับยั้งชั่งใจไม่ยั่วยุ เคารพอีกฝ่าย ไม่แทรกแซงกิจการภายใน

            10 วันต่อมา (31 ตุลาคม) กระทรวงการต่างประเทศจีนยืนยันให้เรือประมงฟิลิปปินส์สามารถจับปลาในพื้นที่พิพาทหมู่เกาะปะการังสการ์โบโรห์ หลังยุติตั้งแต่ปี 2012 การเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงกับสหรัฐไม่ช่วยแก้ปัญหานี้
            นับจากนี้ ตัวเลขการค้าการลงทุนระหว่างฟิลิปปินส์กับจีนน่าจะดีขึ้น

            อย่างไรก็ตาม ควรตระหนักว่าในอีกฝากหนึ่ง ฝ่ายวางแผนของสหรัฐคงอยู่ระหว่างการวางแผนและรอให้ประธานาธิบดีคนใหม่ตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อ ทั้งความสัมพันธ์ทวิภาคีกับฟิลิปปินส์ และที่สำคัญกว่าคือยุทธศาสตร์ต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
            ความสัมพันธ์ทวิภาคีฟิลิปปินส์กับจีนกำลังดีขึ้น แต่ไม่เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าความตึงเครียดในระดับภูมิภาคจะลดลง (แม้เหตุปัจจัยลดลง) ความเป็นไปของเอเชียแปซิฟิกเข้าสู่ความไม่แน่นอน ขึ้นกับการตัดสินใจรัฐบาลสหรัฐ

คิดอย่างเป็นกลาง อย่างไหนให้ผลประโยชน์มากกว่า :
            ถ้าคิดอย่างเป็นกลาง อาจเริ่มด้วยคำถามว่านโยบายของอากีโนที่ 3 กับของดูเตร์เต อย่างไหนให้ผลประโยชน์แห่งชาติมากกว่า มีความเสี่ยงน้อยกว่า เป็นคำตอบที่ผ่านการศึกษาวิจัยอย่างถูกต้อง
            ที่ผ่านมา ยังไม่พบงานวิจัยบ่งชี้ว่านโยบายแบบใดดีกว่า การจะเลือกใช้นโยบายใด รัฐบาลเป็นผู้ตัดสิน ถ้าจะให้เป็นประชาธิปไตยที่ “เข้มแข็ง” ควรให้สังคมรับรู้ว่านโยบายใดน่าจะให้ผลประโยชน์มากกว่า ข้อดีข้อเสีย เพื่อที่สังคมจะได้มั่นใจ รู้ว่าทางเลือกใดน่าจะดีกว่า เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวของชาติ ที่ผ่านการศึกษาใคร่ครวญอย่างดี และดำเนินไปตามแนวทางดังกล่าวต่อเนื่อง ไม่กลับไปกลับมาขึ้นกับว่าใครเป็นรัฐบาล (เว้นแต่การกลับไปกลับมาให้ประโยชน์มากกว่า)

เป็นไปได้ว่าช่วงรัฐบาลอากีโนที่ 3 ได้พิสูจน์แล้วว่าการสัมพันธ์กับสหรัฐไม่ก่อผลประโยชน์รูปธรรมเท่ากับที่เสียไป หากรัฐบาลจีนต้องการช่วยเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ น่าจะง่ายกว่าที่ต้องผ่านกลไกตลาดของอเมริกา ความช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศ ผลประโยชน์เศรษฐกิจเฉพาะหน้าคือสิ่งที่รัฐบาลดูเตร์เตต้องการมากที่สุด
            ดังที่ประธานาธิบดีดูเตร์เตกล่าวว่า “บางประเทศรู้ว่าเราขาดเงิน แทนที่จะช่วยเรา พวกเขาทั้งหมดทำแค่วิพากษ์วิจารณ์ จีนไม่เคยวิจารณ์ ช่วยเราเงียบๆ .. นี่คือลักษณะหนึ่งของการเป็นคนจริงใจ”

ส่วนเรื่องความมั่นคง น่าจะต่อรองกับสหรัฐได้ เพราะรัฐบาลสหรัฐต้องการพันธมิตร หุ้นส่วน ฟิลิปปินส์น่าจะสามารถวางตัวอยู่ในจุดที่ 2 มหาอำนาจเป็นฝ่ายเสนอผลประโยชน์ ดีกว่าที่ต้องรอความเมตตาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว
ในอีกแง่หนึ่ง เป็นไปได้ไหมว่า แท้จริงแล้ว นโยบายทั้ง 2 แบบ (อิงสหรัฐกับเข้าหาจีน) มีข้อดีข้อเสียเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน จะเลือกทางไหนก็ได้ ถ้าเป็นเช่นนี้ ไม่ควรวิพากษ์ว่านโยบายของใครดีกว่า ไม่ควรใช้เรื่องนี้เป็นประเด็นหาเสียง ประเด็นนี้กลับไปสู่เรื่องเดิมว่าเพราะสังคมไม่มีคำตอบว่าแนวทางไหนดีกว่า
ที่สุดแล้ว เรื่องสำคัญที่สุดก่อนดำเนินนโยบายใดๆ คือ ต้องมีคำตอบชัดก่อนว่าแนวทางใดให้ประโยชน์มากที่สุด เหมาะสมที่สุด ประชาชนไม่อ่อนไหวตามวาทศิลป์ของนักการเมือง ไม่ปล่อยให้ผู้ถืออำนาจไม่กี่คนตัดสินใจตามลำพัง
เพราะหลักคิดเปลี่ยน นโยบายจึงเปลี่ยน นำสู่การแก้ปัญหาด้วยวิธีการใหม่
--------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
นับตั้งแต่ข้อพิพาททะเลจีนใต้กลายเป็นประเด็นสำคัญ รัฐบาลฟิลิปปินส์ยึดหลักสันติวิธีเรื่อยมา แม้บางช่วงจะแสดงท่าทีแข็งกร้าวบ้าง เห็นความแตกแยกในอาเซียนบ้าง ความสัมพันธ์ทวิภาคีฟิลิปปินส์-จีนมีมากกว่าเรื่องทะเลจีนใต้ ทุกฝ่ายระวังที่จะไม่ให้ความขัดแย้งบานปลาย อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งยังคงอยู่ จีนยังรุกคืบแสดงความเป็นเจ้าของอย่างต่อเนื่อง

บรรณานุกรม:
1. Cabreza, Vincent. (2016, October 30). US, China will never go to war—Lorenzana. Philippine Daily Inquirer. Retrieved from http://globalnation.inquirer.net/148322/us-china-will-never-go-to-war-lorenzana
2. China confirms allowing Philippine fishermen access to shoal. (2016, November 1).
inquirer.net/AP. Retrieved from http://globalnation.inquirer.net/148435/china-confirms-allowing-philippine-fishermen-access-to-shoal
3. Chiou, Eric. (2014, February 26). The shadow of conflict in East Asia. Taipei Times. Retrieved from http://www.taipeitimes.com/News/editorials/archives/2014/02/26/2003584357
4. Full Text: Joint Statement of China and the Philippines. (2016, October 21). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2016-10/21/c_135771815.htm
5. Interview: Philippine president says "only China can help us". (2016, October 17). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2016-10/17/c_135760893.htm
6. Kabiling, Genalyn. (2016, October 7). LDuterte optimistic China would allow PH fishermen in disputed water. Manila Bulletin. Retrieved from http://www.mb.com.ph/duterte-optimistic-china-would-allow-ph-fishermen-in-disputed-waters/
7. Macas, Trisha. (2016, May 23). Duterte mulls China visit, says bilateral talks to start soon. GMA News. Retrieved from http://www.gmanetwork.com/news/story/578691/news/nation/duterte-mulls-china-visit-says-bilateral-talks-to-start-soon
8. Philippine Leader Sounds Alarm on China. (2014, February 5). The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2014/02/05/world/asia/philippine-leader-urges-international-help-in-resisting-chinas-sea-claims.html?_r=0
9. PH, US to sign access pact Monday. (2014, April 27). inquirer.net /AP. Retrieved from http://globalnation.inquirer.net/102874/us-philippines-reach-deal-on-troops
10. Salaverria, Leila B. (2016, October 23). Duterte defuses separation ‘bomb': Ties with US remain. Inquirer.net. Retrieved from http://globalnation.inquirer.net/147533/duterte-defuses-separation-bomb-ties-with-us-remain
-----------------------------

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...