วันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

แท่นขุดเจาะ HYSY981 ของจีน โจทย์ของเวียดนาม และข้อเสนอทางออก

25 พฤษภาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6410 วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/1904463)
            นับจากทางการจีนติดตั้งแท่นขุดเจาะ Haiyang Shiyou-981 (HYSY981) ใกล้หมู่เกาะซีซา (Xisha Islands) หรือพาราเซล (Paracel Islands) เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม รัฐบาลเวียดนามดำเนินมาตรการหลายอย่างเพื่อผลักดันให้จีนถอนแท่นขุดเจาะดังกล่าว เช่น ใช้เรือเข้าขัดขวางแท่นขุดเจาะ การชุมนุมประท้วงภายในประเทศ กล่าวหาว่าจีนละเมิดอธิปไตยในหลายเวที แต่นับจากวันแรกจนบัดนี้ มาตรการทั้งหลายยังไม่ได้ผล รัฐบาลจีนยืนยันว่าอยู่ในน่านน้ำของตน

โจทย์ของเวียดนาม :
            เมื่อเวียดนามมองว่านี่คือการลุกล้ำอธิปไตย รัฐบาลเวียดนามย่อมไม่อาจทนอยู่นิ่งเฉย ประเด็นสำคัญที่ต้องตัดสินใจคือ จะตอบโต้อย่างไร จะต้องถึงขั้นทำสงครามหรือไม่ ที่ผ่านมายังไม่มีทีท่าว่าต้องการทำสงคราม ได้แต่ประกาศว่าจะปกป้องอธิปไตยถึงที่สุดด้วยสันติวิธี ซึ่งฟังดูแล้วย่อมเกิดคำถามว่า หากแก้ไขด้วยสันติวิธีแต่ไม่สามารถต้านการละเมิดอธิปไตย รัฐบาลเวียดนามจะปล่อยให้เป็นเช่นนี้หรือไม่ หรือในท้ายที่สุดจะต้องใช้กำลัง
            เมื่อศึกษาประวัติการใช้กำลัง พบว่าเวียดนามกับจีนเคยปะทะน้อยใหญ่หลายครั้งด้วยเหตุผลครอบครองหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ เหตุปะทะสำคัญครั้งแรกเกิดเมื่อเดือนมกราคม 1974 ทหารจีนที่ประจำบนเกาะวู้ดดี้ (Woody Island) หรือในภาษาจีนเรียกว่าหยิ่งซิง (Yongxing) ปะทะกับกองกำลังเวียดนามใต้บนเกาะ Duncan Island กองกำลังเวียดนามใต้หนีออกจากเกาะ และไปตั้งมั่นบนเกาะแห่งหนึ่งในหมู่เกาะสแปรตลีย์ (Spratly Islands)
            การปะทะรุนแรงอีกครั้งเกิดในปี 1988 ที่แนวปะการังจอห์นสัน (Johnson Reef) ในหมู่เกาะสแปรตลีย์ เรือรบเวียดนามหลายลำถูกจม ลูกเรือกว่า 70 นายเสียชีวิต
            เมื่อพิจารณาการใช้กำลัง พบว่าเวียดนามกับจีนเคยใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกันหลายครั้ง จีนเป็นฝ่ายได้ชัยในการปะทะครั้งใหญ่ 2 ครั้ง การใช้กำลังจึงไม่น่าจะเป็นทางการเลือกที่ดีของเวียดนามไม่ว่าจะเป็นในอดีตหรือปัจจุบัน
            เมื่อพิจารณาบรรดามาตรการทั้งหลาย มาตรการทางการทูตเป็นแนวทางที่เวียดนามใช้มากที่สุดในขณะนี้ โดยยกเหตุผลหลายข้อ เพื่อให้นานาชาติสนับสนุน
            เหตุผลข้อแรกคือ ชี้ว่าจีนทำผิดกฎหมาย คุกคามภูมิภาค
            นายเหงียน เติ๊น สุง (Nguyen Tan Dung) นายกรัฐมนตรีเวียดนามกล่าวในที่ประชุมสุดยอดอาเซียนที่ผ่านมาว่า การติดตั้งแท่นขุดเจาะในน่านน้ำของเวียดนาม เป็นภัยคุกคามสันติภาพ เสถียรภาพและเสรีภาพการเดินเรือ พร้อมกับเรียกร้องให้ชาติสมาชิกอาเซียนและประเทศอื่นๆ ทั่วโลกต่อต้านการกระทำดังกล่าว
            เทคนิคแรกที่เวียดนามใช้คือ พยายามขยายความว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เกิดเฉพาะกับเวียดนาม แต่กระทบต่อทั่วทั้งภูมิภาค
            เหตุผลที่สอง ถ้าไม่หยุดจีนตั้งแต่วันนี้ จีนจะรุกคืบต่อเนื่อง
            นาย Ngo Huu Phuoc นักวิชาการเวียดนามจาก Ho Chi Minh City Law University แสดงทัศนะว่า “ถ้าเราไม่ตอบโต้อย่างเด็ดขาดหรือแสดงความอ่อนแอต่อการรุกคืบของจีน จีนจะรุกคืบต่อ อ้างอธิปไตยเหนือน่านน้ำของเวียดนามในทะเลเวียดนามตะวันออกอย่างผิดๆ ต่อไป”
            เหตุผลข้อนี้เป็นการขยายความรุนแรงจากเหตุผลข้อแรก อาศัยการคาดการณ์ให้เห็นความร้ายแรงในอนาคต ที่จะกระทบต่อประเทศอื่นๆ มากขึ้น ความขัดแย้งจะทวีความซับซ้อนรุนแรง นายฝ่าม กวาง วิงห์ (Pham Quang Vinh) รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม ใช้หลักการนี้เตือนอาเซียนว่าจีนอาจติดตั้งแท่นขุดเจาะแบบเดียวกับ Haiyang Shiyou 981 ในจุดอื่นๆ ของทะเลจีนใต้
            ดังนั้น หากอาเซียนนิ่งเฉย ภัยจะถึงตัวแน่นอน จึงต้องช่วยเวียดนามตั้งแต่ตอนนี้

เวียดนามจับมือกับฟิลิปปินส์ ก้าวแรกของการอิงสหรัฐ :
            รัฐบาลเวียดนามได้ใช้มาตรการทางการทูตอย่างมีนัยสำคัญอีกครั้งเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อนายกฯ เหงียนได้ไปเยือนฟิลิปปินส์ กล่าวว่าเวียดนามกับฟิลิปปินส์ตัดสินใจต่อต้านการละเมิดอธิปไตยเวียดนามและ “เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ประชาคมโลกประณามจีนอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเรียกร้องให้จีนยุติการละเมิดโดยทันที” โดยเฉพาะการติดตั้งแท่นขุดเจาะ
            ด้านประธานาธิบดีอากีโนกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเชื่อว่าความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างฟิลิปปินส์กับเวียดนามช่วยให้พวกเราสามารถปกป้องทรัพยากรในทะเลได้ดียิ่งขึ้น”

            ท่าทีร่วมของ 2 ประเทศ คือ 2 รัฐบาลผู้มีหัวอกเดียวกัน มีข้อพิพาทกับจีนเรื่องการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ แม้ตามข่าวจะไม่มีการลงนามในข้อตกลงใดๆ เพียงแต่แสดงท่าทีต่อความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ และกล่าวว่าทั้ง 2 ประเทศจะเพิ่มความร่วมมือทุกด้าน อันเป็นท่าทีทั่วไปที่ทุกแต่ละรัฐบาลมักแสดงออกต่อกัน แต่สามารถตีความว่านี่คือการแสดงท่าทีว่าเวียดนามอิงสหรัฐมากขึ้น ด้วยการแสดงออกผ่านทางฟิลิปปินส์ เพราะเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์ภายใต้การนำของประธานาธิบดีเบนิกโน อากีโนที่ 3 แสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อจีนเรื่อยมา โดยมีรัฐบาลโอบามาให้การหนุนหลัง เป็นพันธมิตรด้านการป้องกันประเทศ เป็นท่าทีใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ที่เวียดนามมักระมัดระวังในการแสดงท่าใกล้ชิดสหรัฐ โดยเฉพาะความมั่นคงทางทหาร
            ลองจินตนาการว่า หากเวียดนามถูกกดดันให้อิงสหรัฐ รัฐบาลเวียดนามสามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างที่จีนจะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ เช่น ยอมให้สหรัฐใช้/เช่าฐานทัพเรือดานัง (Danang) (เป็นฐานทัพสำคัญที่สหรัฐใช้ในสมัยสงครามเวียดนาม) หรือแม้กระทั่งญี่ปุ่นก็อาจสนใจใช้ฐานทัพดังกล่าวในอนาคต ถ้ารัฐบาลญี่ปุ่นยังคงเสริมสร้างกองทัพเรืออย่างสม่ำเสมอและขยายบทบาทของตนในทะเลจีนใต้
            การแถลงท่าทีร่วมระหว่างนายกฯ เหงียนกับประธานาธิบดีอากีโน จึงมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง

โจทย์ยากกับโจทย์ง่าย และโจทย์ซับซ้อน :
            ประเด็นความขัดแย้งจากแท่นขุดเจาะ สามารถมองได้ว่าเป็นโจทย์ยากกับโจทย์ง่าย
            หากมองว่าเรื่องนี้เป็นความขัดแย้งเรื่องการอ้างอธิปไตยเหนือบริเวณดังกล่าว จะกลายเป็นโจทย์ยาก เพราะไม่มีรัฐบาลใดจะยอมถอยในเรื่องนี้ และจะกลายเป็นข้อพิพาทต่อเนื่อง ส่วนการเจรจานั้นกระทำได้ แต่ยากจะมีทางออก เพราะแต่ไหนแต่ไรรัฐบาลจีนถือว่าบริเวณดังกล่าวเป็นเขตอธิปไตยของจีนโดยชอบ ไม่เห็นด้วยกับเหตุผลของเวียดนามที่อ้างว่าอยู่ในเขตไหล่ทวีป อยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเลตามเกณฑ์ของกฎหมายทะเลขององค์การสหประชาชาติ (United Nations Convention on the Law of the Sea หรือ UNCLOS) ฉบับปี 1982
            เวียดนามยึดหลักการ กฎหมายที่เป็นของใหม่ ในขณะที่จีนยึดข้อมูลประวัติศาสตร์ดั้งเดิม และวิถีชีวิตของชาวประมงจีน
            แต่ถ้ามองว่าความขัดแย้งรอบนี้มีต้นเหตุจากแท่นขุดเจาะ การแก้ปัญหาจะกลายเป็นเรื่องง่าย เพียงแต่จีนยอมถอนแท่นขุดเจาะออกไปเท่านั้น สถานการณ์ก็จะคลี่คลายกลับสู่สถานะเดิม

ข้อเสนอทางออก: จีนถอนแท่นขุดเจาะ ชั่วคราว’ :
            เป็นการดีหากรัฐบาลจีนประกาศถอนแท่นขุดเจาะ ชั่วคราว และพร้อมจะกลับมาติดตั้งแท่นใหม่อีกครั้ง เป็นการส่งสัญญาณว่า รัฐบาลจีนยินดีช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด โดยไม่ได้แตะต้องเรื่องการอ้างเขตอธิปไตยของจีน ดังนั้น จีนไม่ได้สูญเสียอะไรในเรื่องอธิปไตย
            อันที่จริงแล้ว ข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธได้คือ ไม่ว่าจะมีแท่นขุดเจาะดังกล่าวหรือไม่ หมู่เกาะพาราเซลในปัจจุบันอยู่ในความครอบครองของจีนอยู่แล้ว และเป็นเช่นนี้มานานตั้งแต่ปี 1974 เมื่องกองกำลังของจีนสามารถครอบครองหมู่เกาะพาราเซลได้ทั้งหมด และเริ่มสร้างลานบิน สร้างฐานที่มั่นบนเกาะวู้ดดี้ งานศึกษาบางชิ้นชี้ว่าในบางช่วงมีทหารจีนประจำการอยู่ถึง 1 พันนาย มีเครื่องบินรบประจำการถึง 20 ลำ
            ส่วนข้อถกเถียงเรื่องกรรมสิทธิ์นั้น เป็นประเด็นที่สามารถถกเถียงกันต่อไป เป็นประเด็นยืดเยื้อนับร้อยปี คือ ตั้งแต่ทศวรรษ 1890 เมื่อทั้งราชวงศ์ชิงของจีนกับราชวงศ์เหงียน (Nguyen) ของเวียดนาม ต่างอ้างว่าหมู่เกาะพาราเซลเป็นของตน ผ่านหลายยุคหลายสมัย เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
            อีกทั้งในเหตุการณ์ล่าสุด รัฐบาลเวียดนามคงได้แต่ประท้วงในเวทีต่างๆ คงไม่คิดจะได้หมู่เกาะคืนด้วยการใช้กำลังทหาร

            การวิเคราะห์ผ่านประเด็นอธิปไตยเป็นการวิเคราะห์แบบตรงไปตรงมา แต่หากวิเคราะห์ให้ซับซ้อน จะเป็นดังที่เคยวิเคราะห์ในบทความครั้งก่อน ว่าเบื้องลึกของต้นเหตุความขัดแย้งรอบนี้อาจมาจากการที่ จีนต้องการตอบโต้การประกาศแสดงภาวะนำเหนือภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของญี่ปุ่น ต้องการเตือนอาเซียนว่าอาเซียนควรร่วมมือกับจีน อยู่ร่วมกับจีนอย่างฉันท์มิตรมากกว่าที่จะเข้าพวกกับสหรัฐ ญี่ปุ่น โดยเฉพาะเวียดนามที่ยังอยู่ในภาวะลังเลใจ เป็นหนึ่งในแนวทางต่อต้านยุทธศาสตร์ Pivot to Asia ของสหรัฐ
            ถ้าวิเคราะห์ตามสมมติฐานข้างต้น การแสดงออกเพื่อตักเตือนนับว่าสมแก่เหตุแล้ว นับจากนี้ การใช้แนวทางถ้อยทีถ้อยอาศัยน่าจะเหมาะสมกว่า

            ความขัดแย้งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ที่การอ้างกรรมสิทธิ์ ซึ่งเป็นความขัดแย้งเก่าแก่ที่ยากจะหาข้อยุติ ประเด็นสำคัญที่ไม่แพ้การอ้างกรรมสิทธิ์คือเรื่องการตอบสนอง การตอบโต้ของแต่ละฝ่าย ว่าจะส่งผลต่อมุมมองของประเทศอื่นๆ อย่างไร พึงระลึกเสมอว่าหลายประเทศกำลังจับตาใกล้ชิด รัฐบาลจีนควรชั่งน้ำหนักว่าการใช้กำลัง อิทธิพลเข้าหักหาญเวียดนามจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของตนหรือไม่ ส่วนการที่เวียดนามคิดดึงมหาอำนาจนอกภูมิภาคเข้ามาพัวพัน จะส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ อย่างไร นี่เป็นอีกโจทย์ที่ทุกฝ่ายควรคิดและหาทางออกอย่างเหมาะสม
            และถ้าจะใช้แนววิเคราะห์แบบซับซ้อน ฝ่ายที่ยอม “ถอยหนึ่งก้าว” ก่อน น่าจะเป็นผู้ได้ใจมากกว่า
---------------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
สถานการณ์ตึงเครียดในทะเลจีนใต้จำต้องมองกรอบที่กว้างกว่าอาเซียน เกี่ยวข้องกับท่าทีของสหรัฐกับญี่ปุ่น ที่รัฐบาลอาเบะเพิ่งประกาศต้องการแสดงภาวะผู้นำเหนือภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จีนคงต้องการเตือนอาเซียนว่าอาเซียนควรร่วมมือกับจีน อยู่ร่วมกับจีนอย่างฉันท์มิตรมากกว่าที่จะเข้าพวกกับสหรัฐ ญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในแนวทางต่อต้านยุทธศาสตร์ Pivot to Asia

บรรณานุกรม:
1. China’s deployment of oil rig endangers peace, marine safety: Vietnam premier. (2014, May 11). Tuoi Tre News. Retrieved from http://tuoitrenews.vn/politics/19581/chinas-deployment-of-oil-rig-endangers-peace-marine-safety-vietnam-premier
2 Dosch, Jörn. (2013, May 14). The Spratly Islands Dispute: Order-Building on China’s terms? Retrieved from http://hir.harvard.edu/the-spratly-islands-dispute-order-building-on-china-s-terms
3. PH, Vietnam boost ties amid China row. (2014, May 20). Inquirer.net. Retrieved from http://globalnation.inquirer.net/104841/ph-vietnam-boost-ties-amid-china-row#ixzz32M2Rd3Ys
4. Tonnesson, Stein. (2001, July). 'The Paracels: The 'Other' South China Sea Dispute. Retrieved from http://www.cliostein.com/documents/2001/01%20lec%20paracels.pdf
5. Vietnam, Philippines jointly denounce China's maritime moves. (2014, May 21). Reuters. Retrieved from http://uk.reuters.com/article/2014/05/21/uk-southchinasea-idUKKBN0E112A20140521
6. Vietnam diplomat warns of China putting oil rig in other countries. (2014, May 16). Tuoi Tre News. Retrieved from http://tuoitrenews.vn/politics/19682/vietnams-prime-minister-president-request-withdrawal-of-chinas-illicit-oil-rig
7. Vietnam not to make concession to China’s wrongful acts. (2014, May 9). Tuoitre News. Retrieved from http://tuoitrenews.vn/politics/19557/vietnam-not-to-make-concession-to-chinas-wrongful-acts
-----------------

วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

จีนเดินหน้าต่อต้านระเบียบโลกตะวันตก สร้างระเบียบโลกใหม่

18 พฤษภาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6403 วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/1899449)
            ในช่วงเวลาเดียวกับการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 24 ณ เนปิดอว์ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เกิดเหตุการณ์อันน่าตื่นเต้นสำหรับอาเซียน 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ ลูกเรือประมงชาวจีนถูกทางการฟิลิปปินส์จับกุมในน่านน้ำที่ทั้งฟิลิปปินส์กับจีนต่างอ้างว่าเป็นเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเลของตน
            อีกเรื่องที่มีความสำคัญมากกว่า คือ เรื่องที่จีนติดตั้งแท่นขุดเจาะ Haiyang Shiyou-981 (HYSY981) ที่รัฐบาลเวียดนามอ้างว่าอยู่ภายในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ200 ไมล์ทะเลและอยู่ในเขตไหล่ทวีป (continental shelf) ตามนิยามของกฎหมายทะเลขององค์การสหประชาชาติ (United Nations Convention on the Law of the Sea หรือ UNCLOS) ฉบับปี 1982 จึงเป็นการลุกล้ำอธิปไตยเวียดนาม ละเมิดปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ (Declaration on the Conduct of Parties in the South China Sea หรือ DOC) แต่ทางการจีนตอบว่าบริเวณดังกล่าวอยู่ในเขตอธิปไตยของจีน และไม่ใช่พื้นที่พิพาทแต่อย่างไร

            มีรายงานข่าวว่า ในระหว่างการประชุม เวียดนามกับฟิลิปปินส์พยายามผลักดันให้แถลงการณ์ใช้ถ้อยคำที่รุนแรง ในขณะที่ชาติสมาชิกอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนแสดงท่าทีลังเลใจ
            หลังการประชุม อาเซียนได้ออกแถลงการณ์ ระบุว่าอาเซียนกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้นในขณะนี้ แต่เนื้อหาสาระไม่แตกต่างจากแถลงการณ์ฉบับก่อนๆ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตาม DOC อย่างเคร่งครัด ให้ทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจ ไม่ใช้ความรุนแรง แก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติ ยึดหลักกฎหมาย UNCLOS พร้อมกับเรียกร้องขอให้ทุกฝ่ายเร่งจัดทำแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (Code of Conduct in the South China Sea หรือ COC) และให้มีข้อสรุปเบื้องต้น (an early conclusion)
            ความพยายามของอาเซียนในเรื่องนี้นับว่าเป็นสิ่งดี หากมองว่า COC จะช่วยสร้างสันติภาพในภูมิภาค แต่ประเด็นสำคัญคือ ข้อเสนอเร่งจัดทำไม่ระบุกำหนดเวลาแล้วเสร็จ
            การติดตั้งแท่นขุดเจาะของจีนน่าจะเกิดจากหลายเหตุผลด้วยกัน เหตุผลง่ายๆ อาจเป็นเพียงต้องการขุดสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ อาจต้องการทดสอบท่าทีของอาเซียน ท่าทีของเวียดนาม ว่าจะตอบโต้อย่างไร และอาจเกี่ยวข้องกับเจรจาต่อรองร่าง COC

เหตุผลที่มากกว่า “อาเซียน” :
            สถานการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับอาเซียนแน่นอน แต่จำต้องมองกรอบที่กว้างกว่าอาเซียน นั่นคือ อาจเป็นการตอบสนองท่าทีของสหรัฐกับญี่ปุ่น ที่รัฐบาลอาเบะเพิ่งประกาศต้องการแสดงภาวะผู้นำเหนือภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ต้องการแสดงให้เห็นว่าสหรัฐกับญี่ปุ่นไม่อาจเป็นที่พึ่งของประเทศใดๆ อย่างที่บางประเทศคาดหวัง เป็นการประกาศว่าจีนไม่สนใจการก้าวเข้ามาพัวพันของรัฐบาลอาเบะแต่อย่างไร และจีนพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสหรัฐถ้าจำเป็น ดังที่นาย Richard Javad Heydarian แสดงความเห็นอย่างน่าสนใจว่า เป้าหมายหนึ่งของจีนคือการทดสอบว่ารัฐบาลโอบามาจะตอบโต้อย่างไร จะทำจริงอย่างที่พูดหรือไม่ว่าต้องการรักษาการเดินเรือเสรีในทะเลจีนใต้

            ที่ผ่านมารัฐบาลโอบามากับอาเบะพยายามดึงชาติสมาชิกอาเซียน (โดยเฉพาะเวียดนามที่พยายามจะไม่อิงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง) เข้าเป็นพวกมากขึ้น ใช้เหตุการณ์ต่างๆ เพื่อดึงอาเซียนให้ถอยห่างจากจีน เช่น กรณีจีนประกาศเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ (Air Defense Identification Zone หรือ ADIZ) เหนือน่านฟ้าทะเลจีนตะวันออกเมื่อปลายปีที่แล้ว

            ในสถานการณ์ล่าสุด รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามแสดงบทบาท นายฟูมิโอะ คิชิดะ (Fumio Kishida) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่าการสำรวจขุดเจาะของจีนเป็น “การยั่วยุ ความมั่นคงของภูมิภาค จีนควรชี้แจงต่อเวียดนามและประชาคมนานาชาติเมื่อจะกระทำการดังกล่าว ด้านกระทรวงการต่างประเทศจีนโต้ว่า ญี่ปุ่นพยายามหาประโยชน์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
            และเหมือนเช่นหลายครั้งที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์ว่า ประเด็นความขัดแย้งไม่ใช่ “ปัญหาระหว่างจีนกับอาเซียน”  แต่ชาติสมาชิกบางประเทศพยายามสร้างวาทกรรม พยายามขยายความขัดแย้ง ประเทศที่จีนอ้างถึงน่าจะหมายถึงฟิลิปปินส์กับเวียดนาม “จีนพยายามต้านบางประเทศที่พยายามใช้ประเด็นในทะเล (จีน) ใต้เพื่อทำลายมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างจีนกับอาเซียน"
            แถลงการณ์ของของจีนมีส่วนถูก บางประเทศพยายามดึงชาติมหาอำนาจนอกภูมิภาคเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม แต่ในขณะเดียวกันพฤติกรรมของจีนสร้างความหวาดวิตกแก่ชาติสมาชิกอาเซียนไม่น้อย เป็นเหตุให้บางประเทศต้องพึ่งหวังพลังอำนาจนอกภูมิภาค

            ในความสัมพันธ์จีนกับอาเซียน จีนประกาศซ้ำหลายครั้งว่าต้องการเป็นเพื่อนบ้านที่ดีกับชาติสมาชิกอาเซียน ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-จีนครั้งที่ 16 เมื่อปีที่แล้ว นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีนประกาศว่า จีนยึดมั่นสร้างความสัมพันธ์เป็นเพื่อนบ้านที่ดีกับอาเซียน และต้องการยกระดับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เมื่อวิเคราะห์ท่าทีดังกล่าวร่วมกับปัจจัยอื่นๆ จีนคงไม่ต้องการให้แท่นขุดเจาะน้ำมันกลายเป็นเหตุผลักให้ชาติสมาชิกอาเซียนถอยห่างออกจากจีนเพื่อไปร่วมมือกับประเทศนอกภูมิภาค
            อีกทั้งจีนมีผลประโยชน์อื่นๆ กับชาติสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ ปัจจุบันจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอาเซียน และอาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับสามของจีน สิ้นปี 2012 การค้าระหว่างสองฝ่ายสูงถึงกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์ คิดเป็นห้าเท่าของเมื่อ 10 ปีก่อน ทางการจีนหวังยกระดับเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน (China-ASEAN Free Trade Area หรือ CAFTA) เพิ่มขยายการค้าการลงทุนระหว่างกัน กำหนดเป้าหมายปริมาณการค้าระหว่างกันถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2020
            ดังนั้น ไม่ว่าจะมองในเชิงการเมืองระหว่างประเทศหรือเศรษฐกิจ จีนในปัจจุบันและอนาคตไม่อาจอยู่ตามลำพังหรืออยู่อย่างโดดเดี่ยว จำต้องแสวงหาพันธมิตร มิตรประเทศให้มากที่สุด หากจีนเลือกที่จะเป็นปรปักษ์กับอาเซียน 10 ประเทศ เท่ากับ “เข้าทาง” สหรัฐกับญี่ปุ่นทันที
            แต่กับประเทศที่ไม่ยอมเป็นมิตรหรือตั้งตนเป็นศัตรูอยู่ร่ำไปนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ใช้หลักคิดอีกอย่างที่แตกต่างออกไป

การอธิบายในเชิงภัยคุกคาม :
            หลักภัยคุกคามสามารถตอบโจทย์สนับสนุนการวิเคราะห์เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี หากวิเคราะห์ตามแนวทางนี้จะพบว่า ต่อให้ชาติสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศทั้งหมดรวมกัน ก็ไม่อาจเป็นภัยคุกคามทางด้านความมั่นคงต่อจีนได้เลย โอกาสที่อาเซียนจะมีศักยภาพดังกล่าวก็ต่ำมากเช่นกัน ที่สำคัญคือนับจากสิ้นสงครามเย็นเป็นต้นมา อาเซียนไม่เคยแสดงท่าทีเป็นภัยคุกคามต่อจีนเลย เนื่องจากอาเซียนพยายามวางตัวเป็นมิตรกับทุกฝ่าย ชาติสมาชิกอาเซียนมีความหลากหลาย มีความเห็นต่อนโยบายความมั่นคงแตกต่างกัน
            เมื่อเทียบกับภัยคุกคามจากสหรัฐกับญี่ปุ่น 2 ประเทศหลังเป็นภัยคุกคามลำดับ 1 กับ 2 ของจีนในขณะนี้ ทั้ง 2 ประเทศแสดงท่าทีทั้งทางตรงทางอ้อมเป็นปรปักษ์กับจีนอย่างชัดแจ้ง เป็นที่รับทราบกันทั่วไป การประกาศแสดงบทบาทผู้นำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของนายกฯ อาเบะร่วมกับประธานาธิบดีโอบามาเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา จีนย่อมมองว่านี่คือการประกาศเผชิญหน้ากับจีนต่อหน้าสาธารณะอีกครั้ง

            ลำพังสหรัฐเพียงประเทศเดียวก็มีพลังอำนาจการรบสูงกว่าจีนหลายช่วงตัว สหรัฐกับญี่ปุ่นมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นลำดับที่ 1 กับ 3 ของโลก ส่วนจีนอยู่ในลำดับที่ 2 แต่ที่สำคัญกว่า 2 ด้านนี้คือเจตนารมณ์ของทั้ง 2 ประเทศที่ต้องการต้านอิทธิพลของจีน และอำนาจทางการเมืองระหว่างประเทศของสหรัฐ ผู้นำการวางโครงสร้าง จัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตลอดหลายสิบปีนับจากสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ระเบียบความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญเอื้อประโยชน์แก่สหรัฐกับพันธมิตรอย่างมหาศาลเรื่อยมา

            ที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐกล่าวเสมอว่า ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในทะเลจีนใต้โดยตรง แต่มีผลประโยชน์เรื่องการเดินเรือเสรี ยุทธศาสตร์ของสหรัฐในระยะนี้คือ การเข้าพัวพันภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยอาศัยประเทศพันธมิตรในภูมิภาคเป็นหัวหอก อันได้แก่ ญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์
            ฟิลิปปินส์ เกี่ยวข้องโดยตรงกับข้อพิพาททะเลจีนใต้ เกี่ยวข้องกับการแผ่ขยายอิทธิพลของจีนสู่ทะเลหลวง ส่วนญี่ปุ่นเกี่ยวข้องกับคาบสมุทรเกาหลีโดยตรง และพยายามขยายบทบาทสู่ทะเลจีนใต้ โดยอาศัยความสัมพันธ์กับฟิลิปปินส์ และอ้างเรื่องการเดินเรือเสรีเหมือนสหรัฐ

            ในมุมของจีน รัฐบาลจีนย่อมไม่อาจทนนิ่งเฉย ปล่อยให้ฝ่ายสหรัฐเดิมเกมสร้างอิทธิพล แสวงหาผลประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว เมื่อสหรัฐ “เขยิบ” จีนจึงต้อง “ขยับ”
            ถ้ามองในเชิงรับ การป้องกันประเทศจีนจำต้องต่อต้านระเบียบโลกเดิม ไม่ยอมรับสภาพที่เป็นผู้เสียประโยชน์หรืออยู่ในฐานะถูกกดดัน ถ้ามองในเชิงรุก การก้าวขึ้นมาของจีน คือการเผชิญหน้าระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเดิม คือการทำลายของเก่าที่สหรัฐกับพันธมิตรเป็นฝ่ายได้ประโยชน์สูงสุด พร้อมกับการสร้างระเบียบโลกใหม่
            ผลลัพธ์สุดท้าย คือ ต่างฝ่ายต่างต้องสร้างสถานการณ์เพื่อแสดงพลังอำนาจ ประกาศบารมีของตน

            รวมความแล้ว ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นล่าสุดอาจเป็นวิธีการที่จีนใช้เพื่อแสดงให้เห็นผลลัพธ์และเตือนเวียดนามที่ยังลังเลใจว่าควรใกล้ชิดสหรัฐกับญี่ปุ่นหรือไม่
            ในระดับภูมิภาค จีนคงต้องการเตือนอาเซียนว่าอาเซียนควรร่วมมือกับจีน อยู่ร่วมกับจีนอย่างฉันท์มิตรมากกว่าที่จะเข้าพวกกับสหรัฐ ญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในแนวทางต่อต้านยุทธศาสตร์ Pivot to Asia และดูเหมือนว่าสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่เห็นพ้องว่าไม่ควรกระตุ้นเร้าให้สถานการณ์ตึงเครียดกว่าเดิม การเดิมเกมเจรจาในทางลับเพื่อคลายความตึงเครียด น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า ส่วนการที่รัฐบาลเวียดนามจะแสดงท่าทีแข็งกร้าว พยายามขัดขวางแท่นขุดเจาะของจีนนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และสำหรับพฤติกรรมของรัฐบาลอากีโนนั้นหาได้แปลกประหลาดแตกต่างจากเดิมแต่ประการใด
            และอาจเป็นการร่วมมือกับรัฐบาลปูตินแห่งรัสเซียเพื่อบ่อนทอนอิทธิพลของสหรัฐกับพันธมิตร สร้างระเบียบโลกใหม่ที่ให้ประโยชน์ต่อพวกเขามากขึ้น
------------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
การปรับความสัมพันธ์ใดๆ ต้องใช้วิธีการ “ให้อภัย” แก่กันและกัน เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างได้เริ่มต้นกันใหม่ด้วยความสัมพันธ์อันดี แต่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีความซับซ้อนกว่านั้น เพราะผู้นำประเทศต้องดำเนินนโยบายภายใต้ประชาชนของตนที่มีหลากหลายความคิดเห็น
2. โอบามาปรับสมดุล อาเบะถอยหนึ่งก้าว? ร่วมเดินหน้าจัดระเบียบเอเชียแปซิฟิก
ในด้านหนึ่งประธานาธิบดีโอบามาได้เตือนนายกฯ อาเบะว่าไม่ควรก่อความตึงเครียด ควรเจรจาและสร้างความไว้วางใจมากกว่า แต่ในอีกด้านหนึ่งประธานาธิบดีโอบามาช่วยเบี่ยงเบนพฤติกรรมการรุกคืบของญี่ปุ่น เช่น การเพิ่มงบประมาณกลาโหม การจัดตั้งหน่วยนาวิกโยธิน การปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติให้ญี่ปุ่นแสดงบทบาทเชิงรุกมากขึ้น การแก้ไขตำราเรียนและการเรียนการสอนที่อ้างว่าหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ และเกาะด็อกโด/ทาเคชิมา เป็นดินแดนของญี่ปุ่น
ความขัดแย้งจากการเยือนศาลเจ้ายุสากุนิไม่ใช่เรื่องใหม่ อดีตผู้นำญี่ปุ่นหลายท่านที่เคยเยือนศาลเจ้าจะตามมาด้วยการวิวาทะกับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น นายกฯ อาเบะเยือนศาลเจ้าก็เพราะได้คิดไตร่ตรองรอบคอบแล้วว่า ได้มากกว่าเสียอาจต้องการชี้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นภายใต้การบริหารของตนกำลังฟื้นตัว ไม่เกรงกลัวแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากจีน ญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ กระชับความเป็นพันธมิตร และมั่นใจว่าความขัดแย้งอยู่ภายใต้การควบคุม

บรรณานุกรม:
1. Aquino pushes for rule of law in resolving territorial. (2014, May 10). Philippine Daily Inquirer. Retrieved from http://www.gmanetwork.com/news/story/360479/news/world/asean-calls-on-china-to-speed-up-maritime-security-talks
2. Chairman's Statement of the 24th ASEAN Summit: "Moving forward in Unity to a Peaceful and Prosperous Community". (2014, May 11). Association of Southeast Asian Nations. Retrieved from http://www.asean.org/images/documents/24thASEANSummit/24th%20ASEAN%20Summit%20Chairman's%20Statement.pdf
3. China Acting Dangerously in Sea Dispute Vietnam Tells ASEAN Summit. (2014, May 12). Reuters. Retrieved from http://www.irrawaddy.org/asia/china-acting-dangerously-sea-dispute-vietnam-tells-asean-summit.html
4. China Focus: China urges Vietnam to respect its sovereign rights over Xisha Islands. (2014, May 9). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2014-05/09/c_133322583.htm
5. Heydarian, Richard Javad. (2014, May 14). T Sea strife follows Obama in Asia. Retrieved from http://www.atimes.com/atimes/Southeast_Asia/SEA-01-140514.html
6. Joint Statement of the 16th ASEAN-China Summit on Commemoration of the 10th Anniversary of the ASEAN-China Strategic Partnership. (2013, October 10). Association of Southeast Asian Nations. Retrieved from http://www.asean.org/images/archive/23rdASEANSummit/7.%20joint%20statement%20of%20the%2016th%20asean-china%20summit%20final.pdf
7. Li raises seven-pronged proposal on promoting China-ASEAN cooperation. (2013, October 10). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2013-10/10/c_125503874.htm
8. PNP seizes Chinese boat in Spratlys. (2014, May 8). Manila Bulletin/Reuters. Retrieved from http://www.mb.com.ph/pnp-seizes-chinese-boat-in-spratlys/
9. VN: China must withdraw oil rig. (2014, May 7). VNS. Retrieved from http://vietnamnews.vn/politics-laws/254480/vn-china-must-withdraw-oil-rig.html
-------------------

วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

จะเลือกตั้งหรือลงประชามติ เพียงย่างก้าวเล็กๆ ของยูเครน

11 พฤษภาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6396 วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2557)

            ไม่นานหลังจากเขตกึ่งปกครองตนเองไครเมียประกาศแยกตัวออกจากยูเครน และรัสเซียผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ กระแสการเคลื่อนไหวในหลายเมืองในภูมิภาคยูเครนตะวันออกก็เริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงที่นิยมชมชอบรัสเซียเข้าบุกยึดสถานที่ราชการหลายแห่ง พร้อมกับประกาศลงประชามติ
            ความจริงแล้ว กระแสการลงประชามติของหลายเมืองในยูเครนตะวันออกไม่ใช่เรื่องใหม่ เกิดพร้อมๆ กับกระแสการเคลื่อนไหวของไครเมีย แต่เนื่องจากสื่อในขณะนั้นให้ความสำคัญกับไครเมียมากกว่า กอปรกับการเคลื่อนไหวในไครเมียนั้นเข้มข้นและจริงจังกว่า ทำให้ข่าวไครเมียกลบการเคลื่อนไหวของยูเครนตะวันออก
            ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมไม่แตกต่างกัน คือ ต้องการลงประชามติเพื่อแยกตัวออกจากประเทศยูเครน และค่อนข้างชัดเจนว่าเพื่อเข้ารวมเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย แต่การเคลื่อนไหวของยูเครนตะวันออกไม่ราบรื่นเหมือนกรณีไครเมีย
            ถ้าย้อนกลับพิจารณากรณีไครเมีย การลงประชามติจนถึงการผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียดำเนินอย่างเป็นขั้นเป็นตอน รวดเร็วกระชับมาก หลังจาก (อดีต) ประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยานูโควิช (Viktor Yanukovych) หลบหนีออกนอกประเทศเพียง 1 สัปดาห์ กองกำลังรัสเซียหลายพันนายเข้าควบคุมจุดสำคัญของไครเมียทั้งหมด เช่น สถานที่ราชการ สนามบิน  โดยปราศจากการยิงต่อสู้ พร้อมกับการจัดตั้งรัฐบาลไครเมียชุดใหม่ท่ามกลางกองกำลังรัสเซียที่อยู่รายล้อมทำเนียบรัฐบาล 2 สัปดาห์ต่อมา ชาวไครเมียเกือบร้อยละ 97 ลงมติสนับสนุนการแยกตัวออกจากยูเครน จากผู้มีสิทธิ์มากกว่าร้อยละ 80 จากนั้นอีก 1 สัปดาห์ ประธานาธิบดีปูตินลงนามในกฎหมายผนวกสาธารณรัฐไครเมีย (Republic of Crimea) เป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐรัสเซีย (Russian Federation) กระบวนการทั้งหมดจบสิ้นใน 1 เดือน
            ในระหว่างนี้ ชาติตะวันตกแสดงท่าทีแข็งกร้าว ขู่ว่ารัสเซียจะต้องจ่ายราคาจากการรุกรานไครเมีย ละเมิดอธิปไตยยูเครน แต่รัฐบาลปูตินขู่กลับว่าพร้อมตอบโต้ ทั้งยังให้กำลังทหารหลายแสนนายซ้อมรบตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง
            เมื่อเทียบกับกรณีของยูเครนตะวันออกในขณะนี้ จะเห็นว่าแม้รัฐบาลปูตินสนับสนุนการลงประชามติ แต่การเคลื่อนไหวไม่ได้รวดเร็วรุนแรงเหมือนกรณีไครเมีย กองกำลังรัสเซียไม่ได้เข้าควบคุมพื้นที่ กระบวนการลงประชามติยืดเยื้อ

หมากกลของรัสเซีย โจทย์ของชาติตะวันตก :
            ท่ามกลางกระแสเคลื่อนไหวของยูเครนตะวันออก รัฐบาลปูตินแสดงท่าทีต้องการให้ยูเครนแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศปกครองแบบสหพันธรัฐ (federal state) ดำเนินนโยบายเป็นกลาง แต่ที่ผ่านมาชาติตะวันตกไม่ยอมรับข้อเสนอดังกล่าว เห็นว่าอนาคตของยูเครนต้องให้ยูเครนตัดสินใจเอง ผลการเจรจาดังกล่าวคงเป็นเหตุให้รัสเซียเดินเกมสนับสนุนให้ยูเครนตะวันออกเคลื่อนไหวยืดเยื้อ เพื่อขัดขวางการเลือกตั้งประธานาธิบดียูเครน ซึ่งมีกำหนดการเลือกตั้งในวันที่ 25 พฤษภาคม กดดันชาติตะวันตกให้ยอมเข้าสู่กระบวนการเจรจา
            นาย Vladimir Chizhov ผู้แทนถาวรของรัสเซียประจำสหภาพยุโรป กล่าวว่าต้นตอปัญหาความยุ่งยากที่เกิดขึ้นทั้งหมด มาจาก “ความพยายามที่จะดึงยูเครนเข้าร่วมสหภาพยุโรป” โดยไม่ใคร่ครวญว่าการทำเช่นนี้จะทำให้สังคมยูเครนแตกแยก ผลที่ตามมาก็เป็นอย่างที่เห็นในขณะนี้ และเห็นว่ารัฐบาลยูเครน (ที่อิงตะวันตก) ไม่สนใจดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่ฝั่งตะวันออกกับทางใต้ ที่สุดแล้วไม่ว่ายูเครนจะปกครองด้วยรูปแบบใด รัฐบาลกลางต้องกระจายอำนาจมากขึ้น ไม่อาจใช้รูปแบบรัฐเดี่ยวได้ เพราะพิสูจน์แล้วว่าล้มเหลวตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอดีตสหภาพโซเวียตเมื่อ 23 ปีก่อน

            เมื่อเป้าหมายของรัสเซียไม่ใช่ต้องการให้ยูเครนตะวันออกแยกตัว แต่ต้องการให้ประเทศยูเครนเป็นสหพันธรัฐ หรือให้ท้องถิ่นมีอำนาจปกครองตนเอง (อาจเป็นเขตกึ่งปกครองตนเอง อย่างกรณีไครเมีย) การเดินเกมลงประชามติจึงยืดเยื้อ แต่หากชาติตะวันตกไม่ยอมรับข้อเสนอของรัสเซีย ที่สุดแล้วรัฐบาลปูตินอาจตัดสินใจสนับสนุนให้ยูเครนตะวันออกแยกตัวออกจากประเทศยูเครน เมื่อถึงขั้นนั้น ยังมีประเด็นทางเลือกตามมาอีก เช่น จะให้ยูเครนตะวันออกหรือสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสค์ (People's Republic of Donetsk) เป็นประเทศเกิดใหม่ หรือจะผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย
            ถ้าวิเคราะห์ตามแนวทางข้างต้น การปล่อยให้เป็นสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสค์ จะเป็นทางเลือกที่เกิดการเผชิญหน้าน้อยกว่า เพราะรัสเซียอาจไม่ต้องส่งทหารเข้าควบคุมพื้นที่ เพียงแต่สนับสนุนด้านเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ โดยได้รัฐกันชนตามที่ต้องการ ส่วนยูเครนที่เหลือตกอยู่ใต้อิทธิพลของชาติตะวันตก แนวทางนี้น่าจะเป็นเงื่อนไขที่ชาติตะวันตกยอมรับได้มากกว่า
            ประเทศยูเครนในอนาคตจึงอาจถูกแบ่งแยกดินแดนเช่นนี้ แม้ไม่ใช่ยุคสงครามเย็นในอดีต แต่การแข่งขันช่วงชิงอำนาจของบรรดาชาติมหาอำนาจยังดำรงต่อเนื่อง ยูเครนคือเหยื่อของการช่วงชิงล่าสุด

            สถานการณ์ในขณะนี้ จึงเป็นเรื่องที่ชาติตะวันตกต้องแก้ไขโจทย์หรือหมากกลที่รัสเซียตั้งไว้อีกครั้ง ชาติตะวันตกอยู่ในภาวะเช่นเดิม คือมีเครื่องมือดำเนินนโยบายน้อย (หรือมีกำลังน้อย) เพราะรัฐบาลโอบามากับรัฐบาลชาติสมาชิกสหภาพยุโรปไม่คิดทำสงคราม ได้แต่ส่งเรือรบ เครื่องบินไปเวียนวนรอบๆ เพียงเล็กน้อย ในขณะที่กองทัพรัสเซียนับหมื่นนับแสนกำลังซ้อมรบตามแนวชายแดน ไม่ต่างจากแนวทางการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจการเมือง ที่พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก จนไม่แน่ใจว่าเป็นเพียงคำขู่หรือไม่ ส่วนที่ดำเนินการแล้วก็ไม่ได้ผลแล้ว (พิสูจน์ได้จากการที่รัสเซียยังคงเดินหน้าเรื่อยๆ) ทั้งยังต้องตระหนักว่าการคว่ำบาตรไม่ได้ส่งผลทางเดียว ยิ่งคว่ำบาตรรัสเซียรุนแรงเพียงใด ผลสะท้อนกลับต่อประเทศตนจะยิ่งรุนแรงเพียงนั้น ดังทฤษฎีกลศาสตร์ที่บอกว่า “action = reaction
            ในขณะเดียวกัน แม้รัสเซียมีเครื่องมือและพร้อมใช้เครื่องมือของตนเอง แต่ในทางการเมืองระหว่างประเทศ รัสเซียย่อมตระหนักว่าไม่ควรใช้กำลังเพื่อผนวกดินแดนของประเทศอื่นเข้าเป็นของตนเอง ไม่ว่ารัฐบาลรัสเซียจะอ้างเหตุผลใดๆ ก็ตาม ผลต่อรัสเซียในระยะสั้นอาจไม่มาก แต่ในระยะยาวแล้ว ไม่มีชาติใดในโลกอยากเห็นประเทศที่ใช้กำลังรุกรานอธิปไตยประเทศอื่นๆ

ภาวะชะงักงันในปัจจุบัน :
            สถานการณ์การเมืองยูเครนในขณะนี้คือ มีเหตุให้ประชาชนเข้าคูหา 2 อย่าง คือ การเลือกตั้งประธานาธิบดียูเครนในวันที่ 25 พฤษภาคม ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วประเทศ กับการลงประชามติแยกตัวของหลายเมืองในภูมิภาคยูเครนตะวันออก
            ท่ามกลางความวุ่นวายในยูเครนตะวันออก การปะทะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมกับกองกำลังยูเครนเสียชีวิตรวมกันหลายสิบราย รัฐบาลสหรัฐกับพันธมิตรยุโรปขอให้ยูเครนเดินหน้าจัดเลือกตั้งในวันที่ 25 พฤษภาคม ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าการเลือกตั้งจะไม่สมบูรณ์ และไม่อาจประกาศผลการเลือกตั้ง หรือได้ผลการเลือกตั้งที่ผู้ชุมนุมประท้วงไม่ยอมรับ
            ล่าสุด ประธานาธิบดีปูตินขอให้เลื่อนการลงประชามติในวันที่ 11 พฤษภาคมไปก่อน เป็นไปได้ว่า ฝ่ายรัฐบาลยูเครนกับชาติตะวันตกขอเวลาตัดสินใจอีกเล็กน้อย เนื่องจากชาติตะวันตกประกอบด้วยหลายชาติ โครงสร้างตัดสินใจซับซ้อน ประธานาธิบดีปูตินจึงเห็นสมควรเลื่อนการลงประชามติไปก่อน
            และในอีกมุมหนึ่งคือ การแยกตัวไม่ใช่เป้าหมายที่รัสเซียต้องการในขณะนี้
            แต่ไม่ว่าเหตุผลเบื้องหลังคืออะไร การเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 25 พฤษภาคมคงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ทางออกมีทางเดียว คือ เจรจา

ปัญหายูเครนไม่ใช่การลงประชามติหรือเลือกตั้ง :
            การเลือกตั้งประธานาธิบดีหรือการลงประชามติแยกตัว เป็นขั้นตอนหนึ่งเพื่อให้ประเทศยูเครนเดินหน้าต่อ (หรือสร้างปัญหามากขึ้น) แต่เป็นเพียงกระบวนการเล็กๆ กระบวนการหนึ่งเท่านั้น ยังมีเรื่องที่สังคมยูเครนต้องไตร่ตรอง ต้องทำอีกมาก เช่น ถ้าได้ประธานาธิบดีคนใหม่ รัฐบาลชุดใหม่ แต่ยังคอร์รัปชันเหมือนเดิม การเลือกตั้งเท่ากับให้โอกาสนักการเมืองเข้ากอบโกย กดขี่ขูดรีดประชาชน ซ้ำรอยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอด 23 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น ลำพังการเลือกตั้งไม่ใช่คำตอบของประเทศ

            การพูดแบบง่ายๆ ว่าหากเข้าเป็นสมาชิกอียู ปัญหาประเทศจะได้รับการแก้ไข ควรพิจารณาความจริงว่า ณ ขณะนี้อียูมีปัญหาเรื้อรังเช่นกัน ชาติสมาชิกหลายประเทศยังไม่ได้แก้ไขรากปัญหาเศรษฐกิจสังคมของตน เป็นระเบิดเวลาที่พร้อมจะระเบิดทุกเมื่อ
            เมื่อเดือนก่อน ประธานาธิบดีปูตินออกจดหมายถึงผู้นำประเทศยุโรป 18 ประเทศ (ทั้งยุโรปตะวันออกกับยุโรปตะวันตกบางประเทศ) บรรยายว่า “เศรษฐกิจยูเครนเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมาย่ำแย่ลงต่อเนื่อง ภาคอุตสาหกรรมกับก่อสร้างทรุดตัวอย่างรวดเร็ว ขาดดุลงบประมาณมากขึ้น” กระทบต่อค่าเงิน เงินทุนไหลออกจากประเทศ ทั้งหมดนี้ทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่วิกฤต “ผลผลิตลดลง คนตกงานมากขึ้น” การที่เศรษฐกิจยูเครนเป็นเช่นนี้ เนื่องจากความไม่สมดุลทางการค้ากับรัฐสมาชิกอียู อียูใช้ยูเครนเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ เป็นตลาดระบายสินค้ามูลค่าสูง การค้าที่ไม่สมดุลทำให้เมื่อปีที่แล้วยูเครนเสียดุลการค้าถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเท่ากับ 2 ใน 3 ของการขาดดุลทั้งหมด
            การเข้าเป็นสมาชิกอียูจึงไม่ใช่ยาวิเศษแต่ประการใด และสังคมยูเครนควรพิจารณาโดยรอบคอบว่าการเข้าเป็นสมาชิกอียูในขณะนี้จะเป็นประโยชน์มากน้อยเพียงใด เช่นเดียวกับที่ต้องพิจารณานโยบายอื่นๆ ที่นักการเมืองเสนอด้วยถ้อยคำสวยหรู ไม่ลืมว่าวันนี้ที่ประเทศอยู่ในภาวะถังแตกก็ด้วยนโยบายต่างๆ ที่เคยเสนอมามิใช่หรือ

            ส่วนการลงประชามติของยูเครนตะวันออก ชาวยูเครนที่สนับสนุนการลงประชามติครั้งนี้ควรตระหนักว่า ไม่อาจเปรียบเทียบกรณีของตนเองเหมือนอย่างไครเมีย หนทางข้างหน้ายังไม่แน่นอน ท่าทีของรัฐบาลปูตินนั้นชัดเจนอยู่แล้ว

            ถ้าตั้งแต่เมื่อ 23 ปีก่อน ประชาชนยูเครนสนใจมีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่มัวเห็นแต่ปากท้องของตนเอง มีกลุ่มพลังทางสังคมที่เข้มแข็ง ร่วมตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล สังคมมีเอกภาพ พยายามอยู่ร่วมเป็นคนชาติเดียวกัน ไม่ปล่อยให้ความแตกต่างเรื่องเชื้อชาติ ภาษาเป็นจุดอ่อนให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแบ่งแยก ดึงเป็นฐานเสียง ดำเนินนโยบายต่างประเทศเป็นมิตรกับทั้งรัสเซียและชาติตะวันตก วันนี้ยูเครนคงไม่ประสบชะตากรรมถูกแบ่งแยกทั้งจากอำนาจภายในกับภายนอกประเทศ ประเทศถังแตก เกิดเหตุจลาจลวุ่นวาย กลายเป็นรัฐล้มเหลวอย่างที่เห็นในขณะนี้
            เป็นอีกหนึ่งบทเรียนเตือนสติแก่ประเทศอื่นๆ มิใช่หรือ
------------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง: 
รัฐบาลรักษาการยูเครนดำเนินนโยบายที่อิงฝ่ายชาติตะวันตกอย่างเต็มที่ ใช้ข้ออ้างสารพัดเพื่อดึงให้ชาติตะวันตกเข้ามาปกป้องอธิปไตย ช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ แน่นอนว่าชาติตะวันตกได้ประโยชน์จากการนี้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ฝ่ายที่ได้ประโยชน์แน่นอนคือพวกของอดีตนายกฯ ทีโมเชงโก ที่สามารถยืมมือชาติตะวันตกมาอยู่กับพวกตน
2. เกมรุกของปูตินกับข้อวิพากษ์ต่อสถานการณ์ในยูเครน
รัฐบาลรัสเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีปูติน ได้ควบคุมไครเมียและพร้อมส่งกองทัพข้ามพรมแดนไปยังฝั่งยูเครนตะวันออก เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลตะวันตกคาดการณ์มานานแล้ว เพราะในมุมมองของรัสเซียประเทศยูเครนเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางด้านความมั่นคงที่สำคัญ สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้จึงเป็นการให้บทเรียนแก่ชาติตะวันตก ว่ารัสเซียจะไม่ยอมปล่อยยูเครนให้อยู่ใต้อิทธิพลฝ่ายตะวันตกอย่างง่ายๆ และควรรู้ว่าอะไรคือ “เส้นต้องห้าม”
3. เบี่ยงปัญหายูเครน เบนจากทางออกสู่ทางตัน
วิกฤตยูเครนเป็นมากกว่าเรื่องการเมืองภายในประเทศ การผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สหรัฐต่อรัสเซีย นโยบายขยายสมาชิกสู่ตะวันออกของนาโต อียู และยุทธศาสตร์รัฐกันชนของรัสเซีย การแก้ปัญหายูเครนที่ถูกจุดจึงเกี่ยวข้องกับประเด็นเหล่านี้
4. ความล้มเหลวของการปกครองและรัฐบาลคือภัยร้ายของยูเครน
ยูเครนได้รับเอกราชและเปลี่ยนการปกครองเป็นประชาธิปไตยในสภาพที่ไม่มีการเตรียมตัวใดๆ นำสู่การบริหารประเทศที่ฝ่ายบริหารกับรัฐสภาเป็นผู้ทำหน้าที่ตัดสินใจนโยบายสำคัญๆ โดยปราศจากระบบหรือกลไกควบคุม การล้มเหลวของรัฐบาลมือใหม่สร้างปัญหาเศรษฐกิจการเมืองก่อให้เกิดการเมืองแบบ 2 ขั้วที่ไม่อาจร่วมมือกันเพื่อสร้างชาติ กลายเป็นปัญหาซ้อนปัญหา การปกครองล้มเหลว
5. ท่าที การดำเนินนโยบายของ G7 ต่อวิกฤตยูเครนและผลลัพธ์ที่ได้
ถ้ามองในแง่ดี คือ กลุ่ม G7 ระมัดระวังไม่ให้สถานการณ์บานปลาย ไม่ต้องการให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างชาติมหาอำนาจอย่างรุนแรง แต่ในอีกมุมหนึ่งอาจวิพากษ์ว่ากลุ่ม G7 เกรงว่ามาตรการคว่ำบาตรอย่างจริงจังจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของพวกตน ท้ายที่สุดแล้ว กรณียูเครนที่เป็นตัวอย่างล่าสุดที่เตือนใจองค์การระหว่างประเทศของประเทศเล็กๆ ทั้งหลายว่าจำต้องมีเอกภาพ ไม่สร้างเงื่อนไขให้ชาติมหาอำนาจเข้ามา “แบ่งแยกแล้วปกครอง”

บรรณานุกรม:
1. Crimea official says 96.8 percent of voters support joining Russia. (2014, March 17). Fox News/AP. Retrieved from http://www.foxnews.com/world/2014/03/17/crimea-official-says-66-percent-voters-support-joining-russia/
2. Crisis in Ukraine result of wrong EU policy - Russian envoy. (2014, April 9). ITAR-TASS. Retrieved from http://en.itar-tass.com/russia/727116
3. Putin signs laws on reunification of Republic of Crimea and Sevastopol with Russia. (2014, March 21). ITAR-TASS. Retrieved from http://en.itar-tass.com/russia/724785
4. Ukraine crisis: President Putin gets Russian parliament's nod to send military into Crimea. (2014, March 1). Hindustan Times. Retrieved from http://www.hindustantimes.com/world-news/russian-parliament-allows-putin-to-use-military-in-ukraine/article1-1189678.aspx
5. Ukraine crisis: US-Russia deadlock despite 'frank' talks. (2014, March 30). BBC. Retrieved from http://www.bbc.com/news/world-europe-26814651
6. Ukraine Steadfastly Heading Toward Default – Putin. (2014, April 10). RIA Novosti. Retrieved from http://en.ria.ru/world/20140410/189148157/Ukraine-Steadfastly-Heading-Toward-Default--Putin.html
7. U.S. And EU Back Ukraine Ballot as Russia Calls for Delay. (2014, May 7). Bloomberg. Retrieved from http://www.bloomberg.com/news/2014-05-07/u-s-presses-ukraine-to-hold-vote-as-russian-seeks-delay.html
---------------------------

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ยุทธศาสตร์ปรับสมดุลกับความขัดแย้งระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น

8 พฤษภาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ได้รับการเผยแพร่ผ่าน ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2557, http://www.thaiworld.org/thn/thailand_monitor/answera.php?question_id=1343)

            เกาหลีใต้กับญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรทางทหารที่สำคัญของสหรัฐฯ ตั้งแต่สมัยสงครามเย็น สหรัฐฯ มีฐานทัพของตนตั้งอยู่ใน 2 ประเทศดังกล่าว พร้อมกองกำลังอเมริกันหลายหมื่นนายประจำการอยู่ เมื่อสิ้นสงครามเย็นความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ได้หมดไป กลับยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเมื่อจีนเติบโตทางเศรษฐกิจ มีพลังอำนาจทางทหารเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ แม้ว่าประธานาธิบดีโอบามาจะพยายามพูดว่าสหรัฐฯ ไม่ต้องการปิดล้อมจีน แต่จากยุทธศาสตร์ Pivot to Asia หรืออีกชื่อคือยุทธศาสตร์ปรับสมดุลให้ความสำคัญกับเอเชียแปซิฟิก นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่ามีเป้าประสงค์เพื่อสกัดกั้นอิทธิพลของจีนเป็นหลัก
            ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว สหรัฐฯ จำต้องมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งในภูมิภาค สามารถต่อกรกับจีน ประเทศที่เข้าข่ายมากที่สุดคือญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ เนื่องจากสหรัฐฯ มีสนธิสัญญาความมั่นคงกับทั้ง 2 ประเทศ มีกองกำลังอเมริกันหลายหมื่นคนประจำการอยู่ และมีความขัดแย้งด้านความมั่นคงกับจีนและเกาหลีเหนือที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน รวมความแล้ว เกาหลีใต้กับญี่ปุ่นคือ 2 ประเทศหลักที่ต้องร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อความมั่นคงทางทหารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
            แต่ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้เสื่อมทรุดอย่างรวดเร็ว เมื่อนายชินโซ อาเบะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเมื่อปลายปี 2012 ดำเนินนโยบายตามแนวทางของฝ่ายขวาจัด ไปสักการะศาลเจ้ายาสุกุนิ (Yasukuni Shrine) ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีนกับเกาหลีใต้ตีความว่า เป็นการแสดงออกทางสัญลักษณ์ชี้ว่าสนับสนุนลัทธิจักรวรรดินิยมญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
            ในเวลาไล่เลี่ยงกัน นายกฯ อาเบะสั่งทบทวนเรื่องหญิงบำเรอ (comfort women) ใหม่อีกครั้ง ก่อให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลอาเบะกำลังจะปฏิเสธเรื่องดังกล่าวหรือไม่ เพราะนายอาเบะครั้งดำรงตำแหน่งนายกฯ สมัยแรกในปี 2007 เคยกล่าวว่าไม่มีหลักฐานชี้ว่าเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นบังคับสตรีให้เป็นหญิงบำเรอ ต่อมาให้อธิบายเพิ่มว่าหมายถึงไม่เคยบังคับแบบฉกชิงตัวมา
            นอกจากนี้ ยังมีประเด็นข้อพิพาทการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะด็อกโด (Dokdo) หรือเกาะทาเคชิมา (Takashima) ที่รัฐบาลอาเบะให้แก้ไขการเรียนการสอนเพื่อชี้ว่าเป็นดินแดนของญี่ปุ่น ทำให้รัฐบาลปาร์ค กึน-เฮ (Park Geun-hye) แห่งเกาหลีใต้แสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อญี่ปุ่นอย่างชัดเจน
            หลายเดือนที่ผ่านมารัฐบาลอาเบะพยายามเจรจากับรัฐบาลเกาหลีใต้เพื่อกระชับความสัมพันธ์ แต่ประธานาธิบดีปาร์คยืนยันหลายครั้งว่าจะไม่พูดคุยกับนายกฯ อาเบะไม่ว่าจะเป็นที่เวทีใดๆ สถานการณ์ดังกล่าวกระทบต่อภาพลักษณ์การแสดงบทบาทนำของญี่ปุ่นในภูมิภาค กระทบต่อยุทธศาสตร์ Pivot to Asia เป็นเหตุให้ประธานาธิบดีบารัก โอบามาต้องออกโรงทำหน้าที่เป็นบุคคลที่ 3 เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ 2 ประเทศ

การแก้ปัญหาความขัดแย้ง :
            แนวทางที่ประธานาธิบดีโอบามาใช้คือ ขอให้รัฐบาลญี่ปุ่นลดท่าทีแข็งกร้าว พร้อมกับเป็นคนกลางเชื่อมสัมพันธ์ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ ด้วยการสร้างกลไกไตรภาคี อันประกอบด้วย สหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เพื่อปรึกษาหารือในเรื่องต่างๆ ความพยายามดังกล่าวได้ผลพอสมควร สองสามเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นได้ลดการใช้วาจาแข็งกร้าว และล่าสุดคือนายกฯ อาเบะไม่ไปสักการะศาลเจ้าสุกุนิด้วยตัวเอง เพียงแต่ส่งเครื่องเซ่นไหว้แก่ศาลเจ้า ช่วยลดการวิพากษ์วิจารณ์ได้ระดับหนึ่ง
            ในการเยือนเกาหลีใต้เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโอบามาได้กล่าวถ้อยคำอันชาญฉลาดว่า “ใครก็ตามถ้ามองย้อนประวัติศาสตร์เรื่องหญิงบำเรอในเกาหลีใต้ ก็จะตระหนักถึงความโหดร้าย การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมหันต์” และควรที่จะชำระเรื่องราวให้ถูกต้องกระจ่างชัด “ข้าพเจ้าคิดว่านายกรัฐมนตรีอาเบะ รวมทั้งชาวญี่ปุ่น ตระหนักว่าเรื่องที่แล้วมาคือบางสิ่งที่จำต้องรับรู้อย่างสัตย์ซื่อและยุติธรรม แต่ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นผลประโยชน์ของทั้งประชาชนญี่ปุ่นกับเกาหลีที่จะมองไปข้างหน้า เช่นเดียวกับมองย้อนหลัง เพื่อหาทางชำระความปวดใจ การบาดเจ็บจากเรื่องราวในอดีต” พร้อมกับพูดทิ้งท้ายว่า ทั้งเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น “ต่างเป็นพันธมิตรอันเข้มแข็งของสหรัฐฯ”
            จะเห็นได้ว่า ประธานาธิบดีโอบามารับรู้เรื่องหญิงบำเรอของเกาหลี และเห็นว่าเป็นเรื่องโหดร้ายมาก แต่ท่านไม่ได้ฟันธงว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เท่ากับว่าไม่ได้สรุปว่าใครเป็นฝ่ายถูกผิด แต่ขอให้มีการตรวจสอบเพื่อหาข้อสรุปที่แท้จริง
            ประเด็นที่สำคัญกว่าการค้นหาข้อเท็จจริง คือ ประธานาธิบดีโอบามาพูดเป็นนัย หวังว่าปัญหาบางอย่างในอดีตจะได้รับการแก้ไข แต่ต้องมุ่งเล็งถึงประโยชน์ในอนาคตของประชาชนทุกฝ่ายด้วย ประโยคสำคัญที่สุดที่ท่านต้องการเน้นย้ำคือ ให้เห็นแก่ความร่วมมือในอนาคตระหว่างเกาหลีกับญี่ปุ่นจะดีกว่า ซึ่งอาจตีความได้ว่า ไม่ควรให้เรื่องหญิงบำเรอเป็นเหตุให้เกาหลีกับญี่ปุ่นมองหน้ากันไม่ติด หรือเป็นเหตุให้สองประเทศไม่อาจร่วมมือกัน

            ท่าทีของประธานาธิบดีโอบามาสอดรับกับคำพูดของนาย Katsunobu Kato รองหัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น (Deputy Chief Cabinet Secretary) ที่กล่าวในช่วงเวลาใกล้เคียงว่า นายกฯ อาเบะ รู้สึกเจ็บปวดอย่างสุดซึ้งเมื่อคิดถึงประชาชนผู้เคยผ่านความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส แต่ “ไม่ควรนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นทางการเมืองหรือการทูต”
            จะเห็นว่าได้คำพูดของรองหัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น มีแนวทางสอดคล้องกับคำพูดของประธานาธิบดีโอบามา คือ นายกฯ อาเบะเห็นด้วยกับการที่สตรีผู้เป็นหญิงบำเรอได้รับความทุกข์ยากอย่างยิ่ง แต่ที่สุดแล้วขอให้มองถึงผลประโยชน์ของคนในรุ่นปัจจุบันกับอนาคต เนื่องจากเกาหลีใต้ควรร่วมมือกับญี่ปุ่น ไม่ควรนำเรื่องดังกล่าวให้เป็นประเด็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ (ทั้งๆ ที่เรื่องหญิงบำเรอเป็นประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศมานานแล้ว มีการตอบโต้กันไปมาโดยตลอด)

            จากท่าทีของสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น ประธานาธิบดีปาร์ค ตอบว่า เกาหลีใต้กับญี่ปุ่นมีผลประโยชน์ร่วมหลายอย่าง และก็มีความขัดแย้งต่อมุมมองประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันบางประเด็น นับจากนี้ แนวทางแก้ไขความขัดแย้งเหล่านี้จะอาศัยการประชุมสุดยอดผู้นำไตรภาคี (สหรัฐฯ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น) ที่ผ่านมา 3 ประเทศได้อาศัยเวทีดังกล่าวเป็นที่ประชุมและบรรลุจุดยืนร่วมต่อโครงการนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ และมีการพูดคุยเรื่องหญิงบำเรอด้วย ตนเชื่อว่าประเด็นดังกล่าวจะได้รับการสานต่อ
            ที่สุดแล้วประเด็นความขัดแย้งระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น และประเด็นความมั่นคงอื่นๆ เช่น กรณีเกาหลีเหนือ จะได้รับการแก้ไข ปรึกษาหารือ ผ่านกลไกไตรภาคี แทนการตอบโต้ไปมาผ่านสื่อ นับว่าเป็นวิธีการที่ชาญฉลาดคือ ไม่ให้ความขัดแย้งระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นเป็นประเด็นสาธารณะ และแสดงให้เห็นภาวะผู้นำของประธานาธิบดีโอบามา ที่สามารถทำให้ทุกฝ่ายอยู่ในภาวะสงบ อย่างน้อยสักระยะหนึ่ง

วิเคราะห์องค์รวม :
            เรื่องหญิงบำเรอเป็นเพียงประเด็นหนึ่งที่บางประเทศหยิบยกขึ้นมา เพื่อบรรยายถึงความโหดร้ายของกองทัพญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปี ขึ้นกับว่ารัฐบาลญี่ปุ่นแต่ละชุดจะตอบสนองอย่างไร หากเป็นเช่นอย่างรัฐบาลอาเบะก็จะเกิดวิวาทะระหว่างประเทศ เนื่องจากนักการเมืองญี่ปุ่นฝ่ายขวาบางคนแสดงท่าทีไม่ยอมรับ หรือพูดในทางที่รัฐบาลเกาหลีใต้รับไม่ได้
            แต่เรื่องหญิงบำเรอไม่ได้จำกัดเฉพาะระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นเท่านั้น ข้อมูลบางแหล่งชี้ว่ากองทัพญี่ปุ่นจัดตั้งสถานีบริการหญิงบำเรอในทุกประเทศที่กองทัพญี่ปุ่นยาตราทัพเข้าไป มีเอกสารระบุว่าสถานบริการหญิงบำเรอแห่งแรกของญี่ปุ่นตั้งอยู่บนหมู่เกาะชวา (Java Island) ประเทศอินโดนีเซีย และยังมีข้อมูลใหม่ๆ ที่เปิดเผยออกมาเรื่อยๆ

            ล่าสุด ในช่วงที่ประธานาธิบดีโอบามาเยือนญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ หน่วยงานรัฐบาลจีนแสดงเอกสารสมัยสงครามจำนวน 89 ชิ้น ทางการจีนอ้างว่าเอกสารดังกล่าวเป็นของกองทัพญี่ปุ่นสมัยที่ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เอกสาร 25 ชิ้นที่นำมาเปิดเผยครั้งนี้ พูดถึงเรื่องราวของหญิงบำเรอ บางชิ้นกล่าวถึงสัดส่วนระหว่างจำนวนหญิงบำเรอกับทหาร ระบุว่า ช่วงวันที่ 1-10 กุมภาพันธ์ ที่เมือง Xiaguan ซึ่งตั้งอยู่ทิศทางออกของนานกิง อัตราส่วนหญิงบำเรอเท่ากับ 6 คนต่อทหาร 1,200 นาย หรือเท่ากับ 1 ต่อ 200 และหลังจากวันที่ 20 กุมภาพันธ์ มีหญิงบำเรอเพิ่มเป็น 11 คน หรือคิดเป็นอัตราส่วนเท่ากับ 1 ต่อ 71
            หญิงเกาหลีบางส่วนถูกบังคับด้วยกำลังให้มาเป็นหญิงบำเรอแก่ทหารญี่ปุ่นในสถานบริการที่ฝั่งประเทศจีน เช่น ที่เมือง Heihe ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑล Heilongjiang และที่เมือง Wuhu ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของมณฑล Anhui บางชิ้นบรรยายถึงเหตุการณ์ข่มขืน พูดถึงทหารญี่ปุ่นใช้เงินหลวงจัดตั้งสถานบริการ บังคับลักพาหญิงชาวจีนด้วยกำลังเพื่อนำมาเป็นหญิงบำเรอ
            เอกสารหลายฉบับเป็นจดหมายเขียนด้วยทหารญี่ปุ่น แต่ถูกทางการอายัดไว้ บรรยายว่าทหารญี่ปุ่นข่มขืนประชาชน จดหมายฉบับหนึ่งเขียนว่า “ทหารญี่ปุ่นข่มขืนสตรีนับหมื่นในนานกิง รวมถึงเด็กหญิงวัย 12 ปี หลายคนถูกสังหาร เป็นอาชญากรรมที่น่าขนลุก”
            การเปิดเผยเอกสารชุดล่าสุด คงเป็นวิธีการที่รัฐบาลจีนต้องการพูดว่ารัฐบาลญี่ปุ่นหรือรัฐบาลใดๆ ก็ตามไม่อาจปกปิดหรือบิดเบือนประวัติศาสตร์

            ประวัติศาสตร์โลกชี้ว่าบรรดาประชาชาติทำสงครามกันเรื่อยมา ต่างฝ่ายต่างฆ่าทำลายคนของอีกฝ่าย ในหลายภูมิภาคมีลักษณะผลักกันแพ้ชนะ ผลักกันเป็นเจ้า ต่างเคยกระทำการโหดร้ายข่มเหงอีกฝ่ายหนึ่ง และแม้ว่าคนรุ่นปัจจุบันอาจไม่เห็นด้วยต่อการกระทำของคนในอดีต แต่ก็ได้รับผลไม่มากก็น้อย และส่งผลถึงลูกหลานในอนาคตด้วย นี่เป็นสัจธรรมอย่างหนึ่งของโลก
            อันที่จริงแล้ว การปรับความสัมพันธ์ใดๆ ต้องใช้วิธีการ “ให้อภัย” แก่กันและกัน เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างได้เริ่มต้นกันใหม่ด้วยความสัมพันธ์อันดี แต่ละฝ่ายอาจเริ่มต้นทำความดีแก่อีกฝ่ายด้วยการ “ชดเชย” ความผิดที่ตนได้กระทำ ในกรณีของหญิงบำเรอคือให้การเยียวยาทั้งทางร่างกายจิตใจแก่ผู้ที่เคยได้รับทุกข์ทรมานอย่างเหมาะสม
            แต่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีความซับซ้อนกว่านั้น เพราะผู้นำประเทศต้องดำเนินนโยบายภายใต้ประชาชนของตนที่มีหลากหลายความคิดเห็น รัฐบาลปาร์คต้องระวังชาวเกาหลีที่ยังเดือดดาล ระวังไม่ให้รัฐบาลเกาหลีเหนือใช้เป็นข้ออ้างปฏิเสธนโยบายรวมชาติ ส่วนรัฐบาลอาเบะต้องดำเนินตามค่านิยมของพวกฝ่ายขวา ที่ยังยึดมั่นความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของญี่ปุ่นในอดีต
            และเมื่อการให้อภัยยังไม่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์และประวัติศาสตร์ไม่อาจเขียนขึ้นมาใหม่ เพราะอย่างน้อยมีรัฐบาลจีนที่พยายามขัดขวาง ทางออกที่ดีที่สุดจึงเป็นการเลือกที่จะไม่ต่อความยาวสาวความยืดในที่สาธารณะ รัฐบาลปาร์คเลือกที่จะใช้กลไกไตรภาคีเป็นเวทีพูดคุยระหว่างหมู่ผู้นำประเทศ และเชื่อว่าประธานาธิบดีโอบามาคงสามารถปรามรัฐบาลอาเบะไม่ให้กระทำการยั่วยุเกาหลีมากเกินไป แต่นั่นแสดงให้เห็นว่าสัมพันธภาพระหว่างรัฐบาลเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นเป็นเรื่องอ่อนไหว เปราะบาง ความขัดแย้งเรื่องหญิงบำเรออาจปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อไหร่ก็ได้

            อีกประเด็นสำคัญคือเรื่องที่รัฐบาลญี่ปุ่นปรับการเรียนการสอนว่าเกาะด็อกโดหรือเกาะทาเคชิมา ว่าเป็นดินแดนของญี่ปุ่น ทั้งๆ ที่ 2 ประเทศอ้างกรรมสิทธิ์ทับซ้อน (ทำนองเดียวกับกรณีหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ) ในแง่กฎหมายแล้ว เรื่องนี้มีความสำคัญยิ่งกว่าเรื่องหญิงบำเรอ เพราะเกี่ยวข้องกับการรักษาอธิปไตยของชาติ และไม่ว่าจะรัฐบาลใดย่อมไม่สามารถอ่อนข้อให้แก่กันได้
            แต่ช่วงการเยือนดังกล่าว ทั้ง 3 ผู้นำไม่ยอมเอ่ยถึงเรื่องนี้ต่อหน้าสาธารณะเลย

            หลังจากความขัดแย้งหลายเดือนนับจากนายอาเบะเป็นนายกฯ ญี่ปุ่นสมัยที่ 2 และสร้างความขัดแย้งทางการทูตกับเกาหลีใต้อย่างรุนแรง ทั้งเรื่องหญิงบำเรอกับกรรมสิทธิ์เหนือเกาะด็อกโด/ทาเคชิมา ท้ายที่สุดแล้ว ผู้นำทั้ง 3 คนเลือกใช้วิธีไม่ต่อความยาวสาวความยืดกับวิธีไม่เอ่ยถึงในที่สาธารณะ นับว่าเป็นวิธีการอันชาญฉลาด เพราะอย่างน้อยไม่ก่อความขัดแย้งจนบานปลายและบดบังความร่วมมือ แต่ในอีกด้านหนึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความร่วมมือไตรภาคีเป็นความร่วมมือที่อ่อนไหวเปราะบางพร้อมจะเกิดปัญหาได้ทุกเมื่อ ทั้งหมดนี้เป็นภาพสะท้อนความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น และเป็นอีกปัจจัยหนึ่งสะท้อนให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ปรับสมดุลของสหรัฐฯ ว่ามีพลังมากน้อยเพียงใด
----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง:
สงครามทำลายล้างนานกิง เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วเกือบ 8 ทศวรรษ แต่ด้วยการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างเข้มข้นของจีนกับญี่ปุ่นในปัจจุบัน เรื่องราวในอดีตจึงถูกรื้อฟื้น ประชาชน 2 ฝ่ายถูกดึงเข้ามามีส่วนร่วม กลายเป็นสมรภูมิทางการเมืองระหว่างประเทศ ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็น สงครามนานกิงในศตวรรษที่ 21

2. รอยร้าวญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ รอยด่างPivot to Asia (Ookbee)
            การวิพากษ์ Pivot to Asia หรือยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชียสามารถทำได้หลายรูปแบบ มองในหลายแง่มุม งานเขียนชิ้นนี้ชี้จุดอ่อนของยุทธศาสตร์ผ่านประเด็นความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เป็นความขัดแย้งจากผลพวงของประวัติศาสตร์ กลายเป็นรอยร้าวที่ยากจะแก้ไขภายใต้บริบทปัจจุบัน เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยอมให้กันไม่ได้ ต้องตอบสนองความคาดหวังจากการเมืองภายในของแต่ละประเทศ เกิดการแก้เกมแบบชิงไหวชิงพริบ นำสู่คำตอบว่าทำไมยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชียจึงอ่อนกำลัง ไม่ได้ผลตามเป้าหมาย ในอนาคตจะต้องปรับแก้ยุทธศาสตร์หากรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการหวังผลอย่างจริงจัง ประเด็นสำคัญอยู่ที่จะต้องหาพันธมิตรเพิ่ม หรือทำให้ประเทศเหล่านั้นถอยห่างจากจีนมากขึ้น ซึ่งในกรอบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกก็มีเพียงไม่กี่ประเทศดังปรากฏบนแผนที่

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม:
1. Archives reveal "comfort women" official actions of Japan. (2014, April 26). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2014-04/26/c_133291951.htm
2. Japan may review study on WWII sex slavery. (2014, February 21). Japan Today/AP. Retrieved from http://www.japantoday.com/category/politics/view/japan-may-review-study-on-wwii-sex-slavery
3. Japan says comfort women issue not a diplomatic topic after Obama comments. (2014, April 26). The Korea Herald/AFP. Retrieved from http://www.koreaherald.com/view.php?ud=20140426000117
4. Joint Fact Sheet: The United States-Republic of Korea Alliance: A Global Partnership. (2014, April 25). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/04/25/joint-fact-sheet-united-states-republic-korea-alliance-global-partnershi
5. Kingston, Jeff. (2013). Contemporary Japan: History, Politics, and Social Change since the 1980s (2nd ed.). USA: John Wiley & Sons Ltd.
7. Lyle, Amaani. (2013, March 12). National Security Advisor Explains Asia-Pacific Pivot. Retrieved from http://www.defense.gov/news/newsarticle.aspx?id=119505
8. Murayama says 1995 sex slavery apology review not in Japan's interest. (2014, February 28). Japan Today/AFP. Retrieved from http://www.japantoday.com/category/politics/view/murayama-says-1995-sex-slavery-apology-review-not-in-japans-interest
9. Press Conference with President Obama and President Park of the Republic of Korea. (2014, April 25). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/04/25/press-conference-president-obama-and-president-park-republic-korea
10. Wartime documents show details of Japanese atrocities. (2014, April 25). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2014-04/25/c_126436070.htm
--------------------------

วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ความร่วมมือคู่ความอ่อนไหวในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลโอบามากับนาจิบ

4 พฤษภาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6389 วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม ..2557)
            ในการเยือนประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิกของประธานาธิบดีโอบามาเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโอบามาใช้โอกาสดังกล่าวกระชับความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น เกาหลีใต้และฟิลิปปินส์ ตามยุทธศาสตร์ Pivot to Asia มาเลเซียเป็นเพียงประเทศเดียวใน 4 ประเทศที่ไม่อยู่ในฐานะเป็นพันธมิตร มิตรประเทศใกล้ชิดกับสหรัฐ จึงมีลักษณะแตกต่างออกไป และมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

ประเด็นความมั่นคงทางทหาร :
            เดิมมาเลเซียไม่ค่อยแสดงบทบาทในทะเลจีนใต้มากเท่ากับฟิลิปปินส์และเวียดนาม แต่ในเดือนมีนาคม 2013 เมื่อเรือจีนเริ่มแล่นลาดตระเวนรอบๆ แนวหินโสโครกเซิงมู่ (Zengmu Reef) ทางการมาเลเซียประกาศตั้งฐานทัพเรือทางตะวันออกของเมือง Bintulu ห่างจากแนวหินโสโครกดังกล่าว 60 ไมล์ทะเลทันที มาเลเซียจึงเป็นอีกประเทศที่รู้สึกังวลต่ออิทธิพลจีนที่กำลังขยายตัวในทะเลจีนใต้
            ในประเด็นดังกล่าว ผู้นำทั้ง 2 ท่านเห็นพ้องว่าทะเลจีนใต้จะต้องเป็นเส้นทางเดินเรือเสรี แก้ไขข้อพิพาทเรื่องดินแดนกับอาณาเขตทางทะเลโดยสันติ ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งการยึดมั่นในกฎหมายทะเลขององค์การสหประชาชาติ (United Nations Convention on the Law of the Sea หรือ UNCLOS) ปฏิบัติตาม “ปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้” (Declaration on the Conduct of Parties in the South China Sea หรือ DOC) อีกทั้งยังเห็นร่วมในการจัดทำ “แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้” (code of conduct for the South China Sea หรือ COC) ที่หารือกันแล้วหลายปีแต่ยังไร้ข้อสรุป
            อันที่จริง เมื่อกล่าวถึงยุทธศาตร์ Pivot to Asia หรือเรื่องทะเลจีนใต้ ประธานาธิบดีโอบามาจะเอ่ยถึงเรื่องการเดินเรือเสรีอยู่เสมอ ส่วนท่าทีของนายกฯ นาจิบ ราซัค (Najib Razak) (เท่าที่ปรากฎต่อสาธารณชน) ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ท่าทีหลักเป็นไปตามแนวทางของอาเซียน
            ในระหว่างแถลงข่าวร่วม มีเนื้อหาตอนหนึ่งที่น่าสนใจ นายกฯ นาจิบ กล่าวอย่างชาญฉลาด เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ปรับสมดุลของประธานาธิบดีโอบามาที่ให้ความสำคัญต่อเอเชีย พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่าเพราะเป็นยุทธศาสตร์เพื่อเสริมสร้างสันติภาพ ความมั่นคงและความมั่งคั่งแก่ภูมิภาค และขอบคุณที่รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนแนวทางดังกล่าว
            ท่าทีของรัฐบาลมาเลเซียในปัจจุบันแตกต่างจากสมัยสงครามเย็น เมื่อมาเลเซียเผชิญหน้ากับจีนและอินโดนีเซีย ในช่วงนั้นนโยบายป้องกันประเทศอิงชาติตะวันตก สนับสนุนสหรัฐในการทำสงครามเวียดนาม ส่วนในปัจจุบัน แม้จีนเป็นหนึ่งในความกังวล แต่การสัมพันธ์กับจีนในสมัยนี้แตกต่างจากยุคสงครามเย็น มาเลเซียไม่หวังอิงชาติตะวันตกแบบยุคสงครามเย็นอีกต่อไป
            หากพิจารณาอาวุธหลักที่ใช้ในกองทัพมาเลเซีย จะพบว่ายุทโธปกรณ์จากเดิมที่อิงสหรัฐเป็นหลัก ปัจจุบันกลายเป็นความหลากหลายจากหลายประเทศ เช่น ใช้รถถังหลัก PT-91M43 ที่ออกแบบและผลิตจากประเทศโปแลนด์ ใช้เครื่องบิน FA-18 ของสหรัฐ MIG-29N กับ SU30MKM42 ของรัสเซีย Hawk MK108 ของอังกฤษ และสั่งต่อเรือดำน้ำ Scorpene จากฝรั่งเศส
            ส่วนความร่วมมือทางทหารกับสหรัฐที่มีอยู่และน่าจะโดดเด่น คือ กลไกการหารือทวิภาคี Malaysia – U.S. Strategic Talks (MUSST) กับความร่วมมือ Bilateral Training and Consultative Group (BiTACG) การเยือนของประธานาธิบดีโอบามารอบนี้ไม่มีข้อตกลงความมั่นคงทางทหารใดๆ เป็นพิเศษ ได้แต่ระบุว่าในอนาคต ประเทศจะเพิ่มความร่วมมือด้านการเดินเรือ สหรัฐเสนอให้การฝึกอบรมและสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือแก่มาเลเซีย
            จะเห็นได้ชัดว่ากองทัพมาเลเซียในยุคนี้ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐมากเท่าสมัยสงครามเวียดนามอีกต่อไป

ประเด็นเศรษฐกิจ :
            ในขณะที่กองทัพมาเลเซียไม่พึ่งพาอาวุธยุทโธปกรณ์ของสหรัฐเพียงประเทศเดียว แต่ในทางด้านเศรษฐกิจ สหรัฐมีบทบาทต่อเศรษฐกิจมาเลเซียไม่ใช่น้อย
            ในปี 2012 มาเลเซียเป็นคู่ค้าลำดับที่ 2 ของสหรัฐในบรรดากลุ่มชาติสมาชิกอาเซียน สหรัฐเป็นคู่ค้ารายใหญ่ลำดับที่ 4 ของมาเลเซีย โดยที่มาเลเซียเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ามาตลอดและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ สหรัฐเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดของมาเลเซีย ในปี 2013 สหรัฐลงทุนราว 1.9 พันล้านดอลลาร์ ช่วยเพิ่มการจ้างงาน 8 พันตำแหน่ง ธุรกิจที่ลงทุนได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิต ธนาคาร น้ำมันกับก๊าซธรรมชาติ ในทางเศรษฐกิจรัฐบาลมาเลย์จึงควรต้อนรับขับสู้รัฐบาลสหรัฐอย่างดี
            แต่เหตุผลหลักของการเยือนรอบนี้ คือ การหารือเรื่องความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement หรือ TPP) ซึ่งประธานาธิบดีโอบามาหวังว่าจะเป็นผลงานเศรษฐกิจระหว่างประเทศชิ้นโบว์แดงของท่าน ในการแถลงข่าวร่วม ทั้ง 2 ผู้นำต่างยืนยันสนับสนุน TPP เห็นว่าที่สุดแล้วจะเป็นประโยชน์มากกว่า เชื่อในปรัชญาการค้าเสรี สิ่งที่รัฐบาลมาเลย์ต้องทำคือให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนที่ยังไม่เห็นด้วย
            อันที่จริงแล้ว มาเลเซียเคยเจรจาตกลง FTA ทวิภาคีกับสหรัฐแต่ล้มเหลว เหตุผลสำคัญคือ ทางการมาเลย์อุดหนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศหลายอย่าง รัฐบาลมาเลเซียปฏิเสธยกเลิกนโยบายเกื้อหนุนพวกเชื้อสายมาเลย์ โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างจากภาครัฐ กังวลว่าการเปิดเสรีเต็มที่จะกระทบผลประกอบการของอุตสาหกรรมเหล่านั้น กระทบต่อรายได้ของประเทศ รวมทั้งมีผลต่อนักการเมือง

            เมื่อปีก่อน นายกฯ นาจิบ แสดงความเห็นว่า TPP จะต้อง “ยืนหยุ่นมากกว่านี้” และจะต้องนำเรื่องให้รัฐสภาพิจารณา เนื่องจาก TPP เป็นมากกว่าข้อตกลงเขตการค้าเสรีและพันธมิตรการลงทุนดังเช่นมาเลเซียได้ทำข้อตกลงกับประเทศอื่นๆ ข้อตกลง TPP กระทบต่อหลักอธิปไตยจากประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา กระบวนการระงับข้อพิพาทระหว่างนักลงทุนกับรัฐ การจัดซื้อภาครัฐ-รัฐวิสาหกิจ (state-owned enterprises) ประเด็นแรงงานและสิ่งแวดล้อม
            ความตอนหนึ่ง ประธานาธิบดีโอบามากล่าวว่า TPP เป็นข้อตกลงการค้าที่ต้องการความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น ข้าพเจ้าคิดว่ามาเลเซียกกำลังเดินไปในทิศทางนี้
            แต่ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลนาจิบพร้อมจะปฏิบัติตามคำแนะนำของประธานาธิบดีโอบามาหรือไม่ และอาจเห็นว่าสภาพการค้าการลงทุนในปัจจุบันก็ดีอยู่แล้ว เว้นเสียแต่ TPP จะให้ประโยชน์แก่มาเลเซียอย่างเป็นกอบเป็นกำ

ประเด็นสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน :
            ในการเยือนครั้งนี้ ประธานาธิบดีโอบมาใช้หลายวาระกล่าวถึงประเด็นสิทธิมนุษยชน เรื่องเสรีภาพทางการเมือง ในงานหนึ่งประธานาธิบดีโอบามาพูดประเด็นสังคมพหุภาคีว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลาย ความหลากหลายก่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ที่มีลักษณะเฉพาะ อันเนื่องจากประชาชนมีหลายชาติพันธุ์ มีพื้นฐานศาสนาและความเชื่อทางการเมืองแตกต่างกัน นี่เป็นโอกาสให้มาเลเซียได้พิสูจน์ดังที่อเมริกาได้พยายามพิสูจน์มาโดยตลอดว่า ชาติจะเข้มแข็งและประสบความสำเร็จมากขึ้นถ้าคนในชาติยึดถือสิทธิพลเรือน สิทธิทางการเมืองและมนุษยชน
            เมื่อไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ชาติเอเชียหลายประเทศได้ปกครองตนเองหลากหลายแนวทาง แต่เราต้องตระหนักว่าประชาธิปไตยไม่ได้หยุดอยู่แค่การเลือกตั้ง ต้องมีสถาบันทางการเมืองที่เข็มแข็ง มีประชาสังคมที่มีพลัง เปิดพื้นที่แก่การแสดงออกทางการเมือง อดทนต่อผู้ที่เห็นต่างจากตนเอง และเอ่ยถึงสหรัฐว่าได้สร้างบริบทที่สิทธิของพลเมืองทุกคน ทุกเผ่าพันธุ์ ทุกเพศ ทุกศาสนา “ไม่เพียงแค่ได้รับการปกป้องแต่ได้รับการเคารพ”

            ประธานาธิบดีโอบามากล่าวถึงประวัติศาสตร์อเมริกาว่า การสร้างชาติเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาเรื่องคนต่างเชื้อชาติ สีผิวที่แตกต่าง อเมริกาเคยผ่านสงครามการเมืองมาแล้ว และผ่านการรณรงค์ทางสังคมอย่างต่อเนื่องหลายชั่วอายุ จนวันนี้ข้าพเจ้าสามารถมายืนต่อหน้าพวกท่านในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐผู้มีเชื้อสายแอฟริกัน อย่างไรก็ตาม ปัญหายังไม่จบสิ้น สังคมยังต้องแก้ไขเรื่องนี้ต่อไป
            นับวันดูเหมือนว่าโลกที่เราอาศัยจะแคบลง แต่เดิมที่มนุษย์อาศัยอยู่กับชนเผ่าหรือหมู่บ้านของตน มาวันนี้ โลกมีอินเทอร์เน็ต สมาร์ทโฟน วัฒนธรรมกำลังเคลื่อนเข้าหากัน “มาเลเซียจะไม่ประสบความสำเร็จหากคนไม่ใช่มุสลิมไม่ได้รับโอกาส
          “เราทุกคนควรภาคภูมิใจในตัวเองและพื้นภูมิของตน และเราควรชื่นชมภาษาและอาหารที่แตกต่าง การนมัสการพระเจ้าที่แตกต่างเป็นสิ่งที่ควรภูมิใจด้วยเช่นกัน ไม่ควรเป็นเครื่องมือดูถูกดูแคลนคนอื่น ไม่ควรมีเหตุผลที่จะปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไม่เท่าเทียม” และถ้าท่านเป็นผู้นำก็ควรอยู่ในฝ่ายการเมืองที่นำประชาชนเข้ามาร่วมเป็นพวกไม่ใช่ขับไล่เขาไป ดังคำสอนที่ว่า “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” ปฏิบัติต่อผู้เหมือนอย่างที่ท่านอยากได้รับ หากไม่ปฏิบัติตามหลักการนี้สังคมจะถอยหลังมากกว่าก้าวไปข้างหน้า
            บิดาของข้าพเจ้ามาจากประเทศเคนยา ที่ซึ่งเต็มด้วยความขัดแย้งระหว่างเผ่า อันที่จริงแล้วประเทศนี้มีศักยภาพมหาศาล น่าจะเติบโตได้แต่กลับใช้เวลาส่วนใหญ่โต้เถียงกัน จัดตั้งกลุ่มการเมืองที่ประกอบด้วยคนในเผ่าหรือเชื้อสายของตนเท่านั้น และเมื่อใครสักคนขึ้นเป็นผู้นำ คนอื่นก็จะสงสัยและกังวลว่าผู้นำที่มาจากเผ่านี้จะเอาเปรียบพวกเขาที่อยู่คนละเผ่า และเมื่ออำนาจเปลี่ยนมือไปอยู่กับอีกฝ่าย ก็จะเกิดการเอาคืน เรื่องทำนองนี้มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย การแก้ปัญหาจะต้องเริ่มที่การเปลี่ยนทัศนคติความคิดก่อน คือเคารพซึ่งกันและกัน ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเท่าเทียมตามหลักกฎหมาย

            ประเทศมาเลเซียมีศักยภาพสูง ประชาชนมีการศึกษา มาเลเซียสามารถไปอย่างก้าวกระโดดถ้าระบบเศรษฐกิจเปิดโอกาสแก่ทุกคน ไม่ว่าคนนั้นจะเริ่มต้นที่พื้นที่ใดก็ประสบความสำเร็จได้ และพลังนั้นจะถูกปล่อยออกมา ข้าพเจ้าคิดว่านายกฯ นาจิบเข้าใจเรื่องเหล่านี้
            ด้านนายกฯ นาจิบกล่าวว่า “ข้าพเจ้ายึดมั่นต้องการสันติสุข ความมีเสถียรภาพและสมานฉันท์ นั่นคือเรื่องที่สำคัญที่สุด และทุกคนต้องระวังความอ่อนไหวทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยกับชนกลุ่มใหญ่ เพราะต่างก็มีประเด็นอ่อนไหวด้วยกันทั้งสองฝ่าย” นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลมาเลย์ได้บริหารจัดการ และจะเห็นว่ามาเลเซียในขณะนี้เป็นประเทศที่ค่อยข้างสงบและสมานฉันท์

            ในการเยือนครั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐกับรัฐบาลมาเลเซียได้ตกลงยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีสู่ระดับ “ความเป็นหุ้นส่วนรอบด้าน” (comprehensive partnership) แต่ความรอบด้านมีความอ่อนไหวที่แฝงอยู่มากมาย ไม่ใช่เรื่องง่ายที่มาเลเซียจะเป็นพันธมิตรสหรัฐ เว้นเสียแต่รัฐบาลสหรัฐจะยอมปิดตาข้างหนึ่ง ยอมให้รัฐบาลมาเลย์บริหารประเทศตามที่เห็นสมควร รวมทั้งเรื่องที่ประธานาธิบดีโอบามาพยายามพูดถึงเรื่องพหุสังคมนิยม อธิบายหลากหลายแง่มุม ขาดแต่เอ่ยคำว่า “ภูมิบุตร” เท่านั้นเอง
----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง:
สังคมมาเลเซียมีการถกเถียงอย่างต่อเนื่องว่ารัฐบาลดูแลเอาใจใส่พลเมืองทุกเชื้อสายอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ เป็นเหตุของการแข่งขันทางการเมือง สังคมแบ่งแยก ทั้งๆ ที่รัฐบาลยืนยันมาโดยตลอดว่ามีนโยบายส่งเสริมความเท่าเทียมแก่ทุกคน

บรรณานุกรม:
1. Joint Press Conference with President Obama and Prime Minister Najib of Malaysia. (2014, April 27). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/04/27/joint-press-conference-president-obama-and-prime-minister-najib-malaysia
2. Joint Statement By President Obama And Prime Minister Najib Of Malaysia. (2014, April 27). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/04/27/joint-statement-president-obama-and-prime-minister-najib-malaysia-0
3. Lee Hock Guan. (2008). Malaysia in 2007: Abdullah Administration under Siege. Southeast Asian Affairs, Vol. 2008, pp.187-206.
4. Mohamad Faisol Keling, Mohd Na’eim Ajis, Md. Shukri Shuib, Muhammad Fuad Othman, & Hishamudin Md.Som. (2011, July). The Malaysian Government’s Efforts in Managing Military and Defence Development. Retrieved from http://www.ijbssnet.com/journals/Vol._2_No._12%3B_July_2011/20.pdf
5. Obama to court Southeast Asia from Malaysia. (2014, April 27). AFP. Retrieved from http://timesofindia.indiatimes.com/world/us/Obama-to-court-Southeast-Asia-from-Malaysia/articleshow/34267419.cms
6. Remarks by President Obama at Young Southeast Asian Leaders Initiative Town Hall. (2014, April 27). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/04/27/remarks-president-obama-young-southeast-asian-leaders-initiative-town-ha
7. TPP pros touted, challenges raised. (2013, October 8). The Brunei Times. Retrieved from http://www.bt.com.bn/business-national/2013/10/08/tpp-pros-touted-challenges-raised
8. US counts on Malaysian role to aid pivot. (2014, April 24). Global Times. Retrieved from http://www.globaltimes.cn/content/856676.shtml
9. US Relations With Malaysia. (2014, Januray 31). US BUREAU OF EAST ASIAN AND PACIFIC AFFAIRS. Retrieved from http://www.state.gov/r/pa/ei/bgn/2777.htm
--------------------------