วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557

โจ ไบเดนกับใครสนับสนุน IS สงครามซุนนี-ชีอะห์และการโค่นล้มอัสซาด (ตอนที่ 2)

26 ตุลาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(คอลัมน์ สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6564 วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/2014774)

            ในโลกมุสลิม มีผู้เชื่อว่าอิหร่านคือผู้นำชีอะห์ในปัจจุบัน ส่วนซาอุดิอาระเบียได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำสายซุนนี 2 ฝ่ายแข่งขันกัน โดยมีชาติตะวันตัวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
            เมื่อเอ่ยถึงสถานการณ์ซีเรียกับอิรักในขณะนี้ รองประธานาธิบดีโจ ไบเดนกล่าวอย่างชัดเจนว่า ตุรกี ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศอื่นๆ เช่น กาตาร์ “มุ่งมั่งโค่นล้มอัสซาดและทำสงครามตัวแทนของซุนนี-ชีอะห์ ... พวกเขาให้เงินหลายร้อยล้านดอลลาร์และอาวุธคิดเป็นน้ำหนักหลายพันตันแก่ใครก็ตามที่ต่อสู้อัสซาด” และเอ่ยชื่อกลุ่มก่อการร้ายอย่าง Al-Nusra อัลกออิดะห์และพวกญิฮาดสุดโต่งต่างๆ ที่มาจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งรวมถึงรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) ด้วย

            ภายใต้แนวคิดนี้ บางคนเชื่อว่ารัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) คือตัวแทนของพวกซุนนี
            นาย Andrew Tabler นักวิชาการจาก Washington Institute for Near East Studies กล่าวว่า “ISIS เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังซุนนีที่กำลังต่อสู้กับกองกำลังชีอะห์จากความขัดแย้งทางศาสนาในภูมิภาคนี้ อยู่ในสงครามต่อสู้กับรัฐบาลมาลิกี (รัฐบาลอิรักก่อนหน้านี้) และสู้กับระบอบอัสซาด” สหรัฐพยายามที่จะมีบทบาทต่อสถานการณ์ แต่เมื่อไม่ได้เข้าดำเนินการด้วยตนเอง ประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรงจึงจัดการกันเอง
            อย่างไรก็ตาม ดังที่ได้อธิบายในบทความครั้งก่อนว่า ประเทศที่ถูกพาดพิงว่าสนับสนุน IS ต่างปฏิเสธ ทั้งยังประกาศชัดว่ามีนโยบายต่อต้านลัทธิก่อการร้าย ที่ประชุมสันนิบาตอาหรับ (Arab League) เห็นพ้องที่จะใช้มาตรการทุกอย่างเพื่อต่อต้าน IS การที่กองทัพอาหรับหลายประเทศเข้าร่วมกับสหรัฐโจมตี IS ในขณะนี้ เป็นการแสดงออกในเชิงรูปธรรมอย่างหนึ่ง ดังนั้น ซุนนีอาจมีความขัดแย้งกับชีอะห์ แต่รัฐบาลอาหรับปฏิเสธการมีส่วนเกี่ยวข้องกับ IS ไม่ยอมรับว่า IS เป็นเครื่องมือของตนเพื่อจัดการพวกชีอะห์

จุดอ่อนแนวคิดสงครามตัวแทนซุนนี-ชีอะห์ :
            สงครามตัวแทนซุนนี-ชีอะห์มีรายละเอียดปลีกย่อยมาก สามารถอธิบายได้ในหลายรูปแบบ แต่หากจะพยายามตอบว่าคือสงครามศาสนา จะมีจุดอ่อนหลายข้อ ดังนี้
            ประการแรก จุดเริ่มต้นในอิรักไม่ใช่เรื่องศาสนา
            มีผู้อธิบายว่าในช่วงปี 2007 ท่ามกลางกระแสทหารอเมริกันกำลังถอนตัวจากอิรัก พวกซุนนีรู้สึกตนถูกโดดเดี่ยวทั้งจากรัฐบาลสหรัฐและรัฐอาหรับ ในขณะที่พวกอัลกออิดะห์ในอิรักตั้งใจที่จะครอบงำพวกตนมากกว่าจะสนับสนุน ซุนนีบางเผ่าจึงกับร่วมมือกับสหรัฐกำจัดอัลกออิดะห์ แต่ความร่วมมือดังกล่าวเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น
            พวกซุนนีเห็นว่ารัฐบาลมาลิกีมุ่งรักษาผลประโยชน์ของชีอะห์ ไม่ให้ความคุ้มครองปกป้อง ส่วนพวกเคิร์ดมุ่งรักษาบ่อน้ำมันทางตอนเหนือ สิ่งที่เหลือให้กับพวกตนคือทะเลทราย ดังนั้น จึงคิดว่าทันทีที่ทหารสหรัฐออกจากอิรัก จะเป็นโอกาสที่พวกเขาจะได้จัดการผลประโยชน์ในอิรักเสียใหม่
            ดังนั้น ชีอะห์กับซุนนีในอิรักมีความขัดแย้งกัน แต่เหตุผลหลักที่ก่อให้เกิดการปะทะที่สืบเนื่องจนถึงขณะนี้คือเรื่องการจัดสรรผลประโยชน์เป็นหลัก ไม่ใช่เรื่องนิกายความเชื่อที่แตกต่างกัน

            และเมื่อประธานาธิบดีบารัก โอบามาเข้าดำรงตำแหน่ง ท่านมีนโยบายถอนทหารอเมริกันทั้งหมดกลับประเทศ ทันทีที่ทหารอเมริกันถอนตัวออก อิรักกลายเป็นประเทศที่ไร้ขื่อแป กองกำลังชีอะห์ที่ชื่อว่า Mahdi Army ในกรุงแบกแดดชิงจัดระเบียบเมืองเสียใหม่ พวกซุนนีหลายคนต้องอพยพออกจากบ้านของตน ผู้ขัดขืนถูกเฆี่ยนตีหรือถูกฆ่า
            ไม่เพียงที่กรุงแบกแดด เมืองใกล้เคียงอย่างฟาลูจาห์ (Fallujah) ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน พวกชีอะห์พยายามขับไล่พวกซุนนีออกจากพื้นที่ 2 ฝ่ายปะทะกันอย่างรุนแรง รวมความแล้ว พวกชีอะห์โดยเฉพาะขั้วของ Sadr พยายามควบคุมกรุงแบกแดดและเมืองรอบๆ นัยว่าเป็นการสร้างเขตพื้นที่ควบคุมของตน

            นาย Andrew Krepinevich ชี้ว่าการจัดระเบียบกรุงแบกแดด การขับไล่พวกซุนนีออกจากพื้นที่เป็นต้นเหตุทำให้พวกซุนนีต้องลุกขึ้นสู้ และคราวนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอาหรับ เช่น ซาอุฯ คูเวต มีอาสาสมัครจากหลายประเทศเข้าร่วมต่อสู้ รวมทั้งบางส่วนที่เป็นกลุ่มอัลกออิดะห์อิรัก เหตุการณ์ช่วงนี้ปรากฏชัดเจนเมื่อเดือนมกราคม 2014
            ด้านรัฐบาลมาลีกิตอบโต้ด้วยการส่งทหารซึ่งส่วนหนึ่งเป็นกองกำลัง Madhi Army ของ Sadr เข้าปราบปราม

            ชื่อ ISIL หรือ ISIS (ปัจจุบันคือ IS) ก็ปรากฏตัวเป็นข่าวของอิรัก หรือที่บางคนเรียกว่า “กลุ่มอัลกออิดะห์อิรัก” กองกำลัง IS ที่ก่อนหน้านี้กำลังสู้รบในซีเรียเพื่อโค่นล้มรัฐบาลอัสซาด ได้แบ่งกำลังส่วนหนึ่งเข้ามาในอิรัก การปรากฏตัวของ IS การควบคุมพื้นที่ทั้งในอิรักกับซีเรียกลายเป็นเหตุบานปลายอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
            สถานการณ์ล่าสุดของอิรัก แม้อิรักได้นายกฯ คนใหม่ที่ทุกฝ่ายรับรอง แต่พวกซุนนีบางกลุ่มยังปฏิเสธให้ความร่วมมือต่อต้าน IS ซ้ำยังเห็นว่าจำต้องร่วมมือกับ IS ต่อไป

            ประการที่ 2 จุดเริ่มต้นในซีเรียไม่ใช่เรื่องศาสนา
            อาหรับสปริงในซีเรียมีจุดเริ่มต้นจากการที่กลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูปประเทศ ให้มีการเลือกตั้งโดยเสรี จัดตั้งรัฐสภาที่เป็นตัวแทนของประชาชน แต่ประธานาธิบดีอัสซาดเห็นว่าหากซีเรียปกครองด้วยประชาธิปไตยแบบตะวันตกจะยิ่งทำให้ประเทศอ่อนแอ จึงปฏิเสธข้อเรียกร้อง การชุมนุมที่เริ่มต้นโดยสงบกลายเป็นการชุมนุมที่ใช้ความรุนแรง เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรง ฝ่ายประชาชนก็ตอบโต้ด้วยความรุนแรงเช่นกัน
            และดังที่ทราบกันทั่วไปว่า จากนั้นเริ่มปรากฏกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ ในซีเรีย หนึ่งในกลุ่มเหล่านี้คือ IS และกลายเป็นกลุ่มที่มีพลังมากที่สุด
            จุดเริ่มต้นของอาหรับสปริงซีเรียจึงเป็นเรื่องที่ชาวซีเรียบางส่วนเรียกร้องการปกครองที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ผลประโยชน์ของชาติกระจายอย่างทั่วถึง จากนั้นเกิดการแทรกแซงโดยกองกำลังที่มาจากต่างชาติหลายประเทศ ส่วนหนึ่งอยู่ในนาม IS

            ประการที่ 3 IS กวาดล้างทุกความเชื่อ ชนทุกกลุ่มในพื้นที่
            ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือ IS ทำสงครามสังหารทุกกลุ่ม สังหารพวกชีอะห์ในอิรัก พวกนับถือคริสต์ ชนกลุ่มน้อยยาซิดี (Yazidi) ที่นับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ (Zoroastrianism) รวมทั้งพวกเคิร์ดในอิรักกับซีเรียซึ่งนับถือนิกายซุนนี
            ดังนั้น กองกำลัง IS เป็นศัตรูกับทุกศาสนาความเชื่อ ถ้ามองในแง่เชื้อชาติคือจำกัดชนทุกกลุ่มยกเว้นพวกซุนนีอาหรับ ผู้ที่จะอาศัยในเขตอิทธิพลของพวกเขาจำต้องเปลี่ยนความเชื่อ ส่วนคนเชื้อชาติอื่นจะตกอยู่ในสภาพเป็นทาสหรือกึ่งทาส ดังนั้น ไม่ได้มุ่งเป้าชีอะห์อย่างเดียว
            การกระทำเช่นนี้ คล้ายกับการที่พวกชีอะห์จัดการกับพวกซุนนีในกรุงแบกแดดกับพื้นที่ใกล้เคียงหลังทหารอเมริกันถอนตัวออกจากอิรัก นั่นคือการขับไล่พวกซุนนีออกจากพื้นที่ หรือจัดพื้นที่เสียใหม่ เพื่อให้พวกชีอะห์สามารถอยู่ในเมืองในตำแหน่งที่พวกเขาต้องการ

ผู้นำศาสนาไม่ยอมรับ :
            แนวทางค้นหาคำตอบว่าเป็นสงครามตัวแทนซุนนี-ชีอะห์ที่ดีแนวทางหนึ่ง คือ เริ่มจากการพิจารณาว่า IS เป็นตัวแทนของซุนนีหรือชีอะห์หรือไม่ ข้อมูลที่ปรากฏคือ IS ไม่เพียงไม่เป็นตัวแทนของซุนนีหรือชีอะห์ ยังเป็นศัตรูของอิสลามด้วย

            อยาตุลเลาะห์ อาลี โฮไซนี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Hosseini Khamenei) ผู้นำจิตวิญญาณอิหร่าน ย้ำว่าวิกฤตอิรักไม่ใช่ความขัดแย้งทางศาสนา ส่วนประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานีแห่งอิหร่าน กล่าวว่า “ศัตรูของอิสลามพยายามสร้างความแตกแยกระหว่างมุสลิม ผลักดันให้พวกเขาก่อความรุนแรงเนื่องจากความแตกต่างทางศาสนา แต่มุมมองของอิสลามปฏิเสธความรุนแรง ความสุดโต่ง และเราต้องพยายามสุดกำลังที่จะสร้างมิตรภาพและความใกล้ชิดระหว่างมุสลิมด้วยกัน”

            ด้าน Grand Mufti Sheikh Abdulaziz Aal Alsheikh ผู้นำจิตวิญญาณของซาอุดิอาระเบีย ประณามอัลกออิดะห์และรัฐอิสลามว่าเป็น “ศัตรูหมายเลข 1” ของอิสลาม “แนวคิดของลัทธิสุดโต่ง หัวรุนแรง และการก่อการร้าย ... ไม่มีอะไรที่สอดคล้องกับอิสลาม และเป็นศัตรูหมายเลข 1 ของอิสลาม” “ผู้รับเคราะห์ร้ายจากลัทธิสุดโต่งนี้ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม จากอาชญากรรมที่ก่อโดยพวกที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม อัลกออิดะห์และกลุ่มต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับพวกเขา”
            องค์กร Muslim Public Affairs Council (MPAC) ออกแถลงการณ์ว่า “การแพร่ขยายแนวคิดของพวกสุดโต่ง กองกำลังติดอาวุธและลัทธิก่อการร้ายบ่อนทำลายโลก ทำลายอารยธรรมมนุษย์ ไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นอิสลาม แต่เป็นศัตรูหมายเลข 1 ของอิสลาม และมุสลิมเป็นเหยื่อรายแรกของพวกเขา” เช่นเดียวกับองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ยืนยันว่าแนวทางของกลุ่มก่อการร้ายอย่าง IS ไม่มีส่วนใดที่เข้ากับอิสลาม และขอประณามการเคลื่อนไหวของกลุ่มเหล่านี้

            องค์กร ผู้นำจิตวิญญาณทั้งฝ่ายซุนนีกับชีอะห์จึงประกาศชัดว่าพวกตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ IS และ IS เป็นศัตรูของอิสลาม ดังนั้น ความขัดแย้งในขณะนี้ไม่ใช่สงครามตัวแทนระหว่างซุนนี-ชีอะห์แต่ประกาศใด ส่วนผู้ที่สนับสนุน IS ไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่ คือ “ผู้อยู่เบื้องหลัง” ศัตรูหมายเลข 1 ของอิสลาม

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป ตอนที่ 2:
            เรื่องสงครามตัวแทนซุนนี-ชีอะห์เป็นประเด็นถกเถียงได้หลายแง่มุม หนึ่งในแง่มุมสำคัญคือ ความสามารถที่จะอธิบายปรากฏการณ์ทั้งหมดผ่านความขัดแย้งทางศาสนา จริงอยู่ที่มีความขัดแย้งทางศาสนาแฝงอยู่ โดยเฉพาะกรณีของอิรัก แต่เหตุผลดังกล่าวเพียงข้อเดียวไม่อาจอธิบายความจริงได้ทั้งหมด เพราะกองกำลัง IS ไม่เพียงตั้งตัวเป็นศัตรูกับชีอะห์ ซุนนีเท่านั้น แต่เป็นศัตรูกับทุกคนทุกความเชื่อที่ขัดขวางปฏิบัติการของ IS ซึ่งในช่วงนี้คือการยึดครองพื้นที่ซีเรียกับอิรัก การวิเคราะห์โดยมองมิติเชิงพื้นที่ให้คำตอบที่ใกล้เคียงความจริงมากกว่า

            ข้อวิพากษ์สำคัญคือ ในขณะที่องค์กร ผู้นำจิตวิญญาณประกาศชัดว่า IS ไม่ใช่อิสลาม รองประธานาธิบดีไบเดนกลับพยายามดึง IS เข้าไปอยู่ในอิสลาม เท่ากับไม่ยอมรับคำประกาศของผู้นำมุสลิม ยังยืนยันว่า IS อยู่ในกลุ่มซุนนี เพื่อทำสงครามตัวแทนซุนนี-ชีอะห์

            ในระดับปัจเจกบุคคลอาจมีผู้ที่เชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าตนกำลังทำสงครามศาสนา แต่ถ้าอธิบายในระดับรัฐแล้ว การอ้างเรื่องสงครามตัวแทนซุนนี-ชีอะห์จะมีประเด็นขัดแย้งหลายข้อ และจะถูกตั้งคำถามว่า เป็น “ผู้อยู่เบื้องหลัง” ศัตรูหมายเลข 1 ของอิสลามหรือไม่
----------------------------

บทความที่่เกี่ยวข้อง 
รองประธานาธิบดีไบเดนอ้างว่ารัฐบาลตุรกี ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ ให้เงินและอาวุธกับผู้ก่อการร้าย รวมทั้งกลุ่ม IS แม้ว่าทำเนียบขาวจะชี้แจงว่าท่านไม่ได้ตั้งใจหมายความเช่นนั้นจริง แต่เป็นอีกข้อมูลอีกชิ้นที่ชี้ว่าชาติอาหรับให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้าย และเกิดคำถามว่าคำพูดของท่านสร้างความกระจ่างหรือสร้างความสับสนกันแน่

รองประธานาธิบดีไบเดนชี้ว่าปัญหาวุ่นวายในซีเรียที่ยืดเยื้อกว่า 3 ปีครึ่ง ผู้คนล้มตายกว่า 200,000 คน มาจากพันธมิตรในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ในอีกมุมหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลโอบามาประกาศนโยบายโค่นล้มรัฐบาลอัสซาด และยังยืนยันนโยบายจนถึงบัดนี้ นอกจากนี้การสนับสนุนฝ่ายต่อต้านเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลโอบามากำลังดำเนินนโยบายเพื่อคนอเมริกันหรือเพื่อใครกันแน่

บรรณานุกรม ตอนที่ 2:
1. Arab meet vows all-out efforts to crush IS terror. (2014, September 8). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/news/627046
2. Dabashi, Hamid. (2011). Shi'ism: A Religion of Protest. USA: The Belknap Press of Harvard University Press.
3. Erlich, Reese. (2014). Inside Syria: The Backstory of Their Civil War and What the World Can Expect. New York: Prometheus Books.
4. Grand Mufti: IS is Islam’s ‘enemy No. 1’. (2014, August 20). Saudi Gazette. Retrieved from http://www.saudigazette.com.sa/index.cfm?method=home.regcon&contentid=20140820215352
5. Iranian President: Islam Rejects Violence, Extremism. (2014, June 23). FNA. Retrieved from http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13930402001046
6. Iraqi PM Blasts Saudi Arabia, Other Persian Gulf Arab States for Backing ISIL. (2014, October 13). FNA. Retrieved from http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13930721000490
7. Krepinevich, Andrew. (2009). 7 Deadly Scenarios: A Military Futurist Explores War in the 21st Century. USA: Bantam.
8. Organisation of Islamic Cooperation. (2014, September 25). OIC welcomes President Obama’s call to confront extremist ideology. Retrieved from http://www.oic-oci.org/oicv2/topic/?t_id=9363&t_ref=3737&lan=en
9. Pazzanese, Christina. (2014, October 3). All Politics is Personal; VP Biden Delivers Address at Kennedy School Forum. Retrieved from http://www.hks.harvard.edu/news-events/news/articles/joe-biden-forum-event
10. Rogin, Josh. (2014, June 14). America's Allies Are Funding ISIS. The Daily Beast. Retrieved from http://www.thedailybeast.com/articles/2014/06/14/america-s-allies-are-funding-isis.html
11. Washington's Blog. (2014, August 24). Muslim Leaders Worldwide Condemn ISIS. Global Research.  Retrieved from http://www.globalresearch.ca/muslim-leaders-worldwide-condemn-isis/5397364
12. Withnall, Adam. (2014, June 21). Iraq crisis: Iran's Khamenei condemns US intervention and 'attempts to turn conflict into sectarian war'. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/middle-east/iraq-crisis-irans-khamenei-condemns-us-intervention-and-attempts-to-turn-conflict-into-sectarian-war-9554805.html
--------------------

วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

โจ ไบเดนกับใครสนับสนุน IS สงครามซุนนี-ชีอะห์และการโค่นล้มอัสซาด (ตอนที่ 1)

19 ตุลาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(คอลัมน์ สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6557 วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/2010240)

            เมื่อต้นเดือนตุลาคม รองประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้รับเชิญจาก Harvard Kennedy School มหาวิทยาลัยชื่อก้องโลก แสดงปาฐกถาแก่นักศึกษาในประเด็นนโยบายต่างประเทศ ผ่านประสบการณ์ทางการเมืองอันยาวนานกว่า 40 ปีของท่าน
            ท่านใช้เวลา 1 ชั่วโมงครึ่งบรรยายและตอบคำถามหลากหลายประเด็นอย่างครอบคลุม ตั้งแต่ปรัชญาการมองโลก วิสัยทัศน์นโยบายต่างประเทศ กรอบยุทธศาสตร์หลากหลายด้าน ยุทธศาสตร์สำคัญๆ ของรัฐบาลโอบามา ภาวะผู้นำของสหรัฐที่ต้องทำงานร่วมกันนานาชาติ นโยบายด้านความมั่นคง นโยบายต่อจีน ตะวันออกกลาง ยูเครน อเมริกากลางและใต้ รวมทั้งประเด็นสำคัญๆ เช่น ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement หรือ TPP) โรคอีโบลาที่กำลังแพร่ระบาด ผู้ก่อการร้ายรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) รวมแล้วพูดนับสิบประเด็น
            ไม่กี่วันให้หลังรัฐบาลหลายประเทศขอคำชี้แจงที่พาดพิงว่ารัฐบาลของตนสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อการร้าย เพราะรองประธานาธิบดีไบเดนกล่าวว่า “ปัญหาใหญ่ที่สุดคือพันธมิตรของเราเอง” ตุรกี ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศอื่นๆ เช่น กาตาร์ “มุ่งมั่นโค่นล้มอัสซาดและทำสงครามตัวแทนของซุนนี-ชีอะห์ ... พวกเขาให้เงินหลายร้อยล้านดอลลาร์และอาวุธหนักหลายพันตันแก่ใครก็ตามที่สู้กับอัสซาด” และเอ่ยกลุ่มก่อการร้าย Al-Nusra อัลกออิดะห์ และ IS
            น่าแปลกใจที่เนื้อหาส่วนนี้ไม่ปรากฏในเว็บไซต์ The White House ซึ่งอาจเป็นเพราะไม่ถือว่าเป็นเนื้อหาของปาฐกถา Mideast Shuffle ได้ถอดเทปช่วงดังกล่าว เนื้อความสำคัญต่อมา รองประธานาธิบดีไบเดนกล่าวอย่างมีความหมายแฝงว่า “สิ่งเหล่านี้ไปไหน (หมายถึงเงินกับอาวุธ) แล้วตอนนี้เกิดอะไรขึ้น อยู่ดีๆ ทุกคนก็ตื่นขึ้นเนื่องจากกลุ่มที่เรียกว่า ISIL ซึ่งก็คืออัลกออิดะห์ในอิรัก” ที่เห็นโอกาสเข้ายึดพื้นที่แถบซีเรียตะวันออกโดยร่วมมือกับกลุ่ม Al Nusra 

คำกล่าวหาและปฏิกิริยาตอบโต้ :
            ผู้ที่ติดตามสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะรู้ว่าข้อกล่าวหาเรื่องรัฐบาลหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อการร้ายไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ประการใด กระแสดังกล่าวแรงขึ้นเมื่อ IS ปรากฏตัว
            รัฐบาลซีเรียเป็นประเทศแรกๆ ที่เอ่ยชื่ออย่างชัดเจน ประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด (Bashar al-Assad) ชี้ว่ารัฐบาลกำลังต่อสู้กับผู้ก่อการร้าย หลายประเทศโดยเฉพาะซาอุดิอาระเบียกับตุรกีส่งเสริมสนับสนุนผู้ก่อการร้ายให้เข้ามาก่อเหตุในซีเรีย ให้เงินและอาวุธแก่องค์กรก่อการร้าย
            จากคำปาฐกถาดังกล่าว รัฐบาลผู้ถูกพาดพิงต่างเรียกร้องขอคำชี้แจง นาย Anwar Gargash รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (UAE) กล่าวว่าปาฐกถา “ให้ภาพลบและไม่ถูกต้อง” ที่ว่า UAE สนับสนุน ISIS และลัทธิก่อการร้าย ที่ผ่านมา UAE ดำเนินนโยบายต่อต้านก่อการร้าย เช่นเดียวกับรัฐบาลตุรกีกับซาอุฯ ที่ออกมาตอบโต้

            และเช่นเดียวกับคำกล่าวหา คำชี้แจงตอบโต้ไม่ใช่เรื่องใหม่เช่นกัน
            HE Khalid bin Mohammed Al Attiyah รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ แถลงว่า “กาตาร์ไม่ได้สนับสนุนกลุ่มสุดโต่งใดๆ รวมทั้ง ISIS ไม่ว่าจะด้วยรูปแบบใดก็ตาม เราต่อต้านแนวคิด วิธีการรุนแรง และวัตถุประสงค์ความต้องการของพวกเขา เราไม่สนับสนุนและจะไม่สนับสนุนวิสัยทัศน์ของกลุ่มสุดโต่งต่างๆ ในภูมิภาค”
            ส่วนรัฐบาลซาอุดิอาระเบียได้ออกแถลงการณ์ว่าประเทศซาอุดิอาระเบียปรารถนาที่จะเห็น “เครือข่ายของอัลกออิดะห์ทั้งหมดพ่ายแพ้และถูกทำลาย รวมทั้ง Islamic State of Iraq and Al Sham (ISIS)” “ซาอุดิอาระเบียไม่ได้ช่วยเหลือ ISIS หรือกลุ่มก่อการร้ายใดๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเงินหรือกำลังใจ” คำกล่าวอ้างใดๆ ที่ตรงข้ามกับแถลงการณ์นี้เป็นคำกล่าวหาเท็จ

วิเคราะห์น้ำเสียง บริบทแวดล้อม :
            ทำเนียบขาวแถลงว่ารองประธานาธิบดีโจ ไบเดน “ขออภัยต่อผลกระทบใดๆ ที่มีต่อตุรกี พันธมิตรหรือประเทศหุ้นส่วนอื่นๆ ในภูมิภาค ที่ว่าประเทศเหล่านี้ตั้งใจสนับสนุน ISIL หรือกลุ่มสุดโต่งหัวรุนแรงอื่นๆ ในซีเรีย” ให้เหตุผลว่ารองประธานาธิบดีไม่ได้หมายถึงเช่นนั้นจริงๆ แต่จากวิเคราะห์น้ำเสียง บริบทแวดล้อม พบว่า
            ประการแรก กล่าวด้วยน้ำเสียงปกติ
            ความจริงแล้วคำพูดที่เป็นปัญหาดังกล่าวไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของปาฐกถาโดยตรง แต่มาจากการตอบคำถามของนักศึกษาคนแรกหลังจบปาฐกถา เมื่อดูเทปบันทึกภาพ (ดูได้จากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย http://www.hks.harvard.edu/news-events/news/articles/joe-biden-forum-event) พบว่าขณะที่พูดนั้น รองประธานาธิบดีไบเดนกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่ต่างจากปกติ เพียงแต่มีการเน้นเสียงตรงชื่อกลุ่มก่อการร้าย ไม่ได้กล่าวด้วยอารมณ์ หรืออยู่ในสภาพสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ เนื้อหาที่เป็นปัญหาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการตอบคำถามแรกที่ยาวหลายนาที ขยายความถึงยุทธศาสตร์ต่อต้าน IS ของรัฐบาล

            ประการที่ 2 การวิพากษ์วิจารณ์
            ถ้าวิเคราะห์ในเชิงเนื้อหาที่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ ดังที่กล่าวแล้วว่าเนื้อหาสาระของปาฐกถากล่าวถึงหลายประเด็นอย่างครอบคลุมนับสิบประเด็น จึงพาดพิงหลายสิบประเทศทั่วทุกมุมโลก ประเด็นที่วิพากษ์หนักๆ เช่น เหตุการณ์ในยูเครนที่ปรากฏกองกำลังติดอาวุธไม่ทราบฝ่าย ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วไปว่าคือกองกำลังรัสเซีย เรื่องที่รัสเซียเข้าควบคุมไครเมีย ผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย วิพากษ์จีนที่มีปัญหาภายในประเทศมากมาย นัยว่าจีนยากจะพัฒนาเป็นมหาอำนาจโลก เรียกร้องให้ชาติสมาชิกนาโตเพิ่มงบประมาณกลาโหม ไม่ปล่อยให้สหรัฐเป็นผู้แบกภาระเพียงฝ่ายเดียว
            เมื่อกล่าวถึงสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง รองประธานาธิบดีไบเดนกล่าวถึงผู้ก่อการร้ายรัฐอิสลามว่า ISIL คือกลุ่มที่ยึดแนวทางของอัลกออิดะห์ มีเป้าหมายยึดครองอิรักกับซีเรียและมากกว่านั้น ยุทธศาสตร์ต่อต้าน ISIL คือการบั่นทอนพลังอำนาจ จนอ่อนแรงลงมากๆ และเข้าปราบปรามในที่สุด การบั่นทอนพลังอำนาจไม่จำต้องใช้กองทัพนับแสนเข้าทำการรบเพราะไม่ได้ผลยั่งยืน แต่เน้นการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในภูมิภาค ที่สุดแล้วสังคมต่างๆ ต้องแก้ไขปัญหาของตนเอง เป็นเหตุที่รัฐบาลพยายามอย่างหนักเพื่อสนับสนุนฝ่ายต่อต้านซีเรียและชาวอิรักในการสร้างประชาธิปไตยของพวกเขา และปกป้องดินแดนของพวกเขา
            พันธมิตรของเราในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นเรื่องสำคัญมาก เรายังคงสนับสนุนอิสราเอลอย่างต่อเนื่องไม่เปลี่ยนแปลง และเรากำลังทำงานร่วมกับพันธมิตรอาหรับและประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพื่อต่อต้าน ISIL ดังนั้น ปาฐกถาจึงวิพากษ์วิจารณ์หลายประเทศ ไม่ได้วิจารณ์พันธมิตรอาหรับในแง่ลบแต่ประการใด แต่มาปรากฏในช่วงตอบคำถามของนักศึกษา

            ประการที่ 3 ไบเดนเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ
            เมื่อเอ่ยถึงรองประธานาธิบดีไบเดน เรากำลังพูดถึงนักการเมืองอาชีพผู้คร่ำหวอด ท่านได้รับเลือกเป็นวุฒิสมาชิกสมัยแรกด้วยวัยเพียง 29 ปี เป็นนักการเมืองอาชีพมาแล้วกว่า 43 ปี ถ้านับตั้งแต่ท่านเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองอันทรงเกียรติ ท่านผ่านยุคสงครามเวียดนาม ผ่านสงครามโซเวียตในอัฟกานิสถาน รัฐบาลสหรัฐในสมัยนั้นส่งอาวุธทันสมัยให้แก่พวกมูจาฮีดีน เมื่อเวลาผ่านไปกลุ่มต่างๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมูจาฮีดีนได้กลายเป็นพวกตาลีบัน พวกอัลกออิดะห์ และอีกหลายกลุ่ม
            ท่านผ่านเหตุวินาศกรรมจากผู้ก่อการร้าย เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 นำทหารอเมริกันเข้าสู่สมรภูมิในอัฟกานิสถานและอิรัก
            จนมาวันนี้ที่ท่านดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี น่าเชื่อได้ว่าท่านเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ เข้าใจตื้นลึกหนาบางของความเป็นไปในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นอย่างดี ยากที่จะปฏิเสธว่าท่านตอบคำถามด้วยความเข้าใจผิด

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป ตอนที่ 1:
            อีก 1 เดือนรองประธานาธิบดีไบเดนจะได้ฉลองครบรอบวันคล้ายวันเกิดปีที่ 72 ของท่าน เป็นนักการเมืองอาชีพมาแล้วกว่า 43 ปี ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าท่านคือนักการเมืองผู้มากด้วยความสามารถและประสบการณ์
            ที่สุดแล้ว เป็นการยากที่จะสรุปว่ารองประธานาธิบดีตั้งใจพูดหรือไม่ เรื่องที่เกิดขึ้นชวนให้นึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว (สิงหาคม) เมื่อนาย Gerd Mueller รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาและความร่วมมือทางเศรษฐกิจเยอรมัน (Federal Ministry for Economic Cooperation and Development) กล่าวหาว่ารัฐบาลกาตาร์สนับสนุนผู้ก่อการร้าย “คุณควรถามว่าใครให้อาวุธ ใครให้เงินสนับสนุนกองกำลัง ISIS คำใบ้คือกาตาร์”
            วันต่อมา กระทรวงการต่างประเทศเยอรมันกล่าว “รู้สึกเสียใจหากก่อให้เกิดความเข้าใจผิด” ด้านโฆษกของรัฐมนตรี Mueller ชี้แจงว่าท่านพูดจากรายงานข่าวและไม่ได้ “กล่าวหาอย่างจริงจัง”
            เหตุปาฐกถาของรองประธานาธิบดีไบเดนเหมือนฉายหนังซ้ำ

            ที่สุดแล้ว เมื่อวิเคราะห์ประเด็นใครสนับสนุน IS นาย Charles Lister นักวิชาการจาก Brookings Doha Center ชี้ว่าปัญหาคือ “ไมมีหลักฐานที่สามารถนำเสนอต่อสาธารณะว่ารัฐบาลของประเทศใดที่เกี่ยวข้อง ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ ISIS

            ในแง่มุมหนึ่ง หากรองประธานาธิบดียืนยันถ้อยคำของตนก็ควรนำเสนอหลักฐาน มิฉะนั้น อาจถูกตีความว่าพูดเพื่อหวังผลทางการเมือง
            ในอีกแง่มุมหนึ่ง ท่านได้กล่าวถึงบทบาทของผู้กำหนดนโยบายว่า “เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาอันสำคัญ โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ ช่วงเวลาที่คุณมีโอกาสเบี่ยงทิศประวัติศาสตร์เพียงเล็กน้อยก็ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวง ถ้าคุณฉลาด ถ้าคุณมีความกล้าและตัดสินใจแน่วแน่ พร้อมกับโชคอีกเล็กน้อย เราสามารถทำให้โลกเป็นที่น่าอยู่อาศัยมากขึ้นจริงๆ”
            คำพูดบางคำของท่านอาจทำให้โลกเห็นความจริงชัดเจนยิ่งขึ้น หรือไม่ก็ทำให้สับสนกว่าเดิม
--------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ในมุมหนึ่งประธานาธิบดีโอบามาชี้ว่า IS เป็นภัยคุกคาม ต้องกำจัดอย่างถอนรากถอนโคน ในอีกมุมหนึ่งชี้ว่าการปราบปราม IS ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องลงมือทันที ที่สำคัญคือต้องรอความร่วมมือจากประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะพวกซุนนี เมื่อวิเคราะห์แล้วนำสู่คำถามว่ารัฐบาลโอบามามีความตั้งใจปราบปรามกองกำลัง IS มากน้อยเพียงใด ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

แม้ว่าประธานาธิบดีโอบามาจะประกาศว่าอนาคตของอิรัก ชาวอิรักต้องตัดสินใจเองในฐานะรัฐอธิปไตย งานศึกษาบางชิ้นให้ข้อสรุปว่ารัฐบาลสหรัฐคือผู้อยู่เบื้องหลังให้นายอัลมาลิกีก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และทั้งๆ ที่รู้ซึ้งพฤติกรรมของนายกฯ อัลมาลิกี รัฐบาลโอบามายังสนับสนุนให้เขาดำรงตำแหน่งนายกฯ สมัยที่ 2 และขณะนี้มีข่าวว่ากำลังกดดันให้นายกฯ อัลมาลิกีลาออก เพื่อความปรองดองสมานฉันท์ แก้ปัญหาการก่อการของ ISIL/ISIS ในขณะนี้

ISIS/ISIL เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นอย่างมีเป้าหมายเฉพาะ กำลังก่อการทั้งในซีเรียกับอิรัก การปรากฏตัวของกลุ่มสะท้อนปัญหาการเมืองภายในอิรักที่เรื้อรังมานาน ความแตกแยกของฝ่ายต่างๆ การจะกำจัด ISIS/ISIL อย่างถอนรากถอนโคนคงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนหลายอย่าง รวมทั้งมีประเทศผู้ให้การสนับสนุน น่าติดตามกลุ่มดังกล่าวจะนำอิรักสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ มีผลกระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างไร

ในโลกมุสลิมมีผู้เชื่อว่าซุนนีกับชีอะห์มีความขัดแย้ง และในขณะนี้มีผู้พยายามอ้างว่าสงครามในซีเรียกับอิรักคือสงครามตัวแทนซุนนี-ชีอะห์ โดยเชื่อมโยงว่า IS คือเครื่องมือของซุนนี แต่เมื่อองค์กร ผู้นำจิตวิญญาณอิสลามประกาศชัดว่า IS ไม่ใช่อิสลาม การอ้าง IS เป็นเหตุผลสงครามตัวแทนซุนนี-ชีอะห์จึงตกไป น่าแปลกใจที่รองประธานาธิบดีไบเดนกลับพยายามดึง IS เข้าไปอยู่ในอิสลาม ยังยืนยันว่า IS อยู่ในกลุ่มซุนนี กำลังทำสงครามตัวแทนซุนนี-ชีอะห์

5.โจ ไบเดนกับใครสนับสนุน IS สงครามซุนนี-ชีอะห์และการโค่นล้มอัสซาด (ตอนที่ 3)
รองประธานาธิบดีไบเดนชี้ว่าปัญหาวุ่นวายในซีเรียที่ยืดเยื้อกว่า 3 ปีครึ่ง ผู้คนล้มตายกว่า 200,000 คน มาจากพันธมิตรในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ในอีกมุมหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลโอบามาประกาศนโยบายโค่นล้มรัฐบาลอัสซาด และยังยืนยันนโยบายจนถึงบัดนี้ นอกจากนี้การสนับสนุนฝ่ายต่อต้านเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลโอบามากำลังดำเนินนโยบายเพื่อคนอเมริกันหรือเพื่อใครกันแน่

บรรณานุกรม ตอนที่ 1:
1. Assad, Bashar al-. (2014, January 21). Bashar al-Assad Interview: The Fight against Terrorists in Syria. Global Research. Retrieved from http://www.globalresearch.ca/bashar-al-assad-interview-the-fight-against-terrorists-in-syria/5365613
2. Biden: Turks, Saudis, UAE funded and armed Al Nusra and Al Qaeda. (2014, October 4). Mideast Shuffle. Retrieved from http://mideastshuffle.com/2014/10/04/biden-turks-saudis-uae-funded-and-armed-al-nusra-and-al-qaeda/
3. Erlich, Reese. (2014). Inside Syria: The Backstory of Their Civil War and What the World Can Expect. New York: Prometheus Books.
4. Erdogan's slow turnaround on foreign fighters in Syria. (2014, October 3). Al Monitor. Retrieved from http://www.al-monitor.com/pulse/originals/2014/10/turkey-erdogan-foreign-fighters.html
5. Extremist groups hobble Syrian peace negotiations. (2013, October 22).The Times of India/AP. http://timesofindia.indiatimes.com/world/middle-east/Extremist-groups-hobble-Syrian-peace-negotiations/articleshow/24549382.cms
6. Germany ‘regrets’ minister’s claim on Qatar ISIS funding. (2014, August 22). Al Arabiya/AFP. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/middle-east/2014/08/22/Germany-regrets-minister-s-claim-on-Qatar-ISIS-funding-.html
7. Kingdom's statement on networks fighting in Iraq. (2014, June 18). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/news/588646
8. Martin, Michelle. Bakr, Amena., & McDowall, Angus. (2014, August 20). German minister accuses Qatar of funding Islamic State fighters. Reuters. Retrieved from http://www.reuters.com/article/2014/08/20/us-iraq-security-germany-qatar-idUSKBN0GK1I720140820
9. Pazzanese, Christina. (2014, October 3). All Politics is Personal; VP Biden Delivers Address at Kennedy School Forum. Retrieved from http://www.hks.harvard.edu/news-events/news/articles/joe-biden-forum-event
10. Qatar denies ISIS funding charges. (2014, August 24). Qatar Today. Retrieved from http://www.qatartodayonline.com/qatar-denies-isis-funding-charges/
11. Remarks by the Vice President at the John F. Kennedy Forum. (2014, October 3). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/10/03/remarks-vice-president-john-f-kennedy-forum
12. Rogin, Josh. (2014, June 14). America's Allies Are Funding ISIS. The Daily Beast. Retrieved from http://www.thedailybeast.com/articles/2014/06/14/america-s-allies-are-funding-isis.html
------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สังคมออสเตรเลียกับปัญหาผู้ก่อการร้าย IS

13 ตุลาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ได้รับการเผยแพร่ผ่าน ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2557, http://www.thaiworld.org/thn/thailand_monitor/answera.php?question_id=1391)

            ออสเตรเลียเป็นอีกประเทศที่รัฐบาลส่งเครื่องบินรบ ทหารพร้อมอาวุธจำนวนหนึ่งเข้าร่วมกับกองกำลังสหรัฐฯ และพันธมิตร เข้าต่อต้านผู้ก่อการร้ายรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) ที่กำลังเป็นภัยคุกคามต่อประเทศซีเรีย อิรัก ภูมิภาคตะวันออกกลางดังที่สื่อต่างๆ ทั่วโลกได้นำเสนออย่างต่อเนื่อง ในระยะหลังภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้าย IS ไม่จำกัดเฉพาะภูมิภาคตะวันออกลางเท่านั้น ได้คืบคลานมาถึงประเทศออสเตรเลีย มาถึงชาวบ้านในชุมชน สงครามต่อต้านผู้ก่อการร้ายที่ดูเหมือนอยู่ไกลกลายเป็นภัยที่ใกล้สังคมออสเตรเลียทันที
            ภัยคุกคามที่ใกล้ตัวเริ่มจากการที่คนออสเตรเลียราว 60 คนได้เดินทางไปซีเรียกับอิรักเพื่อร่วมขบวนการก่อการร้าย บางส่วนได้เสียชีวิตในการรบ มีรายงานว่าชาวออสเตรเลีย 2 คนเสียชีวิตเพราะเป็นระเบิดพลีชีพ รัฐบาลเกรงว่าคนเหล่านี้เมื่อกลับประเทศจะกลายเป็นบุคคลอันตราย เป็นภัยต่อความมั่นคง นายโทนี แอบบอตต์ (Tony Abbott) นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียยอมรับว่าราว 20 คนได้กลับประเทศแล้ว

ภัยก่อการร้ายหลอกหลอนสังคมออสเตรเลีย :
            ความกังวลเริ่มเป็นจริงเป็นจังเมื่อมีเบาะแสว่าพวก IS ในออสเตรเลียกำลังเตรียมก่อเหตุ ในช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทางการออสเตรเลียยกระดับเตือนภัยจากระดับปานกลางเป็นระดับสูง ซึ่งหมายความว่ามีเป็นไปได้ (likely) ที่ประเทศจะเกิดเหตุก่อการร้าย ด้านนายเดวิด เออร์วิง (David Irvine) ผู้อำนวยการ Australian Security Intelligence Organisation (ASIO) ประเมินว่าผู้ก่อการร้ายอาจก่อเหตุ คล้ายรูปแบบที่บาหลี น่าจะเลือกก่อเหตุในสถานที่โดดเด่น เช่น Harbour Bridge หรือไม่ก็ย่านผู้คนหนาแน่น เช่น ตามศูนย์การค้า พร้อมกับเตือนว่า “หลายคนที่กลับมามีแนวโน้มใช้ความรุนแรงเพื่อศาสนา ... ซึ่งบิดเบือนอิสลาม และพวกเขาได้รับการฝึกการใช้อาวุธ รวมทั้งการประกอบระเบิด”
            ความวิตกกังวลต่อผู้ก่อการร้าย ชวนให้ชาวออสเตรเลียนึกถึงเหตุก่อการร้ายที่บาหลี อินโดนีเซีย เมื่อผู้ก่อการร้ายจุดระเบิดในสถานที่แหล่งท่องเที่ยวของชาวตะวันตก ทำให้นักท่องเที่ยวออสเตรเลียเสียชีวิตจำนวนมาก แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะผ่านมาแล้วกว่า 10 ปี แต่ยังเป็นที่จดจำ

            2 สัปดาห์หลังยกระดับคำเตือน ความกังวลก็กลายเป็นความจริง เมื่อนาย Abdul Numan Haider อายุ 18 ปีที่คาดว่าน่าจะเป็นผู้ก่อการร้าย ได้ใช้มีดทำร้ายตำรวจชุดต่อต้านก่อการร้ายบาดเจ็บ 2 นาย ฝ่ายตำรวจยิงโต้ตอบทำให้ชายผู้นี้ถูกยิงเสียชีวิต ตำรวจคาดว่าชายผู้คนนี้น่าจะได้รับการดลใจจาก IS ให้ก่อเหตุร้ายที่ประเทศของตน และเชื่อว่าตั้งใจจะสังหารตำรวจ
            ก่อนหน้าเกิดเหตุไม่กี่วัน กลุ่มผู้ก่อการร้าย IS ประกาศให้สมาชิก IS ทั่วโลกสังหารเจ้าหน้าที่หรือพลเรือนตะวันตกด้วยทุกวิถีทาง “ถ้าคุณสามารถสังหารพวกนอกรีตชาวอเมริกันหรือยุโรป ให้สังหารด้วยวิธีการใดๆ ก็ได้ โดยเฉพาะคนฝรั่งเศสกับออสเตรเลีย” เป็นสงครามครูเสดในยุคปัจจุบัน โฆษกหญิงคนหนึ่งของ นายกฯ แอบบอตต์ กล่าวว่า ทางการออสเตรเลียเห็นว่า “แถลงการณ์จาก ISIL ที่เรียกร้องให้โจมตีชาติสมาชิกกองกำลังนานาชาติซึ่งรวมถึงชาวออสเตรเลียนั้นเป็นของจริง” “ISIL จะใช้การเข้าร่วมของเรา ... เป็นเหตุผลมุ่งเป้าต่อเรา”

เส้นบางๆ ระหว่าง “ระแวง “ กับ “ระวัง” :
            ตลอดเดือนกันยายนนับจากรัฐบาลประกาศยกระดับคำเตือนภัย ทางการได้ระดมเจ้าหน้าที่จำนวนมาก เข้าตรวจสอบค้นหาตามจุดต่างๆ มีการจับกุมบุคคลต้องสงสัยหลายสิบคน
            แต่ปัญหามีมากกว่าการก่อเหตุร้าย การเสียชีวิตของนาย Haider และการจับกุมผู้ต้องสงสัยคนอื่นๆ ทำให้สังคมออสเตรเลียเกิดกระแสหลายอย่าง เริ่มจากการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการเสียชีวิตของนาย Haider มาจากการที่ตำรวจทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ เกิดข้อกังขาต่อกระบวนการสืบสวนคดีว่ามีความโปร่งใสยุติธรรมมากเพียงใด

            กระแสที่แรงกว่าคือ ชาวออสเตรเลียจำนวนไม่น้อยวิตกกังวลต่อความปลอดภัยของตน ตามคำประกาศของ IS ที่ให้สมาชิกกลุ่มสังหารชาวออสเตรเลียด้วยทุกวิถีทาง คนในสังคมพูดถึงภัยก่อการร้ายที่ตอนนี้มาอยู่ในประเทศแล้ว ไม่จำกัดที่ตะวันออกลางหรืออินโดนีเซีย อีกทั้งมีผู้ก่อเหตุจริง ผู้คนพากันระแวดระวังป้องกันตนเองอย่างเต็มที่ ชาวออสเตรเลียจำนวนไม่น้อยอยู่ในภาวะวิตกจริต

            ท่ามกลางกระแสระแวดระวังการก่อการร้ายในประเทศ ชาวมุสลิมในออสเตรเลียกลับเห็นว่าพวกตนกำลังถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่ จากคนในสังคมที่มองพวกเขาด้วยสายตาอันไม่เป็นมิตร จนฝ่ายมุสลิมต้องออกมาเรียกร้องว่าอย่าประพฤติต่อมุสลิมอย่างหวาดระแวง ดร. Ibrahim Abu Mohammad ผู้นำจิตวิญญาณของมุสลิมในออสเตรเลียถึงกับออกมาเรียกร้องให้ชาวออสเตรเลียไม่ต้องตื่นกลัวเพื่อนบ้านมุสลิม เพราะมุสลิมเป็นคนรักสันติ ต้องการอยู่ร่วมกับทุกศาสนาอย่างสงบ และเรียกร้องต่อนักการเมืองและสื่อไม่ให้สร้างความเกลียดชังต่อมุสลิม
            กลายเป็นว่ามุสลิมหลายคนโดยเฉพาะสตรีถูกดูหมิ่นดูแคลน ถูกคุกคามในที่สาธารณะ ฝ่ายมุสลิมต้องออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรม ร้อนถึงรัฐบาล นายกฯ แอบบอตต์ย้ำเตือนว่ารัฐบาลจะต่อสู้เพื่อรักษาพหุสังคมที่มีเสรีและยุติธรรม เป็นตัวอย่างของประเทศที่มีเอกภาพในความหลากหลาย ด้านนายเดวิด เออร์วิง ผู้อำนวยการ ASIO ชี้ว่าการที่ชาวออสเตรเลียจำนวนหนึ่งเป็นแนวร่วม IS นั้นไม่เกี่ยวข้องกับมุสลิม 500,000 คนในออสเตรเลีย รัฐบาล “ต่อสู้กับลัทธิก่อการร้าย ไม่ใช่กับอิสลามและไม่ใช่กับชุมชนมุสลิมในประเทศ”

            ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือ ต้องยอมรับว่าผู้ที่เข้าร่วมกลุ่มผู้ก่อการร้าย มีพื้นฐานเป็นมุสลิม IS ถูกจัดให้เป็นพวกตักฟีรี (takfiri) มุสลิมกระแสหลักไม่ยอมรับว่าพวก IS เป็นมุสลิมแท้ คนเหล่านี้เมื่อดูภายนอกจะเหมือนมุสลิมทั่วไป และมักอยู่ปะปนอยู่ในชุมชนมุสลิม จึงเป็นการยากที่คนที่ไม่ใช่มุสลิมจะแยกออกว่า ชายที่เดินตามหลังเขาในยามค่ำคืนจะเป็นมุสลิมหรือจะเป็นผู้ก่อการร้าย

ข้อเสนอ ฉวยโอกาสส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา :
            มีความเป็นไปได้ว่า คำประกาศของ IS ที่ให้พลพรรคของตนสังหารพลเรือนตะวันตกเป็นแผนการที่ผ่านการคิดอย่างรอบคอบ เพราะวิธีการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ พวกอัลกออิดะห์เคยใช้มาก่อน เช่นเดียวกับการอ้างทำสงครามครูเสด เป้าหมายการสังหารพลเรือนคือเพื่อขยายสมรภูมิรบจากพื้นที่ซีเรียกับอิรัก กลายเป็นทุกหนทุกแห่งทั่วโลกที่มีมุสลิมอาศัย และเพิ่มจากการต่อสู้ด้วยอาวุธสงครามเพียงอย่างเดียว ให้เป็นการต่อสู้เรื่องอุดมการณ์ความเชื่ออีกทางหนึ่ง สร้างความบาดหมางระหว่างมุสลิมกับพวกที่ไม่ใช่มุสลิม

            ข้อเท็จจริงคือ ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าเรื่องก่อการร้ายเป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นได้กับทุกประเทศ แนวทางของการก่อการร้ายคือการสร้างความกลัวให้กับสังคม เช่น ทุกคนมีสิทธิ์ถูกโจมตี ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือพลเรือน เป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใดๆ ความน่ากังวลทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเมื่อเชื่อมโยงการก่อเหตุกับการใช้อาวุธอำนาจทำลายร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นอาวุธนิวเคลียร์ อาวุธเคมี อาวุธชีวภาพ หรือแม้กระทั่งการทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ทำลายฐานข้อมูลของธนาคาร เครือข่ายการติดต่อสื่อสาร
            อัลกออิดะห์ กองกำลังรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) เป็นเพียง 2 กลุ่มในบรรดาหลายสิบหลายร้อยกลุ่ม อีกทั้งอาจมีกลุ่มใหม่ๆ ชื่อใหม่ๆ ในอนาคต จึงไม่มีประเทศใดสามารถหลีกเลี่ยงกลุ่มก่อการร้าย เพียงแต่จะต้องจัดการควบคุมเฝ้าระวังไม่ให้เกิดเหตุร้ายรุนแรง

            ข้อเท็จจริงอีกประการคือ ในสังคมประชาธิปไตย ย่อมประกอบด้วยคนหลากหลายความเชื่อ ประชาธิปไตยให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา ความเชื่อต่างๆ สังคมจึงต้องเน้นสร้างบรรยากาศแห่งเสรีภาพทางความเชื่อ ปลูกฝังให้คนถือศาสนา มีความรักความปรารถนาดีต่อกันแม้ต่างความเชื่อ เพราะทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี คนมีศาสนาย่อมดีกว่าคนไร้ศาสนา

            หาก IS สามารถสร้างความแตกแยก ความบาดหมาง ความหวาดระแวงระหว่างมุสลิมกับคนที่ไม่ใช่มุสลิม จะเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของพวกเขาในอีกสมรภูมิ

            สภาพการณ์ปัจจุบันเป็นโอกาสที่ดีที่สุด ที่คนต่างศาสนาจะทำความรู้จักซึ่งกันและกันให้มากขึ้น สร้างความรักความผูกพันระหว่างคนต่างศาสนา ต่างความเชื่อ และตั้งมั่นอยู่ในเหตุผลมากกว่าอารมณ์
            นาย Reem Sweid มุสลิมออสเตรเลียให้ข้อคิดที่ดีว่า ปัจจุบันมีมุสลิมในออสเตรเลียราว 382,000 คน ในจำนวนนี้ทางการเห็นว่ามีพฤติกรรมต้องสงสัยอยู่ราว 100 คน ซึ่งคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.03 ของมุสลิมทั้งประเทศ มุสลิมเกือบ 4 แสนคนนี้กำลังทุกข์โศกกับการที่ IS สังหารคนที่เป็นมุสลิมกับไม่เป็นมุสลิมอย่างโหดเหี้ยม ในขณะเดียวกันพวกเขารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นมิตร เป็นที่หวาดระแวง และถูกกล่าวโทษอย่างผิดๆ
            ถ้าคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล คนเพียง 100 คนเท่านั้นที่เป็นปัญหา เมื่อเทียบกับอีกเกือบ 4 แสนคนที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม แต่ 100 คนนี้กำลังสร้างปัญหาแก่คนออสเตรเลียทั้งประเทศ เกิดคำถามว่า ชาวออสเตรเลียทั้งประเทศควรยินยอมให้ 100 คนนี้ทำลายสังคมอันอบอุ่นร่มเย็นของตนหรือไม่

            ในยามนี้ เหล่าคนที่ไม่ใช่มุสลิมน่าจะเป็น “ฝ่ายเดินเข้าหา” แสดงการยอมรับนับถือต่อมุสลิม เช่น ไปเยี่ยมเยือน ไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบ จัดกิจกรรมร่วมกันในทุกระดับ รวมทั้งการแสดงพลังร่วมต่อต้านผู้ก่อการร้าย
            ด้านมุสลิม มีความพยายามในการส่งเสียงต่อต้าน IS อยู่แล้ว มุสลิมทั่วโลกจำนวนมากประกาศตัวเองว่าต่อต้าน IS ขาดแต่เพียงสังคมจะต้องรับรู้รับฟังด้วย ที่สำคัญคือ พี่น้องมุสลิมย่อมเป็นฝ่ายที่รู้ดีมากที่สุดว่าใครเป็นตักฟีรี จึงควรรับภาระที่จะช่วยสังคมเฝ้าระวัง และดูแลคนในหมู่ของตนไม่ให้มีพฤติกรรมเป็นผู้ก่อการร้าย

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            พฤติกรรมของ IS เหมือนกลุ่มผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์และอีกหลายกลุ่ม ที่อ้างสงครามครูเสดเมื่อ 700-900 ปีก่อน หลายคนตีความว่าเป็นสงครามระหว่างผู้นับถือศาสนาคริสต์กับศาสนาอิสลาม อ้างความชอบธรรมที่จะทำญิฮาด สังคมออสเตรเลียขณะนี้กำลังต่อสู้ในสมรภูมิทางอุดมการณ์กับ IS เป็นภาวะที่ทุกคนมีส่วนร่วม ทุกคนอยู่ในสมรภูมินี้ (ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่) ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวหวาดระแวง สังคมควรมีสติ เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างศาสนา ดังที่นายกฯ แอบบอตต์ย้ำเตือนถึงเป้าหมายของสังคมออสเตรเลียว่าเป็นพหุสังคมที่มีเสรีและยุติธรรม

            สังคมที่เปิดกว้างเรื่องศาสนา ความเชื่อ สังคมที่ให้ความสำคัญกับการอบรมให้คนยึดถือศาสนา ย่อมส่งผลดีนานับประการต่อสังคมประเทศชาติ ดังที่กล่าวแล้วว่า ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี คนมีศาสนาย่อมดีกว่าคนไร้ศาสนา ปัญหาต่างๆ ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล จนถึงระดับสังคมโลกมาจากการไม่ยึดถือศาสนามากกว่า
            สังคมที่น่าอยู่ สังคมที่อบอุ่นปลอดภัยจึงเป็นภารกิจของทุกคนในสังคม ทุกคนมีส่วนช่วยได้ และจะเกิดผลดีมากกว่าที่ตัวเขาคิดถ้าเขาทำอย่างจริงจัง เป็นบทบาทของพลเมืองทุกคนตามระบอบประชาธิปไตย
--------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ประธานาธิบดีโอบามาชี้ว่าวิธีต่อต้านผู้ก่อการร้าย IS ที่เหมาะสมที่สุดในขณะนี้คือใช้กำลังทางอากาศ สนับสนุนพันธมิตรและหุ้นส่วน เพิ่มการสนับสนุนกองกำลังประเทศอื่นๆ ที่เข้ารบทางภาคพื้นดิน เป็นการแสดงให้โลกเห็นถึงภาวะผู้นำของอเมริกา แต่จนบัดนี้ รัฐบาลโอบามายังไม่ใช้คำว่า “ทำสงครามกับ IS” ในขณะที่ IS แถลงอย่างชัดเจนให้สมาชิกสังหารชาวตะวันตกทุกประเทศที่เข้าร่วมโจมตี IS ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นทหารหรือพลเรือน ดังนั้น โอกาสที่ IS จะก่อความรุนแรงในประเทศอื่นๆ ย่อมมีตลอดเวลา

ISIS/ISIL เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นอย่างมีเป้าหมายเฉพาะ กำลังก่อการทั้งในซีเรียกับอิรัก การปรากฏตัวของกลุ่มสะท้อนปัญหาการเมืองภายในอิรักที่เรื้อรังมานาน ความแตกแยกของฝ่ายต่างๆ การจะกำจัด ISIS/ISIL อย่างถอนรากถอนโคนคงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนหลายอย่าง รวมทั้งมีประเทศผู้ให้การสนับสนุน น่าติดตามกลุ่มดังกล่าวจะนำอิรักสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ มีผลกระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างไร

บรรณานุกรม:
1. Australian counterterror officer shoots suspected terrorist dead. (2014, September 24). The Japan Times/AP. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2014/09/24/world/australian-counterterror-officer-shoots-suspected-terrorist-dead/#.VCIpt5SSz0c
2. Balogh, Stefanie. (2014, August 27). Blaming Australian Muslims for extremists grossly unfair: ASIO’s David Irvine. The Australian. Retrieved from http://www.theaustralian.com.au/national-affairs/foreign-affairs/blaming-australian-muslims-for-extremists-grossly-unfair-asios-david-irvine/story-fn59nm2j-1227038716200?nk=e3838bb47690a087db7c153862419b98
3. Bourke, Latika.,& Cox, Lisa. (2014, September 12). Terror risk high: Tony Abbott announces increase in National Terrorism Public Alert System. The Sydney Morning Herald. Retrieved from http://www.smh.com.au/federal-politics/political-news/terror-risk-high-tony-abbott-announces-increase-in-national-terrorism-public-alert-system-20140912-10g1mz.html
4. Don’t fear your Muslim neighbours, urge Australian Islamic leaders. (2014, September 19). The Australian. Retrieved from http://www.theaustralian.com.au/in-depth/terror/dont-fear-your-muslim-neighbours-urge-australian-islamic-leaders/story-fnpdbcmu-1227063576268
5. Olding, Rachel., & Spooner, Rania. (2014, September 26). Muslim leaders fear anti-Islam violence could escalate to Cronulla-style riot. The Sydney Morning Herald. Retrieved from http://www.smh.com.au/nsw/muslim-leaders-fear-antiislam-violence-could-escalate-to-cronullastyle-riot-20140926-10mqss.html
6. Percy, Karen. (2014, September 29). Abdul Numan Haider shooting: Victoria Police reject criticism of comments made after Haider shooting. ABC News. Retrieved from http://www.abc.net.au/news/2014-09-29/victoria-police-hit-back-at-haider-anti-terrorism-probe-concerns/5777412
7. Petersen, Freya. (2012. October 10). Bali on high alert over terror threat on bombings anniversary, Indonesia says. Global Post. Retrieved from http://www.globalpost.com/dispatch/news/regions/asia-pacific/indonesia/121010/bali-bombings-indonesia-bombing-terrorism-islami
8. Ray, James Lee., & Kaarbo, Juliet. (2008). Global Politics (9th Ed.). USA: Houghton Miffl in Company.
9. Shanahan, Dennis. (2014, September 25). Tony Abbott: ‘utterly unflinching’ in campaign against Islamic State. The Australian. Retrieved from http://www.theaustralian.com.au/in-depth/terror/tony-abbott-utterly-unflinching-in-campaign-against-islamic-state/story-fnpdbcmu-1227069751013
10. Sweid, Reem. (2014, October 1). Muslims are speaking out but no one is listening. The Australian. Retrieved from http://www.theage.com.au/comment/muslims-are-speaking-out-but-no-one-is-listening-20140930-10nktr.html
11. Wroe, David. (2014, September 22). Islamic State followers urged to attack Australians by any means possible. The Sydney Morning Herald. Retrieved from http://www.smh.com.au/federal-politics/political-news/islamic-state-followers-urged-to-attack-australians-by-any-means-possible-20140922-10kg74.html
-----------------------

วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ยุทธศาสตร์ต่อต้าน IS เรื่องที่โอบามาพูดและไม่ได้พูด (ตอนที่ 3)

12 ตุลาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6550 วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/2005088)

            รัฐบาลโอบามาให้ได้แต่ความมั่นใจเป็นระยะๆ ว่ายังไม่พบเบาะแสผู้ก่อการร้าย IS กำลังเตรียมก่อเหตุร้ายในสหรัฐ ล่าสุดเมื่อต้นเดือนตุลาคม รองประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวย้ำอีกครั้งว่ายังไม่พบเบาะแสดังกล่าว แต่การให้ข่าวเป็นครั้งเป็นคราวเช่นนี้ไม่ได้ช่วยให้สหรัฐปลอดภัยขึ้น อีกทั้งรัฐบาลโอบามาไม่ได้สัญญาว่าอเมริกาจะปลอดภัย เช่นเดียวกับที่ยืนยันว่า “จะไม่ยอมให้สหรัฐถูกลากเข้าไปในการสู้รบในอิรักอีกครั้ง” เพราะหากเกิดเหตุวินาศกรรมครั้งใหญ่ไม่แพ้กรณี 9/11 เมื่อ 13 ปีก่อน จุดยืนต่างๆ ย่อมเปลี่ยนแปลงได้ด้วยเหตุผลที่สำคัญกว่า
            บทความตอนที่ 3 นี้จะชี้ประเด็นความแยบยลการดำเนินนโยบายของรัฐบาลโอบามา ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย

นโยบายต่อซีเรียที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม :
            เมื่อการลุกฮือของประชาชนในซีเรียกลายเป็นความรุนแรง ประธานาธิบดีโอบามาประกาศจุดยืนต้องการให้ประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด (Bashar al-Assad) ก้าวลงจากอำนาจ ให้ซีเรียปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ในช่วงแรกนั้นรัฐบาลโอบามาสนับสนุนฝ่ายต่อต้านโดยร่วมมือกับมิตรประเทศโดดเดี่ยวและกดดันรัฐบาลซีเรียผ่านทางการทูต การคว่ำบาตร
            หลังผ่านไปหลายเดือนจนกลายเป็นปี นอกจากฝ่ายต่อต้านไม่สามารถโค่นล้มรัฐบาลแล้ว กองทัพอัสซาดกลับเป็นฝ่ายได้ชัยในหลายพื้นที่ เสียงเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากฝ่ายต่อต้านแรงขึ้นทุกที เรื่องแรกที่ร้องขอคือต้องการอาวุธที่มีประสิทธิภาพ แต่รัฐบาลโอบามาไม่เห็นด้วย เกรงว่าอาวุธดังกล่าวจะตกอยู่ในมือของพวกสุดโต่ง รวมทั้งพวกกองกำลังรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) ผลคือรัฐบาลซาอุดิอาระเบียกับกาตาร์สนับสนุนเพียงอาวุธเบาแก่ฝ่ายต่อต้าน

            แต่เมื่อเดือนที่แล้ว วุฒิสภาสหรัฐลงมติสนับสนุนท่วมท้นในญัตติให้อาวุธและฝึกกองกำลังฝ่ายต่อต้าน ประธานาธิบดีโอบามากล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า สหรัฐ “เป็นประเทศที่เข้มแข็งที่สุดเมื่อประธานาธิบดีกับวุฒิสภาทำงานร่วมกัน”
            นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายประเทศที่จะให้การสนับสนุนอาวุธเพิ่มเติม เช่น รัฐบาลซาอุดิอาระเบีย ซึ่งน่าจะหมายถึงให้อาวุธที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

            อันจริงแล้ว ความกังวลเรื่องอาวุธประสิทธิภาพสูงจะตกอยู่ในมือของพวกสุดโต่งนั้นถูกต้อง แม้บางคนอาจอ้างว่าให้อาวุธเฉพาะบางกลุ่ม แต่ความจริงแล้วกองกำลังต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับกลุ่มหรือระดับปัจเจกบุคคลมีการเคลื่อนย้ายเข้าและออกจากกลุ่มเดิมไปสู่กลุ่มใหม่ๆ อยู่เสมอ และ IS คือกลุ่มที่มีแรงดึงดูดมากที่สุดในขณะนี้
            แต่มาบัดนี้ รัฐบาลโอบามา “เลือกที่จะมองข้าม” ประเด็นดังกล่าว จึงเป็นไปได้ว่าในอนาคตอาวุธประสิทธิภาพสูง MADE IN USA ส่วนหนึ่งจะตกอยู่ในมือของพวก IS หรือกลุ่มผู้ก่อการร้ายอื่นๆ และหันมาใช้กับคนอเมริกัน ชาวยุโรป และที่อื่นๆ ทั่วโลก

            ข้อเท็จจริงคือ ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่ากลุ่มที่เชื่อฟังสหรัฐในวันนี้อาจแปรพักตร์ไปสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามชาติตะวันตกในอนาคต ดังเช่นกรณีรัฐบาลสหรัฐส่งอาวุธทันสมัยให้แก่พวกมูจาฮีดีนในอัฟกานิสถานเพื่อต่อต้านการรุกรานจากโซเวียตในช่วงสงครามเย็น เมื่อเวลาผ่านไปทหารอเมริกันต้องสู้กับพวกตาลีบัน พวกอัลกออิดะห์ และอีกหลากหลายกลุ่มที่ครั้งหนึ่งก็คือพวกมูจาฮีดีนเหล่านั้น

            เขตห้ามบิน การใช้กำลังทางอากาศ
            เรื่องหนึ่งที่ทุกฝ่ายยอมรับ คือ โดยพื้นฐานแล้วฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรียที่เป็นชาวซีเรียแท้ๆ ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้าน มีเพียงอาวุธปืนสั้นปืนยาว กลุ่มที่เรียกว่า “ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล” เป็นการรวมตัวของกลุ่มย่อยหลายสิบกลุ่มอย่างหลวมๆ จึงไม่ใช่กองกำลังที่เข้มแข็งเมื่อเทียบกับกองทัพรัฐบาลอัสซาด ฝ่ายต่อต้านต้องร้องขอความช่วยเหลือจากต่างชาติมาโดยตลอด นอกจากเรื่องอาวุธแล้วอีกเรื่องที่ต้องการคือ การปกป้องหรือได้รับการสนับสนุนการโจมตีทางอากาศ อาจเรียกรวมๆ ว่าการจัดตั้งเขตห้ามบิน (No-fly zone) เหนือน่านฟ้าซีเรีย

            แนวคิดเรื่องเขตห้ามบิน มี 2 แบบ ชนิดแรกคือ อาศัยเขตห้ามบินเพื่อสร้างเขตปลอดภัย แนวคิดนี้เห็นว่าการต่อต้านรัฐบาลอัสซาดจำต้องตั้งรัฐบาลชั่วคราวในดินแดนซีเรีย และเป็นเขตพื้นที่ให้ผู้อพยพนับล้านคนได้ย้ายเข้ามา ในรูปแบบนี้เขตห้ามบินจึงมีค่าเป็นเขตปลดปล่อย (liberated zones) เขตห้ามบินแบบนี้จะเหมือนเขตห้ามบินสมัยที่ทำกับอิรัก สหรัฐเป็นแกนนำจัดตั้งเขตห้ามบินทางตอนเหนือกับตอนใต้อิรัก เป็นผลให้ชาวเคิร์ดกับชาวชีอะห์ได้รับการปกป้องจากการโจมตีของซัดดัม ฮุสเซน
            อีกแนวคิดหนึ่งคือ เขตห้ามบินตามแบบที่นาโตทำกับลิเบีย ซึ่งหมายถึงไม่เพียงห้ามกองทัพรัฐบาลใช้กำลังทางอากาศเท่านั้น แต่หมายถึงให้นาโตใช้กำลังทางอากาศโจมตีกองทัพรัฐบาล จนในที่สุดรัฐบาลลิเบียถูกโค่นล้ม ในรูปแบบที่ 2 นี้ เขตห้ามบินจึงเป็นการโจมตีทางอากาศต่อกองทัพรัฐบาล

            ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลโอบามาแสดงท่าทีลังเลใจต่อการสร้างเขตห้ามบินเหนือน่านฟ้าซีเรีย พลเอกมาร์ติน เดมซีย์ (Martin Dempsey) ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมเคยพูดว่าไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งเขตห้ามบินและใช้กำลังทางอากาศจัดการทหารซีเรีย ให้เหตุผลว่าสหรัฐอาจช่วยโค่นล้มรัฐบาลซีเรีย “แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาทางเชื้อชาติ ศาสนา ความขัดแย้งระหว่างเผ่าที่อยู่เบื้องหลังเป็นเชื้อไฟความขัดแย้งในขณะนี้” และยังชี้ว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงความขัดแย้งระหว่าง 2 ฝ่าย แต่เป็นความขัดแย้งของหลายฝ่าย

            ย้อนอดีตเมื่อปีที่แล้ว ประธานาธิบดีโอบามาเกือบตัดสินใจโจมตีทางอากาศต่อกองทัพรัฐบาลอัสซาดเพื่อปกป้องสนับสนุนฝ่ายต่อต้าน หลังเกิดเหตุการณ์ใช้อาวุธเคมีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ที่ชานกรุงดามัสกัส ส่งผลให้ประชาชนหลายร้อยหรือกว่าพันคนเสียชีวิต รัฐบาลโอบามาอ้างว่ามีหลักฐานชี้ว่าฝ่ายรัฐบาลอัสซาดเป็นผู้ลงมือ ประกาศว่าต้องการโจมตีกองทัพรัฐบาลซีเรีย
            แต่ที่สุดแล้วประธานาธิบดีโอบามาไม่ยอมตัดสินใจโจมตีซีเรียด้วยเหตุผลที่ไม่ทราบชัดเจน โยนเรื่องการโจมตีให้รัฐสภาตัดสินใจ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องแปลกและไม่จำเป็น เพราะในกรณีดังกล่าว ประธานาธิบดีมีอำนาจเต็มสามารถสั่งใช้กำลังได้ด้วยตนเอง แต่หากพิจารณาจากความเห็นของคนอเมริกัน ผลสำรวจของ Washington Post-ABC News ที่นำเสนอเมื่อวัน 9 กันยายน (2013) ชี้ว่าชาวอเมริกันร้อยละ 64 ต่อต้านการโจมตีซีเรีย ผู้ที่เห็นด้วยมีเพียงร้อยละ 30 ผลสำรวจดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจของ CNN/ORC ที่นำเสนอวันเดียวกัน พบว่าชาวอเมริกันกว่าร้อยละ 70 ไม่สนับสนุนที่รัฐสภาจะอนุมัติโจมตีซีเรีย

            จากท่าทีลังเลใจของรัฐบาลโอบามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการให้อาวุธ การโจมตีทางอากาศ และการจัดตั้งเขตห้ามบิน ทำให้รัฐบาลชาติอาหรับหลายประเทศไม่พอใจอย่างยิ่ง รัฐบาลซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน คูเวต ตุรกี ปาเลสไตน์ และองค์กรระหว่างประเทศสำคัญๆ ของโลกอาหรับอย่างคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) สันนิบาตอาหรับ องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ต่างส่งเสียงในทิศทางเดียวกัน ถึงขั้นระบุว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับซาอุฯ ที่มีอย่างยาวนานหลายสิบปีกำลังถูกทดสอบจากความเห็นต่างต่อเรื่องอิหร่านกับซีเรีย
            เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าสหรัฐมีผลประโยชน์มากมายในตะวันออกกกลาง จึงน่าจะวิเคราะห์ว่า รัฐบาลซาอุฯ กับพันธมิตรอาหรับอาศัยความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับสหรัฐ ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ และความมั่นคงทางทหาร เป็นเครื่องมือ “กดดัน” รัฐบาลโอบามา ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าสหรัฐไม่อาจทิ้ง “ผลประโยชน์ของตนในตะวันออกกลาง” จึงอาศัย “ผลประโยชน์ที่สหรัฐจะได้จากตะวันออกกลาง” นี้เป็น “เครื่องมือเชิงรุก” กดดันรัฐบาลโอบามา

            ณ วันนี้ นโยบายที่ครั้งหนึ่งเคยลังเลใจได้ปรับเปลี่ยนจากเดิม รัฐบาลโอบามาประกาศจะส่งและฝึกการใช้อาวุธแก่ฝ่ายต่อต้าน กองทัพสหรัฐเป็นหัวหอกใช้กำลังทางอากาศโจมตี IS และอยู่ระหว่างพิจารณาจัดตั้งเขตห้ามบินเหนือน่านฟ้าซีเรีย
          น่าแปลกใจที่การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดสอดคล้องกับข้อเรียกร้องของชาติอาหรับ แตกต่างอยู่ตรงคำประกาศที่ว่าเป็นการโจมตี IS ไม่ใช่โจมตีกองทัพอัสซาด แต่ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่ายุทธการโจมตีทางอากาศในขณะนี้ ไม่เพียงบั่นทอน IS เท่านั้น แต่ยังมีผลปกป้องฝ่ายต่อต้านไปในตัว
            ยุทธศาสตร์ต่อต้าน IS จึงแฝงด้วยนโยบายใหม่ต่อซีเรีย ซึ่งน่าจะสร้างความพอใจแก่ชาติอาหรับไม่น้อย

            ถ้ามองในมุมกลยุทธ์ดำเนินนโยบายสาธารณะ นับว่าเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพราะรัฐบาลโอบามาอาศัยการต่อต้านการก่อการร้าย ภาพข่าวชาวอเมริกันสองสามคนที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม แนบนโยบายซีเรียที่ชาวอเมริกันเคยต่อต้าน เข้าไปอยู่ในส่วนหนึ่งของแผนต่อต้าน IS สภาคองเกรสผ่านร่างกฎหมายนโยบายเหล่านี้อย่างง่ายดาย เป็นภาพที่ตรงข้ามกับก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
            ถ้ามองในภาพกว้าง รัฐบาลอังกฤษกับฝรั่งเศสต่างอยู่ในสภาพใกล้เคียงกับรัฐบาลสหรัฐ มีข้อสังเกตว่ารัฐบาลของนายกฯ เดวิด คาเมรอนกับรัฐบาลของประธานาธิบดีฟร็องซัว ออล็องด์ คือชาติสมาชิกอียู 2 ประเทศที่กระตือรือร้นอย่างเสมอต้นเสมอปลาย หากจะมีติดขัดอยู่บ้างก็เนื่องด้วยแรงต้านจากพลเมืองของพวกเขาเอง

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            การหาข้อสรุปบางประเด็นจากสถานการณ์ของอิรักกับซีเรียในขณะนี้อาจยังเร็วเกินไป เพราะสถานการณ์บางอย่างยังไม่ชัดเจน อีกทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้อาจแปรผันกลายเป็นอย่างอื่น เรื่องที่แน่นอนคือ สหรัฐกับพันธมิตรซึ่งรวมถึงชาติอาหรับหลายประเทศได้ควบคุมน่านฟ้าของอิรักกับซีเรียแล้ว และน่าเชื่อว่า IS จะยังคงอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางอีกนาน คำว่า “รัฐอิสลาม” จึงจะปรากฏในข่าวต่อไปอีก
            ประเด็นที่ควรติดตามคือ การใช้กำลังทางอากาศส่งผลดีต่อฝ่ายใด ฝ่ายใดได้หรือเสียประโยชน์ จะมีผลโค่นล้มรัฐบาลอัสซาดหรือไม่ ท้ายที่สุดแล้วดินแดนที่ IS ยึดครองในปัจจุบันจะตกอยู่ในมือของใคร จะได้ผู้ปกครองที่มุ่งทำประโยชน์แก่ชีอะห์หรือซุนนี หรือระบอบการปกครองใด
            ยุทธศาสตร์หรือนโยบายต่อต้าน IS ที่ประกาศนั้น จึงยังมีปริศนาที่รอคำตอบ อีกทั้งแผนอยู่ระหว่างการดำเนินการ ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่รอการเปิดเผย ที่แน่นอนคือภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังเปลี่ยนแปลง ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการต่อต้านผู้ก่อการร้าย IS
------------------------

บทควาที่เกี่ยวข้อง 
มีความเป็นไปได้ว่าผู้ก่อการร้ายที่อาจก่อเหตุในอนาคตจะเป็นพลเมืองอเมริกัน และชาวอเมริกันต้องอยู่กับภัยคุกคามนี้อีกนาน เป็นกระแสภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายรอบที่ 2 หลังจากเหตุ 9/11 เมื่อ 13 ปีก่อน หากเกิดเหตุวินาศกรรมครั้งใหญ่ไม่แพ้กรณี 9/11 เมื่อถึงคราวนั้นสังคมอเมริกาคงต้องตัดสินใจอีกครั้ง และต้องคอยดูว่าเมื่อถึงตอนนั้นผู้เป็นประธานาธิบดีจะตื่นตระหนกตกใจรีบเร่งส่งกองทัพเข้าสู่ตะวันออกกลางหรือไม่

ประธานาธิบดีโอบามาชี้ว่าวิธีต่อต้านผู้ก่อการร้าย IS ที่เหมาะสมที่สุดในขณะนี้คือใช้กำลังทางอากาศ สนับสนุนพันธมิตรและหุ้นส่วน เพิ่มการสนับสนุนกองกำลังประเทศอื่นๆ ที่เข้ารบทางภาคพื้นดิน เป็นการแสดงให้โลกเห็นถึงภาวะผู้นำของอเมริกา แต่จนบัดนี้ รัฐบาลโอบามายังไม่ใช้คำว่า “ทำสงครามกับ IS” ในขณะที่ IS แถลงอย่างชัดเจนให้สมาชิกสังหารชาวตะวันตกทุกประเทศที่เข้าร่วมโจมตี IS ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นทหารหรือพลเรือน ดังนั้น โอกาสที่ IS จะก่อความรุนแรงในประเทศอื่นๆ ย่อมมีตลอดเวลา

รัฐบาลซาอุฯ กำลังจัดระเบียบตะวันออกกลางกับแอฟริกาเหนือ หวังเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในซีเรียกับอิหร่าน แต่จุดยืนดังกล่าวขัดแย้งกับจุดยืนของรัฐบาลโอบามากับชาติตะวันตกหลายประเทศ ความพยายามของซาอุฯ ก่อให้เกิดคำถามว่ากำลังโดดเดี่ยวตนเองหรือไม่ ความสัมพันธ์ระหว่างซาอุฯ กับอิสราเอลในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

ซาอุดิอาระเบียปฏิเสธเก้าอี้สมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ เมื่อศึกษาโดยละเอียดพบว่าทางการซาอุฯ ไม่พอใจการดำเนินนโยบายของรัฐบาลโอบามาต่อตะวันออกลาง ในยามที่ซาอุฯ กับมิตรประเทศอาหรับกำลังอยู่ระหว่างการจัดระเบียบตะวันออกกลาง

รัฐบาลโอบามาใช้หลักฐานการโจมตีด้วยอาวุธเคมีเพียงครั้งเดียวกับอ้างหลักการว่าทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อโจมตีซีเรีย โดยละทิ้งกระบวนการของสหประชาชาติ กฎเกณฑ์ ระบบความมั่นคงของโลก

บรรณานุกรม ตอนที่ 3:
1. Arab League, OIC, Turkey, UAE join anti-UN chorus. (2013, October 21). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/news/468329
2. Carlisle, Rodney P. (2010). Afghanistan War. NY: Chelsea House Publications.
3. CNN poll: Public against Syria strike resolution. (2013, September 9). CNN. Retrieved from http://edition.cnn.com/2013/09/09/politics/syria-poll-main/
4. Erlich, Reese. (2014). Inside Syria: The Backstory of Their Civil War and What the World Can Expect. New York: Prometheus Books.
5. France fears Islamist rise in Syria unless opposition helped. (2013, January 28). Reuters. Retrieved from http://www.reuters.com/article/2013/01/28/us-syria-crisis-talks-idUSBRE90R0D720130128
6. Libya 2.0: US Forms De Facto No-Fly Zone Over Syria. (2014, September 30). FNA. Retrieved from http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13930708001565
7. Masters, Jonathan. (2013, September 11). Syria's Crisis and the Global Response. Council on Foreign Relations. Retrieved from http://www.cfr.org/syria/syrias-crisis-global-response/p28402
8. Opposition to Syria airstrikes rises as Republicans shift sharply against action. (2013, September 9). The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/blogs/the-fix/wp/2013/09/09/opposition-to-syria-airstrikes-rises-as-republicans-shift-sharply-against-action/
9. Prince Mohammed bin Nawaf bin Abdulaziz. (2013, December 17). Saudi Arabia Will Go It Alone. The New York Times. http://www.nytimes.com/2013/12/18/opinion/saudi-arabia-will-go-it-alone.html?_r=0
10. Remarks by the Vice President at the John F. Kennedy Forum. (2014, October 3). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/10/03/remarks-vice-president-john-f-kennedy-forum
11. Statement by the President. (2014, August 7). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/08/07/statement-president
12. U.S. against military intervention as Syria rebels noncommittal on U.S. interests: Dempsey. (2013, August 22). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/world/2013-08/22/c_132651868.htm
13. U.S Policy on Syria. (2011, November 9). U.S. Department of State. Retrieved from http://www.state.gov/p/nea/rls/rm/176948.htm
14. WEEKLY ADDRESS: We Will Degrade and Destroy ISIL. (2014, September 13). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/09/13/weekly-address-we-will-degrade-and-destroy-isil
15. Weisman, Janathan., & Peters, Jaremy W. (2014, September 18). Senate Approves Training And Arming Syrian Rebels. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2014/09/19/world/middleeast/senate-approves-isis-bill-avoiding-bigger-war-debate.html?_r=0
---------------------------

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ยุทธศาสตร์ต่อต้าน IS เรื่องที่โอบมาพูดและไม่ได้พูด (ตอนที่ 2)

5 ตุลาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6543 วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ.2557, http://www.thaipost.net/sunday/051014/97134)

            ภายใต้ยุทธศาสตร์ต่อต้าน IS ที่ปรากฏในขณะนี้ ประเทศที่เข้าร่วมกับสหรัฐอย่างจริงจังกระจุกตัวอยู่ใน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีซาอุดิอาระเบียเป็นแกนนำกับชาติสมาชิกนาโตบางประเทศ โดยเฉพาะอังกฤษ ฝรั่งเศสและออสเตรเลีย ในอนาคตมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐกับพันธมิตรจะต้องพาตัวเองเข้าสู่สมรภูมิต่อต้าน IS อย่างลงลึกมากขึ้น เพราะภายใต้ยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลโอบามาประกาศนั้น แฝงไว้ด้วยนโยบาย ทิศทางบางอย่างซึ่งอาจจะนำพวกตนเข้าพัวพันมากกว่าที่เป็นอยู่ อันหมายถึงโอกาสที่จะถูก IS ตอบโต้มากขึ้นเช่นกัน

สหรัฐกับพันธมิตร มีโอกาสถูก IS โจมตีอย่างรุนแรง :
            ประธานาธิบดีโอบามากล่าวเมื่อวันที่ 10 กันยายนว่า ณ ขณะนี้ ISIL เป็นภัยคุกคามต่อประชาชนอิรักกับซีเรีย และต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง “แต่หากปล่อยทิ้งไว้ ภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายเหล่านี้จะเติบใหญ่ขึ้นเหนือกว่าระดับภูมิภาค และจะคุกคามแม้กระทั่งสหรัฐอเมริกา แม้ว่าจะยังไม่พบแผนก่อการในประเทศ แต่ผู้นำ ISIL ได้ประกาศคุกคามอเมริกากับพันธมิตรของเรา”
            เป็นความจริงที่ว่าเหตุที่ IS ประกาศคุกคามสหรัฐกับพันธมิตร ก็เนื่องจากสหรัฐกับพันธมิตรประกาศต่อต้าน IS แต่การไม่พบเบาะแสในวันนี้ใช่ว่าจะไม่เกิดเหตุร้ายในวันพรุ่งนี้

            2 สัปดาห์ต่อมา นายไฮเดอร์ อัล-อาบาดี (Haider al-Abadi) นายกรัฐมนตรีอิรัก อ้างแหล่งข่าวกรองที่เชื่อถือได้ว่าผู้ก่อการร้าย IS เตรียมก่อเหตุในรถไฟใต้ดินในกรุงปารีสกับสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ทั้งรัฐบาลโอบามากับฝรั่งเศสไม่เชื่อว่าข่าวกรองดังกล่าวเป็นความจริง
            ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐกับฝรั่งเศสปฏิเสธข่าวแผนก่อการร้าย ออสเตรเลียได้ยกระดับการเตือนภัยก่อการร้ายเป็นระดับสูง ซึ่งหมายความว่ามีเป็นไปได้ (likely) ที่ประเทศจะเกิดเหตุก่อการร้าย ส่วนที่อังกฤษ นายวิลเลียม เฮก (William Hague) ประธานสภาผู้แทนราษฎร (Leader of the House of Commons - ตำแหน่งล่าสุด) เตือนว่า IS เป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่งของรัฐบาลในขณะนี้ หลังจากอังกฤษส่งเครื่องบินรบเข้าร่วมปฏิบัติการต่อต้าน IS ประธานสภาเฮกกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า IS กำลังวางแผนโจมตีอังกฤษ “อันที่จริงพวกเขามีแผนแล้ว”

            ข้อเท็จจริงอีกประการคือ IS ประกาศทำสงครามกับสหรัฐและพันธมิตรแล้ว ประกาศให้สมาชิก IS สังหารพลเรือนตะวันตกด้วยทุกวิถีทาง “ถ้าคุณสามารถสังหารพวกนอกรีตชาวอเมริกันหรือยุโรป ให้สังหารด้วยวิธีการใดๆ ก็ได้” ไม่ว่าจะเป็นพลเรือนหรือทหาร

            การก่อเหตุในสหรัฐมีความเป็นไปได้ ก่อนหน้านี้นาย Josh Earnest โฆษกทำเนียบขาวกล่าวถึงความกังวลต่อชาวตะวันตกหลายคนที่เดินทางไปรบร่วมกับ ISIL ที่เมื่อกลับมาอาจก่อเหตุร้าย ล่าสุด นาย Gilles de Kerchove หัวหน้า EU Counter-Terrorism กล่าวว่าชาวยุโรปที่เข้าร่วม IS มีราว 3,000 คน เพิ่มจากเดือนสิงหาคมซึ่งมีราว 2,000 คน ส่วนพวกที่เป็นชาวอเมริกันคาดว่ามีจำนวนไม่เกิน 100 คน พึงตระหนักว่าประเด็นสำคัญไม่อยู่ที่ตัวเลข แต่อยู่ที่มีผู้เข้าร่วมเพิ่มมากขึ้น และอาจจะเพิ่มขึ้นอีก

            แน่นอนว่าการก่อเหตุไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนเหล่านี้เมื่อกลับประเทศ (ถ้าได้กลับ) จะอยู่ในสายตาของหน่วยงานความมั่นคง แต่ตราบใดที่ความคิดสุดโต่งยังคงอยู่ ตราบใดที่ยังมีผู้ที่ยอมเป็นระเบิดพลีชีพ ย่อมไม่อาจปฏิเสธโอกาสความเป็นไปได้ อีกทั้งน่าจะมีอีกหลายคนที่ยังไม่แสดงตัว

            ย้อนมองอดีตเหตุวินาศกรรมเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 หรือที่นิยมเรียกว่า 9/11 ผู้ก่อการเป็นชาวต่างชาติ 15 คนใน 19 คนที่จี้เครื่องบินเป็นชาวซาอุฯ แต่วินาศกรรมครั้งต่อไปอาจมาจากพลเมืองอเมริกันหรือชาวยุโรปเอง ไม่ต้อง “นำเข้า” ผู้ก่อการร้ายจากต่างชาติอีกต่อไป

            แนวโน้มสมรภูมิอันยืดเยื้อ
            ในด้านหนึ่ง การกำจัดผู้ก่อการร้าย IS ในอิรักกับซีเรียอย่างสิ้นซาก จะต้องอาศัยการรบ การกวาดล้างทางภาคพื้นดิน และควรแบ่งเป็น 2 สมรภูมิ คือสมรภูมิอิรักกับสมรภูมิซีเรีย
            ด้านสมรภูมิอิรัก ณ ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่รอให้รัฐบาลใหม่ของนายกฯ อาบาดี จัดแจงการเมืองภายใน และเสริมสร้างกองทัพให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ปัญหาสำคัญคือพวกซุนนีอิรักพร้อมให้ความร่วมมือมากน้อยเพียงใด นาย Ahmad Chalabi แกนนำนักการเมืองอิรักเชื้อสายชีอะห์ ชี้ว่าเหตุที่พวกซุนนีอิรักหลายคนเข้าร่วม IS เนื่องจากพวกเขาเห็นว่ารัฐบาลมาลิกีปฏิบัติต่อพวกเขาแย่มาก รัฐบาลอิรักชุดใหม่หากจะเอาชนะ IS ต้องชนะใจคนเหล่านี้ก่อน
            ประเด็นคำถามจึงอยู่ที่จะต้องทำอย่างไรจึงจะชนะใจพวกซุนนีอิรัก และพวกชีอะห์อิรักจะยอมรับข้อเรียกร้องของพวกซุนนีหรือไม่ หากต้องยอมรับเงื่อนไขที่พวกเขารู้สึกเสียเปรียบ และหากกองทัพอิรักซึ่งส่วนใหญ่เป็นชีอะห์ต้องหลั่งเลือดรบกับ IS เพื่อให้ซุนนีมีอำนาจปกครองมากกว่าที่ควร เกิดคำถามว่าคุ้มหรือไม่ที่จะต้องพลีชีพเพื่อซุนนี ในยามที่ประเทศแตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายอย่างถึงที่สุดในขณะนี้ คำว่าการพลีชีพเพื่อชาติจะมีความหมายมากน้อยเพียงใด

            เมื่อพิจารณาร่วมกับท่าทีของรัฐบาลโอบามากับชาติอาหรับหลายประเทศว่าจะไม่ส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดิน ยืนยันว่าเป็นบทบาทของกองทัพรัฐบาลอิรัก ข้อมูลทั้งหมดบ่งชี้ว่าสงครามปราบปราม IS ในอิรักยังมีข้อติดขัดสำคัญ ต้องตามว่าการเมืองอิรักจะมีทางออก มีความคืบหน้าในเรื่องนี้อย่างไร

            ด้านสมรภูมิซีเรีย สมรภูมิซีเรียมีความซับซ้อนกว่าอิรัก แนวร่วมฝ่ายต่อต้านรัฐบาลคือฝ่ายที่อ่อนแอที่สุดและไม่เป็นเอกภาพ ในขณะที่ผู้ก่อการร้าย IS เป็นฝ่ายที่เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ จึงเกิดคำถามว่าปฏิบัติการโจมตี IS ทางอากาศจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลอัสซาดหรือไม่

            ประธานาธิบดีโอบามาเคยพูดว่าการปราบปราม IS จำต้องใช้เวลาเหมือนการฆ่ามะเร็งร้าย แต่ที่พยายามเลี่ยงคือ ชาวอเมริกันกำลังตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ถูกคุกคามด้วยผู้ก่อการร้ายอย่างรุนแรงอีกครั้ง เป็นไปได้ว่าประธานาธิบดีโอบามาเห็นว่ายังเร็วเกินไปที่พูดเรื่องนี้ เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อแรงสนับสนุนจากชาวอเมริกัน เนื่องจากผู้ก่อการร้ายที่ก่อเหตุรอบนี้อาจเป็นพลเมืองอเมริกัน และต้องอยู่กับภัยคุกคามนี้อีกนาน เป็นกระแสภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายรอบที่ 2 หลังจากเหตุ 9/11 เมื่อ 13 ปีก่อน

สหรัฐกับพันธมิตรจะไม่รบทางภาคพื้นดิน? :
            เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าประธานาธิบดีโอบามาประกาศตั้งแต่ต้น และยืนยันหลายครั้งว่าไม่ส่งกำลังเข้ารบทางภาคพื้นดิน จะไม่ปล่อยให้สหรัฐถูกลากเข้าไปในสมรภูมิทางภาคพื้นดินในอิรักดังเช่นอดีต นโยบายของรัฐบาลต่ออิรัก อัฟกานิสถานและสงครามกลางเมืองซีเรียในหลายปีที่ผ่าน ยืนยันท่าดังกล่าว
            แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีโอกาสเป็นไปได้เลยที่รัฐบาลชุดนี้และรัฐบาลอนาคตจะไม่ส่งกำลังเข้ารบทางภาคพื้นดินเต็มรูปแบบ

            พลเอกมาร์ติน เดมซีย์ (Martin Dempsey) ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐอเมริกา กล่าวว่าเขาอาจเสนอให้ประธานาธิบดีโอบามาส่งทหารเข้ารบในสมรภูมิภาคพื้นดิน หากการโจมตีทางอากาศไม่ได้ผล คำพูดดังกล่าวย้ำเตือนหลักความจริงที่ว่าสหรัฐย่อมต้องกระทำทุกอย่างเพื่อปกป้องประเทศ ต่อต้านภัยคุกคาม หากมองย้อนอดีตสหรัฐได้ทำสงครามครั้งใหญ่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสงครามโลกครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 การใช้จ่ายงบประมาณมหาศาลในช่วงสงครามเย็นอันยาวนาน ตลอดจนถึงสงครามครั้งใหญ่ๆ อีกหลายครั้ง
            ประเด็นที่น่าสนใจคือทุกครั้งที่อเมริกาทำสงครามเต็มรูปแบบล้วนต้องมีเหตุการณ์อันเป็นเหตุจูงให้ชาวอเมริกันเห็นด้วยกับการทำสงคราม ไม่ว่าเหตุผลนั้นจะถูกต้องหรือถูกบิดเบือน ดังนั้น ในวันข้างหน้า หากเกิดเหตุผู้ก่อการร้าย IS ก่อวินาศกรรมครั้งใหญ่ไม่แพ้กรณี 9/11 เมื่อถึงคราวนั้นสังคมอเมริกาคงต้องตัดสินใจอีกครั้ง และต้องคอยดูว่าเมื่อถึงตอนนั้นผู้เป็นประธานาธิบดีจะตื่นตระหนกตกใจรีบเร่งส่งกองทัพเข้าสู่ตะวันออกกลางหรือไม่

            นายทอม รูนี (Tom Rooney) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน กล่าวว่า “ถ้า ISIS เป็นภัยคุกคามความมั่นคงของประเทศที่จำต้องทำลายจริงๆ ก็ต้องทำลาย” และเชื่อว่าลำพังการติดอาวุธฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรียไม่เพียงพอที่จะทำลายกองกำลัง IS ส่วนนายจอห์น โบเนอร์ (John Boehner) โฆษกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ และสมาชิกพรรครีพับลิกัน กล่าวในทิศทางเดียวกันว่า “พวกเขาตั้งใจฆ่าพวกเรา และถ้าเราไม่ทำลายพวกเขาก่อน เราจะต้องจ่ายราคา” สหรัฐฯ “ไม่มีทางเลือก” จำต้องส่งทหารเข้ารบในสมรภูมิพื้นราบ
            ฝ่ายการเมืองสหรัฐกำลังสร้างนโยบายต่อต้าน IS ใน 2 แนวทาง แนวทางแรกคือไม่ส่งทหารเข้ารบในสมรภูมิพื้นราบของประธานาธิบดีโอบามา กับอีกแนวทางหนึ่งคือสนับสนุนการส่งทหารเข้ารบ ณ ขณะนี้อาจเป็นช่วงเวลาแห่งการประเมินว่ายุทธศาสตร์ของรัฐบาลโอบามาได้ผลมากน้อยเพียงใด และเป็นช่วงการหยั่งเสียงว่าชาวอเมริกันคิดเห็นอย่างไร

            การนำเสนอข้างต้น ไม่ได้สรุปว่าในวันข้างหน้าสหรัฐจะส่งทหารเข้าทำสงครามภาคพื้นดิน แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญๆ ที่มีผลต่อการตัดสินใจ เป็นเรื่องของ “โอกาส” สูงหรือต่ำ เช่น หากประธานาธิบดีสหรัฐคนต่อไปมาจากพรรคเดโมแครต โอกาสที่จะส่งทหารเข้ารบจะมีต่ำกว่าประธานาธิบดีที่มาจากพรรครีพับลิกัน แต่แม้ว่าประธานาธิบดีคนต่อไปจะมาจากพรรคเดโคแครตก็มีโอกาสที่จะส่งทหารเข้ารบ หากเกิดเหตุคุกคามสหรัฐอย่างร้ายแรง หนักไม่แพ้เหตุวินาศกรรม 9/11 และชาวอเมริกันส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการทำสงคราม

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป ตอนที่ 2 :
            ผู้ก่อการร้ายในโลกนี้มีนับร้อยนับพันกลุ่ม แต่หากผู้ลงมือเป็น IS ย่อมมีโอกาสที่สหรัฐจะเข้าทำสงคราม เหมือนสมัยต่อต้านอัลกออิดะห์ ที่สหรัฐกับพันธมิตรส่งกองทัพทำลายรัฐบาลของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ส่งกองทัพเข้าอัฟกานิสถานทำลายระบอบตาลีบัน จึงต้องระลึกเสมอว่าประเด็นที่ต้องวิเคราะห์และสำคัญกว่าเรื่องการส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดิน คือการคำตอบถามว่าการส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดินคือแผนขั้นต่อไปของยุทธศาสตร์แม่บทใดหรือไม่ อะไรคือจุดมุ่งหมายที่แท้จริง ผลประโยชน์สำคัญตกแก่ฝ่ายใด
            ในตอนหน้าซึ่งเป็นตอนจบของเรื่องนี้ จะวิเคราะห์ว่ายุทธศาสตร์ต่อต้าน IS ส่งผลต่อซีเรียและอิหร่านอย่างไร
-----------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
1. ยุทธศาสตร์ต่อต้าน IS เรื่องที่โอบมาพูดและไม่ได้พูด(ตอนที่ 1)
ประธานาธิบดีโอบามาชี้ว่าวิธีต่อต้านผู้ก่อการร้าย IS ที่เหมาะสมที่สุดในขณะนี้คือใช้กำลังทางอากาศ สนับสนุนพันธมิตรและหุ้นส่วน เพิ่มการสนับสนุนกองกำลังประเทศอื่นๆ ที่เข้ารบทางภาคพื้นดิน เป็นการแสดงให้โลกเห็นถึงภาวะผู้นำของอเมริกา แต่จนบัดนี้ รัฐบาลโอบามายังไม่ใช้คำว่า “ทำสงครามกับ IS” ในขณะที่ IS แถลงอย่างชัดเจนให้สมาชิกสังหารชาวตะวันตกทุกประเทศที่เข้าร่วมโจมตี IS ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นทหารหรือพลเรือน ดังนั้น โอกาสที่ IS จะก่อความรุนแรงในประเทศอื่นๆ ย่อมมีตลอดเวลา

ในมุมหนึ่งประธานาธิบดีโอบามาชี้ว่า IS เป็นภัยคุกคาม ต้องกำจัดอย่างถอนรากถอนโคน ในอีกมุมหนึ่งชี้ว่าการปราบปราม IS ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องลงมือทันที ที่สำคัญคือต้องรอความร่วมมือจากประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะพวกซุนนี เมื่อวิเคราะห์แล้วนำสู่คำถามว่ารัฐบาลโอบามามีความตั้งใจปราบปรามกองกำลัง IS มากน้อยเพียงใด ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น 

วิกฤตอิรักรอบใหม่ที่เริ่มต้นเมื่อเดือนมิถุนายน ในตอนแรกนั้นสื่อมุ่งกล่าวถึงกองกำลัง ISIL/ISIS ที่สามารถยึดครองหลายเมืองได้อย่างรวดเร็ว แต่ล่าสุดการบรรยายเหตุการณ์ในอิรักให้ความสำคัญกับการลุกฮือของพวกซุนนีอิรัก ภาพวิกฤตอิรักจึงกลายเป็นสงครามระหว่างรัฐบาลชีอะห์ผู้กดขี่ข่มเหงประชาชน (โดยเฉพาะพวกซุนนี) กับฝ่ายต่อต้าน ซึ่งส่วนใหญ่คือประชาชนอิรักผู้นับถือนิกายซุนนี กองกำลัง ISIL สถานการณ์ในอิรักจึงคล้ายสงครามกลางเมืองซีเรียมากขึ้นทุกที

4.ผลเจรจาเจนีวา 2 สันติภาพอันเลือนรางของซีเรีย
ถ้ามองในแง่บวกการเจรจาเจนีวา 2 คือจุดเริ่มต้นของการยุติความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ถ้ามองในแง่ลบคือยังมองไม่เห็นทางออก เมื่อการเจรจายังไม่สามารถยุติความขัดแย้ง ประเด็นจึงกลับมาอยู่ที่จะแก้ปัญหาด้วยพลังอำนาจทางทหารอย่างไร ชาติอาหรับจะเป็นฝ่ายลงมือเองหรือไม่

บรรณานุกรม ตอนที่ 2:
1. Baker, Peter., & Knowlton, Brian. (2014, September 28). Obama Acknowledges U.S. Erred in Assessing ISIS. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2014/09/29/world/middleeast/president-obama.html?_r=0
2. Blair, David., Ross, Tim., Furness, Hannah., & Farmer, Ben. (2014, September 27). Hague warns of Islamist terror plots as RAF flies first combat mission. The Telegraph. Retrieved from http://www.telegraph.co.uk/news/uknews/11126188/Hague-warns-of-Islamist-terror-plots-as-RAF-flies-first-combat-mission.html
3. Bourke, Latika.,& Cox, Lisa. (2014, September 12). Terror risk high: Tony Abbott announces increase in National Terrorism Public Alert System. The Sydney Morning Herald. Retrieved from http://www.smh.com.au/federal-politics/political-news/terror-risk-high-tony-abbott-announces-increase-in-national-terrorism-public-alert-system-20140912-10g1mz.html
4. Islamic State in Iraq: 'They Know Exactly What They Are Doing'. (2014, September 16). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/interview-with-ahmad-chalabi-on-islamic-state-iraq-and-syria-a-991659.html
5. ISIS planning subway attacks in US, Paris: Iraq PM. (2014, September 26). Hindustan Times/Reuters. Retrieved from http://www.hindustantimes.com/world-news/iraqonthebrink/iraqi-pm-says-islamic-state-plans-subway-attacks-in-us-paris/article1-1268662.aspx
6. Landler, Mark., Peters, W. Jeremy. (2014, September 16). U.S. General Open to Ground Forces in Fight Against ISIS in Iraq. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2014/09/17/world/middleeast/isis-airstrikes-united-states-coalition.html?hp&action=click&pgtype=Homepage&version=LedeSum&module=first-column-region&region=top-news&WT.nav=top-news&_r=0
7. Over 3,000 Europeans Fighting alongside ISIL in Syria, Iraq. (2014, September 24). FNA.
Retrieved from http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13930702000554
8. Perry, Tony., & Bennett, Brian. (2014, August 26). White House confirms death of American jihadist fighting in Syria. Los Angeles Times. Retrieved from http://www.latimes.com/local/lanow/la-me-ln-american-isis-20140826-story.html
9. Press Briefing by Press Secretary Josh Earnest, 8/25/2014. (2014, August 25). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/08/25/press-briefing-press-secretary-josh-earnest-8252014
10. Roberts, Geoffrey. (1999). The Soviet Union in World Politics: Coexistence, Revolution and Cold War, 1945-1991. London: Routledge.
11. Statement by the President on ISIL. (2014, September 10). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/09/10/statement-president-isil-1
12. Wahab, Siraj. (2014, September 12). US-Arab coalition vows to crush. Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/featured/news/629026)
13. Wroe, David. (2014, September 22). Islamic State followers urged to attack Australians by any means possible. The Sydney Morning Herald. Retrieved from http://www.smh.com.au/federal-politics/political-news/islamic-state-followers-urged-to-attack-australians-by-any-means-possible-20140922-10kg74.html
---------------------------