วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2557

ยุทธศาสตร์ต่อต้าน IS เรื่องที่โอบมาพูดและไม่ได้พูด (ตอนที่ 1)

28 กันยายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6536 วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/1994911)

            10 กันยายน 2014 อาจถือว่าเป็นวันที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ประกาศทำสงครามกับรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) ประธานาธิบดีโอบามาประกาศว่า ขณะนี้ ISIL เป็นภัยคุกคามต่อประชาชนอิรักกับซีเรียและภูมิภาคตะวันออกกลาง “แต่หากปล่อยทิ้งไว้ ภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายเหล่านี้จะเติบใหญ่ขึ้นเหนือกว่าระดับภูมิภาค และจะคุกคามแม้กระทั่งสหรัฐอเมริกา” พร้อมประกาศว่ากำลังวางแผนกับนานาประเทศเพื่อตอบโต้ IS
            นับจากวันนั้นจึงถึงวันที่ 24 กันยายนเมื่อประธานาธิบดีโอบามาแสดงสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ประจำปี 2014 แผนการต่างๆ มีความชัดเจนมากขึ้นตามลำดับ ล่าสุด ในที่ประชุม U.N. Security Council Summit ประธานาธิบดีโอบามากล่าวว่า ปัจจุบันคาดว่ามีนักรบต่างชาติราว 15,000 นาย จาก 80 ประเทศที่กำลังรบในซีเรียกับอิรัก หลายคนเข้าร่วมกลุ่มก่อการร้ายที่ใกล้ชิดกับอัลกออิดะห์ เช่น Nusrah Front กับ ISIL ซึ่งกำลังคุกคามประชาชนซีเรียกับอิรัก คนเหล่านี้สร้างความรุนแรง เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อผู้คนในภูมิภาคตะวันออกกลาง
            ภายใต้นโยบาย แผนการที่แถลงออกมาเป็นระยะๆ ทั้งจากรัฐบาลสหรัฐและจากชาติพันธมิตร ช่วยให้เข้าใจยุทธศาสตร์ต่อต้าน IS อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นตามลำดับ ทั้งยังเกิดคำถาม ข้อวิพากษ์หลายอย่างต่อยุทธศาสตร์เหล่านี้

บทความนี้ (แบ่งออกเป็น 3 ตอน) จะวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ต่อต้าน IS ตามข้อมูลที่ปรากฏล่าสุด โดยในตอนที่ 1 นี้จะกล่าวถึงเนื้อหายุทธศาสตร์ที่เปิดเผยต่อสาธารณะ และ 2 ตอนสุดท้ายจะเป็นการวิเคราะห์ วิพากษ์ส่วนที่ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ แต่แทรกอยู่ในยุทธศาสตร์
            อนึ่ง ดังที่เคยวิเคราะห์ในบทความก่อนว่า ยุทธศาสตร์ต่อต้าน IS ไม่ขึ้นกับประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง แต่เพื่อให้ง่ายต่อการนำเสนอ การวิเคราะห์จึงจำต้องเลือกประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นแกน สหรัฐอเมริกามีความเหมาะสม เนื่องจากแสดงบทบาทนำและมีรายละเอียดข้อมูลค่อนข้างมาก หากเลือกซาอุดิอาระเบียเป็นแกนจะได้ข้อสรุปที่ใกล้เคียง แต่หากเลือกเยอรมนีข้อสรุปบางอย่างที่ได้อาจแตกต่างออกไป

ยุทธศาสตร์ต่อต้าน IS :
            เป้าหมายสูงสุดที่ประกาศไว้ คือเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของสหรัฐกับพันธมิตร ภายใต้เป้าหมายดังกล่าวสหรัฐกับพันธมิตรจะบั่นทอนพลังอำนาจและทำลาย IS ด้วยยุทธศาสตร์หลายข้อ พอจะสรุปได้ดังนี้
            ประการที่ 1 โจมตีเป้าหมาย IS เพื่อหยุดการรุกคืบและทำลาย
            นโยบายนี้เริ่มใช้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม สหรัฐใช้กำลังรบทางอากาศสกัดกั้นไม่ให้ IS รุกเข้าไปในดินแดนพวกเคิร์ดซึ่งมีชาวอเมริกันทำงานหลายร้อยคน ส่วนใหญ่ทำงานเกี่ยวกับอุตสาหกรรมน้ำมัน สามารถช่วยเหลือชนกลุ่มน้อยที่ถูกรุกไล่ และในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาสหรัฐกับพันธมิตรได้ร่วมกันโจมตีเป้าหมายทางทหารของ IS ทั้งในอิรักกับซีเรีย
            แผนขั้นต่อไปคือสหรัฐจะเข้าโจมตีทางอากาศก่อนแล้วให้กองทัพอิรักบุกเข้าไป การไล่ล่าผู้ก่อการร้ายในทุกที่ ภายใต้หลักการ “ถ้าคุณคุกคามอเมริกา จะไม่มีที่ใดปลอดภัยสำหรับคุณ” แผนการรบเป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องติดตามต่อไป ช่วงนี้เป็นเพียงช่วงเริ่มต้นเท่านั้น

            ประการที่ 2 ร่วมมือกับพันธมิตร
            ตั้งแต่แรกเริ่มประธานาธิบดีโอบามายืนยันว่าสหรัฐไม่สามารถทำในส่วนที่ชาวอิรักต้องทำเอง ทำนองเดียวกับที่ชาติอาหรับจะต้องมีส่วนเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของภูมิภาค
            เรื่องหนึ่งที่ประสบผลสำเร็จแล้วคือ อิรักได้รัฐบาลใหม่นำโดยนายกรัฐมนตรีไฮเดอร์ อัล-อาบาดี (Haider al-Abadi) ที่พยายามให้ทุกกลุ่มอำนาจมีส่วนร่วมในรัฐบาล คาดว่าสถานการณ์ในอิรักน่าจะดีขึ้นตามลำดับ
            ประธานาธิบดีโอบามาอธิบายว่า “วิธีที่ดีที่สุดในการเอาชนะกลุ่มอย่างพวก ISIL ไม่ใช่ด้วยการส่งกองกำลังอเมริกันจำนวนมากเข้าทำสงครามภาคพื้นในใจกลางตะวันออกกลาง วิธีการนั้นไม่ตอบสนองผลประโยชน์ของเรา อันที่จริงแล้ว วิธีการดังกล่าวจะยิ่งเติมเชื้อไฟให้กับลัทธิสุดโต่ง” วิธีที่เหมาะสมที่สุดในขณะนี้คือใช้กำลังทางอากาศ สนับสนุนพันธมิตรและหุ้นส่วน เพิ่มการสนับสนุนกองกำลังประเทศอื่นๆ ที่เข้ารบทางภาคพื้นดิน ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐบาลกำลังทำอยู่แล้ว และเป็นการแสดงให้โลกเห็นถึงภาวะผู้นำของอเมริกา
            ขณะนี้ชาติอาหรับ 10 ประเทศบรรลุข้อตกลงร่วมต่อต้านลัทธิก่อการร้าย ประเทศเหล่านี้ได้แก่ ซาอุดิอาระเบีย บาห์เรน อิรัก จอร์แดน คูเวต เลบานอน โอมาน กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
            สัปดาห์ที่ผ่านมาเครื่องบินรบของกองทัพอากาศซาอุฯ ได้เข้าร่วมปฏิบัติการโจมตี IS ในซีเรียร่วมกำลังกำลังประเทศอื่นๆ ตามแผนปราบปราม IS สนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอัสซาด นอกจากนี้ กาตาร์ บาห์เรนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้เข้าร่วมในปฏิบัติการ
            นอกจากชาติอาหรับแล้ว ชาติสมาชิกอียูหลายประเทศได้เข้าร่วมด้วย ประเทศที่ให้ความร่วมมืออย่างกระตือรือร้น ได้แก่ ฝรั่งเศส อังกฤษ รวมทั้งออสเตรเลียที่ได้ส่งเครื่องบินรบข้าร่วม 10 ลำ และเจ้าหน้าที่อีก 600 นาย ไปจำการที่ฐานทัพในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

            ประการที่ 3 ไม่ส่งกองกำลังเข้ารบภาคพื้นดิน
            ประเด็นการไม่ส่งทหารเข้าร่วมรบทางภาคพื้นดินเป็นเรื่องที่ประธานาธิบดีโอบามายืนยันตั้งแต่ต้นว่า “จะไม่ยอมให้สหรัฐถูกลากเข้าไปในการสู้รบในอิรักอีกครั้ง” แต่จะแก้ไขปัญหาทั้งในอิรักกับซีเรียด้วยวิธีอื่นๆ
            และเมื่อรวมกลุ่มเป็นกองกำลังร่วมนานาชาติ รัฐบาลต่างๆ แสดงจุดยืนว่าจะไม่ส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดิน ยืนยันว่าเป็นบทบาทของกองทัพรัฐบาลอิรัก

            ประการที่ 4 เสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพมิตรประเทศ
            การเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพมิตรประเทศเป็นเรื่องสำคัญ ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา สหรัฐได้ส่งเจ้าหน้าที่นับพันนายเพื่อฝึกฝนกองกำลังรัฐบาลอิรักและพวกเคิร์ด สนับสนุนด้านการข่าวและเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ
            ทางด้านซีเรีย รัฐบาลโอบามาประกาศจะให้การสนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอัสซาดต่อไป และจะเพิ่มเรื่องการให้อาวุธและฝึกการใช้อาวุธที่มีสมรถภาพสูง เช่นเดียวกับที่ซาอุฯ ประกาศว่าจะร่วมช่วยฝึกและติดอาวุธให้กับฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอัสซาด

ประการที่ 5 ตัดช่องทางสนับสนุน ยับยั้งการเดินทาง
            นาย Nickolay Mladenov ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวถึง IS ว่า “เมื่อดูจากเรื่องการเงิน อาวุธต่างๆ ยานพาหนะที่ ISIL เป็นเจ้าของ เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นองค์กรที่ได้เงินทุนสนับสนุนค่อนข้างดี” ISIL ได้รับการสนับสนุนการเงิน และสิ่งต่างๆ จากหลายแหล่ง ส่วนกองกำลังที่ข้ามจากซีเรียเข้ามายังอิรัก “ได้รับการฝึก ติดอาวุธและเตรียมตัวอย่างดี”
            หนึ่งในยุทธศาสตร์ที่สำคัญจึงต้องตัดกำลังบำรุงเหล่านี้ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาคณะมนตรีความมั่นคงมีข้อมติห้ามประเทศใดๆ ทำการซื้อขายน้ำมันกับกลุ่มก่อการร้ายในซีเรียและอิรัก ประเทศที่ฝ่าฝืนอาจถูกนานาชาติคว่ำบาตร เพราะถือว่าเป็นการสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ก่อการร้าย

            รัฐบาลชาติอาหรับสำคัญๆ อย่างเช่นซาอุดิอาระเบียออกแถลงการณ์ยืนยันว่าไม่ได้สนับสนุนผู้ก่อการร้ายไม่ว่าจะเป็นอัลกออิดะห์หรือ IS ประเทศซาอุดิอาระเบียปรารถนาที่จะเห็น “เครือข่ายของอัลกออิดะห์ทั้งหมดพ่ายแพ้และถูกทำลาย รวมทั้ง Islamic State of Iraq and Al Sham (ISIS) ที่กำลังปฏิบัติการในอิรัก” “ซาอุดิอาระเบียไม่ได้ช่วยเหลือ ISIS หรือกลุ่มก่อการร้ายใดๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเงินหรือกำลังใจ”
            อีกประเด็นคือ การยับยั้งการเดินของผู้ก่อการร้าย ประธานาธิบดีโอบามากล่าวถึงข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคง ที่นานาชาติจะร่วมมือป้องกันการรับสมาชิก การเดินทางของผู้ก่อการร้าย IS “ประเทศทั้งหลายต้องป้องกันไม่ให้ผู้ก่อการร้ายหรือกลุ่มก่อการร้ายเคลื่อนที่ผ่านดินแดนของตนเอง”
            ข้อตกลงดังกล่าวรวมถึงการไม่ยอมรับอุดมการณ์อันน่าเกลียดชัง (hateful ideology) ของกลุ่มก่อการร้าย และนำตัวคนเหล่านี้มาสู่กระบวนยุติธรรม

            ประการที่ 6 การให้ความช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชน
            ความช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชนเป็นอีกหัวข้อที่สำคัญมาก เพราะความขัดแย้งทั้งในซีเรียกับอิรักทำให้เกิดผู้อพยพลี้ภัยนับล้านคน ข้อมูลจากสหประชาชาติรายงานตัวเลขเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ชี้ว่าชาวอิรักว่า 700,000 คนได้อพยพไปอยู่ในเขตชาวเคิร์ด อีก 220,000 คนอยู่ในซีเรีย ส่วนผู้ลี้ภัยจากซีเรียมีมากกว่า 2 ล้านคนแล้ว
ปัญหาเฉพาะหน้าคือภาระการดูแลคนเหล่านี้ งบประมาณที่สหประชาชาติสนับสนุนไม่เพียงพอ รัฐบาลของประเทศที่รับผู้ลี้ภัยต้องออกเงินช่วยส่วนหนึ่ง และคาดว่าเป็นภาระที่ต้องแบกรับอีกหลายปี
            นอกจากความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ยังรวมถึงการช่วยการบูรณะและฟื้นฟูชุมชนอีกอนาคตด้วย

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป ตอนแรก:
            จนบัดนี้ รัฐบาลโอบามายังไม่ใช้คำว่า “ทำสงครามกับ IS” ในขณะที่ IS แถลงอย่างชัดเจนให้สมาชิกสังหารชาวตะวันตกทุกประเทศที่เข้าร่วมโจมตี IS ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นทหารหรือพลเรือน ดังนั้น โอกาสที่ IS จะก่อความรุนแรงในประเทศอื่นๆ ย่อมมีตลอดเวลา เช่นเดียวกับการปราบปรามที่ประธานาธิบดีโอบามาเปรียบ IS เหมือนมะเร็งร้ายต้องกินเวลาอีกนาน และกำลังลุกลามไปสู่ประเทศต่างๆ อย่างชัดเจนมากขึ้นทุกที มีความเป็นไปได้ว่ายุทธศาสตร์ปราบปราม IS จำต้องปรับปรุงเพื่อตอบสนองสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ
            บทความในตอนหน้าจะเป็นข้อวิพากษ์ที่เกิดขึ้นอันเนื่องจากยุทธศาสตร์ต่อต้าน IS เพราะยุทธศาสตร์ดังกล่าวแฝงไว้ด้วยนโยบายต่างๆ อีกหลายข้อ แสดงให้เห็นถึงความแยบยลของการดำเนินนโยบายต่างประเทศ และที่สำคัญคือเป็นยุทธศาสตร์ที่มีผลต่อภูมิภาคตะวันออกกลางทั้งหมด และคงจะดำเนินต่อเนื่องอีกหลายปี
-----------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
ในมุมหนึ่งประธานาธิบดีโอบามาชี้ว่า IS เป็นภัยคุกคาม ต้องกำจัดอย่างถอนรากถอนโคน ในอีกมุมหนึ่งชี้ว่าการปราบปราม IS ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องลงมือทันที ที่สำคัญคือต้องรอความร่วมมือจากประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะพวกซุนนี เมื่อวิเคราะห์แล้วนำสู่คำถามว่ารัฐบาลโอบามามีความตั้งใจปราบปรามกองกำลัง IS มากน้อยเพียงใด ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น 

ISIS/ISIL เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นอย่างมีเป้าหมายเฉพาะ กำลังก่อการทั้งในซีเรียกับอิรัก การปรากฏตัวของกลุ่มสะท้อนปัญหาการเมืองภายในอิรักที่เรื้อรังมานาน ความแตกแยกของฝ่ายต่างๆ การจะกำจัด ISIS/ISIL อย่างถอนรากถอนโคนคงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนหลายอย่าง รวมทั้งมีประเทศผู้ให้การสนับสนุน น่าติดตามกลุ่มดังกล่าวจะนำอิรักสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ มีผลกระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างไร

บรรณานุกรม ตอนที่ 1:
1. Alliance to curb flow of funds, fighters to Islamic State. (2014, September 12). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/news/628601) (Statement by the President on ISIL. (2014, September 10). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/09/10/statement-president-isil-1
2. Anti-ISIS meeting kicks off in Paris. (2014, September 15). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/middle-east/2014/09/15/Paris-conference-on-Iraq-to-be-held-today-.html
3. Dakroub, Hussein. (2014, September 24). Nasrallah: Lebanon must not join U.S. anti-terror coalition. The Daily Star. Retrieved from http://www.dailystar.com.lb/News/Lebanon-News/2014/Sep-24/271761-nasrallah-lebanon-must-not-join-us-anti-terror-coalition.ashx#axzz3EDmpEZ7V
4. Kingdom's statement on networks fighting in Iraq. (2014, June 18). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/news/588646
5. Reinl, James. (2014, August 13). Kurdish-Americans Thank Obama for Airstrikes. RUDAW. Retrieved from http://rudaw.net/english/world/120820142
6. Remarks by the President at U.N. Security Council Summit on Foreign Terrorist Fighters. (2014, September 24). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/09/24/remarks-president-un-security-council-summit-foreign-terrorist-fighters
7. Security Council adopts resolution prohibiting buying oil from terrorists in Syria and Iraq. (2014, July 28). SANA. Retrieved from http://www.sana.sy/en/?p=8377
8. Statement by the President. (2014, August 7). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/08/07/statement-president
9. Statement by the President on ISIL. (2014, September 10). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/09/10/statement-president-isil-1
10. UN Envoy for Iraq: ISIL Militants Well-Funded. (2014, June 26). FNA. Retrieved from http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13930405000725
11. Wahab, Siraj. (2014, September 12). US-Arab coalition vows to crush. Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/featured/news/629026
12. WEEKLY ADDRESS: We Will Degrade and Destroy ISIL. (2014, September 13). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/09/13/weekly-address-we-will-degrade-and-destroy-isil
---------------------------

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

ติดอาวุธพวกเคิร์ด ต่อต้านผู้ก่อการร้าย ป้องกัน IS ปะทะอิหร่าน (ตอนจบ)

14 กันยายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6522 วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/1980064)

            ความพยายามต่อต้านกองกำลังรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) ที่หลายประเทศทั้งชาติตะวันตก ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังปรึกษาหารือ มีข้อสรุปเป็นรูปธรรมชัดเจนมากขึ้นตามลำดับ ผลกระทบสำคัญอย่างหนึ่งคือทำให้ภูมิภาคเคิร์ดมีความเป็นรัฐอธิปไตยเพิ่มขึ้นดังที่ได้อธิบายในบทความตอนที่แล้ว การติดอาวุธพวกเคิร์ดเท่ากับเป็นการปกป้องและยอมรับ “การมีตัวตน” ของพวกเขา ประเทศอิรักจึงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
            การติดอาวุธพวกเคิร์ด เพิ่มขีดความสามารถของกองทัพอิรัก ในด้านหนึ่งอธิบายได้ว่าคือการปกป้องพื้นที่ 2 ส่วนนี้ แต่หากมองให้ลึกกว่านั้น เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับอิหร่านโดยตรง และอาจกว้างขึ้นกว่านั้นถ้าตีความว่ากระทบต่อผู้ศรัทธาผู้เชื่อของแต่ละฝ่ายที่กระจายหลายประเทศทั่วโลก บทความนี้จะวิเคราะห์ในแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านโดยตรง

ยุทธศาสตร์ปิดล้อม IS :
            สถานการณ์ที่ปรากฏ ณ ขณะนี้ คือการก่อการของกองกำลังรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) ในซีเรียกับอิรัก องค์การนาโตอันมีสหรัฐเป็นแกนนำร่วมกับประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางพร้อมใจประกาศต่อต้าน ปราบปราม IS อย่างถึงที่สุด
            เมื่อพิจารณามาตรการที่ประกาศล่าสุด แนวทางที่จะดำเนินการคือสนับสนุนการโจมตีทางอากาศ ตัดช่องทางสนับสนุนการเงินแก่ IS ติดอาวุธให้กับกองทัพอิรัก พวกเคิร์ด และอื่นๆ เช่น สนับสนุนการข่าว ส่วนการปราบปรามอย่างถอนรากถอนโคนนั้น ประธานาธิบดีโอบามากล่าวอีกครั้งอย่างชัดเจนว่า การรบภาคพื้นดิน “จำต้องทำให้บรรดาเผ่าซุนนีต่างๆ ในหลายพื้นที่ตระหนักว่า พวกเขาไม่อาจฝากอนาคตไว้กับลัทธิสุดโต่งของ ISIL และหันมาสู้กับ ISIL
            ทว่าการเมืองในอิรักยังไม่ชัดเจน แม้ว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมานายไฮเดอร์ อัล-อาบาดี (Haider al-Abadi) ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอิรักคนใหม่อย่างเป็นทางการ และได้ผู้เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเกือบครบทุกตำแหน่ง แต่ยังไม่มีทีท่าว่าพร้อมจะส่งกองทัพอิรักเข้าปราบปราม IS ประเด็นสำคัญที่สุดยังอยู่ที่ความร่วมมือจากพวกซุนนีท้องถิ่น
            ในขณะที่นับวัน IS สามารถลงหลักปักฐานในอิรักอย่างมั่นคงมากขึ้น มีผู้เข้าร่วมขบวนการมากขึ้น ล่าสุดซีไอเอประเมินว่า IS มีกองกำลังทั้งหมดที่อยู่ในซีเรียกับอิรักราว 31,000 นาย มากกว่าประเมินครั้งก่อนถึง 3 เท่าตัว ส่วน Syrian Observatory for Human Rights ประเมินว่ามีกว่า 50,000 นายแล้ว

แผนสร้างรัฐกันชน ป้องกัน IS ปะทะอิหร่าน :
            ในแง่มุมหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าสหรัฐกับพันธมิตรยังไม่เร่งรีบปราบปราม IS มุ่งให้ความสำคัญกับการบั่นทอนกำลัง การปิดล้อมและสกัดกั้นอิทธิพลเป็นหลัก
            ฝ่าย IS ก็มีข้อจำกัดในตัวเองเช่น คือ ต้องปฏิบัติการในเขตพื้นที่ที่คนท้องถิ่นสนับสนุน (หรือไม่ค่อยต่อต้าน) ดังนั้น แม้ว่า IS มีกองกำลังมากขึ้น และมีอาวุธหนักเพิ่มขึ้นจำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่อาจต่อกรกับกองทัพของประเทศใกล้เคียงที่มีความพร้อมรบ ไม่อาจต่อกรกับกองทัพอิหร่าน อิรัก (ในพื้นที่ถิ่นอาศัยชีอะห์) แต่ข้อจำกัดเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า IS จะไม่ใช้วิธีลอบโจมตี ซุ่มโจมตีตามแบบฉบับการรบแบบกองโจร ที่คอยรังควานแนวชายแดนหรือแอบรุกเข้าไปในดินแดนฝ่ายตรงข้าม หรืออาจใช้ “อาวุธพิเศษ” ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ผลลัพธ์ที่ได้คือจะทำให้สถานการณ์ภูมิภาคตึงเครียด ประเทศที่ถูกโจมตีต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง รวมถึงการส่งกองทัพเข้าปราบปราม IS ซึ่งประเทศที่ทำเช่นนั้นมีความชอบธรรมไม่น้อยเลยทีเดียว
            แต่หากประเทศที่ส่งกองทัพเข้าปราบปราม IS เป็นอิหร่าน น่าคิดว่าจะเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ในภูมิภาคหรือไม่ ท่าทีของรัฐบาลอิหร่านที่ผ่านมาชี้ว่าอิหร่านระมัดระวังไม่ต้องการให้เกิดภาพสงครามระหว่างซุนนีกับชีอะห์

สงครามซุนนีกับชีอะห์ :
            กระแสสงครามศาสนาระหว่างพวกซุนนีกับชีอะห์ เริ่มปรากฏชัดเจนตั้งแต่ IS เริ่มรุกครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน นาย Nickolay Mladenov ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติ เคยเตือนว่าปัญหาของอิรักไม่อาจแก้ด้วยการใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว ต้องใช้กระบวนทางการเมืองด้วย นอกจากนี้ ความขัดแย้งอาจบานปลายเป็นสงครามศาสนาระหว่างประเทศเพื่อนบ้านที่ต่างได้แสดงจุดยืนค่อนข้างแน่ชัด
            นาย Mladenov ประเมินตั้งแต่ต้นว่า IS ไม่เข้มแข็งพอที่จะรุกคืบยึดกรุงแบกแดด เพราะกรุงแบกแดดเต็มด้วยทหารอิรัก (ไม่นับรวมประชาชนชีอะห์ที่จับอาวุธต่อต้านผู้ก่อการร้าย)

            ในช่วงนั้น แกรนด์ อยาตุลเลาะห์ อาลี ซิสตานี (Grand Ayatollah Ali Al-Sistani) ผู้นำจิตวิญญาณชีอะห์ในอิรัก ประกาศอย่างชัดแจ้งขอให้ “พลเมืองทุกคน โดยเฉพาะในเขตที่มีทั้งพวกซุนนีกับชีอะห์อาศัยอยู่ด้วยกัน จะต้องยับยั้งชั่งใจมากที่สุดและกระชับความสัมพันธ์สองฝ่ายด้วยความรัก หลีกเลี่ยงการแสดงออกทางศาสนาที่อาจส่งผลต่อเอกภาพของประเทศอิรัก และหลีกเลี่ยงการใช้อาวุธทุกอย่างที่อยู่นอกเหนือความเป็นกองทัพอิรัก”
            จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ IS กำลังรุกหนักนั้น มีกระแสของสงครามศาสนาอย่างชัดเจน จนผู้นำจิตวิญญาณชีอะห์อิรักเรียกร้องให้ต่อสู้กับ “ผู้ก่อการร้าย” ไม่ใช่ต่อสู้เพื่อ “นิกายศาสนา” ต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกชักจูงว่าเป็นสงครามระหว่างชีอะห์กับซุนนี ย้ำว่า ISIL คือผู้ก่อการร้ายไม่ใช่พวกซุนนี ในขณะที่ ISIL มีเป้าต่อต้านชีอะห์อย่างชัดเจน ความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในอิรักเป็นหลักฐานที่ชัดเจน

            ทางด้านรัฐบาลอิหร่านก็แสดงท่าทีระมัดระวังไม่ให้เป็นสงครามศาสนาเช่นกัน เช่น เมื่อมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลโอบามาต้องการร่วมมือกับอิหร่านเพื่อกำจัดกองกำลัง IS ในอิรัก โดยสหรัฐจะสนับสนุนการรบทางอากาศ และให้อิหร่านส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดิน ทางการอิหร่านปฏิเสธทันควัน นายโมฮัมหมัด จาวัด ซารีฟ (Mohammad Javad Zarif) รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่ากองกำลังอิรักทั้งหมดมีศัตรูร่วม นั่นคือผู้ก่อการร้าย ไม่มีกองกำลังอิหร่านในอิรัก แต่อิหร่านพร้อมที่จะช่วยอิรักและพวกเคิร์ด และย้ำว่าลัทธิก่อการร้าย ลัทธิสุดโต่งในอิรักเป็นภัยคุกคามต่อโลก เป็นภัยคุกคามต่อทั้งพวกชีอะห์ ซุนนีและพวกเคิร์ด
            การให้ความร่วมมือของอิหร่าน ขยายความได้ว่า รัฐบาลโรฮานีอยู่ในช่วงเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ประสบปัญหาหนักมาหลายปี นี่คือนโยบายสำคัญที่สุด ในการนี้จำต้องฟื้นฟูความสัมพันธ์กับนานาประเทศ รวมทั้งเพื่อนบ้านอาหรับ จึงไม่ต้องการให้มีเหตุการณ์ใดๆ มาทำลายบรรยากาศ

            การส่งกำลังเข้าร่วมรบให้อิรัก อาจเป็นโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามหรือผู้ไม่หวังดีสร้างกระแสสงครามระหว่างนิกาย IS หรือพวกซุนนีบางกลุ่มบางฝ่ายในประเทศต่างๆ ทั่วโลกอาจประกาศญิฮาดกับชีอะห์ ส่งผลต่อการฟื้นฟูประเทศอิหร่านอย่างรุนแรง

            มีผู้พยายามพูดถึงผลประโยชน์ที่อิหร่านจะได้หากร่วมมือกับสหรัฐ เช่น ปัญหาอันเนื่องจากโครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่านที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจา การยกเลิกการคว่ำบาตร การปรับความสัมพันธ์ทวิภาคีกับสหรัฐ ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐบาลอิหร่านให้ความสำคัญและเรียกร้องมาโดยตลอด
            ประเด็นที่เป็นคำถามคือ รัฐบาลโอบมามีอำนาจมากพอที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายเหล่านี้อย่างมีนัยสำคัญและยั่งยืนหรือไม่ หรือว่าเป็นเพียงการหยิบยื่นผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ชั่วครั้งชั่วคราวแก่อิหร่าน หากเชื่อว่ายุทธศาสตร์แม่บทของสหรัฐคือจัดการอิหร่าน ดังเช่นการโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน ดังนั้น การเข้าทำสงครามปราบปราม IS ในอิรักจึงได้ไม่คุ้มเสีย

            ข้อเท็จจริงคือ ทางการอิหร่านไม่เคยไว้ใจรัฐบาลสหรัฐและไม่เชื่อว่าจะรัฐบาลโอบามาจะมีอำนาจเพียงพอ ยังมีประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกหลายประเทศ เช่น อิสราเอล

            โดยสรุปคือ รัฐบาลโรฮานีตัดสินใจอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นว่า จะไม่เข้ายุ่งเกี่ยวจนเป็นเหตุให้เหตุการณ์บานปลายกลายเป็นสงครามศาสนา การสร้างรัฐกันชนจึงตอบโจทย์ เป็นแนวป้องกันไม่ให้กองกำลัง IS รุกเข้ามาในดินแดนของอิหร่าน

            เมื่อดูแผนที่จะเห็นภาพอย่างชัดเจนว่า ณ ขณะนี้ กองกำลัง IS มีอิทธิพลอยู่ในทางภาคเหนือและภาคตะวันออกของซีเรีย (ซึ่งติดต่อกับอิรัก) ส่วนในอิรักนั้น IS มีอิทธิพลอยู่ในภาคเหนือและภาคตะวันตก
            ถ้ามองเฉพาะอิรัก สามารถแบ่งประเทศอิรักในขณะนี้อย่างง่ายๆ โดยแบ่งเป็น “อิรักตะวันออก” กับ “อิรักตะวันตก” ฝั่งอิรักตะวันตกคือพื้นที่ที่อยู่ใต้อิทธิพลของ IS ส่วนอิรักตะวันออกซึ่งมีพรมแดนติดกับอิหร่านนั้น สามารถแบ่งออกเป็นตอนเหนือกับตอนใต้ “อิรักตะวันออกตอนเหนือ” คือพื้นที่อิทธิพลของพวกเคิร์ด ส่วน “อิรักตะวันออกตอนใต้” คือพื้นที่อิทธิพลของรัฐบาลแบกแดดและเป็นถิ่นอาศัยของพวกชีอะห์
            หนึ่งในยุทธศาสตร์ปราบปราม IS คือสกัดกั้น IS ให้จำกัดอยู่ใน “อิรักตะวันตก” เท่านั้น และเสริมสร้าง “อิรักตะวันออก” ให้เป็นแนวป้องกันหรือรัฐกันชน ไม่ให้ IS ขยายอิทธิพลไปทางตะวันออกมากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งท้ายที่สุดจะเกิดการปะทะกับอิหร่าน

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            บทความนี้อธิบายในประเด็นว่า การก่อการของ IS มีผลต่อการสร้างกระแสสงครามระหว่างนิกาย ซึ่งรัฐบาลอิหร่านระมัดระวังตัวอย่างยิ่ง ผลลัพธ์คือติดอาวุธให้กับพวกเคิร์ด สนับสนุนรัฐบาลแบกแดด เพื่อให้อิรักตะวันออกกลายเป็น “รัฐกันชน” ป้องกันไม่ให้กองกำลัง IS เข้ามาก่อกวน สร้างสถานการณ์ให้ลุกลามบานปลาย กลายเป็นสงครามระหว่าง IS กับอิหร่าน
            ยุทธศาสตร์ปราบปราม IS ที่กำลังพูดถึงในขณะนี้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน เป็นผลประโยชน์ของหลายประเทศหลายกลุ่มที่ต่างมุ่งหวังใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ และสร้างยุทธศาสตร์ที่เอื้อประโยชน์แก่ตนมากที่สุด ไม่ได้ตอบสนองประเทศใดเพียงประเทศเดียว และไม่ใช่ประเทศใดเพียงประเทศเดียวที่สามารถควบคุมยุทธศาสตร์ทั้งหมด นโยบายบางข้อมีทั้งผลดีและผลเสียในตัวเอง เช่น การโจมตีทางอากาศ สถานการณ์ที่เกิดจากการก่อการของ IS ยังมีเป็นประเด็นสำคัญๆ ที่น่าติดตามและวิเคราะห์อีกมาก ระบบระเบียบภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังเปลี่ยนแปลง
-----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
รัฐบาลชาติตะวันตกหลายประเทศหยิบยกประเด็นพลเรือนของตนที่เข้าร่วม IS จะกลับมาก่อเหตุก่อการร้ายที่บ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง จึงเห็นว่าควรดำเนินมาตรการป้องกันหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการติดอาวุธพวกเคิร์ด ซึ่งเป็นการปิดล้อมพื้นที่อิทธิพลของกองกำลัง IS ไม่ให้ขยายออกไปทางทิศตะวันออกให้มากกว่าที่เป็นอยู่ แต่ผลกระทบต่อประเทศอิรักคือพวกเคิร์ดมีความเป็นอธิปไตยมากขึ้น เท่ากับว่าอิรักสูญเสียอธิปไตย

ในมุมหนึ่งประธานาธิบดีโอบามาชี้ว่า IS เป็นภัยคุกคาม ต้องกำจัดอย่างถอนรากถอนโคน ในอีกมุมหนึ่งชี้ว่าการปราบปราม IS ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องลงมือทันที ที่สำคัญคือต้องรอความร่วมมือจากประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะพวกซุนนี เมื่อวิเคราะห์แล้วนำสู่คำถามว่ารัฐบาลโอบามามีความตั้งใจปราบปรามกองกำลัง IS มากน้อยเพียงใด ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น 

วิกฤตอิรักรอบใหม่ที่เริ่มต้นเมื่อเดือนมิถุนายน ในตอนแรกนั้นสื่อมุ่งกล่าวถึงกองกำลัง ISIL/ISIS ที่สามารถยึดครองหลายเมืองได้อย่างรวดเร็ว แต่ล่าสุดการบรรยายเหตุการณ์ในอิรักให้ความสำคัญกับการลุกฮือของพวกซุนนีอิรัก ภาพวิกฤตอิรักจึงกลายเป็นสงครามระหว่างรัฐบาลชีอะห์ผู้กดขี่ข่มเหงประชาชน (โดยเฉพาะพวกซุนนี) กับฝ่ายต่อต้าน ซึ่งส่วนใหญ่คือประชาชนอิรักผู้นับถือนิกายซุนนี กองกำลัง ISIL สถานการณ์ในอิรักจึงคล้ายสงครามกลางเมืองซีเรียมากขึ้นทุกที

บรรณานุกรม:
1. Iran proved it backs Iraq in tough times: Barzani. (2014, August 27). Tehran Times. Retrieved from http://tehrantimes.com/politics/117981-iran-proved-it-backs-iraq-in-tough-times-barzani
2. ISIS Sanctuary Map: September 10, 2014. (2014, September 10). The Institute for the Study of War. Retrieved from http://www.understandingwar.org/backgrounder/isis-sanctuary-map-september-10-2014
3. Islamic State fighter estimate triples - CIA. (2014, September 12). BBC. Retrieved from http://www.bbc.com/news/world-middle-east-29169914
4. Islamic State 'has 50,000 fighters in Syria'. (2014, August 19). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/middleeast/2014/08/islamic-state-50000-fighters-syria-2014819184258421392.html)
5. Mamouri, Ali. (2014, June 16). Sistani stresses need for unity over sectarianism in battle for Iraq. Al Monitor. Retrieved from http://www.al-monitor.com/pulse/originals/2014/06/iraq-isis-crisis-sistani-avoid-sectarianism.html
6. Remarks by President Obama at NATO Summit Press Conference. (2014, September 5). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/09/05/weekly-address-time-give-middle-class-chance
7. UN Envoy for Iraq: ISIL Militants Well-Funded. (2014, June 26). FNA. Retrieved from http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13930405000725
--------------------------

วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557

โรคอีโบลา (Ebola) ภัยคุกคามที่ไม่ธรรมดา

11 กันยายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ได้รับการเผยแพร่ผ่าน ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2557, http://www.thaiworld.org/thn/thailand_monitor/answera.php?question_id=1384)

            โรคอีโบลา (Ebola) ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ มนุษย์รู้จักโรคนี้ตั้งแต่ปี 1976 เกือบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมามีการแพร่ระบาดน้อยใหญ่ทั้งหมด 24 ครั้ง ครั้งล่าสุดที่กำลังระบาดในขณะนี้มีความรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านเนื่องจากเชื้อกระจายหลายประเทศ มีผู้เสียชีวิตเกือบ 1,600 รายและยังคงเพิ่มมากขึ้น องค์การอนามัยโลกประเมินล่าสุดว่ามีผู้ติดเชื้อทั้งหมดราว 20,000 ราย ความน่ากลัวของโรคนี้คือผู้ติดเชื้อมีอัตราเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 50 - 90 เนื่องจากยังไม่มียารักษา ไม่มีวัคซีนป้องกันโรค และสามารถแพร่ระบาดง่าย ผ่านการติดต่อจากสารคัดหลั่งต่างๆ เช่น เลือด อาเจียน อุจจาระ การมีเพศสัมพันธ์ การติดเชื้อในมนุษย์เกือบทั้งหมดเกิดจากการติดต่อระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ที่อยู่ด้วยกันใกล้ชิด เช่น ระหว่างคนไข้กับคนในโรงพยาบาล ผู้ติดเชื้อกับคนในครอบครัว
            ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อมากเป็นประวัติการณ์ การแพร่ระบาดได้สร้างผลกระทบไม่เพียงต่อชีวิตเท่านั้น ยังมีผลต่อด้านอื่นๆ มากมาย ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ดังนี้

ผลของโรคอีโบลาต่อเศรษฐกิจสังคม :
          ถ้าไม่นับรวมเรื่องผู้เสียชีวิตแล้ว ปัญหาต่อเศรษฐกิจสังคม คือผลกระทบที่เห็นเด่นชัดและรวดเร็วที่สุด
          ประการแรก ระบบเศรษฐกิจการค้าภายในประเทศหยุดชะงัก
            เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดและความปลอดภัยของคนงาน กิจการหลายแห่งประกาศหยุดงานชั่วคราว เช่น กิจการเหมือง การผลิตน้ำมันปาล์มในประเทศไลบีเรีย การปลูกโกโก้ ถั่ว และข้าวในประเทศเซียร์ราลีโอน (Sierra Leone) ในขณะที่พ่อค้าระมัดระวังที่จะเข้าไปรับซื้อสินค้าเกษตรในพื้นที่แพร่ระบาดหนัก ทำให้ผลผลิตการเกษตรเหลือค้าง เสียหาย โดยเฉพาะพวกโกโก้กับกาแฟ
            นอกจากนี้ ตลาดสดในชุมชนบางแห่งพลอยปิดกิจการด้วย เหลือไม่กี่ร้านเท่านั้นที่ยังกล้าหาญพอที่จะเปิดร้าน
            เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ความกลัวที่จะติดเชื้อ หลายฝ่ายเน้นให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน พยายามเดินทางให้น้อยที่สุด มาตรการต่างๆ แม้จะช่วยป้องกันการแพร่ระบาดแต่กลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจสังคมเพราะคนงานเริ่มขาดรายได้ ประชาชนพากันอพยพเนื่องจากความอดยาก
          ประการที่สอง ผลกระทบต่อการลงทุนจากต่างประเทศ
            นับจากที่เกิดเหตุแพร่ระบาดรุนแรง บรรดาห้างร้าน โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศไลบีเรีย เซียร์ราลีโอน กินี (Guinea) และไนจีเรีย ต่างพากันปิดกิจการชั่วคราว เนื่องจากกลัวการแพร่ระบาด
            นาย Philippe Hugon ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย IRIS ของฝรั่งเศส อธิบายว่าภัยคุกคามที่สำคัญร้ายแรงมากที่สุดคือ นักลงทุนต่างชาติพากันถอนตัวออกจากภูมิภาค ขณะนี้เจ้าของธุรกิจต่างชาติกำลังชั่งน้ำหนักว่าควรอยู่ต่อหรือควรถอนตัวกลับประเทศ ผลจากโรคอย่างอีโบลากับเอดส์ ทำให้กินี เซียร์ราลีโอน และไลบีเรียกลายเป็นประเทศที่อันตรายต่อชีวิตมากที่สุด

            การยกเลิกการเดินทาง การระงับเที่ยวบินสู่ประเทศที่มีการแพร่ระบาด เป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญ ทางการสหรัฐฯ กับอีกหลายประเทศได้เตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงเดินทางไปสู่ประเทศที่มีเหตุติดเชื้อ แต่ไม่ว่าจะมีประกาศเตือนจากรัฐบาลหรือไม่ บรรดานักธุรกิจ นักท่องเที่ยวต่างชาติย่อมไม่คิดนำชีวิตไปเสี่ยงกับการติดเชื้อที่ไม่มียา ไม่มีวัคซีน โอกาสรอดต่ำมาก
            สายการบินต่างประเทศหลายแห่งระงับเที่ยวบินสู่แอฟริกาตะวันตก บางสายการบินที่ยังให้บริการบางครั้งต้องระงับบางเที่ยวบิน เนื่องจากมีผู้โดยสารน้อยเกินไป ล่าสุดเหลือเพียง Royal Air Morocco เพียงสายการบินเดียวเท่านั้นที่บินสู่เซียร์ราลีโอน สายการบินแอร์ฟรานซ์ กับบริติช แอร์เวย์ ซึ่งเป็นสายการบินสำคัญที่ขนส่งผู้โดยสารระหว่างยุโรปกับแอฟริกา ระงับเที่ยวบินสู่ประเทศนี้ และคาดว่าจะระงับเที่ยวบินจนถึงปีหน้า จนกว่าการระบาดจะสิ้นสุด
            การระงับเที่ยวบินต่างๆ เป็นสัญญาณบ่งชี้อนาคตการค้าการลงทุนกับต่างชาติ ภาวะซบเซาของธุรกิจท่องเที่ยวของประเทศเหล่านี้

            นอกจากนี้ สินค้าของประเทศเหล่านี้กลายเป็นสินค้าต้องห้าม ผู้บริโภคต่างชาติหลายคนกังวลอย่างหนัก ถึงขั้นไม่กล้าซื้อสินค้า ผลิตผลทางการเกษตร อาหารจากประเทศที่มีข่าวเชื้อแพร่ระบาด ด้วยเกรงว่าสินค้านำเข้าเหล่านี้จะพาเชื้ออีโบลาเข้ามาด้วย มีความวิตกว่าสินค้าบางอย่างที่ลักลอบนำเข้าสหรัฐฯ เช่น เนื้อสัตว์ป่าจะเป็นต้นเหตุทำให้ชาวอเมริกันติดเชื้อ โดยปกติแล้วอาหารป่าเหล่านี้สามารถหาซื้อได้ในชุมชนแอฟริกันในเมืองต่างๆ เฉพาะที่นิวยอร์ก มีชาวแอฟริกาตะวันตกอาศัยอยู่ถึง 77,000 คน
            ไม่ว่าสินค้าจากแอฟริกาจะมีความเสี่ยงนำเชื้ออีโบลามาด้วยมากน้อยเพียงใด เชื่อว่าบรรดาผู้ที่เคยบริโภคสินค้าเหล่านี้คงหันไปซื้อสินค้าประเทศอื่นๆ แทนหมดแล้ว ปัญหาจึงตกกับประเทศผู้ส่งออกเป็นหลัก
            ตราบใดที่การแพร่ระบาดยังไม่สิ้นสุด ประเทศเหล่านี้เหมือนประเทศที่ถูกคว่ำบาตรด้านการค้าการลงทุนจากนานาชาติ เป็นการยากลำบากอย่างยิ่งที่ประเทศซึ่งยากจนอยู่แล้วจะพัฒนาเศรษฐกิจสังคมให้เจริญรุ่งเรือง
          ประการที่สาม สร้างภาระแก่รัฐและสังคมโดยไม่จำเป็น
            การป่วยหนักของสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว ย่อมกลายเป็นภาระแก่คนในครอบครัวที่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล หากผู้เจ็บป่วยเป็นผู้สร้างรายได้ รายได้ของครอบครัวส่วนนั้นจะหดหายไปด้วย อีกทั้งคนในครอบครัวที่ทำหน้าที่ดูแลอาจต้องสูญเสียโอกาสสร้างรายได้อีกส่วนหนึ่งด้วย ยิ่งถ้าเป็นคนยากคนจนแล้ว จะยิ่งเป็นภาระหนัก หลายครอบครัวต้องกู้หนี้ยืมสิน

            ในภาครัฐบาล การมีผู้เจ็บป่วยเพิ่มมากขึ้น หมายถึงต้องเพิ่มการจ้างบุคลากรทางการแพทย์ ต้องสร้างสถานพยาบาลเพิ่มเติม ในขณะที่เศรษฐกิจซบเซา รัฐมีรายได้ลดน้อยลง

            ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างภาระแก่สังคมโดยไม่จำเป็น แทนที่จะใช้จ่ายเงินดังกล่าวเพื่อการศึกษา เพื่อเก็บออม เพื่อการพัฒนาประเทศ นาย Donald Kaberuka ประธานธนาคารแอฟริกันเพื่อการพัฒนา (African Development Bank) เตือนว่า “การแพร่ระบาดของโรคอีโบลาไม่เพียงเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุขเท่านั้น ยังเป็นวิกฤตเศรษฐกิจด้วย ... กระทบต่อกิจการหลายภาคส่วน”

            ในระดับประเทศ เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งหนึ่ง ย่อมสร้างความสูญเสียต่อประเทศอย่างมหาศาล และต้องอาศัยเวลานานหลายปีกว่าจะฟื้นตัวสู่สภาพเดิม เมื่อคิดถึงหลายประเทศในแอฟริกาที่มักประสบโรคอีโบลาแพร่ระบาดอยู่เนืองๆ ย่อมวิเคราะห์ได้ว่าด้วยเชื้อโรคเพียงชนิดเดียวได้สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อทั้งประเทศในทุกด้าน ส่งผลต่ออนาคตของประเทศที่ต้องทนทุกข์ยากอย่างไม่รู้จักสิ้นสุด

ผู้ติดเชื้อเพียงคนเดียว กระทบมากกว่าหนึ่งประเทศ :
            ความเข้าใจที่สำคัญคือ การแพร่ระบาดเริ่มต้นจากคนติดเชื้อเพียงคนเดียว และจากคนเพียงคนเดียวนี้แพร่ระบาดต่อคนอื่นๆ ทั้งหมดนับพันนับหมื่น
            เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่ว่าในแต่ละวัน มีผู้คนนับล้านเดินทางข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ แต่ละสัปดาห์ที่คนนับล้านจากประเทศพัฒนากับประเทศกำลังพัฒนาต่างเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างกัน เชื้อโรคจะเดินทางข้ามพรมแดน เดินทางไปมารอบโลกอยู่ตลอดเวลา

            ผู้ติดเชื้ออีโบลาบางคนจะไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะต้น บางคนต้องกินเวลาหลายวันกว่าจะแสดงอาการ คนเหล่านี้เมื่อเดินทางข้ามประเทศจึงเป็นพาหะนำโรคที่เครื่องมือของด่านตรวจคนเข้าเมืองตรวจจับไม่ได้ (เพราะยังไม่แสดงอาการออกมา เช่น เป็นไข้) การแพร่ระบาดข้ามประเทศจึงมีโอกาสเกิดขึ้นเสมอแม้มีระบบตรวจจับอาการ ดังนั้น จำต้องมีมาตรการติดตามบุคคลต้องสงสัย และแต่ละคนต้องเข้ารับการรักษาทันทีเมื่อมีอาการคล้ายกับโรคอีโบลา ทั้งหมดนี้เป็นมาตรการป้องกันแพร่ระบาดที่สำคัญที่สุด ไม่ปล่อยให้เชื้อที่เข้ามาเพียงตัวเดียว ทำให้เกิดการแพร่ระบาดอย่างกว้างขวาง กลายเป็นอีกประเทศที่เผชิญความเลวร้ายของโรคระบาดอย่างประเทศในแอฟริกา

นานาชาติร่วมใจ ป้องกันการแพร่ระบาด :
            อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดทั้ง 23 ครั้งในเกือบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ที่สุดแล้วก็มีจุดยุติและครั้งนี้ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะเมื่อนานาชาติให้ความสำคัญ และทุกฝ่ายเข้าใจเช่นนั้นอยู่แล้วว่าการควบคุมโรคระบาดที่ได้ผลจะต้องผ่านความร่วมมือระดับโลก

            มีกรณีตัวอย่างสำคัญหลายกรณีเป็นหลักฐานว่าความร่วมมือระดับโลกช่วยป้องกันโรค รักษาชีวิตจำนวนมาก เช่น โครงการปลูกวัคซีนต้านไข้ทรพิษหรือโรคฝีดาษในเด็ก อันเป็นความร่วมมือของกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UN Children’s Emergency Fund) กับองค์การอนามัยโลก 
            กรณีตัวอย่างที่ใกล้เคียงมากที่สุดคือ การแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนก ด้วยความร่วมมือร่วมใจของประเทศต่างๆ ร่วมกับองค์การระหว่างประเทศและทุกภาคส่วน โลกสามารถกำราบเชื้อไข้หวัดนกชนิด H5N1 ที่เคยระบาดหนัก พบว่านับจากปี 2005 เป็นต้นมา การควบคุมการระบาดจากเชื้อ H5N1 เป็นไปด้วยดี จากเดิมที่พบเชื้อดังกล่าวใน 62 ประเทศ ปัจจุบันลดเหลือ 10-15 ประเทศ ในจำนวนนี้มีการระบาดเพียง 5 ประเทศ

            สำหรับความพยายามแก้ไขปัญหาโรคอีโบลามีความคืบหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม องค์การอนามัยโลกประกาศร่างยุทธศาสตร์ต่อต้านการแพร่ระบาดของโรคอีโบลาครั้งล่าสุดนี้ว่า จะต้องใช้เวลาอีกราว 6 – 9 เดือน (หรือเท่ากับว่าอย่างเร็วสุดคือ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2015) การควบคุมการแพร่ระบาดครั้งนี้จึงไม่อาจทำให้สำเร็จในระยะเวลาอันสั้น เป็นสถานการณ์ที่นานาชาติต้องร่วมมือร่วมใจอีกครั้ง

            งานศึกษาของ Simon Szreter ค้นพบว่า ไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจดี จึงทำให้ประชากรมีสุขภาพแข็งแรง ข้อเท็จจริงคือ ประชากรที่สุขภาพดี สังคมที่มีอนามัย จะเป็นเหตุให้เศรษฐกิจสังคมประเทศพัฒนา มุมมองนี้เชื่อว่าสุขภาวะไม่ใช่เพียง “ปัจจัยหนึ่ง” ที่ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เป็น “ปัจจัยหลัก” ที่จะชี้ว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือแย่ลง
            ในช่วงทศวรรษ 1960-80 ธนาคารโลกกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศมุ่งให้พัฒนาประเทศ ด้วยการให้ความสำคัญกับการค้าการลงทุน บนสมมติฐานว่าต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก เมื่อเศรษฐกิจดีแล้วสุขภาพของประชาชนจะดีตามมาเอง มาวันนี้ธนาคารโลกยอมรับแล้วว่า หากประเทศใดที่พลเรือนในวัยทำงานกว่าร้อยละ 10 ป่วยเป็นโรคเรื้อรังจะกระทบต่อการยกระดับการพัฒนา เว้นเสียแต่ประเทศนั้นจะลงทุนด้านการรักษาสุขภาพเพิ่มเติม
            สุขภาพที่ดีของประชาชนจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของปัจเจกบุคคล ครอบครัว และส่งผลต่ออนาคตของประเทศโดยตรง
-----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
โลกรู้จักไวรัสอีโบลา หลายทศวรรษแล้ว ช่วงเวลาที่ผ่านมา เกิดการระบาดครั้งใหญ่น้อยหลายรอบ แต่จนถึงทุกวันนี้ โลกยังปราศจากยา วัคซีนที่ใช้ได้ผลอย่างจริงจัง เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะขาดการวิจัยยากับวัคซีนที่มากเพียงพอ ในภาวะเช่นนี้ การป้องกันและการควบคุมการแพร่ระบาดคือ “แนวทางรักษา” ที่เหมาะสมที่สุด เพราะเมื่อไม่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มเติม การระบาดจะยุติไปเอง 

การแพร่ระบาดของไข้หวัดนก H7N9 เป็นมากกว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ระบาด แต่เป็นหนึ่งในภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่จะอยู่กับมนุษย์ไปอีกนาน จำต้องเข้าใจเพื่อรับมืออย่างถูกต้อง

บรรณานุกรม :
1. Ba, Malick. (2014, August 30). Ebola hits fifth W. African state as Senegal confirms first case. AFP. Retrieved from https://news.yahoo.com/senegal-reports-first-case-ebola-health-ministry-130949860.html;_ylt=AwrSyCTpmARUakEAuDLQtDMD
2. Dosso, Zoom. (2014, August 24). Ebola taking toll on west African economy. AFP. Retrieved from https://news.yahoo.com/ebola-taking-toll-west-african-economy-104428978.html;_ylt=AwrSyCQsrvpT5m8AZXzQtDMD
 3. D'Anieri, Paul. (2012). International Politics: Power and Purpose in Global Affairs. USA: Wadsworth.
4. Ebola’s Back door to America. (2014, August 24). Newsweek. pp. 5-16.
5. Johnson, Rod Mac. (2014, August 25). Ebola zone countries isolated as airlines stop flights. AFP. Retrieved from https://news.yahoo.com/ebola-zone-countries-isolated-airlines-stop-flights-181224031.html
6. Kenny, Charles. (2014, August 25). The Economic Case for Wiping Out Ebola. Business Week. Retrieved from http://www.businessweek.com/articles/2014-08-25/the-economic-case-for-wiping-out-ebola?campaign_id=yhoo
7. Peters, Clarence J. (2008).  Ebola and Marburg Viruses. In Fauci, Anthony S., Braunwald, Eugene., Kasper, Dennis L., Hauser, Stephen L., Longo, Dan L., Jameson, J. Larry., & Loscalzo,Joseph. (Eds.), Harrison's Principles of Internal Medicine (17th Ed.). pp. 1240-1242. USA.: The McGraw-Hill.
8. Price-Smith, Andrew T. (2001). Disease and International Development. In Price-Smith, Andrew T. (Ed.), Plagues and Politics: Infectious Disease and International Policy (pp.117-150). New York:  Palgrave.
9. UN Response, Avian influenza and the Pandemic Threat. (2013, April 2). UN-Influenza.org.
Retrieved from http://www.un-influenza.org/content/un-response
-------------------------

วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557

ติดอาวุธพวกเคิร์ด ต่อต้านผู้ก่อการร้าย ป้องกัน IS ปะทะอิหร่าน (ตอนแรก)

7 กันยายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
 (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6515 วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/1980064)

            กระแสข่าวชาติตะวันตกวางยุทธศาสตร์ต่อต้านกองกำลังรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) มุ่งชี้ไปที่ภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายต่อชาติตะวันตก แต่ส่งผลต่อพวกเคิร์ดและภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้ (แบ่งออกเป็น 2 ตอน) จะวิเคราะห์ผลทั้ง 2 ประการ และในตอนแรกนี้จะอธิบายผลต่อพวกเคิร์ด พร้อมข้อวิพากษ์ ดังนี้

สถานการณ์ล่าสุด :
            การจะเข้าใจสถานการณ์ในอิรักอย่างลึกซึ้งครอบคลุม จำต้องรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดก่อน ในส่วนนี้จะประมวลเหตุการณ์สำคัญๆ ดังนี้
            ประการแรก ชาติตะวันตกพร้อมใจประกาศย้ำภัยคุกคามจาก IS
            ย้อนหลังไม่ถึง 2 ปีที่รัฐอิสลาม (IS) หรือชื่อเดิมคือ ISIL/ISIS เริ่มปรากฏตัว ณ ขณะนั้นมีผู้ประเมินว่ามีกำลังเพียงไม่กี่พันนาย จากนั้นก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เป็นกว่า 10,000 นาย และล่าสุดเป็น 50,000 นาย โดยเฉพาะภายหลังการประกาศสถาปนารัฐอิสลาม ทำให้มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ในจำนวนนี้คาดว่าเป็นชาวต่างชาติถึง 20,000 นาย
            รัฐบาลชาติตะวันตกหลายประเทศต่างออกมาพูดแสดงความกังวลว่า พลเมืองของตนที่เข้าขบวนการ IS และผ่านการรบในซีเรียกับอิรัก เมื่อกลับประเทศแล้วจะกลายเป็นภัยคุกคามต่อบ้านเกิดเมืองนอนของตน รัฐบาลกำลังติดตามคนเหล่านี้อย่างใกล้ชิด และอยู่ระหว่างหามาตรการป้องกันต่างๆ

            นายเดวิด คาเมรอน (David Cameron) นายกฯ อังกฤษประกาศยกระดับการเตือนภัยให้อยู่ในขั้นร้ายแรง (severe) เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี เตือนว่า “มีความเป็นไปได้สูง” (highly likely) ที่ผู้ก่อการร้ายจะก่อการ และกำลังอยู่ระหว่างหารือเพื่อเพิ่มมาตรการต่อต้านการก่อการร้าย สาเหตุหลักมาจากการที่ชาวอังกฤษจำนวนหนึ่งเข้าร่วมขบวนการ IS โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่นิยมความสุดโต่ง ปัจจุบันเชื่อว่ามีชาวอังกฤษกว่า 500 คนที่เดินไปอิรักกับซีเรีย และราวครึ่งหนึ่งได้เดินทางกลับอังกฤษแล้ว สื่อ The Telegraph ของอังกฤษรายงานว่าทางการสามารถป้องกันการก่อเหตุครั้งสำคัญครั้งหนึ่ง
            ในระหว่างที่สหรัฐกำลังหารือร่วมกับมิตรประเทศในขณะนี้ ประธานาธิบดีบารัก โอบามากล่าวถึง IS ว่า “พวกเขาลักพาตัวสตรีและเด็ก เพื่อนำมาทรมาน ข่มขืนและใช้เป็นทาส พวกเขาสังหารมุสลิม ทั้งซุนนีกับชีอะห์นับพันๆ คน พวกเขามุ่งเป้าต่อคริสเตียนและชนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาอื่นๆ” พร้อมกับเรียกร้องว่า “บรรดารัฐบาลและประชาชนทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกลางจะต้องร่วมกันกำจัดมะเร็งร้ายนี้ เพื่อไม่ให้ลุกลามออกไปอีก” ในศตวรรษที่ 21 นี้จะต้องไม่มีที่อยู่สำหรับ ISIL

            ประการที่สอง การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีอิรักชุดใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ พวกซุนนีสนับสนุน IS
            หลังจากถูกกดดันอยู่นาน นายนูรี อัลมาลิกี (Nouri Al-Maliki) ก็ประกาศตัวไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัย เปิดทางให้นายไฮเดอร์ อัล-อาบาดี (Haider Abadi) เป็นนายกฯ คนใหม่ ชาติตะวันตกกับอิหร่านต่างเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ แต่จนบัดนี้ซึ่งใกล้จะครบกำหนด 30 วัน ยังไม่มีวี่แววว่านายกฯ อาบาดีจะสามารถจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งจะต้องประกอบด้วยตัวแทนจากทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นพวกชีอะห์ ซุนนี และพวกเคิร์ดในอิรัก
            สื่อ The New York Times รายงานว่า นักการเมืองฝ่ายซุนนีตั้งเงื่อนไขการตั้งรัฐบาลชุดใหม่หลายประการ เช่น กองทัพรัฐบาลต้องหยุดยิงถล่มกองกำลัง IS ที่ตั้งมั่นอยู่ในเขตพื้นที่ซุนนี ทั้งการยิงจากทางบกทางอากาศ ขอให้กองกำลังชีอะห์ถอนตัวออกจากพื้นที่ยึดครองของซุนนี ให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองซุนนีที่ถูกกักตัวไม่ว่าจะมีข้อหาหรือไม่ และยอมให้อดีตพลพรรคของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนมีตำแหน่งในรัฐบาลชุดใหม่
            ไม่แน่ใจว่านายกฯ อาบาดีจะสามารถยอมรับเงื่อนไขทั้งหมดของฝ่ายซุนนีหรือไม่ ความเข้าใจที่สำคัญคือ ต้องยอมรับว่าพวกซุนนีบางกลุ่มบางเผ่าในอิรักสนับสนุนการดำรงอยู่ของกองกำลัง IS สอดคล้องกับข้อมูลก่อนหน้านี้ที่ชี้ว่า IS ไม่ได้ก่อการยึดอิรักโดยลำพัง แต่ร่วมกับกองกำลังติดอาวุธของพวกซุนนี และอดีตสมาชิกพรรคบาธบางส่วน หากนายกฯ อาบาดีไม่ยอมรับเงื่อนไขอาจเป็นเหตุให้การจัดตั้งรัฐบาลอิรักชุดใหม่ยืดเยื้อออกไป ซึ่งหมายถึงการคงอยู่ของ IS ในอิรัก

            ประการที่สาม อิหร่านกับชาติตะวันตกติดอาวุธพวกเคิร์ด
            อิรักในขณะนี้สามารถแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ส่วนแรกคือ พื้นที่ยึดครองโดย IS ร่วมกับพวกซุนนี ส่วนที่ 2 คือ พื้นที่ของรัฐบาลแบกแดดซึ่งมักเป็นถิ่นอาศัยของพวกชีอะห์ และส่วนที่ 3 คือดินแดนของพวกเคิร์ดในอิรัก ที่ผ่านมากองกำลัง IS กับพวกยังไม่ได้ปะทะกับพวกเคิร์ดอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม พวกเคิร์ดเรียกร้องขอการสนับสนุนทางทหารจากนานาชาติเรื่อยมา และอิหร่านเป็นประเทศแรกๆ ที่ให้การสนับสนุน (อย่างเปิดเผย)
            นายมัสซูด บาร์ซานิ (Massoud Barzani) ประธานาธิบดีของรัฐบาลภูมิภาคเคิร์ด (Kurdish Regional Government) กล่าวชื่นชมรัฐบาลอิหร่านว่าได้ช่วยอิรัก “ในสถานการณ์ยากลำบาก” อีกครั้ง “เราร้องขออาวุธและอิหร่านเป็นประเทศแรกที่ให้อาวุธและกระสุนแก่เรา” พร้อมกับกล่าวว่า “เราสนับสนุนเอกภาพแห่งชาติของอิรัก ความเป็นหนึ่งเดียวและนายกรัฐมนตรีอิรักคนใหม่”
            รัฐบาลชาติตะวันตกหลายประเทศพูดถึงการติดอาวุธแก่พวกเคิร์ดเช่นกัน ประเทศแรกที่ดำเนินการแล้ว คือ เยอรมนี โดยได้ส่งอาวุธจำนวนหนึ่ง ประกอบด้วยปืนเล็กยาว 16,000 กระบอก ปืนกล 40 กระบอก ระบบขีปนาวุธต่อต้านรถถัง 240 ชุด พร้อมขีปนาวุธ 500 ลูก ระเบิดมือ 10,000 ลูก ปืนพก 8,000 กระบอก และช่วยสอนให้ทหารเคิร์ดใช้อาวุธเหล่านี้

            ประการที่สี่ พร้อมโจมตีทางอากาศ
            สหรัฐเป็นประเทศแรกที่โจมตีพวก IS ทางอากาศและยังคงโจมตีเป็นระยะๆ และในช่วงนี้รัฐบาลชาติตะวันตกหลายประเทศเอ่ยถึงการโจมตี IS อังกฤษเป็นอีกประเทศที่ประกาศว่าพร้อมโจมตี IS ทางอากาศ นายกฯ คาเมรอนกล่าวว่าพร้อมจะทำทุกอย่างที่เป็น “ผลประโยชน์แห่งชาติ”
            จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ในขณะนี้คือ ชาติตะวันตกร่วมใจกันประกาศว่าจะโจมตี IS โดยเฉพาะการโจมตีทางอากาศ นัยสำคัญคือเพื่อสนับสนุนสหรัฐซึ่งจะเป็นผู้ใช้กำลังหลัก และจำต้องระลึกว่าการโจมตีทางอากาศไม่สามารถจำกัด IS อย่างถอนรากถอนโคน แต่ช่วยปิดล้อม บั่นทอนกำลัง จำกัดขอบเขตอิทธิพลของ IS ให้ไม่เกินพื้นที่ยึดครองในปัจจุบัน

ส่งเสริมอธิปไตยเคิร์ด ละเมิดอธิปไตยอิรัก :
            ไม่มีใครปฏิเสธว่า IS เป็นภัยคุกคามต่อโลก แต่ในอีกด้านหนึ่งจำต้องพิจารณาสถานการณ์ทั้งหมดอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะผลข้างเคียง ผลกระทบอื่นๆ จากการดำเนินนโยบายต่อต้าน IS ซึ่งอาจกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ต่อความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง และส่งผลต่อโลกในอนาคต
            ผลกระทบเรื่องแรกที่ชัดเจน คือ การติดอาวุธพวกเคิร์ดเท่ากับยอมรับ “การมีตัวตน” ของพวกเคิร์ด แม้ว่าประเทศที่ให้อาวุธจะพยายามอ้างเหตุผลต่างๆ เช่น นางอังเกลา แมร์เคิล (Angela Merkel) นายกฯ เยอรมนีอธิบายว่าจำต้องส่งอาวุธแก่พวกเคิร์ด เนื่องจาก IS เป็นภัยคุกคามสำคัญต่อเยอรมนีและยุโรป ช่วย “ปกป้องชีวิตและการสังหารหมู่ในอิรัก” และ “เป็นโอกาสที่จะป้องกันไม่ให้ผู้ก่อการร้ายสร้างฐานที่มั่นอันปลอดภัยของพวกเขา”
            การส่งอาวุธให้พวกเคิร์ดนับเป็นเรื่องใหม่ เพราะที่ผ่านมาเยอรมนีมีนโยบายไม่ส่งอาวุธแก่กลุ่มใดๆ ที่กำลังรบกันอยู่ การส่งมอบจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลเจ้าของประเทศ และอาจเป็นเหตุสนับสนุนให้พวกเคิร์ดแบ่งแยกดินแดนออกจากอิรัก ซึ่งขัดแย้งกับนโยบายของเยอรมนี แต่ที่สุดแล้วรัฐบาลแมร์เคิลปรับเปลี่ยนนโยบาย (หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ละเมิด ล้มล้างนโยบายเดิม) ติดอาวุธให้กับพวกเคิร์ด เพราะอ้างว่า ภัยคุกคามจาก IS นั้นรุนแรงกว่า

            ด้านผู้นำจิตวิญญาณอิหร่าน อยาตุลเลาะห์ อาลี โฮไซนี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Hosseini Khamenei) เคยกล่าวว่าไม่เห็นด้วยหาก “สหรัฐหรือประเทศใดๆ จะเข้าแทรกแซงกิจการภายในอิรัก” ผ่านการต่อต้านพวกผู้ก่อการร้าย จึงเกิดคำถามว่าการที่อิหร่านมอบอาวุธแก่พวกเคิร์ด ถือว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของอิรักหรือไม่ แม้จะมีท่าทีเห็นว่ากองกำลังอิรักทั้งหมดมีศัตรูร่วมคือผู้ก่อการร้าย ลัทธิก่อการร้าย ลัทธิสุดโต่งในอิรักเป็นภัยคุกคามต่อทั้งพวกชีอะห์ ซุนนีและพวกเคิร์ด แต่การให้อาวุธขัดแย้งกับนโยบายสนับสนุนความเป็นเอกภาพระหว่างรัฐบาลแบกแดดกับรัฐบาลภูมิภาคเคิร์ด
            เรื่องที่ไม่อาจปฏิเสธคือ พวกเคิร์ดพยายามปกครองตนเองมานานแล้ว ดังที่เคยวิเคราะห์ในครั้งก่อนว่า ประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของพวกเคิร์ดเต็มไปด้วยการเรียกร้องอิสรภาพ  การปกครองตนเอง สามารถย้อนหลังตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 (ค.ศ. 1914-1918) ยิ่งเมื่อสิ้นสุดระบอบซัดดัม ฮุสเซน ทำให้พวกเขาเห็นโอกาสที่จะสร้างเขตปกครองตนเอง พูดถึงการให้อิรักเป็นสหพันธรัฐ (federalism)

            แม้ว่าในทางนิตินัย ดินแดนเคิร์ดยังเป็นส่วนหนึ่งของอิรัก แต่โดยพฤตินัยแล้ว มีคุณสมบัติการเป็นรัฐอธิปไตยหลายข้อ เช่น มีรัฐบาลของตนเอง มีเขตพื้นที่ปกครองชัดเจน มีประชากร มีกองกำลังของตนเอง และเรียกร้องส่งออกน้ำมันด้วยตนเองเพื่อนำรายได้เข้าเคิร์ด
            และล่าสุด คือการยอมรับ “การมีตัวตน” จากหลายประเทศ ทั้งอิหร่านและชาติตะวันตกสำคัญๆ

            ประเด็นข้อวิพากษ์ต่อพวกเคิร์ดทั้งหมด นำสู่คำถามที่ว่า การต่อต้าน IS ส่งผลสนับสนุน “ชนกลุ่มน้อยแบ่งแยกดินแดน” หรือไม่ และเพื่อผลประโยชน์ของหลายประเทศ อิรักต้องเสียสละอธิปไตยตนเอง ใช่หรือไม่

            ความพยายามต่อต้านกองกำลังรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) ที่ชาติตะวันตกกำลังปรึกษาหารือกันอยู่มุ่งชี้ไปที่ภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายต่อชาติตะวันตก ดำเนินการหลายอย่างเพื่อต่อต้าน IS และส่งผลทำให้พวกเคิร์ดมีความเป็นรัฐอธิปไตยมากขึ้นอย่างชัดเจน สถานภาพของเคิร์ดในอิรักจึงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เท่ากับว่าประเทศอิรักไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปด้วย
            บทความตอนหน้าจะวิเคราะห์มุมมองระดับภูมิภาค ว่าแนวทางการต่อต้าน IS ของชาติตะวันตกกำลังเปลี่ยนแปลงระเบียบภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างไร จะเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญอีกครั้งของภูมิภาคนี้
----------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
ในมุมหนึ่งประธานาธิบดีโอบามาชี้ว่า IS เป็นภัยคุกคาม ต้องกำจัดอย่างถอนรากถอนโคน ในอีกมุมหนึ่งชี้ว่าการปราบปราม IS ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องลงมือทันที ที่สำคัญคือต้องรอความร่วมมือจากประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะพวกซุนนี เมื่อวิเคราะห์แล้วนำสู่คำถามว่ารัฐบาลโอบามามีความตั้งใจปราบปรามกองกำลัง IS มากน้อยเพียงใด ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น 

ร้อยปีเต็มแล้วที่ชาวเคิร์ดอิรักต่อสู้เรียกร้องอิสรภาพ  การปกครองตนเอง น่าสนใจที่พวกเคิร์ดเป็นซุนนีแต่ไม่ปรารถนาอยู่ร่วมกับพวกอาหรับอิรักที่เป็นมุสลิมด้วยกัน รัฐบาลอังกฤษเคยเชื่อว่าพวกเคิร์ดเป็นเพียงแค่ชนเผ่าต่างๆ ไม่สามารถรวมตัวปกครองตนเอง แต่จากประวัติศาสตร์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน พวกเคิร์ดพิสูจน์แล้วว่าพวกเขาสามารถรวมตัวกันได้ ตรงข้ามกับพวกอาหรับอิรักที่กำลังแตกแยกอยู่ในขณะนี้

วิกฤตอิรักรอบใหม่ที่เริ่มต้นเมื่อเดือนมิถุนายน ในตอนแรกนั้นสื่อมุ่งกล่าวถึงกองกำลัง ISIL/ISIS ที่สามารถยึดครองหลายเมืองได้อย่างรวดเร็ว แต่ล่าสุดการบรรยายเหตุการณ์ในอิรักให้ความสำคัญกับการลุกฮือของพวกซุนนีอิรัก ภาพวิกฤตอิรักจึงกลายเป็นสงครามระหว่างรัฐบาลชีอะห์ผู้กดขี่ข่มเหงประชาชน (โดยเฉพาะพวกซุนนี) กับฝ่ายต่อต้าน ซึ่งส่วนใหญ่คือประชาชนอิรักผู้นับถือนิกายซุนนี กองกำลัง ISIL สถานการณ์ในอิรักจึงคล้ายสงครามกลางเมืองซีเรียมากขึ้นทุกที

นับจากการก่อตั้ง ISIL เป้าหมายและการแสดงออกของกลุ่มนั้นชัดเจนและสอดคล้องกัน คือสถาปนารัฐอิสลามในอิรักกับซีเรีย การยึดพื้นที่ถิ่นอาศัยของพวกซุนนีดูเป็นเรื่องง่าย แต่หาก ISIL ต้องการยึดอิรักทั้งประเทศ จะต้องยึดพื้นที่เขตปกครองของพวกเคิร์ดและชีอะห์ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ภายใต้ศักยภาพของกองกำลัง ISIL ในปัจจุบัน เป้าหมายเฉพาะหน้าที่ดูสมเหตุสมผลกว่าคือการควบคุมพื้นที่ถิ่นอาศัยของพวกซุนนี หรือไม่ก็ให้สงครามกลางเมืองอิรักเป็นศึกยืดเยื้อ

บรรณานุกรม:
1. Arming of Kurds aids European security, says Merkel. (2014, September 1). Gulf Time/Reuters/AFP. Retrieved from http://www.gulf-times.com/uk-europe/183/details/406542/arming-of-kurds-aids-european-security%2c-says-merkel
2. Dominiczak, Peter. (2014, September 3). Army may return to Iraq as David Cameron wins backing for air strikes. The Telegraph. Retrieved from http://www.telegraph.co.uk/travel/destinations/middleeast/iraq/11074114/Army-may-return-to-Iraq-as-David-Cameron-wins-backing-for-air-strikes.html
3. Iran proved it backs Iraq in tough times: Barzani. (2014, August 27). Tehran Times. Retrieved from http://tehrantimes.com/politics/117981-iran-proved-it-backs-iraq-in-tough-times-barzani
4. Georgy, Michael., & Rasheed, Andahmed. (2014, August 13). U.S. ready to help new Iraq leader, Iran welcomes choice. Reuters. Retrieved from http://www.reuters.com/article/2014/08/13/us-iraq-security-idUSKBN0GC0Z220140813
5. Hubbard, Ben. (2014, August 23). Response to Attack Reflects Iraq’s Sectarian Divide. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2014/08/24/world/middleeast/response-to-attack-reflects-iraqs-sectarian-divide.html?_r=0
6. Iran and Islam not associated with violence: Rouhani. (2014, September 2). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/politics/118114-iran-and-islam-not-associated-with-violence-rouhani
7. Iraq conflict not a war between Shias and Sunnis: Leader. (2014, June 22). Tehran Times. Retrieved from http://tehrantimes.com/component/content/article/94-headline/116482-iraq-conflict-not-a-war-between-shias-and-sunnis-leader
8. Islamist Influx: Several Radicalized Ex-German Soldiers in Iraq. (2014, September 1). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/german-weapons-for-kurds-may-be-used-on-radicalized-german-soldiers-a-989194.html
9. Islamic State 'has 50,000 fighters in Syria'. (2014, August 19). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/middleeast/2014/08/islamic-state-50000-fighters-syria-2014819184258421392.html
10. McDowall, David. (2004). A Modern History of the Kurds, (3rd ed.). New York: I.B. Tauris.
11. Sawer, Patrick., & Whitehead, Tom. (2014, August 30). Coalition talks over increased measures against extremists. The Telegraph. Retrieved from http://www.telegraph.co.uk/news/uknews/terrorism-in-the-uk/11065424/Coalition-talks-over-increased-measures-against-extremists.html
12. Statement by the President. (2014, August 20). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/08/20/statement-president
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557

รัฐบาลโอบามาคิดโจมตีกองกำลัง IS ในซีเรียและอิรัก

31 สิงหาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6508 วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/1974808)

            หลังจากที่นายนูรี อัลมาลิกี (Nouri Al-Maliki) ยอมเปิดทางให้นายไฮเดอร์ อัล-อาบาดี (Haider al-Abadi) เป็นนายกรัฐมนตรีอิรักคนใหม่และกำลังจัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่ประกอบด้วยทุกฝ่ายอย่างลงตัว เป็นรัฐบาลแห่งชาติเพื่อแก้ปัญหาความแตกแยกภายในประเทศที่กินเวลาเกือบทศวรรษ ก็มีข่าวว่ารัฐบาลโอบามากำลังพิจารณาปราบปรามกองกำลังรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) อย่างจริงจัง สอดคล้องกับสุนทรพจน์ของท่านก่อนหน้านี้ที่ย้ำว่าการแก้ปัญหา IS ต้องแก้ที่ตัวรัฐบาลอิรักก่อน
            ผู้ที่ติดตามเรื่องราวของ IS ย่อมทราบว่า ที่มาที่ไปของกลุ่มดังกล่าวไม่ธรรมดา เป็นที่ยอมรับทั่วไปว่ากลุ่มดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้ทรงอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง เป็นไปได้ว่า IS เป็นเพียง “หมาก” ตัวหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป้าหมายบางอย่างเท่านั้นเอง
            บทความนี้จะวิเคราะห์วิพากษ์นโยบายของรัฐบาลโอบามาต่อการปราบปราม IS

การปราบปรามจำต้องอาศัยความร่วมมือกับต่างประเทศ :
            เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีบารัก โอบามากล่าวว่า ISIL “เป็นภัยคุกคามต่อประชาชนอิรักและประชาชนทั่วทั้งภูมิภาค” แต่การถอนรากถอนโคน ISIL เหมือนการกำจัดมะเร็งที่ไม่อาจทำอย่างรวดเร็วง่ายดาย สหรัฐต้องการปราบ ISIL และสามารถทำได้ ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรและหุ้นส่วนของเราอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพวกซุนนี ให้พวกเขามั่นใจว่าจะได้รัฐบาลที่ปกป้องพวกเขา นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับประเทศซุนนีอื่นๆ ในภูมิภาค และให้ผู้นำซุนนีตระหนักภัยจากมะเร็งร้ายนี้
            สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ คือ การปกป้องเจ้าหน้าที่ บุคลากรชาวอเมริกันในอิรัก ปกป้องสถานทูตสถานกงสุล ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมภายใต้สถานการณ์ที่มีความเสี่ยงน้อยดังเช่นกรณีการช่วยเหลือชนกลุ่มน้อย Yazidi ที่ติดอยู่ในภูเขาซินจาร์ (Sinjar Mountain) และเสริมขีดความสามารถแก่อิรักและพวกเคิร์ด
            คำกล่าวของประธานาธิบดีโอบายืนยันอีกครั้งว่า IS เป็นภัยคุกคามและจำต้องปราบปราม แต่ ณ ขณะนี้ ได้วางเงื่อนไขใหม่ว่า ต้องรอความร่วมมือจากประเทศในภูมิภาคก่อน เป็นเหตุผลว่าตอนนี้สหรัฐยังทำอะไรไม่ได้มาก
            คำพูดของประธานาธิบดีโอบามาให้ภาพ 2 ภาพ ภาพแรกคือชี้ว่า IS เป็นภัยคุกคาม ต้องกำจัดอย่างถอนรากถอนโคน ในอีกภาพหนึ่งชี้ว่าการปราบปราม IS ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องลงมือทันที ที่สำคัญคือต้องรอความร่วมมือจากประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะพวกซุนนี
            รวมความแล้ว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่ประกาศหรือด้วยเหตุผลลับข้อใด จนถึงขณะนี้รัฐบาลโอบามายังไม่คิดว่าเป็นเวลาที่ต้องลงมือปราบปราม IS อย่างจริงจัง ถ้อยแถลง คำชี้แจงทั้งหมดเป็นเพียงวาจาเท่านั้น ต้องรอความร่วมมือจากหลายฝ่าย
            ถ้าวิเคราะห์ตามแนวทางที่ประธานาธิบดีโอบามาพูด คาดว่าสหรัฐกับมิตรประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะซาอุดิอาระเบีย คูเวต กาตาร์ (พวกซุนนี) กำลังวางแผนร่วมกันว่าจะปราบปรามกองกำลัง IS อย่างไร ประธานาธิบดีโอบามาจะประกาศยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนก็ต่อเมื่อได้ข้อสรุปร่วมกับทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง และในระหว่างนี้กองทัพสหรัฐจะยังไม่ลงมืออย่างเต็มกำลัง

ผลจากหลักคิด “ศัตรูของศัตรูคือมิตร” :
            ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลโอบามายอมหลับตาหนึ่งข้าง ปล่อยให้ผู้ก่อการร้ายหลายกลุ่มกระทำทารุณต่อพลเรือนซีเรีย ซึ่งที่ผ่านมาไม่ค่อยเป็นข่าว ข่าวความโหดเหี้ยมของ IS เพิ่งถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางเมื่อพวกเขาก่อการในอิรักเมื่อไม่กี่เดือนนี้ ดังที่รับทราบกันทั่วไป
            นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่า เหตุที่รัฐบาลโอบามายอมให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น เนื่องจากให้ความสำคัญกับการโค่นล้มระบอบประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด (Bashar al-Assad) มากกว่า ดังนั้น กองกำลัง IS จึงอยู่ในฐานะเป็น “ศัตรูของศัตรู”

            ประเด็นหนึ่งที่ยังเป็นปริศนาคือ รัฐบาลโอบามารู้ล่วงหน้าหรือไม่ว่า IS จะบุกอิรักและสถาปนารัฐอิสลาม แต่การไม่ต่อต้าน IS ในซีเรีย เอื้อให้ IS ยึดครองพื้นที่บางส่วนในซีเรีย มีผลงานการบ สามารถรวบรวมกองกำลัง จัดแจงโครงสร้างขบวนการ และบุกอิรักในเวลาต่อมา และประกาศสถาปนารัฐอิสลามในพื้นที่ 2 ประเทศ คือ ซีเรียกับอิรัก บรรลุวัตถุประสงค์ที่ประกาศไว้ เป็นครั้งแรกของโลกที่ผู้ก่อการร้ายสถาปนารัฐอธิปไตยของตน พลเรือนหลายล้านคนกำลังตกอยู่ใต้อิทธิพลของผู้ก่อการร้ายกลุ่มนี้
            ซ้ำร้ายกว่านั้นคือ การสถาปนารัฐอิสลาม ทำให้นาย Abu Bakr al-Baghdadi ผู้นำกลุ่มกลายเป็นผู้นำรัฐอิสลามโลก (caliph) ประกาศให้นักรบญิฮาดทุกคนทุกกลุ่มทั่วโลกเข้ามาอยู่ภายใต้อำนาจของตน เป็นไปตามแนวคิดรัฐอิสลาม (caliphate) ของมุสลิมทั่วโลก
            ไม่ว่ามุสลิมกระแสหลัก (มุสลิมทั่วไปทั้งซุนนี ชีอะห์) จะต่อต้านหรือคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธคือ มีพี่น้องมุสลิมหลายคนจากหลายประเทศเข้าร่วมขบวนการ IS เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ข้อมูลก่อนหน้านี้ประเมินว่า ISIL มีกองกำลังราว 12,000 นาย ในจำนวนนี้ 3,000 นายเป็นคนสัญชาติตะวันตก ในขณะที่ข้อมูลล่าสุดบางชิ้นประเมินว่า ปัจจุบันมีกว่า 50,000 นายแล้ว (บางแหล่งอ้างว่ามีจำนวนเป็นแสน) นาย Rami Abdel Rahman ผู้อำนวยการ Syrian Observatory for Human Rights ยืนยันว่ากองกำลัง IS ในซีเรียมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เฉพาะเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพียงเดือนเดียวสามารถระดมเพิ่มอีก 6,000 นาย “กรกฎาคมเป็นเดือนที่สามารถระดมเพิ่มมากที่สุด นับตั้งแต่กองกำลัง IS เริ่มปรากฏตัวในซีเรียเมื่อปี 2013” ในจำนวน 50,000 นายนี้ ราว 20,000 นายเป็นชาวต่างชาติ (ไม่ใช่ชาวซีเรียหรืออิรัก) บางคนเป็นพวกที่ย้ายสังกัด เช่น ย้ายจากกลุ่ม Nusra Front
            จำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วดังกล่าว อธิบายได้ไม่ยากว่าเป็นผลจากการประกาศสถาปนารัฐอิสลามเมื่อปลายเดือนมิถุนายน

            จำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญว่า IS เข้มแข็งขึ้น ก่อนหน้านี้ทำเนียบขาวก็ยอมรับว่า ISIL แข็งกล้าขึ้นจากการเข้าทำสงครามกลางเมืองในซีเรีย มีผู้คนจากหลายประเทศเข้าร่วม กองกำลังอยู่ในภาวะพร้อมรบอย่างเต็มที่
            รวมความแล้ว ถ้ามองย้อนหลังตั้งแต่เริ่มเกิด ISIL/ISIS เมื่อปีก่อน (2013) ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การปล่อยปละละเลย การไม่ปราบปรามตั้งแต่ต้น ทำให้ขบวนการ ISIL/ISIS ที่เริ่มต้นด้วยการรวมของกลุ่มเก่าๆ เพียงไม่กี่พันนาย สามารถยึดครองพื้นที่บางส่วนในซีเรีย จากนั้นก็ขยายเข้ามารบในอิรัก และสามารถยึดครองหลายเมืองหลายจังหวัด สถาปนารัฐอิสลาม และมีผู้เข้ามาร่วมขบวนการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมีกำลังกว่า 50,000 นายแล้ว

จุดอ่อนของมุมมองที่คับแคบ :
            ถ้อยแถลงล่าสุดของประธานาธิบดีโอบามา ยังยืนยันนโยบายเดิมว่า รัฐบาลโอบามาให้ความสำคัญกับการปกป้องเจ้าหน้าที่ บุคลากรชาวอเมริกันในอิรัก ปกป้องสถานทูตสถานกงสุล การเน้นปกป้องผลประโยชน์ของประเทศเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ คำถามสำคัญคืออย่างไรจึงเป็นวิธีปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติที่ดีที่สุด

            ณ ขณะนี้ดูเหมือนว่ารัฐบาลโอบามายังมองว่า IS เป็นภัยคุกคามที่ไกลตัว จริงอยู่ที่ IS ในปัจจุบันมุ่งปฏิบัติการในอิรักกับซีเรีย แต่ใครจะประกันได้ว่าจะไม่โจมตีสหรัฐในอนาคต
            การมอง IS ควรมองว่าเป็นเพียงชื่อกลุ่ม หรือ “ยี่ห้อ” เฉพาะกิจ รากฐานหลักของกลุ่มมาจากกลุ่มก่อการร้ายหลายกลุ่มที่ใกล้ชิดกับพวกอัลกออิดะห์ ณ วันนี้รวมตัวเป็น IS วันหน้าอาจเปลี่ยนชื่อ หรือแตกออกขยายกิ่งก้านสาขาอีกหลายชื่อหลายกลุ่ม ไม่มีอะไรเป็นเครื่องประกันว่า ผู้ก่อการร้ายคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งที่ปัจจุบันสังกัด IS จะต้องอยู่กับ IS ตลอดไปแม้จะอ้างตัวเป็นรัฐอิสลามก็ตาม ในอนาคตบางคนอาจ “มีเป้าหมายของตนเอง” แยกตัวออกจาก IS เพื่อสร้างขบวนการของตนเอง

            มุมมองที่สำคัญอีกข้อคือ ไม่จำต้องมีชื่อกลุ่มหรือสังกัดกลุ่มก็ปฏิบัติการได้ ข้อเท็จจริงที่ทุกคนยอมรับคือ กองกำลัง IS ในขณะนี้ประกอบด้วยคนหลายเชื้อชาติหลายสัญชาติ คนเหล่านี้ที่กำลังปฏิบัติการก็เหมือนกับกำลังได้รับการฝึกและปฏิบัติจริงในพื้นที่ วันใดวันหนึ่งพวกเขาส่วนหนึ่งจะกลับประเทศแม่ (บางคนกลับแล้ว) และกำลังเป็น “บุคคลอันตราย” ในสายตาของรัฐบาลแต่ละประเทศ
            ข้อมูลทำนองนี้มีปรากฏมากขึ้นทุกที เช่น นายวัน จูไนดี ตวนกู จาฟาร์ (Wan Junaidi Tuanku Jaafar) รัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทยมาเลเซีย แจ้งว่าทางการมาเลย์ได้จับกุมคนเหล่านี้หลายคนแล้ว สื่อมาเลย์รายงานว่าบางคนเป็นระเบิดพลีชีพในอิรัก ก่อนหน้านี้รัฐบาลซีเรียแจ้งผ่านสหประชาชาติว่า มีชาวมาเลย์ 15 คนเป็นสมาชิก ISIL คนเหล่านี้เสียชีวิตในการสู้รบ
            ด้านรัฐบาลออสเตรเลีย ออกมาตรการระงับหนังสือเดินทางแก่ชาวออสเตรเลียที่เกี่ยวข้องกับ IS คุณจูลี บิช็อป (Julie Bishop) รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า “เป็นเรื่องอันตรายแน่นอนถ้าพวกสุดโต่งที่ได้รับการฝึก กลายเป็นผู้ก่อการร้ายต่อประเทศ (ออสเตรเลีย)” เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง
            ล่าสุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำเนียบขาวรายงานว่าชาวอเมริกันคนหนึ่งที่ต่อสู้ให้กับ IS ในซีเรียได้เสียชีวิตจากการรบ รัฐบาลสหรัฐกำลังพยายามทุกวิถีทางที่จะขัดขวางไม่ให้พลเมืองเดินทางไปเป็นนักรบญิฮาด และจะติดตามคนเหล่านี้อย่างใกล้ชิดเมื่อพวกเขาเดินทางกลับประเทศ
            ก่อนหน้านี้ ชาวอเมริกันคนหนึ่งที่เดิมเป็นพยาบาลหญิงได้เสียชีวิตในสมรภูมิซีเรีย และชายหนุ่มอายุ 22 ปีอีกคนจบชีวิตด้วยการเป็นระเบิดพลีชีพ คาดว่าปัจจุบันมีพลเมืองอเมริกันที่ไปเป็นนักรบ IS หลายสิบคน
            คนเหล่านี้ที่กลับประเทศตน อาจลงมือก่อเหตุวินาศกรรมด้วยตนเอง หรือกับเพื่อนร่วมกลุ่มเพียงไม่กี่คน นี่คือความสามารถของผู้ก่อการร้ายที่ได้รับการฝึกฝน มีประสบการณ์ผ่านสนามรบมาแล้ว ในอนาคตจะไม่จะเรื่องแปลกประหลาดถ้าจะมีเหตุระเบิดพลีชีพในดินแดนของพวกชาติตะวันตก

ข้อเสนอ ผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจ:
            ถ้ายังจำกันได้ สหรัฐเป็นผู้ชูประเด็นลัทธิการก่อการร้ายสากล หลังเกิดเหตุ 9/11 นักวิชาการบางคนอธิบายว่า เป็นครั้งแรกที่อเมริกาประกาศสงครามกับตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ (Nonstate actor) นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ และเป็นครั้งแรกในรอบ 500 ปีตั้งแต่มีรัฐสมัยใหม่ ที่รัฐทำสงครามกับตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ ในสมัยนั้นรัฐบาลสหรัฐกระตือรือร้นในการทำสงครามกับพวกผู้ก่อการร้าย ตรงข้ามกับรัฐบาลโอบามาในปัจจุบันที่ไม่เห็นว่าเป็นภัยคุกคามใกล้ตัว

            ชาติมหาอำนาจที่มีพลังอำนาจรบสูงสุดน่าจะใช้พลังอำนาจของตนให้เป็นประโยชน์ต่อประชาคมโลก มีส่วนช่วยปราบปรามการก่อการร้ายสากล โดยเฉพาะ IS ซึ่งมีภาพของผู้ก่อการร้ายที่คนทั่วโลกประณามอยู่แล้ว การใช้คำว่ากลัวทหารอเมริกันจะเสียชีวิตในสนามรบนั้นไม่ควรใช้กับทหารหาญ ถ้าพวกเขารบเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติอย่างแท้จริง เพื่อเป้าหมายที่ดีงาม อีกทั้งไม่จำต้องส่งกองทัพนับแสนไปปักหลักที่ประเทศใดประเทศหนึ่งอย่างยาวนานหลายปี หลักการที่ควรยึดมั่นคือชาติมหาอำนาจควรเป็นผู้นำต่อต้านก่อการร้ายสากล ภัยร้ายที่คุกคามทุกประเทศ ไม่แบ่งแยกทหารหรือพลเรือน ซึ่งที่สุดแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงของสหรัฐและมิตรประเทศมากมาย

            ถ้าวิเคราะห์อย่างซับซ้อน จะเกิดคำถามดังที่นายยูจีน โรบินสัน (Eugene Robinson) นักวิเคราะห์คนหนึ่งได้ตั้งคำถามว่า อะไรคือเป้าหมายที่แท้จริงของรัฐบาลโอบามา ต้องการ “ทำลาย” หรือเพียงแค่ “ปิดล้อม”
            ถ้าจะถามให้ตรงกว่านี้คือ รัฐบาลโอบามามีความตั้งใจปราบปรามกองกำลัง IS มากน้อยเพียงใด ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น อะไรเป็นเหตุผลของรัฐบาลของบรรดาประเทศที่ต่อต้านหรือไม่เห็นดีเห็นงามกับการปราบปรามผู้ก่อการร้าย
            และอีกคำถามคือ อะไรคือผลประโยชน์ที่สำคัญมากกว่า ระหว่างการโค่นล้มระบอบอัสซาดกับ การที่กองกำลัง IS ของแต่ละชาติจะกลับไปก่อเหตุวินาศกรรมที่ประเทศแม่ของตน

            นี่เป็นเวลาที่รัฐบาลทั้งหลายควรทบทวนนโยบาย จุดยืนของตน หรือจะปล่อยให้ IS เติบใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ ในวันข้างหน้าผู้ก่อการร้ายเหล่านี้อาจรับการสนับสนุนการเงินจากใครก็ได้ มีองค์กรอาชญากรรมมากมายที่ต้องการเรียกใช้คนเหล่านี้
            สองสามเดือนก่อน เมื่อกองกำลัง IS รุกคืบในอิรักอย่างรวดเร็ว นายบัน คีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวประณามอย่างรุนแรงต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นในอิรัก อันเนื่องจากกลุ่มผู้ก่อการร้าย ISIL และกลุ่มอื่นๆ พร้อมกับเรียกร้องให้ “ประชาคมโลกผนึกกำลังเป็นหนึ่งเพื่อแสดงความเป็นพี่น้องกับประเทศอิรักในยามเผชิญหน้าภัยคุกคามนี้” เรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายสิทธิมนุษยชน ร่วมต่อต้านการก่อการร้ายและการก่อความรุนแรงในอิรัก
------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
การปรากฏตัวของกำลังอากาศสหรัฐ ไม่ใช่เพื่อการปราบปรามกองกำลัง IS แต่ใช้เหตุช่วยเหลือชนกลุ่มน้อยเพื่อเป็นข้ออ้างให้กองกำลังอากาศสหรัฐเข้าควบคุมน่านฟ้าอิรักทั้งหมด แสดงถึงพลังอำนาจ “การมีอยู่” ของสหรัฐ ในช่วงจังหวะที่อิรักกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ ที่นายกฯ มาลิกีเปรียบเปรยว่าคือ “รัฐประหาร”

รัฐบาลโอบามาตั้งเงื่อนไขจะสนับสนุนรัฐบาลอิรักอย่างเต็มกำลังในการปราบปรามกลุ่มผู้ก่อการร้าย ISIL/ISIS ก็ต่อเมื่ออิรักได้รัฐบาลใหม่ ซึ่งหมายถึงนายกฯ อัลมาลิกีต้องพ้นจากอำนาจ นายกฯ อัลมาลิกีปฏิเสธข้อเรียกร้องและเห็นว่าเท่ากับเป็นการรัฐประหารรัฐธรรมนูญ การตัดสินใจดังกล่าวส่งผลต่อตัวแสดงสำคัญๆ เช่น การคงอยู่ของ ISIL ความสัมพันธ์ระหว่าง ISIL กับพวกซุนนีกลุ่มต่างๆ 

แม้ว่าประธานาธิบดีโอบามาจะประกาศว่าอนาคตของอิรัก ชาวอิรักต้องตัดสินใจเองในฐานะรัฐอธิปไตย งานศึกษาบางชิ้นให้ข้อสรุปว่ารัฐบาลสหรัฐคือผู้อยู่เบื้องหลังให้นายอัลมาลิกีก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และทั้งๆ ที่รู้ซึ้งพฤติกรรมของนายกฯ อัลมาลิกี รัฐบาลโอบามายังสนับสนุนให้เขาดำรงตำแหน่งนายกฯ สมัยที่ 2 และขณะนี้มีข่าวว่ากำลังกดดันให้นายกฯ อัลมาลิกีลาออก เพื่อความปรองดองสมานฉันท์ แก้ปัญหาการก่อการของ ISIL/ISIS ในขณะนี้

ความรุนแรงในซีเรียเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความขัดแย้งทางการเมืองที่ขยายตัวกลายเป็นสงครามกลางเมือง กลายเป็นสมรภูมิที่มีกองกำลังนอกประเทศเข้ามาร่วมรบ เป็นอุทาหรณ์ว่าการป้องกันปัญหาง่ายกว่าและดีกว่าการแก้ปัญหา คนในชาติต้องไม่คิดว่าไม่ใช่เรื่องของตัว หรือคิดแต่เพียงปกป้องครอบครัวคนใกล้ชิดเท่านั้น 

บรรณานุกรม:
1. CONDEMNING VIOLENCE IN IRAQ, SECRETARY-GENERAL SAYS TERRORISM MUST NOT BE ALLOWED TO UNDO ‘PATH TOWARDS DEMOCRACY’. (2014, June 11). UN Press Release. Retrieved from http://www.un.org/News/Press/docs//2014/sgsm15935.doc.htm
2. D'Anieri, Paul. (2012). International Politics: Power and Purpose in Global Affairs. USA: Wadsworth.
3. Islamic State 'has 50,000 fighters in Syria'. (2014, August 19). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/middleeast/2014/08/islamic-state-50000-fighters-syria-2014819184258421392.html
4. Mccoy, Terrence. (2014, June 11). How ISIS leader Abu Bakr al-Baghdadi became the world’s most powerful jihadi leader. The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/news/morning-mix/wp/2014/06/11/how-isis-leader-abu-bakr-al-baghdadi-became-the-worlds-most-powerful-jihadi-leader/?tid=hp_mm
5. Nordland Rod. (2014, June 30). Russian Jets And Experts Sent to Iraq To Aid Army. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2014/06/30/world/middleeast/iraq.html?_r=0
6. Perry, Tony., & Bennett, Brian. (2014, August 26). White House confirms death of American jihadist fighting in Syria. Los Angeles Times. Retrieved from http://www.latimes.com/local/lanow/la-me-ln-american-isis-20140826-story.html
7. Press Briefing by Principal Deputy Press Secretary Josh Earnest, 6/10/2014. (2014, June 10). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/06/10/press-briefing-principal-deputy-press-secretary-josh-earnest-6102014
8. Robinson, Eugene. (2014, August 28). Obama must answer: Are we at war with the Islamic State? The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/opinions/eugene-robinson-is-the-us-at-war-with-the-islamic-state/2014/08/28/257c8772-2ef0-11e4-994d-202962a9150c_story.html
9. Southeast Asia fears fallout of Mideast chaos. (2014, July 2). Japan Times/Reuters. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2014/07/02/world/southeast-asia-fears-fallout-mideast-chaos/#.U7PEvJSSzck
10. Statement by the President. (2014, August 28). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/08/28/statement-president
---------------------------

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...