วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ความพยายามจัดระเบียบโลกอาหรับของซาอุดิอาระเบีย

27 ตุลาคม 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6201 วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2556)
            ประเทศซาอุดิอาระเบียตกเป็นข่าวเมื่อปฏิเสธเก้าอี้สมาชิกไม่ถาวร (Non-permanent Members/ Elected Members) ของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ กล่าวหาว่าคณะมนตรีประพฤติสองมาตรฐาน เรียกร้องการปฏิรูป จากนั้นหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางต่างออกมาชื่นชมสนับสนุนท่าทีดังกล่าวพร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของสหรัฐต่อภูมิภาคหลายเรื่อง จับใจความได้ว่าทั้งหมดนี้รัฐบาลซาอุฯ กำลังไม่พอใจรัฐบาลของประธานาธิบดีบารัก โอบามา

ดูเหมือนว่ามีการเตรียมการล่วงหน้า:
            เมื่อลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้น ข้อสังเกตประการแรกคือการแสดงออกของซาอุฯ การแสดงท่าทีสนับสนุนของประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศกาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน คูเวต ตุรกี ปาเลสไตน์ และองค์กรระหว่างประเทศสำคัญๆ ของโลกอาหรับอย่าง คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) สันนิบาตอาหรับ องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ต่างส่งเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญ แต่ละประเทศพูดบางประเด็นที่สัมพันธ์กันเป็นดังจิ๊กซอว์ของเรื่องราวทั้งหมด
            สหรัฐเป็นผู้ที่แสดงอาการเดือดเนื้อร้อนใจมากที่สุด นายจอห์น เคอร์รี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศต้องบินด่วนไปเจรจา พยายามลดโทสะของซาอุดิอาระเบีย ชักจูงให้ยอมรับเก้าอี้ดังกล่าว แต่การเจรจาไม่ประสบผลสำเร็จ เจ้าชายบันดาร์ บินซุลต่าน (Prince Bandar bin Sultan) หัวหน้าหน่วยข่าวกรองของรัฐบาลซาอุฯ กล่าวว่าความสัมพันธ์ระหว่างซาอุฯ กับสหรัฐถึงคราวต้อง “เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่”
            การแสดงออกของซาอุฯ กับประเทศอื่นๆ จึงน่าจะเป็นผลจากการปรึกษาหารือ ร่วมกันวางแผนตั้งแต่ต้น ต่างแสดงออกอย่างมีจังหวะจะโคน มีเป้าหมายบางอย่างที่ไม่ใช่การปฏิรูปคณะมนตรีความมั่นคงตามที่กล่าวอ้าง

ประเด็นความไม่พอใจของซาอุฯ:
            จิ๊กซอว์ทั้งหมดพูดอยู่หลายประเด็น  เมื่อพิจารณาแล้วมี 3 ประเด็นหลักคือ เรื่องซีเรีย อิหร่านและปาเลสไตน์
            กว่าสองปีแล้วที่ซีเรียเกิดความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรง รัฐบาลโอบามามักลังเลใจที่จะช่วยเหลือฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอัสซาด กรณีล่าสุดคือเลื่อนการพิจารณาโจมตีกองทัพซีเรีย
            การแสดงออกของซาอุฯ กับพันธมิตรอาหรับเป็นหลักฐานชี้ว่าพวกเขาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่คอยกดดันรัฐบาลโอบามาให้โจมตีซีเรีย แต่เนื่องจากชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับข้อมูลข้อสรุปของรัฐบาลที่สรุปเอาเองว่ารัฐบาลอัสซาดเป็นผู้ใช้อาวุธเคมีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ไม่เชื่อว่าการโจมตีจะช่วยให้สหรัฐมีความมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น
            เมื่อรัฐบาลรัสเซียเสนอให้ซีเรียยอมรับการตรวจสอบและทำลายอาวุธเคมีทั้งหมด รัฐบาลอัสซาดตอบรับข้อเสนอทันที ความคิดที่จะโจมตีซีเรียจึงหดหายไปและยากจะอ้างเหตุผลเรื่องอาวุธเคมีอีก เพราะเจ้าหน้าที่สหประชาชาติอยู่ระหว่างตรวจสอบและทำลาย นานาชาติพอใจกับความคืบหน้า การล้ำ “เส้นต้องห้าม” ของรัฐบาลโอบามาจึงไม่น่าจะเกิดขึ้นอีก หรือหากมีการใช้อาวุธเคมีอีกก็จะยิ่งน่าสงสัยว่าฝ่ายใดเป็นผู้ใช้กันแน่

            ในอีกด้านหนึ่งสหรัฐกับรัสเซียกำลังผลักดันให้เกิดการเจรจาที่เรียกว่า เจนีวา 2 มีกระแสข่าวว่าจะแก้ปัญหาความขัดแย้งในซีเรียด้วยการจัดตั้งองค์กรบริหารประเทศชั่วคราวที่มีอำนาจบริหารเต็ม ล่าสุด 11 ประเทศที่เรียกตัวว่า Friends of Syria (สมาชิกส่วนใหญ่คือพวกชาติตะวันตกกับอาหรับ) ผู้ให้การสนับสนุนแนวร่วมต่อต้านรัฐบาลซีเรียแสดงจุดยืนว่าประธานาธิบดีอัสซาดกับบริวารจะต้องไม่มีส่วนในองค์กรบริหารประเทศดังกล่าว เมื่อเป็นเช่นนี้จึงวิเคราะห์ต่อได้ว่าการประชุมเจนีวา 2 ไม่น่าจะเกิดขึ้นหรือหากมีการเจรจาก็คงไม่เกิดผลอะไรเพราะฝ่ายรัฐบาลอัสซาดไม่ยอมหลุดจากอำนาจแน่นอน
            นักวิเคราะห์บางคนให้ความสำคัญว่าหากปราศจากรัฐบาลอัสซาดแห่งซีเรียแล้ว จะเป็นการโดดเดี่ยวอิหร่านในตะวันออกกลาง แต่หากวิเคราะห์แบบง่ายๆ ทุกวันนี้รัฐบาลซาอุฯ กับพันธมิตรมองหน้ารัฐบาลอัสซาดไม่ติดเนื่องจากสนับสนุนฝ่ายต่อต้านอย่างเต็มที่ ให้ทั้งเงินกับอาวุธ สนับสนุนจัดตั้งฝ่ายต่อต้านที่พวกตนมีอิทธิพล ขับไล่รัฐบาลอัสซาดออกจากสมาชิกสันนิบาตอาหรับแล้วให้ตัวแทนฝ่ายต่อต้านเข้าสวมแทน
            รัฐบาลอัสซาดจึงเป็นหนามตำใจรัฐบาลซาอุฯ กับพันธมิตรอาหรับ ประวัติศาสตร์ภูมิภาคตะวันออกลางจะบรรยายเรื่องราวเหล่านี้อย่างไร

            ประเด็นต่อมาคือกรณีอิหร่าน แต่ไหนแต่ไรซาอุฯ กับพันธมิตรมองอิหร่านเป็นภัยคุกคาม ไม่ต่างจากที่อิหร่านมองซาอุฯ เป็นภัยคุกคาม (แม้ในระยะนี้ประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานีแห่งอิหร่านจะแสดงท่าทีเป็นมิตรมากกว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว)
            หลายปีที่ผ่านมาสหรัฐกับพันธมิตรดำเนินนโยบายคว่ำบาตรอิหร่าน ทำให้อิหร่านประสบปัญหาเศรษฐกิจสังคมอย่างหนักจนต้องเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศชนิดจากหน้ามือเป็นหลังมือ หันมาสมานไมตรีกับสหรัฐและนานาประเทศ ล่าสุดอิหร่านอยู่ระหว่างการเจรจากับกลุ่ม P-5+1 เพื่อแก้ปัญหาโครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่าน และมีแนวโน้มว่าน่าจะบรรลุข้อตกลงเพราะประธานาธิบดีโรฮานีประกาศเป้าหมายชัดเจนตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งว่าจะต้องทำให้สหรัฐกับพันธมิตรยุติการคว่ำบาตรให้จงได้

            รัฐบาลซาอุฯ อาจกังวลว่าหากยุติการคว่ำบาตรจะเป็นเหตุให้อิหร่านสามารถฟื้นฟูประเทศ เป็นภัยคุกคามในอนาคต แต่หากวิเคราะห์ด้วยตรรกะแบบง่ายๆ ทบวงพลังงานโลก (International Energy Agency หรือ IEA) ได้รายงานว่าการคว่ำบาตรทำให้อิหร่านลดการส่งออกน้ำมันราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากอิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันตามปกติเท่ากับว่าจะเพิ่มอุปทานในตลาดน้ำมันโลกถึงวันละ 1 ล้านบาร์เรล ถ้าคิดว่า 1 บาร์เรลมีราคาตามตลาดที่ 100 ดอลลาร์ เท่ากับว่ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันจะต้องสูญเสียรายได้ถึง 100 ล้านดอลลาร์ต่อวัน หรือราว 36,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี และหากคิดว่าอุปทานที่เพิ่มขึ้นทำให้ราคาน้ำมันในตลาดลดลง ซาอุฯ กับพันธมิตรผู้ส่งออกน้ำมันจะสูญเสียรายได้รวมกันมากกว่า 36,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีแน่นอน
            ดังนั้น ไม่ว่ารัฐบาลอิหร่านต้องการมีอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่ การคว่ำบาตรช่วยพยุงราคาน้ำมัน ช่วยเพิ่มกำไรให้กับซาอุฯ กับพันธมิตรผู้ส่งออกน้ำมัน ทั้งยังบั่นทอนเศรษฐกิจสังคมและการเมืองอิหร่านไปในตัว แต่รัฐบาลโอบามายากจะปฏิเสธสิทธิ์การใช้นิวเคลียร์ในทางสันติของอิหร่าน เพราะไม่ใช่การเจรจาทวิภาคีมีชาติมหาอำนาจอื่นๆ เป็นคู่เจรจาด้วย

            ส่วนประเด็นปัญหาอิสราเอล-ปาเลสไตน์เป็นเรื่องที่เก่าซ้ำซาก สถานการณ์ล่าสุดคือทางการอิสราเอลยังเดินหน้าอนุมัติก่อสร้างที่อยู่อาศัยในเขตพื้นที่ๆ อิสราเอลยึดครองจากปาเลสไตน์เมื่อปี 1967 ทั้งๆ ที่เขตพื้นที่เหล่านี้ (เขตเวสต์แบ็งค์ ฉนวนกาซาและนครเยรูซาเล็มตะวันออก) คือพื้นที่ๆ ชาวปาเลสไตน์หวังจะก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์ ปัจจุบันมีชาวอิสราเอลเข้าอยู่อาศัยราวหกแสนคนและยังคงก่อสร้างเพิ่มเติมเรื่อยๆ ชวนให้คิดว่ารัฐปาเลสไตน์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตคงเหลือพื้นที่เล็กนิดเดียว
            สหรัฐกับอีกหลายประเทศแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของอิสราเอล แต่อิสราเอลไม่ยอมหยุดและยังไม่มีทีท่าจะถอนออกแต่อย่างไร
            ปัญหาปาเลสไตน์เป็นรากขมขื่นที่ฝังลึกในหมู่มุสลิมโดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางมาหลายทศวรรษแล้ว รัฐบาลซาอุฯ ดำเนินนโยบายปกป้องชาวปาเลสไตน์เพื่อดึงความร่วมมือจากมุสลิมทั้งหลาย แต่มีข้อวิพากษ์ว่านับจากสงครามเมื่อปี 1973 มวลหมู่ชาติอาหรับก็ไม่คิดทำสงครามกับอิสราเอลอีก รัฐบาลหลายประเทศประกาศยอมรับอธิปไตยของอิสราเอล ดำเนินนโยบายเป็นมิตรทั้งแบบต่อหน้าและลับหลัง
            หากรัฐบาลซาอุฯ หวังกดดันรัฐบาลโอบามาเพื่อให้ไปกดดันอิสราเอลอีกทอดหนึ่ง คาดว่าเป็นความหวังที่ยากจะประสบผล รัฐบาลซาอุฯ น่าจะเข้าใจเรื่องนี้เพราะทั้งคู่ต่างเป็นพันธมิตรสำคัญของอเมริกาในภูมิภาคตะวันออกกลาง นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าฝ่ายที่ต้องรับกรรมคือชาวปาเลสไตน์

ผลลัพธ์ที่ปรากฏ:
            จากข้อเรียกร้องต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นล้วนมีข้อสรุปว่าซาอุฯ ไม่น่าจะสมหวัง ผลลัพธ์ที่ได้จริงๆ คือบรรดาชาติอาหรับกับองค์กรระหว่างประเทศในภูมิภาคได้ประกาศอีกครั้งสนับสนุนซาอุดิอาระเบียเป็นพี่ใหญ่ของชาติอาหรับและชาวมุสลิมทั้งหลายโดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ดังแถลงการณ์ของกลุ่มอาหรับว่า “เคารพและเข้าใจ” ท่าทีของซาอุฯ และเห็นว่าซาอุฯ คือตัวแทนของชาติอาหรับและชาวมุสลิมโดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง
            ซาอุดิอาระเบียเป็นประเทศที่มีอิทธิพลบารมีในภูมิภาคมานานแล้ว อีกทั้งทางการซาอุฯ ก็ประกาศจุดยืนว่าตนเป็นผู้นำโลกอาหรับมานานแล้วเช่นกัน ยิ่งในระยะสองสามปีที่ผ่านมาเกิดอาหรับสปริงในหลายประเทศ ผู้นำที่ครองอำนาจอย่างยาวนานไม่ว่าจะเป็นที่ตูนิเซีย ลิเบีย อียิปต์ต่างล้มหายตายจาก ช่วยให้บารมีของผู้นำซาอุฯ โดดเด่นมากขึ้นกว่าเดิม
            ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ การแสดงออกของซาอุฯ และผลที่เกิดขึ้นมีค่าเท่ากับเป็นการแสดงความเป็นผู้นำโลกอาหรับ กำลังแสดงบทบาทผู้จัดระเบียบภูมิภาคตะวันออกกลางกับแอฟริกาเหนือ จึงพาลกล่าวโทษคณะมนตรีความมั่นคงที่ไม่ได้กระทำเพื่อผลประโยชน์ของอาหรับโดยเฉพาะรัฐบาลโอบามา

            หากมองย้อนกลับไปที่ต้นเรื่อง เรื่องที่ซาอุดิอาระเบียไม่ยอมรับเก้าอี้สมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง ต้องเข้าใจก่อนว่าสมาชิกไม่ถาวรมาจากการเลือกของสมาชิกตามกลุ่มภูมิภาค กฎมีอยู่ว่ากลุ่มชาติอาหรับมีโควตาเพียง 1 ที่นั่งเท่านั้นไม่มากหรือน้อยกว่านี้  ดังนั้นในจำนวนสมาชิกไม่ถาวร 10 ตำแหน่ง 1 ตำแหน่งจะเป็นของกลุ่มชาติอาหรับเสมอ ผลที่ตามมาคือหากซาอุฯ ไม่รับเก้าอี้ ประเทศที่เข้ามาแทนย่อมเป็นประเทศใดประเทศหนึ่งในกลุ่มและอยู่ภายใต้การชี้นำของซาอุฯ ดังนั้นการที่ซาอุฯ จะรับเก้าอี้หรือไม่จึงไม่มีความแตกต่างแต่ประการใด 

            ส่วนเรื่องที่ซาอุดิอาระเบียตั้งใจจะปรับลดความสัมพันธ์กับสหรัฐ ก็น่าคิดว่าฝ่ายใดจะสูญเสียผลประโยชน์มากกว่า ที่แน่นอนคือฝ่ายตรงข้ามของซาอุฯ จะได้ประโยชน์ สิ่งนี้จะเป็นผลดีต่อการจัดระเบียบตะวันออกลางของซาอุฯ หรือ
----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
การคว่ำบาตรจากสหรัฐกับพันธมิตรต่อโครงการนิวเคลียร์อิหร่านพิสูจน์แล้วว่าได้ผล เศรษฐกิจสังคมอิหร่านได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้ประธานาธิบดีโรฮานีชนะการเลือกตั้ง และมาพร้อมกับนโยบายสานสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศ เร่งเจรจาแก้ปัญหาการคว่ำบาตร การเจรจาจึงเป็นเรื่องสำคัญ กำหนดอนาคตอิหร่านและภูมิภาคตะวันออกกลาง
รัฐบาลโอบามาใช้หลักฐานการโจมตีด้วยอาวุธเคมีเพียงครั้งเดียวกับอ้างหลักการว่าทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อโจมตีซีเรีย โดยละทิ้งกระบวนการของสหประชาชาติ กฎเกณฑ์ ระบบความมั่นคงของโลก
จากที่ลังเลใจมาตลอดหนึ่งปี พยายามเลื่อนการตัดสินใจว่าใครเป็นผู้ใช้อาวุธเคมีในซีเรีย เหตุการณ์การใช้อาวุธเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม กลายเป็นข้ออ้าง เป็นจุดเปลี่ยนนโยบายของโอบามาต่อซีเรีย สหรัฐคิดโจมตีกองทัพรัฐบาลอัสซาดด้วยตนเอง ด้วยไม่ฟังคำทัดทานจากหลายประเทศ เหตุผลหลักประการหนึ่งคือต้องการช่วยเหลือฝ่ายต่อต้านรัฐบาล

บรรณานุกรม:
1. Arab League, OIC, Turkey, UAE join anti-UN chorus. Arab News. http://www.arabnews.com/news/468329 21 October 2013.
2. U.S. tries to calm Saudi anger over Syria, Iran. Reuters. http://www.reuters.com/article/2013/10/21/us-saudi-un-gulf-idUSBRE99K0BT20131021 21 October 2013.
3. Kuwait wants Saudis to take up U.N. Security Council seat. Reuters. http://www.reuters.com/article/2013/10/23/us-kuwait-saudi-un-idUSBRE99M0DJ20131023 23 October 2013.
4. NATO: Russia may assist in destruction of Syria's chemical weapons. Haaretz. http://www.haaretz.com/.premium-1.553979 23 October 2013.
5. Boucek, Christopher., and  Sadjadpour, Karim. Rivals - Iran vs. Saudi Arabia. 20 September 2011. http://carnegieendowment.org/2011/09/20/rivals-iran-vs.-saudi-arabia/68jg accessed 23 October 2013.
6. Israel approves nearly 1,200 new settlement homes. USA Today/AP. http://www.usatoday.com/story/news/world/2013/08/11/israel-settlement-jewish-palestinians/2639967/ 11 August 2013.
7. Fraser., T. G. 2004. The Arab-Israeli Conflict.  2nd Edition.  N.Y.: Palgrave Macmillan.
8. The Security Council. Permanent Mission of Portugal to the United Nations. http://www.missionofportugal.org/pmop/index.php?option=com_content&view=article&id=49&Itemid=54 accessed 24 October 2013.
-------------------


วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ประธานาธิบดีโรฮานีหวังเจรจาเพื่อยุติการคว่ำบาตรจากสหรัฐ

20 ตุลาคม 2013
แก้ไขปรับปรุง 20 ตุลาคม 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 6194 วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2556)
            ตั้งแต่เริ่มหาเสียงจนถึงวันเลือกตั้งเมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาจนนายฮัสซัน โรฮานี (Hassan Rohani) ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอิหร่านคนปัจจุบันและเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ ประเด็นระหว่างประเทศที่ประธานาธิบดีโรฮานีให้ความสำคัญมากที่สุดคือการขอเจรจาเพื่อยุติการคว่ำบาตรจากสหรัฐกับพันธมิตร
ทำไมต้องรีบเปิดการเจรจา:
            เหตุผลหลักที่ประธานาธิบดีโรฮานีกล่าวซ้ำหลายครั้งคือชาวอิหร่านจะต้องรู้สึกสงบปลอดภัยทั้งชีวิตทางด้านวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจ แก้ปัญหาคนว่างงานที่มีมากกว่า 3 ล้านคน อัตราเงินเฟ้อกว่าร้อยละ 30 ค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้นมาก คนรุ่นใหม่กำลังผิดหวังต่ออนาคตที่ไม่แน่นอนของตน ทั้งหมดนี้เกิดจากนโยบายแข็งกร้าวของประธานาธิบดีคนก่อน เร่งพัฒนาโครงการนิวเคลียร์โดยไม่สนใจการคว่ำบาตรจากต่างชาติ
            ประธานาธิบดีโรฮานีสัญญาว่าจะดำเนินนโยบายสายกลางไม่สุดโต่ง ปฏิสัมพันธ์กับนานาชาติอย่างสร้างสรรค์ กล่าวว่า “วันนี้ เราควรร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ในโลก” อิหร่านจะต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจพร้อมกับรักษาศีลธรรมอันดี
            แท้ที่จริงแล้วหากวิเคราะห์อย่างรอบด้าน เป้าหมายของอิหร่านในปัจจุบันคือต้องการกลับมาติดต่อกับประชาคมโลก เพราะการคว่ำบาตรจากสหรัฐกับพันธมิตรไม่เพียงกระทบเรื่องการส่งออกน้ำมันอันเป็นรายได้หลักของประเทศ ที่สำคัญกว่าคือหลายประเทศไม่ยอมติดต่อค้าขายกับอิหร่าน ปฏิเสธความสัมพันธ์ในทุกด้าน อิหร่านกลายเป็นประเทศที่ถูกโดดเดี่ยวทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ การเร่งพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ไม่ช่วยให้ประเทศมั่นคงขึ้นแต่อย่างไร ในทางตรงข้ามอิหร่านมีมิตรน้อยลง มีศัตรูมากขึ้น ประชาชนประสบความยากลำบากอย่างเห็นได้ชัด

หลักการและเทคนิคการเจรจาของอิหร่าน:
            เพื่อให้การเจรจาบรรลุผลและอิหร่านได้ประโยชน์มากที่สุด รัฐบาลโรฮานีประกาศล่วงหน้าถึงแนวทางการเจรจาว่าจะต้องตั้งอยู่บนความเท่าเทียมกัน การให้เกียรติซึ่งกันและกันอย่างเสมอภาค ยกเรื่องผลประโยชน์ร่วม ห้ามใช้อำนาจทางทหารเป็นเครื่องมือเจรจาต่อรอง อ้างว่าหลักการเหล่านี้คือหลักการเจรจาที่ถูกต้อง กระบวนการเจรจาจะอยู่ในรูปพหุภาคี อาศัยกลไกเดิมคือ กลุ่ม P5+1 ได้แก่สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงถาวรทั้งห้าชาติกับเยอรมนี (หรือบางคนเรียกว่า E3+3 ได้แก่อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมันในฐานะสมาชิกสหภาพยุโรป กับสหรัฐ รัสเซีย จีน) อิหร่านจะได้ประโยชน์จากการเจรจารูปแบบนี้มากกว่าทวิภาคี เพราะจะมีการถ่วงดุลภายในกลุ่ม P5+1 ไม่ขึ้นกับประเทศใดประเทศหนึ่ง
            ในด้านจุดยืนเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ ประธานาธิบดีโรฮานีกล่าวซ้ำหลายครั้งว่า “ประเทศอิหร่านไม่มีและไม่แสวงหาอาวุธอำนาจทำลายร้ายแรง อันที่จริงอิหร่านเคยตกเป็นเหยื่อของอาวุธเหล่านี้” จากสงครามอิรัก-อิหร่านในทศวรรษ 1980 ที่อิรักใช้อาวุธเคมีต่ออิหร่าน ในขณะที่อิหร่านจะไม่หยุดโครงการพัฒนานิวเคลียร์เพื่อใช้ในทางสันติเพราะเป็นสิทธิอันชอบธรรม เช่น การสร้างโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ การใช้งานในทางการแพทย์ คำประกาศจุดยืนเหล่านี้ไม่แตกต่างจากอดีตประธานาธิบดีมาห์มุด อาห์มาดิเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad) และก่อนหน้านั้น
            จุดยืนที่แตกต่างคือประธานาธิบดีอาห์มาดีเนจาดแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อต้านสหรัฐกับอิสราเอล เคยกล่าวว่า “ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ ระบอบไซออนนิสต์จะต้องถูกทำลายราบในที่สุด” เห็นว่าคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติเป็นเครื่องมือของมหาอำนาจ ประกาศว่าการคว่ำบาตรจากสหรัฐกับพันธมิตรจะช่วยให้อิหร่านเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเอง ท่าทีแข็งกร้าวของประธานาธิบดีอาห์มาดิเนจาดในสมัยนั้นทำให้เขาได้รับความนิยมจากคนในประเทศอย่างมาก
            ในขณะที่ประธานาธิบดีโรฮานีแสดงท่าทียอมรับผลกระทบที่ถูกคว่ำบาตร เรียกร้องต่างชาติให้ยกเลิกการคว่ำบาตรดังกล่าว เชื่อว่าการยอมโอนอ่อนต่อคณะมนตรีความมั่นคงจะไม่กระทบต่อความนิยมภายในประเทศ
            หากมองว่าประธานาธิบดีอิหร่านคือตัวแทนความคิดเห็นของคนทั้งประเทศ เท่ากับว่าชาวอิหร่านในวันนี้เห็นว่าเรื่องปากท้องต้องมาก่อน ไม่ว่าจะชอบอเมริกากับอิสราเอลหรือไม่ก็ตาม
            นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโรฮานียังได้ใช้เวทีประชุมสมัชชาสหประชาชาติอธิบายให้ทั่วโลกเข้าใจว่าอิหร่าน “ต่อต้านการใช้ความรุนแรงและลัทธิสุดโต่งทุกชนิดทุกประเภท” เรื่องการต่อต้านลัทธิสุดโต่งเป็นแนวทางใหม่ที่อิหร่านเพิ่งประกาศ เป็นเวลา 3 ทศวรรษแล้วที่อิหร่านสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ (Hezbollah) เป็นตัวแทนอิหร่านเพื่อสู้กับอิสราเอล คำประกาศนี้เป็นนโยบายที่กำลังชี้ว่าต้องการอยู่อย่างสันติกับอิสราเอล (โดยเฉพาะในระยะนี้) เป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจและควรติดตามต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร

ผลการเจรจารอบแรก:
            ผลการเจรจารอบแรกเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คุณแคเทอรีน แอชตัน (Catherine Ashton) ตัวแทนจากสหภาพยุโรปและเป็นผู้นำเจรจาของฝ่าย P5+1 (E3+3) กล่าวว่าผลการประชุมดำเนินไปด้วยดีกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาแต่ไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียด เช่นเดียวกับนายโมฮัมหมัด จาวัด ซารีฟ (Mohammad Javad Zarif) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านกล่าวพอใจต่อผลการประชุมว่า “เกิดผล” ทั้งสองฝ่ายยังกล่าวตรงกันด้วยว่าการประชุมในครั้งหน้าเดือนพฤศจิกายนจะประกอบด้วยตัวแทนจาก “E3+3 ผู้เชี่ยวชาญนิวเคลียร์อิหร่าน นักวิทยาศาสตร์และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการคว่ำบาตร” จะเป็นการเจรจาลงรายละเอียด หากพิจารณาจากผู้เข้าร่วมประชุม การประชุมครั้งหน้าคงจะพูดเรื่องการเข้าตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน การควบคุมโครงการเพื่อให้มั่นใจว่าอิหร่านจะดำเนินโครงการในทางสันติเท่านั้น และมาตรการคว่ำบาตรที่เกี่ยวข้องกับควบคุม เช่น การควบคุมการส่งผ่านเทคโนโลยี วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อโครงการนิวเคลียร์ หากการประชุมครั้งหน้าบรรลุข้อตกลงร่วมเชื่อว่าสหรัฐกับพันธมิตรจะคลายการคว่ำบาตรในไม่ช้า โดยเฉพาะส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโครงการนิวเคลียร์โดยตรง
            ถ้ามองในแง่ดีคือการเจรจามีความคืบหน้า และน่าจะมีความคืบหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ จนทุกฝ่ายบรรลุเป้าหมายตามต้องการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
            ถ้ามองในแง่ลบคือผลสำเร็จของการเจรจาครั้งนี้เป็นเพียงก้าวแรกของการเจรจารอบใหม่ เป็นเรื่องของการแสดงออกถึงมิตรภาพความปรารถนาดีต่อกัน ไม่ได้ประกันว่าการเจรจาในขั้นต่อจากนี้ซึ่งจะลงลึกในรายละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ จะประสบผลสำเร็จ
            การที่คุณแอชตันไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดการเจรจา เป็นไปได้ว่าต่างฝ่ายต่างพูดข้อเสนอข้อเรียกร้องของตน และทุกฝ่ายต้องกลับไปทำการบ้านเพราะเป็นข้อเรียกร้องที่เกินว่าจะยอมรับ ไม่สามารถตอบตกลงทันที
            ถ้าจะมองเป้าหมายการเจรจา สองฝ่ายต่างได้แสดงเป้าหมายปลายทางของตนมานานแล้ว แม้ว่าเป้าหมายเหล่านี้มีโอกาสเปลี่ยนแปลง จุดยืนหลักของรัฐบาลโรฮานีคืออิหร่านจะไม่ยุติโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของตน รวมถึงการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียม จะยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการเพื่อใช้ในทางสันติอันเป็นจุดยืนที่พูดซ้ำมาแล้วหลายรัฐบาลหลายทศวรรษ
            ปัญหาอยู่ที่ท่าทีของฝ่าย P5+1 หรือ E3+3 ใน 6 ประเทศเหล่านี้มีจุดยืนที่ชัดเจนร่วมกันเพียงข้อเดียวคือไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ ปราศจากรายละเอียดที่เปิดเผยต่อสาธารณะ มีเพียงสหรัฐประเทศเดียวมีรายละเอียดเงื่อนไขว่าโครงการนิวเคลียร์จะต้องเปิดเผยโปร่งใส ได้รับการตรวจสอบติดตาม การเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมจะต้องอยู่ในระดับต่ำสุดทั้งเชิงคุณภาพกับปริมาณ ไม่มีโอกาสนำไปผลิตเป็นอาวุธ
            ประเด็นปัญหาที่หลายคนพูดถึงจึงอยู่ที่การต่อรองในรายละเอียด เช่น จะยอมให้อิหร่านเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมที่ระดับเข้มข้น 20 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ จำนวนแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่ครอบครองได้คือเท่าไหร่ หรืออิหร่านจะต้องระงับโครงการส่วนใหญ่ไว้ก่อน รวมทั้งที่ฟอร์โดว์ (Fordow) อิหร่านจะยอมรับข้อเรียกร้องเหล่านี้หรือไม่
            อีกประเด็นที่น่าจับตาคือการตกลงในระดับทางเทคนิค เช่นจะตรวจสอบจุดไหนอย่างไร เป็นประเด็นรายละเอียดปลีกย่อยที่ตกลงกันไม่ได้ในตลอดหลายปีที่ผ่านมา

สหรัฐอยู่ในฐานะได้เปรียบ การคว่ำบาตรได้ผล:
            หลายปีของการคว่ำบาตรอิหร่านพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผล ผู้นำประเทศอิหร่านต้องกลับมาให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ รัฐบาลใหม่ของนายโรฮานีเน้นความร่วมมือกับชาติตะวันตกมากกว่าเลือกที่จะเผชิญหน้า พร้อมกับคาดหวังอย่างผู้ที่มองโลกในแง่ดีว่าสหรัฐกับพันธมิตรจะยุติการคว่ำบาตรในไม่ช้า
            ในยามนี้ชาติตะวันตกเป็นฝ่ายได้เปรียบในการเจรจาต่อรอง ย่อมสามารถตั้งข้อเรียกร้องต่างๆ แต่การบีบให้รัฐบาลโรฮานีจนมุมหรือจนตรอกน่าจะเป็นโทษมากกว่า เพราะหากรัฐบาลโรฮานีไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ ภาพลักษณ์อิหร่านในสายตาประชาคมโลกเสียหาย ย่อมส่งผลทำให้ประธานาธิบดีโรฮานีเสียคะแนนนิยม เสียการสนับสนุนภายในประเทศ เมื่อวิถีทางการทูตไม่ได้ผลย่อมบีบให้อิหร่านหวนกลับไปใช้ไม้แข็งในการเจรจาต่อรอง อิหร่านอาจเปลี่ยนนโยบาย แม้กระทั่งอาจเปลี่ยนตัวผู้นำรัฐบาลที่แข็งกร้าวกว่าเดิมก็เป็นได้
            ในแง่มุมการเมืองระหว่างประเทศ หลายประเทศไม่เห็นด้วยกับโครงการพัฒนานิวเคลียร์แต่ก็ไม่ปรารถนาจะเห็นบทบาทของอเมริกาที่แข็งกร้าวเกินไป หวังเห็นการถอยคนละก้าวมากกว่าบีบให้ประเทศหนึ่งถึงกับต้องจนตรอก
            รัฐบาลโอบามาในฐานะประเทศคู่เจรจาที่สำคัญควรใช้โอกาสนี้แสดงบทบาทผู้สร้างสันติภาพโลก ที่สามารถสร้างความพอใจแก่ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นอิสราเอล อิหร่านหรือประเทศต่างๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ไม่ควรลืมว่าผลประโยชน์อเมริกาไม่จำกัดเฉพาะตัวประเทศอิหร่านหรืออิสราเอลเท่านั้น แต่มีผลประโยชน์จากนานาประเทศทั่วโลก เป็นภาพพจน์ของอเมริกาต่อสายตาคนทั้งโลก
--------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง:
อิหร่านมีโครงการนิวเคลียร์มาหลายทศวรรษแล้ว สมัยของอาห์มาดินาจาดเป็นช่วงที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เป็นเหตุให้ชาติตะวันตกคว่ำบาตร ซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่ทุกรัฐบาลที่กระทำเช่นเดียวกันนี้ ขึ้นกับเหตุผลเบื้องหลัง บริบทแวดล้อมอื่นๆ
8 ปีของการพัฒนานิวเคลียร์ภายใต้สมัยประธานาธิบดีอาห์มาดิเนจาด เป็นช่วงเวลาที่โครงการนิวเคลียร์มีความก้าวหน้ามาก ก่อทั้งผลดีผลเสียต่ออิหร่านชัดเจน แม้จะยังไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์สำเร็จตามเป้า แต่ได้บรรลุเป้าหมายบางอย่างแล้ว

บรรณานุกรม:
1. Hitchcock, Mark. 2006 Iran: The Coming Crisis: Radical Islam, Oil, and the Nuclear Threat. CO: Multnomah Books.
2. Candidates hold debate on foreign and national policyTehran Times. http://www.tehrantimes.com/politics/108311-candidates-hold-debate-on-foreign-and-national-policy 7 June 2013.
3. Rohani vows to bring moderation to the country. Tehran Times. http://www.tehrantimes.com/politics/108120-rohani-vows-to-bring-moderation-to-the-country- 28 May 2013.
4. Rohani says fallacy that casting ballots has no effect is ‘word of Satan’. Tehran Times. http://www.tehrantimes.com/politics/108120-rohani-vows-to-bring-moderation-to-the-country- 9 June 2013.
5. “Moderates, reformists join hands to challenge divided conservatives in Iran's poll” Xinhua. http://news.xinhuanet.com/english/world/2013-06/11/c_132448462.htm 11 June 2013.
6. Foreign minister to lead Iran’s new nuclear negotiating team: report. Tehran Times. http://www.tehrantimes.com/politics/110980-foreign-minister-to-lead-irans-new-nuclear-negotiating-team-report 22 September 2013.
7. Naji, Kasra. 2008. Ahmadinejad: The Secret History of Iran's Radical Leader. CA: University of California Press.
8. Rouhani Voices Iran's Opposition to WMDs. FNA. http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13920701000398 23 September 2013.
9. Khan, Saira. 2010. Iran and Nuclear Weapons: Protracted Conflict and Proliferation. New York: Routledge.
10. Remarks EU HR Ashton following meeting of the E3/EU+3 with Iran, 15/16 October. European Union. http://www.eu-un.europa.eu/articles/en/article_14093_en.htm 16 October 2013.
11. Iran’s nuclear talks called fruitful, substantive, most detailed. Tehran Times. http://www.tehrantimes.com/politics/111554-irans-nuclear-talks-called-fruitful-substantive-most-detailed16 October 2013.
---------------------

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข้อเสนอ 7 ยุทธศาสตร์ผลักดันสัมพันธ์จีน-อาเซียน

13 ตุลาคม 2013
(แก้ไข 15 ตุลาคม 2013)
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 6187 วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2556
และได้รับการเผยแพร่ผ่าน สำนักประชาสัมพันธ์เขต 4 กรมประชาสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2556, http://region4.prd.go.th/ewt_news.php?nid=38959&filename=index
สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2556, http://www.thaizhong.org/index.php?option=com_content&view=article&id=3965:-7-&catid=63:articlespecialorther-cat&Itemid=100)

            ในวาระครบรอบ 10 ปีความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์จีน- อาเซียน (China-Asean strategic partnership) นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีนได้บรรยายสรุปความสัมพันธ์สองฝ่ายว่าปัจจุบันจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอเซียน และอาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับสามของจีน สิ้นปี 2012 การค้าระหว่างสองฝ่ายสูงถึงกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์ คิดเป็นห้าเท่าของเมื่อ 10 ปีก่อน ปีที่แล้วประชาชนสองฝ่ายเดินทางไปมาหาสู่ถึง 15 ล้านคน คิดเป็น 4 เท่าของ 10 ปีก่อน นักท่องเที่ยวชาวจีนคิดเป็นอันดับสองของนักท่องเที่ยวอาเซียนทั้งหมด โดยสารด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำกว่าพันเที่ยวต่อสัปดาห์

ข้อเสนอ 7 ยุทธศาสตร์ของจีน:
            ในโอกาสการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-จีนครั้งที่ 16 ภายใต้การประชุมสุดยอดอาเซียนประจำปี 2013  นายกฯ หลี่นำเสนอข้อเสนอ 7 ประการหรือ 7 ยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มขยายความร่วมมือระหว่างจีนกับอาเซียน ดังนี้
            ข้อแรก ยึดมั่นสร้างความสัมพันธ์เป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน จีนพร้อมที่จะปรึกษากับอาเซียนเพื่อลงนามในสนธิสัญญาเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพและความร่วมมือ (treaty on good-neighbourliness, friendship and cooperation) เป็นการเสริมสร้างรากฐานทางการเมืองสู่ความไว้เนื้อเชื่อใจ ให้ความร่วมมือทางยุทธศาสตร์อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย สองฝ่ายผูกพันอย่างเหนียวแน่น
            ข้อสอง เพิ่มการแลกเปลี่ยนและเพิ่มความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยปรับปรุงกลไกประชุมรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมจีน-อาเซียน (Asean-China Defence Ministers’ Meeting) ให้จัดการประชุมอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อเพิ่มความร่วมมือด้านการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ ความมั่นคงทางไซเบอร์ การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การบังคับใช้กฎหมายร่วม และความมั่นคงนอกรูปแบบ (Non-traditional Security) อื่นๆ
            ข้อสาม ปรับยกระดับเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน (China-ASEAN Free Trade Area หรือ CAFTA) เพิ่มขยายการค้าการลงทุนเสรีระหว่างกัน กำหนดเป้าหมายปริมาณการค้าระหว่างกัน 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2020
            ข้อสี่ เร่งสร้างระบบเชื่อมโยงติดต่อ เสนอจัดตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (Asian infrastructure investment bank) เนื่องจากชาติสมาชิกอาเซียนบางประเทศต้องการการสนับสนุนทางการเงินเพื่อก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน
            ข้อห้า ขยายความร่วมมือด้านการเงินและการป้องกันความเสี่ยงต่างๆ เพิ่มปริมาณและขยายกรอบการแลกเปลี่ยนเงินตราแบบทวิภาคี ขยายโครงการนำร่องกระบวนการชำระเงินและส่งมอบสินค้าจากการซื้อขายข้ามประเทศด้วยสกุลเงินท้องถิ่น ขยายความร่วมมือความริเริ่มเชียงใหม่พหุภาคี (Chiang Mai Initiative Multilateralisation) ใช้สมาคมธนาคารนานาชาติจีน-อาเซียน (China-ASEAN Inter-Bank Association) ให้เกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น
            ข้อหก สร้างความร่วมมือทางทะเล กระชับความร่วมมือภาคเศรษฐกิจที่พึ่งพาทางทะเล (marine economy) อย่างเป็นรูปธรรม ร่วมสร้างเส้นทางสายไหมทางทะเลสำหรับศตวรรษที่ 21ผ่านความร่วมมือด้านการประมง การเชื่อมโยงทางทะเล การปกป้องสิ่งแวดล้อมและการวิจัยทางทะเล การค้นหาและกู้ภัยทางทะเล
            ข้อเจ็ด ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ร่วมกันวางแผนปฏิบัติการความร่วมมือทางวัฒนธรรมระหว่างจีน-อาเซียน (China-Asean Cultural Cooperation Action Plan) เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการศึกษา การแลกเปลี่ยนเยาวชน นักวิเคราะห์และสื่อมวลชน ส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยี การปกป้องสิ่งแวดล้อมและด้านอื่นๆ อันจะเพิ่มกระชับความร่วมมือฉันท์มิตรระหว่างสองฝ่าย

วิเคราะห์องค์รวม:
            ประการแรก ยุทธศาสตร์ใช้การพัฒนาเศรษฐกิจนำหน้าความสัมพันธ์
            แถลงการณ์ สุนทรพจน์ของฝ่ายจีนเต็มไปด้วยเนื้อหามุ่งหวังการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างประโยชน์แก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย ข้อเสนอ 7 ยุทธศาสตร์ใช้แนวทางดังกล่าวเช่นกัน แต่การพัฒนาเศรษฐกิจย่อมเชื่อมโยงสัมพันธ์กับมิติอื่นๆ ยิ่งผูกพันทางเศรษฐกิจมากเพียงไรย่อมผูกพันกับมิติอื่นๆ มากขึ้นเพียงนั้น
            ในแง่ของจีน เป้าหมายหลักของจีนขณะนี้คือการพัฒนาประเทศทุกด้าน เพื่อบรรลุเป้าหมายหลักดังกล่าวจำต้องมีบรรยากาศเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศที่เอื้อต่อการพัฒนาของจีน ไม่มีสิ่งใดมาขัดขวาง เช่น ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านที่อาจนำสู่การกีดกันทางการค้าการเมืองระหว่างประเทศ ผลลัพธ์จากการพัฒนาของจีนย่อมเป็นประโยชน์ทั้งต่อเศรษฐกิจสังคมและการเมืองภายในประเทศ และต่อการเมืองระหว่างประเทศ
            ประการที่สอง การสัมพันธ์กับอาเซียนมีทั้งส่วนที่ง่ายกับส่วนที่ยาก
            แถลงการณ์ร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-จีนระบุว่าทุกฝ่ายเห็นพ้องกับข้อเสนอของจีนในการกระชับความสัมพันธ์อาเซียน-จีน แต่ความสัมพันธ์กับอาเซียนมีทั้งส่วนที่ง่ายกับส่วนที่ยาก ส่วนที่ง่ายคือชาติสมาชิกมีความสัมพันธ์กับจีนอยู่แล้ว หลายประเทศมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใกล้ชิด ตัวเลขการค้าการลงทุนระหว่างกันชี้ชัดเรื่องดังกล่าว ส่วนที่ยากคือทุกประเทศมีฐานความสัมพันธ์เดิมกับประเทศอื่นๆ อยู่ก่อนแล้ว พิจารณาได้จากตัวเลขการค้าการลงทุนระหว่างกันเช่นเดิม หากมองว่าข้อเสนอของจีนคือสินค้าตัวหนึ่ง สินค้าใหม่ตัวนี้เพิ่งออกวางจำหน่ายในตลาด ในขณะที่ผู้บริโภคคุ้นเคยกับสินค้ายี่ห้ออื่นๆ อยู่ก่อนแล้ว บางรายถึงกับจงรักภักดีต่อสินค้ายี่ห้ออื่น ดังนั้น สินค้าจีนที่เข้ามาตีตลาดจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความเพียรพยายามด้วยปัจจัยเงื่อนไขที่เกื้อหนุน จีนจะได้ส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มเติมไม่มากก็น้อย
            ประการที่สาม ประเด็นความไว้เนื้อเชื่อใจ
            ประเด็นที่อาเซียนกังวลคือบทบาทในอนาคตของจีน นายกฯ หลี่ตอบว่าเป็นธรรมดาที่จะมีข้อกังวลดังกล่าว ประวัติศาสตร์ชี้ว่าชาติมหาอำนาจพยายามแสวงหาความเป็นเจ้า และจีนเป็นประเทศสำคัญในภูมิภาคเอเชีย แต่เหตุการณ์ในศตวรรษที่ 21 แตกต่างจากอดีต ทุกประเทศแสวงหาสันติภาพกับการพัฒนา จีนกำลังมุ่งไปสู่ทิศทางนี้ และไม่มีเหตุผลที่จะเปลี่ยนจากเส้นทางดังกล่าว จีนยึดหลักว่า “จงอย่ากระทำต่อผู้อื่นในสิ่งที่ตนไม่อยากให้ผู้อื่นกระทำต่อตัวเอง” จีนเคยผ่านประสบการณ์ทุกข์ยากจากยุคอาณานิคมและการรุกรานของชาติตะวันตก จีนในยุคปัจจุบันต่อต้านลัทธิเจ้าโลกและการเมืองเชิงอำนาจ จีนไม่มีประเพณีแสวงหาความเป็นเจ้าหรือขยายอาณาจักร ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมาจีนปฏิบัติต่อเพื่อนบ้านด้วยมิตรภาพ ถือว่าสันติภาพมีคุณค่าสูงสุด และแสวงหาความสมานฉันท์ในความหลากหลาย ดังนั้นจึงไม่มีทางที่จีนจะดำเนินตามแบบแผนแสวงหาความเป็นเจ้าหลังจากที่ประเทศเข้มแข็ง
            นายกฯ หลี่กล่าวอีกว่าในฐานะเป็นสมาชิกของครอบครัวใหญ่เอเชีย อนาคตของจีนเชื่อมโยงใกล้ชิดกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค จีนต้องการบรรยากาศการอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านด้วยสันติและมีเสถียรภาพ ต้องการมีสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน ต่างได้รับประโยชน์จากความร่วมมือ และพร้อมจัดการความแตกต่างและการไม่เห็นตรงกัน
            แถลงการณ์ร่วมจีน-อาเซียนหลังการประชุมระบุว่าอาเซียนตอบสนองข้อเสนอของจีนเรื่องการทำ สนธิสัญญาเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพและความร่วมมือ ด้วยความขอบคุณและขอรับไปพิจารณาเป็นตัวอย่างสะท้อนลักษณะอาเซียนที่มีความหลากหลายภายในตัวเอง สะท้อนการใช้หลักฉันทามติและกลไกถ่วงดุลความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ทำนองเดียวกับที่อาเซียนตกลงที่จะเพิ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงกับจีน แต่เรื่องจัดประชุมรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมจีน-อาเซียนอย่างไม่เป็นทางการตามที่จีนเสนอมานั้น อาเซียนเห็นว่าอาจจัดประชุมในอนาคตเมื่อเหมาะสม
            ประการที่สี่ ดูความสำเร็จที่ระดับทวิภาคี
            ข้อเสนอ 7 ยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลจีนตั้งใจสัมพันธ์กับอาเซียนใน 10 ปีข้างหน้าไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ทางการจีนได้นำเสนอผ่านวาระต่างๆ มาแล้ว มีการพูดคุยหารือในระดับทวิภาคีเรื่อยมา บัดนี้เป็นได้รวมเป็นชุดยุทธศาสตร์ที่ประกาศต่ออาเซียน เป็นนโยบายเพิ่มเติม กรอบนโยบายหลักที่จีนหวังจะผลักดันให้สำเร็จใน 10 ปีข้าง
            ดังนั้นไม่ว่าอาเซียนจะตอบตกลงหรือไม่ ชาติสมาชิกหลายประเทศอยู่ระหว่างการหารือความร่วมมือเหล่านี้อยู่แล้ว ความร่วมมือระดับทวิภาคีหรือระหว่างหลายประเทศอาเซียนกับจีนน่าจะเป็นเป้าหมายที่จีนมุ่งหวังจะประสบผลสำเร็จจริงๆ
            มีเรื่องน่าสนใจว่าในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ผู้นำจีนสองท่านเดินทางเยือนชาติสมาชิกอาเซียนรวมถึง 6 ประเทศ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเยือนอินโดนีเซีย มาเลเซีย ก่อนเข้าร่วมการประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิคหรือเอเปคเมื่อวันที่ 7-8 ตุลาคม นายกฯ หลี่เข้าประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกระหว่างวันที่ 9-10 ตุลาคม แล้วเยือนบรูไน ไทย และเวียดนาม รวมแล้วสองผู้นำจีนเยือนทั้งหมด 5 ประเทศจากอาเซียน 10 ประเทศ (ประเทศที่ไม่ได้เยือนในรอบนี้ คือ ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ สิงคโปร์และฟิลิปปินส์) สาระเนื้อหาการเยือนเกี่ยวข้องกับ 7 ยุทธศาสตร์ดังกล่าว
            ความกังวลที่ว่าในอนาคตชาติสมาชิกอาเซียนบางประเทศจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับจีนมากกว่าบางประเทศ อาเซียนจะมีความแตกต่างหลากหลายมากกว่าเดิมจึงมีโอกาสเป็นจริงไม่มากก็ไม่น้อย

            ข้อเสนอ 7 ยุทธศาสตร์เป็นแนวทางและแผนรูปธรรมที่จีนตั้งใจจะสัมพันธ์กับอาเซียนในอีก 10 ปีข้างหน้าหรือ 10 ปีที่จีนเรียกว่าเป็น ปีเพชรต่อเนื่องจาก 10 ปีก่อนที่จีนถือว่าเป็นปีทองจากนี้ไปเป็นช่วงเวลาของการติดตามความสำเร็จของยุทธศาสตร์ดังกล่าว ดูจากความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมโดยเฉพาะระดับทวิภาคี เช่น การก่อสร้างโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงจีนกับอาเซียน
            ในแง่มุมของอาเซียน เป็นเรื่องที่ต้องย้ำเตือนว่าอาเซียนจะได้รับประโยชน์มากที่สุดหากอาเซียนเข้มแข็งในตัวเอง หากอาเซียนเข้มแข็งวาระอาเซียนย่อมแข็งแกร่ง และสามารถร่วมกำหนดวาระเอเชียตะวันออกร่วมกับประเทศอื่นๆ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองยั่งยืนร่วมกัน
------------------------

บรรณานุกรม:
1. Li raises seven-pronged proposal on promoting China-ASEAN cooperation. Xinhua. http://news.xinhuanet.com/english/china/2013-10/10/c_125503874.htm 10 October 2013.
2. Full text: Premier Li Keqiang Gives Joint Written Interview To Media from ASEAN Countries. Xinhua. http://news.xinhuanet.com/english/china/2013-10/08/c_125496903.htm 8 October 2013.
3. Joint Statement of the 16th ASEAN-China Summit on Commemoration of the 10th Anniversary of the ASEAN-China Strategic Partnership.http://www.asean.org/images/archive/23rdASEANSummit/7.%20joint%20statement%20of%20the%2016th%20asean-china%20summit%20final.pdf accessed 10 October 2013.
4. CHAIRMAN’S STATEMENT OF THE 16TH ASEAN-CHINA SUMMIT. 9 October 2013
Bandar Seri Begawan, Brunei Darussalam. http://www.asean.org/images/archive/23rdASEANSummit/chairmans%20statementfor%20the%2016th%20asean-china%20summit%20-%20final%203.pdf 10 October 2013.
5. China hopes for momentous treaty with ASEAN: Li. Xinhua. http://news.xinhuanet.com/english/china/2013-10/09/c_132783278.htm 9 October 2013.
6. Li plans to seek deeper trust with neighbors. China Daily. http://www.chinadaily.com.cn/china/2013livisiteastasia/2013-10/09/content_17016119.htm 9 October 2013.
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2556

จากโอบามาแคร์สู่การเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ

6 ตุลาคม 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 6180 วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2556
และได้รับการเผยแพร่ผ่าน US Watch” โดย กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ, http://uswatch.mfa.go.th/uswatch/th/article/detail.php?article=1758)

            อีกครั้งหนึ่งที่กฎหมายระบบประกันสุขภาพของประธานาธิบดีบารัก โอบามาที่มีชื่อเต็มๆ ว่า Patient Protection and Affordable Care Act (PPACA) บางคนเรียกว่า Affordable Care Act (ACA) หรือที่นิยมเรียกติดปากว่าโอบามาแคร์ (Obamacare) กลายเป็นประเด็นการต่อสู้ทางการเมืองอีกครั้ง
            หากพิจารณาประเด็นต่อสู้จะเห็นว่าก็ยังคงเป็นประเด็นเดิมๆ ประเด็นถกเถียงพื้นฐานคือ เป็นหน้าที่ของสังคมหรือไม่ที่จะต้องปกป้องผู้มีรายได้น้อยจนถึงขั้นส่งผลเสียต่อประเทศ รัฐบาลกำลังริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนหรือไม่ หลายคนไม่เห็นด้วยกับหลักการดังกล่าว นายจอห์น โบเนอร์ (John Boehner) วุฒิสมาชิกและโฆษกพรรครีพับลิกันกล่าวว่าพรรคกำลังทำหน้าที่เพื่อดำรงไว้ซึ่ง “ความยุติธรรมแก่ชาวอเมริกันทุกคน”
            ถ้าจะพูดถึงข้อดี พระราชบัญญัติดังกล่าวช่วยให้คนยากจนอีกหลายหมื่นหลายแสนคนสามารถซื้อกรรมธรรม์ประกันสุขภาพในราคาถูกกว่าเดิม ช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถซื้อกรรมธรรม์ประกันสุขภาพใหม่ที่ให้สิทธิประโยชน์ในการรักษาสุขภาพมากกว่าเดิมโดยที่รัฐบาลใช้งบประมาณอุดหนุนบางส่วน ประธานาธิบดีโอบามาชี้ว่าการผ่านงบประมาณระบบประกันสุขภาพนั้นเป็นเรื่องร้ายแรงเท่าชีวิต “แต่ละปีชาวอเมริกันนับหลายหมื่นคนต้องจบชีวิตเพราะเขาไม่สามารถชำระค่าประกันสุขภาพ”
            ปัญหาติดอยู่ที่โครงการดังกล่าวกับโครงการสวัสดิการอื่นๆ ทำให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระมากขึ้นทุกขณะในยามที่รัฐบาลขาดดุลเรื่อยมา และกำลังเผชิญแรงกดดันว่าหนี้สาธารณะกำลังจะเลยเพดานตามที่กฎหมายกำหนดคือ 16.7 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว
            ณ วันนี้จึงมีปัญหาสองเรื่องใหญ่คือโอบามาแคร์กับเพดานหนี้สาธารณะ แต่เรื่องโอบามาแคร์ลดตัวกลายเป็นประเด็นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับประเด็นหนี้สาธารณะ และจะต้องมีข้อสรุปภายวันที่ 17 ตุลาคมเนื่องจากถึงวันครบกำหนดชำระหนี้ หากร่างงบประมาณยังไม่ผ่าน จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สหรัฐขาดการชำระหนี้

ปัญหาหนี้สาธารณะที่ซ้ำซาก:
            เป็นเวลานานแล้วชาวอเมริกันคุ้นเคยกับปัญหาการใช้จ่ายของรัฐบาลกลาง การต่อสู้เรื่องอัตราภาษี ควรลดหรือควรเพิ่ม ควรขึ้นภาษีคนรวยหรือคนจน ต้องแก้ปัญหาขาดดุลหรือจะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ เหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับทุกรัฐบาล และถกเถียงกันอยู่ตลอดเวลาว่าควรบริหารประเทศอย่างไร บ่อยครั้งที่รัฐบาลใหม่เริ่มต้นด้วยการพูดว่าจะลดการขาดดุลแต่สุดท้ายคือหนี้สินสาธารณะเพิ่มสูงขึ้นอีก
            เมื่อเดือนสิงหาคม 2011 รัฐบาลอเมริกันเกือบต้องขาดชำระหนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว เนื่องจากพรรครีพับลิกันตั้งเงื่อนไขว่าทุกดอลลาร์ที่ปรับขึ้นเพดานหนี้สาธารณะจะต้องปรับลดงบประมาณในจำนวนที่เท่ากัน เหตุการณ์ครั้งนั้นลงเอยด้วยสองพรรคบรรลุข้อตกลงก่อนถึงกำหนดชำระหนี้เพียงสองวัน โดยที่รัฐบาลกำหนดแผนปรับลดรายจ่ายจำนวน 9 แสนล้านดอลลาร์ ($900 billion) ในช่วง 10 ปีข้างหน้า และจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อวางแผนปรับลดการขาดดุลอีก 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีดังกล่าวด้วย แต่ไม่กี่เดือนต่อมาคณะกรรมาธิการสลายตัวไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใดๆ
            ทุกรัฐบาลทุกพรรคการเมืองพูดถึงการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ แต่ผลลัพธ์เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย หนี้สิ้นมีแต่จะพอกพูน

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากไม่ขึ้นเพดาน:
            กระทรวงการคลังสหรัฐนำเสนอรายงานฉบับหนึ่งเมื่อต้นเดือนตุลาคม ชี้ว่าประเทศไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ แต่หากเกิดขึ้นจะส่งผลเสียหายใหญ่หลวง ค่าเงินจะลดลง อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบทั่วโลกเป็นลูกโซ่ และอาจเกิดวิกฤตการเงิน เศรษฐกิจถดถอยเหมือนเช่นปี 2008 หรืออาจเลวร้ายกว่านั้น
            รายงานยังบรรยายสถานการณ์ย้อนหลังในปี 2011 เพื่อเตือนความจำว่าในช่วงนั้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกับภาคธุรกิจลดต่ำลงมาก (ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงร้อยละ 22 ภาคธุรกิจลดลงร้อยละ 3) ตลาดเงินอยู่ในภาวะตึงเครียด การจ้างงานลดลง รัฐบาลถูกปรับลดเครดิต หุ้นตกและมีความผันผวนอย่างรุนแรง เป็นเช่นนี้นานหลายเดือน
            ผลกระทบต่อตลาดเงินส่งผลโดยตรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ประชาชนจำนวนมากที่ลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆ หลายครอบครัวกับธุรกิจหลายแห่งจับจ่ายใช้สอยด้วยเงินที่มาจากการกู้ยืม ดังนั้น ราคาหุ้นที่ลดต่ำลงกับอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นจะกดดันให้ครอบครัวกับธุรกิจลดการใช้จ่าย เหตุการณ์เมื่อเดือนสิงหาคม 2011 ส่งผลกระทบเป็นเวลาหลายเดือน การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนมีความสำคัญเพราะคิดเป็นร้อยละ 70 ของจีดีพี
            การปิดหน่วยงานภาครัฐบางส่วนบางหน่วยงานที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้กระทบต่อเศรษฐกิจเช่นกัน มีผู้ประเมินว่าหากหน่วยงานรัฐที่ปิดบางส่วนนั้นปิดนานถึง 1 สัปดาห์จะทำให้จีดีพีลดลงร้อยละ 0.25 ถ้านานกว่าจะอาจส่งผลถึงขั้นทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย
            สถานการณ์จึงอยู่ในภาวะล่อแหลมและอาจเกิดผลกระทบรุนแรงเพราะมีสองเรื่องรวมกันคือการปิดหน่วยงานภาครัฐกับการผิดนัดชำระหนี้
            รวมความแล้วกระทรวงการคลังพยายามชี้ว่าไม่อาจปล่อยให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้โดยเด็ดขาด กล่าวอีกนัยหนึ่งคือจำต้องขึ้นเพดานหนี้สาธารณะ และรัฐบาลกับฝ่ายค้านจะต้องตกลงเรื่องโอบามาแคร์ให้ได้ด้วยเพราะสองเรื่องถูกฝ่ายการเมืองจับผูกโยงเข้าด้วยกัน

สองพรรคต่างกันเพียงในรายละเอียด:
            จุดยืนล่าสุดของพรรครีพับลิกันคือเสนอให้ปรับเพดานหนี้สาธารณะบนเงื่อนไขว่าต้องปรับแก้โอบามาแคร์ ซึ่งอาจจะเป็นการเลื่อนโครงการดังกล่าวออกไปหรือลดขนาดลง (ขึ้นกับการเจรจา) เนื่องจากเห็นว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น นายมิช แมคคอนแนลวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันกล่าวว่าประธานาธิบดีโอบามาจะต้อง “เอาจริงเอาจังกับการใช้จ่ายและเป็นเวลาที่ดีที่จะแก้เพดานหนี้” ส่วนนายจอห์น โบเนอร์กล่าวว่า “คนอเมริกันไม่สนับสนุนเพิ่มเพดานหนี้หากรัฐบาลไม่ลดการใช้จ่ายด้วย”
            ท่าทีของพรรครีพับลิกันกำลังชี้ว่ารัฐบาลโอบามาคือผู้ต้องรับผิดชอบต่อการก่อหนี้สาธารณะ ในขณะที่ตนเป็นผู้พยายามแก้ไขปัญหา
            ทางด้านประธานาธิบดีโอบามาเห็นด้วยกับการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะเช่นกัน แต่บนเงื่อนไขที่แตกต่างกันคือต้องปรับขึ้นเพดานหนี้โดยไม่มีเงื่อนไข ถ้าต้องลดการขาดดุลด้วยการปรับลดงบประมาณ จะต้องขึ้นภาษีควบคู่ไปด้วยซึ่งหมายถึงเน้นการขึ้นภาษีคนรวยที่พรรครีพับลิกันไม่เห็นด้วย
            หากมองเรื่องนี้ในแง่การต่อสู้ทางการเมือง นี่คือหนึ่งในสนามต่อสู้ที่สำคัญ สองพรรคต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเป็นตัวก่อหนี้สาธารณะ ขัดขวางการพัฒนาประเทศ ที่ผ่านมาจึงไม่มีฝ่ายใดยอมรับและพยายามโยนความผิดให้อีกฝ่ายหนึ่ง แต่ทั้งสองพรรคเห็นด้วยกับการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะให้สูงขึ้นอีก

รัฐบาลยังรับมือและแก้ไขได้ ขึ้นกับความกล้าหาญของฝ่ายการเมือง:
            นายจอห์นสัน (Johnson) กับควาก (Kwak) ย้ำเตือนหลักการพื้นฐานที่สำคัญว่า “เราต้องจ่ายเงินเพื่อสิ่งที่เราต้องการ ไม่ว่าจะต้องจ่ายเดี๋ยวนี้หรือในอนาคต” รัฐบาลใดก็ตามที่ขาดความรับผิดชอบด้านการคลังจะพบปัญหาใหญ่เมื่อเกิดภาวะวิกฤต อย่างไรก็ตามในระยะนี้พันธบัตรอเมริกายังแข็งแกร่งมาก อัตราดอกเบี้ยต่ำ รัฐบาลไม่มีปัญหาการขายพันธบัตร (กู้ยืม) แต่อย่างไร ดังนั้นการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะน่าจะเป็นปัญหาน้อยกว่าการผิดนัดชำระหนี้ และเชื่อว่ารัฐบาลโอบามาได้เตรียมการรองรับไว้แล้ว เหมือนกับเรื่องการปิดหน่วยงานรัฐที่ได้เตรียมการล่วงหน้ามาก่อน
            เพียงแต่ต้องพึงระลึกเสมอว่าหนี้สาธารณะขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจอเมริกาเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไปเรื่อยๆ ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะลดลง สามารถรองรับภาระงบประมาณเพื่อใช้จ่ายด้านสวัสดิการต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น ในทางตรงข้ามหากเศรษฐกิจอ่อนแอ ดอกเบี้ยจะสูงขึ้น รัฐบาลขาดดุลมากขึ้น ภาระการคลังเพิ่มขึ้น ดัชนีตลาดเงินตลาดทุนทรุดตัว ประชาชนลดการบริโภค ธุรกิจชะลอการลงทุน ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ให้เศรษฐกิจอ่อนแอลงไปอีก
            สถานการณ์จึงเปรียบเสมือนเดิมพันที่รัฐต้องชนะอย่างเดียวคือเศรษฐกิจจะต้องเติบโตไปเรื่อยๆ
            อันที่จริงนักวิชาการบางคนเชื่อว่ารัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาขาดดุลงบประมาณ สามารถปฏิรูประบบภาษีและระบบการใช้จ่ายเพื่อลดช่องว่างงบประมาณ ทั้งนี้ขึ้นกับความกล้าหาญของฝ่ายการเมือง ประเด็นคือการขึ้นภาษีทำให้เสียคะแนนเสียง พรรครีพับลิกันไม่เห็นด้วยกับการขึ้นภาษีคนรวย ส่วนพรรคเดโมแครตไม่เห็นด้วยกับการขึ้นภาษีคนจนกับชนชั้นกลาง ทำนองเดียวกับการปรับลดอัตรากำลัง ลดการจ้างพนักงาน ลดสวัสดิการข้าราชการ เพราะทั้งหมดเกี่ยวข้องกับคะแนนเสียงทางการเมือง จึงยังไม่มีพรรคใดที่อยากลงมือแก้ปัญหาจริงๆ ได้แต่แก้ไขตามสถานการณ์ แก้ไขบางส่วน

            ข้อดีอย่างหนึ่งคือความขัดแย้งการโต้เถียงที่ยืดเยื้อทำให้ประชาชนได้รับรู้ปัญหา เนื่องจากสังคมอเมริกันที่มีเสรีภาพทางสื่อค่อนข้างมาก ในแง่จิตวิทยาทำให้ประชาชนยอมรับสภาพที่เกิดขึ้น ส่วนรัฐบาลได้ตรวจสอบกระแสความคิดเห็นของประชาชนอย่างต่อเนื่อง รู้ว่าควรดำเนินการอย่างไรจึงเกิดผลดีที่สุด เพราะเรื่องราวทั้งหมดจะโทษฝ่ายการเมืองอย่างเดียวก็ไม่ได้ ประชาชนมีส่วนอย่างมากเช่นกัน ผลสำรวจชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐลดการขาดดุลด้วยการลดการใช้จ่ายภาครัฐ แต่ไม่ต้องการให้ลดโครงการสวัสดิการซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดแย้งในตัวเอง
            ที่สุดของเรื่องนี้น่าจะลงเอยด้วยการประนีประนอมสองฝ่าย ปรับลดขนาดโอบามาแคร์ลงบางส่วน ลดการใช้งบประมาณลงบ้างเพื่อให้ผ่านร่างกฎหมายงบประมาณ โอบามาแคร์เริ่มต้นดำเนินการ สองพรรคตัดสินใจเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะอีกเล็กน้อย และพยายามแสดงให้เห็นว่าต่างได้ทำหน้าที่ของตนสุดความสามารถแล้ว
------------

บรรณานุกรม:
1. Gawande, Atul. State of Health. The New Yorker. 7 October 2013.
2. US shutdown: White House talks fail to end deadlock. BBC. http://www.bbc.co.uk/news/world-us-canada-24378831 3 October 2013.
3. Obama to Republicans: Reopen the government. USA Today. http://www.usatoday.com/story/news/politics/2013/10/01/obama-statement-health-care-government-shutdown/2900767/ 1 October 2013.
4. U.S. Department of The Treasury. Potential Macroeconomic Impact of Debt Ceiling Brinkmanship. http://www.scribd.com/doc/173042648/Potential-Macroeconomic-Impact-of-Debt-Ceiling-Brinkmanship accessed 3 October 2013.
5. Obama digs heels in, refuses to negotiate debt ceiling. Reuters. http://news.yahoo.com/obama-says-refusal-lift-debt-ceiling-hurt-economy-170716116--business.html 15 January 2013.
6. Johnson, Simon and Kwak, James. 2012. White House Burning: The Founding Fathers, Our National Debt, and Why It Matters to You. New York: Pantheon Books.
7. Conti-Brown, Peter and Skeel, David. (Editors). 2012.  When States Go Broke: The Origins, Context, and Solutions for the American States in Fiscal Crisis. USA: Cambridge University Press.
8. Jones, Handel. 2010. CHINAMERICA: The Uneasy Partnership that Will Change the World . USA: McGraw-Hill.
-------------------

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...