วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557

ความล้มเหลวของการปกครองและรัฐบาล คือภัยร้ายของยูเครน

ความล้มเหลวของการปกครองและรัฐบาล คือภัยร้ายของยูเครน
30 มีนาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6354 วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2557)
            ประเทศยูเครนเริ่มต้นเมื่อปี 1991 จากการแยกตัวออกจากอดีตสหภาพยุโรปพร้อมกับการล่มสลายของระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์อย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน บรรดารัฐที่แยกตัวออกไป รวมทั้งยูเครน จึงปราศจากการเตรียมตัวใดๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว หน่วยงานรัฐไม่พร้อมที่จะบริหารประเทศในฐานะรัฐอธิปไตย ขาดกฎหมายหลายเรื่อง การบริหารจัดการขาดระบบควบคุมที่มีประสิทธิภาพ ฝ่ายบริหารกับรัฐสภาเป็นผู้ทำหน้าที่ตัดสินใจนโยบายสำคัญๆ โดยปราศจากระบบหรือกลไกควบคุม กลายเป็นผู้ปกครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
            การบริหารด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในระยะแรกอาจมองได้ว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ฝ่ายบริหาร ผู้นำการเมืองจำต้องให้ความสำคัญกับการบริหารประเทศในภาวะฉุกเฉิน แต่ในขณะเดียวกันกลายเป็นเหตุให้ละเลยการวางรากฐานประชาธิปไตยแก่สังคม

การเมืองแบบ 2 ขั้ว เพื่อใคร :
            ในช่วงแรกที่ได้รับเอกราชใหม่ๆ การเมืองยังไม่เป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน แต่จากความไม่พร้อมในการบริหารประเทศจึงไม่สามารถขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ สามสี่ปีหลังได้รับเอกราช เศรษฐกิจยูเครนก็ล่มสลายอย่างที่ร้ายแรงกว่าที่เกิดในรัสเซีย บั่นทอนเสถียรภาพของประธานาธิบดีเลโอนิด คุชมา (Leonid Kuchma) ผู้มีนโยบายอิงรัสเซีย
            เหตุการณ์ที่เกิดควบคู่กับภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ คือ รัฐบาลคุชมามีข่าวการติดสินบน การคอร์รัปชันหนาหู
          ปัญหาเศรษฐกิจ นโยบายพึ่งพิงรัสเซียและการคอร์รัปชัน กลายเป็นต้นเหตุสนับสนุนให้เกิดขั้วการเมืองที่ 2 แกนนำขั้วนี้อาศัยภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ การคอร์รัปชัน และความแตกต่างเรื่องเชื้อชาติ รวบรวมประชาชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเมืองยูเครนที่พูดภาษายูเครน ไม่รู้สึกผูกพันกับรัสเซีย มักอาศัยทางภาคตะวันตกกับภาคกลางของประเทศ จัดตั้งเป็นกลุ่มการเมืองอีกขั้วหนึ่ง ขอเรียกกลุ่มการเมืองขั้วที่ 2 นี้ว่า ขั้วยูเครนตะวันตก
            ส่วนกลุ่มการเมืองของประธานาธิบดีคุชมา ขอเรียกว่าเป็นขั้วยูเครนตะวันออก โดยฐานเสียงส่วนใหญ่คือพลเมืองยูเครนที่อาศัยภาคตะวันออกกับทางใต้ รวมทั้งไครเมีย หลายคนมีเชื้อสายรัสเซีย พูดภาษารัสเซีย มีวัฒนธรรมและเศรษฐกิจผูกพันกับรัสเซีย
            การเมืองยูเครนจึงสามารถแบ่งออกเป็น 2 ขั้วใหญ่ๆ ดังกล่าว (ยูเครนมีกลุ่มการเมือง พรรคการเมืองเล็กๆ อื่นๆ เช่นกัน แต่กลุ่มเหล่านี้มักไปรวมกับพรรคใหญ่ 2 ขั้ว)

            ที่น่าสนใจคือ การเมืองแบบ 2 ขั้วของยูเครน เป็นการเมืองที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจนมาก นโยบายการบริหารประเทศของแต่ละฝ่ายแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว และเมื่อขั้วที่ 2 หรือขั้วยูเครนตะวันตกเข้มแข็งมากขึ้น มีที่นั่งในรัฐสภาเพิ่มขึ้น กลายเป็นฝ่ายค้านที่คัดค้านการทำงานของรัฐบาลแทบทุกเรื่อง (หรือในทางกลับกันเมื่อขั้วยูเครนตะวันตกเป็นรัฐบาล ก็จะถูกอีกขั้วคัดค้านแบบหัวชนฝา) จนการบริหารประเทศเต็มด้วยอุปสรรคจากการเมืองในรัฐสภา รัฐบาลไม่สามารถตัดสินนโยบายสำคัญใดๆ

            ไม่ว่าจะเกิดจากการปลุกปั่นหรือด้วยเหตุใด พลเมืองเชื้อสายยูเครนจำนวนไม่น้อยมีความคิดอยู่เสมอว่า แม้ประเทศได้ชื่อว่ามีเอกราช แต่แท้ที่จริงแล้วยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสเซีย โดยเฉพาะขั้วยูเครนตะวันออกที่มักดำเนินนโยบายอิงรัสเซีย ยูเครนคล้ายกับเป็นประเทศชั้น 2 (ทำนองเดียวกับพลเมืองชั้น 2)
            ด้วยแนวคิดเช่นนี้สนับสนุนให้ขั้วยูเครนตะวันตกมีความชอบธรรมในการหันไปหายุโรปตะวันตก

            สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ คือ ขั้วยูเครนตะวันออกเป็นฝ่ายถอยออกจากอำนาจรัฐ เมื่อ (อดีต) ประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยานูโควิช (Viktor Yanukovych) หนีไปอยู่รัสเซีย
            นายโอเล็กซานเดอร์ ตูร์ชีนอฟ (Oleksandr Turchynov) รักษาการประธานาธิบดียูเครน และนายอาร์เซนีย์ ยัตเซนยุค (Arseny Yatsenyuk) รักษาการนายกรัฐมนตรียูเครน คือแกนนำการเมืองของขั้วยูเครนตะวันตก ที่มีนางยูลิยา ทีโมเชงโก (Yulia Tymoshenko) เป็นผู้นำสูงสุดของขั้ว

            เมื่อเทียบกับรัฐเกิดใหม่หรือรัฐที่ได้รับเอกราชจากอดีตสหภาพโซเวียต นักวิชาการหลายคนชี้ว่ายูเครนเป็นประเทศที่ความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด โดยให้เหตุผลว่ามีการเลือกตั้งที่ประชาชนสามารถเลือกพรรคการเมืองที่ชื่นชอบ พรรคการเมืองมี 2 ขั้ว มีฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน
            ในอีกแง่มุม มีข้อโต้แย้งว่า แม้จะได้ชื่อว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง มีขั้วการเมือง แต่หลังผ่านมากว่า 2 ทศวรรษ สถาบันสำคัญๆ ของประเทศยังขาดความเป็นประชาธิปไตย ระบบศาลซึ่งน่าจะเป็นอิสระกลับอยู่ใต้อิทธิพลของฝ่ายบริหาร เสรีภาพของประชาชนถูกจำกัด รัฐควบคุมสื่อ ผู้สื่อข่าวที่นำเสนอข่าวอย่างอิสระมักถูกลอบสังหาร ประเทศเต็มด้วยการคอร์รัปชัน ประชาชนส่วนใหญ่ยากจน ความร่ำรวยกระจุกตัวอยู่ที่นักธุรกิจชนชั้นปกครองไม่กี่กลุ่ม
            จึงเกิดคำถามว่า การกลุ่มการเมืองทั้ง 2 ขั้วของยูเครน ได้ทำหน้าที่อันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากน้อยเพียงใด หรือพยายามแบ่งแยกประชาชนด้วยวิธีการต่างๆ นานาเพื่อให้คนเหล่านี้เป็นฐานเสียงของตนอย่างเหนียวแน่น ขาดการเรียนรู้ว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงเป็นอย่างไร

คะแนนคอร์รัปชัน สะท้อนคะแนนการเมือง:
            ในปี 2013 องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ให้คะแนนความโปร่งใสแก่ยูเครน ตามดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index) เพียง 25 จากคะแนนเต็ม 100 อยู่ในกลุ่มที่มีปัญหาร้ายแรง เป็นประเทศหนึ่งที่ได้คะแนนต่ำสุดในทวีปยุโรป และอยู่ในลำดับที่ 144 จากทั้งหมด 177 ประเทศ (ประเทศไทยได้ 35 คะแนน อยู่ลำดับที่ 102)
            ชาวยูเครนจำนวนมากเห็นว่ารากปัญหาของประเทศ คือการตกอยู่ในวังวนการคอร์รัปชันของชนชั้นปกครอง และแม้ประเทศจะได้ชื่อว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่อาจแก้ปัญหาดังกล่าว

            กรณีคอร์รัปชันโดยขั้วยูเครนตะวันออก ที่พูดถึงกันมากคือ การคอร์รัปชันของประธานาธิบดีคุชมา ที่แม้สามารถดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครบ 2 สมัย แต่เต็มด้วยข่าวการติดสินบน การคอร์รัปชันอย่างหนัก โดยเฉพาะการคอร์รัปชันผ่านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นช่วงที่ชนชั้นปกครองเฟื่องฟู อาศัยผลประโยชน์เศรษฐกิจควบคุมนักการเมือง ระบบการเมือง
            ส่วนกรณีของ (อดีต) ประธานาธิบดียานูโควิช นั้นชัดเจนอยู่แล้วในรายงานขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เป็นผู้นำประเทศที่ประชาชนให้ความไว้วางใจต่ำมาก
            ทางด้านขั้วยูเครนตะวันตกก็มีข่าวการคอร์รัปชันรุนแรงเช่นกัน อดีตนายกฯ ยูลิยา ทีโมเชงโก (Yulia Tymoshenko) เป็นนักธุรกิจหญิงที่ร่ำรวยจากอุตสาหกรรมก๊าซ โด่งดังทางการเมืองจากการชุมนุมประท้วงต่อต้านการทุจริตเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2004 หรือที่มักนิยมเรียกว่า Orange Revolution นางทีโมเชงโกเกิดประวัติด่างพร้อยจากข้อกล่าวหาเรื่องการทำข้อตกลงธุรกิจอย่างผิดกฎหมาย ต่อในเมื่อแพ้เลือกตั้งชิงประธานาธิบดีในปี 2010 ชีวิตทางการเมืองก็ตกต่ำอย่างรวดเร็ว และถูกจับเข้าคุกด้วยความผิดฐานยักยอกเงิน แต่ฝ่ายที่สนับสนุนอ้างว่าเธอถูกเล่นงานทางการเมือง
            ที่น่าประหลาดใจคือ ไม่กี่วันหลังจากที่ขั้วยูเครนตะวันตกได้เป็นรัฐบาลรักษาการ นางก็ถูกปล่อยตัวเป็นอิสระทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงกำหนดพ้นโทษ ล่าสุด มีข่าวว่านางทีโมเชงโกประกาศจะลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคมนี้ ครั้งนี้อดีตนายกฯ ทีโมเชงโกอาจสมหวังก็เป็นได้

วิเคราะห์องค์รวม ความล้มเหลวของประชาธิปไตยยูเครน :
            ประการแรก ประชาธิปไตยที่อำนาจอยู่ในคนไม่กี่กลุ่ม
            ความไม่พร้อมของยูเครนเมื่อประกาศแยกตัวเป็นเอกราช เป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาในปัจจุบัน เพราะยูเครนเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมยาวนาน ประชาชนไม่มีความรู้ความเข้าใจ ไม่มีแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยแม้แต่น้อย อำนาจการเมืองการปกครองจึงตกอยู่ในมือของคนไม่กี่กลุ่มที่สามารถกุมอำนาจฝ่ายบริหารกับรัฐสภา เหล่านักการเมืองผู้ชนะเลือกตั้งแต่ละครั้งกลายเป็นผู้กุมอำนาจรัฐอย่างเบ็ดเสร็จ และกลายเป็นการแก่งแย่งช่วงชิงระหว่างฝ่ายการเมือง 2 ขั้ว
            ผลที่ตามมาคือ ระบบการบริหารขาดประสิทธิภาพ เกิดการฉ้อฉลอำนาจในรูปแบบต่างๆ การคอร์รัปชันเกิดขึ้นอย่างดาษดื่น นักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่ากว่า 23 ปี ตั้งแต่ที่ยูเครนได้รับเอกราช ยังไม่มีรัฐบาลชุดใดที่ตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

            ประการที่สอง การแทรกแซงจากต่างชาติ
            สถานการณ์ยูเครน ไครเมียที่กลายเป็นวิกฤตในขณะนี้ มาจากการแทรกแซงของต่างชาติ เนื่องจากยูเครนตั้งอยู่ในตำแหน่งภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่ารัสเซียต้องการมีอิทธิพลเหนือยูเครน ในขณะเดียวกันชาติตะวันตกก็ต้องให้ยูเครนเป็นฝ่ายของตน หวังให้เป็นสมาชิกนาโต อียู ดำเนินนโยบายอิงชาติตะวันตก
            ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่อาจละเลยคือ มาจากความอ่อนแอของประเทศ การพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียเป็นสาเหตุหนึ่ง แต่รากปัญหาที่สำคัญกว่าคือเพราะประเทศยูเครนยากจนจึงหวังซื้อก๊าซธรรมชาติในราคาถูกกว่าตลาด ซึ่งรัสเซียยอมให้ตลอด เพื่อแลกกับการที่รัฐบาลยูเครนต้องดำเนินนโยบายอิงรัสเซีย ณ วันนี้ ยูเครนติดค้างค่าพลังงานรัสเซียกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นหนี้สินที่รัฐบาลยูเครนไม่มีปัญญาจ่าย รัฐบาลปูตินสามารถใช้เรื่องดังกล่าวเป็นอาวุธกดดันยูเครน เป็นคำถามว่าชาติตะวันตกพร้อมที่จะจ่ายแทนหรือไม่ และจะต้องจ่ายไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ยังต้องการอุ้มยูเครน
            ปัญหาการขาดดุลการค้า การขาดดุลงบประมาณ ทำให้รัฐบาลยูเครนประสงค์จะได้เงินช่วยเหลือราว 35,000 ล้านดอลลาร์ใน 2 ปีข้างหน้า (หรือราว 1.1 ล้านล้านบาท) ก่อนเกิดวิกฤตรัฐบาลปูตินสัญญาว่าปีนี้จะให้ความช่วยเหลือจำนวน 15,000 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ชาติตะวันตกประกาศว่าจะให้ความช่วยเหลือผ่านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ อันหมายถึงต้องปฏิรูปเศรษฐกิจตามแนวทางของกองทุนฯ
            2 เรื่องดังกล่าวข้างต้น เป็นตัวอย่างหลักฐานชี้ความอ่อนแอของยูเครน ต้องขอรับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนจากต่างชาติ ที่จะแตกต่างมีแต่เพียงว่าจะหันไปหารัสเซียหรือชาติตะวันตกเท่านั้น

            ความอ่อนแอภายในของยูเครน จึงเป็นช่องทางให้ต่างชาติแทรกแซง หรือกล่าวอีกมุมหนึ่งคือ ความอ่อนแอทำให้ประเทศต้องร้องขอให้ต่างชาติแทรกแซง
            ถ้าจะพูดภาพรวม ความล้มเหลวของรัฐบาลทั้ง 2 ขั้วและการปกครอง เป็นภัยร้ายของยูเครนนับจากที่ได้รับเอกราชมาจนถึงบัดนี้
------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง:
รัฐบาลรักษาการยูเครนดำเนินนโยบายที่อิงฝ่ายชาติตะวันตกอย่างเต็มที่ ใช้ข้ออ้างสารพัดเพื่อดึงให้ชาติตะวันตกเข้ามาปกป้องอธิปไตย ช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ แน่นอนว่าชาติตะวันตกได้ประโยชน์จากการนี้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ฝ่ายที่ได้ประโยชน์แน่นอนคือพวกของอดีตนายกฯ ทีโมเชงโก ที่สามารถยืมมือชาติตะวันตกมาอยู่กับพวกตน
2. เกมรุกของปูตินกับข้อวิพากษ์ต่อสถานการณ์ในยูเครน
รัฐบาลรัสเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีปูติน ได้ควบคุมไครเมียและพร้อมส่งกองทัพข้ามพรมแดนไปยังฝั่งยูเครนตะวันออก เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลตะวันตกคาดการณ์มานานแล้ว เพราะในมุมมองของรัสเซียประเทศยูเครนเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางด้านความมั่นคงที่สำคัญ สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้จึงเป็นการให้บทเรียนแก่ชาติตะวันตก ว่ารัสเซียจะไม่ยอมปล่อยยูเครนให้อยู่ใต้อิทธิพลฝ่ายตะวันตกอย่างง่ายๆ และควรรู้ว่าอะไรคือ “เส้นต้องห้าม”
3. เบี่ยงปัญหายูเครน เบนจากทางออกสู่ทางตัน
วิกฤตยูเครนเป็นมากกว่าเรื่องการเมืองภายในประเทศ การผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สหรัฐต่อรัสเซีย นโยบายขยายสมาชิกสู่ตะวันออกของนาโต อียู และยุทธศาสตร์รัฐกันชนของรัสเซีย การแก้ปัญหายูเครนที่ถูกจุดจึงเกี่ยวข้องกับประเด็นเหล่านี้ 

บรรณานุกรม:
1. After Initial Triumph, Ukraine’s Leaders Face Battle for Credibility. (2014, March 1). The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2014/03/02/world/europe/after-initial-triumph-ukraines-leaders-face-battle-for-credibility.html?_r=0
2. Cohen, Stephen F. (2009). Soviet fates and lost alternatives : from Stalinism to the new Cold War. New York: Columbia University Press.
3. Dando, William A., & Pavlovic, Zoran. (2007). Russia (2nd ed.). (New York: Chelsea House Publications.
4. Dinucci, Manlio. (2014, March 21). Ukraine, IMF “Shock Treatment” and Economic Warfare. Retrieved from http://www.globalresearch.ca/ukraine-the-imf-and-economic-warfare/5374564
5. Gallina, Nicole. (2011). Ukraine: Nation-Building Revisited - The Ukrainian Presidents and Their Understanding of Identity Politics. Retrieved from http://nicolegallina.com/docstexts/13_text_ukraine_identity_2011_ng.pdf
6. Slomp, Hans. (2011). Europe, A Political Profile: An American Companion to European Politics. USA: ABC-CLIO, LLC.
7. SPIEGEL Staff. (2014, March 25). Dancing with the Bear: Merkel Seeks a Hardline on Putin. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/germany/merkel-and-europe-search-for-an-adequate-response-to-putin-a-960378.html
8. Standoffs persist in Crimea as Kerry prepares to meet Russian counterpart. (2014, March 5). The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/europe/standoffs-persist-in-crimea-as-kerry-prepares-to-meet-russian-counterpart/2014/03/05/6677625e-a45f-11e3-8466-d34c451760b9_story.html
9. Subtelny, Orest. (2006). Ukraine. In Europe Since 1914: Encyclopedia of the Age of War and Reconstruction. (Vol. 5, pp. 2583-2591). USA: Thomson Gale.
10. Transparency International. (2013, December 10). UKRAINE: THE PEOPLE SPEAK OUT. Retrieved form http://www.transparency.org/news/feature/ukraine_the_people_speak_out
11. Whitmore, Sarah. (2004). State Building in Ukraine. New York: Routledge.
12. Yergin, Daniel., & Gustafson, Thane. (1994). Russia 2010: And What It Means for the World. New York: Random House, Inc.
13. Würger, Takis. (2014, March 13). Saving Lenin: Soviet-Era Statue a Symbol of Divided Ukraine. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/europe/residents-in-provincial-southern-ukraine-defend-a-lenin-statue-a-958294.html
14. Yulia Tymoshenko: 'Kremlin has declared war'. (2014, March 11). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/programmes/talktojazeera/2014/03/yulia-tymoshenko-kremlin-declared-war-20143715542330860.html
-----------------------

วันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2557

ถอดบทเรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากวิกฤตยูเครน

การบรรยายและแลกเปลี่ยน 
หัวข้อ “ถอดบทเรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากวิกฤตยูเครน
วันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม 2557 เวลา 9.30 น.
โดย สำนักงานคลังสมอง วปอ.เพื่อสังคม
นำเสนอโดย นายชาญชัย คุ้มปัญญา


















ข้อมูลเบื้องต้น ยูเครน
            1991 ยูเครนเพิ่งแยกตัวออกจากอดีตสหภาพโซเวียตเมื่อสิ้นสงครามเย็น หรือราว 23 ปี
            มีพรมแดนติดรัสเซีย (ภาพแบ่งยูเครนตามภาษา)
ประชากร เชื้อชาติ
            ยูเครนมีประชากรราว 40 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นพวกเชื้อสายยูเครน กับเชื้อสายรัสเซีย
            ภาษา ยูเครน กับรัสเซีย
            สามารถแบ่งออกเป็น ยูเครนตะวันตก กับ ยูเครนตะวันออก

สภาพการเมือง
            การเมืองออกเป็น 2 ขั้ว
            ขั้วยูเครนตะวันตก กับ ขั้วยูเครนตะวันออก
            ขั้วยูเครนตะวันตก
คือ พวกที่อิงชาติตะวันตก ต้องการเป็นสมาชิกนาโต อียู ฐานเสียงคือชาวยูเครนตะวันตก
รวมทั้งพวกฝ่ายขวา Right Sector และพรรคชาตินิยม nationalist Svoboda Party
            ผู้นำทางการเมือง:
            นายอาร์เซนีย์ ยัตเซนยุค (Arseny Yatsenyuk) รักษาการนายกรัฐมนตรียูเครน
            นางยูลิยา ทีโมเชงโก (Yulia Tymoshenko) แกนนำนักการเมืองซึ่งมีฐานเสียงเป็นชาวยูเครนตะวันตก พรรค Fatherland 
            ขั้วยูเครนตะวันออก
            คือ พวกที่อิงรัสเซีย รัสเซียให้การสนับสนุน ฐานเสียงคือชาวยูเครนตะวันออก
            ผู้นำทางการเมือง:
            วิคเตอร์ ยานูโควิช (Viktor Yanukovych) ประธานาธิบดี

จุดเริ่มปัญหารอบนี้
            เดือนพฤศจิกายน 2013 การชุมนุมประท้วงเรื่องที่รัฐบาลยานูโควิช ไม่ยอมทำข้อตกลงการค้ากับสหภาพยุโรป (Association Agreement) เนื่องจากรัฐบาลต้องการทำการค้ากับรัสเซียมากกว่า
            กุมภาพันธ์ เกิดความรุนแรง
            ประธานาธิบดี ยานูโควิช ลาออก หนีไปรัสเซีย
            เกิดรัฐบาลรักษาการณ์ของขั้วยูเครนตะวันตก
ไครเมียแยกตัว ผนวกรวมรัสเซีย
            (ภาพ ประธานาธิบดีลงนามผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย)
            ประธานาธิบดี ยานูโควิช ลาออก หนีไปรัสเซีย
            ปรากฏกองกำลังไร้สังกัดเข้าควบคุมไครเมีย
            กระแสการลงประชามติแยกตัวออกจากยูเครน
            ร้อยละ 97 สนับสนุนการแยกตัวออกจากยูเครน และเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย จากผู้มีสิทธิ์มากกว่าร้อยละ 80
ความสำคัญของไครเมีย
            ที่ตั้งของฐานทัพเรือเซวาสโตโพล (Sevastopol) (ภาพที่ตั้งฐานทัพเรือ ไครเมีย)
            ความสำคัญของท่าเรือ กองเรือทะเลดำ (Black Sea Fleet)

ท่าทีรัสเซีย
            ต้องการให้ยูเครนอยู่ใต้อิทธิพลของรัสเซีย
ให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
            ไม่ยอมให้ยูเครนเข้ากลุ่มนาโตเด็ดขาด
ถือว่าเป็น “เส้นต้องห้าม”
เป็นผลประโยชน์สำคัญยิ่ง (vital interest)
(ภาพ การขยายตัวของนาโต)
            เชื่อว่าสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังรัฐบาลยูเครนที่ต่อต้านรัสเซีย
เชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลัง Orange Revolution เมื่อปี 2004
และล่าสุดคือ การล้มรัฐบาลของยานูโควิช
มองว่าการล้มรัฐบาลยานูโควิชโดยที่ต่างชาติอยู่เบื้องหลังไม่ชอบด้วยกฎหมาย
            อ้างมีความชอบธรรมส่งทหารเข้าไครเมีย
            ปกป้องพวกเชื้อสายรัสเซีย
            อาจเข้าควบคุมยูเครนตะวันออก
            ไม่กลัวการคว่ำบาตร ขู่ว่าได้รับผลเสียด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย

อียู นาโต อยากได้ยูเครนมาเป็นพวก
            นโยบายขยายสู่ตะวันออกของนาโต
            ใช้เศรษฐกิจ อียูเป็นตัวนำ
            ไม่ให้โจ่งแจ้งเกินไป ตอบสนองความต้องการของประชาชน
การต่อต้านจากชาติตะวันตก
            รัสเซียละเมิดอธิปไตยยูเครน
            ลงโทษรัสเซีย เน้นการคว่ำบาตร โดดเดี่ยวรัสเซียทางเศรษฐกิจ ทางการทูต
            ข้อวิพากษ์ การคว่ำบาตร
            ชาติตะวันตกไม่กล้าใช้มาตรการรุนแรง เพราะต้องได้รับผลกระทบด้วย โดยเฉพาะฝั่งยุโรปที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับรัสเซีย
            (ภาพ ความสัมพันธ์เศรษฐกิจเยอรมนีกับรัสเซีย)

วิพากษ์ปัญหาภายในยูเครน
ปัญหาการเมือง
            แยกขั้วแยกฝ่าย
            ทุกพรรคทุกขั้วคอร์รัปชัน
ปัญหาเศรษฐกิจ
            ชนชั้นปกครองควบคุมระบบเศรษฐกิจ
            ประเทศยากจน ความร่ำรวยกระจุกตัวอยู่ที่นักธุรกิจชนชั้นปกครองไม่กี่กลุ่ม
            การคอร์รัปชัน ทำให้เศรษฐกิจอ่อนแอ
            ขาดดุลงบประมาณเกือบร้อยละ 8 ของจีดีพี
            หนี้สาธารณะ 135,000 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 10 เท่าจากเมื่อ 10 ปีก่อน

คำถาม ชาติตะวันตกพร้อมอุ้มยูเครน มากน้อยเพียงใด
            ให้ยูเครนรับการช่วยเหลือผ่าน IMF
            มาตรการรัดเข็มขัด ขายรัฐวิสาหกิจ
ผลประโยชน์ของขั้วยูเครนตะวันตก
            รัฐบาลยูเครนอันชอบธรรม ชาติตะวันตกให้การยอมรับ
            เปิดทางให้กองกำลังชาติตะวันตกแทรกแซง
            กดดันให้ชาติตะวันตกช่วยเหลือยูเครนทางด้านเศรษฐกิจ
            เป้าหมายสุดท้าย คือ เป็นการค้ำจุนรัฐบาลรักษาการชุดนี้ไปในตัว

ภาพรวม ผลลัพธ์
            ประเทศแตกแยกภายใน
            มหาอำนาจเข้าแทรกเต็มตัว
ข้อคิดที่ได้
            ต่างชาติมุ่งแสวงหาประโยชน์จากยูเครน
            ประเทศเล็กวางระยะห่างจากชาติมหาอำนาจต่างๆ อย่างเหมาะสม ไม่อิงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
            การรวมตัวเป็นกลุ่มระดับภูมิภาคหรืออนุภูมิภาค
            ระวัง “แบ่งแยกแล้วปกครอง” (Divide and Rule)
(ภาพ แผนที่ทะเลจีนใต้ ข้อพิพาท)
------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง:
รัฐบาลรักษาการยูเครนดำเนินนโยบายที่อิงฝ่ายชาติตะวันตกอย่างเต็มที่ ใช้ข้ออ้างสารพัดเพื่อดึงให้ชาติตะวันตกเข้ามาปกป้องอธิปไตย ช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ แน่นอนว่าชาติตะวันตกได้ประโยชน์จากการนี้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ฝ่ายที่ได้ประโยชน์แน่นอนคือพวกของอดีตนายกฯ ทีโมเชงโก ที่สามารถยืมมือชาติตะวันตกมาอยู่กับพวกตน
2. เกมรุกของปูตินกับข้อวิพากษ์ต่อสถานการณ์ในยูเครน
รัฐบาลรัสเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีปูติน ได้ควบคุมไครเมียและพร้อมส่งกองทัพข้ามพรมแดนไปยังฝั่งยูเครนตะวันออก เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลตะวันตกคาดการณ์มานานแล้ว เพราะในมุมมองของรัสเซียประเทศยูเครนเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางด้านความมั่นคงที่สำคัญ สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้จึงเป็นการให้บทเรียนแก่ชาติตะวันตก ว่ารัสเซียจะไม่ยอมปล่อยยูเครนให้อยู่ใต้อิทธิพลฝ่ายตะวันตกอย่างง่ายๆ และควรรู้ว่าอะไรคือ “เส้นต้องห้าม”
3. เบี่ยงปัญหายูเครน เบนจากทางออกสู่ทางตัน
วิกฤตยูเครนเป็นมากกว่าเรื่องการเมืองภายในประเทศ การผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สหรัฐต่อรัสเซีย นโยบายขยายสมาชิกสู่ตะวันออกของนาโต อียู และยุทธศาสตร์รัฐกันชนของรัสเซีย การแก้ปัญหายูเครนที่ถูกจุดจึงเกี่ยวข้องกับประเด็นเหล่านี้ 

วันจันทร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2557

เบี่ยงปัญหายูเครน เบนจากทางออกสู่ทางตัน

23 มีนาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6347 วันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2557)
            วิกฤตยูเครนในขณะนี้ หากพูดตามเรื่องราวที่ปรากฏทางสื่อ เมื่อเริ่มต้นเป็นการชุมนุมประท้วงรัฐบาลยานูโควิช เนื่องจากรัฐบาลไม่ยอมลงนามข้อตกลงการค้ากับสหภาพยุโรป (Association Agreement) ฝ่ายต่อต้านกดดันอย่างรุนแรง ถึงขั้นเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก การชุมนุมลงเอยด้วยมีการยิงต่อสู้ มีมือที่ 3 ปรากฏกาย ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน
            ความวุ่นวายในยูเครนทำท่าเหมือนจะจบ เมื่อรัฐบาลยานูโควิชบรรลุข้อตกลงกับขั้วฝ่ายค้าน เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ แต่ปรากฏว่านายยานูโควิชหนีเข้ามาในรัสเซีย พร้อมกับมีกองกำลังไร้สังกัด ซึ่งขณะนี้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าคือกองกำลังรัสเซีย เข้าควบคุมเขตกึ่งปกครองตนไครเมีย และรวมเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย

รากปัญหา :
            เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีปูตินกล่าวหลังไครเมียประกาศแยกตัวออกจากยูเครนว่า ในอดีตที่ผ่านมาชาติตะวันตกคดโกงรัสเซียหลายครั้ง ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขาโดยไม่สนใจว่าถูกกฎหมายหรือไม่ มาบัดนี้ ถึงเวลาแล้วที่ชาติตะวันตกจะยอมรับว่ารัสเซียก็มีผลประโยชน์และมีวาระระหว่างประเทศของตนเช่นกัน ที่ชาติตะวันตกต้องให้ความเคารพ และกล่าวอีกว่าการขยายตัวของนาโตเข้ามาใกล้พรมแดนรัสเซีย ท่าทีคุกคามทางทหาร เป็นเรื่องที่รัสเซียยอมไม่ได้ รัสเซียยินดีร่วมมือกับนาโต แต่ต้องดำเนินบนผลประโยชน์ร่วมกัน
            อันที่จริงแล้ว รากปัญหายูเครนไม่ใช่เรื่องซับซ้อนแต่ประการใด สิ่งที่รัสเซียต้องการคือ ยูเครนจะต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลของตน ในขณะที่ชาติตะวันตกพยายามดึงยูเครนออกจากรัสเซีย
            ผลประโยชน์หลักที่รัสเซียหวังจากยูเครนมี 2-3 อย่าง ข้อแรกคือ ได้ยูเครนเป็นรัฐกันชน เป็นแนวป้องกันไม่ให้ต่างชาติรุกเข้าเขตอธิปไตยรัสเซียโดยตรง นี่เป็นยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศอย่างหนึ่งของรัสเซีย มาจากประสบการณ์อันขมขื่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ชาวรัสเซียกว่า 30 ล้านคนต้องเสียชีวิต เมืองสำคัญๆ หลายเมืองพังพินาศ การสร้างแนวรัฐกันชนเป็นยุทธศาสตร์เก่าแก่หลายทศวรรษแต่ยังใช้ในปัจจุบัน
            ข้อสองคือ รัสเซียแม้เป็นประเทศใหญ่ มีชายทะเลยาวหลายพันกิโลเมตร แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ติดขั้วโลกเหนือและเป็นน้ำแข็ง ไม่เหมาะจะเป็นที่ตั้งฐานทัพเรือ ฐานทัพเรือที่เซวาสโตโพล (Sevastopol) ในเขตไครเมีย เป็นท่าเรือน้ำอุ่นของรัสเซียเพียงแห่งเดียวที่อยู่ในฝั่งยุโรปที่รัสเซียขอเช่า
            สัญญาเช่าล่าสุดที่ทำเมื่อปี 2010 รัฐบาลยูเครนได้ลงนามขยายสัญญาให้รัสเซียเช่าฐานทัพเซวาสโตโพลเพิ่มเติมจากสัญญาเดิมอีก 25 ปี แม้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอ้างว่ารัฐบาลรักษาการยูเครนในขณะนี้จะรักษาสัญญาเช่า ไม่มีเหตุที่รัสเซียต้องกังวล แต่สัญญายกเลิกได้ในอนาคต หรือไม่ขยายสัญญาอีกต่อไป เรื่องนี้แม้เป็นเรื่องระยะยาว แต่เป็นประเด็นที่รัสเซียกังวลเนื่องจากไม่สามารถหาสถานที่ใดมาทดแทน

            ชาติตะวันตกเข้าใจเรื่องเหล่านี้ดี ทันทีที่สหภาพโซเวียตแตกออก ประเทศยูเครนเป็นเอกราช รัฐบาลสหรัฐก็มีนโยบายต้องการให้ยูเครนเข้าร่วมองค์การนาโต ทั้งๆ ที่รัสเซียมีจุดยืนว่าจะไม่ยอมให้ยูเครนเข้ากลุ่มนาโตเด็ดขาด ถือว่าเป็น “เส้นต้องห้าม”
            การที่ยูเครนจะเป็นสมาชิกนาโต หรืออิงชาติตะวันตกทางใดทางหนึ่ง จึงเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นพร้อมกับที่ยูเครนได้รับเอกราชหลังสิ้นสุดสงครามเย็น หรือราว 23 ปีแล้ว เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวของชาติตะวันตก เป็นกระบวนการที่ดำเนินไปเรื่อยๆ ตามบริบทแวดล้อม ช้าบ้างเร็วบ้าง ดังที่ดำเนินมากว่า 2 ทศวรรษแล้ว

ผลจากการเบี่ยงเบนปัญหา :
            ประการแรก พูดกันคนละเรื่อง มองกันคนละทาง
            ชาติตะวันตกมองว่า รัสเซียเป็นต้นเหตุวิกฤตยูเครน ละเมิดอธิปไตยยูเครน ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ด้านรัสเซียอ้างว่าตนกำลังทำหน้าที่ปกป้องชาวยูเครนเชื้อสายรัสเซียที่ถูกพวกหัวรุนแรงข่มขู่คุกคาม เห็นว่าวิกฤตยูเครนเกิดจากปัญหาภายในยูเครน รัสเซียไม่ได้เป็นผู้ก่อ
            ประธานาธิบดีปูตินเชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐอยู่เบื้องหลังการล้มรัฐบาลยานูโควิช ด้วยการฝึกฝนกองกำลังติดอาวุธ สนับสนุนการชุมนุมประท้วงล้มรัฐบาล เป็นวิธีการเดิมที่เคยทำในสมัย Orange Revolution เมื่อปี 2004 ทำให้ขั้วการเมืองยูเครนตะวันตกได้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ดังนั้น รัฐบาลรักษาการในขณะนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

            ประการที่สอง ข้อเสนอทางออกไม่เป็นที่ยอมรับของอีกฝ่าย
            ทางการสหรัฐไม่เชื่อว่าคนเชื้อสายรัสเซียในยูเครนถูกคุกคาม และชี้ว่าสถานการณ์ในขณะนี้คืนสู่ภาวะปกติแล้ว จึงเสนอทางออกด้วยการให้ทีมตรวจสอบนานาชาติลงพื้นที่เพื่อหาข้อสรุปว่าคนไครเมียเชื้อสายรัสเซียถูกคุกคามดังที่รัฐบาลปูตินกล่าวอ้างหรือไม่ ด้านรัสเซียไม่ยอม ได้แต่ยืนกระต่ายขาเดียวว่าชาวยูเครนเชื้อสายรัสเซียกำลังถูกคุกคามทำร้าย และอ้างว่าการที่รัสเซียส่งทหารเข้าไครเมียเพื่อปกป้องคนท้องถิ่นที่พูดรัสเซียนั้นเป็นการกระทำที่ถูกกฎหมาย เพราะได้รับการร้องขออย่างเป็นทางการจาก (อดีต) ประธานาธิบดียานูโควิช
            ประธานาธิบดีโอบามากล่าวต่อประธานาธิบดีปูตินว่า รัสเซียจะต้องถอนทหารออกจากไครเมีย ไม่เช่นนั้น การเจรจาจะไม่มีทางประสบความสำเร็จ ส่วนฝ่ายรัสเซียยืนยันว่าต้องคงกองกำลังไว้ จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ

            ประการที่สาม มีแนวโน้มขัดแย้งกันมากขึ้น
            ตลอดเวลาที่ผ่านมา ชาติตะวันตกประกาศว่าจะเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรให้รุนแรงขึ้นตามลำดับ หากรัสเซียไม่ตอบสนองในทางที่ดี แต่รัฐบาลปูตินชี้ว่าการคว่ำบาตรจะสร้างความเสียหายแก่ทั้ง 2 ฝ่าย และขู่กลับว่าจะตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตรเช่นกัน
            สถานการณ์ความมั่นคงทางทหาร เป็นอีกประเด็นที่กำลังเข้มข้นขึ้น เนื่องจากขั้วยูเครนตะวันตกเรียกร้องให้ต่างชาติแทรกแซง นายอาร์เซนีย์ ยัตเซนยุค (Arseny Yatsenyuk) รักษาการนายกรัฐมนตรียูเครน ร้องขอให้ชาติตะวันตกและประชาคมโลกช่วยปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน
            เช่นเดียวกับนางยูลิยา ทีโมเชงโก (Yulia Tymoshenko) อดีตนายกฯ และเป็นแกนนำขั้วยูเครนตะวันตกเรียกร้องให้ชาติตะวันตกร่วมกันต่อต้านประธานาธิบดีปูติน ชี้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้น “ไม่เพียงเป็นอันตรายต่อประเทศยูเครนเท่านั้น ส่วนอื่นๆ ของยุโรปตะวันออกจะตกอยู่ในอันตรายด้วย” ย้ำว่า “จะเรียกร้องต่อบรรดาผู้นำโลกประชาธิปไตยใช้มาตรการขั้นรุนแรงที่สุดเพื่อหยุดผู้รุกราน”
            ถ้อยคำอันขึงขังของนางทีโมเชงโก ถ้ามองในแง่ชาตินิยม ย่อมต้องชมเชยว่านางทีโมเชงโกเป็นผู้รักชาติรักบ้านเมือง แสดงบทบาทของผู้นำประเทศ แต่ในอีกมุมหนึ่งเป็นการยั่วยุให้เกิดการเผชิญหน้า ให้เกิดสงครามระหว่างชาติมหาอำนาจ

            แต่ดูเหมือนว่าคำเตือนคำขู่ใดๆ จะไม่ค่อยเป็นผล ประธานาธิบดีปูตินพูดเป็นนัยว่าอาจส่งทหารควบคุมพื้นที่ยูเครนให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะหลังไครเมียประกาศแยกตัวเป็นอิสระ รวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย ก็มีกระแสว่ายูเครนตะวันออกจะทำประชามติขอแยกตัวเช่นกัน ซึ่งอาจเป็นเหตุให้มีกองกำลังไร้สังกัดเข้าควบคุมพื้นที่เหมือนกรณีไครเมียก็เป็นได้

วิเคราะห์เชิงลึก บนโต๊ะเจรจา :
            วิกฤตยูเครนมีลักษณะที่โดดเด่นอีกประการคือ มีการเจรจาทั้งระดับผู้นำประเทศ ระดับรัฐมนตรี ทั้งแบบทางตรงทางลับอย่างต่อเนื่อง มองในแง่ดีคือสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุม ถ้อยแถลงที่ปรากฏทางสื่อมักเป็นสิ่งทุกฝ่ายได้คิดรอบคอบแล้ว มาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก การเดิมเกมของของรัสเซียหลายอย่างเป็นเรื่องที่รับรู้ล่วงหน้า ส่วนข้อเสียคือ พูดคุยกันมากมายแต่ยังไม่ได้ทางออก มีแต่บีบให้สถานการณ์เข้าสู่มุมอับมากขึ้น จึงคาดการณ์ได้ว่าการเผชิญหน้ามีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น ระหว่างที่ 2 ฝ่ายกำลังพูดคุยถึงรากปัญหา ซึ่งสาธารณชนอาจจะได้รับรู้หรือไม่ก็เป็นไปได้
            หากรัสเซียเตรียมถอนกองกำลังออกจากไครเมีย และถอนกองทัพออกจากแนวพรมแดนยูเครนตะวันออก จะเป็นสัญญาณว่าเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว

            ถ้าจะวิเคราะห์วิกฤตยูเครนอย่างซับซ้อน โจทย์มีอยู่ว่าชาติตะวันตกรู้ดีว่ารัสเซียต้องการอะไร รู้ดีว่าอะไรคือรากปัญหา คำถามจึงอยู่ที่ทำไมจึงยังไม่ลงมือแก้ปัญหาให้ตรงจุด
            ถ้าเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เริ่มจากการชุมนุม การเกิดเหตุวุ่นวายจนรัฐบาลยานูโควิชต้องลาออก และได้รัฐบาลรักษาการที่อิงฝ่ายตะวันตก ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่ชาติตะวันตกเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง จะพออธิบายต่อได้ว่า ณ ขณะนี้ชาติตะวันตกได้บรรลุเป้าหมายมาครึ่งทางแล้ว ดังนั้น จึงย่อมไม่อาจหยุดหรือถอดใจหันหลังกลับเพียงเท่านี้อย่างง่ายๆ
            ข้อผิดพลาดสำคัญของฝ่ายตะวันตก คือ ไม่คิดว่าประธานาธิบดีปูตินจะตัดสินใจอย่างเด็ดขาด รวดเร็ว ส่งกองกำลังเข้าควบคุมไครเมียทันที พร้อมกับสนับสนุนให้ไครเมียแยกตัวออกจากยูเครน มารวมเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย

            นอกจากนี้ รัสเซียยังเตรียมกำลังรบไว้ที่แนวชายแดนยูเครนตะวันออกนับแสนนาย ทำการซ้อมรบไปมา โจทย์ใหญ่ในขณะนี้ จึงไม่ใช่เรื่องการหามาตรการคว่ำบาตร โดดเดี่ยวรัสเซีย หรือกองทัพรัสเซียเตรียมเคลื่อนกำลังควบคุมพื้นที่มากขึ้น แต่อยู่ที่จะให้เรื่องนี้ยุติอย่างไร ซึ่งอาจหมายถึงการปรับยุทธศาสตร์สหรัฐต่อรัสเซีย นโยบายขยายสมาชิกสู่ตะวันออกของนาโต อียู และยุทธศาสตร์รัฐกันชนของรัสเซีย
            ดังนั้น แท้ที่จริงแล้วสถานการณ์ยูเครน การประกาศเอกราชของไครเมีย และการรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย จึงเป็นเพียงฉากหนึ่งของเหตุการณ์ที่อยู่ใต้เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งกว่ามาก มีผลประโยชน์มหาศาลรองรับอยู่ มีผู้เสนอทางออกหลายแบบ แต่คงต้องเจรจาต่อรองอีกหลายรอบ ประชาคมโลกได้แต่เฝ้ามองว่าเมื่อไหร่จะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ และหวังว่าประเทศที่เกี่ยวข้องจะไม่เบี่ยงประเด็น เพราะจะเบนจากทางออกสู่ทางตัน
-------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
รัฐบาลรักษาการยูเครนดำเนินนโยบายที่อิงฝ่ายชาติตะวันตกอย่างเต็มที่ ใช้ข้ออ้างสารพัดเพื่อดึงให้ชาติตะวันตกเข้ามาปกป้องอธิปไตย ช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ แน่นอนว่าชาติตะวันตกได้ประโยชน์จากการนี้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ฝ่ายที่ได้ประโยชน์แน่นอนคือพวกของอดีตนายกฯ ทีโมเชงโก ที่สามารถยืมมือชาติตะวันตกมาอยู่กับพวกตน
รัฐบาลรัสเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีปูติน ได้ควบคุมไครเมียและพร้อมส่งกองทัพข้ามพรมแดนไปยังฝั่งยูเครนตะวันออก เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลตะวันตกคาดการณ์มานานแล้ว เพราะในมุมมองของรัสเซียประเทศยูเครนเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางด้านความมั่นคงที่สำคัญ สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้จึงเป็นการให้บทเรียนแก่ชาติตะวันตก ว่ารัสเซียจะไม่ยอมปล่อยยูเครนให้อยู่ใต้อิทธิพลฝ่ายตะวันตกอย่างง่ายๆ และควรรู้ว่าอะไรคือ “เส้นต้องห้าม”

บรรณานุกรม:
1. Crisis in Ukraine caused by internal factors, not by Russia — Putin. (2014, March 13). ITAR-TASS. Retrieved from http://en.itar-tass.com/russia/723400
2. Cohen, Stephen F. (2009). Soviet fates and lost alternatives : from Stalinism to the new Cold War. New York: Columbia University Press.
3. Judah, Ben. (2013). Fragile Empire: How Russia Fell in and Out of Love with Vladimir Putin. UK: Yale University Press.
4. Lee, Mathew. (2014, March 16). US rejects Crimea vote, warns Russia on new moves. Retrieved from http://www.businessweek.com/ap/2014-03-16/white-house-urges-putin-to-back-down-in-crimea
5. Longworth, Philip. (2005). Russia: The Once and Future Empire From Pre-History to Putin. New York: St. Martin’s Press.
6. Office of the Spokesperson. (2014, March 5). President Putin's Fiction: 10 False Claims About Ukraine. Retrieved from http://www.state.gov/r/pa/prs/ps/2014/03/222988.htm
7. Putin: Crimea similar to Kosovo, West is rewriting its own rule book. (2014, March 18). RT. Retrieved from http://rt.com/news/putin-address-parliament-crimea-562/
8. Putin: Deploying Russian troops in Ukraine not necessary now, but possible. (2014, March 4). Pravda.Ru. Retrieved from http://english.pravda.ru/news/russia/04-03-2014/127014-putin_russian_troops_ukraine-0/
9. Putin warns West against sanctions, says Ukraine interim leader 'not legitimate. (2014, March 4). Fox News/AP. Retrieved from http://www.foxnews.com/world/2014/03/04/putin-blames-unconstitutional-overthrow-yanukovych-for-crimea-crisis/
10. Russian forces expand control of Crimea. (2014, March 3). The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/currencies-of-russia-ukraine-fall-monday/2014/03/03/5f3af2c2-a2c9-11e3-a5fa-55f0c77bf39c_story.html
11. Russia FM tells US sanctions 'unacceptable'. (2014, March 19). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/europe/2014/03/russia-fm-tells-us-sanctions-unacceptable-201431915733488478.html
12. Russia tightens grip on Crimea as West scrambles to respond. (2014, March 3). Fox News/AP. Retrieved from http://www.foxnews.com/world/2014/03/03/russia-tightens-grip-on-crimea-as-west-scrambles-to-respond/
13. Russia's Black Sea Fleet. (2014, February 28). ITAR-TASS. Retrieved from http://en.itar-tass.com/russia/721411
14. Samuels, Richard J. (Ed.). (2006). Cold War. In Encyclopedia Of United States National Security. (pp.135-138). California: Sage Publications, Inc.
15. Tymoshenko urges hard Western line against Russia. (2014, March 16). AFP. Retrieved from http://news.yahoo.com/tymoshenko-urges-hard-western-line-against-russia-111425447.html
16. Ukraine crisis upends West's view of Russian President Vladimir Putin. (2014, March 6). Los Angeles Times. Retrieved from http://www.latimes.com/world/asia/la-fg-ukraine-putin-20140307,0,2724923.story#axzz2vEeVYRkO
---------------------------

วันจันทร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2557

การเดินเกมและผลประโยชน์ของขั้วยูเครนตะวันตก

16 มีนาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6340 วันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2557)
การเดินเกมและผลประโยชน์แอบแฝง :
            รัฐบาลรักษาการยูเครนประกาศว่ากำลังเร่งจัดตั้งกองกำลังป้องกันประเทศ เนื่องจากปัจจุบันมีทหารราบพร้อมรบเพียง 6 พันนาย อาวุธยุทโธปกรณ์ขาดแคลน พร้อมกับร้องขอความช่วยเหลือจากชาติตะวันตก เนื่องจากไม่อาจต่อกรกับกองทัพรัสเซีย ยกตัวอย่างว่ามีกองกำลังทางอากาศน้อยกว่ารัสเซียถึง 1 ต่อ 100 นายอาร์เซนีย์ ยัตเซนยุค (Arseny Yatsenyuk) รักษาการนายกรัฐมนตรียูเครน อ้างว่าสหรัฐกับเยอรมนีจะต้องปกป้องอธิปไตยยูเครนตามสนธิสัญญาที่ทำเมื่อปี 1994
            นอกจากนี้ รัฐบาลรักษาการยังแสดงท่าทีพร้อมจะลงนามในสัญญาข้อตกลงการค้ากับสหภาพยุโรป และรัฐสภายูเครนได้บรรจุวาระการพิจารณาขอเข้าเป็นสมาชิกนาโตแล้ว
            สถานการณ์ขณะนี้คือ ชาติตะวันตกประกาศว่ารัสเซียละเมิดอธิปไตยยูเครน แต่ยังไม่ได้ดำเนินมาตรการเข้มข้นเพียงพอที่จะกดดันให้กองกำลังที่เชื่อว่าเป็นของรัสเซียถอนตัวออกจากไครเมีย
            ในมุมหนึ่งตีความได้ว่า รัฐบาลรักษาการยูเครนตะหนักว่าไม่มีอำนาจทางทหารมากพอที่จะต่อกรกับรัสเซีย จึงต้องร้องขอความช่วยเหลือจากชาติตะวันตก พร้อมกับแสดงท่าทียืนยันอยู่ฝ่ายตะวันตกอย่างแข็งขัน ดำเนินนโยบายที่เป็นประโยชน์แก่อียู นาโต

            แต่ในอีกมุมหนึ่ง ท่าทีดังกล่าวมีผลต่อเนื่องอื่นๆ เช่น
            ข้อแรก เป็นการอ้างว่ารัฐบาลของตนเป็นรัฐบาลยูเครนอันชอบธรรม ชาติตะวันตกให้การยอมรับ ทั้งๆ ที่การขับไล่นายวิคเตอร์ ยานูโควิช (Viktor Yanukovych) (อดีต) ประธานาธิบดี และการตั้งรัฐบาลรักษาการมีประเด็นขัดแย้งรัฐธรรมนูญ
            ข้อสอง เป็นการเปิดทางให้กองกำลังชาติตะวันตกแทรกแซง ซึ่งในขณะนี้สหรัฐกับพันธมิตร เริ่มเสริมเรือรบ เครื่องบินรบ เครื่องบินลาดตระเวนในประเทศแถบนี้ เช่นที่โปแลนด์กับโรมาเนีย การแสดงออกดังกล่าวย่อมเป็นการเตือนรัสเซีย หากคิดจะใช้กำลังต่อยูเครน เป็นการปกป้องยูเครนไปในตัว
            ข้อสาม เป็นการกดดันให้ชาติตะวันตกช่วยเหลือยูเครนทางด้านเศรษฐกิจ เพราะหากชาติตะวันตกยื่นมือช่วยเหลือยูเครน นั่นหมายความว่า จะต้องช่วยเหลือด้านอื่นๆ อันจะเป็นการค้ำจุนรัฐบาลรักษาการชุดนี้ไปในตัว

            เรื่องนี้มีนัยยะทางการเมืองที่น่าสนใจ เนื่องจากนายโอเล็กซานเดอร์ ตูชินอฟ (Oleksandr Turchynov) รักษาการประธานาธิบดียูเครนคนปัจจุบัน คือมือขวาของนางยูลิยา ทีโมเชงโก (Yulia Tymoshenko) อดีตนายกฯ ผู้มีบารมีตัวจริงของพรรค Fatherland ส่วนนายยัตเซนยุค รักษาการนายกรัฐมนตรี คือหัวหน้าพรรค Fatherland รวมความแล้วรัฐบาลรักษาการคือฝ่ายนางทีโมเชงโกนั่นเอง
            นางทีโมเชงโก คือคู่แข่งการเมืองคนสำคัญของนายยานูโควิช (อดีต) ประธานาธิบดียูเครนที่กำลังลี้ภัยอยู่รัสเซียในขณะนี้ และเชื่อว่าคือผู้นำที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลรักษาการ
            อธิบายเพิ่มเติมง่ายๆ ว่า การเมืองยูเครนแบ่งออกเป็น 2 ขั้วใหญ่ คือ ขั้วยูเครนตะวันออก กับขั้วยูเครนตะวันตก
            ขั้วยูเครนตะวันออก นำโดยนายวิคเตอร์ ยานูโควิช ฐานเสียงส่วนใหญ่อยู่ทางภาคตะวันออกกับภาคใต้ รวมทั้งไครเมีย มักเป็นชาวยูเครนที่พูดภาษารัสเซีย มีเชื้อสายรัสเซีย รัฐบาลรัสเซียให้การสนับสนุน
            อีกขั้วหนึ่งคือ ขั้วยูเครนตะวันตก นำโดยนางยูลิยา ทีโมเชงโก ฐานเสียงส่วนใหญ่คือชาวยูเครนที่พูดภาษายูเครน มักอาศัยทางภาคตะวันตก ดำเนินนโยบายใกล้ชิดชาติตะวันตก
            นอกจากพรรค Fatherland ของนางทีโมเชงโก ขั้วนี้ยังประกอบด้วยพรรคหรือกลุ่มการเมืองอื่นๆ ได้แก่ พรรค Ukrainian Democratic Alliance for Reform พรรคชาตินิยม Svoboda และกลุ่มขวาจัด

            สิ่งที่ขั้วของนางทีโมเชงโกต้องการ คือ ได้รับการสนับสนุน การปกป้องจากชาติตะวันตก อันหมายถึงจะต้องดำเนินการใน 3 ด้านหลัก ด้านแรกคือปกป้องอธิปไตย โดยเฉพาะปกป้องพื้นที่ยูเครนที่เหลือ ด้านที่สอง คือ สนับสนุนทางการเมือง หากชาติตะวันตกรับรอง สนับสนุนรัฐบาลรักษาการ เท่ากับว่าสนับสนุนขั้วของนางทีโมเชงโก
            และด้านที่สาม คือ ช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ สถานการณ์ยูเครนในขณะนี้ไม่เพียงเผชิญวิกฤตด้านความมั่นคงทางทหารกับทางการเมืองดังกล่าว ยังกำลังประสบวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรง จำต้องได้รับความช่วยเหลือจากตะวันตกอย่างเร่งด่วนและมากเพียงพอ ซึ่งสถานการณ์ในขณะนี้ การช่วยเหลือจะต้องมาจากชาติตะวันตกเท่านั้น เพราะเป็นปรปักษ์โดยตรงกับรัสเซีย
            โดยรวมแล้ว นางทีโมเชงโกหรือขั้วยูเครนตะวันออกไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพึ่งพาชาติตะวันตกในทุกด้าน ซึ่งหากชาติตะวันตกยื่นมาเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดคือพลพรรคของนางทีโมเชงโก รวมทั้งตัวนางทีโมเชงโก ที่เมื่อไม่กี่วันก่อนยังเป็นนักโทษ เนื่องจากความผิดในคดียักยอกทรัพย์ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ แต่วันนี้ได้รับการปล่อยตัว เพียงเพราะรัฐบาลรักษาการเป็นคนของตน และสามารถกลับมาแสดงบทบทอย่างเต็มที่อีกครั้ง

ชาติตะวันตกควรไตร่ตรองอีกครั้งหรือไม่ :
            ประการแรก ระวังไม่ปล่อยให้สถานการณ์บานปลาย
            สมาชิกอียูหลายประเทศเห็นพ้องต้องกันว่าไม่ควรปล่อยให้รัสเซียมีอิทธิพลยิ่งใหญ่อีกครั้ง เพราะจะกระทบต่อผลประโยชน์ของพวกเขา แต่หากปล่อยให้สถานการณ์บานปลายย่อมไม่ส่งผลดีต่อทุกประเทศทั่วโลกเช่นกัน
            ประการที่สอง ควรล้ำเส้นต้องห้ามหรือไม่
            เป็นที่เข้าใจว่านับจากที่อดีตสหภาพโซเวียตแตกออก ประเทศยูเครนเป็นเอกราช รัฐบาลสหรัฐก็มีนโยบายต้องการให้ยูเครนเข้าร่วมองค์การนาโต ในขณะที่รัสเซียมีจุดยืนไม่ยอมให้ยูเครนเข้ากลุ่มนาโตโดยเด็ดขาด ถือว่าเป็น “เส้นต้องห้าม”
            เหตุที่รัสเซียให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะหากยูเครนเป็นสมาชิกนาโต ย่อมกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของฐานทัพเรือรัสเซียที่เซวาสโตโพล (Sevastopol) ในเขตไครเมีย ไม่ว่ารัสเซียจะสามารถใช้พื้นที่ต่อหรือไม่ พลังอำนาจของกองทัพเรือจะถูกบั่นทอนอย่างรุนแรง ความมั่นคงทางทหารของรัสเซียจะถูกกระทบอย่างประเมินค่าไม่ได้
            นอกจากนี้ หากยูเครนเข้าเป็นสมาชิกนาโตเท่ากับว่ากองกำลังนาโตได้ประชิดพรมแดนรัสเซียแล้ว นี่คือเหตุผลว่ารัสเซียไม่ยอมให้ยูเครนเข้ากลุ่มนาโตเด็ดขาด ถือว่าเป็น “เส้นต้องห้าม” เป็นผลประโยชน์สำคัญยิ่ง (vital interest) ที่ต้องรักษาไว้ แม้จำต้องละเมิดอธิปไตยยูเครนก็ตาม

            ประการที่สาม คุ้มหรือไม่ที่จะจ่าย
            การช่วยเหลือยูเครน สามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ การช่วยเหลือเฉพาะหน้า กับการช่วยเหลือในระยะยาว
            นายยัตเซนยุค รักษาการนายกรัฐมนตรียูเครน กล่าวถึงฐานะการเงินการคลังที่ย่ำแย่ว่า ปัจจุบันยูเครนขาดดุลบัญชีเดินสะพัดร้อยละ 8.3 ของจีดีพี ขาดดุลงบประมาณเกือบร้อยละ 8 ของจีดีพี เศรษฐกิจถดถอยตั้งแต่กลางปี 2012 เป็นต้นมา ทุนสำรองระหว่างประเทศเหลือใช้จ่ายเพียง 2 เดือน
            รัฐบาลยูเครนประสงค์จะได้เงินช่วยเหลือราว 35,000 ล้านดอลลาร์ใน 2 ปีข้างหน้า (หรือราว 1.1 ล้านล้านบาท)
            ที่ผ่านมารัฐบาลรัสเซียให้ความช่วยเหลือก้อนใหญ่แก่ยูเครนอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้ตั้งใจจะให้เงินกู้แก่ยูเครนถึง 15,000 ล้านดอลลาร์ และยังให้สิทธิ์ซื้อก๊าซธรรมชาติในราคาพิเศษ แลกกับการที่รัสเซียสามารถเช่าพื้นที่สำหรับฐานทัพเรือเซวาสโตโพล
            ทางด้านชาติตะวันตก เมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลโอบามาสัญญาว่าจะช่วยค้ำประกันเงินกู้แก่ยูเครนเป็นมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่สหภาพยุโรปเสนอช่วยให้ความช่วยเหลือเป็นเงินกู้และเงินให้เปล่ารวม 15,000 ล้านดอลลาร์แก่ยูเครน (ทั้งนี้ยังไม่ระบุกรอบเวลาที่จะส่งมอบ) และเงินกู้เงินช่วยเหลือที่ชาติตะวันตกจะมอบแก่ยูเครนนั้น จะดำเนินการผ่านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)

            หากชาติตะวันตกเลือกที่จะอุ้มขั้วยูเครนตะวันตก คาดว่าจะสามารถพยุงฐานะการคลังไม่ให้ล้มละลายในระยะสั้น แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือ สังคมยูเครนเต็มด้วยการคอร์รัปชัน ทุกรัฐบาลโกงกิน เป็นที่มาของเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในขณะนี้ การอัดฉีดเงินช่วยเหลือจะช่วยพยุงฐานะการเงินการคลังได้ในระยะสั้น แต่การช่วยเหลืออย่างยั่งยืนจำต้องปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งต้องกินเวลาหลายปี ต้องใช้เงินช่วยเหลืออีกมาก โดยที่ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ผลลัพธ์ เรื่องเหล่านี้ชาติตะวันตกเข้าใจเป็นอย่างดี เป็นที่มาของเงื่อนไขว่าจะให้ความช่วยเหลือผ่าน IMF และเน้นช่วยเหลือเพื่อการปฏิรูปประเทศเท่านั้น เพราะจะเป็นการสูญเปล่าหากยูเครนได้รับความช่วยเหลือโดยที่ประเทศไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ หวังให้เศรษฐกิจยูเครนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด
            คำถามคือ ชาติตะวันตกพร้อมที่จะลงทุนหรือไม่ นี่คือเรื่องของผลประโยชน์แบบยื่นหมูยื่นแมว

            เทคนิคหลักของขั้วยูเครนตะวันตกคือ การพยายามดึงให้ชาติตะวันตกยอมรับรัฐบาลชั่วคราว และพยายามพูดจาหว่านล้อมเพื่อดึงให้เข้ามาพัวพันกับสถานการณ์ ดังที่อดีตนายกฯ ทีโมเชงโก กล่าวว่า “ดิฉันคิดว่าวันนี้ไม่ใช่เรื่องที่ยูเครนจะสูญเสียไครเมีย แต่โลกจะสูญเสียความมั่นคงหากไม่ทำอะไรสักอย่างต่อสถานการณ์ในขณะนี้ ... วันนี้เครมลิน (รัฐบาลรัสเซีย) ได้ประกาศทำสงครามแล้ว ไม่ได้ประกาศต่อไครเมีย หรือต่อยูเครน แต่ประกาศทำสงครามกับโลก” และเชื่อว่าหากชาติตะวันตกกดดันทางทหารต่อรัสเซียอย่างจริงจัง ดังเหตุการณ์ “วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา” (Cuban Missle Crisis) ที่ 2 อภิมหาอำนาจเผชิญหน้าจนเกือบเกิดสงครามนิวเคลียร์ ฝ่ายรัสเซียจะถอยกลับไปเองในที่สุด
            แน่นอนว่าชาติตะวันตกย่อมทำเพื่อประโยชน์ที่ตนต้องการจะได้ แต่การจะดำเนินการใดๆ ควรไตร่ตรองโดยรอบคอบ การกระโจนเข้าพัวพันยูเครนอย่างเต็มตัวอาจได้ไม่เท่ากับเสีย ส่วนฝ่ายที่ “ได้” แน่นอนคือพวกของอดีตนายกฯ ทีโมเชงโก ที่สามารถยืมมือชาติตะวันตกมาอยู่กับพวกตน
            ความพยายามครองอำนาจ รักษาอำนาจของฝ่ายนางทีโมเชงโก จึงเป็นอีกตัวแปรสำคัญของการเจรจาต่อรองในขณะนี้ และมีผลต่อทิศทางอนาคตของประเทศยูเครนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
------------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
รัฐบาลรัสเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีปูติน ได้ควบคุมไครเมียและพร้อมส่งกองทัพข้ามพรมแดนไปยังฝั่งยูเครนตะวันออก เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลตะวันตกคาดการณ์มานานแล้ว เพราะในมุมมองของรัสเซียประเทศยูเครนเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางด้านความมั่นคงที่สำคัญ สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้จึงเป็นการให้บทเรียนแก่ชาติตะวันตก ว่ารัสเซียจะไม่ยอมปล่อยยูเครนให้อยู่ใต้อิทธิพลฝ่ายตะวันตกอย่างง่ายๆ และควรรู้ว่าอะไรคือ “เส้นต้องห้าม”

บรรณานุกรม:
1. After Initial Triumph, Ukraine’s Leaders Face Battle for Credibility. (2014, March 1). The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2014/03/02/world/europe/after-initial-triumph-ukraines-leaders-face-battle-for-credibility.html?_r=0
2. Cohen, Stephen F. (2009). Soviet fates and lost alternatives : from Stalinism to the new Cold War. New York: Columbia University Press.
3. IMF reforms get new life through Ukraine. (2014, March 14). Politico. Retrieved from http://www.politico.com/story/2014/03/international-monetary-fund-ukraine-russia-crimea-congress-104656.html
4. Klitschko Interview: 'I'd Also Shake Hands with Devil To Save Lives'. (2014, March 11). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/europe/vitali-klitschko-interview-about-crimea-and-russia-conflict-a-957830.html
5. Longworth, Philip. (2005). Russia: The Once and Future Empire From Pre-History to Putin. New York: St. Martin’s Press.
6. Moldavanova, Alisa. (2013). Public Perception of the Sea Breeze Exercises and Ukraine’s Prospects in the Black Sea Region. Retrieved from http://fmso.leavenworth.army.mil/Collaboration/international/Ukraine/Sea-Breeze-exercise.pdf
7. Slomp, Hans. (2011). Europe, A Political Profile: An American Companion to European Politics. USA: ABC-CLIO, LLC.
8. Standoffs persist in Crimea as Kerry prepares to meet Russian counterpart. (2014, March 5). The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/europe/standoffs-persist-in-crimea-as-kerry-prepares-to-meet-russian-counterpart/2014/03/05/6677625e-a45f-11e3-8466-d34c451760b9_story.html
9. Ukraine forms new defense force, seeks Western help. (2014, March 11). Reuters. Retrieved from http://news.yahoo.com/confrontation-ukraine-diplomacy-stalls-011314222.html
10. Yulia Tymoshenko: 'Kremlin has declared war'. (2014, March 11). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/programmes/talktojazeera/2014/03/yulia-tymoshenko-kremlin-declared-war-20143715542330860.html
---------------------------

วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2557

เกมรุกของปูตินกับข้อวิพากษ์ต่อสถานการณ์ในยูเครน

มีนาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6333 วันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2557) 

            เมื่อสองสามเดือนก่อน สถานการณ์ในยูเครนยังเป็นเรื่องความวุ่นวายทางการเมือง อันเนื่องจากการชุมนุมของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ประท้วงรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยานูโควิช (Viktor Yanukovych) ที่ไม่ยอมทำข้อตกลงการค้ากับสหภาพยุโรป เนื่องจากรัฐบาลต้องการทำการค้ากับรัสเซียมากกว่า แต่แล้วเรื่องราวลุกลามบานปลายกลายเป็นเรื่องการเผชิญหน้าระหว่างชาติมหาอำนาจรัสเซียกับฝ่ายตะวันตก เมื่อกองกำลังติดอาวุธซึ่งเชื่อว่าเป็นกองกำลังของรัสเซียเข้าควบคุมเขตไครเมียแบบไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
            รัฐบาลรัสเซียอ้างว่าจำต้องเข้าแทรกแซงเพื่อปกป้องพลเรือนยูเครนเชื้อสายรัสเซีย แต่เหตุผลลึกๆ คือ ยูเครนตั้งอยู่ในจุดภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ คือ มีพรมแดนติดรัสเซียและเป็นที่ตั้งของฐานทัพเรือรัสเซีย ที่รัสเซียขอเช่าพื้นที่จากยูเครน
            ทันทีที่ไครเมียถูกควบคุม ประธานาธิบดีบารัก โอบามา พร้อมด้วยนายเดวิด คาเมรอน นายกฯ อังกฤษ นางอังเกลา แมร์เคิล นายกฯ เยอรมัน และนายบรอนิสลาฟ คอมอรอฟสกี (Bronislaw Komorowski) ประธานาธิบดีโปแลนด์ ประกาศจุดยืนร่วมกันว่ารัสเซียรุกรานยูเครน “ละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน”
            ประเด็นสำคัญคือ รัฐบาลโอบามาประกาศว่าจะตอบโต้รัสเซียด้วยการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับทางการทูต ยังไม่พิจารณาเรื่องการใช้กำลัง เหตุที่รัฐบาลโอบามาประกาศเช่นนี้ย่อมเข้าใจได้ว่าอยากจะใช้วิธีเจรจาก่อน ไม่ต้องการยั่วยุให้สถานการณ์บานปลายกว่าเดิม ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่ควรเลือก แต่ก็มีข้อเสียและข้อวิพากษ์ตามมามากมาย และเอื้อให้รัสเซียเป็นฝ่ายได้เปรียบในขณะนี้

            ภายในสถานการณ์ล่าสุดขณะนี้ สามารถอธิบายการเดินเกมแบบทั้งขู่ทั้งปลอบของรัสเซีย ดังนี้
          ประการแรก หมากไครเมียลงประชามติรวมกับรัสเซีย
            หากย้อนเวลาถอยหลังเล็กน้อย เมื่อกองกำลังติดอาวุธเข้าควบคุมไครเมียนั้น ได้ควบคุมรัฐสภาไครเมียด้วย และมีการจัดตั้งรัฐบาลไครเมียชุดใหม่ (ไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของประเทศยูเครน แต่เป็นเขตกึ่งปกครองตนเอง) นายเซอร์เกย์ อัคเซโนฟ (Sergei Aksenov) ได้เป็นนายกรัฐมนตรีไครเมีย
            การปรากฏตัวของรัฐบาลไครเมียชุดใหม่มีความสำคัญ เพราะประกาศปฏิเสธไม่ยอมรับอำนาจจากรัฐบาลกลางยูเครน เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลรักษาการยูเครนไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้รัฐบาลไครเมียยังจัดตั้งกระทรวงกลาโหมเป็นครั้งแรก (แต่เดิมไม่มีกระทรวงดังกล่าว เพราะถือว่าอยู่ใต้อธิปไตยของยูเครน) เป็นสัญญาณอย่างหนึ่งว่าไครเมียกำลังคิดแยกตัวออกจากยูเครนโดยสมบูรณ์
            ในระหว่างที่ชาติตะวันตกยังไม่มีข้อมติชัดเจนใดๆ ว่าจะจัดการเรื่องยูเครนอย่างไร วันที่ 6 มีนาคม รัฐสภาไครเมียกับสภาเทศบาลเมืองเซวาสโตโพล (Sevastopol) มีมติเห็นชอบที่จะเข้าร่วมรวมเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย ขั้นตอนจากนี้คือการลงประชามติในวันที่ 16 เดือนนี้ นายวลาดิเมียร์ คอนสแตนตินอฟ (Vladimir Konstantinov) โฆษกรัฐสภาไครเมียกล่าวว่า “เราไม่ได้เร่งรีบ แต่ทำสิ่งที่สถานการณ์ปัจจุบันเรียกร้อง” ตอบสนองกระแสความต้องการของประชาชน
            ด้านรัฐสภารัสเซียตอบสนองด้วยการแสดงท่าทีว่า จะพิจารณากฎหมายใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าว ถ้ามีการลงประชามติและผู้นำประเทศมีคำสั่ง
            ที่น่าสนใจคือ เมื่อสองสามวันก่อนหน้าลงมติของรัฐสภาไครเมีย มีข่าวว่าพลเมืองไครเมียจะลงประชามติในวันที่ 30 มีนาคม เพื่อเรียกร้องมีอำนาจปกครองตนเองเพิ่มขึ้น และอาจนำสู่การกลับไปรวมกับรัสเซียใหม่อีกครั้ง (เขตไครเมียเคยเป็นส่วนหนึ่งของอดีตสหภาพโซเวียต ถูกรวมเข้ากับยูเครนในปี 1954) ดังนั้น การลงมติรวมเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ชี้ว่ามีการตัดสินใจแล้วที่จะเดินหน้ารวมกับรัสเซียใหม่อีกครั้ง

            ไม่ว่ารัฐสภาไครเมียจะอ้างเหตุผลอย่างไร การกำหนดลงประชามติในวันที่ 16 เร็วกว่ากำหนดเดิมถึง 2 สัปดาห์ โดยปราศจากการทำประชาพิจารณ์ที่น่าจะทำล่วงหน้าหลายเดือน ทั้งยังมีคำถามต่อความชอบธรรมของรัฐบาลไครเมียชุดปัจจุบัน ที่เพิ่งจัดตั้งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ท่ามกลางการควบคุมของกองกำลังติดอาวุธไร้สังกัด ซึ่งเชื่อกันว่าคือกองกำลังรัสเซีย
            การรีบเร่งทำประชามติ ชี้ว่ารัสเซียกำลังเดิมเกมเร็ว อาศัยการแยกตัวออกของไครเมียเป็นแรงกดดันชาติตะวันตกอีกทางหนึ่ง เพื่อกดดันชาติตะวันตกให้ยอมรับเงื่อนไขของรัสเซีย ไม่ยอมให้ฝ่ายตะวันตกถ่วงเวลายืดยาวออกไป ทั้งยังชี้ว่าหมากไครเมียแยกตัวอยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซีย เพราะขั้นตอนต่อจากการลงประชามติคือขั้นตอนของฝ่ายรัสเซีย ซึ่งจะเร่งรัดหรือยืดการตัดสินเป็นเมื่อไหร่ก็ได้

          ประการที่สอง รัสเซียจะบุกยูเครนเพิ่มเติมหรือไม่
            ต้นเดือนมีนาคม นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวว่ารัสเซียจะยังไม่ส่งทหารเข้ายูเครน (หมายถึงเข้าทางด้านยูเครนตะวันออก) “ณ ขณะนี้ยังไม่จำเป็น แต่ก็อาจเป็นไปได้” ถ้าเกิดสถานการณ์วุ่นวายในยูเครนตะวันออก และชาวบ้านร้องขอความช่วยเหลือ รัสเซีย “จะใช้ทุกวิถีทางเพื่อปกป้องประชาชนเหล่านั้น” คำพูดของประธานาธิบดีปูติน อยู่ในช่วงจังหวะเดียวกับการการเจรจายุติปัญหากับประเทศอื่นๆ ถ้อยคำดังกล่าวเป็นการประกาศจุดยืน ว่ารัสเซียพร้อมที่จะส่งทหารข้ามพรมแดนเข้ายูเครนตะวันออก “ถ้าจำเป็น” ซึ่งสามารถตีความต่อได้อีกหลายทาง เช่น หากยูเครนหรือนาโตเตรียมส่งกองทัพเพื่อยึดไครเมียคืน รัสเซียจะชิงส่งทหารเข้าบุกก่อนทันที
            แท้ที่จริงแล้ว การคาดการณ์ว่ารัสเซียจะส่งทหารควบคุมยูเครนหรือไครเมียไม่ใช่เรื่องใหม่ ย้อนหลังเมื่อปี 2005 เมื่อนายวิกเตอร์ ยูเชนโก (Viktor Yushchenko) ที่ชาติตะวันตกสนับสนุน ชนะการเลือกตั้ง ก็มีกระแสข่าวว่าหากประธานาธิบดีคนใหม่ไม่ยอมให้กองเรือรัสเซียประจำการต่อในฐานทัพที่ไครเมีย รัสเซียอาจส่งทหารเข้ายูเครน
            เรื่องทำนองนี้ชาติตะวันตกรู้ดีมาโดยตลอด และกังวลใจว่าวันหนึ่งรัสเซียจะบุกยูเครน

            นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าเป้าหมายขั้นต่ำที่ประธานาธิบดีปูตินต้องการ คือ การรักษาอิทธิพลของตนในยูเครนตะวันออกกับเขตไครเมีย ซึ่งรัสเซียสามารถทำได้หลายวิธีขึ้นกับบริบท ขึ้นกับการเจรจาต่อรอง
            ขณะนี้เขตไครเมียอยู่ในการควบคุมร่วมระหว่างรัฐบาลไครเมียกับกองทัพรัสเซียแล้ว จึงเกิดคำถามว่ารัสเซียจะบุกยูเครนส่วนที่เหลือหรือไม่ โดยเฉพาะพื้นที่ยูเครนตะวันออก ซึ่งประชากรจำนวนมากมีเชื้อสายรัสเซีย พูดภาษารัสเซีย เศรษฐกิจท้องถิ่นผูกโยงกับรัสเซียอย่างใกล้ชิด นายวิลเลียม เฮก (William Hague) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ กล่าวยอมรับด้วยความกังวงลว่า นอกจากควบคุมไครเมียแล้ว รัสเซียอาจเคลื่อนกำลังเข้าไปในส่วนอื่นของยูเครน ซึ่งจะยิ่งทำให้สถานการณ์วิกฤตกว่าเดิม
            หมากของรัสเซียคือ หากการเจรจาไม่สมประโยชน์รัสเซีย ประธานาธิบดีปูตินอาจสั่งเคลื่อนทัพเข้ายูเครนตะวันออก นั่นหมายความว่าสถานการณ์ยูเครนและภูมิภาคจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตร้ายแรง
            แรงกดดันตกอยู่กับฝ่ายชาติตะวันตกว่าจะตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างไร

          ประการที่สาม ใช้เศรษฐกิจสหรัฐ เศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกัน
            ถ้าจะวิเคราะห์เรื่องพลังอำนาจทางทหาร รัสเซียในปัจจุบันกำลังฟื้นฟูอำนาจการรบให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง อย่างน้อยให้ยิ่งใหญ่สมกับความเป็นชาติมหาอำนาจ ให้เพียงพอต่อการป้องกันประเทศ แต่ ณ วันนี้ สหรัฐอเมริกายังเป็นประเทศที่มีอานุภาพทางทหารมากที่สุด ดังนั้น พลังอำนาจทางทหารของรัสเซียไม่อาจเทียบกับฝ่ายชาติตะวันตก ไม่ว่าจะมองในแง่เทียบกับสหรัฐเพียงประเทศเดียว หรือเปรียบเทียบในกรอบองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต
            ประเด็นอยู่ที่ว่าโลกยุคปัจจุบัน ไม่ใช่ยุคสงครามเย็น แต่เป็นยุคโลกาภิวัตน์ ที่เศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิด รัสเซียเป็นทั้งผู้ส่งออกและนำเข้าลำดับต้นๆ ของสหภาพยุโรป (อียู) และที่สำคัญคือ หากเกิดวิกฤตร้ายแรง จะส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วต่อตลาดเงินตลาดทุน หากเกิดสงครามขึ้นจริง ความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นแน่นอน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจของอียูที่ยังอยู่ในภาวะประคองตัว ชาติสมาชิกอียูหลายประเทศพร้อมจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอีกรอบ ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐนั้นแม้จะดีขึ้นตามลำดับ ด้วยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องหลายปี แต่ก็พร้อมที่จะกลายเป็น “ขาลง” ได้เช่นกัน
            เมื่อประธานาธิบดีโอบามาขู่ว่าจะคว่ำบาตรรัสเซีย ประธานาธิบดีปูตินจึงโต้กลับว่า ชาติตะวันตกจะได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน และเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลโอบามาจึงประกาศว่าจะแก้ปัญหาด้วยการเจรจา ด้วยการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจกับทางการทูตต่อรัสเซีย ประเทศทุนนิยมอย่างสหรัฐย่อมเข้าใจเหตุผลเหล่านี้ได้ดีกว่าประเทศใดๆ

          ประการที่สี่ รัสเซียเสนอให้ยูเครนจัดเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยเร็ว
            ภายใต้หมากกลดังกล่าว รัสเซียได้เปิดทางให้กับฝ่ายตะวันตกด้วย (พูดให้ถูกต้องกว่านี้คือ รัสเซียได้กำหนดผลประโยชน์ที่ตนต้องการไว้อย่างชัดเจน) ข้อเสนอของรัสเซียเพื่อเป็นทางออกของทุกฝ่าย คือ ขอให้จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้งโดยเร็ว โดยที่นายยานูโควิชยังอยู่ในฐานะประธานาธิบดี
            จะเห็นได้ว่าข้อเสนอของรัสเซียคือ กลับไปมองว่าต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดมาจากความขัดแย้งทางการเมืองภายในยูเครน (ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ความมั่นคงของรัสเซีย) จึงขอให้แก้ความขัดแย้งด้วยการเลือกตั้งใหม่ โดยไม่รับปากว่าจะคืนไครเมียให้ยูเครน เป็นไปได้ว่าอาจจะคืนหรือไม่ก็ได้ ขึ้นกับสถานการณ์ การเจรจาต่อรอง

            สถานการณ์ขณะนี้รัสเซียจึงเป็นฝ่ายได้เปรียบ หากชาติตะวันตกไม่อยากให้เหตุการณ์บานปลาย ทางออกที่ละมุนละม่อมมากสุด คือทำตามข้อเสนอของรัสเซีย ให้ตัดสินปัญหาด้วยการเลือกตั้ง ถือว่าเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่
            ถ้าเป็นไปในทิศทางนี้ หากผู้สมัครที่รัสเซียสนับสนุนชนะการเลือกตั้ง รัสเซียอาจยอมคืนไครเมียแก่ยูเครน (สถานการณ์กลับสู่จุดตั้งต้น คืนสู่ภาวะปกติ) แต่หากแพ้และผู้นำยูเครนคนใหม่ดำเนินนโยบายใกล้ชิดตะวันตก ยูเครนอาจเกิดเหตุวุ่นวายอีกรอบ เพื่อให้กองกำลังติดอาวุธเข้าควบคุมสถานการณ์อีกครั้ง (สถานการณ์เข้าสู่ภาวะวิกฤตอีกรอบ)
            หรือรัสเซียอาจเลือกทางออกอีกอย่างคือ สนับสนุนให้ไครเมียกับยูเครนตะวันออกแยกตัวเป็นเอกราชจากยูเครน ซึ่งวิธีการหลังนี้น่าจะเป็นทางเลือกลำดับท้ายๆ

            ทั้งหมดนี้เป็นการให้บทเรียนแก่ชาติตะวันตก ว่ารัสเซียจะไม่ยอมปล่อยยูเครนให้อยู่ใต้อิทธิพลฝ่ายตะวันตกอย่างง่ายๆ และควรรู้ว่าอะไรคือ “เส้นต้องห้าม”
------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ยูเครนตั้งอยู่ในจุดภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ มีพรมแดนติดรัสเซีย และเป็นที่ตั้งของฐานทัพเรือรัสเซีย หากยูเครนเป็นสมาชิกนาโต ยูเครนอาจไม่ยอมให้รัสเซียเช่าฐานทัพเรือที่ไครเมียอีกต่อไป อีกทั้งนาโตอาจวางกองกำลังในยูเครนที่มีพรมแดนติดกับรัสเซีย ขณะนี้ รัสเซียอยู่ในฐานะได้เปรียบ เพราะอย่างน้อยได้ควบคุมไครเมียแล้ว ในขณะที่นาโตลังเลใจที่จะตอบโต้ด้วยการใช้กำลังทหาร

2. ยูเครนวิกฤตรัสเซียสู้ไม่ถอย (Ookbee)
ยูเครนเป็นประเทศที่น้อยคนจะรู้จัก เดิมเป็นส่วนหนึ่งของอดีตสหภาพโซเวียต เริ่มเป็นรัฐอธิปไตยหลังสิ้นสุดสงครามเย็น ตั้งแต่ปลายปี 2013 เกิดความขัดแย้งทางการเมืองที่บานปลายจนรัสเซียส่งกองกำลังเข้ายึดไครเมีย และเกิดสงครามกลางเมืองขนาดย่อมในฝั่งตะวันออกของประเทศ แต่ความสำคัญของสถานการณ์ยูเครนในขณะนี้คือการเผชิญหน้า ความขัดแย้งระหว่างชาติมหาอำนาจ 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือรัสเซีย อีกฝ่ายคือสหรัฐฯ กับพันธมิตรอียู การเผชิญหน้าครั้งนี้อาจรุนแรงยืดเยื้อกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเนื่องจากรัฐบาลรัสเซียสู้ไม่ถอย

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม:
1.Bowie, Nile. (2014, March 4). US hypocrisy over ‘Russian aggression’ in Ukraine. Retrieved from http://rt.com/op-edge/ukraine-us-hypocrisy-russia-758/
2. Cohen, Stephen F. (2009). Soviet fates and lost alternatives : from Stalinism to the new Cold War. New York: Columbia University Press.
3. Judah, Ben. (2013). Fragile Empire: How Russia Fell in and Out of Love with Vladimir Putin. UK: Yale University Press.
4. Putin: Deploying Russian troops in Ukraine not necessary now, but possible. (2014, March 4). Pravda.Ru. Retrieved from http://english.pravda.ru/news/russia/04-03-2014/127014-putin_russian_troops_ukraine-0/
5. Putin warns West against sanctions, says Ukraine interim leader 'not legitimate. (2014, March 4). Fox News/AP. Retrieved from http://www.foxnews.com/world/2014/03/04/putin-blames-unconstitutional-overthrow-yanukovych-for-crimea-crisis/
6. Russia tightens grip on Crimea as West scrambles to respond. (2014, March 3). Fox News/AP. Retrieved from http://www.foxnews.com/world/2014/03/03/russia-tightens-grip-on-crimea-as-west-scrambles-to-respond/
7. Sevastopol and Crimean parliament vote to join Russia, referendum to be held in 10 days. (2014, March 7). RT. http://rt.com/news/crimea-referendum-status-ukraine-154/
8. Standoffs persist in Crimea as Kerry prepares to meet Russian counterpart. (2014, March 5). The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/europe/standoffs-persist-in-crimea-as-kerry-prepares-to-meet-russian-counterpart/2014/03/05/6677625e-a45f-11e3-8466-d34c451760b9_story.html
9. Ukraine crisis: Western leaders scramble to respond to Russian incursion. (2014, March 2). Fox News. Retrieved from http://www.foxnews.com/world/2014/03/02/crimean-leader-claims-control-asks-russia-for-help-in-restoring-peace/
------------------------

วันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2557

เยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ เส้นทางที่นายกฯ อาเบะเลือกเดิน

6 มีนาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ได้รับการเผยแพร่ผ่าน ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2557, http://www.thaiworld.org/thn/thailand_monitor/answera.php?question_id=1323)

            วันที่ 26 ธันวาคม 2013 ในโอกาสที่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ครบ 1 ปี นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ (Yasukuni Shrine) เพื่อสักการะทหารผู้เสียชีวิตจากสงครามราว 2.5 ล้านคน โดยเฉพาะทหารผู้เสียชีวิตจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ รัฐบาลหลายประเทศได้กล่าวโจมตีอย่างรุนแรง โดยเฉพาะจากจีน เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ เห็นว่านายกฯ อาเบะกำลังรื้อฟื้นลัทธิทหารนิยม ชาตินิยม และเป็นภัยคุกคามต่อประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ดังเช่นก่อนสมัยมหาสงครามเอเชียบูรพา
            สื่อจีนหลายฉบับพากันเขียนบทความโจมตีอย่างต่อเนื่อง บทความของนายหลิว เจียงหยง (Liu Jiangyong) วิพากษ์อย่างเผ็ดร้อนว่าประชาคมโลกจะคิดอย่างไรหากผู้นำเยอรมันปัจจุบันทำความเคารพอดีตจอมเผด็จการนาซี อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) มันต้องเป็นเรื่องร้ายแรงและขยะแขยงมาก

อดีตการเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ :
            หากตรวจสอบประวัติศาสตร์ย้อนหลังจะพบว่า ไม่ใช่ผู้นำญี่ปุ่นทุกคนที่ไปเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ แต่ที่ผ่านมานายกฯ หลายท่านได้ไปเยือน
            นายมิกิ ทะเกะโอะ (Miki Takeo) คือนายกรัฐมนตรีคนแรกที่ไปสักการะศาลเจ้าเมื่อปี 1975  โดยอ้างว่าเป็นการเยือนส่วนตัว 3 ปีต่อมาอัฐิของบุคคลสำคัญ 14 คนที่เป็นอาชญากรสงครามระดับ A (Class A) ก็ปรากฏในศาลเจ้าอย่างลึกลับ ทั้ง 14 คนได้รับการยกย่องว่าเป็น เจ้า ของลัทธิชินโต ซึ่งผูกโยงกับการบูชาจักรพรรดิ ส่งเสริมให้ประชาชนจงรักภักดีต่อรัฐบาลและสนับสนุนการทำสงคราม ศาลเจ้าแห่งนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายขวานับจากนั้นเป็นต้นมา
            ในปี 1985 นายยาสุฮิโระ นากาโซเนะ (Yasuhiro Nakasone) เป็นนายกฯ คนแรกที่ไปสักการะอย่างเป็นทางการ แม้ว่าที่สิ่งทำคือเพียงใช้เงินชำระค่าดอกไม้ ไม่ทำการสักการะตามแบบชินโต แต่ส่งผลให้ประเทศจีน เกาหลีใต้และอีกปลายประเทศประท้วงอย่างรุนแรง รัฐบาลนากาโซเนะแก้ด้วยการประกาศว่าจะไม่ไปสักการะอีก
            ในปี 1996 นายกฯ ริวทาโร ฮาชิโมโตะ (Ryutaro Hashimoto) เดินทางไปเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิในวันเกิดของเขา ด้วยความคิดว่าจะไม่ถูกตีความว่าเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการ แต่ก็ถูกหลายประเทศประท้วงเช่นเคย สถานการณ์ยุติหลังรัฐบาลประกาศว่านายกฯ ฮาชิโมโตะ จะไม่ไปเยือนศาลเจ้าอีก ตามรอยอดีตนายกฯ นากาโซเนะ

            ผู้ที่ไปเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิมากที่สุดคือ นายกฯ จุนอิชิโร โคอิซูมิ (Junichiro Koizumi) ไปเยือนศาลเจ้าเป็นประจำทุกปี รวมถึง 6 ครั้ง ขณะดำรงตำแหน่งในช่วงปี 2001–6 กลายเป็นช่วงที่ปัญหาการเยือนศาลเจ้ายืดเยื้อต่อเนื่องยาวนานที่สุด นายกฯ โคอิซูมิให้เหตุผลที่ไปสักการะว่าเพื่อแสดงเจตนาว่าเขายึดมั่นในสันติภาพและต้องการมีความสัมพันธ์อันราบรื่นกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่รัฐบาลจีน เกาหลีใต้และอีกหลายประเทศไม่เชื่อเช่นนั้น
            การเยือนของนายกฯ อาเบะเป็นการกลับมาเยือนอีกครั้งในรอบ 7 ปี หลังการเยือนครั้งล่าสุดคือเมื่อปี 2006 โดยนายกฯ โคอิซูมิ

            ในอีกฝากหนึ่ง นักการเมืองญี่ปุ่นหลายคนไม่เห็นด้วยกับการไปสักการะศาลเจ้ายาสุกินิ เช่น ในปี 2009 นายกฯ ยูกิโอะ ฮาโตยามะ (Yukio Hatoyama) จากพรรค Democratic Party of Japan ประกาศว่าตัวท่านและคณะรัฐมนตรีจะไม่ไปสักการะ นอกจากนี้กลุ่ม New Komeito ประกาศจะไม่ไปศาลเจ้า เช่นเดียวกับพรรค Japan Communist Party และ Social Democratic

            ทางด้านประชาชนญี่ปุ่นนั้นมีทั้งฝ่ายสนับสนุนกับฝ่ายต่อต้านและฝ่ายที่ไม่สนใจ ข้อมูลบางแหล่งชี้ว่า มีชาวญี่ปุ่นราว 1 ล้านครอบครัวที่อยู่ในสมาคมผู้สูญเสียจากสงครามญี่ปุ่น สนับสนุนนายกฯ ญี่ปุ่นให้ไปสักการะศาลเจ้า สมาคมนี้มีความเชื่อมโยงกับพรรค Liberal Democratic Party (นายกฯ อาเบะสังกัดพรรคดังกล่าว)
            ฝ่ายที่ต่อต้านเห็นว่าการไปเยือนศาลเจ้า คือการย้ำเตือนว่านโยบายชาตินิยมในอดีตต้องจ่ายราคามากเพียงใด นอกจากนี้ ยังมีชาวญี่ปุ่นอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ใช่ทั้งฝ่ายสนับสนุนหรือฝ่ายต่อต้าน พวกเขาไม่สนใจไม่ใส่ใจกับเรื่องทำนองนี้ บ้างก็เห็นว่าเป็นเพียงการไปเคารพทหารผู้สละเสียชีวิตจากสงครามเท่านั้น อันเป็นพิธีการที่หลายประเทศทำกันทั่วไป ไม่มีผลต่อความคิดทางการเมืองของพวกเขา
            การไปเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิจึงเป็นเรื่องของพวกฝ่ายขวา ไม่ใช่เรื่องที่ชาวญี่ปุ่นทุกคนจะเห็นดีเห็นงาม

ข้อได้เปรียบของนายกฯ อาเบะ :
            นายกฯ อาเบะให้เหตุผลเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิว่าเพื่อรำลึกถึงทหารผู้เสียชีวิตในสงครามเท่านั้น ไม่มีความหมายอย่างอื่น คำตอบของท่านไม่แตกต่างจากอดีตนายกฯ หลายคนที่ไปเยือนศาลเจ้า และถูกหลายประเทศประท้วงอย่างรุนแรง
            จะเห็นได้ว่าความขัดแย้งจากการเยือนศาลเจ้าไม่ใช่เรื่องใหม่ อดีตผู้นำญี่ปุ่นหลายท่านที่เคยเยือนศาลเจ้าจะตามมาด้วยการวิวาทะกับประเทศเพื่อนบ้าน บางกรณีถึงกับที่ผู้นำญี่ปุ่นต้องประกาศว่าจะไม่ไปเยือนอีก ดังนั้น นายกฯ อาเบะย่อมเข้าใจเรื่องเหล่านี้ สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าหากตนเยือนศาลเจ้าจะมีผลอย่างไร หากวิเคราะห์ภายใต้กรอบคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล นายกฯ อาเบะเยือนศาลเจ้าก็เพราะได้คิดไตร่ตรองรอบคอบแล้วว่า “ได้มากกว่าเสีย”

            ถ้าจะวิเคราะห์เรื่องนี้ผ่านความสัมพันธ์กับจีน อาจอธิบายได้ว่า ก่อนการเยือนศาลเจ้า รัฐบาลอาเบะกับรัฐบาลจีนมีประเด็นข้อพิพาทหลายเรื่องอยู่แล้ว เช่น เรื่องหมู่เกาะเซนกากุ/เตียวหยู การเพิ่มงบประมาณกลาโหมและการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศของญี่ปุ่น การปรับการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น  การประกาศเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ (Air Defense Identification Zone) ของจีนเหนือน่านฟ้าทะเลจีนตะวันออก ฯลฯ ลำพังเรื่องเหล่านี้มีเหตุสร้างความขัดแย้งมากพออยู่แล้ว
            ภายใต้กรอบคิดดังกล่าว ถ้านายกฯ อาเบะจะเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิก็ไม่ช่วยขยายความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศมากนัก หรือถ้านายกฯ อาเบะไม่เยือนศาลเจ้าก็ไม่ช่วยลดการเผชิญหน้าเช่นกัน และที่สำคัญกว่านั้น นายกฯ อาเบะมีข้อได้เปรียบเหนืออดีตนายกฯ ที่ผ่านมาใน 2 ประการหลัก ได้แก่

            ประการแรก ข้อได้เปรียบเรื่องความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ
            ในอดีตที่ผ่านมา การเยือนศาลเจ้าแต่ละครั้ง จะมีนักธุรกิจญี่ปุ่นบางคนบางกลุ่มออกมาแสดงความกังวลต่อการค้าการลงทุนระหว่างญี่ปุ่นกับจีนเสมอ เป็นแรงกดดันหนึ่งที่ไม่ต้องการให้นายกฯ เดินทางไปสักการะศาลเจ้ายาสุกุนิ
            เรื่องผลกระทบต่อเศรษฐกิจจึงเป็นประเด็นที่รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญมากที่สุดเรื่องหนึ่ง แต่ภายใต้แนวทางการบริหารเศรษฐกิจของนายกฯ อาเบะ หรือที่บางคนเรียกว่า “Abenomics” ด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ ใช้มาตรการทั้งการเงิน การคลัง ในเวลาเพียงปีเดียว เศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัวอย่างชัดเจน นักธุรกิจนักลงทุนมีความเชื่อมั่น นับเป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง กลายเป็นจุดแข็งของรัฐบาลชุดนี้ นายกฯ อาเบะไม่ต้องกังวลว่าหากทะเลาะกับจีนแล้วจะสั่นสะเทือนระบบเศรษฐกิจ
            เป็นไปได้ว่านายกฯ อาเบะอาจต้องการเป็นนายกฯ ญี่ปุ่นคนแรกที่ไม่เกรงว่าการเยือนศาลเจ้าจะกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศ ต้องการชี้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นภายใต้การบริหารของตนกำลังฟื้นตัว ญี่ปุ่นไม่เกรงกลัวอิทธิพลเศรษฐกิจของจีนที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก แซงหน้าญี่ปุ่นไปแล้ว ช่วยลดกระแสความหวาดวิตกของญี่ปุ่นต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทางการเมืองระหว่างประเทศของจีน

            ประการที่สอง นโยบายความมั่นคงร่วมญี่ปุ่น-สหรัฐฯ
            นโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะนโยบายทางด้านความมั่นคงระหว่างประเทศของนายกฯ อาเบะเชื่อมโยงโดยตรงกับนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ สองปีที่ผ่านมา รัฐบาลโอบามาใช้ยุทธศาสตร์ Pivot to Asia ให้ความสำคัญต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เนื่องจากเห็นว่าจากนี้ไปภูมิภาคนี้จะมีผลต่อเศรษฐกิจประเทศ และจะกลายเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ สหรัฐฯ จึงต้องเข้าไปมีส่วนจัดแจงเรื่องราวในภูมิภาค
            และภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว รัฐบาลโอบามาได้กระชับความสัมพันธ์กับพันธมิตรในย่านนี้ ญี่ปุ่นคือหนึ่งในประเทศพันธมิตรที่สำคัญที่สุด
            ตลอดปีที่ผ่านมา ภายใต้ความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นกับจีน รัฐบาลโอบามายืนยันหลายครั้งว่าพร้อมปกป้องญี่ปุ่นตามสนธิสัญญาความมั่นคงร่วม (Mutual Security Treaty) และชี้ว่ามีผลครอบคลุมหมู่เกาะเซนกากุ
            การที่รัฐบาลโอบามายืนยันว่าสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมสหรัฐฯ-ญี่ปุ่นมีผลครอบคลุมหมู่เกาะพิพาท เป็นหลักฐานสำคัญชี้ว่ารัฐบาลโอบามาไม่เพียงสนับสนุนความมั่นคงของญี่ปุ่นโดยรวมเท่านั้น นัยยะที่สำคัญกว่าคือการสนับสนุนการเผชิญหน้าระหว่างญี่ปุ่นกับจีนผ่านข้อพิพาทดังกล่าว (รวมทั้งประเด็นความขัดแย้งอื่นๆ) นายจอห์น แคร์รี่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่าสหรัฐฯ พร้อมจะปกป้องญี่ปุ่นหากถูกโจมตี พร้อมกับย้ำว่ายุทธศาสตร์ Pivot to Asia จำต้องอาศัยความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งระหว่าสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น
            ดังนั้น รัฐบาลญี่ปุ่นในปัจจุบันจึงดำเนินนโยบายความมั่นคงระหว่างประเทศบนความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับรัฐบาลสหรัฐฯ 2 ประเทศประสานการดำเนินนโยบายต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างมีชั้นเชิง รัฐบาลอาเบะมีชาติมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกหนุนหลังอยู่

            การเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิของนายกฯ อาเบะสามารถอธิบายได้ในหลายรูปแบบหลายแง่มุม ที่แน่นอนคือ รัฐบาลอาเบะได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์แม่บทจาก “passive pacifism” มาเป็น “proactive pacifism” อธิบายเบื้องต้นได้ว่าญี่ปุ่นจะมีบทบาทด้านความมั่นคงระหว่างประเทศอย่างกระตือรือร้นมากกว่าในอดีต เช่น มีบทบาทช่วยเสริมสร้างความมั่นคงโลกในที่ต่างๆ มีบทบาทเพิ่มขึ้นในองค์กรระหว่างประเทศด้านความมั่นคง และใช้แนวคิด “Dynamic Joint Defense Force” อันหมายถึงการร่วมรักษาความมั่นคงกับกองกำลังประเทศต่างๆ
            ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว ญี่ปุ่นตระหนักว่าจำต้องเผชิญหน้ากับจีนที่กำลังมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งกระแสการต่อต้านจากประเทศในภูมิภาคอื่นๆ ที่หวั่นเกรงอิทธิพลของญี่ปุ่น ที่เพิ่มบทบาทความมั่นคงในภูมิภาค
            แต่หากญี่ปุ่นจะต้องเผชิญหน้าเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ เพื่อความมั่นคงของประเทศ การเผชิญหน้าดังกล่าวย่อมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ขอเพียงให้ความขัดแย้งและการตอบโต้อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างรัดกุม ไม่ให้บานปลายจนสร้างความสูญเสียเกินขนาด
            นี่คือเส้นทางที่นายกฯ อาเบะเลือกเดิน หรือ “จำต้อง” เลือกเดิน
----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
1. อาเบะเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิมุมมองของฝ่ายสนับสนุนกับฝ่ายต่อต้าน
ทุกคนทุกชาติต่างมีความเชื่อศาสนาของตนเอง ทหารญี่ปุ่นหลายคนเข้าทำสงครามด้วยความเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่านี่คือสงครามศักดิ์สิทธิ์ ในขณะที่คนชาติอื่นย่อมมีความคิดเห็นของตนเอง เป็นอีกภาพความจริงของโลกที่ยังดำรงอยู่ในปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งภายในประเทศญี่ปุ่นนั้นก็ใช่ว่าทุกคนจะคิดเห็นตรงกัน ชาวญี่ปุ่นที่ไปสักการะศาลเจ้ายาสุกินิก็ใช่ว่าจะไปด้วยความหมายเดียวกัน หรือมีความรู้สึกที่เข้มข้นตรงกัน 
2. สงครามนานกิง สมรภูมิจีน-ญี่ปุ่นในศตวรรษที่21
สงครามทำลายล้างนานกิง เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วเกือบ 8 ทศวรรษ แต่ด้วยการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างเข้มข้นของจีนกับญี่ปุ่นในปัจจุบัน เรื่องราวในอดีตจึงถูกรื้อฟื้น ประชาชน 2 ฝ่ายถูกดึงเข้ามามีส่วนร่วม กลายเป็นสมรภูมิทางการเมืองระหว่างประเทศ ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็น สงครามนานกิงในศตวรรษที่ 21

บรรณานุกรม:
1. ธเนศ ฤดีสุนันท์. (2553). ปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาตินิยมจีนกับญี่ปุ่นในประเด็นสงครามจีน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 2 (1937-1945). (วิทยานิพนธ์). Retrieved from http://digi.library.tu.ac.th/thesis/po/1296/04chapter3.pdf
2. Breen, John., & Teeuwen, Mark. (2010). A New History of Shinto. UK: Blackwell Publishing.
3. China Voice: Abe's Yasukuni Shrine visit a dangerous step. (2013, December 26). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2013-12/26/c_132998040.htm
4. Jiangyong, Liu. (2014, February 11). History reveals Abe's ploy. Retrieved from http://www.chinadaily.com.cn/opinion/2014-02/11/content_17275775.htm
5. Kingston, Jeff. (2013). Contemporary Japan: History, Politics, and Social Change since the 1980s (2nd ed.). USA: John Wiley & Sons Ltd.
6. Russel, Daniel R. (2014, January 13). Transatlantic Interests In Asia. Retrieved from http://www.state.gov/p/eap/rls/rm/2014/01/219881.htm
7. Takahashi, Kosuke. (2014, February 13). Shinzo Abe’s Nationalist Strategy. Retrieved from http://thediplomat.com/2014/02/shinzo-abes-nationalist-strategy/
8. U.S. vows to defend Japan if conflict erupts in East China Sea. (2014, February 8). The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2014/02/08/national/u-s-vows-to-defend-japan-if-conflict-erupts-in-east-china-sea/#.Uvc_xWKSwRk
----------------------------

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...