วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

สาธารณรัฐโรมัน (Roman Republic) ในอดีตกาล (2)

25 กันยายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7262 วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ.
2559)

สาธารณรัฐโรมันเป็นระบอบการปกครองที่สภาสูง (senate) 300 คนจากตระกูลอดีตขุนนาง เจ้าของที่ดินรายใหญ่ไม่กี่ตระกูล คัดเลือกคนจากกลุ่มของตนขึ้นดำรงตำแหน่ง “กงสุล” (consuls) เป็นผู้นำฝ่ายบริหาร ด้วยการแบ่งแยกชนชั้นอย่างชัดเจนและรักษาชนชั้นปกครองอย่างเหนียวแน่น ทำให้ชนชั้นปกครองกลุ่มนี้สามารถรักษาอำนาจยาวนาน 450 ปี

Marius กับ Sulla :
Marius กลายเป็นผู้บัญชากองทัพที่โด่งดังเมื่อชนะศึกที่แอฟริกาเหนือ ได้รับเลือกเป็นกงสุลเมื่อก.ค.ศ.107 Marius จัดตั้งกองทัพแบบใหม่ โดยใช้อาสาสมัคร คือคนโรมันที่สาบานว่าจะจงรักภักดีต่อผู้นำกองทัพ (ไม่ใช่สภาสูง) จะมีที่ดินทำกินหรือไม่ก็ได้ (แต่เดิมต้องมีที่ดินทำกิน) เป็นผลสืบเนื่องจากการขยายตัวของสาธารณรัฐ การทำสงครามกับคาร์เธจและพื้นที่ห่างไกล

ก.ค.ศ.90-88 เกิด Italian หรือ Social War เป็นสงครามภายในระหว่างรัฐบาลกลาง (กรุงโรม) กับชาวอิตาลีตามเมืองต่างๆ เหตุเพราะพวกเขาคิดว่าไม่ได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์มากพอจากสาธารณรัฐ จึงก่อจลาจล รัฐบาลกลางแก้ปัญหาด้วยการมอบความเป็นพลเมืองแก่เสรีชนทั้งหมด นับจากนั้นเป็นต้นมา ชาวโรมันจึงหมายถึงคนอิตาลี หรือคนอิตาลีคือชาวโรมัน
พลังของสามัญชนจึงเพิ่มขึ้นมาก ท้าทายอำนาจสภาสูง แต่ไม่ได้ล้มล้างสภาสูง

ในช่วงสงครามกลางเมืองดังกล่าว Lucius Cornelius Sulla ขึ้นดำรงตำแหน่งกงสุลเมื่อก.ค.ศ. 88 ได้รับคำบัญชาจากสภาสูงให้ไปรบกับ Mithridates กษัตริย์ของ Pontus ในเอเชียไมเนอร์ที่กระด้างกระเดื่อง แต่สภาสามัญชนไม่เห็นด้วยและมอบอำนาจบัญชาการทหารแก่ Marius ให้ไปต่อสู่กับ Mithridates กงสุล Sulla เห็นว่าการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายจึงเดินทัพเข้าโรมหวังจับ Marius แต่ Marius ชิงหลบหนีออกจากโรม
จากนั้น Sulla นำทัพเพื่อไปรบกับ Mithridates ในช่วงนี้เองกองกำลังของ Marius ได้รวมกับกองกำลังของกงสุล Cinna (กงสุลมี 2 คน) เข้ากรุงโรม เกิดสงครามกลางเมือง ในที่สุด Sulla เป็นผู้ชนะ
จากชัยชนะดังกล่าว Sulla ทำการกวาดล้างฝ่ายตรงข้าม คืนอำนาจแก่สภาสูง พวกสามัญชนถูกทำลายราบคาบ
ผลงานของ Sulla ทำให้คนรุ่นหลังเรียนรู้ว่าอำนาจกองทัพมีความสำคัญและมีประโยชน์ทางการเมืองมากเพียงใด

ยุคขุนศึกต้องการเป็นผู้นำประเทศ :
Pompey กับ Crassus รับตำแหน่งกงสุลต่อจาก Sulla แม้ 2 คนนี้เคยร่วมรบร่วมงานกับ Sulla แต่ไม่ได้ดำเนินนโยบายตามอย่าง Sulla กลับฟื้นฟูอำนาจของพวกสามัญชน คืนอำนาจแก่พวก “equestrians” (กองทหารม้าที่แยกออกต่างหากจากทหารทั่วไป เหตุที่ทำเช่นนี้เพราะหวังการสนับสนุนจากกองทหารเหล่านี้ ในขณะที่กองทหารม้าหวังมีอำนาจของตนเอง ไม่ต้องการอยู่ภายใต้สภาสูง)
ก.ค.ศ. 63 Marcus Tullius Cicero ขึ้นดำรงตำแหน่งกงสุล รักษาผลประโยชน์ของสภาสูง Cicero เป็นนักกฎหมาย จึงเห็นว่าต้องมีขุนศึกเคียงกายและคิดว่า Pompey เหมาะกับตำแหน่งนี้ แต่สภาสูงเห็นว่า Pompey โดดเด่นเกินไป จึงไม่เห็นชอบ ในขณะเดียวกันเกิดขุนพลผู้โด่งดังอีกคนจากชัยชนะที่สเปน นามนั้นคือ จูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar)

ก.ค.ศ. 60 หลังกลับจากสเปน ซีซาร์ขอรางวัลพิเศษเพื่อแจกจ่ายแก่ทหารฉลองความสำเร็จ และหวังขึ้นดำรงตำแหน่งกงสุล สมาชิกสภาสูงบางคนไม่เห็นชอบ ซีซาร์จึงจับมือกับ Pompey และ Crassus ที่ถูกสภาสูงกีดกันอยู่ก่อนแล้ว
ปีถัดมา ซีซาร์ได้ดำรงตำแหน่งกงสุล Pompey ได้รับการตอบแทนโดยได้ดินแดนที่ยึดได้ทางตะวันออก รวมทั้งที่ดินสำหรับทหารของ Pompey ตัวซีซาร์ได้เป็นผู้บัญชาการทหารพิเศษในเขต Gaul เป็นเวลา 5 ปี
ก.ค.ศ. 55 Pompey กับ Crassus กลับมาดำรงตำแหน่งกงสุลอีกรอบ ตอบแทนซีซาร์ด้วยการต่ออายุเป็นผู้บัญชาการทหารในเขต Gaul เพิ่มอีก 5 ปี Crassus ดำรงตำแหน่งผู้บัญชากองทัพในซีเรีย ส่วน Pompey เป็นผู้บัญชาการทหารในสเปน
จะเห็นว่า ทั้ง 3 คนในขณะนี้ต่างมีกำลังทหารอยู่ในมือตนเอง เลียนแบบแนวทางของ Sulla สถานะอำนาจจึงมั่นคงไม่ต้องฟังเสียงสภาสูง

สิ้นสาธารณรัฐโรมัน :
ซีซาร์ใช้ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารในเขต Gaul เปิดฉากทำสงครามต่อเนื่อง มีข้อมูลว่าทำให้ผู้คนล้มตายถึง 2 ล้านคน จนสามารถครอบครอง Gaul ทั้งหมด ยึดทรัพย์สมบัติและทาสมากมาย ใช้สิ่งเหล่านี้ผูกใจข้าราชการ ความสามารถในการรบและการเอาใจทหารทำให้ซีซาร์เป็นที่ชื่นชอบในหมู่ทหารซึ่งก็คือสามัญชนนั่นเอง ผลลัพธ์คือกงสุล (Pompey กับ Crassus พันธมิตรเดิมของซีซาร์) กับสภาสูงหวั่นเกรงอำนาจซีซาร์ เรียกร้องให้ซีซาร์กลับเข้ากรุงโรมในฐานะสามัญชน ชี้แจงข้อกล่าวหา แต่ซีซาร์เลือกที่จะนำทัพเข้ากรุงโรม ยึดอำนาจปกครอง ให้เหตุผลว่าเป็นการปกป้องสาธารณรัฐ
ฝ่าย Pompey กับสมาชิกสภาสูงหนีไปเกาะกรีซและจัดทัพใหม่ แต่รบแพ้กองทัพซีซาร์จนต้องหนีไปอียิปต์ กองทัพซีซาร์ตามไปที่อียิปต์ สังหาร Pompey ที่นั่น ก่อนเดินทัพกลับกรุงโรมเมื่อก.ค.ศ. 45
เมื่อถึงตอนนี้ซีซาร์มีอำนาจสูงสุดแล้ว ได้รับการแต่งตั้งเป็น “dictator” ผู้คนยกย่องเทิดทูนดุจดั่งเทพเจ้า (a god) องค์หนึ่ง

ซีซาร์ปฏิรูปการปกครองด้วยการเพิ่มสมาชิกสภาสูงเป็น 900 คน (จากเดิมที่มีอยู่ 300) คนที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นคนของซีซาร์นั่นเอง หวังลดอำนาจกลุ่มสภาสูงดั้งเดิม ด้วยการละลายพลังอำนาจของระบอบคณาธิปไตยเดิม ที่ตระกูลขุนนางไม่กี่ตระกูลยึดอำนาจการปกครองตลอด 400 กว่าปีนับจากเริ่มเป็นสาธารณรัฐโรมัน
แต่ชัยชนะและการปฏิรูปของซีซาร์ไม่ช่วยปกป้องเขาให้พ้นจากการถูกลอบสังหารจากฝีมือของสมาชิกสภาสูงจำนวนหนึ่ง หลังครองอำนาจเพียง 15 เดือน

การเสียชีวิตของซีซาร์กลายเป็นต้นเหตุสงครามกลางเมืองรอบใหม่
Octavian ผู้มีอายุ 19 ปีเป็นเหลน (grandnephew) และผู้สืบทอดตำแหน่งของซีซาร์ จับมือกับ Mark Antony ผู้ช่วยซีซาร์ และ Marcus Lepidus อดีตผู้บัญชาการกองทหารม้า ร่วมกุมอำนาจสาธารณรัฐ ต่างช่วยกันเสนอรายชื่อปรปักษ์ที่ต้องกำจัด ผลคือสมาชิกสภาสูง 300 คนถูกสังหารพร้อมกับยึดทรัพย์ รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้อง
Octavian ปฏิรูปการปกครองครั้งใหญ่อย่างซีซาร์ คราวนี้ใช้วิธีฆ่าทำลายตระกูลขุนนาง บรรดาข้าราชการชั้นสูง กองทหารที่เป็นอุปสรรคต่อการกุมอำนาจ ส่วนหนึ่งคงเพราะเห็นจุดอ่อนแนวทางปฏิรูปของซีซาร์ และเป็นเหตุผลจัดตั้ง Praetorian Guard ที่ประจำการถาวรในกรุงโรม เทียบเท่ากองทหารรักษาพระองค์

ต่อมา Lepidus หลุดจากอำนาจ Octavian กับ Mark Antony จึงร่วมกันปกครองอาณาจักรโรมัน แต่แล้ว 2 ผู้นำขัดแย้งกันเอง Antony ไปเป็นพันธมิตรกับอาณาจักรอียิปต์ที่นำโดยพระนาง Cleopatra VII ในที่สุด Octavian เป็นฝ่ายได้ชัย สงครามกลางเมืองยุติ และยุติสาธารณรัฐโรมันที่มีอายุกว่า 450 ปีด้วย

รวมความแล้ว สงครามกลางเมืองก่อนสิ้นสาธารณรัฐโรมันคือการแย่งชิงอำนาจระหว่างสภาสูงกับขุนศึก ขุนพลเหล่านี้เมื่อชนะศึกใหญ่จะเรียกร้องเป็นกงสุลปกครองสาธารณรัฐ โดยไม่ยอมอยู่ใต้สภาสูงดังเช่นกงสุลในยุคก่อนๆ ที่มาจากการคัดเลือกคนในกลุ่มสภาสูง
เมื่อสภาสูงเห็นว่าขุนพลคนใดกำลังโดดเด่นเกินควบคุม ก็จะพยายามหาทางลดทอนอำนาจ จูเลียส ซีซาร์เป็นขุนพลชนะศึกอีกคนที่ถูกเรียกร้องให้ละตำแหน่งแม่ทัพ แต่กลับเป็นเหตุให้ซีซาร์ยึดอำนาจโรมด้วยกองทัพของตนเอง
แต่พระองค์ไม่อาจหลบรอดการลอบสังหารจากสมาชิกสภาสูง

จากนั้นเหตุการณ์เกิดซ้ำ Octavian กับพวกกำจัดชนชั้นอำนาจเดิม ที่ถ่ายทอดอำนาจจากรุ่นสู่รุ่นยาวนานกว่า 400 ปีจนแทบไม่เหลือ ไม่ว่าจะเรียกสาธารณรัฐหรือไม่ การปกครองในขณะนั้นไม่สะท้อนความเป็นสาธารณรัฐโรมันเดิมอีกแล้ว
และเมื่อ 2 คนขัดแย้ง ท้ายที่สุดก็เหลือผู้นำสูงสุดเพียงคนเดียว โรมันกลับสู่ยุคปกครองด้วยผู้นำคนเดียว จะเรียกกษัตริย์ จักรพรรดิ หรือชื่ออื่นๆ ก็ไม่ต่างกันนัก

ความโลภอย่างไม่สิ้นสุดคือต้นเหตุสิ้นสาธารณรัฐ :
            เมื่อพิจารณาตั้งแต่ต้นจนจบ ต้นเหตุแห่งความล่มสลายของสาธารณรัฐโรมันคือความโลภ ต้องการที่ดิน ทรัพย์สิน ทาสอย่างไม่สิ้นสุด จึงดำเนินนโยบายขยายอาณาจักรด้วยกำลังอย่างไม่หยุดยั้ง ในมุมหนึ่งอธิบายได้ว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อนเป็นสาธารณรัฐ ชาวโรมันเป็นเพียงชุมนุมหนึ่งเท่านั้น และเหมือนชุมชนอื่นๆ ที่ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด สามารถเอาชนะชุมชนรอบๆ กลายเป็นนครรัฐ จากนั้นสู้กับเมืองอื่นๆ จนครอบครองพื้นที่คาบสมุทรอิตาลี ชาวโรมันคือชาวอิตาลี ชาวอิตาลีคือชาวโรมัน
            เมื่อเป็นสาธารณรัฐเป็นอาณาจักรโรมันขั้นต่อไปคือการเผชิญหน้ากับอาณาจักรอื่นๆ การศึกสงครามคราวนี้กลายเป็นการศึกระหว่างอาณาจักร และพื้นที่ๆ อยู่ห่างไกลออกไป มีโอกาสได้ทรัพย์สมบัติ ทาสคราวละมากๆ กองทัพใหญ่โตขึ้นมากเมื่อต้องเผชิญศัตรูผู้แข็งแกร่งอย่างอาณาจักรคาร์เธจ ต้องทำศึกใหญ่น้อยเป็นเวลายาวนานหลายทศวรรษ กองทัพทวีความสำคัญมากขึ้นทุกทีไม่ว่าจะเพื่อป้องกันหรือรุกราน
การศึกย่อมเปิดโอกาสให้เกิดนักรบผู้กล้า เกิดขุนศึกผู้ปราบศัตรู
            ขุนศึกผู้สามารถ กุมทหารจำนวนมาก กลายเป็นอำนาจที่สภาสูงผู้กุมอำนาจปกครองเห็นว่าเป็นภัยคุกคาม (เพราะมีประวัติเป็นเช่นนั้น) หากขุนศึกดังกล่าวยอมอยู่ใต้อำนาจสภาสูงต่อไป สถานการณ์ภายในจะสงบ แต่ถ้าไม่จะหมายถึงสงครามกลางเมือง บางครั้งขุนศึกเป็นฝ่ายชนะเข้ายึดอำนาจเป็นผู้ปกครองสูงสุด และอาจหมายถึงทำลายบรรดาอำนาจเก่าทั้งหมด เหมือนการรบในสมรภูมิที่ต้องปราบศัตรูให้ราบคาบ
            อธิบายอีกแง่คือ เข้ายึดเข้าควบคุมอำนาจและความมั่งคั่งทั้งหมด ทั้งที่ได้จากนอกอาณาจักรและภายในอาณาจักร
เป็นการปิดฉากสาธารณรัฐโรมันและเริ่มจักรวรรดิโรมัน (Roman Empire) หรือพูดอีกอย่าง คือการสิ้นสุดยุคของระบบขั้วอำนาจเก่าและเริ่มต้นขั้วอำนาจใหม่ ส่วนจะเรียกว่าเป็นระบอบสาธารณรัฐ เป็นจักรวรรดิ หรืออะไรก็แล้วแต่ ขึ้นกับนักวิชาการ ผู้มีอำนาจแต่ละคนแต่ละยุคสมัยจะให้นิยาม

ถ้าวิเคราะห์โดยยึดสภาขุนนางเป็นแกน หากสภาขุนนางรู้จักยับยั้งความโลภของตน สาธารณรัฐจะไม่ขยายตัวจนเกินควบคุม ดำเนินนโยบายเป็นมิตรกับอาณาจักรรอบด้าน ผู้คนอีกหลายล้านไม่ต้องล้มตาย และสภาขุนนางจะยังคงอำนาจต่อไป
การปิดฉากสาธารณรัฐโรมันจึงไม่ได้เกิดจากการลุกฮือจากทาสหรือสามัญชน เหตุผลลึกที่สุดคือจากความโลภอย่างไม่สิ้นสุดของผู้มีอำนาจล้นฟ้า ผู้มั่งมีเหลือกินเหลือใช้ พวกที่คิดว่าเงินทองวัตถุคือคำตอบ คือความสุขแห่งชีวิต
"ความโลภ" ของพวกขุนนาง เจ้าของที่ดินรายใหญ่ คือสิ่งที่ทำลายพวกเขาเอง
---------------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
สาธารณรัฐโรมัน (Roman Republic) ในอดีตกาล (1)
ประวัติศาสตร์ของชนชาติโรมันไม่ต่างจากหลายชนชาติที่เริ่มต้นด้วยคนกลุ่มเล็กๆ ที่สามารถเอาตัวรอดจากเผ่าอื่นๆ รอบข้าง จนกลายเป็นเมือง นครรัฐ และพัฒนาเป็นสาธารณรัฐโรมัน อันหมายถึงการปกครองโดยชนชั้นอำนาจที่สังคมโรมันสมัยนั้นหมายถึงเจ้าของที่ดินรายใหญ่ รากฐานความมั่งคั่งในยุคนั้น ชนชั้นอำนาจพยายามรักษาผลประโยชน์ด้วยการยึดอำนาจปกครองไว้กับพวกตัว วางกฎสังคมห้ามแต่งงานข้ามชนชั้น เป็นสาเหตุเกื้อหนุนให้ชนชั้นปกครองนี้สามารถรักษาอำนาจยาวนานกว่า 400 ปี

บรรณานุกรม:
1. Drummond, A., Walbank, F. W., Astin, A. E., Frederiksen, M. W., & Ogilvie, R. M. (Eds.). (1989).The Cambridge Ancient History Volume 7, Part 2: The Rise of Rome to 220 BC (2nd Ed.). UK: Cambridge University Press.
2. Garnsey, Peter., Saller, Richard. (2014). The Roman Empire: economy, society and culture (2nd Ed.). London: Bloomsbury Academic.
3. Perry, Marvin., Jacob,  Margaret., Jacob, James., Chase, Myrna., & Von Laue, Theodore. (2009). Western Civilization: Ideas, Politics, and Society (9th Ed.). Boston: Houghton Mifflin Harcourt Publishing.
4. Roberts, J. M. (2002). The New History of the World (4th Ed.). UK: Penguin Press/Allen Lane.
5. Spielvogel, Jackson J. (2009).Western Civilization (7th Ed.). USA: Thomson Wadsworth.
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2559

สาธารณรัฐโรมัน (Roman Republic) ในอดีตกาล (1)

18 กันยายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7255 วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ.
2559)

หลายคนเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวของจักรวรรดิโรมัน (Roman Empire) อันยิ่งใหญ่เกรียงไกร นักวิชาการปัจจุบันยังค้นหาคำตอบว่าทำไมจักรวรรดิโรมันจึงล่มสลาย แต่ก่อนที่จะเป็นจักรวรรดิ ประวัติศาสตร์ของโรมันเคยผ่านการเป็นสาธารณรัฐมาก่อน มีเรื่องราวที่น่าใจดังนี้
            นักโบราณคดีบางคนเห็นว่ากลุ่มคนที่น่าจะเรียกว่าต้นตระกูลชาวโรมันเกิดขึ้นเมื่อสหัสวรรษแรกก่อนคริสตกาล (หรือหลังจากนั้น เช่น ศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล) คนเหล่านี้พูดภาษาละติน ตั้งอยู่บนพื้นที่ Latium ในคาบสมุทรอิตาลี (ติดทางใต้ของกรุงโรมปัจจุบัน) ประวัติศาสตร์ยุคต้นจึงเป็นเรื่องความอยู่รอดในพื้นที่ Latium ก่อนขยายตัวครอบคลุมทั้งคาบสมุทร
            เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาลชุมชนโรมเริ่มเป็นเมือง เป็นนครรัฐตามอย่างนครรัฐกรีก มีกษัตริย์เป็นผู้ปกครอง แต่ตำแหน่งนี้ไม่มีการสืบทอดทางสายเลือด บางครั้งผู้ดำรงตำแหน่งเป็นชาวต่างชาติ กษัตริย์จึงต้องได้รับการสนับสนุนจากขุนนางที่เป็นคนท้องถิ่น สมาชิกสภาสูง (senate) ที่บางช่วงมีถึง 300 คน
ต่อมาขุนนางปลดกษัตริย์และใช้ระบอบปกครองแบบสาธารณรัฐ เรียกว่าสาธารณรัฐโรมัน (Roman Republic) เริ่มต้นเมื่อก.ค.ศ. 509

ระบอบปกครองสาธารณรัฐโรมัน :
ภายใต้ระบอบสาธารณรัฐโรมัน ผู้มีอำนาจสูงสุดดำรงตำแหน่ง “กงสุล” (consuls) มีจำนวน 2 คน ได้รับเลือกปีต่อปีจากสมาชิกสภาสูง
สมาชิกสภาสูง (senate) ประกอบด้วยผู้อาวุโสที่ได้รับคัดเลือกจากกลุ่มตระกูลต่างๆ จำนวน 300 คน เป็นตำแหน่งตลอดชีพ ยามปกติจะทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง (magistrate) ไม่มีหน้าที่บัญญัติกฎหมาย
การปกครองแบบสาธารณรัฐโรมันจึงหมายถึงการปกครองโดยเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่ ที่ดินนั้นยุคนั้นคือแหล่งแห่งความมั่งคั่งและอำนาจ การบริหารประเทศเน้นผลประโยชน์ของคนรวย แต่ไม่ถึงกับทอดทิ้งคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคม เป็นระบอบคณาธิปไตย

นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งสำคัญอีกหลายตำแหน่ง เช่น หากเกิดสงคราม “กงสุล จะลงจากตำแหน่ง พร้อมกับแต่งตั้ง “dictator” เป็นผู้ปกครองมีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่มีวาระเพียง 6 เดือน จะเห็นได้ว่าระบอบการปกครองถูกออกแบบให้ยืดหยุ่นตามบริบท ตอบสนองสถานการณ์ต่างๆ

พลเมือง 2 ชนชั้น :
            ชนชั้นแรกคือพวก “patrician” เป็นชนชั้นอำนาจ
การเกิดขึ้นของชนชั้นอำนาจอาจอธิบายได้ว่า ครอบครัวเป็นหน่วยย่อยที่สุดของสังคมโรมัน บิดาคือผู้มีอำนาจสูงสุด สามารถขายบุตรเป็นทาส หรือสังหารได้ตามต้องการ การแต่งงานของบุตรสาวขึ้นกับการตัดสินใจของบิดา และมักแต่งงานตั้งแต่วัยเริ่มสาว
เมื่อกาลเวลาผ่านไป การเริ่มต้นที่ 1 ครอบครัวนำสู่หลายครอบครัวที่มีสัมพันธ์ทางสายเลือดใกล้ชิด เกิดความสัมพันธ์เชิงวงศ์ตระกูล เกิดผู้ใหญ่หรือผู้อาวุโสประจำตระกูล
เกิดตระกูลที่ใหญ่กว่า ร่ำรวยกว่า เป็นที่พึ่งได้มากกว่า เป็นผู้มีอิทธพลบารมี

หลักฐานประวัติศาสตร์จึงระบุว่าพวก “patrician” คือตระกูลของสมาชิกสภาสูงยุคแรกๆ ในสมัยที่ยังปกครองด้วยกษัตริย์ ยังเป็นนครรัฐ พูดง่ายๆ คือตระกูลผู้มีอิทธิพลบารมีตั้งแต่การสร้างเมืองยุคแรก
รากฐานอำนาจของพวกเขามาจากการมีที่ดินจำนวนมาก ต้นเหตุแห่งความมั่งคั่ง เนื่องจากอิตาลีมีพื้นที่เพาะปลูกเลี้ยงสัตว์จำกัด ความอุดมสมบูรณ์ของที่ดินมอบปัจจัยสี่แก่การยังชีพ เป็นสินค้าสำคัญของยุคนั้น ทั้งค้าขายในเมืองและต่างเมือง ผู้มีที่ดินซึ่งหมายถึงพื้นที่เกษตร ป่าไม้และปศุสัตว์จึงมั่งคั่ง มีอิทธิพลบารมี เป็นที่พึ่งของคนขัดสน เกษตรกรรายย่อยเมื่อยามการเพาะปลูกไม่ได้ผลดี เกิดความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ เมื่อระบบการเมืองการปกครองพัฒนาซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ คนกลุ่มนี้จึงเป็นแกนหลักแห่งอำนาจปกครอง

มีกฎชัดเจนว่าเฉพาะพวก “patrician เท่านั้นที่สามารถดำรงตำแหน่งกงสุล ฝ่ายปกครอง และสมาชิกสภาสูง
            รวมความแล้ว พวก “patrician คือชนชั้นปกครองดั้งเดิมนั่นเอง เพียงแต่แย่งอำนาจจากกษัตริย์ วางระบอบการปกครองใหม่เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาคือกลุ่มที่กุมอำนาจ และคัดสรรคนของตนเองเป็นผู้นำปกครองประเทศ

            เสรีชนนอกกลุ่มpatrician” เรียกว่าพวก “plebeiansเป็นสามัญชน ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย มีที่ดินทำกินแต่น้อย มักมีฐานะธรรมดาหรือยากจน บางคนประกอบอาชีพอิสระ ช่างฝีมือ พ่อค้า
            พวก “plebeians” มีสิทธิ์ออกเสียง แต่ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงอำนาจปกครอง เฉพาะพวก “patrician” เท่านั้นที่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับตำแหน่งข้าราชการ

            นอกจากกฎห้ามเข้าถึงอำนาจปกครอง สังคมโรมันยังมีวัฒนธรรมให้แต่งงานภายในชนชั้นเดียวกัน การแต่งงานระหว่าง 2 ชนชั้นเป็นเรื่องต้องห้าม
            การแต่งงานภายในชนชั้นเดียวกัน นอกจากจะเป็นการควบคุมอำนาจให้อยู่ในกลุ่ม ยังส่งเสริมความสัมพันธ์ภายในกลุ่มชนชั้นอำนาจด้วยกัน นานวันเข้าพวกเขามีความสัมพันธ์ทางเครือญาติมากขึ้นทุกที เป็นอีกปัจจัยที่ส่งเสริมให้สภาสูงมีอำนาจ เป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมอันทรงพลังที่ควบคุมให้อำนาจจำกัดอยู่ในคนไม่กี่ตระกูลเท่านั้น ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ร้อยปีก็ตาม

            อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไป พวก “plebeians” บางคนสามารถพัฒนาตนเองกลายเป็นเจ้าของที่ดินรายใหญ่ เป็นคนมั่งคั่งมีอิทธิพลบารมี จึงเรียกร้องสิทธิ์ที่จะกลายเป็นพวก “patrician” เรื่องลงเอยว่าเกิดกลุ่มใหม่ที่เรียกว่าพวก nobiles” เป็นการรวมพวก plebeiansที่มั่งคั่งขึ้นมากับพวก “patrician
ดังนั้น พวก nobiles คือพัฒนาการเพื่อรับคนรวยรุ่นใหม่เข้ามาอยู่ในกลุ่มชนชั้นอำนาจนั่นเอง เพียงแต่จัดกลุ่มใหม่ ตั้งชื่อใหม่ เพื่อไม่ถูกจำกัดด้วยหลักเกณฑ์เดิม โดยคงหลักการว่าคนมั่งคั่ง ครอบครองที่ดินจำนวนมากเท่านั้นที่เข้าถึงอำนาจ

ทาส :
            นอกจาก 2 ชนชั้นข้างต้น สาธารณรัฐโรมันยังประกอบด้วยพวกทาสจำนวนมาก
            ในยุคสมัยนั้น ทุกอาณาจักรล้วนมีทาสด้วยกันทั้งสิ้น แต่พวกโรมันมีทาสมากเป็นพิเศษ เหตุเพราะระบบสังคมที่มุ่งใช้แรงงานทาสเป็นหลัก มีข้อมูลว่าเกษตรกรรายย่อย1 คนจะมีทาสรับใช้ 1-2 คนเพื่อช่วยงานในทุ่งนาและงานบ้าน
            ไม่เฉพาะงานเกษตรเท่านั้นที่ใช้แรงงานทาส งานอื่นๆ ก็ใช้เช่นกัน งานก่อสร้างใช้แรงงานทาสเป็นหลัก ไม่ว่าจะสร้างถนนหรืออาคาร
เรื่องนี้อธิบายได้ว่าเนื่องจากไม่จำต้องดูแลทาสดีเท่าแรงงานทั่วไป การใช้แรงงานทาสจึงเป็นวิธีลดต้นทุนการผลิต เป็นช่องทางให้เจ้าของที่ดินขนาดใหญ่สามารถเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์อย่างเต็มที่ ต้นทุนการผลิตของเจ้าของที่รายใหญ่จึงต่ำกว่าชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรรายย่อย เป็นต้นเหตุหนึ่งของการทำสงครามเพื่อบังคับคนต่างเมืองเป็นทาส
นอกจากนี้ บางคนเห็นว่าจำนวนทาสเป็นเครื่องบ่งบอกฐานะของตัวเอง คนเหล่านี้จึงชอบที่จะมีทาสจำนวนมาก
            ในยุคแรกนั้นทาสเหล่านี้เป็นคนในคาบสมุทรอิตาลี (คนต่างเมือง) สามารถซื้อขายในตลาดไม่ต่างจากสินค้าทั่วไป และเมื่อสาธารณรัฐโรมันมีชัยเหนือทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จำนวนทาสเพิ่มขึ้นทวีคูณ คราวนี้เป็นทาสชาวต่างชาติ ส่วนหนึ่งได้จากสงครามโดยตรง

การขยายอาณาเขตและการแย่งชิงอำนาจ :
เมื่อสาธารณรัฐสามารถยึดคาบสมุทรอิตาลี จากนั้นเริ่มขยายอาณาเขตไปทั่วทั้งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ต้องเผชิญหน้าปรปักษ์สำคัญคืออาณาจักรคาร์เธจ (Carthage)
ก่อนสิ้นศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล อาณาจักรคาร์เธจมีพลังอำนาจทางทหารที่แข็งแกร่ง อาณาเขตประกอบด้วยชายฝั่งแอฟริกาเหนือ บางส่วนของสเปน  เกาะ Sardinia (ทางตะวันตกของอิตาลี) เกาะ Corsica (ติดกับ Sardinia) พื้นที่ตะวันตกของ Sicily อาณาจักรคาร์เธจมั่งคั่งเพราะเป็นผู้ควบคุมการเดินเรือแถบนี้
หลังผ่านสงครามครั้งใหญ่หลายครั้ง ในที่สุดสาธารณโรมันเข้ายึดอาณาจักรคาร์เธจ

            จากนั้นก่อนสิ้นศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตศักราช เกิดการชิงอำนาจระหว่างชนชั้นปกครอง 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเรียกว่าพวก “optimates” ดำเนินตามแนวทางของพวก “nobiles” ต้องการรักษาระบอบคณาธิปไตย ในขณะที่ชนชั้นปกครองอีกกลุ่มที่เรียกว่า “populares” พยายามแสวงหาแรงสนับสนุนจากคนชั้นล่าง เกิดการแข่งขันระหว่าง 2 กลุ่ม คล้ายกับ 2 พรรคการเมือง

            ในขณะที่ชนชั้นปกครองร่ำรวยขึ้นจากสงคราม ปรากฏว่าสามัญชนกลับยากจนลง เหตุเพราะพลเมืองมีหน้าที่ต้องเป็นทหารยามมีศึกสงคราม สงครามกับคาร์เธจทำให้ที่ดินหลายส่วนเสียหาย รัฐยืดเวลาการทหารเกณฑ์เป็น 6 ปี หลายคนที่กลับจากการรบพบว่าไร่นาตนเสียหายมากจึงเลือกที่จะขายที่ดิน ผลประโยชน์ตกแก่พวกเจ้าของที่ดินรายใหญ่ที่ซื้อที่ดินเหล่านั้น
และเนื่องจากกฎหมายบัญญัติว่าผู้เป็นทหารจะต้องเป็นพลเมืองโรมันที่มีทรัพย์สิน มีส่วนในผลประโยชน์ทรัพย์สินเท่านั้น ชายโรมันที่มีคุณสมบัติเป็นทหารได้จึงค่อยๆ ลดน้อยลง คนเหล่านี้อยู่ในสภาพไร้ที่ทำกิน ไม่สามารถเป็นทหาร บางคนพยายามรับจ้างงานเกษตรที่ทำได้ แต่อีกหลายคนเข้าไปอาศัยรวมกันในกรุงโรม และกลายเป็นกลุ่มที่สร้างปัญหาแก่สังคม

Tiberius Gracchus (163-133 B.C.) เป็นหนึ่งในกลุ่ม “nobiles” เห็นปัญหาดังกล่าวจึงร่วมกับสมาชิกสภาสูงจำนวนหนึ่งเสนอแก้ปัญหา แนวทางของ Gracchus คือปฏิรูปที่ดิน ด้วยการยึดที่ดินรัฐที่อยู่ในมือเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่ นำมาแจกจ่ายแก่คนไร้ที่ทำดินกิน สมาชิกสภาสูงหลายคนที่เสียประโยชน์โดยตรงจึงจ้างนักฆ่าสังหาร Gracchus
Tiberius Gaius (153-121 B.C.) น้องชาย Tiberius Gracchus สานฝันการปฏิรูปที่ดินต่อจากพี่ชาย และถูกสังหารเช่นกัน
แม้การปฏิรูปที่ดินไม่ประสบความสำเร็จ แต่แนวทางของพี่น้อง Tiberius กลายเป็นแรงบันดาลใจ เป็นต้นเหตุให้ประชาชนผู้ยากไร้พร้อมจะลุกฮือ
-----------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
จากชุมชนสู่นครรัฐและกลายเป็นสาธารณรัฐโรมัน ชนชั้นปกครองซึ่งคืออดีตขุนนางและเป็นเจ้าของที่ดินรายใหญ่สามารถกุมอำนาจปกครองอย่างเหนียวแน่น ทั้งด้านบริหาร การยุติธรรม เศรษฐกิจ การทหาร การทำสงครามขยายอาณาเขตหมายถึงการได้ทรัพย์สิน ที่ดินและทาส ผลประโยชน์เหล่านี้ส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือของชนชั้นปกครองไม่กี่ตระกูล แต่ด้วยการขยายอาณาจักรอย่างไม่สิ้นสุดส่งผลให้กองทัพใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ และควบคุมยากขึ้น ท้ายที่สุดกลายเป็นผู้ล้มล้างระบบสาธารณรัฐโรมัน 

บรรณานุกรม:
1. Drummond, A., Walbank, F. W., Astin, A. E., Frederiksen, M. W., & Ogilvie, R. M. (Eds.). (1989).The Cambridge Ancient History Volume 7, Part 2: The Rise of Rome to 220 BC (2nd Ed.). UK: Cambridge University Press.
2. Perry, Marvin., Jacob,  Margaret., Jacob, James., Chase, Myrna., & Von Laue, Theodore. (2009). Western Civilization: Ideas, Politics, and Society (9th Ed.). Boston: Houghton Mifflin Harcourt Publishing.
3. Roberts, J. M. (2002). The New History of the World (4th Ed.). UK: Penguin Press/Allen Lane.
4. Spielvogel, Jackson J. (2009).Western Civilization (7th Ed.). USA: Thomson Wadsworth.
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2559

เปลี่ยนวิสัยทัศน์ไปสู่ความจริงเพื่อประชาคมอาเซียนที่มีพลวัต

 11 กันยายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7248 วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ.
2559)

การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summits) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ นครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เป็นการจัด 2 ครั้งรวมกัน (ครั้งที่ 28-29) ภายใต้หัวข้อ "เปลี่ยนวิสัยทัศน์ไปสู่ความจริงเพื่อประชาคมอาเซียนที่มีพลวัต" (Turning Vision into Reality for a Dynamic ASEAN Community)
            เป้าหมายคือการหารือกำหนดแนวทางร่วมขับเคลื่อนสู่ “วิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2025” (ASEAN Community Vision 2025) ในการประชุมได้แผนแม่บทการเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน 2025 (Master Plan on ASEAN Connectivity 2025) ความริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน ระยะที่ 3 (Initiative for ASEAN Integration (IAI) Work Plan III) อันเป็นข้อตกลงหลักของปีนี้

สาระสำคัญ :
แถลงการณ์หลังประชุม ในประเด็นโครงสร้างความมั่นคง อาเซียนยืนยันความเป็นศูนย์กลางภูมิภาค ความเป็นเอกภาพของอาเซียนต่อโครงสร้างภูมิภาคและการพัวพันกับส่วนอื่นๆ นอกภูมิภาค กลไกของอาเซียนคือเครื่องมือหลัก (เช่น ASEAN Plus One, ASEAN Plus Three, East Asia Summit, ASEAN Regional Forum และ ADMM Plus) ภายใต้กฎบัตรอาเซียน เอกสารและแถลงการณ์ต่างๆ อาทิ สนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia) การจัดตั้งเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia Nuclear Weapon-Free Zone: SEANWFZ)
ยึดมั่นแนวทางสายกลาง อดกลั้น ไม่ใช้ความรุนแรง ถือหลักผลประโยชน์ร่วม ความเป็นพหุสังคมและทุกคนมีส่วนร่วม เพื่อสันติภาพ ความมั่นคง ความสมานฉันท์ของภูมิภาค
            เป็นอีกครั้งที่อาเซียนตอกย้ำจุดยืนโครงสร้างความมั่นคงว่าจะต้องยึดแนวทางอาเซียน เมื่อไม่นานนี้รัฐบาลสหรัฐเสนอโครงสร้างใหม่ที่สหรัฐเป็นฝ่ายริเริ่ม หวังเข้ามาพัวพันภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งรวมถึงอาเซียนด้วย เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ควรติดตามใกล้ชิดเพราะคือการสร้างระเบียบภูมิภาค

แถลงการณ์เอ่ยถึงประเด็นความมั่นคงอื่นๆ เช่น อาเซียนรับรู้ภัยก่อการร้ายที่เพิ่มมากขึ้น พวกหัวรุนแรง การใช้ความรุนแรงสุดโต่ง อาเซียนมีแผนรับมือแนวทาง ASEAN Convention on Counter Terrorism (ACCT)

ในด้านเศรษฐกิจ GDP รวมของอาเซียนในปี 2015 เท่ากับ 2.43 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตร้อยละ 4.7 ปีนี้น่าจะเติบโตร้อยละ 4.5 และคาดว่าจะเป็น 4.8 ในปีหน้า (2017) เนื่องจากการบริโภคของภาครัฐกับเอกชนที่ยังแข็งแกร่ง มีโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ ภาครัฐใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้านปริมาณการค้าระหว่างประเทศปี 2015 เท่ากับ 2.28 ล้านล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้ร้อยละ 24 เป็นค้าการภายในกลุ่ม เป็นสัดส่วนสูงที่สุดหรือเท่ากับ 545 พันล้านดอลลาร์
ประชาคมอาเซียนจะเดินหน้าบูรณาการเศรษฐกิจตามแผน AEC Blueprint 2025 ปีที่ผ่านมามีความคืบหน้าหลายเรื่อง เช่น การเคลื่อนย้ายสินค้าโดยเสรี ลดรายการสินค้าที่เก็บภาษีศุลกากร ลดปัญหาติดต่อการค้าการลงทุน สร้างระบบสถิติร่วม ระบบเครือข่ายธนาคาร
การเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน (ASEAN Connectivity) ตั้งแต่ระดับสถาบันจนถึงระดับปัจเจก จะเดินหน้าตามแผนแม่บทการเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน 2025 (Master Plan on ASEAN Connectivity 2025) เป็นหนึ่งในแผนงานที่สำคัญ ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันขับเคลื่อน หารือรายละเอียด

จะเห็นได้ว่ามีสมาชิกบางประเทศก้าวหน้ารวดเร็วกับประเทศที่พยายามพัฒนาตัวเอง ในภาพรวมมีความคืบหน้าตามลำดับ อย่างไรก็ตามบางเรื่องดูเหมือนช้ากว่าที่ควร เช่น ความตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership หรือ RCEP) แถลงการณ์จึงแนะนำให้คู่เจรจาเพิ่มความพยายามเป็น 2 เท่า

แถลงการณ์ยังเอ่ยถึงแผนอื่นๆ หลายด้าน หลายมิติ ครอบคลุมความเป็นประชาคมอาเซียน เช่น การเปลี่ยนแรงงานต่างชาติให้เป็นแรงงานถูกต้องตามกฎหมาย ความร่วมมือด้านวัฒนธรรม การสนับสนุนเงินทุนแก่ชุมชน ส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ความร่วมมือแก้ปัญหาภัยธรรมชาติที่ร่วมกันทุกประเทศ ส่งเสริมการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่ออกจากสถานศึกษา ปัญหาโลกร้อน โรคเอดส์
ข้อตกลง แผนงานต่างๆ ชี้ให้เห็นว่าชาติสมาชิกมีภาระงานมาก มีคณะทำงาน มีการประชุมใหญ่น้อยจำนวนมาก อาเซียนกำลังก้าวสู่ความเป็นประชาคมอาเซียนที่สมบูรณ์ และต้องพิจารณาผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ประชาชนทั่วไปรับรู้จับต้องได้ มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังที่ ฯพณฯ ทองลุน สีสุลิด (Thongloun Sisoulith) นายกรัฐมนตรีสปป.ลาว ย้ำว่าการสร้างประชาคมอาเซียนที่แท้สัมพันธ์กับประชากร 620 ล้านคนของอาเซียน สมาชิกแต่ละประเทศจะต้องแปลงวิสัยทัศน์อาเซียนสู่ประเทศของตน ท้องถิ่นของตน และประชาชนจะต้องได้รับประโยชน์

ประเด็นทะเลจีนใต้ :
แถลงการณ์หลังประชุมเอ่ยถึงความสัมพันธ์กับประเทศนอกภูมิภาคหลายเรื่องหลายประเด็น ระบุว่าหลายประเทศพยายามยกระดับความสัมพันธ์กับประชาคมอาเซียน ทั้งนี้อาเซียนจะปฏิบัติต่อประเทศเหล่านั้นตามแนวทาง Guidelines for ASEAN’s External Relations เช่น ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วม สนับสนุนการสร้างประชาคมอาเซียน
แถลงการณ์เอ่ยถึงประเด็นทะเลจีนใต้เป็นลำดับแรก ระบุว่า ประชาคมอาเซียน “ยังกังวลยิ่ง (remain seriously concerned) ต่อพัฒนาการเมื่อไม่นานนี้และที่กำลังดำเนินอยู่” รับรู้ว่าผู้นำบางคนแสดงความกังวลต่อการอ้างความเป็นเจ้าของอาณาเขต กิจกรรมที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ บั่นทอนความไว้วางใจและความเชื่อมั่น ทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียด กระทบสันติภาพ ความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาค พร้อมกับยืนยันจุดยืนเดิม เช่น ขอให้ทุกประเทศยึดมั่นอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea: UNCLOS) ยึดหลักไม่ใช้กำลังทหาร อดกลั้น การอ้างกรรมสิทธิ์ที่อาจทำให้สถานการณ์ยุ่งยากและตึงเครียด ขอให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตาม “แนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้” (Declaration on the conduct of Parties in the South China Sea: DOC) และแนวทางล่าสุดอื่นๆ ตามที่ได้ตกลงกันไว้

เมื่อเทียบกับแถลงการณ์ปีที่แล้ว แถลงการณ์ล่าสุดใกล้เคียงกับปีก่อน ระบุว่าบางประเทศวิตกกังวลต่อข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ โดยไม่ได้เอ่ยชื่อประเทศคู่กรณีแต่รู้กันดีว่าหมายถึงประเทศใด
The New York Times/AP รายงานว่าที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนตำหนิว่ากล่าวเล็กน้อย (mild rebuke) ต่อกิจกรรมจีนในพื้นที่พิพาท สมาชิกอาเซียนยังเห็นต่างเรื่องท่าทีที่ควรแสดงต่อจีน

ในโอกาสเดียวกัน นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง (Li Keqiang) ยืนยันจุดยืนเดิมๆ ว่าจีนยึดมั่นปฏิบัติตาม “แนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้” (DOC) ซึ่งที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลดี และกำลังร่วมกับอาเซียนจัดทำ “แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้” (COC) ชี้ว่าสันติภาพและความมั่นคงในทะเลจีนใต้มีผลยิ่งต่อความมั่งคั่งและการพัฒนาของประเทศในภูมิภาค ประวัติศาสตร์ในอดีตเป็นหลักฐานว่าภูมิภาคจะยังคงสงบต่อไป หากประเทศในภูมิภาคเท่านั้นที่จัดการปัญหา
            ท่าทีจีนที่ประกาศออกมานั้นไม่เปลี่ยนแปลงเช่นกัน ย้ำเตือนให้ประเทศในภูมิภาคแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ซึ่งหมายถึงจีนกับอาเซียนเท่านั้น

ด้านรัฐบาลอาเบะกับโอบามาต่างเรียกร้องให้จีนปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (Permanent Court of Arbitration: PCA) ที่พิพากษาว่าเรื่องที่ทางการจีนอ้างความเป็นเจ้าของโดยใช้เส้นประ 9 เส้น (nine-dash line) นั้นเป็นโมฆะ (invalid) สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ของจีนในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเล (EEZ) ของฟิลิปปินส์นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ศาลยืนยันสิทธิ์ EEZ ของฟิลิปปินส์)
นายกฯ อาเบะยืนยันจุดยืนว่าการอ้างสิทธิ์จะต้องดำเนินตามกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ใช่ด้วยการใช้กำลังหรือข่มขู่ และแก้ข้อพิพาทด้วยสันติวิธี

            โดยรวมแล้วแต่ละประเทศต่างๆ แสดงท่าทีจุดยืนเดิม อย่างไรก็ตามต้องเข้าใจว่าแม้ท่าทีเดิม แต่สถานการณ์ไม่ได้ “นิ่งเฉย” ตามท่าที เพราะจีนยังคงเดินหน้าก่อสร้างต่อเติมสิ่งปลูกสร้าง รัฐบาลโอบามา ส่งเครื่องบินเรือรบเข้าไปในพื้นที่พิพาท รัฐบาลอาเบะขยายงบประมาณกลาโหม ขยายบทบาทกองทัพ มอบเรือตรวจการณ์แก่เวียดนามกับฟิลิปปินส์
            เช่นเดียวกับที่บางคนตีความว่าอาเซียนยังเห็นต่างเช่นเดิม แต่ไม่ได้หมายความว่าอยู่นิ่งเฉย อาเซียนประกาศยืนยันแนวทางจัดการข้อพิพาท ด้านประเทศสมาชิกที่เกี่ยวข้องระบุความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนเป็นที่รับรู้ทั่วไป ดำเนินการตามแนวทางของตน เช่น ฟิลิปปินส์ส่งเรื่องฟ้อง PCA

            อาเซียนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจึงขยับตัวแบบอาเซียน เช่น ใช้โอกาสประชุมสุดยอดนี้จัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-จีน (ASEAN-China Summit - ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 19) ได้ข้อตกลงเรื่องโทรศัพท์สายด่วนหากมีปัญหาทางทะเล และแนวปฏิบัติการปะทะทางทะเลที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้าในทะเลจีนใต้ (Code for Unplanned Encounters at Sea in the South China Sea) ตามหลักการของ DOC ข้อตกลงเหล่านี้บ่งชี้ว่า 2 ฝ่ายระมัดระวังไม่ให้สถานการณ์บานปลาย ต้องการระงับเหตุไม่คาดฝันอย่างรวดเร็ว การมีข้อตกลงมีแนวปฏิบัติย่อมน่าจะดีกว่าเดิม เป็นอีกย่างก้าวเล็กๆ ที่ดีกว่าไม่มีอะไรเลย

ประเด็นสำคัญหนึ่งที่ควรเอ่ยถึงคือ แถลงการณ์หลังประชุมไม่เอ่ยถึงคำพิพากษาของศาลอนุญาโตตุลาการถาวรเมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมา อาเซียนน่าจะสามารถนำมาเอ่ยอ้างได้ การที่ยังไม่เอ่ยถึงอย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นถึงท่าทีของอาเซียนโดยรวมที่ระมัดระวังการแสดงออกใดๆ ที่ “รุนแรงอย่างเป็นทางการ” การพูดถึงคำพิพากษาเป็นเพียงเรื่องส่วนตัวของสมาชิกบางประเทศ เรื่องนี้อาจตีความว่าเป็นการปฏิบัติตามแนวทางอาเซียนที่ไม่ต้องการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง หรือยั่วยุให้เกิดความรุนแรง เพราะผลเสียที่เกิดจะกระทบอาเซียนโดยตรง

            ภายใต้แนวคิดสำนักสัจนิยม (Realist school) ในบริบททะเลจีนใต้ ไม่มีประเทศใดสามารถได้ทุกอย่างที่ต้องการ ไมว่าจะเป็นประเทศเล็กหรือใหญ่ ประเทศเล็กกว่าต้องรู้จักนิยามคำว่า "ความมั่นคง" ให้เข้ากับสถานการณ์ ที่ผ่านมาอาเซียนทำได้ดี เป็นเหตุให้ประชาชนอยู่ในความสงบสุข บริบทระหว่างประเทศเอื้อต่อการพัฒนา ส่วนที่เหลือคือการจัดการภายในประเทศ วิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2025 มีเนื้อหาเอ่ยถึงมากมาย สมาชิกอาเซียนซึ่งหมายถึงพลเมืองทุกคนและทุกภาคส่วนควรร่วมมือกันทำให้วิสัยทัศน์กลายเป็นความจริง
--------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
รัฐบาลสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดีโอบามารุกคืบเข้ามาพัวพันภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างต่อเนื่องเป็นขั้นเป็นตอน “ข้อเสนอโครงสร้างเครือความมั่นคงเอเชียแปซิฟิก” เป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ที่ตั้งชื่อให้ฟังดูเป็นกลางว่า “ปรับสมดุล” เมื่อวิเคราะห์แล้วคือความต้องการเข้ามาจัดระเบียบภูมิภาคอย่างครอบคลุมทุกด้าน เป็นช่วงเวลาที่ประเทศต่างๆ ทั้งอาเซียน จีนและอีกหลายประเทศต้อง “ปรับสมดุล” เช่นกัน

บรรณานุกรม:
1. ASEAN. (2016, September 7). Chairman’s Statement of The 28th and 29th ASEAN Summits. Retrieved from http://asean.org/storage/2016/09/Chairmans-Statement-of-the-28th-and-29th-ASEAN-Summits_FINAL.pdf
2. China seeks to join ASEAN in dispelling interference, handling South China Sea issue: premier. (2016, September 7). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2016-09/07/c_135670238.htm
3. Hu, Yongqi., Wang, Qingyun. (2016, September 7). Progress in China-ASEAN ties hailed. China Daily. Retrieved from http://www.chinadaily.com.cn/world/liattendsasean/2016-09/08/content_26731552.htm
4. Japan, U.S. urge China to resolve disputes in South China Sea. (2016, September 8). The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2016/09/08/national/politics-diplomacy/abe-calls-intensifying-pressure-north-korea/#.V9FXO1uLTIU
5. Ministry of Foreign Affairs of the Lao People’s Democratic Republic. (2016, September 6). H.E. Thongloun SISOULITH, Prime Minister of the Lao PDR chaired the ASEAN Leaders’ Interface with Representatives of ASEAN Inter-Parliamentary Assembly. Retrieved from https://www.asean2016.gov.la/index.php?r=site/newsDetail&page=39
6. Ministry of Foreign Affairs of the Lao People’s Democratic Republic. (2016, September 6). H.E. Thongloun Sisoulith, Prime Minister of the Lao PDR chaired the 28th ASEAN Summit. Retrieved from https://www.asean2016.gov.la/index.php?r=site/newsDetail&page=38
7. Southeast Asia Issues a Non-Rebuke to China. (2016, September 7). The New York Times/AP. Retrieved from http://www.nytimes.com/aponline/2016/09/07/world/asia/ap-as-southeast-asia-south-china-sea.html
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2559

สหรัฐอเมริกา (new)

            เพื่อรองรับการ "เลือกตั้งอเมริกา 2016" หมวดสหรัฐอเมริกา (new) จะปรับให้เข้ากับสถานการณ์ โดยจะรวมผลงานที่เกี่ยวข้องสหรัฐฯ มารวมในหมวดนี้ บทความที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งอเมริกา 2016 จะมารวมอยู่ในหมวดนี้เช่นกัน (ผลงาน 2016)

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2017

งานศึกษาของ Pew Research Center ชี้ว่าประชาชนหลายประเทศทั่วโลกมองแง่ลบต่อประธานาธิบดีทรัมป์ ที่น่าตกใจคือประเทศเหล่านี้คือยุโรปตะวันตก เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ผลลัพธ์คือบั่นทอนพลังอำนาจอ่อน (soft power) ทั้งนี้เพราะทรัมป์ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีตั้งแต่ต้น เป็นจุดอ่อนของระบอบประชาธิปไตยสหรัฐที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข


ในที่ประชุม “Arab Islamic American Summit” ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงท่าทีเป็นมิตรกับรัฐบาลซาอุฯ ท่ามกลางผู้นำชาติอาหรับ ผู้นำมุสลิมประเทศอื่นๆ รวม 55 ประเทศ วัตถุประสงค์หลักคือร่วมต่อต้านก่อการร้ายซึ่งหมายถึงมุสลิมสุดโต่งกับอิหร่าน เป็นอีกครั้งที่ทรัมป์พูดถึงความดีความชั่ว ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือดำเนินนโยบาย ยอมรับว่าแนวทางศาสนาของซาอุฯ เข้าได้กับนโยบายของตน

ทรัมป์ “ผู้คาดเดาไม่ได้” หรือ “ผู้พูดเท็จเป็นนิจ”
ตั้งแต่ช่วงหาเสียงทรัมป์บอกว่าจะใช้วิธีคาดเดาไม่ได้ ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ตัว ผลลัพธ์ที่ออกมาคู่กันคือนโยบายที่เปลี่ยนกลับไปกลับมา กลายเป็นว่าไม่มีใคร (รวมทั้งพลเมืองอเมริกัน) รู้ว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังทำอะไร ผลสุดท้ายเป็นอย่างไร แต่ทรัมป์ยังคงใช้เทคนิค “ผู้คาดเดาไม่ได้” ต่อไป ถ้าคิดให้ดีในอีกมุมคือทำให้ “สามารถพูดเท็จ” ต่อสาธารณะ ไม่มีใครคาดเดาได้ว่ากำลังพูดความจริงหรือโกหก เป็นลักษณะเด่นข้อหนึ่งของรัฐบาลประชาธิปไตยอเมริกายุคนี้

รัฐบาลทรัมป์กล่าวโทษรัฐบาลซีเรียละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่การโจมตีซีเรียคือละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ตั้งแต่โอบามาเป็นต้นมา สหรัฐไม่เคยแสดงหลักฐานว่ารัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีได้แต่บอกว่าใช้และยึดถือเช่นนั้น กลายเป็นเหตุผลอีกข้อที่จะสนับสนุนฝ่ายต่อต้าน ไม่ว่าศึกนี้จะต้องยืดเยื้ออีกกี่ปี คนต้องตายเพิ่มอีกกี่แสน ไม่ใช่เด็กๆ ไม่กี่สิบคนที่ตายด้วยก๊าซพิษอย่างที่ทรัมป์บอกว่าน่าสงสารเท่านั้น

สหรัฐคือประเทศที่มีความสามารถจารกรรมสอดแนมสูงสุดในโลก สามารถลักลอบแอบติดตามไม่ว่าบุคคลนั้นจะอยู่ที่ใดในโลก การดักฟังโทรศัพท์มือถือของนายกฯ แมร์เคิลเป็นกรณีตัวอย่างที่ดี ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างว่าวฝ่ายตนถูกดักฟังในช่วงหาเสียง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้ทำเช่นนั้น แต่ไม่ปฏิเสธว่าไม่ได้แอบลักลอบติดตามประธานาธิบดีกับทีมงาน เป็นอีกหนึ่งปริศนาของการเมืองอเมริกากับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศปัจจุบัน

Mohammed bin Salman รองมกุฎราชกุมารซาอุดิอาระเบียหารือประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเป็นทางการ ฝ่ายซาอุฯ ไม่เชื่อว่ามาตรการ (ห้ามคน 6 ประเทศเข้าเมือง) มุ่งเป้าชาติมุสลิมหรือศาสนาอิสลาม แท้จริงแล้วทรัมป์เคารพศาสนาอิสลามอย่างจริงจัง เป็น “มิตรแท้ของมุสลิม” 2 ฝ่ายเห็นร่วมที่จะต้องจัดการอิหร่านตัวการทำลายเสถียรภาพภูมิภาค 


นายกฯ แมร์เคิลพบประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้นำ 2 ประเทศยืนยันสัมพันธ์ 2 ฝั่งแอตแลนติก พร้อมกับแสดงจุดยืนแตกต่างหลายข้อดังที่ทรัมป์จุดประเด็นไว้ น่าติดตามว่าความสัมพันธ์ 2 ฝั่งแอตแลนติกจะดีขึ้นหรือเสื่อมลงกว่าเดิม สหรัฐในยุคทรัมป์จะโดดเดี่ยวตัวเองมากกว่าเดิมหรือไม่ เป็นประโยชน์หรือโทษมากกว่า และเป็นเครื่องชี้ว่าทรัมป์มีความสามารถบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ดีเพียงใด

หลังศาลระงับคำสั่งห้ามคน 7 ประเทศเข้าสหรัฐ ประธานาธิบดีทรัมป์ออกคำสั่งใหม่เหลือ 6 ประเทศ สาระสำคัญยังคงเช่นเดิม จาการวิเคราะห์คำสั่งห้ามใหม่ไม่ช่วยลดก่อการร้าย เพราะผู้ก่อการร้ายไม่จำต้องอยู่ใน 6 ประเทศนี้เท่านั้น การไม่ห้ามซาอุฯ และเหตุผลอื่นๆ ชวนให้สงสัยว่ารัฐบาลทรัมป์หวังการป้องกันก่อการร้ายมากเพียงไร มีเจตนาแอบแฝงอื่นหรือไม่

ไม่ถึงเดือนหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ได้คำตอบชัดแล้วว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่ขอถอนตัวออกจากนาโตตามคำขู่ตั้งแต่ช่วงหาเสียง ประเทศสำคัญๆ ในยุโรปแสดงท่าทีต่อต้านก่อการร้ายที่แตกต่างจากสหรัฐ Pax Americana อ่อนแอลงชัดเจน รัสเซียกลายเป็นประเทศสำคัญที่สหรัฐจะต้องดึงมาเป็นหุ้นส่วนหากคิดจะปิดล้อมจีน รุกคืบตะวันออกกลางอย่างจริงจัง


ในช่วงหาเสียงทรัมป์อ้างเหตุผลสารพัดเพื่อชี้ว่าสหรัฐไม่ควรประจำการทหารในเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นต่อไป พร้อมให้ 2 ประเทศนี้มีอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเอง ไม่ถึงเดือนหลังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ท่าทีเปลี่ยนเป็นตรงข้าม กลับมาให้ความสำคัญกับการเป็นพันธมิตรดังเดิม ตามหลักนโยบายที่ไม่ต่างจากประธานาธิบดีคนอื่นๆ ไม่ว่าจะมาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครท


ตั้งแต่ช่วงหาเสียง โดนัลด์ ทรัมป์ มีปัญหากับสื่อเรื่อยมา เพราะสื่อส่วนใหญ่มักเสนอข่าวแง่ลบของทรัมป์ ประธานาธิบดีทรัมป์ถึงกับชี้ว่าสื่อมวลชนเหมือนพรรคฝ่ายค้าน ในขณะที่สื่อนำเสนอข่าวทุกแง่ทุกมุม ลงลึกรายละเอียด เกิดการโต้เถียงว่าสิ่งที่รัฐบาลทรัมป์พูดนั้น “จริงหรือเท็จ” กลายเป็นสังคมที่ยากจะหาความจริง เพราะรัฐบาลทรัมป์ยืนยันว่าไม่ได้กล่าวเท็จ เพียงแต่อาจมีความจริง 2 ชุด หรือที่เรียกว่ามี alternative fact


ประธานาธิบดีทรัมป์ห้ามคน 7 สัญชาติเข้าประเทศ ชี้แจงว่าไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา เมื่อพิจารณานโยบายหาเสียงและอื่นๆ พบว่านโยบายต่อต้านก่อการร้ายสัมพันธ์กับก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรง (radical Islamic terrorism) อันเป็นนโยบายหลักข้อหนึ่งของพรรครีพับลิกัน และเป็นกระแสเกลียดชังมุสลิมที่รุนแรงขึ้นนับตั้งแต่เกิดเหตุ 9/11 ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่สิ่งที่รัฐบาลทรัมป์ทำส่งผล “โหม” กระแสต่อต้านมุสลิม แต่เป้าหมายจริงๆ อาจอยู่ที่ 1-2 ประเทศเท่านั้น


คำว่านาโตล้าสมัยเป็นคำพูดที่บิดเบือน เพราะนาโตปรับปรุงเรื่อยมา แต่ที่ล้าสมัยเป็นเพราะไม่ตรงตามความต้องการของรัฐบาลสหรัฐ เป็นโจทย์ที่นาโตฝั่งยุโรปต้องหาคำตอบว่าควรพึ่งพาสหรัฐหรือควรเป็นอิสระมากขึ้น แต่เนื่องจากสมาชิกปัจจุบันแตกต่างหลากหลาย ไม่อาจให้คำตอบง่ายๆ และไม่ตรงความต้องการสหรัฐเต็มร้อย ที่สุดแล้วนาโตน่าจะคงอยู่ต่อไป เพราะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายมากกว่า

สุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่งของ โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุชัดว่าประชาธิปไตยอเมริกายังไม่ได้มีเพื่อคนส่วนใหญ่ น่าชื่นชมที่ทรัมป์ให้ความสำคัญกับความเป็นเอกภาพของชาติ ค่านิยมส่งเสริมให้คนมีวิสัยทัศน์ มีความมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค ในขณะที่นโยบายต่างประเทศ นโยบายการค้าระหว่างประเทศจะเป็นที่ถกเถียงต่อไป และถ้ายึดมั่นศาสนาจริงจะไม่ใช้สโลแกน ‘America first’

ทรัมป์กำลังจะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีท่ามกลางเสียงโจมตี เสียงวิพากษ์วิจารณ์ ที่ถูกนำเสนออย่างไม่หยุดหย่อนตั้งแต่ช่วงหาเสียงจนปัจจุบัน หลายคนชี้ว่าเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนจะเป็นต้นเหตุพาให้ทรัมป์ถูกเข้ากระบวนการถอดถอนออกจากตำแหน่ง กระแส Impeachment กำลังดังมากขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่ได้สรุปว่าทรัมป์จะทำผิดจริงหรือไม่ ราวกับว่าทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว

ประธานาธิบดีโอบามามีคำสั่งลงโทษรัสเซีย หลังได้ข้อสรุปว่ารัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดี ด้วยการขโมยและเปิดเผยอีเมลของพรรคเดโมแครท ประเด็นที่ไม่พยายามเอ่ยถึงคืออีเมลเหล่านั้นชี้ว่าผู้ใหญ่ในพรรคเดโมแครทตั้งใจให้ฮิลลารี คลินตันเป็นตัวแทนพรรค คณะกรรมการพรรคจึงบ่อนทำลายคะแนนคู่แข่งคนอื่นๆ จนฮิลลารีได้เป็นตัวแทนพรรคในที่สุด ส่อว่าโอบามากำลังปกป้องระบอบคณาธิปไตย

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 2016


เนื่องจากโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งด้วย popular vote ต่ำกว่าฮิลลารี คลินตัน ความคิดเปลี่ยนวิธีเลือกตั้งประธานาธิบดีจึงดังขึ้นอีกรอบ แต่การแก้ไขหมายถึงการแก้รัฐธรรมนูญซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายทั้งในเชิงกฎหมายกับการเมือง ผลดีจากการปรากฎตัวของทรัมป์คือเกิดกระแสปฏิรูปการเมือง เป็นเรื่องระยะยาวที่ต้องอาศัยคนมีส่วนร่วมจำนวนมาก การศึกษาอย่างเป็นระบบ สะท้อนสภาพสังคมการเมืองอเมริกา

หลายมุมมองกับการชุมนุมประท้วงโดนัลด์ ทรัมป์(Donald Trump)
เหตุที่ชุมนุมประท้วงเพราะคิดว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะสร้างปัญหาสร้างความเสียหาย แต่อะไรคือประเด็นที่ควรหยิบขึ้นมาประท้วงในเมื่อเป็นเพียงว่าที่ประธานาธิบดี นโยบายที่ใช้หาเสียงหลายเรื่องพูดชัดว่าเป็นเพียงข้อเสนอ หลายเรื่องอาจไม่ได้ทำจริงตามที่พูด หรือไม่รุนแรงสุดโต่งขนาดนั้น ประโยชน์ที่ยั่งยืนของการชุมนุมจะเกิดขึ้นจริงหากมีการรวมกลุ่มภาคประชาสังคม เกิดกลุ่มถาวร ร่วมกันตรวจสอบเฝ้าระวังรัฐบาลอย่างเป็นระบบ ถูกต้องตามหลักวิชาการ

โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กับอนาคต
จากนี้อีก 4 ปี ว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์ในวัย 70 จะต้องเผชิญเรื่องยากๆ อีกมากมาย เรื่องที่เขาไม่รู้ ไม่เคยคิดถึงมาก่อน สังคมอเมริกันที่ให้เสรีกับการวิพากษ์วิจารณ์ สังคมโลกที่จะร่วมวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน ประวัติศาสตร์กำลังบันทึกว่าทรัมป์เป็นประธานาธิบดีที่ได้รับความชื่นชมหรือคนที่โลกประณาม คงเป็นงานสำคัญชิ้นสุดท้ายสำหรับนักสู้ที่ชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์

“เชื่อผู้นำ”ยุทธศาสตร์หาเสียงของทรัมป์
ยุทธศาสตร์/กลยุทธ์หาสียงของทรัมป์ทั้งหมด สรุปรวบยอดว่าคือ ยุทธศาสตร์เชื่อผู้นำ ให้เชื่อว่าเขาคือคนเดียวที่รู้ดีที่สุด สามารถแก้ปัญหาทุกอย่าง การเชื่อผู้นำไม่ใช่เรื่องผิด ธรรมชาติมนุษย์อยู่ในภาวะเชื่อผู้นำเสมอๆ ปัญหาคือสหรัฐฯ อ้างว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เสรีภาพส่วนบุคคลสำคัญที่สุด แต่ทรัมป์หาเสียงด้วยหลักเชื่อผู้นำ กีดกันการตรวจสอบนโยบายที่เขานำเสนอ สวนทางหลักประชาธิปไตย

มนุษย์ทุกคนมีความกลัวไม่มากก็น้อย ผู้สมัครหาเสียงใช้ความเป็นมนุษย์ข้อนี้ สร้างภาพให้เกิดความกลัว เพื่อผลักดันให้ประชาชนไม่เลือกคู่แข่ง หรือผลักดันให้ประชาชนเลือกเขา เช่น เพราะมนุษย์กลัวถูกทำร้ายทำลายจึงต้องเลือกผู้ปกครองคอยปกป้อง ปัญหาคือหลายครั้งผู้สมัครหาเสียงขยาย “ความกลัว” จนรุนแรงเกินจริง ซ้ำร้ายกว่านั้นคือสร้างประเด็นเพื่อให้เกิดความกลัว กลายเป็นสังคมที่เชื่อความเท็จ ตั้งอยู่บนความเท็จ ตรงข้ามกับสิ่งนี้คือชีวิตที่ตั้งอยู่บนความหวัง ทัศนคติแง่บวก ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

ทรัมป์เป็นนักธุรกิจ ไม่ใช่นักการเมือง เมื่อลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจึงมีคำถามว่าจะไปรอดหรือไม่ ผลปรากฏว่าทรัมป์สามารถชนะผู้สมัครคนดังคนอื่นๆ กลายเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันด้วยคะแนนสูงลิ่ว เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ยุทธศาสตร์ กลยุทธ์หาเสียงของทรัมป์ เป็นที่น่าศึกษา ให้ความเข้าใจทั้งวิธีหาเสียงของเขา และในประเด็นที่กว้างกว่า เช่น มุมมองของชาวอเมริกัน ระบอบประชาธิปไตยอเมริกา

เลือกคนที่แย่น้อยกว่า (the lesser ofthe two evils)
ในการเลือกตั้งบางครั้ง ไม่มีผู้สมัครคนใดที่ดีพอ คู่ควรกับตำแหน่ง แต่ด้วยระบอบกับระบบพยายามให้ประชาชนออกไปเลือกตั้ง หลายคนจึงใช้วิธีเลือกคนที่แย่น้อยกว่า เพื่อสกัดไม่ให้คนที่แย่ที่สุดได้ถืออำนาจบริหารประเทศ แต่แนวคิดเช่นนี้ไม่ช่วยให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองยั่งยืน เป็นเพียงการซื้อเวลา จึงต้องคิดหาระบบเลือกตั้ง/สรรหาให้ได้คนที่มีคุณสมบัติเหมาะสม โดยไม่ยึดกรอบว่าต้องเป็นการเลือก/สรรหาช่วงเวลาหาเสียงเท่านั้น

เป้าหมายของการหาเสียงคือชนะการเลือกตั้ง ผู้สมัครเลือกตั้งไม่ได้หาเสียงด้วยการแสดงความดีงามของตน นโยบายที่ดีกว่าเท่านั้น บางคนใช้วิธีรณรงค์เลือกตั้งทางลบ สร้างความเสื่อมเสียฝ่ายตรงข้าม หลายเรื่องที่หยิบขึ้นมาพูดไม่มีผลทางกฎหมาย แต่ทำให้ประชาชนคิดว่าผู้สมัครฝ่ายตรงข้างแย่ ไม่น่าเลือก เมื่อต่างฝ่ายต่างใช้จึงเกิดการสาดโคลนกันไปมา ประชาชนบางส่วนเอือมระอาการเมืองแบบนี้ ในขณะที่อีกหลายคนเห็นว่ามีประโยชน์เช่นกัน

ความจริงที่ซ่อนอยู่ในความสัมพันธ์กับชาติพันธมิตรของทรัมป์(3)
ความสัมพันธ์กับซาอุดิอาระเบียเป็นอีกกรณีที่ทรัมป์ชี้ว่าต้องทบทวนความสัมพันธ์เพราะประเทศเสียงบประมาณกลาโหมแก่ซาอุฯ มากเกินไป โดยไม่เอ่ยถึงผลประโยชน์อื่นๆ ที่สหรัฐฯ ได้จากภูมิภาค ลดทอนความสำคัญการนำเข้าน้ำมันจากซาอุฯ ทั้งๆ ที่ทุกรัฐบาลมีนโยบายลดการนำเข้าจากทุกประเทศอยู่แล้ว ฮิลลารี คลินตันใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของทรัมป์ “สร้างความกลัวแก่ชาวอเมริกัน” ด้วยการชี้ว่า “ทรัมป์” คือภัยคุกคามใกล้ตัวที่สุด ร้ายแรงที่สุด

ความจริงที่ซ่อนอยู่ในความสัมพันธ์กับชาติพันธมิตรของทรัมป์(2)
ทรัมป์วิพากษ์นาโตว่าเก่าแก้ล้าสมัย ไม่ช่วยต่อต้านก่อการร้ายเท่าที่ควร สหรัฐต้องแบกรับภาระงบประมาณมากแต่ประโยชน์น้อย จึงคิดพิจารณาถอนตัวออกจากนาโต ความจริงคือรัฐบาลสหรัฐทุกรัฐบาลพยายามปรับปรุงแก้ไขเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว และไม่คิดถอนตัวออกจากนาโต เพราะการสูญเสียพันธมิตรยุโรปเป็นโทษมากกว่า พูดอีกอย่างคือทุกวันนี้ได้ประโยชน์มากอยู่แล้ว

ทรัมป์ชูนโยบายทบทวนความสัมพันธ์กับชาติพันธมิตร เห็นว่าการคงทหารหลายหมื่นนายในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ไม่ก่อประโยชน์ต่อสหรัฐฯ เท่าที่ควร ต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมาก ไม่คุ้มค่า ไม่สนใจว่าหากถอนการเป็นพันธมิตรจะส่งผลต่อระบบความมั่นคงภูมิภาคและโลกอย่างไร ความจริงที่ต้องเข้าใจคือประเทศเหล่านี้ช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณมานานแล้ว และยังคงเจรจาต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้

เมื่อผู้นำประเทศ ผู้นำการเมืองสหรัฐฯ เอ่ยถึง “American exceptionalism” คือช่วงเวลาที่เชิดชูความพิเศษโดดเด่นของอเมริกาว่าเหนือประเทศอื่นๆ ในโลกนี้ การแสดงความรักนับถือต่อประเทศตัวเองเป็นเรื่องควรส่งเสริม ในขณะเดียวกัน ฮิลลารีไม่ต่างจากผู้นำคนอื่นๆ ในอดีต (ไมว่าจะพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครท) ที่ระบุชัดว่าประเทศใดเป็นศัตรู หากฮิลลารีได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป คาดเดาได้ว่าอเมริกาจะยังอยู่ในสงครามต่อไป เป็นส่วนหนึ่งของความเป็น “American exceptionalism” ในตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

อีเมลที่รั่วออกจากพรรคเป็นหลักฐานชี้ว่าเจ้าหน้าที่พรรคไม่ได้วางตัวเป็นกลาง ช่วยฮิลลารีอย่างเป็นระบบ ผู้ใหญ่ในพรรคตั้งใจให้ฮิลลารีเป็นตัวแทนชิงตำแหน่งประธานาธิบดีตั้งแต่ต้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอีกหลักฐานชี้ว่าพรรคอยู่ใต้อำนาจของผู้ใหญ่ นายทุนไม่กี่กลุ่ม ไม่ใช่พรรคของปวงชนอย่างแท้จริง นับวันการเมืองสหรัฐจะมีสภาพเป็นคณาธิปไตยในคราบประชาธิปไตย

หลักนโยบายของ‘ทรัมป์’ เหมือนหรือแตกต่าง
นโยบายปรับความสัมพันธ์กับรัสเซีย ให้ความสำคัญกับการจัดการผู้ก่อการร้าย IS มากกว่าล้มระบอบประธานาธิบดีอัสซาด เป็นประเด็นที่แตกต่างจากท่าทีเดิมของรีพับลิกัน นโยบายให้พันธมิตรนาโต เกาหลีใต้ช่วยแบกรับค่าใช้จ่าย นโยบายการค้ายุติธรรม (fair trade) เป็นเรื่องเก่าดำเนินมาแล้วหลายรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเก่าหรือใหม่ การหาเสียงของโดนัลด์ ทรัมป์มีเป้าหมายสำคัญคือมุ่งทำลายคะแนนของฮิลลารี คลินตัน เป็นส่วนหนึ่งของหลัก “อเมริกาต้องมาก่อน” ของทรัมป์


ทุกวันนี้มีข้อสรุปที่ยอมรับแล้วว่าอิรักไม่มี WMD ซัดดัมไม่ได้สนับสนุนผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์ตามที่รัฐบาลแบลร์กับบุชกล่าวอ้าง การทำสงครามล้มระบอบซัดดัมไม่ช่วยเรื่องต่อต้านก่อการร้าย ซ้ำยังกระตุ้นให้เกิดผู้ก่อการร้ายสารพัดกลุ่ม เช่น IS ทิ้งให้อิรักกลายเป็นรัฐล้มเหลว ประเด็นที่สำคัญกว่านั้นคือคำถามที่ว่าระบอบประชาธิปไตยอังกฤษกับสหรัฐช่วยให้ 2 ประเทศนี้ก่อสงครามที่สมควรทำหรือไม่

ทุกวันนี้พิสูจน์แล้วว่าเมื่อปี 2002 อิรัก อิหร่านและเกาหลีเหนือไม่เป็นภัยคุกคามจวนตัวอย่างที่รัฐบาลบุชกล่าวอ้าง เอกสารรายงานต่างๆ ที่ออกมาจากรัฐบาลสหรัฐกับอังกฤษมีข้อสรุปที่เป็นเท็จ พูดเกินจริง สร้างภาพให้เห็นภัยคุกคามใหญ่เกินตัว ระบอบประชาธิปไตยอังกฤษกับสหรัฐไม่อำนวยการตัดสินใจที่ถูกต้องแก่ผู้นำประเทศ ไม่สามารถยับยั้งการตัดสินใจอย่างไม่สมเหตุสมผลทั้งๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวด


บทความนี้วิเคราะห์การหาเสียงของทรัมป์ในประเด็น “อิสลามหัวรุนแรง” ที่เชื่อมโยงกับแนวนโยบายของพรรครีพับลิกัน เชื่อมโยงกับแนวคิดการปะทะกันระหว่างอารยธรรมของฮันติงตันที่นับวันจะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น (หรือถูกชักนำให้เข้าใจ) ในความขัดแย้งระหว่างศาสนาคริสต์กับอิสลาม ไม่ว่ารัฐบาลสหรัฐจะยอมรับหรือไม่ว่าคือส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์แม่บท

The Clash of Civilizations ของฮันติงตันระบุว่าโลกในอนาคตจะไม่แบ่งแยกด้วยอุดมการณ์การเมืองเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่จะแบ่งแยกด้วยความเชื่อศาสนา มนุษย์จะฆ่าฟันทำลายล้างกันด้วยเหตุนี้ แต่ข้อเท็จจริงคือทุกวันนี้อำนาจรัฐระวังการครอบงำจากศาสนา แนวคิดของฮันติงตันอาจถูกตีความว่าต้องการให้ศาสนามีอิทธิพลเหนืออำนาจรัฐฝ่ายโลก หรือไม่ก็หวังใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือแบ่งแยกโลก แบ่งความเป็นมิตรกับศัตรูแบบเหมารวม เป็นอีกครั้งที่อำนาจรัฐแสวงหาประโยชน์จากศาสนา

ความเชื่อศาสนาคริสต์ไม่ใช่ตัวแทนของอารยธรรมตะวันตก เห็นว่าระบอบประชาธิปไตยมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ระบบการค้าอิงหลักคุณธรรมไม่ใช่ความโลภ ความมั่งคั่งมีเพื่อช่วยเหลือส่วนรวม ปัจเจกมีเสรีภาพแต่เป็นเสรีภาพภายใต้หลักศาสนา ส่วนอิสลามเน้นรักสันติ ไม่สุดโต่ง มุสลิมทั่วโลกส่วนใหญ่เป็นผู้รักสันติ ไม่ใช่พวกสุดโต่งหัวรุนแรง ต่อต้าน IS อัลกออิดะห์ แต่ฮันติงตันยังพยายามชักนำให้เกิดสงครามศาสนา


บางครั้งการวิเคราะห์โดยตั้งอยู่บนศาสนาสร้างความสับสนไม่น้อย ยกตัวอย่าง ชายพุทธคนหนึ่งข่มขืนแล้วฆ่าหญิงชาวพุทธ อย่างนี้เป็นประเด็นศาสนาหรือไม่ อเมริกาคือประเทศที่มีสถิติข่มขืนสูงมาก จะอธิบายว่าพวกคริสต์มักข่มขืนพวกคริสต์ด้วยกันเองหรือไม่ ควรอธิบายอย่างนี้หรือไม่ว่าถ้าชายบ้ากามคนนี้ข่มขืนหญิงศาสนาเดียวกันก็เพราะ “ความบ้ากาม” แต่ถ้าข่มขืนหญิงต่างศาสนาจะกลายเป็น “การปะทะระหว่างอารยธรรม”


ผู้ที่เข้าใจมาตรการป้องกันก่อการร้ายของสหรัฐจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าข้อเรียกร้องของโดนัลด์ ทรัมป์ที่ให้ตรวจตราติดตามมุสลิมทุกคนเปล่าประโยชน์ เพราะตามกฎหมายแล้วใครก็ตามที่เข้าข่ายต้องสงสัยจะถูกตรวจสอบติดตามทันทีไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือไม่ ข้อเสนอของทรัมป์ช่วยให้เขาได้คะแนนนิยมทิ้งห่างผู้สมัครพรรคเดียวกัน ความจริงคือไม่ว่า “อิสลามหัวรุนแรง” เป็นภัยคุกคามจริงแท้เพียงไร ชาวอเมริกันที่ชื่นชอบพรรครีพับลิกันหลายคนเชื่อเช่นนั้น มุสลิมอเมริกัน 3 ล้านคนจึงกลายเป็นแพะรับบาปเพราะทรัมป์

โดนัลด์ ทรัมป์ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐไม่พลาดโอกาสนำเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ออร์แลนโด้มาสนับสนุนนโยบายกีดกันมุสลิมบางกลุ่มเข้าประเทศ เทคนิคการหาเสียงทรัมป์สรุปสั้นๆ ได้ว่า “เล่นกับความรู้สึก” ของคน โดยขยายความประเด็นนั้นๆ ให้รุนแรงที่สุด (สร้างความรู้สึกให้แรงสุด) โจมตีผู้สมัครคนอื่นว่าผิดหมด (ทำลายแนวทางเลือกอื่นๆ) พร้อมกับเสนอวิธีแก้ไขที่ไม่อาจสมเหตุผลแต่ตอบสนองความรู้สึกของผู้ที่มองแง่ลบต่อมุสลิมอยู่แล้ว


รัฐบาลสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดีโอบามารุกคืบเข้ามาพัวพันภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างต่อเนื่องเป็นขั้นเป็นตอน “ข้อเสนอโครงสร้างเครือความมั่นคงเอเชียแปซิฟิก” เป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ที่ตั้งชื่อให้ฟังดูเป็นกลางว่า “ปรับสมดุล” เมื่อวิเคราะห์แล้วคือความต้องการเข้ามาจัดระเบียบภูมิภาคอย่างครอบคลุมทุกด้าน เป็นช่วงเวลาที่ประเทศต่างๆ ทั้งอาเซียน จีนและอีกหลายประเทศต้อง “ปรับสมดุล” เช่นกัน


คำว่าเดินเรือเสรี ฟังดูผิวเผินเป็นเรื่องดีมีประโยชน์ เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย แต่คำว่าเดินเรือเสรีของรัฐบาลหมายถึงเฉพาะสหรัฐเท่านั้นที่มีความเสรีเป็นพิเศษเหนือประเทศอื่นๆ ส่วนประเทศอื่นๆ ที่เรือจะต้อง “เสรีภายใต้กรอบระเบียบที่วางไว้” ซึ่งเสรีน้อยกว่าของสหรัฐ อีกทั้งรัฐบาลสหรัฐจะใช้ทุกวิธีเพื่อกดดันบังคับให้นานาประเทศต้องอยู่ภายใต้เสรีตามระเบียบดังกล่าว เป็นตัวอย่างความเป็นจักรวรรดินิยม

วิพากษ์รายงานภัยคุกคามต่อสหรัฐ 2016
รายงานของผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองให้ภาพว่าสหรัฐถูกคุกคามด้วยอะไรบ้าง อะไรเป็นภัยคุกคามร้ายแรง ให้ภาพว่าสหรัฐเป็น “ฝ่ายถูกกระทำ” จึงต้องป้องกัน โต้ตอบ โดยปราศจากมุมมองของฝ่ายตรงข้าม เป็นการมองโลกผ่านมุมของตัวเองเท่านั้น และไม่ตรงข้อเท็จจริงทั้งหมด รายงานเช่นนี้เป็นประโยชน์ต่อพลเมืองอเมริกันมากน้อยเพียงใด

ทรัมป์เอาใจอิสราเอล จุดอ่อนประชาธิปไตย
เป็นหลักการที่ถูกต้องถ้าผู้พูดเลือกพูดประเด็นที่ผู้ฟังสนใจ ผู้ฟังจะชอบใจถ้าได้ฟังเรื่องที่เห็นว่ามีประโยชน์ต่อตน แต่การหาเสียงด้วยการบิดเบือนข้อเท็จจริงเป็นการชี้นำสังคมไปผิดทิศผิดทาง ไม่ใช่คุณสมบัติของผู้ที่ประกาศตัวอาสาเป็นตัวแทนประชาชนรับใช้ประเทศ กรณีทรัมป์หาเสียงเพื่อเอาใจพวกที่นิยมชมชอบอิสราเอลเป็นกรณีตัวอย่าง เป็นจุดอ่อนประชาธิปไตยอย่างหนึ่ง


บทความมีทั้งหมด 3 ตอน ตอนแรกอธิบายประวัติศาสตร์ หลักการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ, Electors

อธิบาย Electors, ระบบ ‘winner-take-all’ 

อธิบาย Electors, electoral votes, กรณีตัวอย่าง


--------------------------------------------------------------------

ผลงาน 2015


หลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” ที่ประกาศในสมัยประธานาธิบดีบุชนิยามว่าเป็นส่งกองทัพเข้ารุกรานอย่างเปิดเผย เป็นนิยามที่ไม่ครอบคลุม บิดเบือน จึงต้องกำหนดนิยามใหม่ อีกประเด็นที่ไม่ควรละเลยคือความเชื่อมโยงกับการส่งเสริมประชาธิปไตย การค้าเสรี คำถามที่สำคัญคือ รัฐบาลโอบามาได้ละทิ้งหลักนิยม “ชิงลงมือก่อน” หรือไม่ หรือเป็นเพียงปรับตัวให้เข้ากับบริบท


ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศขึ้นกับผู้นำประเทศเป็นสำคัญ รัสเซียในยุคปูตินกำลังฟื้นตัวตามลำดับ ปูตินเป็นนายกฯ สมัยแรกในปี 1999 และเป็นประธานาธิบดีสมัยแรกในปี 2000 จากนั้นครองอำนาจมาโดยตลอด หากทุกอย่างราบรื่นท่านน่าจะชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี 2018 ได้เป็นประธานาธิบดีถึงปี 2024 รัสเซียคงจะเจริญก้าวหน้าเพิ่มขึ้นอีกมาก ภายใต้มุมมองของรัฐบาลสหรัฐย่อมเห็นว่าเป็นภัยคุกคาม 


เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริง พื้นที่ที่เป็นปัญหาในขณะนี้เป็นเพียงพื้นที่เล็กๆ เท่านั้น เป็นไปได้ว่ารัฐบาลโอบามาเห็นว่าจำต้องให้ความช่วยเหลือกองทัพยูเครนล้อมกรอบฝ่ายต่อต้านต่อไปเพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์บ่อนทำลายรัสเซีย คาดว่าจะต้องดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง ดัชนีราคาน้ำมันน่าจะเป็นตัวสะท้อนชี้ความขัดแย้งนี้

ผลงาน 2014

การประชุมผู้นำจีน-สหรัฐในปีนี้ จะเป็นอีกครั้งที่ผู้นำจีนประกาศจุดยืนต่อประชาคมโลก ว่าตนต้องการสันติภาพ ต้องการเป็นมิตรกับทุกประเทศ ส่วนรัฐบาลโอบามาไม่ว่าจะพูดกับจีนอย่างไร ยังคงเดินหน้าตามแผนเสริมกำลังรบในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กองกำลังอีกส่วนที่กำลังปฏิบัติการโจมตีกองกำลังรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) ก็ยังคงเดินหน้าต่อ เช่นเดียวกับงานจารกรรมประเทศต่างๆ ทั่วโลก ประเทศทั้งหลายต้องระวังที่จะไม่ก้าวข้ามเส้นต้องห้ามของจีน จีนยังต้องการเป็นมิตรในระยะนี้

รองประธานาธิบดีไบเดนชี้ว่าปัญหาวุ่นวายในซีเรียที่ยืดเยื้อกว่า 3 ปีครึ่ง ผู้คนล้มตายกว่า 200,000 คน มาจากพันธมิตรในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ในอีกมุมหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลโอบามาประกาศนโยบายโค่นล้มรัฐบาลอัสซาด และยังยืนยันนโยบายจนถึงบัดนี้ นอกจากนี้ยังสนับสนุนฝ่ายต่อต้านเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลโอบามากำลังดำเนินนโยบายเพื่อคนอเมริกันหรือเพื่อใครกันแน่

ในโลกมุสลิมมีผู้เชื่อว่าซุนนีกับชีอะห์มีความขัดแย้ง และในขณะนี้มีผู้พยายามอ้างว่าสงครามในซีเรียกับอิรักคือสงครามตัวแทนซุนนี-ชีอะห์ โดยเชื่อมโยงว่า IS คือเครื่องมือของซุนนี แต่เมื่อองค์กร ผู้นำจิตวิญญาณอิสลามประกาศชัดว่า IS ไม่ใช่อิสลาม การอ้าง IS เป็นเหตุผลสงครามตัวแทนซุนนี-ชีอะห์จึงตกไป น่าแปลกใจที่รองประธานาธิบดีไบเดนกลับพยายามดึง IS เข้าไปอยู่ในอิสลาม ยังยืนยันว่า IS อยู่ในกลุ่มซุนนี กำลังทำสงครามตัวแทนซุนนี-ชีอะห์

รองประธานาธิบดีไบเดนอ้างว่ารัฐบาลตุรกี ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ ให้เงินและอาวุธกับผู้ก่อการร้าย รวมทั้งกลุ่ม IS แม้ว่าทำเนียบขาวจะชี้แจงว่าท่านไม่ได้ตั้งใจหมายความเช่นนั้นจริง แต่เป็นอีกข้อมูลอีกชิ้นที่ชี้ว่าชาติอาหรับให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้าย และเกิดคำถามว่าคำพูดของท่านสร้างความกระจ่างหรือสร้างความสับสนกันแน่

ก่อนหน้านี้รัฐบาลโอบามาไม่เห็นด้วยกับการให้อาวุธประสิทธิภาพสูงแก่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรีย ไม่สนับสนุนการจัดตั้งเขตห้ามบิน ชาวอเมริกันต่อต้านการใช้กำลังทางอากาศโจมตีกองทัพอัสซาด แต่บัดนี้ นโยบายต่อซีเรียเหล่านี้กลับกลายเป็นตรงข้าม รัฐบาลโอบามาอาศัยการต่อต้านการก่อการร้าย แนบนโยบายซีเรียที่ชาวอเมริกันเคยต่อต้าน เข้าไปอยู่ในส่วนหนึ่งของแผนต่อต้าน IS 

มีความเป็นไปได้ว่าผู้ก่อการร้ายที่อาจก่อเหตุในอนาคตจะเป็นพลเมืองอเมริกัน และชาวอเมริกันต้องอยู่กับภัยคุกคามนี้อีกนาน เป็นกระแสภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายรอบที่ 2 หลังจากเหตุ 9/11 เมื่อ 13 ปีก่อน หากเกิดเหตุวินาศกรรมครั้งใหญ่ไม่แพ้กรณี 9/11 เมื่อถึงคราวนั้นสังคมอเมริกาคงต้องตัดสินใจอีกครั้ง และต้องคอยดูว่าเมื่อถึงตอนนั้นผู้เป็นประธานาธิบดีจะตื่นตระหนกตกใจรีบเร่งส่งกองทัพเข้าสู่ตะวันออกกลางหรือไม่

ประธานาธิบดีโอบามาชี้ว่าวิธีต่อต้านผู้ก่อการร้าย IS ที่เหมาะสมที่สุดในขณะนี้คือใช้กำลังทางอากาศ สนับสนุนพันธมิตรและหุ้นส่วน เพิ่มการสนับสนุนกองกำลังประเทศอื่นๆ ที่เข้ารบทางภาคพื้นดิน เป็นการแสดงให้โลกเห็นถึงภาวะผู้นำของอเมริกา แต่จนบัดนี้ รัฐบาลโอบามายังไม่ใช้คำว่า “ทำสงครามกับ IS” ในขณะที่ IS แถลงอย่างชัดเจนให้สมาชิกสังหารชาวตะวันตกทุกประเทศที่เข้าร่วมโจมตี IS ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นทหารหรือพลเรือน ดังนั้น โอกาสที่ IS จะก่อความรุนแรงในประเทศอื่นๆ ย่อมมีตลอดเวลา

ประธานาธิบดีโอบามาได้ประกาศแล้วว่า ภายในสิ้นปี 2014 สหรัฐจะยุติภารกิจรบ พร้อมกับถอนกำลังส่วนใหญ่ ให้เหลือเพียง 9,800 นาย และจะถอนทหารทั้งหมดออกจากอัฟกานิสถานภายในปี 2016 ทำให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลคาบูลในอนาคตจะมีความมั่นคงหรือไม่ สหรัฐประสบความสำเร็จในการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายหรือ ในเมื่อฐานที่มั่นตอลีบันยังอยู่ พวกอัลกออิดะห์ขยายตัว กระจายตัวไปหลายประเทศ

เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแสดงสุนทรพจน์ที่เกี่ยวข้องนโยบายต่างประเทศมักจะมีการเอ่ยถึงAmerican exceptionalism หรือหลักการที่อยู่ภายในลัทธิหรือแนวคิดดังกล่าว แม้เป็นคำที่มีการพูดถึงแต่ในทางวิชาการเป็นที่ถกเถียงในความหมาย อีกทั้งพบว่าบ่อยครั้งผู้ใช้แต่ละคนจะใช้ในความหมายที่แตกต่างกันด้วยเหตุผลเฉพาะเจาะจง บทความนี้จะอธิบายความหมาย การนำไปใช้ ผลที่เกิดขึ้นทั้งด้านบวกด้านลบ และข้อวิพากษ์
หมายเหตุ: บทความนี้แบ่งออกเป็น 3 ตอน

หลายประเทศทั่วโลกกำลังอยู่ระหว่างปรึกษาหารือจัดทำร่างข้อมติสมัชชาสหประชาชาติเพื่อป้องกันความเป็นส่วนตัวของบุคคล หวังป้องกันไม่ให้ทางการสหรัฐฯ ทำการสอดแนมจนเกินความจำเป็น ในอีกด้านหนึ่งเรื่องดำเนินในทิศทางว่าด้วยแรงกดันทางการเมืองระหว่างประเทศทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ จำต้องปรับการทำงานของ NSA เพื่อให้เรื่องราวอันเนื่องจากการเปิดโปงของนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดนจบลงด้วยดี

ผลงาน 2012-23

ปฏิบัติการเปิดโปง NSA ของเอ็ดเวิร์ดสโนว์เดน
นับวันคนทั่วโลกจะรับทราบข้อมูลการสอดแนมของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐหรือ NSA และกลายเป็นที่วิพากษ์ว่าเหมาะสมหรือไม่ รัฐบาลหลายประเทศไม่อาจทนนิ่งเฉยต้องหากไม่ต่อต้านการสอดแนมก็คือต่อต้านการเปิดโปง เรื่องที่เกิดขึ้นมีข้อคิดหลายแง่มุม เช่น มีความจำเป็นเพื่อการต่อต้านการก่อการร้าย เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนคนนับล้าน การกระทบต่อความมั่นคงของชาติ เรื่องของนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดนยังไม่จบเพียงเท่านี้

จากโอบามาแคร์สู่การเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ
ปัญหาการใช้จ่ายงบประมาณกลายเป็นประเด็นอีกครั้งเมื่อรัฐบาลโอบามากับพรรคฝ่ายค้านยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อให้ผ่านร่างงบประมาณ ส่งผลให้หน่วยงานราชการบางส่วนต้องปิดทำการชั่วคราว แต่ประเด็นที่สำคัญกว่าคือรัฐบาลอเมริกันอาจต้องผิดนัดชำระหนี้หากไม่สามารถปรับเพิ่มเพดานหนี้ก่อนวันที่ 17 ตุลาคม แต่คาดว่าที่สุดแล้วสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลง

นโยบายโจมตีซีเรีย ประเด็นถกเถียงประชาธิปไตยอเมริกา
ข่าวการโจมตีซีเรียทำให้สังคมอเมริกาตื่นตัว ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว เกิดประเด็นถกเถียงว่ารัฐบาลโอบมาเข้าใจความต้องการของประชาชนหรือไม่ หรือว่าคนอเมริกันต่างหากที่ต้องเข้าใจความเป็นไปของโลกให้มากกว่านี้ หรือว่าแท้ที่จริงแล้วการตัดสินใจของรัฐบาลขึ้นกับหลายปัจจัย คำว่า “เพื่อประชาชน” มีความหมายซับซ้อนกว่าที่คิด

รัฐบาลโอบามาใช้หลักฐานการโจมตีด้วยอาวุธเคมีเพียงครั้งเดียวกับอ้างหลักการว่าทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อโจมตีซีเรีย โดยละทิ้งกระบวนการของสหประชาชาติ กฎเกณฑ์ ระบบความมั่นคงของโลก


จากที่ลังเลใจมาตลอดหนึ่งปี พยายามเลื่อนการตัดสินใจว่าใครเป็นผู้ใช้อาวุธเคมีในซีเรีย เหตุการณ์การใช้อาวุธเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม กลายเป็นข้ออ้าง เป็นจุดเปลี่ยนนโยบายของโอบามาต่อซีเรีย สหรัฐคิดโจมตีกองทัพรัฐบาลอัสซาดด้วยตนเอง ด้วยไม่ฟังคำทัดทานจากหลายประเทศ เหตุผลหลักประการหนึ่งคือต้องการช่วยเหลือฝ่ายต่อต้านรัฐบาล

ความก้าวหน้าเทคโนโลยีทำให้ Shale gas กับ tight oil กลายเป็นแหล่งปิโตรเลียมใหม่ของโลก มีผลต่อวงการอุตสาหกรรมน้ำมัน คาดว่าตลาดน้ำมันโลกจะมีผู้ผลิตรายใหม่เกิดขึ้น สหรัฐฯ อาจกลายเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก บทบาทของโอเปกลดลง

จารกรรม สอดแนม สายลับ’ พฤติกรรมอันดาษดื่น
การเปิดเผยเรื่องราวของนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน เป็นอีกครั้งที่ทำให้สังคมโลกตระหนักว่ารัฐได้ดำเนินการจารกรรม สอดแนม สายลับอย่างต่อเนื่อง และชี้ว่าสื่อโซเชียลมีเดีย เครือข่ายสังคมออนไลน์คือช่องทางการได้ข้อมูลตามการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี พัฒนาการของสังคมโลก

ข่าวการใช้อาวุธเคมีซารินในซีเรียกลายเป็นเรื่องจริง แต่ยังสับสนว่าฝ่ายใดเป็นผู้ใช้ ที่ผ่านมาซารินทำให้ผู้คนเสียชีวิตบาดเจ็บไม่มาก แต่กลับมีผลทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างมากทั้งต่อซีเรียและชาติมหาอำนาจอย่างอเมริกา

แม้การเยือนอิสราเอลของประธานาธิบดีบารัก โอบามาจะไม่มีนโยบายใหม่แต่ประการใด ในอีกแง่มุมหนึ่งคือการตอกย้ำนโยบายเดิมว่ายังต้องการแก้ไขปัญหาโครงการนิวเคลียร์อิหร่านด้วยวิถีทางการทูตก่อน และจะไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองเป็นอันขาด เป็นโอกาสที่สหรัฐกับอิสราเอลร่วมส่งสาสน์เตือนอิหร่านอีกครั้ง

ความร่วมมือสหรัฐกับจีนต้านภัยนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ
เวลากล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนด้านความมั่นคงมักจะเป็นความขัดแย้งเสียมากกว่าแต่กรณีเกาหลีเหนือเป็นข้อยกเว้น สองมหาอำนาจสามารถร่วมมือกันได้ ทั้งนี้เป็นเพราะรัฐบาลบารัก โอบามาเน้นแก้ไขปัญหาด้วยวิถีทางทูตไม่หวังยกระดับความขัดแย้ง


โทนเสียงที่เปลี่ยนไปของบารัก โอบามา
ตลอดคำแถลงนโยบายประธานาธิบดีโอบามากล่าวให้ความสำคัญต่อพรรคคู่แข่งคือพรรครีพับลิกันเป็นระยะๆ เรียกร้องความร่วมมือจากพรรคฝ่ายค้านหลายครั้งหลายหน

การเมืองในประเทศ ขวากหนามโอบามาขวากหนามอเมริกา
อุปสรรคสำคัญในการบริหารประเทศสมัยที่สองของประธานาธิบดีบารัก โอบามา คือปัญหาการเมืองภายในสหรัฐฯ ความแตกแยกระหว่างพรรคเดโมแครตกับพรรครีพับลิกัน

ประเด็น Fiscal Cliff จึงไม่ใช่เพียงเรื่องจะควรขึ้นภาษีคนมีฐานะดี ปรับลดงบประมาณสวัสดิการหรือขึ้นเพดานเงินกู้ แต่รวมถึงหลักนโยบายเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน การขับเคี่ยวทางการเมืองที่พรรครีพับลิกันจะไม่อ่อนข้อให้

ความสำเร็จของสหรัฐฯ ในการพัฒนา shale gas กับ shale oil จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมน้ำมันโลก ต่อวงการน้ำมันโลกอย่างแน่นอน 

มีการวิพากษ์วิจารณ์หนาหูว่าเป้าหมายสำคัญประการหนึ่งที่สหรัฐอเมริกาหวังจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก คือเพื่อสกัดกั้น ปิดล้อม อิทธิพลของจีนต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและต่อโลก

บทบาทของสหรัฐอเมริกาต่อการปฏิรูปทางการเมืองอียิปต์
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการโค่นล้มระบอบของประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค มีรัฐบาลอเมริกันเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ช่วยให้ประเทศอียิปต์ได้รัฐบาลใหม่ นำโดยประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซี ประธานาธิบดีโอบามากล่าวกับประธานาธิบดีมอร์ซี ว่าสหรัฐสนับสนุนประชาชนอียิปต์และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยที่เคารพสิทธิของประชาชนอียิปต์ทุกคน

Fiscal Cliff เป็นเพียงอาการแสดงออกอย่างหนึ่งของปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดังนั้นเมื่อพูดถึงประเด็นนี้จึงหมายถึงการพูดถึงปัญหาเศรษฐกิจ

ประธานาธิบดีบารัก โอบามาได้ครองตำแหน่งต่ออีกสมัย ไม่ใช่ประธานาธิบดีมือใหม่ เป็นผู้นำประเทศที่มีฐานะเป็นหนึ่งในมหาอำนาจโลก แต่ใช่ว่าจะสามารถบันดาลทุกเรื่องทุกอย่างให้เป็นไปตามความประสงค์

นายรอมนีย์อาจชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนน popular votes ที่ต่ำกว่า เพราะท้ายที่สุดผู้ชนะการเลือกตั้งจะตัดสินจากคะแนน electoral votes เท่านั้น

นายรอมนีย์ก็เชื่อเช่นนั้น ครั้งหนึ่งถึงกับกล่าวว่าถ้าเขาชนะการเลือกตั้งในวันที่ 6 พฤศจิกายน ความรู้สึกแง่บวกต่ออนาคตประเทศจะเกิดขึ้นทันที เงินทุนจะไหลกลับเข้ามา เศรษฐกิจจะถูกกระตุ้น ทั้งๆ ที่เรายังไม่ได้ทำอะไรเลย

เหลือเวลาอีกสัปดาห์เศษก่อนวันเลือกตั้ง ประธานาธิบดีบารัก โอบามาชูประเด็นแก้ไขปัญหาหนี้สินประเทศเป็นประเด็นเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดในการหาเสียง

และมาถึงวันนี้ หลังจากทำหน้าที่มาสี่ปี เดินทางมาแล้วเกือบ ล้านไมล์ เยี่ยมเยือน 112 ประเทศ ทำให้ข้าพเจ้ายิ่งมีความเชื่อมั่นต่อประเทศของเรา…”

ประเด็นที่หยิบยกขึ้นมาล้วนเป็นประเด็นเด่นที่อยู่ในสื่อกระแสหลักของอเมริกามาอย่างต่อเนื่อง แต่ละประเด็นมีจุดเด่นในตัว

รมต.ฮิลลารี คลินตัน กล่าวแสดงความรับผิดชอบว่า ดิฉันเป็นผู้รับผิดชอบ ดิฉันบริหารกระทรวงการต่างประเทศที่มีเจ้าหน้าที่กว่า หมื่นคนในสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก 275 แห่ง

ต่างฝ่ายต่างหยิบยกจุดที่อีกฝ่ายจะเสียคะแนนขึ้นมาพูด และต่างฝ่ายได้เตรียมคำตอบแก้ไว้ก่อนแล้ว

หนึ่งในเรื่องสำคัญที่สังคมอเมริกันกำลังให้ความสนใจคือเรื่องการปรับขึ้นภาษีพร้อมกับลดรายจ่าย ที่เรียกว่า ‘Fiscal Cliff’

การอภิปรายรอบนี้เป็นรอบแรก คาดว่าส่วนหนึ่งเป็นการหยั่งเชิงอีกฝ่ายว่าจะหยิบยกประเด็นใด พูดอย่างไร เพื่อแก้หรือตอบโต้ในรอบต่อไป

ต้องไม่ลืมว่า ณ ขณะนี้สหรัฐฯ กำลังทำสงครามกับอัลกออิดะห์ ประเทศอัฟกานิสถาน ชายแดนปากีสถานยังเป็นสมรภูมิรบอยู่

ประธานาธิบดีโอบามาตระหนักว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะสถิติการเลือกตั้งประธานาธิบดีชี้ว่าถ้าอัตราว่างงานเกินร้อยละ 7 ผู้ที่เป็นปธน.อยู่แล้วจะมีโอกาสแพ้การเลือกตั้งถึงร้อยละ 75 

สำหรับบางคนมีความหมายมากเป็นพิเศษ แต่ไม่น่าจะมีความสำคัญกับภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) เท่าไรนัก

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทุกครั้งนักวิชาการ นักวิเคราะห์ สื่อมวลชนไทยและทั่วโลกจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะนโยบายสหรัฐฯ (บางอย่าง) มีผลต่อกระทบกว้างขวางระดับโลก 

ถ้าจะออกมาตรการกระตุ้นก็ด้วยวัตถุประสงค์เพิ่มการจ้างงาน และเนื้อหาของมาตรการฯ ไม่ว่าจะเรียก QE3 หรือไม่น่าจะแตกต่างจาก QE หรือมาตรการที่ผ่านมา

โฆษกทำเนียบขาวจะออกมาให้ข่าวว่าเป็นนโยบายของประธานาธิบดีโอบามา ที่การระบายน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) เป็นหนึ่งในวิธีแก้ไขปัญหาน้ำมันแพง

ภัยแล้งสหรัฐฯ ไม่ใช่ปัจจัยลบเพียงข้อเดียวที่กระทบต่อราคาอาหารโลก แต่เป็นตัวจุดชนวนให้ทั่วโลกต้องสนใจกับสถานการณ์ราคาอาหารและสินค้าที่เกี่ยวข้องว่ากำลังจะไปทิศทางใด

เป็นไปได้ไหมว่า QE3 คือสัญญาณชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯกำลังอยู่ในภาวะขับเคี่ยวระหว่างการฟื้นตัวกับการถดถอยรอบใหม่ หรือกำลังตอกย้ำว่าสหรัฐฯยังไม่ได้ผ่านพ้นวิกฤติ 2008

รัฐบาลโอบามาที่มีนโยบายชัดเรื่องหวนคืนเอเชีย การเสริมสร้างกำลังทหารในภูมิภาคนี้ และนโยบายถือจีนเป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่งที่ดำเนินมาหลายปีแล้ว

การที่สหรัฐฯสามารถผลิตน้ำมันดิบใช้เองมากขึ้นในอนาคต ไม่ได้หมายความว่าคนอเมริกันจะได้ใช้น้ำมันราคาถูกเสมอไป เหตุเพราะภายใต้กลไกการค้าเสรี ราคาน้ำมันดิบเป็นราคาที่เชื่อมโยงกันทั้งโลก

--------------