วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2015 ฝันที่ยังไม่เป็นจริง (ตอนจบ)

27 กรกฎาคม 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6473 วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/1948859)

            ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษาไทยหลายแห่งให้ความสำคัญกับการมาของประชาคมอาเซียนในสิ้นปี 2015 แต่ความไม่พร้อมของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community หรือ AEC) เป็นปัจจัยสำคัญต่อการประกาศจัดตั้งประชาคมอาเซียนตามกำหนดเวลาเดิม ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งล่าสุด เมื่อเดือนพฤษภาคม 2014 แถลงการณ์อาเซียนยอมรับว่า ในหมู่ชาติสมาชิก 10 ประเทศ มีทั้งประเทศที่มีความพร้อมมากกับประเทศที่มีความพร้อมน้อยกว่า พร้อมกับชี้ว่าอาเซียนกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนหลังปี 2015 (ASEAN Community’s Post 2015) เป็นวิสัยทัศน์ฉบับใหม่ที่ครอบคลุมทุกด้าน ส่วนในระหว่างนี้จะเดินหน้าปฏิบัติตามแผนงานการจัดตั้งประชาคมอาเซียน (ASEAN Community Blueprints) ที่มีอยู่เดิม
            เทคนิคการนำเสนอข้างต้น คือ การมุ่งให้มองไปในอนาคต มองความสำคัญของวันข้างหน้า ด้วยการประกาศวิสัยทัศน์ที่มองไกลกว่าปี 2015 ซึ่งจะใกล้เคียงของเดิมหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป แต่การไม่ประกาศ AEC ตามแผนเดิมย่อมส่งผลกระทบต่อแผนงานของภาครัฐ ภาคธุรกิจ ผู้เกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย

ผลกระทบทางลบ :
            ประเด็นที่ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนต้องทบทวนเร่งด่วน คือ การปรับเปลี่ยนแผน หากเลื่อนประกาศจัดตั้งประชาคมอาเซียน หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่เกิดขึ้นไม่เป็นไปตามแผนเดิมที่ประกาศไว้ อย่างน้อย 2 ประการที่ควรตระหนัก ดังนี้
            ประการแรก แผนรูปธรรมบางอย่างจะไม่เกิดขึ้น
            ยกตัวอย่างเช่น การเป็นตลาดและฐานผลิตเดียว (single market and production base)
            ที่ผ่านมาเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area หรือ AFTA) ช่วยลดภาษีศุลกากรระหว่างกันจำนวนมาก แต่ภาษีศุลกากรในสินค้าบางรายการยังมีอยู่ AEC จึงตั้งเป้าให้สินค้านำเข้าทุกตัวปลอดภาษีศุลกากรตามกำหนดเวลา ยกเว้น รายการสินค้าที่จัดอยู่ในบัญชีอ่อนไหวกับอ่อนไหวสูง (High Sensitive List) ของสมาชิกเดิม 6 ประเทศกับสมาชิกใหม่ 4 ประเทศ มีกำหนดเวลาแตกต่างกันไป เช่นเดียวกับที่ประเทศสมาชิกต้องไม่ใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีด้วย (Non-Tariff Barriers) การเลื่อน AEC จะส่งผลต่อผู้ส่งออกและนำเข้า
            การเคลื่อนย้ายเสรีของแรงงานวิชาชีพ 8 กลุ่มเป็นอีกตัวอย่างที่อาจจะไม่เกิดขึ้น แรงงานวิชาชีพ 8 กลุ่มได้แก่ วิชาชีพที่เกี่ยวกับการรักษาหรือการแพทย์ (medical services) วิชาชีพที่เกี่ยวกับทันตกรรม (dental services) วิชาชีพพยาบาล (nursing services) วิชาชีพด้านวิศวกรรม (engineering services) วิชาชีพด้านสถาปัตยกรรม (architectural services) วิชาชีพเกี่ยวกับการสำรวจ หรือนักสำรวจ (surveying qualification) วิชาชีพบัญชี (accountancy services) และวิชาชีพด้านการโรงแรมและการท่องเที่ยว (hotel services and tourism)
            แรงงานวิชาชีพที่วางแผนว่าสิ้นปี 2015 จะไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้านจะต้องชะลอออกไปก่อน ทำนองเดียวกับธุรกิจที่หวังประโยชน์จากการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีดังกล่าว
            เรื่องการเป็นตลาดเดียว การเคลื่อนย้ายแรงงานวิชาชีพเสรีที่หยิบยกขึ้นมา เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อชี้ให้เห็นว่า ทุกฝ่ายจำต้องปรับความเข้าใจและปรับแผน เมื่อ AEC ไม่ได้เกิดตามกำหนดเวลาเดิม หรือไม่ได้เป็นตามแผนเดิมที่ประกาศไว้

            ประการที่สอง ผลทางจิตวิทยาและอื่นๆ
            ผลกระทบที่รุนแรงมากที่สุด น่าจะเป็นผลกระทบทางจิตวิทยาในช่วงสั้น โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ หากไม่เตรียมตัวเตรียมใจเสียแต่เนิ่นๆ
            ในด้านการเมืองระหว่างประเทศ บางคนอาจตีความว่าเป็นความล้มเหลวของอาเซียน ที่ไม่อาจรวมตัวอย่างแนบแน่น ชาติสมาชิกมีระบบเศรษฐกิจ การเมืองแตกต่าง ไม่อาจเดินตามทันกระแสโลกาภิวัตน์ ส่งผลกระทบต่ออิทธิพลของอาเซียนและชาติสมาชิกโดยตรง
            ในภาพที่กว้างขึ้น การเลื่อนประกาศ AEC จะเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างต่อกรอบข้อตกลงเขตการค้าเสรีอื่นๆ ที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจา และมีชาติสมาชิกอาเซียนร่วมอยู่ด้วย เช่น ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement หรือ TPP) กับความตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership หรือ RCEP) เป็นอีกปัจจัยหนึ่งต่อคำถามที่ว่า ข้อตกลงเหล่านั้น จะประสบผลได้ตามแผนหรือไม่

ผลกระทบทางบวก :
            การวิพากษ์ความล้มเหลวของการจัดตั้ง AEC ให้ภาพมุมมองด้านลบ ในขณะเดียวกัน ต้องไม่ลืมมองผลในด้านบวกเช่นกัน ดังนี้
            ประการแรก ทุกวันนี้อาเซียนมีความร่วมมือเดิมอยู่แล้ว
            ภายใต้มุมมองจากประเทศไทย ทุกวันนี้อาเซียนมีการค้าขายระหว่างกันมากขึ้นตามลำดับ หลังการประกาศเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) การค้าของไทยกับอาเซียนได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย ประเทศไทยกับชาติสมาชิกอื่นๆ ล้วนได้ประโยชน์จากการลดภาษีสินค้า
            นอกจากนี้ การมองประโยชน์จากอาเซียน ต้องมองในกรอบกว้างกว่าเรื่องเศรษฐกิจ ตระหนักอยู่เสมอว่าการก่อตั้งอาเซียนช่วยให้ไทยและประเทศในภูมิภาคได้ประโยชน์ด้านความมั่นคง การเมืองระหว่างประเทศ ช่วยให้ไทยรอดพ้นจากภัยคุกคามอันเนื่องจากสงครามเย็น อาเซียนกลายเป็นเวที เป็นศูนย์รวมของชาติสมาชิก 10 ประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่คนละฝ่าย
            มาถึงยุคปัจจุบัน อาเซียนกำลังเผชิญความท้าทายใหม่ๆ ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ที่อาจทวีความหนักหน่วงไม่แพ้สงครามเย็น ความสำคัญของอาเซียนจึงไม่ลดน้อยลง และน่าจะเพิ่มมากขึ้นไม่ว่าจะด้วยมุมมองในมิติใดๆ

            ประการที่สอง อาเซียนตอบสนองความต้องการที่จำเป็นของชาติสมาชิก
            ไม่อาจพูดว่าอาเซียนตอบสนองทุกความต้องการได้อย่างเต็มที่ แต่ต้องตระหนักว่า อาเซียนได้พัฒนาและปรับปรุงกลไกต่างๆ มากมาย ตอบสนองความต้องการที่ “จำเป็น”
            ปัญหาของอาเซียนต่อการจัดการประเด็นๆ สำคัญ เช่น ปัญหาการอ้างกรรมสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ เป็นตัวอย่างที่อาเซียนต้องมีเอกภาพ ดังที่นาย เค ชานมูกาม (K Shanmugam) รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสิงคโปร์ กล่าวอย่างชัดเจนว่า “เป็นเรื่องสำคัญที่อาเซียนจะต้องมีการแสดงออกที่ชัดเจนผ่าน แถลงการณ์ร่วม (joint communiqué) ในความกังวลของเราต่อทะเลจีนใต้” และจะกลายเป็นการ “ทำลายพวกเรา ถ้าพวกเราไม่พูดอะไรสักอย่าง ถ้าอาเซียนไม่เป็นเอกภาพ การเจรจาของเรากับจีนจะมีอุปสรรคมากขึ้นและไม่ยั่งยืน”
            ถ้าวกกลับมาพิจารณาเรื่องเศรษฐกิจ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนไม่ต่างจากประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ที่ต้องการความเป็นเอกภาพ ต้องการผลประโยชน์ส่วนรวมที่ได้สมดุลกับผลประโยชน์ของแต่ละชาติสมาชิก

            ประการที่สาม แผนงานที่ทำได้จริง ดีกว่าแผนที่ไม่ทำงาน
            การเลื่อนหรือการลดหย่อนความเข้มข้นของการรวมตัวทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เรื่องของการเสียหน้า แต่ยอมรับความจริง ตระหนักว่าชาติสมาชิกยังต้องการเวลาเพิ่มเติม
            การยอมรับความจริงย่อมดีกว่าการซ่อนความจริงที่ไม่อาจปิดบัง และกลายเป็นประชาคมที่ไม่สามารถทำตามแผนต่างๆ มากมายที่อยู่แต่บนแผ่นกระดาษ ซึ่งจะเป็นผลเสียมากกว่า เพราะทุกครั้งที่ประเมินผลงานอาเซียน ผลลัพธ์ที่ได้คืออาเซียนไม่บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้หลายข้อ
          ในแถลงการณ์ระบุ อาเซียนกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนหลังปี 2015 ให้ความสำคัญกับเรื่องที่สามารถบรรลุผล มีกำหนดแผนปฏิบัติงานที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม แนวทางดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่าสนับสนุน น่าชื่นชมอย่างยิ่ง

วิเคราะห์องค์รวม :
            เหลืออีกไม่ถึงปีครึ่งก็ถึงกำหนดสิ้นปี 2015 แล้ว คาดว่าการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในเดือนพฤศจิกายนนี้ หรือในเดือนเมษายนปีหน้า จะมีการประกาศว่าจะไม่เกิดประชาคมอาเซียนตามแผนเดิม หรืออาจเกิดประชาคมอาเซียนในลักษณะที่ไม่ตรงกับแผนเดิมที่วางไว้ พร้อมกับประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ทดแทนของเดิม เป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อว่าหลังสิ้นปี 2015 ประชาคมอาเซียนจะกลายเป็นอย่างไร และแผนพัฒนาประชาคมอาเซียนหลังปี 2015 ที่กำลังวางแผนกันอยู่นั้นเป็นเช่นไร
            ส่วนหนึ่งแผนใหม่น่าจะเป็นการนำเอาจุดอ่อนของแผนเดิมมาปรับแก้ เช่น ลดความเข้มข้นของการรวมตัว วางระบบเงื่อนไขที่ยอมให้ชาติสมาชิกบางประเทศสามารถรักษาสินค้าอ่อนไหวของตนไว้ ในบางเรื่องบ้างด้าน อาจแบ่งอาเซียนเป็น 2 กลุ่ม จัดทำแผนให้สอดคล้องกับความพร้อม ความต้องการของแต่ละกลุ่ม

            ที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะมีประชาคมอาเซียนหรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหลังสิ้นปี 2015 หรือไม่ อาเซียนก็ยังเป็นอาเซียน เป็นกลุ่มความร่วมมือที่มีพัฒนาการยาวนานหลายทศวรรษ เป็นกระบวนการที่ดูความพร้อมความต้องการของชาติสมาชิก และไปอย่างก้าวกระโดดในบางครั้งตามจังหวะที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ชาติสมาชิกอาเซียนไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรตระหนักว่าระเบียบโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ มีความท้าทายรออยู่ข้างหน้าเสมอ
            ในอีกมุมหนึ่ง ยังมีโอกาสมีผลประโยชน์อีกมากมายที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เปรียบเสมือนแหล่งขุมทรัพย์ที่รอคนไปขุดขึ้นมาใช้ ต้องชื่นชมบรรดาผู้นำในอดีตและปัจจุบันที่มีวิสัยทัศน์ การลงมือผลักดันของทุกฝ่ายจนเห็นความก้าวหน้าอย่างที่เป็นอยู่
-------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยให้ความสำคัญกับการมาถึงของประชาคมอาเซียนในปี 2015 หลายภาคส่วนทั้งเอกชน ราชการต่างเร่งเตรียมตัว เพื่อรองรับการมาถึงของประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน บทความนี้ (แบ่งออกเป็น 2 ตอน) จะนำเสนอว่าเมื่อถึงสิ้นปี 2015 อาจไม่เกิดประชาคมอาเซียน หรือเกิดประชาคมอาเซียนแต่จะไม่เป็นไปตามแผนเดิมที่ประกาศไว้
2.ข้าใจอาเซียน ตอนลักษณะวิถีอาเซียน
บทความนี้อธิบายจำแนกลักษณะวิถีอาเซียน อธิบายแต่ละลักษณะโดยสังเขป

บรรณานุกรม:
1. ถาม-ตอบ รอบรู้ AEC 360°. (2555, พฤษภาคม). กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ. Retrieved from http://www.education.dusit.ac.th/ASIAN/books/asian/007.pdf
2. CHAIRMAN’S STATEMENT OF THE 22nd ASEAN SUMMIT. (2013, April 24-25). Association of Southeast Asian Nations. Retrieved from http://www.asean.org/news/asean-statement-communiques/item/chairmans-statement-of-the-22nd-asean-summit-our-people-our-future-together
3. Chairman's Statement of the 24th ASEAN Summit: "Moving forward in Unity to a Peaceful and Prosperous Community". (2014, May 11). Association of Southeast Asian Nations. Retrieved from http://www.asean.org/images/documents/24thASEANSummit/24th%20ASEAN%20Summit%20Chairman's%20Statement.pdf
4. Key ASEAN strategy announcement expected in Nay Pyi Taw. (2014, May 9). The Myanmar Times. Retrieved from http://www.mmtimes.com/index.php/national-news/10279-key-asean-strategy-announcement-expected-in-nay-pyi-taw.html
5. Thayer, Carlyle A. (2012, November). Deference/Defiance: Southeast Asia, China and the South China Sea. Retrieved from www.viet-studies.info/kinhte/Deference_Defiance_Thayer.pdf
------------------------

วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2015 ฝันที่ยังไม่เป็นจริง (ตอนแรก)

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2015 ฝันที่ยังไม่เป็นจริง (ตอนแรก)
20 กรกฎาคม 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6466 วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/1943668)

             ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยให้ความสำคัญกับการมาถึงของประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ในปี 2015 อย่างกว้างขวาง หลายภาคส่วนทั้งเอกชน ราชการต่างเร่งเตรียมตัว เพื่อรองรับการมาถึงของประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน บทความนี้ (แบ่งออกเป็น 2 ตอน) จะนำเสนอว่าเมื่อถึงสิ้นปี 2015 อาจไม่เกิดประชาคมอาเซียน หรือเกิดประชาคมอาเซียนแต่จะไม่เป็นไปตามแผนเดิมที่ประกาศไว้

จุดเริ่มของประชาคมอาเซียน :
            ประชาคมอาเซียนถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนตุลาคม 2003 ด้วยปฏิญญา“ข้อตกลงบาหลี2” (Bali Concord II) กำหนดวิสัยทัศน์อาเซียน 2020 สร้างประชาคมอาเซียนภายในปี 2020 โดยประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Security Community หรือ ASC) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community หรือ AEC) และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community หรือ ASCC) 
            ต่อมาในเดือนกันยายน 2006 ที่ประชุมของการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Ministers Meeting หรือ AEM) เห็นด้วยที่จะร่วมจัดทำแผนงาน (blueprint) พัฒนาเศรษฐกิจอาเซียน แผนดังกล่าวบรรยายลักษณะเศรษฐกิจที่คาดหวังภายในปี 2015 มีรายละเอียดระบุเป้าหมายและแผนปฏิบัติการที่ต้องดำเนินในแต่ละช่วงเวลา
            ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 12 ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อเดือนมกราคม 2007 ที่ประชุมเห็นชอบให้เลื่อนการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนเร็วขึ้นเป็นภายในปี 2015 เกิด ปฏิญญาเซบูว่าด้วยการเร่งจัดตั้งประชาคมอาเซียนภายในปี ค.ศ.2015” (Cebu Declaration on the Acceleration of the Establishment of an ASEAN Community by 2015) เพื่อเร่งการจัดตั้งประชาคมอาเซียนให้เร็วขึ้น 5 ปี จากปี 2020 เป็นปี 2015
            ข้อสังเกตคือ การเลื่อนมาเป็นปี 2015 นั้นสอดคล้องกับการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) ก่อนหน้านั้น ที่เห็นร่วมจัดทำแผนงานพัฒนาเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งกำหนดเป้าหมายที่ปี 2015 ไม่ใช่ 2020 ดังนั้น การเลื่อนจัดตั้งประชาคมอาเซียนให้เร็วขึ้น 5 ปีในสมัยนั้น น่ามาจากเหตุผลด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก ชาติสมาชิกในสมัยนั้นเห็นว่าเป้าหมายประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนสามารถบรรลุผลได้ภายในปี 2015 เร็วกว่าเดิม 5 ปี

ประชาคมอาเซียนเคยเลื่อนออกไปครั้งหนึ่งแล้ว :
            6 ปีต่อมา (หลังจากปฏิญญาในปี 2007) สถานการณ์เปลี่ยนเป็นตรงกันข้าม ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2012 ที่ประชุมได้ประกาศเลื่อนกำหนดการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เป็นเวลา 12 เดือน จากเดิมกำหนดเปิดวันที่ 1 มกราคม 2015 เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 31 ธันวาคม ปีเดียวกัน ซึ่งหมายความว่าคือการเลื่อนการเปิดประชาคมอาเซียนไปสู่ปลายปี 2015 ด้วย
            เหตุผลที่ให้ไว้คือ ยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องการเวลาเพิ่มเติมเพื่อจะได้ข้อสรุป เช่น การตรวจลงตรา ภาษีอากรสินค้า กฎระเบียบว่าด้วยการลงทุนระหว่างกัน รวมทั้งปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ปัญหาที่มีลักษณะข้ามชาติต่างๆ (transnational problems)
            ณ ปัจจุบัน เมื่อพูดถึงกำหนดเวลาเริ่มประชาคมอาเซียน จึงหมายถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2015

หลักฐานการเลื่อนล่าสุด :
            แม้ว่าจะเลื่อนออกไป 1 ปี แต่ยิ่งใกล้กำหนดเริ่มประชาคมอาเซียนเท่าใด กระแสความไม่พร้อมของ AEC ก็ยิ่งดังหนาหู นักเศรษฐศาสตร์กับนักการทูตหลายคนตั้งข้อสงสัยนานแล้วว่าอาเซียนไม่น่าจะสามารถจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้ภายในปี 2015 ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา แต่หลักฐานที่มีน้ำหนัก บ่งชี้ว่าอาเซียนจะเลื่อนกำหนดการเปิดประชาคมอาเซียนอีกครั้ง มาจากการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 22 ประเทศบรูไนเมื่อเดือนเมษายน 2013 ที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งนั้นประกาศว่าเป้าหมายที่เคยระบุว่าจะแล้วเสร็จในปี 2015 นั้น เป็น “เป้าหมายสุดท้าย” (milestone) ที่ต้องการไปให้ถึงซึ่งอาจกินเวลาเพิ่มอีกหลายปี ผลการประชุมของปี 2013 เป็นการพูดเปิดทางว่าประชาคมอาเซียนอาจไม่เกิดตามแผนที่วางไว้
            แถลงการณ์อาเซียนยอมรับว่า ในหมู่ชาติสมาชิก 10 ประเทศ มีทั้งประเทศที่มีความพร้อมมากกับประเทศที่มีความพร้อมน้อยกว่า 6 ประเทศซึ่งเป็นสมาชิกเก่าที่มีความพร้อมมากกว่าจึงต้องช่วยเหลืออีก 4 ประเทศที่มีความพร้อมน้อยกว่า มีแผนความช่วยเหลือที่ชัดเจน

            ประเด็นสำคัญอยู่ที่ส่วนสุดท้ายของแถลงการณ์ (การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2014) กล่าวถึง วิสัยทัศน์ของอาเซียนในอนาคตว่ากำลังอยู่ระหว่างการจัดทำวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนหลังปี 2015 (ASEAN Community’s Post 2015) เป็นวิสัยทัศน์ฉบับใหม่ที่ครอบคลุมทุกด้าน สามารถบรรลุผลได้ และมีกำหนดแผนปฏิบัติงานที่ชัดเจน ส่วนในระหว่างนี้จะเดินหน้าปฏิบัติตาม แผนงานการจัดตั้งประชาคมอาเซียน (ASEAN Community Blueprints)
            แถลงการณ์ของอาเซียนถ้าอ่านเผินๆ ดูเหมือนว่าจะใช้วิธีปรับเปลี่ยนแผนเดิมหรือขยายเวลาออกไปอีก เช่น อาจเลื่อนออกไปเป็นปี 2020 ตามเดิม แต่อาเซียนอาจใช้วิธี “ยกเครื่อง” แผนทั้งหมดเสียใหม่ ด้วยการกำหนดวิสัยทัศน์อาเซียนใหม่หลังปี 2015 แผนใหม่จะมีรายละเอียดมากกว่าเดิม เชื่อจะ
เป็นแผนปฏิบัติอย่างเป็นขั้นเป็นตอน แก้ไขจุดอ่อนที่เกิดขึ้น

เหตุผลความล่าช้า :
            ความล่าช้าที่เกิดขึ้น อาจแบ่งออกเป็น 2 ประการ ยึดถือตามกลุ่มสมาชิกเก่ากับใหม่ ดังนี้
            ประการแรก ความไม่พร้อมของสมาชิกใหม่
            เมื่ออาเซียนมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 10 ประเทศ ความแตกต่างของชาติสมาชิก ทำให้อาเซียนคงอยู่คู่กับความแตกต่างทั้งด้านการเมืองการปกครอง ความเติบโตทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมที่หลากหลาย
            ในแผนงานสร้างประชาคมอาเซียน ระบุชัดว่า การพัฒนาสู่  AEC ให้ความสำคัญต่อชาติสมาชิกที่มีระดับการพัฒนาแตกต่างกัน จึงมีแผนส่งเสริมพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่มีความพร้อมน้อยกว่า 4 ชาติ ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม (CLMV) อาเซียนมีแผนพัฒนาเฉพาะกลุ่มประเทศเหล่านี้เป็นพิเศษ เช่น แผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การเสริมสร้างศักยภาพ ให้คำปรึกษาทางนโยบายเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายติดต่อสื่อสาร ฯลฯ
            โดยประกาศใช้ “แผนงานการจัดตั้งประชาคมอาเซียน” (ASEAN Community Blueprints) ทั้ง 3 เสาควบคู่กับ แผนงานข้อริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน ฉบับที่สอง ค.ศ.2009-2015” (2nd Initiative for ASEAN Integration (IAI) Work Plan) ซึ่งเป็นแผนงานเพื่อลดช่องว่างทางการพัฒนา และส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อให้ทุกประเทศได้รับประโยชน์จากการเป็นประชาคมอาเซียนให้มากที่สุด
            รวมความแล้ว ประเทศในกลุ่ม CLMV อันหมายถึง กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์และเวียดนามที่เพิ่งเข้าร่วมในทศวรรษ 1990 ยังไม่ค่อยพร้อม มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการรวมตัว ประเทศเหล่านี้มีความตั้งใจที่จะพัฒนาเศรษฐกิจสู่ความทันสมัย แต่จำต้องอาศัยเวลามากกว่านี้

            ประการที่สอง ความไม่พร้อมของทั้งสมาชิกใหม่กับสมาชิกเก่า
            ไม่เพียงแต่สมาชิกใหมที่ไม่พร้อม ในบางเรื่องบางประเด็น สมาชิกเก่ามีปัญหาเรื่องความพร้อมเช่นกัน กลายเป็นความไม่พร้อมของทั้ง 2 กลุ่ม
            ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2014 คุณ Ko Kyaw Lin Oo จาก ASEAN People’s Forum แสดงความเห็นว่าประเทศสมาชิกส่วนใหญ่มีความพร้อมราวร้อยละ 80 โดยเฉพาะการรวมตัวทางเศรษฐกิจ การเปิดเสรีการค้าต่ออัน พร้อมกับวิพากษ์ว่า หากยึดที่ตัวเลขดูเหมือนว่าอาเซียนมีความพร้อม แต่ความจริงแล้วร้อยละ 20 ที่เหลือนั้นนักเศรษฐศาสตร์หลายคนให้ความเห็นว่าคือส่วนที่ทำได้ยาก และไม่แน่ใจว่าจะต้องกินเวลาอีกมากน้อยเพียงใด

            ความไม่พร้อมเรื่องร้อยละ 20 ที่เหลือ ไม่เกิดเฉพาะชาติสมาชิกใหม่เท่านั้น ชาติสมาชิกเก่าบางประเทศก็มีปัญหานี้เช่นกัน
            ความไม่พร้อมในที่นี้ยังรวมถึง การไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขบางประการ เนื่องจากในแต่ละประเทศ มีกลุ่มผลประโยชน์จำนวนมากเป็นอุปสรรคขัดขวาง หลายประเทศยังต้องการคงมาตรการการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี ไม่เห็นด้วยที่จะให้แรงงานทุกกลุ่มทุกประเทศเคลื่อนย้ายได้โดยเสรี เช่น มาเลเซียลังเลที่จะเปิดเสรีอุตสาหกรรมรถยนต์เนื่องจากเกรงการแข่งขันจากบรรษัทรถยนต์ต่างชาติ อินโดนีเซียหันกลับมาจำกัดการเป็นเจ้าของเหมืองโดยคนต่างชาติ

            จะสังเกตได้ว่า การเลื่อนประกาศจัดตั้งประชาคมอาเซียน ขึ้นกับความพร้อมของจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นสำคัญ ไม่ต่างจากการเลื่อนครั้งก่อนที่เลื่อนจากต้นปี 2015 เป็นสิ้นปี 2015

            อีกไม่ถึงปีครึ่งก็ถึงกำหนดสิ้นปี 2015 แล้ว คาดว่าการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในเดือนพฤศจิกายนนี้ หรือในเดือนเมษายนปีหน้า จะมีการประกาศว่าจะไม่เกิดประชาคมอาเซียนตามแผนเดิม หรืออาจเกิดประชาคมอาเซียนในลักษณะที่ไม่ตรงกับแผนเดิมที่วางไว้
            ความไม่พร้อมของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) คือเหตุผลสำคัญต่อการประกาศจัดตั้งประชาคมอาเซียน ในตอนหน้าจะกล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งทางบวกทางลบในทุกด้าน แนวทางแก้ไขปัญหาของอาเซียน พร้อมข้อวิพากษ์
            และไม่ว่าจะมี AEC ในปี 2015 หรือไม่ การก่อตั้งอาเซียน การเตรียมตัวจัดตั้งประชาคมอาเซียน ล้วนได้สร้างคุณประโยชน์แก่ชาติสมาชิกมากมาย โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง

-------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชนทั่วไปกำลังเตรียมรับการมาของ AEC แต่ถ้าไม่เกิด AEC ตามแผนที่กำหนดไว้เมื่อถึงสิ้นปี 2015 ย่อมส่งผลกระทบทางลบ ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ทุกฝ่ายจำต้องปรับความเข้าใจและปรับแผน ติดตามแผนพัฒนาประชาคมอาเซียนหลังปี 2015 ฉบับใหม่ที่น่าจะประกาศในเดือนพฤศจิกายนนี้ หรือไม่ก็เมษายนปีหน้า

2.เข้าใจอาเซียน ตอนกำเนิดอาเซียน
อาเซียนก่อตั้งมาเกือบ 50 ปีแล้ว อาเซียนมีความร่วมมือหลากหลายด้าน แต่อะไรเป็นจุดเริ่มต้นหรือวัตถุประสงค์สำคัญเมื่อเริ่มแรกก่อตั้ง

บรรณานุกรม:
 1. ประกาศเลื่อนกำหนดการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ออกไปอีก 1 ปี. (2012, พฤศจิกายน 21). ASEAN Watch. Retrieved from http://aseanwatch.org/2012/11/21/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9B/
2. CHAIRMAN’S STATEMENT OF THE 22nd ASEAN SUMMIT. (2013, April 24-25). Association of Southeast Asian Nations. Retrieved from http://www.asean.org/news/asean-statement-communiques/item/chairmans-statement-of-the-22nd-asean-summit-our-people-our-future-together
3. Chairman's Statement of the 24th ASEAN Summit: "Moving forward in Unity to a Peaceful and Prosperous Community". (2014, May 11). Association of Southeast Asian Nations. Retrieved from http://www.asean.org/images/documents/24thASEANSummit/24th%20ASEAN%20Summit%20C.hairman's%20Statement.pdf
4. Grudgings, Stuart. (2013, April 26). Southeast Asia's 2015 unity dream collides with reality, Reuters. Retrieved from http://uk.news.yahoo.com/southeast-asias-2015-unity-dream-collides-reality-211202266.html
5. Key ASEAN strategy announcement expected in Nay Pyi Taw. (2014, May 9). The Myanmar Times. Retrieved from http://www.mmtimes.com/index.php/national-news/10279-key-asean-strategy-announcement-expected-in-nay-pyi-taw.html
6. Roadmap for an ASEAN Community 2009-2015. (2009). Association of Southeast Asian Nations. Jakarta: ASEAN Secretariat.
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ชาวเคิร์ดผู้โหยหาอิสรภาพ ผู้กำหนดอนาคตอิรัก

13 กรกฎาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6459 วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/1938884)

            เมื่อตอนที่กองกำลัง ISIL/ISIL หรือล่าสุดคือรัฐอิสลาม (Islamic State) กับกองกำลังติดอาวุธซุนนีที่ลุกฮือ ยึดครองภาคตะวันตกและส่วนหนึ่งของภาคเหนือ แต่เว้นพื้นที่ของพวกเคิร์ด (Kurds) จากนั้นก็มุ่งลงใต้ประชิดกรุงแบกแดด น่าจะสนใจที่กองกำลังที่ลุกฮือตั้งใจไม่แตะต้องพวกเคิร์ด เช่นเดียวกับที่พวกเคิร์ดซึ่งถือว่าเป็นพลเมืองอิรัก แต่กลับแสดงท่าทีนิ่งเฉย ทั้งยังสนับสนุนให้นายนูรี อัลมาลิกี (Nouri Al-Maliki) นายกรัฐมนตรีถอนตัวออกจากอำนาจ พร้อมกับเรียกร้องขออำนาจการปกครองตนเองเพิ่มเติม
            ชาวเคิร์ดเป็นตัวแสดงสำคัญอีกตัวหนึ่งในความขัดแย้งอิรักล่าสุด

ใครคือชาวเคิร์ด :
            ชาวเคิร์ดเป็นชนเชื้อสายหนึ่งอาศัยอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางมาแต่โบราณ แต่พวกเขาไม่ถือว่าตนเองอยู่ในกลุ่มอาหรับ ทำนองเดียวกับพวกเปอร์เซีย (อาศัยในประเทศอิหร่าน) พวกเติร์ก (ตุรกี) และชาวอิสราเอล (อิสราเอล)
            ปัจจุบัน ผู้ที่ถือว่าเป็นชาวเคิร์ดอาศัยอยู่ในประเทศตุรกีมากที่สุด รองลงมาคืออิรัก อิหร่าน ซีเรีย และบางประเทศในยุโรป ทั้งหมดกว่าร้อยละ 70 นับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนี รองมาคือชีอะห์ (ส่วนใหญ่เป็นพวกที่อาศัยในประเทศอิหร่าน) มีบางคนที่เป็นยิว คริสเตียน
            ชาวเคิร์ดที่จะพูดถึงต่อไป จะหมายถึงชาวเคิร์ดที่อาศัยอยู่ประเทศอิรัก ปัจจุบันประเทศอิรักมีประชากรทั้งสิ้นราว 32.5 ล้านคน เป็นชาวอาหรับราวร้อยละ 75-80 ชาวเคิร์ดร้อยละ 15-20 ที่เหลือเป็นคนกลุ่มอื่นๆ  ชาวเคิร์ดส่วนใหญ่เป็นมุสลิมนิกายซุนนี
            สังคมอิรักจึงแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ พวกชีอะห์ พวกซุนนี (2 กลุ่มแรกหมายถึงชาวอาหรับอิรัก) และพวกเคิร์ด

ประวัติศาสตร์แห่งการเรียกร้องอิสรภาพ :
            ประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของพวกเคิร์ดเต็มไปด้วยการเรียกร้องอิสรภาพ  การปกครองตนเอง สามารถย้อนอดีตเริ่มจากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 (ค.ศ. 1914-1918) ในภูมิภาคตะวันออกกลางขณะนั้น อังกฤษกำลังทำสงครามกับอาณาจักรออตโตมัน ด้วยความที่รัฐบาลอังกฤษต้องการให้พวกเคิร์ดที่อาศัยอยู่ในแถบอิรักปัจจุบัน หรือในบริเวณที่เรียกว่า Southern Kurdish มาเป็นพวกกับตน จึงสัญญาว่าจะให้สิทธิ์ในการปกครองตนเองแก่พวกเคิร์ดกลุ่มนี้ แต่ความจริงแล้ว รัฐบาลอังกฤษไม่เคยคิดจะให้เอกราชแก่พวกเคิร์ดจริงๆ มองว่าการปกครองตนเองของเคิร์ดคือการอยู่ใต้อังกฤษในสภาพกึ่งอาณานิคม ส่วนผู้นำเคิร์ดปรารถนาจะมีอิสรภาพพ้นจากอำนาจของออตโตมัน หรืออย่างน้อยการอยู่ใต้อิทธิพลอังกฤษก็ยังดีกว่า
            เมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 1 มีประเด็นว่าพวกเคิร์ดควรอยู่ใต้ผู้ปกครองอาหรับ หรือควรอยู่ใต้อิทธิพลอังกฤษ ที่สุดแล้ว รัฐบาลอังกฤษให้ชาวเคิร์ดใน Southern Kurdish อยู่ใต้อำนาจปกครองของผู้นำอาหรับในกรุงแบกแดด เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากนโยบายที่อังกฤษต้องการลดค่าใช้จ่ายการบริหาร ทั้งๆ ที่ตระหนักว่าพวกเคิร์ดจะไม่พอใจ ผู้นำเคิร์ดประกาศว่าการอยู่ใต้อำนาจอาหรับจะเป็นเพียงชั่วคราว

            ผู้นำที่ขึ้นปกครองอิรักคือกษัตริย์ Amir Faysal (ขึ้นดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม 1921) ปรากฏว่ากษัตริย์ Faysal ประกาศไม่ยอมให้พวกเคิร์ดแบ่งแยกออกไป ข้อมูลบางชิ้นชี้ว่า กษัตริย์ Faysal ต้องการให้พวกเคิร์ดร่วมมือกับพวกซุนนีอาหรับ ถ่วงดุลอำนาจพวกชีอะห์อาหรับซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของอิรัก
            พวกเคิร์ดได้เจรจากับรัฐบาลแบกแดดและรัฐบาลอังกฤษ มีข้อสรุปร่วมกันในธันวาคม 1922 ว่า รัฐบาลอิรักยอมรับสิทธิ์ของพวกชาวเคิร์ดในการจัดตั้งรัฐบาลเคิร์ด (Kurdish Government) ภายในเขตแดนที่พวกเขาอาศัยอยู่ ฝ่ายอังกฤษปลอบใจกษัตริย์ Faysal ว่า ไม่มีวันที่ความฝันของชาวเคิร์ดจะกลายเป็นความจริง เนื่องจากพวกเขามีหลากหลายกลุ่ม และแตกแยกกันเองอย่างหนัก

            ต่อมากษัตริย์ Faysal เกรงว่าพวกเคิร์ดจะก่อการแยกประเทศและเกรงว่าตุรกีจะเข้ามาแทรกแซงเอาพื้นที่แถบนั้นคืน จึงเชิญผู้นำเคิร์ดมาปรึกษาหารือ เพื่อให้พวกเคิร์ดปกครองตนเอง “ภายใต้อำนาจของอิรักอย่างหลวมๆ”
            แต่เมื่อฝ่ายอังกฤษเห็นว่าการปล่อยให้มีประเด็นเคิร์ดแยกตัว เป็นอุปสรรคต่อการเจรจากับตุรกี รัฐบาลอังกฤษกับอิรักจึงร่วมกันยกเลิกนโยบายให้พวกเคิร์ดปกครองตนเอง ถือว่าอาณาเขตของอิรักเป็นหนึ่งเดียวที่ไม่อาจแยกได้ พวกเคิร์ดในอิรักจึงตกอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของรัฐบาลแบกแดดโดยสมบูรณ์ รัฐบาลอังกฤษกลายเป็นผู้ทรยศต่อพวกเคิร์ด

            ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลอังกฤษกลับเข้ามาดูแลอิรักอีกรอบ ในระยะนี้เองพวกเคิร์ดพยายามจะแยกตัวเป็นเอกราช เกิดการปะทะรุนแรง ในปี 1945 เกิดประเทศ Kurdish Republic เป็นเวลาสั้นๆ แต่ถูกปราบปรามอย่างรวดเร็ว
            ในปี 1962 รัฐบาลอิรักซึ่งนำโดย Abdul Karim Kassim ต้องสู้กับพวกเคิร์ดที่ลุกขึ้นก่อการ ทหารรัฐบาลเพลี่ยงพล้ำ กลายเป็นศึกกองโจรแบบยืดเยื้อ
            รัฐบาลต่อมาของนาย Ahmad Hassan al-Bakr ต้องทำสงครามกลางเมืองถึง 2 ครั้งอันเนื่องจากการก่อการของพวกเคิร์ด ครั้งแรกเริ่มเดือนมีนาคม 1969 พวกเคิร์ดที่นำโดย Kurdish Democratic Party
 พยายามต่อสู้เพื่อปกครองตนเองอีกครั้ง การรบยุติเมื่อรัฐบาลยอมให้พวกเคิร์ดได้ปกครองตนเองบางส่วน เกิดพื้นที่ที่ชื่อว่า Kurdistan Autonomous Region
            ในปี 1974 พวกเคิร์ดพยายามก่อการอีกครั้ง เพื่อเรียกร้องเอกราช ครั้งนี้รัฐบาลอิหร่านซึ่งนำโดยกษัตริย์ Shah ให้การสนับสนุนพวกเคิร์ด เพื่อเป็นแรงกดดันต่อรัฐบาลอิรัก ซึ่งในขณะนั้นรัฐบาลอิหร่านต้องการเปลี่ยนข้อตกลงชายแดน Shatt al-Arab กับอิรัก ฝ่ายรัฐบาลอิรักเห็นว่ากองทัพของตนไม่อาจปราบปรามกองกำลัง 45,000 นายของเคิร์ด จึงยอมลงนามในสนธิสัญญาสงบศึกกับอิหร่าน ภายใต้เงื่อนไขที่อิรักยอมรับการอ้างเขตแดนของอิหร่าน แลกกับที่อิหร่านจะไม่สนับสนุนพวกเคิร์ดอีก ด้วยข้อตกลงนี้ทำให้อิรักสงบสุขอีกครั้ง

ทำไมเคิร์ดจึงสามารปกครองตนเองในปัจจุบัน :
            เมื่อกองทัพอิรักภายใต้การนำของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนบุกเข้ายึดครองคูเวต ตามมาด้วยสงครามอ่าวเปอร์เซีย กองกำลังสหประชาชาติภายใต้การนำของสหรัฐประสบชัยชนะอย่างง่ายดาย อิรักยอมรับการหยุดยิงในวันที่ 6 เมษายน 1991 แต่ปัญหาไม่จบเพียงเท่านั้น สหประชาชาติประกาศเขตห้ามบิน (No-fly zone) เพื่อปกป้องมิให้อิรักโจมตีประชาชนของตน โดยเฉพาะชนกลุ่มน้อย” เช่น ชาวเคิร์ดทางตอนเหนือ และพวกชีอะห์ทางตอนใต้
            การรุกรานคูเวต กลายเป็นต้นเหตุนำหายนะสู่ประเทศอิรัก ประเทศกำลังถูกแบ่งแยก

            เมื่อชาวเคิร์ดอุ่นใจเห็นว่าได้รับการคุ้มครอง จึงจัดเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลภูมิภาคเคิร์ด (Kurdish Regional Government) กล่าวได้ว่า นับจากการจัดตั้งเขตห้ามบินในปี 1991 เป็นต้นมา พวกเคิร์ดก็อยู่ในฐานะปกครองตนเองอีกครั้ง
            ต่อมาในปี 2003 หลังจากกองทัพสหรัฐกับพันธมิตรบุกโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน จัดตั้งรัฐบาลอิรักชั่วคราว รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (ที่สหรัฐมีอิทธิพลโดยตรง) ให้อิสรภาพแก่พวกเคิร์ดมากขึ้น ถึงขนาดมีกองกำลังป้องกันตนเอง และปูทางสู่การจัดตั้งสหพันธรัฐ
            พวกเคิร์ดในปัจจุบันแม้ว่ายังเป็นส่วนหนึ่งของอิรัก จึงมีกองทัพ มีรัฐสภาและฝ่ายบริหารควบคุมกิจการภายในของตนเอง นายมัสซูด บาร์ซานิ (Massoud Barzani) เป็นประธานาธิบดีคนปัจจุบันของรัฐบาลภูมิภาคเคิร์ด พื้นที่ในเขตปกครองตนเองได้แก่ จังหวัด Erbil, Dohuk และ Sulaymaniyah พวกเขาหวังว่าจะได้พื้นที่เมืองเคอร์คุก (Kirkuk) ทั้งหมด และจะให้เมืองดังกล่าวเป็นเมืองหลวงของตน
            ชาวเคิร์ดในปัจจุบันที่ตั้งมั่นคงอยู่ได้ จึงเกิดจากความผิดพลาดของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน และจากการสนับสนุนของรัฐบาลสหรัฐ

วิเคราะห์องค์รวม ข้อคิด :
            ประการแรก พลังเชื้อชาติแรงกว่าศาสนา
            กรณีชาวเคิร์ดเป็นกรณีตัวอย่างที่เชื้อชาติมีพลังแรงกว่าศาสนา แม้ว่าจะเป็นมุสลิมนิกายซุนนี ชาวเคิร์ดไม่มองว่าพวกตนเป็นส่วนหนึ่งของอาหรับ และไม่ยอมอยู่ใต้การปกครองของพวกอาหรับ ด้วยความคิดที่ว่าพวกอาหรับไม่คู่ควรที่จะปกครองพวกตน เป็นเหตุให้พวกเขาต่อสู้ดิ้นรนจนครบ 1 ศตวรรษแล้ว มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก
            เมื่อกองทัพสหรัฐกับพันธมิตรสามารถโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนในปี 2003 รัฐบาลบุชก็ตระหนักว่าพวกตนกำลังเผชิญแนวรบใหม่ พวกซุนนีกับชีอะห์อิรักปะทะกับกองทัพสหรัฐอย่างดุเดือด คนเหล่านี้ไม่ได้ต่อสู้เพื่อระบอบซัดดัม แต่ด้วยเห็นว่ากองทัพสหรัฐเป็นผู้รุกรานมากกว่าผู้ปลดปล่อย กำลังต่อสู้ด้วยศรัทธาในศาสนา ปกป้องอิสลามให้พ้นจากการทำลายของพวกต่างชาติต่างศาสนา แต่ในช่วงนั้น พวกเคิร์ดกลับเข้าข้างฝ่ายสหรัฐ สนับสนุนให้กองกำลังสหรัฐคงอยู่ในอิรักต่อไป เพราะเชื่อว่าจะช่วยประกันสิทธิและความปลอดภัยของพวกตน
            จึงเป็นข้อสรุปที่ว่า แม้พวกเคิร์ดจะมีวัฒนธรรมร่วมกับชาวอาหรับในด้านศาสนา แต่ความแตกต่างทางเชื้อชาติ ความต้องการที่จะเพื่อปกครองตนเอง เป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่กว่า

            ประการที่สอง พวกเคิร์ดเป็นอีกตัวแปรกำหนดอนาคตอิรัก
            การก่อการของ ISIL/ISIS กลายเป็นโอกาสสำคัญอีกครั้งของพวกเคิร์ด ผู้นำเคิร์ดปัจจุบันอาศัยสถานการณ์วุ่นวายภายในประเทศ เป็นข้อต่อรองเรียกร้องที่จะได้ดินแดนและอำนาจปกครองตนเองเพิ่มเติม เพื่อแลกกับการที่พวกเขาจะสนับสนุนรัฐบาลกลาง
            หากรัฐบาลอัลมาลิกียินยอมตามข้อเรียกร้อง นั่นหมายความว่า อำนาจของรัฐบาลกลางในอนาคตจะลดน้อยลง แต่หากนายกฯ อัลมาลิกีดึงดันที่จะรักษาอำนาจในกรุงแบกแดด จะเป็นโอกาสให้พวกเคิร์ดสร้างฐานเพื่อการปกครองตนเองได้เช่นกัน ดังที่พยายามส่งออกน้ำมันด้วยตนเองในขณะนี้

            ที่สุดแล้ว ไม่ว่าความขัดแย้งในอิรักจะลงเอยเช่นไร รัฐบาลอัลมาลิกีสามารถปราบปรามฝ่ายต่อต้าน หรือจะแบ่งประเทศเป็นหลายเขตปกครอง พวกเคิร์ดคือตัวแสดงหนึ่งที่อยู่ในกระบวนการดังกล่าว และเห็นได้ชัดว่าพวกเขาคือผู้ที่จะได้ประโยชน์จากความวุ่นวายในขณะนี้

            สังคมพื้นฐานของชาวเคิร์ดเป็นระบบชนเผ่าและปัจจุบันยังเป็นเช่นนั้น แต่สามารถรวมตัวกันได้ อย่างน้อยก็เพื่อผลประโยชน์ร่วม ลบล้างทัศนคติของรัฐบาลอังกฤษในอดีตที่เห็นว่าพวกเคิร์ดแบ่งแยกกันมากเกินกว่าจะรวมตัวเองปกครองตนเอง ในทางกลับกัน ความแตกแยกของพวกอาหรับอิรัก กลายเป็นต้นเหตุสำคัญให้กองกำลัง ISIL/ISIS และรัฐบาลต่างชาติเข้าแทรกแซง บางคนอาจให้เหตุผลว่าจำต้องยืมมือต่างชาติเพื่อกำจัดรัฐบาลอัลมาลิกี แต่ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไรนั้น ได้แต่ติดตามต่อไป
------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
รัฐบาลโอบามาตั้งเงื่อนไขจะสนับสนุนรัฐบาลอิรักอย่างเต็มกำลังในการปราบปรามกลุ่มผู้ก่อการร้าย ISIL/ISIS ก็ต่อเมื่ออิรักได้รัฐบาลใหม่ ซึ่งหมายถึงนายกฯ อัลมาลิกีต้องพ้นจากอำนาจ นายกฯ อัลมาลิกีปฏิเสธข้อเรียกร้องและเห็นว่าเท่ากับเป็นการรัฐประหารรัฐธรรมนูญ การตัดสินใจดังกล่าวส่งผลต่อตัวแสดงสำคัญๆ เช่น การคงอยู่ของ ISIL ความสัมพันธ์ระหว่าง ISIL กับพวกซุนนีกลุ่มต่างๆ 

อิรักกำลังมาสู่ทางสองแพร่งอีกครั้ง ขึ้นกับการตัดสินใจของสังคมว่าต้องการให้ประเทศเป็นอย่างไร ต้องการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ปรองดอง หรือต้องการทำสงครามกลางเมืองยืดเยื้อไปเรื่อยๆ การก่อการของ ISIL จะกลายเป็นผลดีหากเป็นต้นเหตุให้เกิดการเจรจาอย่างจริงจัง ช่วยยุติความขัดแย้งภายในประเทศที่ดำเนินต่อเนื่องมาแล้วหลายปี แต่ถ้ามองในแง่ลบ การปรากฏตัวของ ISIL จะซ้ำเติมความแตกแยกในอิรัก

นับจากการก่อตั้ง ISIL เป้าหมายและการแสดงออกของกลุ่มนั้นชัดเจนและสอดคล้องกัน คือสถาปนารัฐอิสลามในอิรักกับซีเรีย การยึดพื้นที่ถิ่นอาศัยของพวกซุนนีดูเป็นเรื่องง่าย แต่หาก ISIL ต้องการยึดอิรักทั้งประเทศ จะต้องยึดพื้นที่เขตปกครองของพวกเคิร์ดและชีอะห์ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ภายใต้ศักยภาพของกองกำลัง ISIL ในปัจจุบัน เป้าหมายเฉพาะหน้าที่ดูสมเหตุสมผลกว่าคือการควบคุมพื้นที่ถิ่นอาศัยของพวกซุนนี หรือไม่ก็ให้สงครามกลางเมืองอิรักเป็นศึกยืดเยื้อ

บรรณานุกรม :
1. Asher-Schapiro, Avi. (2014, June 28). The Kurds May Seize the Moment to Break Free of Iraq. National Geographic. Retrieved from http://news.nationalgeographic.com/news/2014/06/140628-iraq-kurds-independence-kurdistan-sunni-baghdad/
2. Bankston III, Carl L. (Ed.). (2003). Iraq. In World Conflicts: Asia and the Middle East. (Vol.1, pp. 229-252). California: Salem Press, Inc.
3. Central Intelligence Agency. (2014, May 29). Iraq. In The World Factbook. Retrieved from https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/iz.html
4. Cipkowski, Peter. (1992). Understanding The Crisis in The Persian Gulf. New York: John Wiley & Sons.
5. Iraqi Kurds ramp up calls for independence. (2014, April 27). Ahram Online. Retrieved from http://english.ahram.org.eg/NewsContent/2/8/99926/World/Region/Iraqi-Kurds-ramp-up-calls-for-independence.aspx
6. Kozaryn, Linda D. (1999, January 12). Air Force sends more planes to Persian Gulf.  American Forces Press Service. Retrieved from http://www.af.mil./news/Jan1999/n19990112_990037.html
7. McDowall, David. (2004). A Modern History of the Kurds, (3rd ed.). New York: I.B. Tauris.
8. The New Face of Terror: ISIS' Rise Pushes Iraq to Brink. (2014, June 25). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/the-rise-of-the-jihadist-group-isis-threatens-iraq-a-977388.html
9. Whitcomb, Alexander. (2014, July 3). President Barzani asks Parliament to Proceed With Independence Vote. RUDAW. Retrieved from http://rudaw.net/english/kurdistan/030720141
------------------------

วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

อิรักกำลังตามอย่างซีเรีย ด้วยสงครามกลางเมืองยืดเยื้อ

6 กรกฎาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6452 วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/1934491

            ความรุนแรงรอบใหม่ที่เริ่มต้นเมื่อเดือนมิถุนายน จากเดิมข่าวที่ปรากฏคือการก่อการของ Islamic State of Iraq and the Levant (ISIL) หรือ Islamic State in Iraq and Syria (ISIS) สามารถยึดหลายเมืองหลายจังหวัดในเขตภาคตะวันตกกับภาคเหนือ มาบัดนี้ข่าวหลายสำนักนำเสนอใหม่ในภาพเน้นการลุกฮือของประชาชนอิรักผู้ไม่พอใจนายนูรี อัลมาลิกี (Nouri Al-Maliki) นายกรัฐมนตรีอิรัก ผู้นำชีอะห์ ผู้กดขี่ข่มเหงประชาชน โดยเฉพาะพวกซุนนี สร้างความแตกแยกทางศาสนา
            การนำเสนอบทบาทของพวกซุนนี ส่งผลให้ ISIL/ISIS ที่เป็นตัวแสดงหลัก ตอนนี้ลดฐานะกลายเป็นส่วนหนึ่งในฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอัลมาลิกีเท่านั้น ISIL/ISIS กลายเป็นกองกำลังส่วนน้อยเมื่อเทียบกับชาวซุนนี ชาวอิรักทั้งหมดที่ลุกฮือต่อต้านรัฐบาล ความขัดแย้งกำลังกลายเป็นสงครามกลางเมืองระหว่างประชาชนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งกับรัฐบาลที่มีประชาชนอีกส่วนสนับสนุน อีกทั้งยังนำเรื่องศาสนา ประเทศเพื่อนบ้าน ชาติมหาอำนาจเข้ามาพัวพันด้วย

พวกซุนนีเป็นแกนหลักต่อต้านรัฐบาล :
            นาย Ahmed al-Jubouri ผู้นำกองกำลังคนหนึ่งของ Islamic Army อธิบายว่ากลุ่มก่อการในขณะนี้ ประกอบด้วยกลุ่ม Islamic Army กลุ่ม Naqshbandi ที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกพรรคบาธ เผ่าซุนนีหลายเผ่าที่ต่อต้านรัฐบาลอัลมาลิกี พวก ISIL และกลุ่มอื่นๆ กลุ่มทั้งหลายมีเป้าหมายเดียวกันคือโค่นล้มรัฐบาล
            นาย Abu Abed al-Naimi โฆษกฝ่ายต่อต้านซุนนีอิรัก กล่าวว่า อัลมาลิกีกำลังทำลายภาพพจน์ของการปฏิวัติอิรักโดยมุ่งชูบทบาทของ ISIL ปิดบังบทบาทของกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ “ทั้งๆ ที่กองกำลังส่วนใหญ่เป็นลูกหลานชนเผ่าต่างๆ ในอิรัก” เป็นการพยายามบิดเบือนข้อเท็จริง ด้วยการอ้างว่าเป็นการก่อการร้าย ทั้งๆ ที่ความจริงคือประชาชนอิรักลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลที่ฝักใฝ่การแบ่งแยกทางศาสนา
            Sheikh Ali Hatem al-Suleimani หัวหน้าเผ่า Dulaimi ของซุนนี กล่าวว่า กองกำลังที่ต่อต้านรัฐบาลอัลมาลิกีขณะนี้ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ พวกซุนนี ISIL และอดีตสมาชิกพรรคบาธ (Baath Party) ของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ทั้ง 3 กลุ่มมีเป้าหมายร่วม แต่ไม่ได้เป็นพันธมิตรต่อกัน ชาติตะวันตกจะต้องมองสถานการณ์ในอิรักขณะนี้ว่าเป็นเรื่องที่พวกซุนนีต่อต้านรัฐบาลอัลมาลิกีผู้กดขี่ข่มเหงประชาชน แทนที่จะมองว่ามีเป็นเพียงการก่อการของ ISIL พร้อมกับอ้างว่ากองกำลังทั้งหมดที่ลุกฮือต่อต้านรัฐบาลส่วนใหญ่เป็นพวกซุนนี พวก ISIL เป็นกองกำลังส่วนน้อย มีเพียงร้อยละ 7-10 เท่านั้น ประกาศว่าเป้าหมาย คือ นายกฯ อัลมาลิกีต้องพ้นจากอำนาจ แก้ไขรัฐธรรมนูญให้อิรักกลายเป็นสหพันธรัฐ (federal state) ประกอบด้วยเขตกึ่งปกครองตนเองของซุนนี ชีอะห์ และพวกเคิร์ด ประเทศอิรักในรูปสหพันธรัฐจะใช้ระบอบประชาธิปไตย กระจายอำนาจทั้งแก่พวกซุนนีกับชีอะห์อย่างสมดุล ตราบใดที่นายกฯ อัลมาลิกีไม่พ้นจากอำนาจ ก็จะทำการรบต่อไป เป้าหมายข้างหน้าคือกรุงแบกแดด

            มีข้อมูลว่าในปี 2008 เผ่า Dulaimi เป็นแกนนำการลุกฮือต่อต้านรัฐบาลอัลมาลิกี ที่เรียกกันว่า “Sunni Awakening” ประวัติการลุกฮือของเผ่า Dulaimi ย้อนหลังได้ตั้งแต่สมัยที่กองกำลังสหรัฐควบคุมอิรัก ในตอนแรกนั้นเผ่า Dulaimi ต่อต้านสหรัฐก่อน แต่ต่อมาหันกลับมาต่อต้านพวกอัลกออิดะห์เนื่องจากเห็นว่าเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงกว่า จนพวกอัลกออิดะห์ในอิรักอ่อนแรง

            ภายใต้มุมองของ Sheikh Ali Hatem al-Suleimani ณ ขณะนี้ เป็นสงครามระหว่าง 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกคือพวกของนายกฯ อัลมาลิกี ซึ่ง Sheikh al-Suleimani ตีตราว่าคือพวกชีอะห์ กับฝ่ายต่อต้าน ซึ่งประกอบด้วย 3 กลุ่ม คือ พวกซุนนีอาหรับ กองกำลัง ISIL และพวกคนของอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน
            สรุปสั้นๆ คือ ความขัดแย้งภายในอิรักปัจจุบัน คือ สงครามระหว่างรัฐบาลชีอะห์ผู้กดขี่ข่มเหงประชาชน (โดยเฉพาะพวกซุนนี) กับฝ่ายต่อต้าน ซึ่งส่วนใหญ่คือประชาชนอิรักผู้นับถือนิกายซุนนี กองกำลัง ISIL

ต้องมุ่งกำจัดรัฐบาลอัลมาลิกีก่อน :
            Sheikh al-Suleimani ตระหนักว่า กองกำลัง ISIL เป็นกลุ่มที่ต้องกำจัดให้พ้นจากแผ่นดินอิรัก แต่ ณ ขณะนี้ ต้องให้ความสำคัญกับการจัดการรัฐบาลอัลมาลิกีก่อน ทันทีที่สำเร็จเป้าหมายดังกล่าวพวกเขาจะหันมาปราบปราม ISIL ISIL ไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับเรา ... ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะต้องสู้กับ ISIL (แต่) เป็นเวลาที่ต้องสู้กับอัลมาลิกี”
            ในแง่หนึ่งมองได้ว่า การร่วมมือกับ ISIL เพื่อโค่นล้มรัฐบาลอัลมาลิกีเป็นแนวทางหนึ่ง หากมองว่าเป้าหมายเฉพาะหน้าคือเพื่อการนี้ แต่ในขณะเดียวกัน ต้องมองอนาคตถึงความสัมพันธ์ของ ISIL กับชาวอิรักแท้ๆ ว่าจะเป็นอย่างไร
            ถ้าคิดในแง่ร้าย การทำสงครามกลางเมือง อาจเป็นเหตุให้ ISIL เติบใหญ่และเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงไม่แพ้รัฐบาลอัลมาลิกี สงครามกลางเมืองอิรักกับซีเรียไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิง แต่ต้องไม่ประมาทว่ากลุ่ม ISIL คือหนึ่งในกลุ่มต่อต้านรัฐบาลซีเรียที่เข้มแข็งที่สุด

            อีกประการหนึ่งคือ ISIL ย่อมไม่ตั้งอยู่ในความประมาท รู้ว่าในที่สุดตนเองต้องถูกปราบปราม ดังนั้น จึงต้องเร่งลงหลักปักฐานมั่นคงในอิรัก (รวมทั้งในซีเรีย) ล่าสุด ISIL ประกาศสถาปนารัฐอิสลามอย่างเป็นทางการ และเปลี่ยนจากชื่อเดิมเป็น “Islamic State(IS) ประกาศระดมนักรบจากทั่วโลก เป็นคำถามว่ากลุ่มจะเติบโตได้มากเพียงใด ประเทศอิรักในอนาคตจะปลอดจากกองกำลังสุดโต่งเหล่านี้หรือไม่

            เมื่อพิจารณาในแง่ ISIL เป็นองค์กรผิดกฎหมาย คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ได้ประกาศแล้วว่า ISIL เป็นผู้ก่อการร้ายตามนิยามของสหประชาชาติ เป็นอีกประเด็นให้เห็นจุดอ่อนของการยืมมือ ISIL เกิดคำถามว่า เป็นการถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ ที่สนับสนุนหรือใช้ผู้ก่อการร้าย หรือนักรบรับจ้าง ปราบประชาชนชีอะห์
            หากกลุ่มใดหรือรัฐบาลใดสนับสนุน ISIL จะมีคำถามว่า เป็นการสนับสนุน “ผู้ก่อการร้าย” โค่นล้มรัฐบาลอธิปไตย ที่มาจากการเลือกตั้งอย่างถูกต้องตามกระบวนการทางการเมืองหรือไม่

 อิรักกำลังจะเป็นซีเรีย :
            จากข้อมูลทั้งหมด สถานการณ์ในอิรักกำลังจะเป็นเหมือนซีเรีย คือ ประเทศกำลังแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้าน ฝ่ายต่อต้านประกอบด้วยหลายกลุ่ม คือ กลุ่มที่เป็นประชาชนเจ้าของประเทศแท้ๆ กับนักรบต่างชาติภายใต้กลุ่มสุดโต่งหลายกลุ่ม
            ขั้นต่อไป คือ ฝ่ายต่อต้านจะร้องขอความช่วยเหลือทั้งด้านอาวุธ เงินทุน และอื่นๆ จากนานาชาติ เพื่อช่วยโค่นล้มรัฐบาล
            ในกรณีของซีเรีย ชาติตะวันตกหลายประเทศ กับเพื่อนบ้านซีเรียหลายประเทศ ให้การสนับสนุนฝ่ายต่อต้านอย่างเปิดเผย ทั้งเงินทุน อาวุธ และอื่นๆ ซึ่งหากฝ่ายต่อต้านอิรักกระทำการสำเร็จ นอกจากจะได้รับการสนับสนุนดังกล่าว ยังจะได้ความสำเร็จที่สำคัญอีกอย่าง นั่นคือ การสนับสนุนทางการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งหมายถึง รัฐบาลโอบามากับเพื่อนบ้านอาหรับให้การสนับสนุนฝ่ายซุนนี และในอีกด้านคือต่อต้านรัฐบาลอัลมาลิกี และยกความผิดทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นการก่อการของ ISIL ความสูญเสียของชีวิตนับหมื่นนับแสนที่กำลังจะตามมาแก่นายกฯ อัลมาลิกี
            การสนับสนุนจากรัฐบาลต่างประเทศจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เป็นหนึ่งในปัจจัยชี้เป็นชี้ตายว่าฝ่ายใดจะชนะในทางการเมืองระหว่างประเทศ กรณีของอิรักมีลักษณะต่างจากซีเรียในเรื่องนี้ เพราะรัฐบาลโอบามาประกาศจุดยืนให้ประธานาธิบดีอัสซาดก้าวลงจากอำนาจแต่แรก ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐให้การสนับสนุนรัฐบาลอัลมาลิกีมาโดยตลอด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลโอบามาจะสนับสนุนตลอดไป หรือสนับสนุนอย่างเต็มที่ เป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป
            เมื่อถึงตอนนั้น กองทัพอิรักจะถูกตีตราว่าเป็น “ผู้เข่นฆ่าประชาชน” ส่วนกองกำลังฝ่ายต่อต้านจะเป็น “ผู้ปลดปล่อยประชาชน”

            ล่าสุด นายชัค เฮเกล (Chuck Hagel) รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม กับพลเอกมาร์ติน เดมซีย์ (Martin Dempsey) ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐอเมริกา ร่วมกันแถลงว่า กองทัพอิรักเน้นการสร้างแนวป้องกันการรุกคืบจากกองกำลังพวกซุนนีและ ISIL กองกำลังรัฐบาล “มีขีดความสามารถป้องกันกรุงแบกแดด” แต่ยากจะขับไล่ฝ่ายต่อต้านให้ออกจากพื้นที่ยึดครอง ย้ำว่าปัญหาอิรักต้องแก้ไขด้วยความสมานฉันท์ทางการเมือง ทั้งยังเห็นว่ากองทัพสหรัฐยังไม่ควรเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
            การประเมินของกระทรวงกลาโหมสหรัฐเป็นข้อมูลอีกชิ้น สนับสนุนว่าไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ หรือยังเร็วเกินไปที่จะชี้ว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะชนะขาดได้โดยง่าย

            และถ้าจะคิดให้ไกลกว่านั้น หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งควบคุมอีกฝ่าย ก็ใช่ว่าความขัดแย้งจะยุติ สภาพที่คล้ายกับสมัยที่กองทัพสหรัฐสามารถล้มรัฐบาลซัดดัม แต่กองทัพสหรัฐต้องเผชิญการถูกซุ่มยิง ซุ่มโจมตีอยู่ตลอดเวลา
            หลายปีที่ผ่านมาอิรักก็ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ คือ ทั้งฝ่ายชีอะห์กับซุนนีต่างถูกโจมตีด้วยวิธีการต่างๆ รวมทั้งวิธีการแบบก่อการร้าย เช่น ระเบิดพลีชีพ
            และควรวิพากษ์ด้วยว่า จริงหรือที่ Sheikh al-Suleimani กับผู้นำเผ่าบางเผ่า เป็นตัวแทนเจตนารมณ์พวกซุนนีทั้งหมด จริงหรือที่นายกฯ อัลมาลิกีกับพวก เป็นตัวแทนเจตนารมณ์พวกชีอะห์ทั้งหมด
            ชาวอิรักทุกหมู่เหล่าส่วนใหญ่ ต้องการแก้ปัญหาด้วยการทำสงครามกลางเมืองหรือ
            การทำสงครามกลางเมืองตอบสนองความต้องการใคร หรือของผู้ใดกันแน่

            เหตุการณ์ที่เมืองหลายเมืองทางภาคตะวันตกกับภาคเหนือที่ถูกฝ่ายต่อต้านยึดครองอย่างรวดเร็วยังสับสน มีทั้งผู้ที่พูดถึงความสามารถของกองกำลัง ISIL ที่มีเพียงไม่กี่พันคน ความอ่อนแอของกองกำลังรัฐบาลหลายหมื่นนายที่ถอยหนีแบบไม่ต่อสู้ทั้งๆ ที่มีจำนวนเหนือกว่า และการชูบทบาทของพวกซุนนีอิรัก ฝ่ายต่อต้านหลายกลุ่มที่ร่วมกันลุกฮือ ความจริงที่เกิดขึ้นนั่นเป็นเรื่องหนึ่ง การใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ต่างหากที่สำคัญกว่า ทั้งหมดมุ่งสู่เป้าหมายเดียวคือการได้รัฐบาลใหม่ ด้วยเหตุผลที่นายกฯ อัลมาลิกีกดขี่ข่มเหงประชาชน โดยเฉพาะพวกซุนนีอิรัก
----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
อิรักกำลังมาสู่ทางสองแพร่งอีกครั้ง ขึ้นกับการตัดสินใจของสังคมว่าต้องการให้ประเทศเป็นอย่างไร ต้องการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ปรองดอง หรือต้องการทำสงครามกลางเมืองยืดเยื้อไปเรื่อยๆ การก่อการของ ISIL จะกลายเป็นผลดีหากเป็นต้นเหตุให้เกิดการเจรจาอย่างจริงจัง ช่วยยุติความขัดแย้งภายในประเทศที่ดำเนินต่อเนื่องมาแล้วหลายปี แต่ถ้ามองในแง่ลบ การปรากฏตัวของ ISIL จะซ้ำเติมความแตกแยกในอิรัก

นับจากการก่อตั้ง ISIL เป้าหมายและการแสดงออกของกลุ่มนั้นชัดเจนและสอดคล้องกัน คือสถาปนารัฐอิสลามในอิรักกับซีเรีย การยึดพื้นที่ถิ่นอาศัยของพวกซุนนีดูเป็นเรื่องง่าย แต่หาก ISIL ต้องการยึดอิรักทั้งประเทศ จะต้องยึดพื้นที่เขตปกครองของพวกเคิร์ดและชีอะห์ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ภายใต้ศักยภาพของกองกำลัง ISIL ในปัจจุบัน เป้าหมายเฉพาะหน้าที่ดูสมเหตุสมผลกว่าคือการควบคุมพื้นที่ถิ่นอาศัยของพวกซุนนี หรือไม่ก็ให้สงครามกลางเมืองอิรักเป็นศึกยืดเยื้อ

การเลือกตั้งเป็นประเด็นที่พูดหนาหูมาสองสามปีแล้ว ที่ผ่านมาประธานาธิบดีอัสซาดรอดูสถานการณ์ว่าเหมาะสมที่จะจัดเลือกตั้งหรือไม่ ผลการเลือกตั้งที่ออกมาไม่มีอะไรแปลกประหลาดเหนือความคาดหมาย ท่าทีการตอบสนองของกลุ่ม Friends of Syria และประเทศผู้สนับสนุนระบอบอัสซาดไม่มีอะไรแตกต่างจากเดิม สงครามกลางเมืองซีเรียดำเนินต่อไปโดยที่ระบอบอัสซาดเป็นฝ่ายได้เปรียบมากขึ้นทุกที

บรรณานุกรม:
1. Al-Mansuri, Omar. (2014, June 28). Sunni Militants: ‘Popular Revolution’ is Against Maliki. RUDAW. Retrieved from http://rudaw.net/english/middleeast/iraq/28062014
2. MacKinnon, Mark. (2014, June 28). Iraq's Sunni leader vows to fight ISIL, after al-Maliki is gone. The Globe and Mail. Retrieved from http://www.theglobeandmail.com/news/world/iraq-launches-operation-against-sunni-insurgents-in-tikrit/article19384082/
3. Nordland Rod. (2014, June 30). Russian Jets And Experts Sent to Iraq To Aid Army. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2014/06/30/world/middleeast/iraq.html?_r=0
4. Whitlock, Craig. (2014, July 3). Pentagon leaders: Iraq probably needs outside help to retake seized territory. The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/national-security/pentagon-leaders-iraq-probably-needs-outside-help-to-retake-seized-territory/2014/07/03/c28e34a8-02d0-11e4-8572-4b1b969b6322_story.html
------------------------------

วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซียในวิกฤตยูเครนเป็นสงครามเย็นหรือไม่ (ตอนจบ)

พฤษภาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
            ในบทความ 2 ตอนแรก ได้อธิบายเปรียบเทียบอย่างชัดเจนว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียในวิกฤตยูเครน ไครเมีย มีทั้งลักษณะที่คล้ายสงครามเย็นกับส่วนที่ไม่เหมือน และมีข้อสรุปว่าไม่ใช่สงครามเย็น
            สิ่งหนึ่งที่ประชาชนควรเข้าใจคือ เรื่องราวที่ปรากฏผ่านสื่อสาธารณะทั้งหมดอาจไม่ได้โยงกับสงครามเย็นโดยตรงเสมอไป แต่พูดในทำนองเปรียบเทียบความใกล้เคียง หรือให้เห็นภาพคล้ายกัน ซึ่งเป็นการชี้นำความคิดอย่างหนึ่ง ชวนให้นึกถึงสงครามเย็น
            นอกจากนี้ พึงระลึกเสมอว่า ผู้ใช้คำว่า “สงครามเย็น” อาจเป็นการใช้ผิดโดยไม่เจตนาเนื่องจากเป็นความเข้าใจผิดส่วนตัว การพยายามทำให้ผู้อ่านเห็นภาพอย่างรวดเร็ว หรือเกิดจากการใช้ศัพท์เพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกถึงความรุนแรง ความสำคัญของเหตุการณ์

ผลจากการใช้คำว่าสงครามเย็น :
            ไม่ว่าการใช้คำว่า “สงครามเย็น” มาจากการใช้ผิดโดยเจตนาหรือไม่ ก่อให้เกิดผลโดยสังเขป ดังนี้
            ประการแรก เกิดการสร้างภาพฝ่ายถูก-ฝ่ายผิด
            การใช้คำว่า “สงครามเย็น” ทำให้ผู้รับข่าวสารโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เคยผ่านช่วงสงครามเย็น เกิดการตัดสินใจโดยปริยายว่ารัสเซียเป็นฝ่ายผิด สหรัฐฯ ในฐานะผู้นำโลกเสรี กำลังทำหน้าที่ปกป้องเสรีภาพ ความเสมอภาพของประชาชนอีกครั้ง เนื่องจากตลอดช่วงสงครามเย็นที่กินเวลายาวนานเกือบ 5 ทศวรรษ รัฐบาลของประเทศโลกเสรีจะกล่อมเกลาให้ประชาชนเห็นว่าฝ่ายสังคมนิยมเป็นสิ่งชั่วร้าย เป็นพวกเผด็จการ ศัตรูของศาสนา จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน

            ในเหตุการณ์วิกฤตยูเครน ไครเมีย สื่อหลายสำนักเสนอข่าวในทำนองว่ารัฐบาลโอบามาอ่อนแอ นักการเมืองหลายประเทศเตือนว่าหากสหรัฐฯ ไม่ตอบโต้อย่างแข็งกร้าวจะเป็นเหตุให้รัสเซียปีกกล้าขาแข็ง เป็นภัยคุกคามต่อประเทศอื่นๆ ในยุโรป และเป็นตัวอย่างไม่ดีแก่ประเทศอื่นๆ ที่อาจเลียนแบบ บางคนถึงกับโยงมาฝั่งเอเชีย ว่าจีนอาจบุกยึดหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุที่กำลังพิพาทระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ทั้งหมดนี้ให้ภาพว่ารัสเซียเป็นฝ่ายผิดเป็นฝ่ายรุกราน ส่งกระทบต่อความมั่นคงโลก
            ทางด้านรัสเซีย รัฐบาลของประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ก็พยายามวาดภาพให้เห็นว่า “พวกตะวันตก” คือตัวปัญหา และเป็นผู้สร้างปัญหามาหลายศตวรรษแล้ว พวกตะวันตกคือพวกจักรวรรดินิยม เข้ารุกราน ยึดครอง ขูดรีดผลประโยชน์จากประเทศที่อ่อนแอกว่า รัฐบาลปูตินเป็นผู้สร้างชาติ สร้างความเจริญ แต่ชาติตะวันตกนำมาซึ่งความหายนะ
            จะเห็นว่าทั้ง 2 ฝ่ายต่างพยายามชี้ว่าตนเป็นฝ่ายถูก ฝ่ายตรงข้ามเป็นฝ่ายผิด

            ประการที่สอง เกิดการเลือกข้างโดยปริยาย
            นายอาร์เซนีย์ ยัตเซนยุค (Arseny Yatsenyuk) รักษาการนายกรัฐมนตรียูเครน ร้องขอให้ชาติตะวันตกและประชาคมโลกช่วยปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน ส่วนอดีตนายกฯ นางยูลิยา ทีโมเชงโก (Yulia Tymoshenko) กล่าวว่า “ดิฉันคิดว่าวันนี้ไม่ใช่เรื่องที่ยูเครนจะสูญเสียไครเมีย แต่โลกจะสูญเสียความมั่นคงหากไม่ทำอะไรสักอย่างต่อสถานการณ์ในขณะนี้ ... วันนี้เครมลิน (รัฐบาลรัสเซีย) ได้ประกาศทำสงครามแล้ว ไม่ได้ประกาศต่อไครเมีย หรือต่อยูเครน แต่ประกาศทำสงครามกับโลก” ในอีกวาระหนึ่ง อดีตนายกฯ ทีโมเชงโก กล่าวเรียกร้องให้ชาติตะวันตกร่วมกันต่อต้านประธานาธิบดีปูติน ชี้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้น “ไม่เพียงเป็นอันตรายต่อประเทศยูเครนเท่านั้น ส่วนอื่นๆ ของยุโรปตะวันออกจะตกอยู่ในอันตรายด้วย” ย้ำว่า “จะเรียกร้องต่อบรรดาผู้นำโลกประชาธิปไตยใช้มาตรการขั้นรุนแรงที่สุดเพื่อหยุดยั้งผู้รุกราน”
            คำกล่าวของนายกฯ รักษาการกับอดีตนายกฯ ยูเครนทั้ง 2 ท่าน ต่างมุ่งชี้ว่าชาติตะวันตกซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยกับโลก จะต้องร่วมกันต่อต้านรัสเซีย เท่ากับได้แบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน คือ ทุกประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ที่เป็นมิตรกับชาติตะวันตกจะต้องร่วมกันต่อต้านรัสเซีย

            พฤติกรรมของรัสเซียเป็นภัยคุกคามต่อ “โลก” หรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์ได้หลากหลายแง่มุม แต่การนำเสนอของนักการเมือง ผ่านสื่อดังตัวอย่างข้างต้น ค่อนข้างชัดเจนว่ามีเป้าหมายให้ “คนทั้งโลก” ต่อต้านรัสเซีย ช่วยคนทั้งโลกตัดสินใจว่าควรทำอย่างไร

            ในสมัยสงครามเย็น รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่คิดจะทำสงครามเต็มรูปแบบกับสหภาพโซเวียต แต่ตลอดเวลาได้ใช้การโฆษณาชวนเชื่อเป็นเครื่องมือ ร่วมกับอำนาจเศรษฐกิจ ปฏิบัติการลับ (Covert Action) เพื่อสร้างปัญหา บ่อนทำลายสหภาพโซเวียตกับบริวารอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการพัฒนาเศรษฐกิจกับการทหาร บั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพโซเวียตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยรวมแล้วคือต้องการลดอำนาจอิทธิพลของขั้วสังคมนิยมโซเวียต
            ด้านฝ่ายสหภาพโซเวียตก็อาศัยการโฆษณาชวนเชื่อเช่นกัน พยายามนำเสนอว่าฝ่ายตนต้องการลดการแข่งขันสะสมอาวุธ พยายามหลีกเลี่ยงสงครามนิวเคลียร์ สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีชนชั้น พลเมืองผิวสีในสหรัฐฯ ไม่ได้รับความเท่าเทียมดังอุดมการณ์ประชาธิปไตย

            แม้ว่าในยุคนี้จะผ่านพ้นสงครามเย็นมานานแล้ว นายสตีเฟ่น เลนด์แมน (Stephen Lendman) ชี้ว่าสิ่งหนึ่งที่สื่อชาติตะวันตกทำอย่างต่อเนื่องนับจากสงครามเย็นจนถึงปัจจุบัน คือ การโฆษณาชวนเชื่อ บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร หลอกหลวงประชาคมโลกอย่างเป็นระบบ ไม่ต่างจากทางการรัสเซียที่ยังใช้การโฆษณาชวนเชื่อเป็นเครื่องมือดังที่กระทำเรื่อยมา

ทั้งสหรัฐฯ กับรัสเซียต่างพยายามช่วงชิงผลประโยชน์ใส่ตน :
            ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียในวิกฤตยูเครน ไครเมีย สหรัฐฯ กับชาติตะวันตกกล่าวหาว่ารัฐบาลรัสเซียกระทำการอันไม่ชอบธรรม ส่งกองกำลังติดอาวุธนับหมื่นเข้าไครเมีย ช่วยจัดตั้งรัฐบาลไครเมียชุดใหม่ที่สนับสนุนตน จนกระทั่งผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐรัสเซียในที่สุด
            นาย Alex Lantier แสดงทัศนะว่ารัฐบาลสหรัฐฯ พยายามโฆษณาชวนเชื่อด้วยการแสดงตนว่าเป็นผู้ปกป้องสันติภาพโลก ปกป้องอธิปไตยยูเครน แต่ไม่ได้พูดถึงการโค่นล้มรัฐบาลของประธานาธิบดียานูโควิช โดยกองกำลังขวาจัด จนได้รัฐบาลรักษาการชุดปัจจุบันที่อิงฝ่ายชาติตะวันตกอย่างแนบแน่น
            ประธานาธิบดีโอบามาโจมตีประธานาธิบดีปูตินว่าใช้กำลังข่มเหงประเทศที่เล็กกว่า ผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย แต่ในความจริงแล้วสหรัฐฯ เป็นประเทศที่ดำเนินลักษณะเช่นนี้เหมือนกัน เข้าแทรกแซงกิจการของประเทศอื่น สนับสนุนโค่นล้มรัฐบาลหลายประเทศที่เป็นปรปักษ์ทั้งแบบทางตรงทางอ้อม มีหลักฐานเรื่องเหล่านี้มากมาย การล้มรัฐบาลประธานาธิบดียานูโควิชคือกรณีล่าสุด

            ประธานาธิบดีปูตินเชื่อว่าการล้มรัฐบาลยานูโควิชครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์ซ้ำเดิมที่ชาติตะวันตกอยู่เบื้องหลัง เหมือนครั้งสมัย Orange Revolution เมื่อปี 2004 ที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งประท้วงผลการเลือกตั้ง จนที่สุดแล้วต้องเลือกตั้งใหม่และได้ประธานาธิบดีที่อิงชาติตะวันตก
            การเข้าใจวิกฤตยูเครน ควรมองย้อนหลังอย่างน้อย 10 ปี คือเมื่อ 10 ปีก่อน องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือหรือนาโต ได้เชิญชวนยูเครนเข้าร่วมกลุ่ม แต่รัสเซียต่อต้านมาโดยตลอด ด้วยเกรงว่าตนจะถูกโดดเดี่ยว ทางด้านนาโตแจงว่าการเข้าเป็นสมาชิกไม่ใช่เรื่องพันธมิตรทางทหารเท่านั้น เพราะมีความร่วมมือหลากหลายด้าน ยกเรื่องกองกำลังรักษาสันติภาพ ที่ยุโรปมีปฏิบัติการในเซอร์เบียเมื่อปี 1999 และการต่อต้านการก่อการร้าย
            เมื่อฝ่ายตะวันตกไม่สามารถใช้นาโตเพื่อดึงยูเครนเข้าพวก เพราะโจ่งแจ้งเกินไป เป็นเรื่องความมั่นคงทางทหารโดยตรง และใช่ว่านักการเมืองยูเครนทุกคนจะเห็นดีเห็นงาม จึงปรับเปลี่ยนโดยนำเรื่องเศรษฐกิจเป็นตัวนำ เสนอให้มีความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสหภาพยุโรป (อียู) กับยูเครน สอดคล้องกับความต้องการของพัฒนาเศรษฐกิจอันอ่อนแอของยูเครน

            หากยูเครนร่วมมือทางเศรษฐกิจกับอียู อียูย่อมจะมีอิทธิพลต่อยูเครนมากขึ้น ยูเครนจะกลายเป็นประเทศลำดับที่ 12 ของบรรดาประเทศที่เคยเป็นพันธมิตรหรือส่วนหนึ่งของอดีตสหภาพโซเวียตมาก่อน แล้วมาเข้าร่วมกับอียู ในมุมมองของรัสเซียเห็นว่านับวันมิตรประเทศของตนจะลดน้อยถอยลง ในขณะที่อียูใหญ่โตขึ้น

            อีกประเด็นที่สำคัญคือ รัสเซียมีฐานทัพเรือขนาดใหญ่ ที่เซวาสโตโพล (Sevastopol) ในเขตไครเมีย เป็นฐานทัพเก่าแก่ที่สำคัญของรัสเซียตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 19 เป็นท่าเรือน้ำอุ่นเพียงแห่งเดียวที่อยู่ในฝั่งยุโรป ฐานทัพเรือดังกล่าวรัฐบาลรัสเซียเช่าจากรัฐบาลยูเครน หากรัสเซียต้องสูญเสียไครเมีย อาจต้องสูญเสียฐานทัพเรือดังกล่าวด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้นพลังอำนาจของกองทัพเรือจะถูกบั่นทอนอย่างรุนแรง ความมั่นคงทางทหารของรัสเซียจะถูกกระทบอย่างประเมินค่าไม่ได้ จึงไม่อาจยอมให้ยูเครนเข้ากลุ่มนาโตหรืออียูโดยเด็ดขาด ถือว่าเป็น “เส้นต้องห้าม”
            ข้อสรุปของเรื่องนี้คือ ทั้งสหรัฐฯ กับรัสเซียต่างหวังจะมีอิทธิพลต่อยูเครน ทั้ง 2 ประเทศต่างพยายามช่วงชิงผลประโยชน์ใส่ตน โดยใช้กลยุทธ์ต่างๆ ตามบริบทที่แต่ละฝ่ายเห็นชอบ นายสตีเฟ่น เลนด์แมน ให้ข้อสรุปว่า การต่อสู้ช่วงชิงระหว่าง 2 มหาอำนาจยังไม่สิ้นสุดเบ็ดเสร็จ ทุกวันนี้สหรัฐฯ ยังเป็นฝ่ายรุก ส่วนรัฐบาลปูตินกำลังปกป้องอธิปไตยของตน

บรรดาชาติมหาอำนาจล้วนขยายอำนาจอิทธิพลเหนือประเทศอื่นๆ :
            ประวัติศาสตร์หลายร้อยปีที่ผ่านมาชี้ว่า ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ย่อมมีการช่วงชิงผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ชาติมหาอำนาจมีผลประโยชน์ที่ต้องการ ที่ต้องรักษามาก บ่อยครั้งที่ชาติมหาอำนาจเผชิญหน้าระหว่างกัน ผ่านสถานการณ์ บริบทต่างๆ

            ยุทธศาสตร์การเอาชนะในยุคนี้ไม่เน้นการรบช่วงชิงดินแดน (ยกเว้น กรณีไครเมียที่กำลังกล่าวถึง เพราะเกี่ยวข้องกับที่ตั้งฐานทัพเรือ แต่ที่สุดแล้วคือเรื่องของการมีอิทธิพลเหนือยูเครน) แต่เป็นการจัดระเบียบโลกที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองให้มากที่สุด ด้วยการทำสงคราม โค่นล้มรัฐบาลประเทศๆ ที่ตั้งตัวเป็นศัตรู รวมทั้งการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อบรรลุเป้าหมาย
            ที่สำคัญคือประเทศจะต้องแผ่อิทธิพลอำนาจ ทำให้ประเทศทั้งหลายมาอยู่ร่วมเป็นพวกเดียวกัน ร่วมกันกำจัดการศัตรูทีละประเทศ บีบให้ศัตรูอยู่ภายใต้อำนาจการควบคุม หรือกล่าวให้ชัดคือต้องเปลี่ยนรัฐบาลของประเทศทั้งหลายให้ดำเนินนโยบายที่เป็นมิตรกับตน อยู่ใต้อำนาจให้มากที่สุด

            การแผ่อิทธิพลบ่อยครั้งจำต้องอาศัยบริบท หรือสร้างสถานการณ์ขึ้นมา หากหยิบยกสหรัฐฯ เป็นกรณีตัวอย่าง สามารถอธิบายว่า นับจากสิ้นสงครามเย็นจนถึงปัจจุบัน อิทธิพลของอเมริกาขึ้นๆ ลงๆ ในช่วงต้นสหัสวรรษ เมื่อเกิดเหตุการณ์ 9/11 อิทธิพลสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด ผ่านนโยบายต่อต้านการก่อการร้ายสากล เข้าทำสงครามกับอิรักและอัฟกานิสถาน พยายามดึงทุกประเทศเข้ามาเป็นมิตร ถือว่าหากไม่ช่วยต่อต้านผู้ก่อการร้ายก็เท่ากับเป็นศัตรู
            ต่อมาเมื่อเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 ฐานะเศรษฐกิจการคลังอ่อนแอ รัฐบาลจำต้องลดภาระค่าใช้จ่าย รวมถึงการปรับลดงบประมาณกลาโหม ปัญหาตกค้างจากการทำสงครามในอิรักกับอัฟกานิสถาน รัฐบาลโอบามาผู้รับมรดกตกทอดจากรัฐบาลชุดก่อนจึงมุ่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ จำกัดงบประมาณกลาโหม ไม่พยายามใช้พลังอำนาจทางทหาร จนหลายรัฐบาลหลายประเทศวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา

            แท้ที่จริงแล้ว รัฐบาลโอบามายังต้องการแผ่อิทธิพลเหนือประเทศอื่นๆ แต่ในยามนี้มีเครื่องมือจำกัดเมื่อเทียบกับรัฐบาลชุดก่อน อีกทั้งไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องใช้มาตรการรุนแรงจัดการรัสเซีย เนื่องจากรัฐบาลรักษาการยูเครนในขณะนี้มีนโยบายอิงตะวันตกอยู่แล้ว และเชื่อว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนพฤษภาคมจะได้รัฐบาลที่อิงชาติตะวันตกด้วย ถือว่าบรรลุเป้าหมายในระดับหนึ่ง ส่วนรัฐบาลปูตินได้ไครเมียกลับมาอยู่กับตน

            ถ้ามองในกรอบกว้าง สหรัฐฯ กับรัสเซียไม่ได้เผชิญหน้าเฉพาะกรณียูเครนที่เพิ่งกลายเป็นประเด็นร้อน ก่อนหน้านี้ 2 ประเทศ มีการเผชิญหน้า มีความขัดแย้งในเวทีอื่นๆ อยู่แล้ว เช่น สงครามกลางเมืองในซีเรีย กรณีโครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่าน ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีน น่าแปลกใจที่ไม่มีใครพูดว่าความขัดแย้งเหล่านี้เป็นสงครามเย็น และหากจะวิเคราะห์ให้ถึงที่สุด แท้ที่จริงแล้ว “สงครามเย็น” ก็คือ การช่วงชิงอำนาจ ช่วงชิงผลประโยชน์ของ 2 อภิมหาอำนาจในสมัยนั้นนั่นเอง ไม่ต่างจากสถานการณ์ในปัจจุบัน เพียงแต่ต่างกันในแง่จะนำเสนอเรื่องราวอย่างไร จะให้ประชาชนรับรู้อย่างไร เรื่องเหล่านี้เป็นโฆษณาชวนเชื่อ เป็นส่วนหนึ่งของสงคราม เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อช่วงชิงผลประโยชน์ดังที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน

            ความเข้าใจเรื่องสงครามเย็นอาจเป็นประเด็นไกลตัวสำหรับหลายคน แต่ในยามเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นและพาดพิงเรื่องราวในอดีต สังคมควรมีการอธิบายเรื่องราวต่างๆ ให้คนทั่วไปรับรู้ เข้าใจความจริงโดยไม่บิดเบือน เพราะความรู้ สติปัญญาเป็นพลังอำนาจอย่างหนึ่งของชาติ เป็นการสร้างสังคมอุดมปัญญา เป็นรากฐานสำคัญของสังคมที่เจริญยั่งยืน
---------------------------



3.ยูเครนวิกฤตรัสเซียสู้ไม่ถอย (Ookbee)
            ยูเครนเป็นประเทศที่น้อยคนจะรู้จัก เดิมเป็นส่วนหนึ่งของอดีตสหภาพโซเวียต เริ่มเป็นรัฐอธิปไตยหลังสิ้นสุดสงครามเย็น ตั้งแต่ปลายปี 2013 เกิดความขัดแย้งทางการเมืองที่บานปลายจนรัสเซียส่งกองกำลังเข้ายึดไครเมีย และเกิดสงครามกลางเมืองขนาดย่อมในฝั่งตะวันออกของประเทศ แต่ความสำคัญของสถานการณ์ยูเครนในขณะนี้คือการเผชิญหน้า ความขัดแย้งระหว่างชาติมหาอำนาจ 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือรัสเซีย อีกฝ่ายคือสหรัฐฯ กับพันธมิตรอียู การเผชิญหน้าครั้งนี้อาจรุนแรงยืดเยื้อกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเนื่องจากรัฐบาลรัสเซียสู้ไม่ถอย

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป


บรรณานุกรม ตอนจบ :
1. Cohen, Stephen F. (2009). Soviet fates and lost alternatives : from Stalinism to the new Cold War. New York: Columbia University Press.
2. Fakiolas, Efstathios T. (2012). International Politics in Times of Change. Tzifakis, Nikolaos. (Ed.). Berlin: Springer-Verlag Berlin Heidelberg.
3. Leffler, Melvyn P. (2007). For the Soul of Mankind: The United States, the Soviet Union, and the Cold War. New York: Hill and Wang.
4. Lendman, Stephen. (2014, March 21). Anti-Russian Media Wars. Now the Confrontation Moves East to “New Russia”. Retrieved from http://www.globalresearch.ca/anti-russian-media-wars/5374705
5. Longworth, Philip. (2005). Russia: The Once and Future Empire From Pre-History to Putin. New York: St. Martin’s Press.
6. Moldavanova, Alisa. (2013). Public Perception of the Sea Breeze Exercises and Ukraine’s Prospects in the Black Sea Region. Retrieved from http://fmso.leavenworth.army.mil/Collaboration/international/Ukraine/Sea-Breeze-exercise.pdf
7. Russia tightens grip on Crimea as West scrambles to respond. (2014, March 3). Fox News/AP. Retrieved from http://www.foxnews.com/world/2014/03/03/russia-tightens-grip-on-crimea-as-west-scrambles-to-respond/
8. The knight Putin and the mad dragon of the West. (2014, March 24). Pravda.ru. Retrieved from http://english.pravda.ru/russia/politics/24-03-2014/127149-knight_putin-0/
9. Tymoshenko urges hard Western line against Russia. (2014, March 16). AFP. Retrieved from http://news.yahoo.com/tymoshenko-urges-hard-western-line-against-russia-111425447.html
10. Ukraine Separatists Hold Ground as U.S. Eyes Sanctions. (2014, April 21). Bloomberg. Retrieved from http://www.bloomberg.com/news/2014-04-20/ukraine-separatists-hold-ground-as-u-s-eyes-sanctions.html
11. Yulia Tymoshenko: 'Kremlin has declared war'. (2014, March 11). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/programmes/talktojazeera/2014/03/yulia-tymoshenko-kremlin-declared-war-20143715542330860.html
-------------------------------

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซียในวิกฤตยูเครนเป็นสงครามเย็นหรือไม่ (ตอนที่ 2)

พฤษภาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
             ผู้ที่เคยอยู่ในช่วงสงครามเย็นหรือได้ศึกษาเรื่องราวโดยละเอียด จะรับรู้เหมือนกันว่าสงครามเย็นเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน เป็นช่วงเวลาแห่งความหวาดกลัวภัยสงคราม ถ้าเป็นประเทศในกลุ่มประชาธิปไตยจะรับรู้ถึงภัยคุกคามจากลัทธิสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญหากพูดว่าสงครามเย็นกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง
            เมื่อพิจารณา ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซียต่อสถานการณ์ในยูเครน มีลักษณะหลายอย่างคล้ายสงครามเย็น เช่น เป็นการเผชิญหน้าระหว่าง 2 ชาติมหาอำนาจโดยตรง ทั้งคู่ต้องการแผ่ขยายอิทธิพลทั้งต่อประเทศยูเครนในทุกด้าน ทั้ง 2 ประเทศมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในมือ แต่ระมัดระวังผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากสถานการณ์บานปลาย โดยเฉพาะการปะทะด้วยกำลังทหาร
            ภายใต้ลักษณะที่เหมือนหรือคล้ายกันหลายประการ ยังมีลักษณะที่แตกต่าง ไม่เหมือนสงครามเย็น บทความตอนนี้จะนำเสนอลักษณะแตกต่างเหล่านี้

ลักษณะที่แตกต่างจากสงครามเย็นในอดีต :
            จากการศึกษาพบว่าวิกฤตยูเครน การแยกตัวออกของไครเมีย มีลักษณะที่แตกต่างจากสงครามเย็นในอดีต ดังนี้
            ประการแรก ไม่ใช่ความขัดแย้งอันเนื่องจากอุดมการณ์ทางการเมือง
            เมื่อเริ่มต้นสงครามเย็นนั้น รัฐบาลโซเวียตประกาศอย่างชัดเจนว่าจะเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ สร้างระบบสังคมนิยมโลก แต่การแผ่ขยายเกิดขึ้นในช่วงแรกของสงครามเย็นเท่านั้น และเมื่อเข้าสู่ปลายทศวรรษ 1980 ระบอบคอมมิวนิสต์เริ่มล่มสลายในยุโรปตะวันออก จนในที่สุดสหภาพโซเวียตก็ล่มสลายด้วย
            เหตุการณ์สำคัญที่สร้างความวิตกกังวลแก่รัฐบาลสหรัฐฯ คือการที่รัฐบาลโซเวียตใช้อำนาจทหาร อำนาจการเมืองผนวกหลายประเทศในยุโรปตะวันออกเข้าเป็นพวกเดียวกันตน ในเรื่องนี้นักวิชาการในระยะหลังหลายคนอธิบายว่าเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลโซเวียตกระทำการดังกล่าว ไม่ใช่เพื่อการเผยแผ่ลัทธิการเมือง แต่ต้องการสร้างรัฐกันชน (buffer state) เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่โซเวียต เมืองสำคัญๆ หลายเมืองทุกทำลายราบ มีผู้เสียชีวิตกว่า 30 ล้าน เมื่อสิ้นสงครามรัฐบาลโซเวียตจึงให้ความสำคัญกับการสร้างรัฐกันชน เป็นยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ เพื่อลดความสูญเสียหากเกิดสงครามในอนาคต
            แต่ประธานาธิบดีแฮร์รี เอส. ทรูแมน (Harry S. Truman) ตีความว่านี่คือการขยายลัทธิสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ดำเนินหลักนิยมทรูแมน (Truman Doctrine) ปิดล้อมการแผ่ขยายของคอมมิวนิสต์
            ถ้าจะวิเคราะห์กันอย่างจริงๆ จังๆ การอธิบายว่าสงครามเย็นเป็นความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์การเมืองจึงเป็นเรื่องซับซ้อน

            หากมองจากมุมมองของผู้นำโซเวียตตั้งแต่ผู้นำสตาลินจนถึงผู้นำมิคาอิล กอร์บาชอฟ  (Mikhail Gorbachev) โซเวียตต้องการและมีเป้าหมายให้โลกเป็นสังคมนิยม ด้วยการสนับสนุนด้านความคิด การเมือง ไม่ใช่ด้วยการทำสงครามระหว่างประเทศ และเห็นว่าแม้มีระบอบเศรษฐกิจการเมืองแตกต่างกัน ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม และอื่นๆ บนผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งยังเชื่อว่าสภาพที่โลกอยู่ด้วยกันโดยสงบสุข สังคมนิยมกับทุนนิยมมีความสัมพันธ์ต่อกันจะเอื้ออำนวยให้ประเทศทุนนิยมเปลี่ยนมาเป็นสังคมนิยมได้ง่ายกว่า
            แต่รัฐบาลโลกเสรีนิยมในยุคสงครามเย็น มักชี้ว่าโซเวียตต้องการแผ่ขยายลัทธิคอมมิวนิสต์ไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อประเทศเสรีนิยมประชาธิปไตย

            ในเรื่องนี้พอจะอธิบายได้ว่า ผู้นำโซเวียตในยุคสงครามเย็นไม่หวังที่จะเปลี่ยนโลกให้เป็นสังคมนิยมด้วยการใช้กำลังความรุนแรง อาจเป็นเพราะเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ หรือพวกตนยังไม่พร้อม สหภาพโซเวียตกับพันธมิตรยังอยู่ในภาวะต้องการฟื้นฟูจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศหรือรัฐบริวารที่เข้าระบบสังคมนิยมยังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงขั้นต้นเท่านั้น ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ มุ่งมองว่าสหภาพโซเวียตเป็นภัยคุกคามสำคัญเร่งด่วน จำต้องต่อต้านให้ถึงที่สุด
            ความที่รัฐบาลสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายปิดล้อม ต้องการต่อต้านค่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์จนถึงที่สุด ทำให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นคือการเผชิญหน้าที่ยาวนานกว่า 4 ทศวรรษของค่ายเสรีนิยมกับสังคมนิยมในช่วงปี 1945-1991 ต่างฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน มองอีกฝ่ายเป็นศัตรูอยู่ตลอดเวลา เห็นว่าฝ่ายหนึ่งต้องการโค่นล้มอีกฝ่ายหนึ่ง ความหวาดระแวงต่อกันเป็นอุปสรรคต่อการปรับความสัมพันธ์ และก่อให้เกิดการเผชิญหน้าในหลายมิติ หลายเหตุการณ์
            เมื่อพิจารณาสถานการณ์ความขัดแย้งกรณียูเครน มีข้อสรุปชัดเจนว่า รัสเซียในปัจจุบันไม่ใช่สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ จึงไม่ใช่ความขัดแย้งอันเนื่องจากอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างแน่นอน การที่รัสเซียส่งกองกำลังควบคุมไครเมีย และผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียก็ด้วยเหตุผลทางด้านความมั่นคงเป็นสำคัญ

            ประการที่สอง รัสเซียในปัจจุบันไม่ยิ่งใหญ่ดังเช่นอดีต
            ดังที่ได้กล่าวในตอนแรกแล้วว่า การล่มสลายของสหภาพโซเวียตเมื่อต้นทศวรรษ 1990 ส่งผลลดทอนอำนาจอิทธิพลอย่างมาก สหภาพโซเวียตแตกออกเป็นหลายประเทศ ชื่อเสียงในฐานะอภิมหาอำนาจสูญสิ้น เมื่อรัสเซียเริ่มต้นเป็นประเทศประชาธิปไตย ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีบอริส เยลซิน (Boris Yeltsin) เศรษฐกิจประเทศอยู่ในภาวะย่ำแย่มาก ฐานะการคลังอยู่ในสภาพเกือบล้มละลาย แต่รัสเซียยังได้ชื่อว่าเป็นมหาอำนาจ หลายอย่างเป็นผลพวงจากอดีต เช่น การเป็นสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ มีอาวุธนิวเคลียร์ ยังเป็นประเทศที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ได้ลดระดับจากอภิมหาอำนาจมาเป็นชาติมหาอำนาจลำดับรอง ที่ยังแสดงบทบาทในสถานการณ์โลกอย่างสม่ำเสมอ
             เมื่อเปรียบเทียบพลังอำนาจด้านต่างๆ กับสหรัฐฯ รัสเซียในปัจจุบันอยู่ในฐานะเป็นรอง ไม่ว่าเรื่องอำนาจเศรษฐกิจ อำนาจทางทหารและการเมืองระหว่างประเทศ รัสเซียในปัจจุบันยังอยู่ในภาวะฟื้นฟู พัฒนาประเทศในทุกด้านให้กลับมายิ่งใหญ่เช่นเดิม และกำลังก้าวขึ้นมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะตั้งแต่นายวลาดิมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) ได้เป็นผู้นำบริหารประเทศอย่างยาวนานหลายสมัยตั้งแต่เมื่อสิ้นปี 1999 เป็นต้นมา

            นักวิชาการบางคนเห็นว่า รัสเซียมีแนวโน้มเป็นชาติอำนาจนิยมและจักรวรรดินิยม เนื่องจากประวัติศาสตร์รัสเซียเคยเป็นประเทศที่มีอาณาเขตมากที่สุดในโลก เคยควบรวมอาณาจักรข้างเคียงมารวมเป็นประเทศเดียวกับตน ดังนั้น ในความคิดของรัสเซียยังต้องการแสดงความมีอำนาจและการแผ่ขยายอำนาจอยู่เสมอ แต่บางคนเห็นตรงข้าม เช่น นาย Efstathios T. Fakiolas ชี้ว่า รัสเซียในปัจจุบันไม่ได้เป็นอภิมหาอำนาจอีกแล้ว อำนาจรัสเซียในปัจจุบันไม่สามารถครอบงำโลกในยุคโลกาภิวัตน์ ไม่สามารถสร้างค่ายหรือขั้วเพื่อต่อต้านสหรัฐฯ ดังสมัยสงครามเย็น หรือต่อต้านโลกาภิวัตน์
            รัฐบาลปูตินอาจมีเป้าหมายต้องการให้รัสเซียกลับมาอยู่ในสถานะที่เท่าเทียมกับมหาอำนาจอื่นๆ ด้วยการพัฒนาประเทศในทุกด้าน ปฏิรูปในส่วนที่ยังอ่อนแอไม่สมบูรณ์ และมีบทบาทในเวทีโลก แต่ ณ วันนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น ยังคงต้องติดตามต่อไปว่ารัสเซียจะสามารถพัฒนาประเทศ ระบอบการเมืองการปกครองให้เป็นชาติมหาอำนาจที่เจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนได้หรือไม่
            รัสเซียในปัจจุบันจึงไม่ยิ่งใหญ่ ไม่มีศักยภาพเป็นภัยคุกคามร้ายแรงดังเช่นสมัยสงครามเย็นอีกแล้ว แต่เป็นอีกประเทศหนึ่งที่อยู่ภายใต้บริบทโลกาภิวัตน์ไม่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ

            ประการที่สาม รัสเซียในปัจจุบันมีเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับตลาดโลก
            รัสเซียมีข้อได้เปรียบตรงที่ประเทศมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล ปัจจุบันยังเป็นประเทศที่มีอาณาเขตใหญ่ที่สุดในโลก อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีก๊าซธรรมชาติสำรองมากเป็นลำดับที่ 1 และมีถ่านหินมากเป็นลำดับที่ 2 ของโลก มีน้ำมันสำรองร้อยละ 18 ของน้ำมันทั้งโลก คาดว่าจะเป็นผู้ส่งออกพลังงานรายสำคัญของโลกได้อีกหลายทศวรรษ
            ความที่เป็นผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่ของโลก รัฐบาลปูตินจึงใช้การส่งออกพลังงานเพื่อสร้างรายได้แก่ประเทศ เป็นเครื่องมือดำเนินนโยบายต่างประเทศ การเติบโตทางเศรษฐกิจในขณะนี้จึงขึ้นอยู่กับการส่งออกพลังงาน แร่ธาตุ (ราว 2 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด) และมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ กล่าวได้ว่าเศรษฐกิจฟื้นฟูก็ด้วยการส่งออกพลังงาน แร่ธาตุ
            ในปีที่ผ่านมา รัสเซียสามารถผลิตและส่งออกน้ำมันมากที่สุดในโลก และจากสถานการณ์ที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบสูงโดยเฉลี่ย 113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รัสเซียจึงมีรายได้จากการส่งออกน้ำมันมากถึง 1.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อรวมการส่งออกก๊าซธรรมชาติ ซึ่งรัสเซียก็เป็นผู้ผลิตและส่งออกรายสำคัญที่สุดของโลก ทำให้การค้าระหว่างประเทศมีภาวะเกินดุลอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีเงินสำรองระหว่างประเทศมากเป็นอันดับที่สามของโลกรองจากจีนและญี่ปุ่น

            ตั้งแต่แรกเกิดวิกฤตยูเครน แม้ว่ารัสเซียจะแสดงอาการก้าวร้าวและทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนสุดท้ายผนวกเขตปกครองไครเมียซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยูเครน เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย ตลอดช่วงของพัฒนาการเหตุการณ์ดังกล่าว ชาติตะวันตกได้แต่กล่าวว่าจะใช้นโยบายโดดเดี่ยวรัสเซีย คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และได้ประกาศมาตรการบางอย่างที่มีผลน้อยมาก
            เหตุผลสำคัญที่ชาติตะวันตกไม่กล้าคว่ำบาตรอย่างจริงจัง นั่นเป็นเพราะว่าการคว่ำบาตรจะทำให้เกิดการตอบโต้ไปมาด้วยการคว่ำบาตรจากอีกฝ่ายหนึ่ง ระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันโดยเฉพาะระหว่างรัสเซียกับสหภาพยุโรป (อียู) ที่ต่างเป็นผู้ส่งออกและนำเข้าสำคัญของอีกฝ่าย ย่อมเห็นภาพอย่างชัดเจนว่าจะเกิดผลร้ายมากเพียงใดหากต่างไม่ค้าขายกับอีกฝ่าย
            อีกทั้งต้องไม่ลืมว่าเศรษฐกิจโดยรวมของอียูยังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวเท่านั้น หลายประเทศเพิ่งผ่านวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ 2-3 ปีก่อน การตอบโต้ทางเศรษฐกิจจึงมีโอกาสที่จะสร้างความเสียทางเศรษฐกิจแก่อียูอย่างมาก
            ในมุมกลับกัน หากการคว่ำบาตรทำให้คนงานอียูนับแสนต้องตกงาน รัสเซียอาจต้องเผชิญปัญหาไม่ต่างกันมากนัก และหากเศรษฐกิจอียูอ่อนแอย่อมจะกระทบต่อเศรษฐกิจรัสเซียเช่นกัน

            การเจรจาระหว่างนายจอห์น แคร์รี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กับนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเมื่อปลายเดือนมีนาคม เป็นการเจรจาอย่างเป็นทางการและจริงจังที่สุดนับจากเริ่มเกิดวิกฤติยูเครน สหรัฐฯ ยืนกรานว่ารัสเซียผนวกไครเมียนั้นผิดกฎหมายและไม่ชอบธรรม ด้านรัสเซียหวังจะให้ไครเมียจะกลับไปอยู่กับยูเครน ภายใต้รูปแบบสหพันธรัฐ (federal state) และยูเครนจะมีหลายเขตปกครองตนเอง ที่สามารถเลือกแนวทางเศรษฐกิจการเงิน สังคม ภาษา ศาสนาของตนเอง แต่สหรัฐฯ ไม่เห็นด้วยกับการให้ยูเครนเป็นกลาง เห็นว่าอนาคตของยูเครนต้องให้ยูเครนตัดสินใจเอง
            แม้ไม่สามารถยุติมูลเหตุความขัดแย้ง แต่ได้ “แช่แข็ง” สถานการณ์ไม่ให้บานปลาย และที่สำคัญคือ นับจากนี้ทั้งชาติตะวันตกกับรัสเซียจะไม่ตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตรเศรษฐกิจให้รุนแรงกว่าที่เป็นอยู่อีกต่อไป เพราะต่างรู้ดีว่าเสียหายด้วยกันทั้งคู่ ยิ่งคว่ำบาตรยิ่งตอบโต้ ต่างฝ่ายต่างยิ่งเสียหาย
            นี่คือระบบโลกยุคโลกาภิวัตน์ ระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกัน หากเศรษฐกิจประเทศหนึ่งเสียหายจะกระทบต่อเศรษฐกิจของอีกประเทศ ต่างจากระบบเศรษฐกิจในยุคสงครามเย็นที่แต่ละประเทศมักทำการค้าการลงทุนกับประเทศในขั้วเดียวกันเป็นหลัก ค่ายเสรีนิยมสามารถปิดล้อมทางเศรษฐกิจต่อค่ายคอมมิวนิสต์

            เมื่อพิจารณาคุณลักษณะที่แตกต่างจากสงครามเย็นในอดีต พบว่าความแตกต่างสำคัญที่เกิดขึ้น มาจากฝั่งของค่ายสังคมนิยมเป็นหลัก โดยเฉพาะผลจากการสิ้นสุดสหภาพโซเวียต อิทธิพลพลังอำนาจของรัสเซียในปัจจุบันอยู่ในช่วงฟื้นฟู ไม่ยิ่งใหญ่ดังเช่นอดีต ไม่ต้องการเผยแผ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ รัสเซียในปัจจุบันมีระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออก เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก เป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมืองเศรษฐกิจยุคโลกาภิวัตน์ หากวิกฤตยูเครนกระทบต่อเศรษฐกิจยุโรปหรือเศรษฐกิจโลก เท่ากับว่ากำลังกระทบต่อเศรษฐกิจตนเองในระดับเดียวกันหรือใกล้เคียง ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงภายในประเทศ

            วิกฤตยูเครนจึงไม่ใช่ความขัดแย้งแบบสมัยสงครามเย็นในอดีตอย่างแน่นอน โอกาสที่จะเกิดผลกระทบทางการเมืองระหว่างประเทศในระดับโลกมีน้อยและไม่รุนแรง ส่วนโอกาสที่จะตอบโต้ทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงนั้นมีน้อยเช่นกัน (อาจเกิดขึ้นในระยะสั้นๆ) เพราะทุกรัฐบาลต่างต้องการให้ประเทศตนมีเศรษฐกิจที่ดี การดูแลภาวะเศรษฐกิจในยุคนี้จึงมีความสำคัญเทียบเท่ากับการระวังไม่ให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ เพราะวิกฤตเศรษฐกิจส่งผลทำให้ผู้คนนับล้านประสบความทุกข์ยากแสนสาหัส แม้ไม่ตายฝ่ายร่างกายแต่ก็เหมือนกับผู้ที่ตายทั้งเป็น แม้บ้านเรือนสิ่งของไม่เสียหายแต่กลายเป็นคนไร้บ้านไร้สมบัติใดๆ
            ประเด็นสำคัญสุดท้ายที่ควรพิจารณาคือ เมื่อไม่เป็นสงครามเย็น แต่ทำไมผู้นำประเทศบางคน สื่อบางสำนัก จึงพูดพาดพิงถึงสงครามเย็น มีเหตุผลที่ลึกซึ้งหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะพิจารณาในตอนจบของเรื่องนี้
          [บทความทั้งหมดมี 3 ตอน ตอนต่อไป คือตอนจบ]
----------------------------

อ่านต่อ :

อ่านย้อนหลัง: 

บทความที่เกี่ยวข้อง :
            ความตึงเครียดจากสถานการณ์ยูเครนที่เริ่มต้นตั้งแต่ปลายปี 2013 จนนำสู่การเผชิญหน้าระหว่างชาติมหาอำนาจรัสเซียกับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างชัดเจน สหรัฐฯ กับพันธมิตรโดยเฉพาะอียูร่วมออกมาตรคว่ำบาตรรัสเซียหลายรอบ
            ข้อเขียนชิ้นนี้อธิบายนโยบายของสหรัฐฯ ต่อรัสเซียเพื่ออธิบายเหตุผลที่มาที่ไปของนโยบายปิดล้อมรัสเซีย การตอบโต้จากรัฐบาลปูติน นำสู่การวิเคราะห์องค์รวม ชี้ให้เห็นยุทธศาสตร์เชิงลึกของสหรัฐฯ ความพยายามจัดระเบียบโลกผ่านวิธีการต่างๆ จุดอ่อนของยุทธศาสตร์ปิดล้อม พลังอำนาจที่ถดถอยของสหรัฐฯ พร้อมกับคาดการณ์อนาคต

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม ตอนที่ 2:
1. Cohen, Stephen F. (2009). Soviet fates and lost alternatives : from Stalinism to the new Cold War. New York: Columbia University Press.
2. Fakiolas, Efstathios T. (2012). International Politics in Times of Change. Tzifakis, Nikolaos. (Ed.). Berlin: Springer-Verlag Berlin Heidelberg.
3. Putin warns West against sanctions, says Ukraine interim leader 'not legitimate. (2014, March 4). Fox News. Retrieved from http://www.foxnews.com/world/2014/03/04/putin-blames-unconstitutional-overthrow-yanukovych-for-crimea-crisis/
4. Roberts, Geoffrey. (1999). The Soviet Union in World Politics: Coexistence, Revolution and Cold War, 1945-1991. London: Routledge.
5. Samuels, Richard J. (Ed.). (2006). Cold War. In Encyclopedia Of United States National Security. (pp.135-138). California: Sage Publications, Inc.
6. US, Russia talks fail to end Ukraine deadlock. (2014, March 30). Businessweek/AP. Retrieved from http://www.businessweek.com/ap/2014-03-30/kerry-set-to-see-russian-fm-on-ukraine
7. Ukraine crisis: US-Russia deadlock despite 'frank' talks. (2014, March 30). BBC. Retrieved from http://www.bbc.com/news/world-europe-26814651
-------------------------