วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2557

การบรรยาย งานสัมมนา รายการสื่อต่างๆ

            รวบรวมการให้สัมภาษณ์ การบรรยาย แลกเปลี่ยนจากงานต่างๆ

การปรากฏตัวของ IS ก่อให้เกิดคำถามว่าจะส่งผลต่อประเทศอื่นๆ นอกภูมิภาคตะวันออกกลางหรือไม่ พบว่าความสำเร็จของ IS มาจากปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ เริ่มจากประเทศเกิดเหตุวุ่นวาย ถูกแทรกแซง ความร่วมมือของคนท้องถิ่นเป็นเหตุให้กองกำลัง IS สามารถตั้งอยู่ในพื้นที่ การศึกษาติดตามสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะช่วยอธิบาย คาดการณ์อนาคตต่อภูมิภาคอื่นๆ 
จัดโดยศูนย์อาเซียนศึกษา สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๘

การบรรยายและแลกเปลี่ยน สำนักงานคลังสมอง วปอ.เพื่อสังคม 
วันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม 2557 (2014) เวลา 9.30 น. สำนักงานคลังสมอง วปอ.เพื่อสังคม

ยูเครนตั้งอยู่ในจุดภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ มีพรมแดนติดรัสเซีย และเป็นที่ตั้งของฐานทัพเรือรัสเซีย หากยูเครนเป็นสมาชิกนาโต ยูเครนอาจไม่ยอมให้รัสเซียเช่าฐานทัพเรือที่ไครเมียอีกต่อไป อีกทั้งนาโตอาจวางกองกำลังในยูเครนที่มีพรมแดนติดกับรัสเซีย ขณะนี้ รัสเซียอยู่ในฐานะได้เปรียบ เพราะอย่างน้อยได้ควบคุมไครเมียแล้ว ในขณะที่นาโตลังเลใจที่จะตอบโต้ด้วยการใช้กำลังทหาร
รายการ One World 05-03-57 สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ เนชั่น แชนเนล วันที่ 5 มีนาคม 2014,

2. ผลกระทบการประกาศเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ (ADIZ)ของจีนต่อภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
การบรรยายและแลกเปลี่ยน สำนักงานคลังสมอง วปอ.เพื่อสังคม 
วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ (2014) เวลา ๙.๓๐ น. 

คนจำนวนมากยังติดปากเรียกว่า พม่าแม้รัฐบาลเมียนมาร์ขอให้เรียกชื่อประเทศตนว่า เมียนมาร์แต่บางคนบางประเทศยืนยันเรียกชื่อเดิม เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
สัมภาษณ์ในรายการ “ACE 2015” ของสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2013

-------------------

วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2557

กำเนิด “รัฐสมัยใหม่” ตัวแสดงเอกของโลก

28 ธันวาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6627 วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/2060571)

            ในโลกปัจจุบัน ในบรรดาตัวแสดงทุกประเภท “รัฐ” เป็นตัวละครหลัก/ ตัวแสดงเอก (primary actor) ของระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่แปลกที่รัฐจะปรากฏอยู่ในหน้าข่าวต่างประเทศทุกวันและมากที่สุด
            บทความนี้จะนำเสนอประวัติกำเนิด “รัฐสมัยใหม่” และข้อวิพากษ์

ประวัติที่มา :
            เมื่อจักรวรรดิโรมันเสื่อมสลาย ดินแดนในทวีปยุโรปแยกออกเป็นแว่นแคว้นต่างๆ ที่เป็นอิสระต่อกัน เช่น อิตาลีแบ่งออกเป็นรัฐลอมบาร์ดี โรมานญา ทัสคานี เนเปิล ซีซีลี รัฐสันตะปาปา ฯลฯ เยอรมนีแยกออกเป็นรัฐแซกซอน ฟรังโกเนีย บาวาเรีย ชวาเบน ไมเซน ฯลฯ ฝรั่งเศสแยกออกเป็นรัฐบูร์กอญ กาสกอญ ตูลูส โพรวองส์ ฯลฯ เช่นเดียวกับสเปนและยุโรปตะวันออก เป็นสภาพที่อำนาจการเมืองกระจัดกระจายไม่รวมศูนย์ดังสมัยจักรวรรดิโรมัน
            จากนั้นการปกครองค่อยๆ พัฒนาเป็นระบบฟิลดัล (Feudal system) กับศาสนจักรโรมันคาทอลิก

            ศาสนจักรโรมันคาทอลิกเป็นองค์กรเดียวที่มีโครงสร้างทางอำนาจเข้มแข็ง บาทหลวงกระจายอยู่ทุกหนแห่ง ทุกแว่นแคว้น เป็นที่พึ่งของประชาชนท่ามกลางสภาวะสงคราม ความทุกข์ยากลำบากต่างๆ
            ในปี ค.ศ.800 เกิดเหตุการณ์สำคัญคือ หลังจากพระเจ้าชาร์เลอมาญแห่งชนชาติฟรังก์ชนะสงครามสามารถรวมดินแดนฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลีภาคเหนือและยุโรปตะวันตกทั้งหมด กลายเป็นอาณาจักรใหญ่ พระเจ้าชาร์เลอมาญได้ให้สันตะปาปาเลโอที่ 3 สวมมงกุฎจักรพรรดิ เป็นการยอมรับสิทธิอำนาจของประมุขศาสนาเหนือประมุขอาณาจักรฝ่ายโลก
            ค.ศ.962 สันตะปาปาโยอันเนสที่ 12 สวมมุงกุฎให้พระเจ้าออตโตที่ 1 และประกาศให้อาณาจักรของพระเจ้าออตโตที่ 1 เป็น “จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์” อำนาจของศาสนจักรจึงครอบคลุมสูงสุดทั้งทางธรรมกับทางโลก ประมุขคนใดที่ไม่เชื่อฟังหรือไม่ยอมรับอำนาจของสันตะปาปา อาจถูกประกาศบัพพาชนียกรรม (excommunication) ไล่ออกจากการเป็นศาสนิกชน ทำให้ประมุขขาดความน่าเชื่อถือ ขุนนางอาจก่อการยึดอำนาจ
            ในระดับรากหญ้า บาทหลวงกระจายอยู่ในทุกเมือง มีอิทธิพลต่อประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย มีบทบาทด้านการศึกษา กิจกรรมทางสังคม โบสถ์และธรณีสงฆ์เป็นอิสระจากอำนาจเจ้าเมือง ได้รับการยกเว้นภาษี มีข้าพระหรือผู้ใช้แรงงานในบังคับบัญชาของโบสถ์ เมื่อเวลาผ่านไปโบสถ์ร่ำรวย มีอิทธิพลมากขึ้นทุกที
            ดังนั้น ในยุคกลาง (ค.ศ.500-1500) ศาสนจักรโรมันคาทอลิกมีอิทธิพลอำนาจทั้งฝ่ายโลกและทางธรรม บาทหลวงทั้งหมดขึ้นตรงต่อสันตะปาปา กษัตริย์บางองค์เมื่อขึ้นครองราชย์ต้องได้รับการสวมมงกุฎจากสันตะปาปา ในบางแง่อาจตีความว่าเกิดสภาพอำนาจซ้อนอำนาจ

            แต่อำนาจของศาสนจักรโรมันคาทอลิกเริ่มเสื่อมด้วยเหตุผลหลายประการ ได้แก่ มีการซื้อขายใบไถ่บาป เป็นความเชื่อที่ว่าการซื้อใบไถ่บาปจะช่วยให้ผู้ตายได้ขึ้นสวรรค์ บาทหลวงเท่านั้นที่สามารถเป็นคนกลางเชื่อมระหว่างผู้เชื่อกับพระเจ้า ศาสนิกชนบางส่วนต้องการฟื้นฟูศาสนา เมื่อได้ศึกษาพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ (Bible) ก็ยิ่งรู้ว่าหลักข้อเชื่อ แนวประพฤติปฏิบัติหลายอย่างไม่ถูกต้อง ตีความพระคัมภีร์ผิดเพี้ยน การประดิษฐ์เครื่องพิมพ์สมัยใหม่และแปลเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย เป็นอีกเหตุที่ทำให้หลายคนได้อ่านพระคัมภีร์โดยตรง (เดิมนั้นผู้เชื่อจะฟังคำสอนผ่านบาทหลวงเป็นหลัก) พระคริสต์ธรรมคัมภีร์แพร่กระจายอย่างกว้างขวาง (ทุกวันนี้พระคัมภีร์ยังเป็นหนังสือที่ตีพิมพ์มากที่สุดในโลก) บาทหลวงไม่เป็นผู้ผูกขาดตีความอีกต่อไป

            ความเจริญก้าวหน้าของศิลปะวิทยาการแขนงต่างๆ เป็นอีกเหตุผลสำคัญ นักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักคิดหลายคนค้นพบความรู้และแนวคิดที่ขัดแย้งกับคำสอนของศาสนจักร
            เช่น นักดาราศาสตร์ค้นพบว่าพระเจ้าไม่ได้สร้างโลกให้เป็นศูนย์กลางจักรวาล โลกเป็นเพียงดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในระบบสุริยะ
            นักปรัชญาการเมือง นิกโคโล มาเคียเวลลี (Niccolo Machiavelli, 1469-1527) โทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes, 1588-1679) สนับสนุนให้เจ้าผู้ปกครองมีอำนาจเหนือทุกฝ่าย รวมทั้งศาสนจักร
            ความเจริญก้าวหน้าของศิลปะวิทยาการที่ขัดแย้งกับหลักศาสนา เป็นอีกเหตุที่สั่นคลอนสิทธิอำนาจของศาสนจักร

            ความขัดแย้งอันเนื่องจากความเชื่องทางศาสนา ความต้องการปฏิรูป ได้ขยายตัวและเชื่อมโยงกับอาณาจักรฝ่ายโลก เกิดสงครามระหว่างแว่นแคว้นที่ยังยึดมั่นศาสนาจักรกับฝ่ายต่อต้านหลายครั้ง สงครามครั้งสุดท้ายคือ สงคราม 30 ปี (Thirty Years War, 1618-1648) จบลงด้วยการลงนามสนธิสัญญาเวสฟาเลีย (Treaty of Westphalia) ในปี 1648 พร้อมกับเกิด “รัฐสมัยใหม่” (modern state) ผู้ครองรัฐต่างๆ สามารถกำหนดนิกายศาสนาด้วยตนเอง ไม่จำต้องขึ้นกับศาสนจักรอีกต่อไป เป็นการยุติอำนาจฝ่ายโลกของคริสตจักรโรมันคาทอลิกที่มีมาตั้งแต่ยุโรปสมัยกลาง

            ผู้ปกครองหรือศูนย์กลางอำนาจของรัฐ จึงมี/ใช้อำนาจสูงสุดภายในขอบเขตรัฐหรือดินแดนของอิทธิพลของตน คำว่าอธิปไตย (Sovereignty) ในสมัยนั้นจึงมีความมุ่งหมายสำคัญที่ว่าผู้ปกครองฝ่ายโลกหรือกษัตริย์ได้แยกตัวตนออกจากอำนาจของสันตะปาปา รัฐที่ยึดมั่นหลักการนี้จะไม่มีระบบ 2 ผู้นำ คือ ผู้นำศาสนากับผู้ปกครองฝ่ายโลกที่ทับซ้อนกัน ผู้ปกครองฝ่ายโลกมีอำนาจสูงสุดในขอบเขตอิทธิพลทางการเมืองของตน (หรือขอบเขตประเทศหรือดินแดนของตนนั่นเอง) เว้นแต่บางเมืองบางรัฐที่ยังคงอยู่ใต้อิทธิพลของศาสนจักรต่ออีกระยะหนึ่ง
            ข้อตกลงสันติภาพเวสฟาเลียยังเป็นที่มาของหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของอีกฝ่าย เขตแดนกลายเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่าอดีต เพราะผู้ปกครองแต่ละคนมีอำนาจสูงสุดเหนือดินแดน รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างในดินแดนนั้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นประชากร ทรัพยากรต่างๆ

            นักวิชาการบางคนอธิบายว่า เบื้องหลังของสงคราม 30 ปี คือการแข่งขันชิงอำนาจระหว่างฝ่ายศาสนจักรกับกษัตริย์ ผู้นำคาทอลิกพยายามเอาชนะรัฐโปรเตสแตนต์ เพื่อให้รัฐเหล่านี้กลับมาอยู่ใต้อำนาจศาสนจักรอีกครั้ง เพราะยึดมั่นว่าความเชื่อของคาทอลิกเท่านั้นที่ถูกต้อง อีกเหตุผลคือกษัตริย์บางองค์ต้องการขยายอำนาจของตน ต้องการครอบครองยุโรปทั้งหมดดังเช่นศาสนจักร กษัตริย์บางองค์อ้างเหตุผลศาสนาแต่เป้าหมายเบื้องหลังคือต้องการเพิ่มอำนาจของตน

            จากนั้น การแผ่ขยายอำนาจของยุโรปในยุคล่าอาณานิคม และการก่อตัวของลัทธิชาตินิยมในทวีปเอเชีย แอฟริกาและอเมริกา ทำให้แนวคิดรัฐสมัยใหม่กระจายไปยังทวีปต่างๆ ทั่วโลก รัฐในปัจจุบันจึงกลายเป็น “รัฐสมัยใหม่” ทั้งหมด
            อนึ่ง ในยุคปัจจุบันรัฐบางแห่ง ผู้นำศาสนา/ผู้นำจิตวิญญาณมีอำนาจสูงสุดหรือมีอำนาจพิเศษบางอย่างเหนือรัฐ ได้แก่ นครรัฐวาติกัน ประเทศอิหร่าน (กรณีอิหร่านเป็นศาสนาอิสลาม มีประวัติที่มาของตนเอง)
            กว่า 366 ปีนับจากสนธิสัญญาสันติภาพเวสฟาเลีย ทุกวันนี้น้อยคนที่จะเข้าใจหรือเอ่ยหลักการผู้นำฝ่ายโลกกับผู้นำศาสนาที่ร่วมปกครองดูแลอาณาเขตเดียวกัน (ยกเว้นบางประเทศ เช่น อิหร่าน) เมื่อพูดถึงอธิปไตยจะมุ่งหมายถึงรัฐผู้มีสิทธิอำนาจสูงสุดเหนือเขตแดน เป็นการยึดโยงกับยุโรปในสมัยกลางที่ให้ความสำคัญกับ “พื้นที่” มากกว่า “คนในพื้นที่” ผู้ถืออำนาจรัฐหรือผู้ปกครองคือผู้มีอำนาจสูงสุดเหนือพื้นที่ของตน
            ปัจจุบัน การพูดถึงความเป็นชาติของประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในแวดวงวิชาการหรือนอกวิชาการ จะไม่เอ่ยถึงที่มาของรัฐสมัยใหม่ บ่อยครั้งเป็นเรื่องของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลอ้างการสร้างชาติแบบตะวันตกเพื่อปฏิวัติ ล้มล้างระบอบการปกครองเดิมหรืออำนาจต่างชาติ แล้วได้ระบอบประชาธิปไตย สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ เผด็จการ ดังนั้นเมื่อเทียบกับหลักคิดเรื่องที่มาของของรัฐสมัยใหม่แล้ว จึงเป็นเรื่องราวของการแย่งชิงอำนาจของชนชั้นปกครองฝ่ายโลก

 “รัฐคือสิ่งประดิษฐ์และปรับเปลี่ยน” :
            การเข้าใจประวัติศาสตร์ที่มาของรัฐสมัยใหม่ให้ข้อคิดสำคัญว่าเดิมนั้นมนุษย์อยู่โดยปราศจากรัฐ รัฐสมัยใหม่หรือรัฐในปัจจุบันเป็นนวัตกรรมอย่างหนึ่ง เป็นสิ่งประดิษฐ์คิดค้น พัฒนาจากการเมืองการปกครองที่ผู้ปกครองฝ่ายโลกพยายามแยกตัวออกจากศาสนจักร แล้วตกทอดถึงปัจจุบัน ทุกวันนี้มนุษย์ทุกคนจึงอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐ อันหมายถึงอยู่ภายใต้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลผู้ถืออำนาจหรือบริหารอำนาจ (ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนยังต้องมีตัวแทนเข้าไปร่วมปกครอง ประชาชนไม่ได้บริหารประเทศโดยตรง)

            แต่อธิปไตยของรัฐถูกสั่นคลอน ทั้งแบบยินยอมและไม่ยินยอม
            เช่น บางประเทศหยิบยกเหตุผลที่อ้างว่า “เหนือกว่า” อธิปไตยรัฐ เช่น หลักสิทธิมนุษยชนสากลเพื่อแทรกแซงประเทศอื่น หลายประเทศยอมสละอธิปไตยบางส่วนเพื่อเข้าองค์การค้าโลก ประเทศจีนต้องใช้ความพยายามกว่า 10 ปีเพื่อเป็นสมาชิก โลกาภิวัตน์ที่เชื่อมโยงทุกส่วนของโลกเข้าหากันมากขึ้น เกิดทั้งผลดีผลเสีย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเหลือเพียงสิ่งเดียวอย่างเดียว อธิปไตย ความเป็นชาติถูกลดทอน แต่ไม่ถึงกับสูญสิ้น
            อีกทั้งยังมีตัวแสดงที่มิใช่รัฐ (Nonstate Actor) เกิดขึ้นอย่างมากมาย พยายามมีบทบาทเทียบรัฐ เข้าควบคุมหรือทำให้รัฐดำเนินนโยบายตอบสนองความต้องการของกลุ่ม ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าลักษณะของรัฐหรือความเป็นรัฐมีพลวัต (dynamic) เปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง

            หากมองในภาพกว้างจะเห็นว่ารัฐเป็นสิ่งประดิษฐ์ เป็นความสัมพันธ์ทางสังคมที่สมมติขึ้น การจะคงอยู่หรือไม่จึงขึ้นกับการยอมรับหรือปฏิเสธ อีกทั้งน่าจะสามารถพัฒนาให้รัฐ (หรือเรียกชื่อใดก็ตาม) ให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ เป็นประเด็นที่น่าใคร่ครวญ
            John A. Jacobson ตั้งโจทย์ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกชน สังคมและรัฐควรจะเป็นอย่างไร
            อาจถึงเวลาแล้วที่จะให้กำเนิดแนวคิด “รัฐสมัยใหม่” อีกครั้ง
----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
อธิบายความสำคัญของการเมือง การเมืองการปกครองเป็นเรื่องใกล้ตัว

บทความว่าด้วยรัฐแบ่งเป็น 3 ตอน ตอนแรกกล่าวถึงนิยามคำว่ารัฐ แนวคิด ทฤษฎีกำเนิดแห่งรัฐ (Origin of State)

พัฒนาการและรูปแบบรัฐ องค์ประกอบของรัฐสมัยใหม่ 

อำนาจอธิปไตย แนวคิดเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตย ลักษณะของอำนาจอธิปไตย การสั่นคลอนอำนาจอธิปไตย รัฐในอนาคต บทบาทหน้าที่แห่งรัฐ

บรรณานุกรม :
1.รุ่งพงษ์ ชัยนาม, รศ.ดร. (2554) สงครามกับการเปลี่ยนแปลงในสังคมโลก ใน เอกสารการสอนชุดวิชาสังคมโลก นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
2. D'Anieri, Paul. (2012). International Politics: Power and Purpose in Global Affairs. USA: Wadsworth.
3. Haass, Richard N. (2005).  The Politics of Power: New Forces and New Challenges. Harvard International Review. Retrieved from http://hir.harvard.edu/articles/1340/1/>
4. Jacobson, John A.(1998). An Introduction to Political Science. CA: West/Wadsworth publication.
5. Kissinger, Henry. (2002). Does America Need a Foreign Policy?: toward a diplomacy for the 21st century. New York: Touchstone.
6. Scheve, Kenneth F., & Slaughter, Matthew J. (2007). A New Deal for Globalization.  Foreign Affairs, July/August 2007. Retrieved from http://www.foreignaffairs.org/20070701faessay86403/kenneth-f-scheve-matthew-j-slaughter/a-new-deal-for-globalization.html
7. Spencer, Philip., & Wollman, Howard. (2002). Nationalism: A Critical Introduction. London: SAGE Publications.
8. Viotti, Paul., & Kauppi, Mark. (2009). International Relations and World Politics (4th Ed.). USA.: Pearson Education.
-------------------------------

วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2557

รูเบิลอ่อนค่า สัมพันธ์ตะวันตกตึงเครียด และการแก้เกมของปูติน (2)

21 ธันวาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6620 วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/2055659)

            เมื่อสหรัฐกับอียูเริ่มคว่ำบาตรรัสเซียเนื่องจากความขัดแย้งยูเครน มาตรการในตอนต้นจำกัดขอบเขตมาก จากนั้นมาตรการชุดใหม่เริ่มปรากฏ มุ่งภาคพลังงาน การเงินการธนาคาร และเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์
            เดือนเมษายนรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจประเมินว่าจีดีพีจะลดลง 0.5 จากเดิมที่คาดว่าโต 1.3 คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั้งปีที่ 7.0 จากเดิมอยู่ที่ 6.2 ด้านธนาคารโลกประเมินว่าในกรณีเลวร้ายสุดเศรษฐกิจรัสเซียอาจหดตัวถึงร้อยละ 1.8 ซึ่ง ณ ขณะนั้นทางการรัสเซียไม่เห็นด้วยกับการคาดการณ์ดังกล่าว
            ล่าสุด สัปดาห์ที่ผ่านมารูเบิลอ่อนค่าอย่างรุนแรง บางช่วงอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 78 รูเบิลต่อดอลลาร์สหรัฐ นักวิเคราะห์บางรายชี้ว่าอาจถึง 100 รูเบิลต่อดอลลาร์ก็เป็นได้ ส่วนอัตราเงินเฟ้อสูงมากกว่าร้อยละ 10 แล้ว ธนาคารกลางรัสเซีย (Central Bank of Russia) ยอมรับว่าเศรษฐกิจปีหน้าอาจถดถอยเกือบร้อยละ 5 ถ้าราคาน้ำมันยืนอยู่ที่ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมัน WTI (West Texas Intermediate) เมื่อวันศุกร์ปิดที่ 56.52 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 2.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

สาเหตุค่าเงินรูเบิลอ่อนตัวและการรับมือ :
            มีการอธิบายสาเหตุที่รูเบิลอ่อนค่าหลายเหตุผล ในช่วงแรกชี้ว่าเนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้นตามลำดับ สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าเป็นประวัติการเมื่อเทียบกับเงินรูเบิล
            เหตุผลถัดมาคือนักลงทุนเทขายรูเบิลหันไปถือครองดอลลาร์ บางส่วนเก็งกำไรค่าเงิน
            แต่เหตุผลที่กระทบค่าเงินรูเบิลมากสุดในช่วงนี้เกิดจากราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับลดลงอย่างรุนแรง Elvira Nabiullina ผู้ว่าการธนาคารรัสเซียชี้ว่าราคาน้ำมันตลาดโลกอ่อนตัวลงมาก ราคาน้ำมันเริ่มอ่อนตัวรุนแรงเมื่อเดือนกรกฎาคม ณ ขณะนั้นราคาน้ำมัน WTI เหลือราว 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
            จากนั้นราคาน้ำมันยังคงปรับตัวลงต่อเนื่อง WTI ลดต่ำสุดในรอบ 5 ปีครึ่ง อยู่ที่ราว 55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2009 หลังรัฐสภาสหรัฐผ่านร่างกฎหมายเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรเนื่องจากปัญหายูเครน

            รัฐบาลปูตินปล่อยให้ค่าเงินรูเบิลเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด พร้อมกับเข้าแทรกแซงเป็นระยะด้วยหลายมาตรการ หนึ่งในมาตรการคือประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่เดิมเมื่อต้นเดือนมีนาคมอยู่ที่ร้อยละ 5.5 แล้วปรับเพิ่มเป็น 7.0 จากนั้นปรับขึ้นอีกหลายระลอก แต่รูเบิลยังอ่อนค่าต่อเนื่อง วันที่ 15 ธันวาคมเพียงวันเดียวรูเบิลอ่อนค่าถึงร้อยละ 9.5 หลังจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดิ่งลงอย่างหนัก จนธนาคารกลางต้องประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็นร้อยละ 17 ต่อปี
            ผลจากการที่รูเบิลอ่อนค่าและการแทรกแซงเพื่อพยุงค่าเงิน ทำให้ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมารูเบิลผันผวนเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 56.18 – 80.10 รูเบิลต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นในปลายสัปดาห์หลังธนาคารกลางทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์เข้าซื้อรูเบิลในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา ข้อมูลจากรายงานของธนาคารกลางรัสเซียประจำเดือนพฤศจิกายน รายงานว่าเมื่อสิ้นเดือนตุลาคมรัสเซียมีทุนสำรองทั้งหมดราว 428,000 ล้านดอลลาร์ (ดูตารางประกอบ)
            การโจมตีค่าเงินรูเบิลจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องสู้กันอีกหลายยก

(ที่มา The Central Bank of the Russian Federation. (2014). Bank of Russia Statistical Bulletin, No 11 (258). Retrieved from http://www.cbr.ru/Eng/publ/BBS/Bbs1411e.pdf)

เศรษฐกิจที่ขึ้นกับการส่งออกน้ำมัน :
            มีผู้ประเมินว่าที่มาของงบประมาณกว่าร้อยละ 60 มาจากกำไรที่ได้จากการขายน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติ
            ย้อนดูข้อมูลในอดีต เมื่อปีที่แล้ว (2013) รัสเซียสามารถผลิตและส่งออกน้ำมันมากที่สุดในโลก และด้วยราคาที่สูงเฉลี่ย 113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทำให้รัสเซียได้เงินตราต่างประเทศจากการส่งออกน้ำมันมากถึง 1.6 แสนล้านดอลลาร์ เมื่อรวมกับการส่งออกก๊าซธรรมชาติซึ่งรัสเซียเป็นผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่สุดของโลก ทำให้การค้าระหว่างประเทศเกินดุล

            ภายใต้แผนงบประมาณปัจจุบัน รายรับรายจ่ายจะสมดุลหากราคาน้ำมันอยู่ที่ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะนี้ราคาน้ำมันอยู่ต่ำกว่า 60 กว่าดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงส่งผลต่อรายรับของประเทศอย่างรุนแรง กระทบความเชื่อมั่นต่อค่าเงินรูเบิล ธนาคารกลางรัสเซียยอมรับว่าเศรษฐกิจปีหน้าอาจถดถอยร้อยละ 5 ถ้าราคาน้ำมันยืนอยู่ที่ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
            ความกังวลต่อรายได้ของรัสเซียยิ่งทำให้ค่าเงินอ่อนตัวลงไปอีก เกิดวัฏจักรขาลง องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency : IEA) ชี้ว่าอุปสงค์น้ำมันที่ลดลงและอุปทานล้นตลาดอาจทำให้โลกไร้เสถียรภาพ และบางประเทศเช่นรัสเซียกับเวเนซูเอลาอาจผิดนัดชำระหนี้ เนื่องจากรายได้ของทั้ง 2 ประเทศขึ้นกับการขายน้ำมัน

การคว่ำบาตรเริ่มส่งผลแล้ว :
            เมื่อพิจารณาย้อนดูตั้งแต่ต้น ค่าเงินรูเบิลเริ่มอ่อนค่าเมื่อรัสเซียส่งทหารเข้าควบคุมไครเมียเมื่อต้นเดือนมีนาคม ประธานาธิบดีโอบามากับอียูขู่ว่าจะคว่ำบาตรรัสเซีย ประธานาธิบดีปูตินโต้กลับว่าชาติตะวันตกจะได้รับผลกระทบเช่นกัน ผลกระทบเกิดแก่หลายประเทศโดยเฉพาะเยอรมนี
            2-3 เดือนที่ผ่านมาสถานการณ์ยูเครนลดความรุนแรง แต่สหรัฐกับพันธมิตรยังคว่ำบาตรรัสเซียต่อเนื่องและเพิ่มมาตรการหลายรอบ กลายเป็นการเผชิญหน้าระหว่างขั้วสหรัฐกับรัสเซียโดยตรง
            บัดนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐกับพันธมิตรส่งผลต่อค่าเงิน ระบบเศรษฐกิจรัสเซียอย่างหนัก ประธานาธิบดีปูตินยอมรับเช่นกันว่าความผันผวนของรูเบิลในระยะนี้มาจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก

            ค่าเงินอ่อนเพิ่มอัตราเงินเฟ้อ ราคาสินค้านำเข้าถีบตัว จนรัฐบาลต้องเข้ามาดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย สินค้าอุปโภคบริโภค ยารักษาโรค และสินค้าจำเป็นอื่นๆ
            รัฐบาลปูตินตระหนักว่ากำลังได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตรอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นทุกที แต่ยังเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจการคลังของตน และมั่นใจว่าการคว่ำบาตรส่งผลกระทบต่อประเทศยุโรปเช่นกัน โดยเฉพาะเศรษฐกิจยูเครนกำลังย่ำแย่ นี่คือเกมเดิมพันว่าฝ่ายใดจะอดทนได้นานกว่า

            เมื่อวิเคราะห์อย่างรอบด้าน ถ้ารัฐบาลปูตินจำนนต่อสหรัฐกับอียูในครั้งนี้เท่ากับว่ารัสเซียยอมโอนอ่อนต่อชาติตะวันตก กระทบต่อภาพลักษณ์ความยิ่งใหญ่ของรัสเซีย ผลเสียที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจในระยะสั้นเท่านั้น แต่สูญเสียในทุกด้าน โดยไม่รู้ว่าจะฟื้นตัวอีกทีเมื่อใด
และในอนาคตสหรัฐจะใช้วิธีนี้จัดการกับตนอีก เมื่อเป็นเช่นนี้ รัสเซียควรยอมเสียประโยชน์ในครั้งนี้เพียงครั้งเดียว ดีกว่าเสียอีกร่ำไปในครั้งต่อๆ ไป การวิเคราะห์เช่นนี้สอดรับกับคำกล่าวของประธานาธิบดีปูตินที่ว่า “ราคาที่เราต้องจ่ายจริงๆ คือการจ่ายให้กับแรงบันดาลใจเพื่อรักษาพวกเราในฐานะเป็นชาติ เป็นหนึ่งอารยธรรม และรัฐ” เป็นเรื่องการของพิทักษ์อิสรภาพ อธิปไตยและสิทธิที่จะดำรงอยู่ของเรา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับไครเมีย

การเผชิญหน้าของมหาอำนาจในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เว้นเสียแต่จะสามารถหาข้อยุติอย่างรวดเร็ว ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ที่ผ่านมาประธานาธิบดีปูตินชี้ว่าปัญหาค่าเงินรูเบิลในขณะนี้เกิดจากปัจจัยนอกประเทศเป็นหลัก ราคาน้ำมันคือตัวแปรสำคัญ ในฉากทัศน์ที่เลวร้ายสุด (worst-case scenario) “จะต้องกินเวลา 2-3 ปี” เศรษฐกิจจึงจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง ไม่มีใครตอบได้ว่าสถานการณ์จะกลับสู่ปกติเมื่อไหร่ เพียงคาดว่าน่าจะเริ่มดีขึ้นในกลางปีหน้าหรือเร็วกว่านั้น
การคาดการณ์ของประธานาธิบดีปูตินอยู่ใต้สมมติฐานชุดหนึ่ง สถานการณ์อาจเลวร้ายกว่านี้หากมีการตอบโต้ เกิดผลแทรกซ้อนรุนแรงกว่าเดิม ที่แน่นอนคือไม่มีใครตอบได้ว่าสถานการณ์จะกลับสู่ปกติเมื่อไหร่

วิเคราะห์องค์รวม  รูเบิลอ่อนค่า :
            เหตุการณ์จุดพลิกผันคือ โอเปกประกาศคงกำลังการผลิตน้ำมันเท่าเดิม ทำให้ตลาดเชื่อว่าน้ำมันจะอ่อนค่าลงไปอีก กลไกซื้อขายน้ำมันล่วงหน้าทำให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกอ่อนตัวรุนแรงอย่างไม่น่าเชื่อ ส่งผลต่อค่าเงินรูเบิลอย่างหนัก
            ถ้าพิจารณาจากปัจจัยภายในประเทศ สาเหตุหลักเป็นเพราะเศรษฐกิจรัสเซียพึ่งการส่งออกน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ เป็นข้อเตือนใจแก่บรรดาประเทศที่พึ่งพาการส่งสินค้าออกเพียงไม่กี่ตัว

            ประธานาธิบดีปูตินย้ำนโยบายในระยะยาวว่ารัฐจะสนับสนุนให้ผลิตสินค้าจำเป็นต่างๆ ภายในประเทศ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและสินค้าอุตสาหกรรมต่างชาติ รวมทั้งการสร้างเครื่องจักรกล เครื่องมืออุตสาหกรรม วิศวกรรมพลังงาน เครื่องมือสำหรับการพัฒนาพื้นที่ ในอนาคตเราจะคงนำเข้าแต่เครื่องมือและเทคโนโลยีที่พิเศษจริงๆ บริษัทต้องเห็นความสำคัญของการลงทุนในกิจการที่เติบโตมั่นคงในระยะยาว ไม่มุ่งแสวงหาเพียงกำไรระยะสั้น
            แต่ ณ ขณะนี้ จำต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

            ทุกคนตระหนักว่าเศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงกัน แต่การเชื่อมโยงดังกล่าวไม่ได้หมายถึงว่าจะส่งผลกระทบเท่าเทียมกัน ประเทศที่ขนาดเศรษฐกิจเล็กและอ่อนแอมักเสียเปรียบ รัสเซียในขณะนี้เป็นกรณีตัวอย่างให้ตระหนักว่าพลังอำนาจทางเศรษฐกิจมีความสำคัญมากเพียงใด สงครามในยุคนี้อาจตัดสินแพ้ชนะด้วยพลังอำนาจทางเศรษฐกิจกัยการเมืองระหว่างประเทศ ไม่จำต้องเสียกระสุนแม้แต่นัดเดียว
            ผู้แพ้ไม่จำต้องเสียดินแดนและเลือดเนื้อ แต่ต้องอยู่ใต้อิทธิพล ถูกขูดรีดเอารัดเอาเปรียบ เกิดความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน

            ในช่วงแรกเมื่อราคาน้ำมันตลาดโลกอ่อนตัว บางคนอธิบายว่าเกิดจากดอลลาร์แข็งค่าขึ้นทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกอ่อนตัว ต่อมาให้เหตุผลว่าโอเปกไม่ปรับลดกำลังการผลิต สาเหตุที่ราคาอ่อนตัวลงมากอย่างเหลือเชื่อเป็นประเด็นที่ถกเถียงได้ หากเป็นการดำเนินการผ่านแผนที่ไตร่ตรองรอบคอบ นับว่าเป็นแผนชั้นเลิศทีเดียว ที่สำคัญคือแสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจของผู้ควบคุมราคาน้ำมันดิบโลก ผ่านกลไกทุกขั้นตอน ตั้งแต่ประเทศเจ้าของน้ำมัน บรรษัทน้ำมัน ผู้ลงทุนในตลาดซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า
-------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
สถานการณ์ในยูเครนสงบเรียบร้อยขึ้น แต่กลายเป็นต้นเหตุทำให้รัสเซียเผชิญหน้ากับสหรัฐและพันธมิตร รัฐบาลปูตินเชื่อว่าหากเดินเกมยืดเยื้อ ประชาชนยูเครนจะออกมาประท้วงคว่ำรัฐบาลโปโรเชนโก ฝ่ายตนจะเป็นผู้ได้ชัย ด้านสหรัฐกับพันธมิตรตอบโต้ด้วยการกดดันคว่ำบาตรรัสเซีย จนค่าเงินรูเบิลอ่อนค่าอย่างรุนแรง กระทบเศรษฐกิจรัสเซีย

2. ด้วยรักจากปูตินถึงโอบามาการปิดล้อมและการโต้กลับ (Ookbee)
            ความตึงเครียดจากสถานการณ์ยูเครนที่เริ่มต้นตั้งแต่ปลายปี 2013 จนนำสู่การเผชิญหน้าระหว่างชาติมหาอำนาจรัสเซียกับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างชัดเจน สหรัฐฯ กับพันธมิตรโดยเฉพาะอียูร่วมออกมาตรคว่ำบาตรรัสเซียหลายรอบ
            ข้อเขียนชิ้นนี้อธิบายนโยบายของสหรัฐฯ ต่อรัสเซียเพื่ออธิบายเหตุผลที่มาที่ไปของนโยบายปิดล้อมรัสเซีย การตอบโต้จากรัฐบาลปูติน นำสู่การวิเคราะห์องค์รวม ชี้ให้เห็นยุทธศาสตร์เชิงลึกของสหรัฐฯ ความพยายามจัดระเบียบโลกผ่านวิธีการต่างๆ จุดอ่อนของยุทธศาสตร์ปิดล้อม พลังอำนาจที่ถดถอยของสหรัฐฯ พร้อมกับคาดการณ์อนาคต

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม ตอน 2 :
1. Allen, Karma. (2014, December 16). Russia raises key rate to 17%, effective Tuesday. CNBC. Retrieved from http://www.cnbc.com/id/102264517
2. Antonova, Maria., & Moyon, Germain. (2014, December 15). Ruble tumbles 9.5% to new record low despite interventions. AFP. Retrieved from http://news.yahoo.com/ruble-falls-8-one-day-trading-over-63-165257428.html
3. G7 sanctions will strike hard on Russia’s economy, finance and armory. (2014, March 25). Charter'97. Retrieved from http://www.charter97.org/en/news/2014/3/25/91793/
4. Jha, Manisha. (2014, December 12). Can Russia do anything to stop the ruble’s slide?
 CNBC. Retrieved from http://www.cnbc.com/id/102264670?trknav=homestack:topnews:14
5. Kuznetsov, Vladimir. (2014, December 17). Ruble Advances as Cash Crunch From Higher Rates Supports Demand. Bloomberg. Retrieved from http://www.bloomberg.com/news/2014-12-19/ruble-advances-as-cash-crunch-from-higher-rates-supports-demand.html
6. Lash, Herbert. (2014, December 12). Oil slide roils emerging markets, stocks fall anew. Reuters. Retrieved from http://finance.yahoo.com/news/oil-plunges-five-half-low-003929338.html;_ylt=AwrSyCPuXY9UJXkA3RHQtDMD
7. Putin warns West against sanctions, says Ukraine interim leader 'not legitimate. (2014, March 4). Fox News. Retrieved from http://www.foxnews.com/world/2014/03/04/putin-blames-unconstitutional-overthrow-yanukovych-for-crimea-crisis/
8. Russia surprises with rate hike as ruble plunges. (2014, March 1). Market Watch. Retrieved from http://www.marketwatch.com/story/russia-surprises-with-rate-hike-as-ruble-plunges-2014-03-03
9. Russian economy hammered by massive money drain. (2014, April 11). CNBC. Retrieved from http://www.cnbc.com/id/101573528
10. Russian Presidential Executive Office. (2014, December 18). News conference of Vladimir Putin. Retrieved from http://eng.kremlin.ru/news/23406
11. Russia's ruble has large growth potential: central bank chief. (2014, November 15). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/europe/europe/2014-11/15/c_133792279.htm
12. Saunders, Doug. (2014, March 15). Crimea is serious, but this is not a new Cold War. Retrieved from http://www.theglobeandmail.com/globe-debate/crimea-is-serious-but-this-not-a-new-cold-war/article17490293/?cmpid=rss1
13. The Central Bank of the Russian Federation. (2014). Bank of Russia Statistical Bulletin, No 11 (258). Retrieved from http://www.cbr.ru/Eng/publ/BBS/Bbs1411e.pdf
14. The Kremlin, Moscow. (2014, December 4). Presidential Address to the Federal Assembly. Retrieved from http://eng.kremlin.ru/news/23341
15. US crude settles below $60 a barrel for the first time in 5 years. (2014, December 12). CNBC/Reuters. Retrieved from http://www.cnbc.com/id/102258403?trknav=homestack:topnews:5
-------------------------------

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557

รูเบิลอ่อนค่า สัมพันธ์ตะวันตกตึงเครียด และการแก้เกมของปูติน (1)

14 ธันวาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6613 วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/2050549)

            ในช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมา นายวลาดีมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้แสดงสุนทรพจน์สำคัญทั้งในงานประชุมเอเปกเมื่อเดือนพฤศจิกายนและการประชุมประจำปีของรัฐสภาแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย (Federal Assembly) ประจำปี 2014 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา ทั้ง 2 สุนทรพจน์และในที่อื่นๆ สะท้อนปัญหาสำคัญและแนวทางแก้ไขของรัฐบาล บทความนี้จะหยิบยกบางประเด็นที่เกี่ยวข้องนโยบายต่างประเทศ เริ่มจากปัญหายูเครนไครเมีย ค่าเงินรูเบิล และความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก ทั้ง 3 ประเด็นสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น

ปัญหายูเครนไครเมียที่ยังค้างคา :
            2-3 เดือนที่ผ่านมาความขัดแย้งในยูเครนฝั่งตะวันออกค่อยบรรเทาลง ในขณะนี้เหลือเพียงการปะทะเพียงประปราย สถานการณ์โดยทั่วไปสงบเรียบร้อย ประชาชนยูเครนตะวันออกที่ต้องการแยกตัวสามารถตกลงกับรัฐบาลได้ระดับหนึ่ง พร้อมกับที่รัสเซีย ยูเครนและอียูลงนามข้อตกลงซื้อขายก๊าซฉบับใหม่เป็นที่เรียบร้อย เป็นสัญญาณที่ดีว่ายูเครนกำลังเข้าสู่สถานการณ์ปกติ
            ท่ามกลางสถานการณ์โดยรวมที่ดีขึ้นแต่รากปัญหายังคงอยู่ คาดว่าการเจรจายังไม่บรรลุข้อตกลงสุดท้าย รัสเซียกับฝ่ายสหรัฐและพันธมิตรยังคงเผชิญหน้ากดดันซึ่งกันและกัน

            ประธานาธิบดีปูตินยืนยันความชอบธรรมในการผนวกสาธารณรัฐไครเมีย (Republic of Crimea) เป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐรัสเซีย เอ่ยถึงประวัติศาสตร์ความผูกพันว่าไครเมียเดิมเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ในสมัยโบราณเมืองนี้ชื่อว่า Chersonesus หรือ Korsun เป็นสถานที่ Grand Prince Vladimir ได้บัพติศมาก่อนนำศาสนาคริสต์สู่รัสเซีย ชาวไครเมียมีภาษาวัฒนธรรมเหมือนรัสเซีย
            ถ้าย้อนกลับไปที่เดือนมีนาคม ในตอนนั้นประธานาธิบดีปูตินอ้างว่าจำต้องปกป้องฐานทัพรัสเซียในไครเมีย และ “มีมือปืนจากองค์กรชาตินิยมเดินทางเข้ามาในไครเมีย” เราจึงต้องดำเนินการ และ “เราได้ดำเนินการอย่างถูกต้องและทันเวลา” เพื่อปกป้องคนท้องถิ่นที่พูดรัสเซีย เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากได้รับการร้องขออย่างเป็นทางการจากนายวิคเตอร์ ยานูโควิช (Viktor Yanukovych) ประธานาธิบดีในขณะนั้น
            ข้อวิพากษ์คือ การอ้างเรื่องความปลอดภัยของคนท้องถิ่นในเขตไครเมียไม่มีข้อพิสูจน์ชัดเจน บัดนี้ปรากฏข้อเท็จจริงแล้วว่าเป้าหมายที่รัฐบาลปูติต้องการคือยึดครองไครเมีย

            ประธานาธิบดีปูตินพยายามอ้างความชอบธรรมด้วยการใช้เหตุผลความใกล้ชิดทางประวัติศาสตร์ แต่หากทุกประเทศต่างอ้างประวัติศาสตร์ในอดีตและพยายามยึดครองดินแดน โลกจะเต็มด้วยไฟสงครามอย่างไม่จบสิ้น เพราะต่างก็จะอ้างประวัติศาสตร์ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง หลายประเทศจะต้องสิ้นชาติเพราะเป็นประเทศเกิดใหม่ ดินแดนที่ตั้งอยู่ ณ ปัจจุบันเป็นดินแดนของอาณาจักรโบราณอื่นๆ

            นักวิชาการบางคนเกรงว่าหากไม่ตอบโต้เท่ากับเป็นการยอมรับว่ารัสเซียสามารถยึดและผนวกดินแดนของประเทศอื่นๆ โดยอ้างว่าความชอบธรรมด้านประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์ และจะทำให้ประเทศอื่นๆ เลียนแบบ เช่น จีนจะใช้กำลังยึดไต้หวัน
            การยึดประวัติศาสตร์ในลักษณะนี้เป็นข้ออ้างของผู้ที่ต้องการรุกรานมากกว่า ที่ถูกต้องและได้รับการยอมรับในปัจจุบันคือ การยึดกฎหมายระหว่างประเทศ อธิปไตย และบูรณาภาพแห่งดินแดนของแต่ละประเทศตามที่เป็นอยู่
            รัฐบาลรัสเซียประกาศเรื่อยมาว่าเคารพอธิปไตยประเทศอื่น และเรียกร้องให้ประเทศอื่นๆ เคารพอธิปไตยตนเอง แต่การยึดครองและผนวกไครเมียเป็นหลักฐานชี้ว่ารัสเซียในปัจจุบันได้ละเมิดอธิปไตยประเทศอื่นอย่างชัดเจน

ทางที่จำต้องเดิน :
            ดังที่เคยวิเคราะห์แล้วว่าการที่รัสเซียต้องยึดไครเมียมาจากเหตุผลด้านความมั่นคงเป็นหลัก เนื่องจากไครเมียเป็นจุดยุทธศาสตร์ เป็นที่ตั้งของกองเรือทะเลดำ (Black Sea Fleet) ที่เซวาสโตโพล (Sevastopol) เป็นท่าเรือน้ำอุ่นเพียงแห่งเดียวที่อยู่ในฝั่งยุโรป
            ประเด็นการรวมตัวเป็นสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (Eurasian Economic Union) โดยรัสเซียเป็นแกนนำและจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2015 น่าจะเป็นอีกเหตุผลที่อียูต้องการสกัดกั้น เกิดความวุ่นวายในยูเครนจนได้นายเปโตร โปโรเชนโก (Petro Poroshenko) ประธานาธิบดีคนล่าสุดที่อิงชาติตะวันตก ทำให้สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชียจะประกอบด้วยรัสเซีย เบลารุส คาซัคสถาน และอาร์เมเนีย โดยปราศจากชื่อยูเครน

            อีกเหตุผลที่ควรเอ่ยถึงคือการวิเคราะห์ในเชิงเกียรติภูมิแห่งชาติ
            เมื่อพูดถึงประเทศรัสเซีย ต้องตระหนักว่ารัสเซียเป็นมหาอำนาจชาติหนึ่ง แม้จะไม่ยิ่งใหญ่เป็นอภิมหาอำนาจดังเช่นยุคสงครามเย็น ยังคงเป็นที่ประเทศที่ยิ่งใหญ่ มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีความหยิ่งในความเป็นชาติของตน ไม่ยอมก้มหัวให้กับชาติตะวันตก
            ที่สำคัญคือในปัจจุบันมีบางประเทศที่ดำเนินนโยบายอิงรัสเซีย หวังพึ่งความช่วยเหลือจากรัสเซีย เสมือนเป็นอีกทางเลือก (alternative way) หากประเทศนั้นไม่ดำเนินนโยบายที่สอดรับกับสหรัฐเสียทุกเรื่อง รัฐบาลซีเรียกับอิหร่านในปัจจุบันคือตัวอย่าง หากรัสเซียไม่แสดงท่าทีความเป็นผู้นำ ยอมก้มหัวให้กับสหรัฐ บรรดาประเทศเหล่านี้ก็จะตีตัวออกห่าง เป็นเหตุทำให้รัสเซียยิ่งปราศจากมิตร ถูกโดดเดี่ยวมากขึ้น สูญเสียผลประโยชน์อันเนื่องจากความสัมพันธ์กับประเทศเหล่านี้ (ภายใต้มุมมองว่าสหรัฐยังคงดำเนินนโยบายเป็นปรปักษ์กับรัสเซียอย่างต่อเนื่อง)
            หรือไม่ก็ยอมจำนนอยู่ใต้อิทธิพลของสหรัฐ อาจได้ชื่อว่าเป็น “พันธมิตร” แต่ไม่ได้อยู่ในความสัมพันธ์ที่เท่าเทียม
            การไม่ยอมก้มหัวให้สหรัฐคือนโยบายของรัฐบาลปูติน ดังที่ประธานาธิบดีปูตินกล่าวย้ำว่าสหรัฐต้องการกำราบรัสเซียให้อยู่ใต้อำนาจ แต่จะไม่มีวันสำเร็จ “ตลอดประวัติศาสตร์ไม่มีใครสามารถจัดการรัสเซีย และจะไม่มีวันทำได้”

รัสเซียกับนาโตต่างต้องการมีอิทธิพล :
            ถ้ามองในกรอบยูเครน ประเด็นสำคัญในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องไครเมีย แต่อยู่ที่ตัวยูเครนส่วนที่เหลือ
            จากข้อมูลที่ปรากฏ รัสเซียเสนอ 2 ทางเลือก ข้อแรกคือ ให้ยูเครนเป็นกลางซึ่งรัฐบาลโอบามาไม่ยอมรับ เห็นว่ายูเครนจะสัมพันธ์กับประเทศใดอย่างไร ขึ้นกับการตัดสินใจของยูเครน
            ข้อเสนอที่ 2 คือ ให้ยูเครนเป็นสหพันธรัฐ เห็นว่ารัฐบาลกลางต้องกระจายอำนาจมากขึ้น ไม่อาจใช้รูปแบบรัฐเดี่ยวได้ เพราะพิสูจน์แล้วว่าล้มเหลวตั้งแต่ได้เอกราชจากอดีตสหภาพโซเวียตเมื่อ 23 ปีก่อน เบื้องหลังของข้อเสนอนี้คือรัสเซียต้องการคงอิทธิพลแถบตะวันออก โดยอ้างว่ามีชาวยูเครนพูดภาษารัสเซียจำนวนมาก (ทำนองเดียวกับไครเมีย) สนับสนุนผู้ชุมนุมประท้วงที่นิยมชมชอบรัสเซีย ในเมืองโดเนตสค์ (Donetsk) กับเมืองลูกันสก์ (Lugansk)

            ฝ่ายสหรัฐกับพันธมิตรอียูไม่พยายามพูดอะไรที่ชัดเจน ให้การตัดสินใจใดๆ มาจากการตัดสินใจของรัฐบาลยูเครน พร้อมกับยืนยันว่านาโตยังเปิดรับสมาชิกที่มีคุณสมบัติตามมาตรฐานของนาโต
            เมื่อพิจารณาท่าทีของขั้วการเมืองยูเครนตะวันตก ล้วนเป็นท่าทีที่ต้องการใกล้ชิดตะวันตก เช่น หวังเป็นสมาชิกอียู เข้าร่วมนาโต
            ขณะที่รัสเซียไม่ยอมให้ยูเครนเป็นสมาชิกนาโตโดยเด็ดขาด การขยายตัวของนาโตเข้าใกล้พรมแดน ส่อท่าทีคุกคามทางทหาร เป็นเรื่องที่รัสเซียยอมให้ไม่ได้ ถือว่าเป็น “เส้นต้องห้าม”
            โดยสรุปแล้ว ยูเครนฝั่งตะวันออกในขณะนี้สงบเรียบร้อยกว่าเมื่อหลายเดือนก่อน แต่รากปัญหายังไม่มีข้อยุติ นั่นคือ ที่สุดแล้วยูเครนจะสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอย่างไร จะเป็นกลาง อิงรัสเซียหรืออิงชาติตะวันตก
            และกลายเป็นว่าความขัดแย้งยูเครนทำให้รัสเซียเผชิญหน้ากับฝ่ายสหรัฐ เกิดสงครามเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ

            ฝ่ายสหรัฐอาศัยการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ จนค่าเงินรูเบิลอ่อนค่าอย่างหนัก อัตราการเติบโตเศรษฐกิจถดถอย เพื่อกดดันให้รัสเซียยอมจำนน
            ส่วนฝ่ายรัสเซียเห็นว่าผลจากการที่ยูเครนตีตัวออกห่างจากรัสเซีย ทำให้เศรษฐกิจและสังคมยูเครนกำลังจะล่มสลาย รัฐบาลไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนข้าราชการ ที่ผ่านมาเศรษฐกิจยูเครนอยู่ได้ด้วยการอิงความช่วยเหลือจากรัสเซีย ในขณะที่ชาติตะวันตกไม่พร้อมจ่ายราคา นาย Vyacheslav Nikonov รองประธานสภาดูมาพยากรณ์ว่า “ประเทศกำลังแยกออกเป็นเสี่ยงๆ รัฐบาลเคียฟยังไม่มีแผนกอบกู้เศรษฐกิจที่ชัดเจน”
            ดังนั้น ฝ่ายรัสเซียเชื่อว่าหากดึงเกมยืดเยื้อเชื่อว่าประชาชนจะออกมาประท้วงขับไล่รัฐบาลโปโรเชนโก และรัสเซียจะเป็นฝ่ายชนะในที่สุด

วิเคราะห์องค์รวม ยูเครนไครเมีย :
            ความขัดแย้งในยูเครนในขณะนี้ได้บานปลายกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างชาติมหาอำนาจแล้ว ณ วันนี้เมื่อพูดถึงความขัดแย้งยูเครน จึงไม่ใช่เรื่องของยูเครนเท่านั้น แต่เป็นความขัดแย้งในภาพที่ใหญ่กว่า รุนแรงกว่า เป็นเรื่องการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจโดยตรง อาจถึงขั้นจัดระเบียบความสัมพันธ์ใหม่ถ้าเชื่อว่าเป็นความขัดแย้งอย่างจริงจัง และเรื่องคงไม่จบลงง่ายๆ คาดว่าต้องกินเวลาแสดงพลังอีกหลายเดือน
            เป็นสงครามเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศที่ไม่ได้ประกาศชัด สาธารณชนไม่ตื่นตระหนกเท่ากับการประกาศทำสงครามด้วยกำลังทหาร

            ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจในขณะนี้สามารถติดตามจากความขัดแย้งในยูเครน และเรื่องอื่นๆ ที่มีผลต่อค่าเงินรูเบิล เศรษฐกิจรัสเซีย (วิเคราะห์ในตอนหน้า)
            ส่วนอนาคตของยูเครนไม่ขึ้นกับประชาชนยูเครนอีกต่อไป แต่ขึ้นกับรัฐบาลชาติมหาอำนาจว่าจะให้เรื่องยุติอย่างไร
---------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
กว่า 20 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลรัสเซียเข้าแทรกแซงการเมืองการเลือกตั้งยูเครน เพื่อให้ได้รัฐบาลที่ดำเนินนโยบายใกล้ชิดรัสเซีย แต่ความไร้เสถียรภาพของรัฐบาล การก่อการของขั้วฝ่ายตรงข้าม ทำให้การเมืองยูเครนผันผวน ได้รัฐบาลที่อิงชาติตะวันตกสลับกับที่อิงรัสเซีย เป้าหมายของยุทธศาสตร์ใหม่ของประธานาธิบดีปูติน คือหวังแก้ความผันผวนทางการเมือง ด้วยการแยกยูเครนออกเป็น 3 ส่วน

แม้ว่าทุกวันนี้จะผ่านพ้นสงครามเย็นมานานแล้ว สิ่งหนึ่งที่สื่อชาติตะวันตกทำอย่างต่อเนื่องนับจากสงครามเย็นจนถึงปัจจุบัน คือ การโฆษณาชวนเชื่อ บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร หลอกหลวงประชาคมโลกอย่างเป็นระบบ ไม่ต่างจากทางการรัสเซียที่ยังใช้การโฆษณาชวนเชื่อเป็นเครื่องมือดังที่กระทำเรื่อยมา วิกฤตยูเครนในขณะนี้เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ต่างฝ่ายต่างพยายามช่วงชิงความได้เปรียบ โดยพยายามเปรียบเปรยให้นึกถึงสงครามเย็น ยุคที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน และพยายามดึงให้ประเทศอื่นๆ อยู่กับฝ่ายของตน

รัฐบาลรัสเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีปูติน ได้ควบคุมไครเมียและพร้อมส่งกองทัพข้ามพรมแดนไปยังฝั่งยูเครนตะวันออก เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลตะวันตกคาดการณ์มานานแล้ว เพราะในมุมมองของรัสเซียประเทศยูเครนเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางด้านความมั่นคงที่สำคัญ สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้จึงเป็นการให้บทเรียนแก่ชาติตะวันตก ว่ารัสเซียจะไม่ยอมปล่อยยูเครนให้อยู่ใต้อิทธิพลฝ่ายตะวันตกอย่างง่ายๆ และควรรู้ว่าอะไรคือ “เส้นต้องห้าม”

บรรณานุกรม ตอน 1 :
1. Cohen, Stephen F. (2009). Soviet fates and lost alternatives : from Stalinism to the new Cold War. New York: Columbia University Press.
2. Crisis in Ukraine result of wrong EU policy - Russian envoy. (2014, April 9). ITAR-TASS. Retrieved from http://en.itar-tass.com/russia/727116
3. Longworth, Philip. (2005). Russia: The Once and Future Empire From Pre-History to Putin. New York: St. Martin’s Press.
4. Moldavanova, Alisa. (2013). Public Perception of the Sea Breeze Exercises and Ukraine’s Prospects in the Black Sea Region. Retrieved from http://fmso.leavenworth.army.mil/Collaboration/international/Ukraine/Sea-Breeze-exercise.pdf
5. Putin: Crimea similar to Kosovo, West is rewriting its own rule book. (2014, March 18). RT. Retrieved from http://rt.com/news/putin-address-parliament-crimea-562/
6. Putin: Deploying Russian troops in Ukraine not necessary now, but possible. (2014, March 4). Pravda.Ru. Retrieved from http://english.pravda.ru/news/russia/04-03-2014/127014-putin_russian_troops_ukraine-0/
7. Putin: ‘US wants to subdue Russia, but no one did or ever will’. (2014, November 18). RT Retrieved from http://rt.com/news/206623-putin-us-never-subdue-russia/
8. Remarks by President Obama at NATO Summit Press Conference. (2014, September 5). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/09/05/weekly-address-time-give-middle-class-chance
9. Russia, Ukraine agree on gas supplies until March 2015. (2014, October 31). RT. Retrieved from http://rt.com/business/200951-gas-russia-ukraine-deal/
10. Stephens, Bret. (2014). America in Retreat: The New Isolationism and the Coming Global Disorder. New York: Penguin Group.
11. The Kremlin, Moscow. (2014, December 4). Presidential Address to the Federal Assembly. Retrieved from http://eng.kremlin.ru/news/23341
12. Zamyatina, Tamara. (2014, July 25). Ukraine’s political crisis may lead to disintegration of its statehood – experts. ITAR-TASS. Retrieved from http://en.itar-tass.com/opinions/1840
----------------------------

วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2557

โครงการนิวเคลียร์อิหร่าน การเจรจาขั้นสุดท้ายที่ต้องดำเนินต่อไป (2)

7 ธันวาคม 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6606 วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/2045814)

            ในข้อตกลงชั่วคราว ฝ่ายอิหร่านยอมประนีประนอมหลายเรื่อง ที่สำคัญคือละทิ้งการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมความเข้มข้นร้อยละ 20 ที่ใช้ในทางการแพทย์ (เช่น การฉายรังสีรักษาโรคมะเร็ง) ถ้าใช้ทำอาวุธต้องเป็นยูเรเนียมความเข้มข้นมากกว่าร้อยละ 90 ขึ้นไป ด้านฝ่ายตรงข้ามชี้ว่าจากความเข้มข้นที่ร้อยละ 20 สามารถทำให้บริสุทธิ์ถึงขั้นทำเป็นอาวุธได้ง่าย จึงเรียกร้องไม่ให้อิหร่านครอบครองความเข้มข้นที่ระดับร้อยละ 20
            ท่าทีดังกล่าวเป็นการแสดงความปรารถนาดีของอิหร่าน ในอีกมุมหนึ่งชี้ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการหลุดพ้นจากมาตรการคว่ำบาตร แสดงให้เห็นภาวะเศรษฐกิจอันย่ำแย่ จำต้องรีบแก้ไขเร่งด่วน

ต้นเหตุแห่งปัญหา :
            จากข้อมูลที่ปรากฏ เหตุที่ทำให้การเจรจายังไม่ได้ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ ต้องยืดขยายออกไปอีกรอบมาจาก 2 เรื่องหลัก เรื่องแรกคือ จำนวนเครื่องเสริมสมรรถนะ (centrifuge) ที่อิหร่านเคยประกาศว่าต้องการถึง 190,000 เครื่อง (ปัจจุบันมี 20,000 เครื่อง) ฝ่ายสหรัฐต้องการให้เหลือ 2,000 – 4,000 เครื่อง
            อีกเรื่องคือ สหรัฐต้องการให้ปิดโรงงานที่ฟอร์โดว์ (Fordow) หรือไม่ก็เปลี่ยนไปใช้วัตถุประสงค์อื่น เนื่องจากกังวลว่าเป็นโรงงานที่สร้างอยู่ชั้นใต้หิน มีระบบป้องกันการถูกโจมตีอย่างดี ฝ่ายอิหร่านยืนยันต้องการให้มีเครื่องเสริมสมรรถนะในโรงงานดังกล่าว
            หากวิเคราะห์ให้ไกลกว่านั้น คำถามอยู่ที่สหรัฐกับพวกเชื่ออยู่เสมอว่ารัฐบาลอิหร่านต้องการมีอาวุธนิวเคลียร์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำคือเพื่อกลบเกลื่อนการพัฒนา อาวุธนิวเคลียร์และความเข้มแข็งของอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อประเทศเพื่อนบ้าน การนับถือนิกายศาสนาแตกต่างกันทำให้ความขัดแย้งบาดลึก
            ในช่วงการเจรจา วุฒิสมาชิก Ed Royce พรรครีพับลิกัน ประธาน House Foreign Affairs Committee ยังแสดงความเห็นว่าข้อตกลงชั่วคราวเป็นเพียงแผนซื้อเวลา เอื้อให้อิหร่านเดินหน้าพัฒนาโครงการต่อไป

หากอิหร่านยินยอมต่อข้อเรียกร้องไม่เหลือโครงการนิวเคลียร์ใดๆ เท่ากับยอมจำนนต่อ “อำนาจนอกรัฐ” ผู้นำจิตวิญญาณ อยาตุลเลาะห์ อาลี โฮไซนี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Hosseini Khamenei) จึงประกาศว่าอิหร่านจะไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันของชาติมหาอำนาจ เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่ “สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้เผชิญแรงกดดันมากมายหลายด้าน ทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง การทหาร การคว่ำบาตร ด้วยความมานะพยายามชาติอิหร่านไม่เพียงแต่ทำให้แรงกดดันไม่เป็นผล  ยังสร้างให้เราแข็งแกร่งยิ่งขึ้นด้วย” และกล่าวถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของประเทศอิหร่านว่า “เป็นความจริงที่มีช่องว่าง [ความก้าวหน้า] ทางวิทยาศาสตร์กับโลก และยังห่างจากพวกคู่แข่งในภูมิภาค จึงยังจำต้องเร่งความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เป็น 2 เท่าจนกว่าจะถึงจุดเทียบเท่ากับเกียรติภูมิและฐานะของชาติอิหร่าน”
ล่าสุด หลังขยายข้อตกลงชั่วคราวออกไปอีกเป็น 1 กรกฎาคม 2015 อยาตุลเลาะห์คาเมเนอี กล่าวว่า “ในประเด็นนิวเคลียร์ สหรัฐอเมริกากับประเทศเจ้าอาณานิคมยุโรปร่วมมือกันใช้ความพยายามทั้งหมดเพื่อให้อิหร่านยอมคุกเข่า แต่พวกเขาไม่สำเร็จและจะไม่มีวันสำเร็จ”

การคว่ำบาตรยังดำเนินต่อไป :
            การที่อิหร่านถูกคว่ำบาตรในขณะนี้ รัฐบาลสหรัฐอ้างว่าเป็นผลมาจากข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ทั้งๆ ที่ทำเกินข้อมติ ที่สำคัญกว่านั้นคือแม้ปราศจากข้อมติก็ใช่ว่าในอนาคตอิหร่านจะไม่ถูกคว่ำบาตร เหตุเนื่องจากแต่ไหนแต่ไรสหรัฐมักกระทำโดยไม่อิงข้อมติใดๆ กระทั่งสวนทางท่าทีของประเทศอื่นๆ ตัวอย่างล่าสุดคือนโยบายต่ออาหรับสปริงที่สหรัฐแทรกแซงกิจการของหลายประเทศโดยปราศจากข้อมติสหประชาชาติ
            ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธคือ คณะมนตรีความมั่นคงในยุคนี้ยากจะมีข้อสรุปที่ชาติมหาอำนาจเห็นชอบร่วมกัน แต่การไม่มีข้อสรุปร่วมกลายเป็นว่าชาติมหาอำนาจกระทำตามอำเภอใจโดยที่ยากจะมีใครขัดขวาง จึงมีความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะถูกสหรัฐคว่ำบาตรไปเรื่อยๆ โดยหยิบยกข้ออ้างต่างๆ นานาเหมือนที่กระทำในกรณีอื่นๆ และที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ การคิดว่าจะรอดพ้นจากการคว่ำบาตรจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก
            รัฐบาลอิหร่านอาจตระหนักในเรื่องนี้ แต่ยังคงเรียกร้องยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด เชื่อว่าสิ่งที่อิหร่านต้องการมากที่สุดคือการประกาศว่าโครงการนิวเคลียร์ทำอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของ IAEA ถ้าประเทศใดจะคว่ำบาตรในอนาคตก็เป็นการกระทำฝ่ายเดียวของประเทศนั้น

เปรียบเทียบท่าที 2 พรรค ยุทธศาสตร์ปิดล้อมอิหร่าน:
            สถานการณ์ในขณะนี้คือ รัฐบาลอิหร่านลดขนาดโครงการ และส่วนใหญ่อยู่ในสภาพแช่แข็ง โครงการอยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่ IAEA รัฐบาลอิหร่านคงไม่แอบดำเนินโครงการอย่างลับๆ ในระยะนี้ การอ้างว่าอิหร่านกำลังจะมีอาวุธนิวเคลียร์ในอีก 1-2 ปีข้างหน้าจึงไม่สมเหตุผล วิวาทะยั่วยุน่าจะลดน้อยลง
            แต่ข้อเท็จจริงสถานการณ์กลับตรงกันข้าม สมาชิกพรรครีพับลิกันหลายคนเรียกร้องเพิ่มมาตรการคว่ำบาตร อ้างว่าเพื่อกดดันให้อิหร่านยอมรับเงื่อนไข วุฒิสมาชิก Bob Corker จากพรรครีพับลิกัน “อยากให้รัฐบาลเจรจาต่อไปมากกว่าจะได้ข้อตกลงที่แย่” ซึ่งน่าจะหมายถึงข้อตกลงที่ฝ่ายสหรัฐไม่สามารถควบคุมโครงการนิวเคลียร์อิหร่านได้อย่างเต็มที่ และชี้ว่าต้องเตรียมแผน 2 เช่น “คว่ำบาตรหนักกว่าเดิม” หากการเจรจาล้มเหลว คำพูดของวุฒิสมาชิก Corker ไม่เพียงเอ่ยเรื่องการคว่ำบาตรให้หนักกว่าเดิม ยังแฝงท่าทีต้องการคงการคว่ำบาตรต่อไป
            แนวทางของวุฒิสมาชิก Corker เป็นแนวทางของสมาชิกรัฐสภาฝ่ายที่ต้องการให้อิหร่านละทิ้งโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด แม้จะใช้เพื่อสันติก็ตาม โดยใช้การคว่ำบาตรอย่างรุนแรงเพื่อกดดันให้รัฐบาลอิหร่านยอมรับเงื่อนไข แต่ที่ผ่านมารัฐบาลโอบามาเห็นว่าไม่จำต้องทำถึงขนาดนั้น ชี้ว่าหลายประเทศคงไม่ยินดีร่วมมือหากจะทำเช่นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้อเรียกร้องดังกล่าวขัดกับสิทธิของอิหร่านที่สามารถมีโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติดังเช่นนานาประเทศทั่วโลก เป็นเหตุผลที่ฝ่ายอิหร่านหยิบยกขึ้นมาต่อสู้ว่าประเทศตนมีสิทธิ มีความชอบธรรมที่จะวิจัย มีโครงการเพื่อใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้า ใช้ในทางการแพทย์ จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะถูกบังคับให้ยกเลิกโครงการ

            เมื่อหันมาพิจารณาฝ่ายรัฐบาลสหรัฐ บางในบางมุมอาจตีความว่ารัฐบาลโอบามาเคารพสิทธิของชาวอิหร่านที่จะใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ เพียงแต่ขอให้รัฐบาลอิหร่านรับผิดชอบต่อสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Non-Proliferation Treaty) กับข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคง ที่สำคัญคือพฤติกรรมของอิหร่านต้องสอดคล้องกับคำพูดที่ว่าไม่ต้องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และเห็นว่าจำต้องให้เวลาแก่รัฐบาลอิหร่านเพิ่มเติม จะไม่เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรระหว่างการเจรจา ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้คือหลายประเทศผ่อนคลายการคว่ำบาตร แต่รัฐบาลโอบามายังคงมาตรการคว่ำบาตรดังเดิม เป็นการคว่ำบาตรที่สร้างปัญหาแก่อิหร่านจนถึงทุกวันนี้ อัตราเงินเฟ้อยังสูงถึงเกือบร้อยละ 30 ต่อปี
            โดยสรุปแล้ว ดูเหมือนว่ารัฐบาลโอบามามีปัญหาเรื่องคว่ำบาตรอิหร่านน้อยเกินไป ซึ่งน่าจะเป็นจริงถ้าเทียบกับวาทะของพรรครีพับลิกัน แต่เมื่อพิจารณาตามข้อเท็จจริง มาตรการที่รัฐบาลโอบามาใช้ทำให้เศรษฐกิจอิหร่านเกิดปัญหาอย่างหนักแล้วในขณะนี้ เพียงแต่วิธีการนำเสนอดูเหมือน “นุ่มนวลกว่า” “สุภาพกว่า”

            ถ้าวิเคราะห์สถานการณ์โดยมองข้ามเรื่องความแตกต่างระหว่างพรรครีพับลิกันกับเดโมแครต การทำความเข้าใจนโยบายของสหรัฐต่อโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน จำต้องเอ่ยถึงยุทธศาสตร์หลัก จากการวิเคราะห์นโยบาย เหตุการณ์ทั้งหมด พอจะประเมินยุทธศาสตร์ของสหรัฐต่ออิหร่านคือการปิดล้อมอิหร่าน ด้วยการใช้ประเด็นโครงการนิวเคลียร์เป็นเครื่องมือคว่ำบาตรอิหร่านอย่างต่อเนื่อง ขัดขวางไม่ให้เศรษฐกิจฟื้นตัว เศรษฐกิจสังคมอ่อนแอเรื้อรัง บ่อนทำลายให้อ่อนแอจนถึงที่สุด
            นักวิชาการบางคนเห็นว่าสังคมอิหร่านนับวันยิ่งตึงเครียด อันเนื่องจากความยากจน ราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นทุกวัน แม้รัฐบาลจะอุดหนุนสินค้าอุปโภคบริโภคจนขาดดุลหนักก็ตาม
            อย่างไรก็ตาม พึงระลึกว่าในความขัดแย้งมีความร่วมมือ การปิดล้อมเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว บางช่วงเข้มข้น บางช่วงผ่อนคลาย อีกทั้งดำเนินการผ่านหลายวิธี ไม่ได้อาศัยประเด็นโครงการนิวเคลียร์เพียงอย่างเดียว
            มองจากฝ่ายที่ต้องการปิดล้อม การคว่ำบาตรยืดเยื้อคืออาวุธที่ได้ผลและดีที่สุดในตอนนี้

วิเคราะห์องค์รวม :
            สุนทรพจน์ของประธานาธิบดีโรฮานีในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติครั้งที่ 69 ประจำปี 2014 กล่าวว่าการบรรลุข้อตกลงสุดท้าย “เป็นโอกาสแก่ประวัติศาสตร์ที่ชาติตะวันตกจะแสดงให้เห็นว่าไม่ได้ต่อต้านการความก้าวหน้าและการพัฒนาของประเทศอื่นๆ ไม่เลือกปฏิบัติเมื่อประเทศอื่นๆ ดำเนินตามกฎ กฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ” เป็นสารแห่งสันติภาพและความมั่นคงของโลก ชี้ว่าการเจรจาและการเคารพต่อประเทศอื่นๆ เป็นหนทางแก้ไขความขัดแย้ง ไม่ใช่ด้วยการสร้างความขัดแย้งและการคว่ำบาตร
            แต่จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ฝ่ายการเมืองสหรัฐอาจไม่คิดเช่นนั้นและอาจกำลังทำตรงข้าม เช่น เรียกร้องเพิ่มมาตรการคว่ำบาตร คงการคว่ำบาตรอย่างไม่สิ้นสุด ที่สุดแล้วจะเป็นเช่นไร อนาคตจะเป็นผู้ให้คำตอบ

            ถ้าวิเคราะห์จากมุมอิหร่าน ดังที่วิเคราะห์แล้วว่าสหรัฐอยู่ในฐานะได้เปรียบ การคว่ำบาตรได้ผล ท้ายที่สุดอิหร่านอาจเลือกยอมตามเงื่อนไขของฝ่ายตะวันตก เหลือโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมให้เพียงพอกับการใช้ผลิตไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์เท่านั้น เพียงแต่ต้องบรรลุเงื่อนไขที่อิหร่านต้องการ นั่นคือยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด การเจรจาในช่วงนี้เป็นจุดสำคัญ เพราะหากเลยเส้นตาย 1 กรกฎาคม 2015 สหรัฐจะเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี โครงการนิวเคลียร์อิหร่านจะกลายเป็นหนึ่งในประเด็นหาเสียงอย่างสมบูรณ์ สถานการณ์จะซับซ้อนยิ่งกว่าที่เป็นอยู่

            โจทย์ที่ยากจะคาดเดาคือไม่รู้ว่าประธานาธิบดีโอบามาจะตัดสินใจอย่างไร ระหว่าง ก) บรรลุข้อตกลงฉบับสมบูรณ์เพื่อเป็นผลงานชิ้นโบว์แดง ข) ขยายข้อตกลงชั่วคราวออกไปเรื่อยๆ เป็นวิธีปฏิเสธตามแบบฉบับของท่าน ค) ท่านอยู่ในภาวะถูกกดดันอย่างหนักจนไม่เป็นตัวของตัวเอง
----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง: 
ข้อตกลง Joint Plan of Action มีผลชั่วคราว นั่นหมายความว่าอนาคตไม่แน่นอน ถ้ามองในแง่ดีเป็นโอกาสที่ต่างฝ่ายต่างแสดงความปรารถนาดีต่อกัน เป็นกระบวนการสร้างความไว้วางใจ และนำสู่การเจรจาขั้นสุดท้าย ถ้ามองในแง่ร้าย การผ่อนคลายการคว่ำบาตรมีผลชั่วคราว รัฐบาลสหรัฐยังคว่ำบาตรต่อไป ข้อตกลงชั่วคราวกลายเป็นเครื่องมือที่ประเทศคู่เจรจาใช้กดดันอิหร่าน

บรรณานุกรม :
1. AEOI Chief: Iran to Start Voluntary Suspension of Enrichment in Fordo, Natanz Today. (2014, January 19). FNA. Retrieved from http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13921030000506
2. Agreement on issues, differences on details. (2014, November 26). The Japan News/AP. Retrieved from http://the-japan-news.com/news/article/0001745015
3. Dargie, Richard. (2008). Iran.USA:  Arcturus Publishing.
4. Khamenei says West will not defeat Iran. (2014, November 25). Al Arabiya News. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/middle-east/2014/11/25/Khamenei-says-West-will-not-defeat-Iran.html
5. Morello, Carol., & DeYoung, Karen. (2014, November 24). Iran nuclear talks extended for 7 months amid impasse ahead of deadline. The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/at-deadline-iran-nuclear-talks-shift-to-efforts-at-keeping-negotiations-alive/2014/11/24/96e05284-73d0-11e4-a5b2-e1217af6b33d_story.html
6. Naji, Kasra. (2008). Ahmadinejad: The Secret History of Iran's Radical Leader. CA: University of California Press.
7. Peaceful N-Decision Final. (2006, 28 August). Iran Daily. http://www.iran-daily.com/1385/2647/html/)
8. President Addresses UN General Assembly on Terrorism, Iran's N. Issue. (2014, September 25). FNA. Retrieved from http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13930703001044
9. The White House. (2013, September 24). Remarks by President Obama in Address to the United Nations General Assembly. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/09/24/remarks-president-obama-address-united-nations-general-assembly
10. The White House. (2014, November 24). Press Briefing by Press Secretary Josh Earnest. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/11/24/press-briefing-press-secretary-josh-earnest
11. Wilner, Michael. (2014, July 20). Israel resigned to four more months in global diplomatic effort with Iran. The Jerusalem Post. Retrieved from http://www.jpost.com/Diplomacy-and-Politics/Israel-resigned-to-four-more-months-in-global-diplomatic-effort-with-Iran-363495
--------------------------------

วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2557

โครงการนิวเคลียร์อิหร่าน การเจรจาขั้นสุดท้ายที่ต้องดำเนินต่อไป (1)

30 พฤศจิกายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6599 วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/2041411)

            ทันทีที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี นายฮัสซัน โรฮานี (Hassan Rohani) ประธานาธิบดีอิหร่านประกาศขอเปิดเจรจาประเด็นโครงการนิวเคลียร์กับชาติตะวันตกทันที พร้อมกับยืนยันว่า “โครงการนิวเคลียร์อิหร่านเป็นโครงการระดับชาติ... จะไม่ยอมยกเลิกสิทธิ์การใช้นิวเคลียร์โดยเด็ดขาด” และจะให้โครงการดำเนินภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ต่างชาติยกเลิกการคว่ำบาตรอิหร่าน
            เป้าหมายของประธานาธิบดีโรฮานีชัดเจน คือ ยังจะเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์ต่อไป อิหร่านมีสิทธิ์ใช้นิวเคลียร์เพื่อสันติเฉกเช่นบรรดาประเทศทั้งหลาย เป็นไปตามกฎหมายระเบียบระหว่างประเทศ ดังนั้น อิหร่านไม่สมควรถูกคว่ำบาตร ไม่ว่าจะโดยข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ หรือจากประเทศใดๆ

การคว่ำบาตรและผลกระทบ :
            การที่รัฐบาลโรฮานีให้ความสำคัญกับการเจรจาเนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐกับพันธมิตรได้ผล ฝ่ายสหรัฐออกมาตรการหลายชุด หนึ่งในชุดที่สำคัญคือมาตรการเมื่อเดือนธันวาคม 2011 ประเทศใดที่ทำธุรกรรมทางการเงินกับอิหร่านอาจถูกสหรัฐกีดกันด้วยข้อจำกัดต่างๆ ประเทศทั้งหลายจึงต้องเลือกว่าจะทำการค้ากับอิหร่านหรือกับสหรัฐ นอกจากนี้ พันธมิตรสหรัฐหลายประเทศโดยเฉพาะอียูผู้นำเข้าน้ำมันอิหร่านช่วยกันคว่ำบาตร
            ผลกระทบชัดเจนมาก กำไรจากน้ำมันซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศลดลงเกือบครึ่ง (สินค้าน้ำมันคิดเป็นมูลค่าการส่งออกเกือบร้อยละ 80 ของประเทศ) ในปี 2013 นายโกเลม เรซา คาเท็บ ประธานคณะกรรมการงบประมาณรัฐสภาอิหร่านกล่าวว่า 9 เดือนที่ผ่านมาการส่งออกน้ำมันลดลงร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ถ้าคิดเป็นกำไรจะลดลงราวร้อยละ 45 และส่งผลให้ค่าเงินเรียล (Rial) ของอิหร่านตกฮวบจาก 10,500 เรียลต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียง 18,000 เรียล ค่าเงินที่อ่อนตัวมากทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงถึงร้อยละ 30 กระทบต่อราคาสินค้าภายในประเทศ
            ข้อมูลล่าสุด ศูนย์สถิติแห่งชาติอิหร่าน (The Statistical Center of Iran) รายงานอัตราเงินเฟ้อรอบ 1 ปี ระหว่างวันที่ 22 มิถุนายน 2013 – จนถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2014 (ตามปฏิทินอิหร่าน) อยู่ที่ร้อยละ 26.2 ลดลง 2.2 จุดเมื่อเทียบกับปีก่อน Ali Tayyebnia รัฐมนตรีกระทรวงการคลังและเศรษฐกิจ (Finance and Economic Affairs Minister) ตั้งเป้าจะลดอัตราเงินเฟ้อให้เหลือเลขหลักเดียวและกำลังปัญหา
            อัตราเงินเฟ้อที่ยังสูงถึงเกือบร้อยละ 30 ลดลงเพียง 2-3 จุด ชี้ว่าปัญหาเศรษฐกิจยังรุนแรง จำต้องแก้ไขเร่งด่วน

ผลการเจรจารอบแรกได้ข้อตกลงชั่วคราว :
            เมื่อรัฐบาลอิหร่านขอเปิดเจรจา ฝ่ายสหรัฐย่อมไม่อาจปฏิเสธ อีกทั้งการเจรจาอยู่ภายใต้กรอบเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2009 หรือที่เรียกว่ากรอบ ‘P-5+1’ ประกอบด้วยสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงทั้ง 5 ชาติ (อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน รัสเซีย สหรัฐ) และเยอรมนี ประเทศเหล่านี้มีความสำคัญต่อการลงมติในคณะมนตรีความมั่นคงและเป็นคู่ค้าสำคัญของอิหร่าน
            ประธานาธิบดีบารัก โอบามากล่าวในเชิงหลักการว่าจะเคารพสิทธิของชาวอิหร่านที่จะใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ และขอให้รัฐบาลอิหร่านรับผิดชอบต่อสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Non-Proliferation Treaty) กับข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคง จุดยืนของรัฐบาลโอบามาที่เปิดเผยคือโครงการนิวเคลียร์จะต้องเปิดเผยโปร่งใส ได้รับการตรวจสอบติดตาม การเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมจะต้องอยู่ในระดับต่ำสุดทั้งเชิงคุณภาพกับปริมาณ จนไม่มีโอกาสนำไปผลิตเป็นอาวุธและขอให้ปิดโรงงานฟอร์โดว์ (ตั้งอยู่ใต้ภูเขาและปรับสภาพให้แข็งแรงทนต่อการโจมตี)
            ผลการเจรจารอบแรกเป็นไปด้วยดี รัฐบาลอิหร่านกับ 6 ชาติคู่เจรจาบรรลุข้อตกลงชั่วคราว (หรือที่เรียกว่า Joint Plan of Action) มีอายุ 6 เดือน สิ้นสุดวันที่ 19 กรกฎาคม 2014 ภายใต้ข้อตกลงนี้อิหร่านยอมที่จะยุติเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่มีความเข้มข้นตั้งแต่ร้อยละ 5 ส่วนที่มีอยู่ก็จะกำจัดหรือแปรสภาพ และจะไม่ติดตั้งเครื่องแยกสาร (centrifuge) เพิ่มอีก เว้นแต่การซ่อมแซมส่วนที่ชำรุด
            ด้านสหภาพยุโรปจะระงับการคว่ำบาตรชั่วคราว และให้การเจรจาดำเนินต่อไปจนได้ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์เพื่อให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่าโครงการนิวเคลียร์อิหร่านจะใช้ในทางสันติเท่านั้น
            ประเด็นสำคัญคือ ข้อตกลง Joint Plan of Action มีผลชั่วคราว มีกำหนดอายุ นั่นหมายความว่าอนาคตไม่แน่นอน ถ้ามองในแง่ดีเป็นโอกาสที่ต่างฝ่ายต่างแสดงความปรารถนาดีต่อกัน เป็นกระบวนการสร้างความไว้วางใจ และนำสู่การเจรจาขั้นสุดท้าย ถ้ามองในแง่ร้าย การผ่อนคลายการคว่ำบาตรมีผลชั่วคราว รัฐบาลสหรัฐยังคว่ำบาตรต่อไป จึงยากจะจูงใจให้ต่างชาติคิดเข้ามาลงทุนในอิหร่านอย่างจริงจัง โดยเฉพาะบริษัทขนาดกลางและเล็ก เว้นแต่บางประเทศที่ไม่ยอมอยู่ใต้อิทธิพลชาติตะวันตก เช่น จีน รัสเซีย

            ก่อนกำหนดสิ้นสุดข้อตกลงชั่วคราว 6 เดือนแรก อิหร่านกับคู่เจรจาได้ยืดขยายข้อตกลงชั่วคราว ไปเป็นกำหนดสิ้นสุดเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และเมื่อใกล้ถึงกำหนดเส้นตายก็ประกาศเลื่อนกำหนดเส้นตายเป็นวันที่ 1 กรกฎาคมปีหน้า เท่ากับเลื่อนจากกำหนดเส้นตายเดิมอีก 7 เดือน จากนี้ไปอีก 7 เดือนจึงยังอยู่ภายใต้กรอบข้อตกลงชั่วคราว สถานการณ์ดูเหมือนน่าจะดีขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนมีข้อตกลงชั่วคราว แต่ความจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น
            ข้อตกลงชั่วคราวกลายเป็นเครื่องมือที่ประเทศคู่เจรจาสามารถใช้กดดันอิหร่าน

อิหร่านยืนกราน อิสราเอลเล่นแง่ :
            ประธานาธิบดีโรฮานีให้สัมภาษณ์รายการโทรทัศน์อเมริกา ยืนยันว่ารัฐบาลของเขาไม่ต้องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ “เราขอกล่าวอีกครั้งว่าไม่มีสถานการณ์ใดที่ทำให้เราต้องการอาวุธอำนาจทำลายร้ายแรงทุกชนิด รวมทั้งนิวเคลียร์ และจะไม่มีวันต้องการ” ยอมรับว่าอิหร่านได้รับความยากลำบากอันเนื่องจากการคว่ำบาตรที่สหรัฐเป็นแกนนำ และยืนยันว่า “แสวงหาเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อใช้ในทางสันติ”
            ในอีกวาระหนึ่ง ประธานาธิบดีโรฮานีตั้งเงื่อนไขเจรจาว่า “สหรัฐต้องไม่แทรกแซงกิจการภายในของอิหร่าน ยอมรับสิทธิของอิหร่านทุกอย่างรวมทั้งเรื่องนิวเคลียร์ สหรัฐควรยกเลิกมาตรการคว่ำบาตเพียงฝ่ายเดียวที่กระทำต่ออิหร่าน" และ “การพูดคุยกับสหรัฐจะต้องตั้งอยู่บนการเคารพนับถือและยึดหลักผลประโยชน์ร่วมกัน” “อย่างไรก็ตาม เราจะไม่พยายามทำให้เกิดความตึงเครียดเพิ่มขึ้น... 2 ประเทศควรคิดถึงอนาคตและพยายามแก้ไขอดีต”
            คำพูดดังกล่าวต้องการยืนยันซ้ำว่าโครงการนิวเคลียร์มีเพื่อใช้ในทางสันติ และเป็นการยืนยันไปในตัวว่าที่ผ่านมาหลายสิบปีไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด อิหร่านไม่เคยต้องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ดังที่บางประเทศกล่าวหา อิหร่านไม่เคยกล่าวเท็จต่ออเมริกาหรือประชาคมโลกในเรื่องนี้ ดังนั้น จึงไม่สมควรที่อิหร่านจะถูกคว่ำบาตร

            จุดที่เป็นปัญหาคือบางประเทศเชื่อว่ารัฐบาลอิหร่านต้องการมีอาวุธนิวเคลียร์ ในเรื่องนี้อิสราเอลแสดงท่าทีขึงขังมากที่สุด
            Yuval Steinitz รัฐมนตรีกระทรวงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations Minister) กล่าวว่าอุตสาหกรรมนิวเคลียร์อิหร่านในปัจจุบันมีขนาดใหญ่กว่าของเกาหลีเหนือกับปากีสถาน ถ้าโครงการติดตั้งเครื่องแยกสาร 54,000 เครื่องที่ศูนย์นิวเคลียร์เมือง Natanz สำเร็จเมื่อไรจะทำให้พวกเขาสามารถผลิตระเบิดนิวเคลียร์ได้ปีละ 20-30 ลูก
            อิสราเอลให้เหตุผลว่าอิหร่านต้องการมีนิวเคลียร์เพื่อสนับสนุนการปฏิวัติอิสลามในที่ต่างๆ บ่อนทำลายประเทศในภูมิภาค สนับสนุนการก่อการร้าย หวังเป็นมหาอำนาจของภูมิภาค ทั้งยังเชื่อว่าหากอิรักมีอาวุธนิวเคลียร์ก่อนสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 1991 สหรัฐจะไม่กล้าบุกอิรัก นี่เป็นอีกเหตุผลที่อิหร่านต้องการมีอาวุธนิวเคลียร์ นอกจากนี้ทางการอิสราเอลยังเตือนสหรัฐว่าการโจมตีอิสราเอลเป็นเพียงแผนขั้นแรกของอิหร่านเท่านั้น เพราะที่สุดแล้วจะต้องทำลายสหรัฐที่เป็น Great Satan
            และหากอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์จะทำให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคต้องการมีอาวุธนิวเคลียร์ด้วย ทำให้ภูมิภาคไร้ความมั่นคง
            นักวิชาการบางคนเชื่อว่าแนวคิดการปฏิวัติอิสลามของอิหร่านเป็นเรื่องจริง ดังนั้น อิสราเอลไม่ใช่เป้าหมายเดียวของอิหร่านเท่านั้น แต่คือทั้งภูมิภาคหรือทั่วโลก

            รัฐบาลอิสราเอลเชื่อว่าเป้าหมายเฉพาะหน้าของอิหร่านคือต้องการเดินเครื่องเสริมสมรรถนะต่อไป รักษาศักยภาพที่จะสร้างอาวุธนิวเคลียร์ อิสราเอลจึงเรียกร้องให้อิหร่านยกเลิกโครงการทั้งหมดโดยสิ้นเชิง รัฐบาลอิสราเอลยึดว่าตราบใดที่อิหร่านยังเดินหน้าพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ อิสราเอลจะมองอิหร่านว่าเป็นศัตรู โดยไม่สนใจว่าเป็นโครงการเพื่อใช้ในทางสันติหรือไม่ ไม่สนใจสิทธิ์ใช้นิวเคลียร์เพื่อสันติ เช่น ใช้ผลิตไฟฟ้าและในทางการแพทย์
            ข้อเรียกร้องของอิสราเอลจึงเกินเงื่อนไขกฎหมายระหว่างประเทศ

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
นโยบายอันแข็งกร้าว เร่งพัฒนาโครงการนิวเคลียร์อย่างเต็มกำลังในสมัยของอดีตประธานาธิบดี มาห์มุด อาห์มาดิเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad) อาจเป็นเหตุผลช่วยให้อิหร่านรอดพ้นอันตรายในยุคนั้น เมื่อกองทัพสหรัฐนับแสนนายตั้งมั่นในอิรัก แต่ผลที่ตามมาคือทำให้โครงการนิวเคลียร์อิหร่านเป็นที่สงสัย มีประเด็นที่อธิบายไม่ได้ จนคณะมนตรีความมั่นคงมีข้อมติคว่ำบาตร (ซึ่งหมายถึงรัสเซียกับจีนเห็นชอบด้วย) เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจสังคมอิหร่านอย่างรุนแรง การเข้ามาของประธานาธิบดีโรฮานีก็เพื่อแก้ไขปัญหาอันสืบเนื่องจากรัฐบาลชุดก่อน ประเด็นยกเลิกการคว่ำบาตรเป็นโจทย์ใหม่ที่ทางการอิหร่านให้ความสำคัญมากที่สุด และกลายเป็นจุดที่ฝ่ายตรงข้ามใช้เป็นเครื่องมือเล่นแง่ กดดันอิหร่านในขณะนี้
การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรจากคณะมนตรีความมั่นคงคือภารกิจเฉพาะหน้า หากอิหร่านประสบผลสำเร็จจะกลับสู่ประเด็นเดิม เรื่องยืนยันสิทธิ์การใช้นิวเคลียร์ในทางสันติ (วิเคราะห์ในตอนหน้า) เมื่อพิจารณาร่วมกับบริบทแวดล้อมย่อมต้องสรุปว่าไม่จบง่ายๆ แน่นอน
---------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
ในมุมมองของอิสราเอล การขจัดภัยคุกคามนิวเคลียร์อิหร่านจะต้องควบคุมโครงการอิหร่านอย่างสมบูรณ์ ไม่ปล่อยให้มีโอกาสผลิตอาวุธได้แม้แต่น้อย เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวรัฐบาลอิสราเอลพร้อมที่จะละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ละเมิดสิทธิอันพึงมีของอิหร่าน อาศัยแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศ อิทธิพลของสหรัฐ กดดันให้อิหร่านยอมกระทำตามความต้องการของตน

การคว่ำบาตรจากสหรัฐกับพันธมิตรต่อโครงการนิวเคลียร์อิหร่านพิสูจน์แล้วว่าได้ผล เศรษฐกิจสังคมอิหร่านได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้ประธานาธิบดีโรฮานีชนะการเลือกตั้ง และมาพร้อมกับนโยบายสานสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศ เร่งเจรจาแก้ปัญหาการคว่ำบาตร การเจรจาจึงเป็นเรื่องสำคัญ กำหนดอนาคตอิหร่านและภูมิภาคตะวันออกกลาง

อิหร่านมีโครงการนิวเคลียร์มาหลายทศวรรษแล้ว สมัยของอาห์มาดินาจาดเป็นช่วงที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เป็นเหตุให้ชาติตะวันตกคว่ำบาตร ซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่ทุกรัฐบาลที่กระทำเช่นเดียวกันนี้ ขึ้นกับเหตุผลเบื้องหลัง บริบทแวดล้อมอื่นๆ 

8 ปีของการพัฒนานิวเคลียร์ภายใต้สมัยประธานาธิบดีอาห์มาดีเนจาด เป็นช่วงเวลาที่โครงการนิวเคลียร์มีความก้าวหน้ามาก ก่อทั้งผลดีผลเสียต่ออิหร่านชัดเจน แม้จะยังไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์สำเร็จตามเป้า แต่ได้บรรลุเป้าหมายบางอย่างแล้ว

สมาชิกรัฐสภาฝ่ายที่ต้องการให้อิหร่านละทิ้งโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด ใช้การคว่ำบาตรอย่างรุนแรงเพื่อกดดันให้รัฐบาลอิหร่านยอมรับเงื่อนไข การเจรจาในช่วงนี้เป็นจุดสำคัญ เพราะหากเลยเส้นตาย 1 กรกฎาคม 2015 สหรัฐจะเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี โครงการนิวเคลียร์อิหร่านจะกลายเป็นหนึ่งในประเด็นหาเสียงอย่างสมบูรณ์ สถานการณ์จะซับซ้อนยิ่งกว่าที่เป็นอยู่

รัฐบาลอิสราเอลพูดอยู่เสมอว่าอิหร่านใกล้จะประสบความสำเร็จในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ เป้าหมายคือทำลายล้างอิสราเอล แม้อิหร่านกับชาติมหาอำนาจ 6 ประเทศที่เรียกว่ากลุ่ม P-5+1 ได้ข้อตกลงฉบับชั่วคราวและเมื่อต้นเดือนเมษาที่ผ่านมาได้ร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ นายกฯ เนทันยาฮูยังเชื่อเช่นเดิม สวนทางความจริงที่ว่า ทุกวันนี้โครงการฯ ของอิหร่านหดตัว อยู่ภายใต้การตรวจตราของ IAEA ซึ่งได้พิสูจน์ชัดแล้วว่าโครงการฯ ในขณะนี้มีเพื่อใช้ในทางสันติเท่านั้น ความเข้าใจของนายกฯ เนทันยาฮูจึงกลายเป็นภาพหลอนที่คอยหลอกลอนให้หลายคนเชื่อเช่นนั้น

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม :
1. Corsi, Jerome R. 2009. Why Israel Can't Wait: The Coming War Between Israel and Iran. New York: Threshold Editions.
2. Green light for S.Korea’s trade with Iran. (2014, January 22). Tehran Times. Retrieved from http://tehrantimes.com/economy-and-business/113601-green-light-for-skoreas-trade-with-iran
3. Iran, major powers to start implementing Geneva nuclear deal on Jan. 20. (2014, January 12). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/component/content/article/94-headline/113395-iran-major-powers-to-start-implementing-geneva-nuclear-deal-on-jan-20
4. Iranian govt. aiming for single-digit inflation: fin min. (2014, July 20). Tehran Times. Retrieved from http://tehrantimes.com/economy-and-business/117156-iranian-govt-aiming-for-single-digit-inflation-fin-min
5. Iranian president Hassan Rouhani vows never to seek nuclear weapons. (2013, September 19). ABC News/Reuters/AFP. Retrieved from http://www.abc.net.au/news/2013-09-19/irans-rouhani-vows-to-never-seek-nuclear-weapons/4967706
6. Israel pushes world not to be deceived by Rouhani as he takes 'charm offensive' to US airwaves. (2014, September 19). The Jerusalem Post. Retrieved from http://www.jpost.com/Diplomacy-and-Politics/Israel-pushes-world-not-to-be-deceived-by-Rouhani-as-he-takes-charm-offensive-to-US-airways-326582
7. Jentleson, Bruce W. (2010). American Foreign Policy: The Dynamics of Choice in the 21st Century, (4th Ed.). N.Y.: W. W. Norton & Company.
8. Recognizing nuclear rights precondition for U.S. talks: Iran's president-elect. (2013, June 18). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/world/2013-06/18/c_124868463.htm
9. Steinitz: S-300s sold to Syria may end up in Iran. (2013, June 4). The Jerusalem Post. Retrieved from http://www.jpost.com/Middle-East/Steinitz-S-300s-sold-to-Syria-may-end-up-in-Iranian-hands-315406
10. The White House. (2013, September 24). Remarks by President Obama in Address to the United Nations General Assembly. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/09/24/remarks-president-obama-address-united-nations-general-assembly 24 September 2013
----------------------------

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...