ระบบเศรษฐกิจแบ่งปันของกิฟวิ่งฟอร์เวิร์ด (สนใจคลิกที่รูป)

ระบบเศรษฐกิจแบ่งปันของกิฟวิ่งฟอร์เวิร์ด (สนใจคลิกที่รูป)
ระบบเศรษฐกิจแบ่งปันของกิฟวิ่งฟอร์เวิร์ด (สนใจคลิกที่รูป)

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

นายกฯ อาเบะยุบสภา คุมเกมการเมือง เดินหน้าตีความรัฐธรรมนูญใหม่

23 พฤศจิกายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(คอลัมน์ สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6592 วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/2036246)

            นายชินโซ อาเบะนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจัดเลือกตั้งส.ส.ใหม่ในวันที่ 14 ธันวาคม ภายหลังจากรัฐบาลประกาศเลื่อนขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นร้อยละ 10 จากเดือนตุลาคม 2015 เป็นเมษายน 2017 นายกฯ อาเบะกล่าวว่า “การยุบสภาครั้งนี้คือการยุบ Abenomics ... การเลือกตั้งเป็นการถามว่าต้องการให้ดำเนิน Abenomics ต่อไปหรือไม่” พรรคฝ่ายค้านมักวิพากษ์ว่า Abenomics ล้มเหลว “ข้าพเจ้าจึงต้องการถามประชาชนว่านโยบายเศรษฐกิจของพรรคเราถูกต้องหรือไม่”
            ภายใต้กฎหมายญี่ปุ่น ส.ส.ที่เข้ามาจะทำหน้าที่ในวาระ 2 ปีที่เหลือ จากวาระเต็ม 4 ปี ปัจจุบันพรรคร่วมรัฐบาล LDP-Komeito มี 325 เสียง จาก 480 เสียง หรือเท่ากับร้อยละ 68 ของจำนวนส.ส.ทั้งหมด

วิพากษ์ ข้ออ้างการยุบสภา :
            เหตุผลการยุบสภาเป็นประเด็นที่สังคมญี่ปุ่นถกเถียงกันมาก จากการประมวลและวิเคราะห์ มีประเด็นสำคัญๆ คือ
            ประการแรก เศรษฐกิจหดตัว ประชาชนสนับสนุนเลื่อนการเพิ่มภาษี
            การประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3 กลายเป็นข่าวใหญ่ นักเศรษฐศาสตร์หลายคนพากันตกใจเมื่อจีดีพีไตรมาส 3 หดตัวร้อยละ 1.6 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผู้บริโภคกับบริษัทต่างๆ ลดการใช้จ่ายหลังจากรัฐบาลขึ้นภาษีผู้บริโภค (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) เมื่อเดือนเมษาที่ผ่านมาจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 8 การหดตัวไตรมาส 3 เป็นการหดตัว 2 ไตรมาสติดต่อกัน (ไตรมาส 2 หดตัวร้อยละ 1.9 เมื่อเทียบต่อไตรมาสเดียวกัน)
            ผลสำรวจของ Yomiuri Shimbun เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พบว่าประชาชนร้อยละ 71 ไม่เห็นด้วยหากจะขึ้นภาษีอีกครั้ง มีเพียงร้อยละ 26 ที่สนับสนุน สอดคล้องกับผลสำรวจล่าสุดที่ทำเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนของ Kyodo News พบว่าร้อยละ 65.4 เห็นด้วยกับการเลื่อนขึ้นภาษี ร้อยละ 28.4 เท่านั้นที่ไม่เห็นด้วย

            นักวิเคราะห์บางคนเชื่อมโยงประเด็นเศรษฐกิจหดตัวเข้ากับคะแนนนิยมรัฐบาลอาเบะ ผลสำรวจที่เผยแพร่แสดงหลักฐานว่าคะแนนนิยมรัฐบาลเริ่มตก เช่น ผลสำรวจของ Yomiuri Shimbun เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมชี้ว่าคะแนนนิยมของรัฐบาลอาเบะลดลงเหลือร้อยละ 53 หลังเหตุรัฐมนตรี 2 คนต้องลาออกเนื่องจากเหตุอื้อฉาว คะแนนดังกล่าวลดลง 9 จุดเมื่อเทียบกับผลสำรวจเมื่อต้นเดือนตุลาคม
            ข้อวิพากษ์คือ แม้คะแนนนิยมจะลดลงบ้างแต่ยังทิ้งห่างแกนนำพรรคฝ่ายค้านหลายช่วงตัว ผลสำรวจเดียวกันพบว่าพรรค Liberal Democratic Party (LDP) ของนายกฯ อาเบะยังมีความนิยมถึงร้อยละ 42 ลดลงเพียง 3 จุด ส่วนพรรคฝ่ายค้าน Democratic Party of Japan (DPJ) ได้คะแนนนิยมเพิ่มจากร้อยละ 4 เป็น 9 เท่านั้น จึงประเมินว่าผลการเลือกตั้งใหม่พรรคฝ่ายรัฐบาลอาจสูญเสียที่นั่งบ้าง แต่เป็นจำนวนเล็กน้อย คาดว่าผลการเลือกตั้งใหม่พรรครัฐบาลยังสามารถครองเสียงข้างมากเช่นเคย
            ผลสำรวจล่าสุดที่ทำเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนของ Kyodo News ยืนยันทิศทางดังกล่าว แม้ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 63.1 ไม่เห็นด้วยกับการยุบสภา แต่เมื่อถามว่ายังจะสนับสนุนรัฐบาลอาเบะต่อไปหรือไม่ ร้อยละ 47.4 ตอบว่าสนับสนุน ร้อยละ 44.1 ไม่สนับสนุน

            นอกจากนี้ การขึ้นภาษีไม่ใช่การริเริ่มของรัฐบาลอาเบะ แต่เป็นนโยบายที่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน นำโดยพรรค DPJ (ซึ่งขณะนี้เป็นแกนนำฝ่ายค้าน) ได้ข้อสรุปให้ขึ้นจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 10 โดยแยกขึ้นเป็น 2 ช่วง รัฐบาลอาเบะเป็นเพียงผู้รับช่วงทำหน้าที่ต่อจากรัฐบาลชุดที่แล้วเท่านั้น ดังนั้น แม้ประชาชนจำนวนมากจะส่งเสียงไม่พอใจเรื่องการขึ้นภาษี แต่ไม่อาจโทษรัฐบาลปัจจุบัน ในทางกลับกันควรขอบคุณรัฐบาลอาเบะที่เลื่อนการขึ้นภาษีระลอก 2 ตอบสนองสถานการณ์ทันท่วงที
            ตามแนววิเคราะห์นี้ การเลื่อนขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มรอบ 2 นอกจากผ่อนคลายเศรษฐกิจหดตัว ยังช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของประชาชน  การเลือกตั้งจะเป็นการทดสอบแรงสนับสนุนจากประชาชน ช่วยให้รัฐบาลอาเบะสามารถประเมินว่าจะขับเคลื่อนนโยบายอย่างไรในปีหน้า ทั้งยังมีร่างกฎหมายสำคัญๆ บางฉบับกำลังรอพิจารณา

            ซาซากิ คูชิมา (Sasaki kushima) นักวิชาการจาก University of Tokyo เชื่อว่าการเลือกตั้งเป็นแผนกระชับอำนาจ เป็นแผนมองการณ์ไกล แม้ว่าพรรค LDP ของนายฯ อาเบะน่าจะได้ที่นั่งลดลง (ปัจจุบันมี 294 จาก 480) แต่การจัดเลือกตั้งใหม่โดยเร็วดีกว่าปล่อยให้ล่าช้าออกไป

            ประการที่ 2 เป้าหมายสูงสุดคือการตีความรัฐธรรมนูญใหม่
            นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าการขึ้นภาษีผู้บริโภคอาจไม่ใช่เหตุผลสำคัญ และชี้ว่าในปีหน้ารัฐสภาจะต้องพิจารณาเรื่องสำคัญๆ หลายเรื่อง เช่น การเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ภายหลังโศกนาฏกรรมฟูคูชิมะเมื่อ 3 ปีก่อนซึ่งยังมีผู้คัดค้านจำนวนมาก แต่ประเด็นที่สำคัญมากๆ คือการตีความรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อเพิ่มขอบเขตนิยามการป้องกันตนเอง อนุญาตให้ญี่ปุ่นสามารถประกาศทำสงครามในบางกรณี เช่น พันธมิตรถูกโจมตี
            รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นฉบับปัจจุบันไม่สามารถประกาศทำสงครามเนื่องจากสหรัฐควบคุมให้ญี่ปุ่นร่างรัฐธรรมนูญเช่นนั้น หลังจากเป็นผู้พ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เป้าหมายของรัฐธรรมนูญปัจจุบันคือ วางกรอบใช้อำนาจการรบเพื่อการป้องกันตนเองเท่านั้น (defense-only defense) ไม่เอื้อต่อยุทธศาสตร์แม่บทของรัฐบาลอาเบะ ที่เปลี่ยนจาก “passive pacifism” มาเป็น “proactive pacifism”  ร่วมกับแนวคิด “Dynamic Joint Defense Force” อันหมายถึงการทำงานร่วมกัน ร่วมรักษาความมั่นคงกับกองกำลังประเทศต่างๆ ถ้ากองกำลังพันธมิตรโดนโจมตี กองทัพญี่ปุ่นสามารถเปิดฉากตีโต้ได้

            ถ้ามองเรื่องนี้ย้อนหลัง จะเห็นภาพชัดว่านับจากนายชินโซ อาเบะดำรงตำแหน่งนายกฯ ญี่ปุ่นจุดประเด็นเผชิญหน้าจีนในหลายระลอก เริ่มจากรัฐบาลญี่ปุ่นแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อความเป็นเจ้าเหนือหมู่เกาะเซนกากุ/เตียวหยู เรือรบและอากาศยานของ 2 ฝ่ายเผชิญหน้าซึ่งกันและกันบ่อยครั้ง และในเดือนธันวาคม 2013 นายกฯ อาเบะ เยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ (Yasukuni Shrine) กลายเป็นประเด็นปะทะคารมระหว่างประเทศ
            ฝ่ายจีนตอบโต้ด้วยการขุดเรื่องราวสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มุ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ความโหดเหี้ยมของทหารญี่ปุ่น ที่ฆ่าล้างผลาญชาวจีนนับแสน กดขี่ข่มเหงสตรี เช่น การยกประเด็นสงครามนานกิง การบังคับผู้หญิงให้เป็นหญิงบำเรอ (comfort women) ชี้ว่ารัฐบาลอาเบะกำลังหวนคืนสู่ลัทธิทหารนิยม
            ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดก็ปรากฏข่าวรัฐบาลอาเบะกำลังร่างยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ เนื้อหาส่วนหนึ่งให้ความสำคัญกับการแผ่ขยายอำนาจของจีน และรัฐบาลญี่ปุ่นหวังตีความรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อเพิ่มขอบเขตนิยามการป้องกันตนเอง
            เป็นการยากที่จะหาหลักฐานว่านายกฯ อาเบะตั้งใจยุบสภาเพื่อเหตุผลเบื้องลึกประการใด แต่การวิเคราะห์มองไปข้างหน้าโดยเชื่อมโยงกับประเด็นสำคัญๆ มักจะชี้นำคำตอบบางอย่างเสมอ ส่วนจะจริงเท็จเพียงไรต้องรอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

วิพากษ์ ปัญหาของการลงคะแนนเลือกตั้ง :
            หลักประชาธิปไตยตะวันตกให้ความสำคัญต่อความเสมอภาคทางการเมือง จึงกำหนดให้ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทุกคนมี 1 คะแนนเสียงเท่ากัน เพื่อเข้าคูหาเลือกพรรคที่ชอบ คนที่ใช่ การใช้สิทธิ์ดังกล่าวดูเผินๆ เหมือนเป็นแนวทางที่ดี แต่ในแง่หนึ่ง การใช้สิทธิ์ดังกล่าวเป็นการแสดงออกทางการเมืองอย่าง “หยาบ” เนื่องจากเป็นการเลือกแบบ “เหมารวม” คือ เหมารวมนโยบายพรรคทั้งที่ประกาศและยังไม่ประกาศชัดเจน ทั้งที่ชอบและไม่ชอบ

            จึงมีปัญหาว่าหาก นาย ก เห็นชอบนโยบายบางอย่างของพรรครัฐบาล แต่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายบางข้อ เช่น เห็นชอบนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ไม่เห็นด้วยที่จะขยายบทบาทกองทัพ พรรคฝ่ายค้านมีนโยบายกลาโหมที่เหมาะสม แต่นักการเมืองไร้ฝีมือ ไม่เชื่อว่าจะสามารถบริหารประเทศได้ดี ภายใต้ระบบการลงคะแนนเลือกตั้งปัจจุบัน นาย ก จึงตัดสินใจเลือกพรรครัฐบาลอีกครั้ง เพราะเห็นว่า “เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด” หรือ “แย่น้อยสุด”
            ในขณะที่พรรคการเมือง กลุ่มบุคคลที่ได้อำนาจสามารถอ้างว่าเข้าสู่อำนาจด้วยความชอบธรรม บริหารประเทศตามนโยบายของตนทั้งแบบที่ประกาศชัด และที่ยังไม่ประกาศชัดแต่รวมอยู่ในชุดนโยบายทั้งหมด

            บางคนอาจอ้างว่าหากรัฐบาลออกนอกลู่นอกทาง ประชาชนสามารถแสงการคัดค้านได้ แต่ ความจริงที่นักรัฐศาสตร์รู้ดีคือ คนที่จะออกมาประท้วงคือคนที่มีสำนึกทางการเมืองสูง ซึ่งมีจำนวนน้อยเสมอ แม้กระทั่งในหมู่ประเทศที่ได้ชื่อว่าพัฒนาแล้ว ผลที่ตามมาคือกลุ่มคนที่ออกมาเดินขบวนต่อต้านมักเป็น “คนส่วนน้อย” คนส่วนใหญ่จะเลือกทำงานหาเลี้ยงชีพ ดำเนินชีวิตประจำวันต่อไป เอื้อให้ผู้ถืออำนาจสามารถดำเนินนโยบายต่างๆ ได้ตามต้องการ
            นอกจากนี้ รัฐบาลยังสามารถใช้วิธีการต่างๆ เพื่อลดทนแรงต้าน เช่น สร้างสถานการณ์ ออกข่าวเบี่ยงเบนความสนใจ ทำให้ประเด็นที่ประชาชนต่อต้านกลายเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องเล็กน้อยไม่สำคัญ หรือไม่ก็พยายามควบคุมให้ประชาชนมุ่งจดจ่อเรื่องปากท้อง ขยันขันแข็งในการทำมาหาเลี้ยงชีพ

            การที่รัฐบาลอาเบะยุบสภา แสวงหาความชอบธรรมทางการเมืองอีกครั้ง ก็เพราะคาดการณ์ล่วงหน้าแล้วว่าพรรคร่วมของตนจะได้มาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศต่อไป และคราวนี้จะกลับมาด้วยความชอบธรรมกว่าเดิม

            ระบอบประชาธิปไตยตะวันตก เป็นแนวทางการปกครองที่ดีระบอบหนึ่ง แต่ยังมีส่วนต้องปรับปรุงอีกมาก ระบบปัจจุบันเอื้อให้อำนาจการปกครองถูกเบี่ยงเบน มีผู้ตั้งคำถามอยู่เสมอว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน (Popular sovereignty) จริงหรือไม่ มากน้อยเพียงใด ทางแก้เรื่องนี้ นอกจากเรื่องให้ความรู้แก่ประชาชนแล้ว ต้องเสริมด้วยการใช้ประชาธิปไตยทางตรง (direct democracy) ให้ประชาชนลงคะแนนต่อตัวนโยบายโดยตรง ซึ่งเทคโนโลยีปัจจุบันทำได้หรือไม่ ต้องสอบถามจากผู้รู้ด้านนี้
            และยังคงต้องถกกันอีกมากว่าถึงเวลาแล้วหรือไม่กับประชาธิปไตยทางตรง นี่เป็นอีกจุดอ่อนของระบอบประชาธิปไตยตะวันตกมิใช่หรือ
-----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
ในด้านหนึ่งประธานาธิบดีโอบามาได้เตือนนายกฯ อาเบะว่าไม่ควรก่อความตึงเครียด ควรเจรจาและสร้างความไว้วางใจมากกว่า แต่ในอีกด้านหนึ่งประธานาธิบดีโอบามาช่วยเบี่ยงเบนพฤติกรรมการรุกคืบของญี่ปุ่น เช่น การเพิ่มงบประมาณกลาโหม การจัดตั้งหน่วยนาวิกโยธิน การปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติให้ญี่ปุ่นแสดงบทบาทเชิงรุกมากขึ้น การแก้ไขตำราเรียนและการเรียนการสอนที่อ้างว่าหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ และเกาะด็อกโด/ทาเคชิมา เป็นดินแดนของญี่ปุ่น

ความขัดแย้งจากการเยือนศาลเจ้ายุสากุนิไม่ใช่เรื่องใหม่ อดีตผู้นำญี่ปุ่นหลายท่านที่เคยเยือนศาลเจ้าจะตามมาด้วยการวิวาทะกับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น นายกฯ อาเบะเยือนศาลเจ้าก็เพราะได้คิดไตร่ตรองรอบคอบแล้วว่า ได้มากกว่าเสียอาจต้องการชี้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นภายใต้การบริหารของตนกำลังฟื้นตัว ไม่เกรงกลัวแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากจีน ญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ กระชับความเป็นพันธมิตร และมั่นใจว่าความขัดแย้งอยู่ภายใต้การควบคุม

รัฐบาลจีนตั้งคำถามว่ายุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติญี่ปุ่นมีเพื่อสันติภาพจริงหรือไม่ คำถามนี้เป็นคำถามเดิมๆ ตั้งแต่นายชินโซ อาเบะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ รอบ 2 ที่ลึกกว่านั้นคือสะท้อนยุทธศาสตร์ความมั่นคงสหรัฐฯ ที่มีต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก การตอบโต้จากจีนแท้ที่จริงแล้วคือการตอบโต้ต่อสหรัฐฯ ด้วย

บรรณานุกรม:
1. Abe sends legislators home in ‘Abenomics dissolution’. (2014, November 21). The Japan News. Retrieved from http://the-japan-news.com/news/article/0001736546
2. As Abe’s political ratings fade, top official calls for delay in next sales tax hike. (2014, October 26). The Japan Times/Reuters. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2014/10/26/business/economy-business/abes-political-ratings-fade-top-official-calls-delay-next-sales-tax-hike/
3. Cabinet support rate dips to 53% after ministers quit. (2014, October 26). The Japan News. Retrieved from http://the-japan-news.com/news/article/0001671238
4. China Voice: Abe's Yasukuni Shrine visit a dangerous step. (2013, December 26). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2013-12/26/c_132998040.htm
5. Olmastroni, Francesco. (2014). Framing War: Public Opinion and Decision-Making in Comparative Perspective. New York: Routledge.
6. Poll finds 63% baffled by Abe’s move to dissolve Lower House. (2014, November 20). The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2014/11/20/national/politics-diplomacy/poll-finds-63-baffled-by-abes-move-to-dissolve-lower-house/#.VG6TcjSUeRY
 7. Security draft focuses on territories. (2013, September 8). The Japan News. Retrieved from http://the-japan-news.com/news/article/0000570774
8. Somin, Ilya. (2013). Democracy and Political Ignorance: Why Smaller Government Is Smarter. CA: Stanford University Press.
9. Takahashi, Kosuke. (2014, February 13). Shinzo Abe’s Nationalist Strategy. The Diplomat. Retrieved from http://thediplomat.com/2014/02/shinzo-abes-nationalist-strategy/
10. Yoshida, Reiji. (2014, November 18). Abe to dissolve Lower House on Friday for Dec. 14 election. The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2014/11/18/national/politics-diplomacy/abe-dissolve-lower-house-friday-dec-14-election/#.VGs2gzSUeRY
--------------------

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เขตการค้าเสรีภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก การประลองหลักการระหว่างจีนกับสหรัฐ

16 พฤศจิกายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(คอลัมน์ สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6585 วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/2030844)

            ในที่ประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ครั้งที่ 22 ประจำปี 2014 ณ กรุงปักกิ่ง สมาชิกเอเปกรับรองแผนส่งเสริมกระบวนการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (Free Trade Area of the Asia-Pacific: FTAAP) นับจากนี้บรรดาเจ้าหน้าที่ของสมาชิกเอเปก ผู้มีส่วนได้เสียจะเริ่มศึกษา FTAAP อย่างจริงจัง และรายงานผลกลับก่อนสิ้นปี 2016
            ข้อสรุปดังกล่าวเป็นชัยชนะอีกครั้งของรัฐบาลจีน
เป้าหมายของจีน :
            ในฐานะเจ้าภาพการประชุมรอบนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงประกาศตั้งแต่ต้นว่าต้องการเริ่ม “แผนส่งเสริมกระบวนการจัดตั้ง FTAAP” เป็นจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิกอย่างเป็นทางการ FTAAP เป็นแนวคิดที่เอเปกประกาศตั้งแต่ปี 2006
            ในที่ประชุม จีนได้เสนอร่างแผนกระบวนการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก ชื่อว่า “Beijing Roadmap for APEC's Contribution to the Realization of the FTAAP” ที่ประชุมรับรองแผนดังกล่าว ประธานาธิบดีสีเห็นว่าการประชุมบรรลุเป้าหมายสำคัญตรงตามวัตถุประสงค์ ทุกฝ่ายพอใจ

ท่าทีสหรัฐฯ : TPP คือส่วนหนึ่งของ FTAAP
            เป็นที่ทราบกันดีกว่าเป้าหมายของเอเปกคือส่งเสริมการรวมตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกและกระตุ้นการค้าโลก ภายใต้กรอบเป้าหมายดังกล่าว ประธานาธิบดีบารัก โอบามาเห็นว่า “ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก” (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement: TPP) คือส่วนหนึ่งของการมุ่งสู่เป้าหมายดังกล่าว และหวังว่าในอนาคตเศรษฐกิจสหรัฐกับจีนจะเชื่อมโยงกันด้วยมาตรฐานขั้นสูง สหรัฐเห็นว่าคือมาตรฐานการค้าเสรีของศตวรรษที่ 21
            ในแง่นี้ รัฐบาลโอบามาพยายามช่วงชิงประกาศว่ามาตรฐานของ TPP คือมาตรฐานของ FTAAP
            ถ้าพิจารณาเหตุผลเบื้องหลัง นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าสหรัฐเป็นผู้ผลักดัน FTAAP เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดจัดตั้ง “ประชาคมเอเปก” ขึ้นมาแข่งกับ “ประชาคมอาเซียน” เนื่องจากเกรงว่าเอเชียแปซิฟิกจะรวมกลุ่มกันโดยไม่มีสหรัฐ และอิทธิพลของตนจะถดถอย สหรัฐจึงแก้เกมด้วยการรื้อฟื้นเอเปก ผลักดันจัดตั้งประชาคมเอเปก ซึ่งหมายถึงการจัดตั้ง FTAAP โดยใช้การจัดตั้ง TPP เป็นหัวหอกเพื่อกันจีน รัสเซียออกจากกลุ่ม

            หากมองย้อนอดีตตั้งแต่เริ่มต้น เดือนกันยายน 2008 เริ่มปรากฏชื่อ Trans-Pacific Partnership ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2009 ประธานาธิบดีโอบามายืนว่าจะสหรัฐจะมีส่วนร่วมใน TPP และมีอีกหลายประเทศเข้าร่วมเจรจาการค้าเสรีกรอบใหม่นี้ ต่อมาในระหว่างการประชุมเอเปกที่โยโกฮามาเมื่อปี 2010 มีการประชุมสุดยอดผู้นำ TPP เป็นครั้งแรก สหรัฐเป็นหัวเรือใหญ่และอีก 8 ประเทศในขณะนั้น (ปัจจุบันประเทศคู่เจรจามีทั้งหมด 11 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐ ออสเตรเลีย บูรไน ชิลี มาเลเซีย นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ เวียดนาม แคนาดา และเม็กซิโก)
           ที่ผ่านมารัฐบาลโอบามาชี้ว่า TPP จะเป็นความตกลงการค้าเสรีที่ครอบคลุมกว้างขวาง (Comprehensive Agreement) มีมาตรฐานสูงยิ่งกว่าข้อตกลงขององค์การค้าโลก และก้าวหน้ามากที่สุด TPP มีมาตรฐานสูงทั้งด้านการคุ้มครองแรงงาน สิ่งแวดล้อมและทรัพย์สินทางปัญญา และครอบคลุมประเด็นปัญหาการค้าใหม่ๆ
            คำพูดของประธานาธิบดีโอบามาดังกล่าวเท่ากับพูดเป็นนัยว่า ต้องการให้ FTAAP มีมาตรฐานเท่า TPP แต่เป็นที่รู้กันว่ามาตรฐานการค้าเสรีของจีนยังไม่สูงเท่า และจีนยังไม่ต้องการเช่นนั้นด้วย
            ดังนั้น ตราบใดที่สหรัฐกับจีนต่างยึดมั่นแนวทางของตน ต่างฝ่ายจะมีข้อตกลงเขตการค้าเสรีตามแนวทางของตนเอง

ข้อตกลง TPP เป็นมากกว่าเขตการค้าเสรี :
            ประธานาธิบดีโอบามาย้ำว่าข้อตกลงการค้าต้องไม่เพียงช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตเท่านั้น ยังต้องยกระดับเศรษฐกิจให้มีมาตรฐานสูงขึ้น หากจะให้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเติบโตอย่างต่อเนื่องยั่งยืน จำต้องให้ความสำคัญมากกว่าเรื่องเพิ่มการค้าการลงทุน ต้องคุ้มครองแรงงาน สิ่งแวดล้อมและทรัพย์สินทางปัญญา ส่งเสริมบทบาทของสตรีในทางธุรกิจ การใช้อินเทอร์เน็ตต้องเปิดกว้างและทุกคนเข้าถึง ส่งเสริมให้คนทุกเพศทุกวัย ทุกสีผิว ทุกความเชื่อมีโอกาสเข้าร่วมกระบวนการทางการเมืองและเศรษฐกิจ สิทธิมนุษยชนมูลฐานได้รับการปกป้อง
            ถ้ายึดมาตรฐานที่ประธานาธิบดีโอบามากล่าวข้างต้น เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เรื่องของข้อตกลงการค้าการลงทุนระหว่างประเทศเท่านั้น ยังเกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครอง กล่าวได้ว่ารัฐบาลสหรัฐอาศัย TPP เป็นเครื่องมือเผยแพร่การปกครองตามแนวทางของตน เป็นการผูกระบบการค้าเข้ากับระบบการเมืองการปกครอง ใช้ข้อตกลงการค้ากดดันรัฐบาลคู่ค้าให้จัดระบบการเมืองการปกครองให้สอดคล้องมาตรฐาน TPP
            จีนไม่สามารถปฏิบัติตามได้ เป็นที่มาของการวิพากษ์ว่าเป็นการกีดกันจีน และอีกหลายประเทศในกลุ่มเอเปก
            ในการประชุมทวิภาคีกับประธานาธิบดีโอบามา ซึ่งจัดขึ้นระหว่างการประชุมเอเปก ประธานาธิบดีสีย้ำว่าเสถียรภาพและการพัฒนาของจีนเป็นประโยชน์ต่อโลก รวมทั้งต่อสหรัฐด้วย จีนกำลังปฏิรูปอย่างจริงจัง ยึดถือหลักนิติธรรม “พัฒนาตามเส้นทางที่เหมาะสมกับคุณลักษณะของชาติจีน นั่นคือสังคมนิยมตามคุณลักษณะของจีน”

TPP ไม่ใช่แนวทางเดียวของ FTAAP :
            ในที่ประชุม สมาชิกเอเปกรับรองแผนส่งเสริมกระบวนการจัดตั้ง FTAAP อย่างเป็นทางการ พร้อมกับประกาศว่า FTAAP จะยอมรับแนวทางเขตการค้าเสรีแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น TPP RCEP (ความตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค) คำประกาศดังกล่าวเท่ากับชี้ว่าที่ประชุมเอเปกปฏิเสธว่า TPP คือมาตรฐานเขตการค้าเสรีของภูมิภาค ประธานาธิบดีสีให้เหตุผลว่าเขตการค้าเสรีอื่นๆ ที่กำลังเจรจาทั้งหมด ทั้งในระดับทวิภาคีหรือพหุภาคี ล้วนสนับสนุนเป้าหมายของ FTAAP
            การที่รัฐบาลโอบามาอ้างว่า TPP มีต้นกำเนิดจากแนวคิด FTAAP นั้นพอจะฟังได้ แต่ไม่สามารถอ้างว่ามาตรฐานของ TPP คือมาตรฐานของ FTAAP แม้ว่าประเทศคู่เจรจาของ TPP ทั้งหมดจะเป็นสมาชิกเอเปกก็ตาม ความพยายามเชื่อมโยงทั้ง 2 อย่างเข้าด้วยกัน มีเจตนาหวังผลทางการเมือง

            ปัจจุบันจีนกับชาติสมาชิกอาเซียน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาจัดทำ “ความตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค” (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) ทั้ง 16 ประเทศล้วนเป็นสมาชิกเอเปก (ทำนองเดียวกับ TPP) ในอนาคตจีนกับคู่เจรจาอาจขยายฐานสมาชิก RCEP มีข้อได้เปรียบตรงที่เข้าร่วมได้ง่ายกว่า TPP เนื่องจากระดับมาตรฐานไม่สูงเท่า
            การขยายสมาชิกมีความเป็นไปได้เนื่องจากประธานาธิบดี วลาดีมีร์ ปูติน กล่าวในงานเอเปกว่า สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (Eurasian Economic Union) ซึ่งจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม ปีหน้า อาจจะรวมกลุ่มกับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งคงไม่ใช่ TPP อย่างแน่นอน (สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย ประกอบด้วยรัสเซีย เบลารุส คาซัคสถาน และอาร์เมเนีย ตั้งอยู่บนหลักการองค์การค้าโลก ส่งเสริมการค้าเสรี แรงงานเคลื่อนโดยเสรี รวมทั้งความร่วมมืออื่นๆ เช่น แลกเปลี่ยนเทคโนโลยี)
            นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่า เมื่อจีนไม่สามารถเข้าร่วม TPP จึงจำต้องมี FTAAP ในรูปแบบของตน ส่วนฝ่ายใดจะสามารถบรรลุข้อตกลงก่อนเป็นอีกเรื่องที่ควรติดตาม

วิพากษ์ความคืบหน้าของ TPP :
            เมื่อปีที่แล้ว (2013) มีความพยายามผลักดันให้การเจรจา TPP สำเร็จลุล่วงก่อนสิ้นปีแต่ไม่สำเร็จ ข้อมูลบางแหล่งชี้ว่าต้นเหตุข้อแรกมาจากแรงกดดันจากการเมืองภายในประเทศ สมาชิกจากพรรคเดโมแครต (พรรครัฐบาล) หลายคนไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงบางข้อ เนื่องจากกระทบต่อแรงงานบางสาขา จนรัฐบาลโอบามาต้องหันไปขอการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้าน
            เหตุผลสำคัญอีกประการคือ คู่เจรจาหลายประเทศติดเรื่องปกป้องสินค้าบางรายการ เช่น ฝ่ายสหรัฐเรียกร้องให้ญี่ปุ่นเปิดตลาดรถยนต์กับสินค้าเกษตรกรรม สินค้า 2 หมวดนี้เป็นประเด็นที่สหรัฐกับญี่ปุ่นมีความเห็นขัดแย้งกันโดยตลอด เอกชนผู้ผลิตรถยนต์สหรัฐร้องเรียนมานานแล้วว่ารัฐบาลญี่ปุ่นกีดกันนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ ต้องการให้ญี่ปุ่นยกเลิกใช้มาตรการไม่ใช่ภาษีเพื่อให้รถยนต์สหรัฐมีโอกาสในตลาดญี่ปุ่นมากกว่านี้
            ด้านญี่ปุ่นยืนยันมาตลอดว่าจะไม่ยกเลิกภาษีนำเข้าบางรายการ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร รัฐบาลญี่ปุ่นต้องการคงภาษีนำเข้า 5 กลุ่มสินค้าต้องห้าม ได้แก่ ข้าว ข้าวสาลี เบียร์ หมู ผลิตภัณฑ์นมและน้ำตาล ต้องการได้รับการยกเว้นไม่อยู่ภายใต้กรอบการค้าเสรี เพื่อป้องกันเกษตรกรของตน
            การเจรจา TPP ล่าสุดยังติดขัดเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและกิจการที่รัฐสนับสนุน

            หากมองย้อนอดีตตั้งแต่ปี 2009 ที่รัฐบาลสหรัฐเริ่มเข้าร่วมเจรจา TPP อย่างจริงจัง จนบัดนี้ครบ 7 ปีเต็มแล้ว แม้จะมีความคืบหน้าอยู่มาก แต่ส่วนที่ติดขัดยังแก้ไม่ได้ กลายเป็นประเด็นยืดเยื้อ หากจะบรรลุข้อตกลงเร็วต้องลดมาตรฐาน แต่การลดมาตรฐานคือการลดคุณค่า TPP ที่ประกาศตั้งแต่ต้น น่าติดตามว่าในท้ายที่สุดผลการตกลงจะมีมาตรฐานสูงตามที่คาดหวังมากน้อยเพียงใด
            นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่ารัฐบาลโอบามาใช้ TPP เพื่อขยายและยกระดับเขตการค้าเสรี พร้อมกับกีดกันจีน รัสเซียไปในตัว หากประสบความสำเร็จจะกลายเป็นผลงานชิ้นโบว์แดง ในทางตรงข้าม หากไม่สำเร็จจะช่วยเชิดชู RCEP โดยปริยาย

สรุป :
            เมื่อวิเคราะห์ลงลึก การค้าเสรีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเกี่ยวข้องกับการประลองกำลังระหว่างจีนกับสหรัฐ และเกี่ยวข้องกับการต่อสู้เชิงอุดมการณ์การเมือง เพราะเขตการค้าเสรีของในมุมมองของสหรัฐคือเขตการค้าเสรีของประเทศปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยตามแนวทางตะวันตก
            ความเป็นไปของเอเปกสะท้อนความจริงที่ว่าสมาชิกเอเปกทั้ง 21 หน่วย ประชากร 2,800 ล้านคน มีความแตกต่างหลากหลาย ทั้งการเมืองการปกครอง สังคม วัฒนธรรม ระดับการพัฒนาที่ไม่เท่ากัน รัฐบาลของแต่ละประเทศมีวิสัยทัศน์ แนวนโยบายของตนเอง
            รัฐบาลสหรัฐมีจุดยืนของตนและเห็นว่าแนวทางของตนดีที่สุด ส่วนจุดยืนของจีนมีความยืดหยุ่นกว่า เป็นเหตุหนึ่งให้ที่ประชุมสุดยอดผู้นำเอเปกรับรองแนวทางของจีน
-----------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
หากรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการปิดล้อม สกัดกั้นอิทธิพลทางเศรษฐกิจจีนต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ลำพังการใช้ TPP เพียงกลไกเดียวไม่น่าจะได้ผล เพราะระบบการค้าโลกปัจจุบันมีกลไกการค้าหลายอย่างและทุกประเทศต่างหวังทำการค้าซึ่งกันและกันมากกว่าจะกีดกั้น

บรรณานุกรม:
1. วีระ เจียรนัยพานิชย์. (2555, กรกฎาคม 17). Trans-Pacific Partnership หรือ TPP: ผลกระทบต่อไทย จาก http://oweera.blogspot.com/2012/07/trans-pacific-partnership-tpp.html
2. APEC China 2014 Organizing Committee. (2014, November 12). The 22nd APEC Economic Leaders' Declaration. Retrieved from http://www.apec-china.org.cn/41/2014/11/12/3@2510.htm
3. APEC Economic Leaders' Meeting concluded with major consensus. (2014, November 11). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2014-11/11/c_133782457.htm
4. APEC roadmap on FTAAP a historic decision: Xi. (2014, November 11). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2014-11/11/c_133782162.htm
5. .APEC Secretariat. (2014). Regional Economic Integration Agenda. Retrieved from http://www.apec.org/About-Us/About-APEC/Fact-Sheets/Regional-Economic-Integration-Agenda.aspx
6. Biden urges Japan to open auto, farm markets. (2013, December 4). Japan Today. Retrieved from http://www.japantoday.com/category/politics/view/biden-urges-japan-to-open-auto-farm-markets
7. China's stability, development benefit world: Xi. (2014, November 11). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2014-11/12/c_133782594.htm
8. Delay in TPP trade pact hurts U.S. pivot to Asia. (2013, December 12). Japan Today/AP. Retrieved from http://www.japantoday.com/category/politics/view/delay-in-tpp-trade-pact-hurts-u-s-pivot-to-asia
9. Fergusson, Ian F., Cooper, William H. Jurenas, Remy., & Williams, Brock R. (2013, January 24). The Trans-Pacific Partnership Negotiations and Issues for Congress. Congressional Research Services. Retrieved from http://www.fas.org/sgp/crs/row/R42694.pdf
10. President Vladimir Putin. (2014, November 11). Vladimir Putin’s Asia-Pacific Economic Cooperation (APEC) Summit Speech: Trade in Rubles and Yuan Will Weaken Dollar’s Influence. Global Research. Retrieved from http://www.globalresearch.ca/putins-asia-pacific-economic-cooperation-apec-summit-speech-trade-in-rubles-yuan-will-weaken-dollars-influence/5413432
11. The White House. (2014, November 10). Remarks by President Obama at APEC CEO Summit. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/11/10/remarks-president-obama-apec-ceo-summit
12. The White House. (2014, November 11). Remarks by President Obama at APEC Plenary Session One. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/11/11/remarks-president-obama-apec-plenary-session-one
13. TPP talks hung up on farm produce, autos. (2014, February 16). The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2014/02/16/business/tpp-talks-hung-up-on-farm-produce-autos/#.UwF0ZmKSz6R
14. Xi outlines four expected achievements of APEC meetings. (2014, November 10). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2014-11/10/c_133779435.htm
15. Yoshioka, Miyuki. (2014, November 12). Intellectual property key TPP hurdle. The Japan News. Retrieved from http://the-japan-news.com/news/article/0001713245
----------------------------

วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การประชุมสุดยอดผู้นำจีน-สหรัฐ 2014: งานประชาสัมพันธ์ชาติมหาอำนาจ

9 พฤศจิกายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(คอลัมน์ สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6578 วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2557, http://www.ryt9.com/s/tpd/2025148)

            ประธานาธิบดีบารัก โอบามามีกำหนดเยือนจีนต้นสัปดาห์นี้ เพื่อเข้าร่วมประชุมเอเปค และร่วมประชุมสุดยอดกับผู้นำจีน ฝ่ายจีนหวังเจรจาเพื่อวางกรอบโครงสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ ดังที่นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียงประกาศว่า “เราต้องการร่วมมือกับรัฐบาลโอบามาเพื่อสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างสองมหาอำนาจ ... ผมไม่ได้พูดว่าไม่มีเรื่องขัดแย้งระหว่างกัน แต่ตราบใดที่ 2 ประเทศเคารพข้อกังวลต่างๆ ของกันและกัน ทั้ง 2 ประเทศสามารถบรรลุผลประโยชน์ร่วมกันอันจะก้าวข้ามความขัดแย้งเหล่านั้น”

หลักคิดของจีน VS หลักคิดของสหรัฐ :
            ในมุมจีน ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพราะจีนอาจมีสัมพันธ์ดีกับหลายสิบประเทศ แต่ทั้งหมดไม่อาจเทียบกับการมีสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐเพียงประเทศเดียว ไม่ว่าในแง่เศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ ความมั่นคงทางทหาร อีกทั้งการมีสัมพันธ์ดีกับสหรัฐส่งผลต่อความสัมพันธ์กับอีกหลายสิบประเทศที่เป็นพันธมิตรสหรัฐ
            การพยายามวางกรอบความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ สอดรับกับแนวคิดของอดีตประธานาธิบดีหู จินเทา ที่เรียกร้องให้ ประชาชนทุกประเทศร่วมมือกันและสร้างโลกสมานฉันท์เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืนและความมั่นคงร่วมกันบางคนตีความว่าไม่ว่าจีนจะเจริญรุ่งเรืองเพียงใดก็ไม่ประสงค์เป็นเจ้าโลก มุ่งสร้างความมั่นคงมั่งคั่ง ไม่ใช่เพื่อเผยแพร่ลัทธิสังคมนิยมอีกแล้ว

            ด้านประธานาธิบดีโอบามายินดีที่จีนก้าวขึ้นมาอย่างสันติ สหรัฐมีผลประโยชน์ร่วมกับจีนมหาศาล แต่นักวิชาการบางคนวิเคราะห์ว่าหากพิจารณายุทธศาสตร์ปรับสมดุลเอเชียแปซิฟิก (หรือที่บางคนเรียกว่า Pivot to Asia) กับความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ที่ยังเดินหน้าเจรจา ทำให้ต้องคิดไปต่างๆ นานา
            ล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคม รองประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวว่าก่อนสิ้นปี 2020 เรือรบราวร้อยละ 60 และเครื่องบินราว 60 ของสหรัฐจะประจำการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สหรัฐสนับสนุนญี่ปุ่นตีความรัฐธรรมนูญเพื่อขยายบทบาทความมั่นคง ได้ลงนามขยายความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศกับฟิลิปปินส์ เพิ่มระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศเพื่อต้านเกาหลีเหนือ ส่งเสริมความร่วมมือไตรภาคี ระหว่างสหรัฐ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เพื่อความมั่นคงของภูมิภาค
            และพูดถึง TPP ว่ามีผลต่อระเบียบเศรษฐกิจโลก เป็นยุทธศาสตร์สำคัญต่อทุกด้าน เพราะความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจผูกประเทศหุ้นส่วนเข้าหากัน ทั้งยังช่วยปกป้องประเทศเล็กๆ ให้พ้นจากการข่มขู่คุกคามจากประเทศที่ใหญ่กว่าที่ใช้เศรษฐกิจเป็นอาวุธเพื่อบรรลุเป้าหมายของพวกเขา
            คำพูดและการแสดงออกของรัฐบาลโอบามา ย่อมสร้างความสงสัยไม่ใช่น้อย

ยุทธศาสตร์แม่บทยากจะเปลี่ยนแปลง :
            ผลการประชุมน่าจะสามารถร่วมมือในบางเรื่อง เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ โรคอีโบลา ต่อต้านลัทธิก่อการร้าย แต่ไม่อาจตกลงในเรื่องยุทธศาสตร์แม่บท เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะ
            ประการแรก ยุทธศาสตร์แม่บทเป็นแนวคิดที่ผ่านการกลั่นกรองอย่างดี
            ยุทธศาสตร์แม่บทของสหรัฐเป็นสิ่งที่ผ่านการศึกษา คิดวิเคราะห์ และวางแผนอย่างดี ไม่ใช่นโยบายเฉพาะกิจ ยกตัวอย่าง รัฐบาลโอบามาสนับสนุนให้รัฐบาลอาเบะขยายบทบาทความมั่นคงในภูมิภาค เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีเมื่อนายชินโซ อาเบะชนะการเลือกตั้งได้เป็นนายกฯ ญี่ปุ่น ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่ารัฐบาลสหรัฐมีนโยบายต้องการให้ญี่ปุ่นขยายบทความมั่นคงมานานแล้ว ยุทธศาสตร์ความมั่นแห่งชาติสหรัฐอเมริกาฉบับปี 2002 (U.S. National Security Strategy of 2002) ระบุชัดว่ารัฐบาลบุช “หวังที่จะเห็นญี่ปุ่นแสดงบทบาทนำต่อกิจการในภูมิภาคและโลก”
            น่าชื่นชมสหรัฐเป็นตัวอย่างประเทศที่มียุทธศาสตร์แม่บทชัดเจน ทุกรัฐบาลพยายามดำเนินตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลของพรรคเดโมแครตหรือรีพับลิกัน เป็นอีกปัจจัยเอื้อให้ประเทศนี้เป็นมหาอำนาจ

            ประการที่ 2 แรงกดดันจากต่างชาติ
            นอกจากปัจจัยภายในของสหรัฐ ปัจจัยภายนอกมีส่วนสำคัญเช่นกัน
            ยกตัวอย่าง ญี่ปุ่นต้องการสร้างความมั่นคงระยะยาว เหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเผชิญหน้ากับจีน การปรับแก้รัฐธรรมนูญ ผลลัพธ์ที่ได้คือญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณกลาโหม ขยายบทบาททางทหาร ทั้งหมดนี้ชี้ว่าเป็นการตอบสนองอนาคตระยะยาวที่ไม่แน่นอน และเป็นการพาตัวออกจากกรอบที่ถูกตีไว้เมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ความร่วมมือกับสหรัฐในขณะนี้เป็นเหตุช่วยญี่ปุ่นค่อยๆ หลุดจากกรอบ สามารถก้าวขึ้นมาใหม่อีกครั้ง รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

            เรื่องหนึ่งที่รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญเรื่อยมาคือการพัฒนากองทัพโดยเน้นการวิจัย สร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ด้วยตนเอง มุ่งที่จะเป็นผู้ผลิตยุทธปัจจัยชั้นนำของโลก เนื่องจากความเป็นมหาอำนาจจำต้องมีพลังอำนาจทางทหารรองรับ ญี่ปุ่นใช้ทั้งการพัฒนาด้วยตนเอง เรียนรู้ต่อยอดจากสหรัฐ จนญี่ปุ่นมีขีดความสามารถหลายอย่างทัดเทียมเทคโนโลยีของสหรัฐ
            ประเทศใดที่ขาดอุตสาหกรรมหนัก เทคโนโลยีระดับสูง ขาดมิตรประเทศ ย่อมอยู่ในสภาพล้าหลัง และมักเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่เสมอ ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยืนยันความจริงข้อนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามพาตัวออกจากวังวนประวัติศาสตร์ ไม่ต้องการให้ซ้ำรอยอีกครั้ง
            ดังนั้น ปัจจัยภายนอกจึงเป็นแรงผลักต่อการกำหนดนโยบายของสหรัฐ

ความสำเร็จของการเจรจาวัดผลได้จากญี่ปุ่น :
            ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา นักวิเคราะห์หลายคนวิพากษ์ว่ารัฐบาลโอบามาแสดงบทบาทผ่านยุทธศาสตร์ Pivot to Asia น้อยกว่าที่ควร แต่หากมองที่ญี่ปุ่น จะเห็นชัดเจนว่าญี่ปุ่นเป็นตัวแสดงหลัก เป็นผู้เผชิญหน้ากับจีน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อพิพาทหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ การประกาศเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ (Air Defense Identification Zone: ADIZ) ของจีนเหนือน่านฟ้าทะเลจีนตะวันออก ดังนั้น การแสดงออก การดำเนินการของญี่ปุ่นจึงเป็นตัวชี้วัดสำคัญ
            แน่นอนว่ารัฐบาลอาเบะไม่ได้เดินตามความต้องการของรัฐบาลโอบามาทั้งหมด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านโยบายความมั่นคงของญี่ปุ่นต่อจีน เป็นนโยบายร่วมที่ได้ปรึกษาหารือกับสหรัฐ
            ดังนั้น นโยบายความมั่นคง นโยบายต่างประเทศของญี่ปุ่นต่อจีนจึงเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญ บ่งชี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐเป็นอย่างไร แม้ภาพที่แสดงให้เห็นมีส่วนที่ไม่สอดคล้องก็ตาม

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            ไม่ว่าผลการประชุมสุดยอด2 ผู้นำจีน-สหรัฐจะเป็นอย่างไร เรื่องที่ควรตระหนักเสมอ คือ
            ประการแรก จีนกับสหรัฐยังคงมีความสัมพันธ์การค้าเพิ่มขึ้น
            ตัวเลขการค้าสหรัฐ-จีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บ่งชี้ว่า ไม่ว่าสถานการณ์โลกเป็นอย่างไร สหรัฐกับจีนยังคงติดต่อสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุน ตัวเลขที่สูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องหลายสิบปี ย่อมชี้ว่า 2 ประเทศมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่ดีต่อกัน แม้ว่าจะมีเสียงทุ่มเถียงกันมากน้อยเพียงใดก็ตาม
            ข้ออ้างที่ว่าสหรัฐกับจีนกำลังมีความขัดแย้งอย่างรุนแรง ปริมาณการค้าการลงทุนระหว่างกันย่อมสวนทางกับข้ออ้างดังกล่าว การอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง 2 มหาอำนาจจึงต้องมองหลายด้านหลายมิติเวลา

            ประการที่ 2 ปัญหาของสหรัฐ
            การจัดระเบียบโลกใหม่ของประธานาธิบดีบุชนำสหรัฐสู่สงครามในอิรัก ทำให้สหรัฐถลำลึก สูญเสียงบประมาณมหาศาล สหรัฐในสายตานานาชาติตกต่ำสุดนับจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา หรือเท่ากับนับตั้งแต่สหรัฐเป็นอภิมหาอำนาจ
            ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศกลายเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาล จนต้องตัดงบประมาณกลาโหม วิกฤตเศรษฐกิจ 2008 ทำให้หลายคนวิเคราะห์ว่าสหรัฐกำลังถดถอยในทุกด้าน ประเด็นเศรษฐกิจจึงเป็นหัวใจสำคัญของรัฐบาล ความพยายามแก้ไขอัตราคนว่างงาน การขาดดุลการค้า การขาดดุลงบประมาณ คือประเด็นร้อนในขณะนี้ ซึ่งรัฐบาลโอบามาทำได้ดีในเรื่องแก้ไขปัญหาคนว่างงาน เช่นเดียวกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เป็นเรื่องที่สมควรได้รับคำชื่นชม
            แต่เสถียรภาพเศรษฐกิจระยะยาวยังไม่แน่นอน ปัญหาการขาดดุลยังไม่ได้รับการแก้ไข ภายใต้บริบทดังกล่าวโอกาสที่สหรัฐจะรักษาพลังอำนาจทางทหารไว้เท่าเดิมย่อมไม่สามารถทำได้ เศรษฐกิจที่อ่อนไหวไม่อาจเผชิญสัญญาณแง่ลบ โดยเฉพาะข่าวลือเรื่องสงครามที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจ นั่นหมายความว่ารัฐบาลสหรัฐน่าจะหลีกเลี่ยงพาตัวเองสู่สถานการณ์ดังกล่าว การรุกคืบครอบงำจึงต้องใช้วิธีการอื่นๆ

            ที่สุดแล้ว การประชุมผู้นำจีน-สหรัฐในปีนี้ จะเป็นอีกครั้งที่ผู้นำจีนประกาศจุดยืนต่อประชาคมโลก ว่าตนต้องการสันติภาพ ต้องการเป็นมิตรกับทุกประเทศ ส่วนรัฐบาลโอบามาไม่ว่าจะพูดกับจีนอย่างไร ยังคงเดินหน้าตามแผนเสริมกำลังรบในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กองกำลังอีกส่วนที่กำลังปฏิบัติการโจมตีกองกำลังรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS) ก็ยังคงเดินหน้าต่อ เช่นเดียวกับงานจารกรรมประเทศต่างๆ ทั่วโลก ประเทศทั้งหลายต้องระวังที่จะไม่ก้าวข้ามเส้นต้องห้ามของจีน จีนยังต้องการเป็นมิตรในระยะนี้
            การประชุมสุดยอดผู้นำจีน-สหรัฐเป็นเรื่องของ 2 มหาอำนาจ 2 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 กับ 2 ที่นานาชาติจะให้ความสนใจ จึงเป็นโอกาสทองที่ 2 มหาอำนาจจะประชาสัมพันธ์ตนเอง
------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
สถานการณ์ตึงเครียดในทะเลจีนใต้จำต้องมองกรอบที่กว้างกว่าอาเซียน เกี่ยวข้องกับท่าทีของสหรัฐกับญี่ปุ่น ที่รัฐบาลอาเบะเพิ่งประกาศต้องการแสดงภาวะผู้นำเหนือภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จีนคงต้องการเตือนอาเซียนว่าอาเซียนควรร่วมมือกับจีน อยู่ร่วมกับจีนอย่างฉันท์มิตรมากกว่าที่จะเข้าพวกกับสหรัฐ ญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในแนวทางต่อต้านยุทธศาสตร์ Pivot to Asia

ในด้านหนึ่งประธานาธิบดีโอบามาได้เตือนนายกฯ อาเบะว่าไม่ควรก่อความตึงเครียด ควรเจรจาและสร้างความไว้วางใจมากกว่า แต่ในอีกด้านหนึ่งประธานาธิบดีโอบามาช่วยเบี่ยงเบนพฤติกรรมการรุกคืบของญี่ปุ่น เช่น การเพิ่มงบประมาณกลาโหม การจัดตั้งหน่วยนาวิกโยธิน การปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติให้ญี่ปุ่นแสดงบทบาทเชิงรุกมากขึ้น การแก้ไขตำราเรียนและการเรียนการสอนที่อ้างว่าหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ และเกาะด็อกโด/ทาเคชิมา เป็นดินแดนของญี่ปุ่น

ความขัดแย้งจากการเยือนศาลเจ้ายุสากุนิไม่ใช่เรื่องใหม่ อดีตผู้นำญี่ปุ่นหลายท่านที่เคยเยือนศาลเจ้าจะตามมาด้วยการวิวาทะกับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น นายกฯ อาเบะเยือนศาลเจ้าก็เพราะได้คิดไตร่ตรองรอบคอบแล้วว่า ได้มากกว่าเสียอาจต้องการชี้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นภายใต้การบริหารของตนกำลังฟื้นตัว ไม่เกรงกลัวแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากจีน ญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ กระชับความเป็นพันธมิตร และมั่นใจว่าความขัดแย้งอยู่ภายใต้การควบคุม

รัฐบาลจีนตั้งคำถามว่ายุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติญี่ปุ่นมีเพื่อสันติภาพจริงหรือไม่ คำถามนี้เป็นคำถามเดิมๆ ตั้งแต่นายชินโซ อาเบะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ รอบ 2 ที่ลึกกว่านั้นคือสะท้อนยุทธศาสตร์ความมั่นคงสหรัฐฯ ที่มีต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก การตอบโต้จากจีนแท้ที่จริงแล้วคือการตอบโต้ต่อสหรัฐฯ ด้วย

บรรณานุกรม:
1. Huang, Yiping., Dang, Weihua., & Wang, Jiao. (2011). Reform of the International Economic System. In Golley, Jane., &Song, Ligang (Eds.), Rising China: Global Challenges and Opportunities (pp.29-44). Australia: Australian National University.
2. Jacques, Martin. (2009). When China Rules the World: The End of the Western World and the Birth of a New Global Order. USA: Penguin Press.
3. Kang, David C. (2007). China Rising: Peace, Power, and Order in East Asia. New York: Columbia University Press.
4. More opportunities for Sino-U.S. trade, investment: premier. (2013, March 17). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2013-03/17/c_132240139.htm
5. The White House. (2014, April 24). Joint Press Conference with President Obama and Prime Minister Abe of Japan. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/04/24/joint-press-conference-president-obama-and-prime-minister-abe-japan
6. The White House. (2014, October 3). Remarks by the Vice President at the John F. Kennedy Forum. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/10/03/remarks-vice-president-john-f-kennedy-forum
-------------------------

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

โจ ไบเดนกับใครสนับสนุน IS สงครามซุนนี-ชีอะห์และการโค่นล้มอัสซาด (ตอนที่ 3)

2 พฤศจิกายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(คอลัมน์ สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 6571 วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ.2557, http://www.thaipost.net/sunday/021114/98410 และ http://www.ryt9.com/s/tpd/2020029)

            ข้อวิพากษ์ทั้งหลายมาจากคำถามแรกของนักศึกษา ถามว่ารัฐบาลโอบามาตอบสนองสถานการณ์ซีเรียช้าเกินไปหรือไม่ รองประธานาธิบดีโจ ไบเดนตอบว่ามีเหตุผล 2 อย่าง ข้อแรกคือ รัฐบาลพยายามมองหาฝ่ายต่อต้าน “สายกลาง” (moderate middle) และมาถึงเหตุผลข้อ 2 ที่เกิดข้อวิพากษ์
            เหตุผลข้อ 2 สามารถแยกแยะเป็น 3 ข้อย่อย ข้อแรก ชาติอาหรับมุ่งมั่นที่จะโค่นล้มรัฐบาลอัสซาด ข้อ 2 เป็นสงครามตัวแทนของซุนนี-ชีอะห์ และข้อ 3 ตุรกี ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศอื่นๆ เช่น กาตาร์ ให้เงิน อาวุธแก่ทุกกลุ่มที่ต่อสู้อัสซาด รวมทั้ง Al-Nusra อัลกออิดะห์ และกองกำลังรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS)

            สงครามกลางเมืองซีเรียเริ่มบานปลายเมื่อสันนิบาตอาหรับระงับสมาชิกภาพของซีเรีย ต่อมาในเดือนมกราคม 2012 สันนิบาตอาหรับเรียกร้องให้ประธานาธิบดีอัสซาดก้าวลงจากอำนาจ และขอให้คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติสนับสนุน แต่รัสเซียกับจีนไม่เห็นด้วย
            การระงับสมาชิกภาพซีเรียคือความพ่ายแพ้ทางการเมืองระหว่างประเทศครั้งร้ายแรงของรัฐบาลอัสซาด ทำให้ถูกโดดเดี่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคและจากอีกหลายประเทศทั่วโลก เกิดเรื่องอื่นๆ ตามมามากมาย เป้าหมายสุดท้ายคือล้มรัฐบาลอัสซาด
            ไม่กี่เดือนต่อมา ฝ่ายต่อต้านเริ่มได้รับอาวุธจากต่างชาติ ส่งเสริมให้รวมกลุ่ม ปรากฏองค์กรชื่อ Free Syrian Army เป็นตัวแทนฝ่ายต่อต้านสายกลาง

            Reese Erlich ผู้ศึกษาสถานการณ์ซีเรียอย่างใกล้ชิด เห็นว่าพวก Free Syrian Army ส่วนใหญ่แม้จะละหมาดวันละ 5 ครั้งและถือศีลอดในช่วงรอมฎอน (Ramadan) แต่ไม่ได้ต่อต้านรัฐบาลด้วยแรงจูงใจทางศาสนาอย่างแท้จริง เป็นเพียงการแสดงออกให้เห็นว่าถือศาสนาเท่านั้น เพื่อที่จะร้องขอการสนับสนุนทางการเงินและอาวุธจากซาอุดิอาระเบียและการประเทศในภูมิภาคอ่าว
            มติโค่นล้มระบอบอัสซาดของสันนิบาตอาหรับเป็นการตัดสินใจทางการเมืองระหว่างประเทศที่สำคัญและมีพลัง เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ขั้นรุนแรง ทำให้ความขัดแย้งภายในประเทศซีเรียกลายเป็นความสงครามกลางเมืองที่มีตัวแสดงอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ชาติมหาอำนาจ ประเทศในภูมิภาค จนถึงผู้ก่อการร้ายหลายกลุ่ม รวมทั้งกองกำลังรัฐอิสลาม (IS/ISIL/ISIS)

โอบามาต้องการโค่นล้มระบอบอัสซาดเช่นเดียวพันธมิตรอาหรับ:
            ในงานแสดงปาฐกถา รองประธานาธิบดีไบเดนกล่าวอย่างชัดเจนว่า “ปัญหาใหญ่ที่สุดคือพันธมิตรของเราเอง” ตุรกี ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศอื่นๆ เช่นกาตาร์ “มุ่งมั่งโค่นล้มอัสซาดและทำสงครามตัวแทนของซุนนี-ชีอะห์
            ประเด็นสำคัญที่รองประธานาธิบดีไม่เอ่ยถึงคือ รัฐบาลโอบามามีนโยบายไม่แตกต่างจากพันธมิตรอาหรับ นั่นคือ โค่นล้มระบอบอัสซาด รัฐบาลโอบามาประกาศจุดยืนดังกล่าวไม่กี่เดือนหลังการประท้วงในซีเรียกลายเป็นเหตุนองเลือด เหตุผลหลักที่ประธานาธิบดีโอบามายกขึ้นมาอ้างคือรัฐบาลอำนาจนิยมอัสซาดปราบปรามและเข่นฆ่าประชาชนที่ชุมนุมอย่างสงบ สหรัฐไม่ยอมรับหลักการที่อ้างอธิปไตยแล้วสามารถสังหารหมู่พลเรือน

            สถานการณ์ในปีแรกนั้น รัฐบาลโอบามาอาจประเมินว่ารัฐบาลอัสซาดคงจะล้มในไม่ช้า ไม่ต่างจากกรณีอาหรับสปริงในประเทศอื่นๆ ที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมๆ กันในอีก 2-3 ประเทศ คิดว่าการสนับสนุนทางการทูต การคว่ำบาตรรัฐบาลอัสซาดน่าจะเพียงพอ และในช่วงปีแรกนั้น ฝ่ายรัฐบาลซีเรียพ่ายแพ้ในหลายพื้นที่ รัฐบาลขาดเสถียรภาพ
            แต่จนบัดนี้ผ่านมาแล้ว 3 ปีครึ่ง สงครามกลางเมืองซีเรียที่ตอนแรกมีผู้เสียชีวิตไม่กี่ร้อยคน กลายเป็นหลักพัน ต่อมากลายเป็นหลักหมื่น ล่าสุดมีคนเสียชีวิตถึง 200,000 คน เพราะทุกรัฐบาลที่เกี่ยวข้องต่างยึดมั่นในจุดยืนของตน รวมทั้งรัฐบาลโอบามาด้วย

            ข้อเท็จจริงคือ ในขณะที่รองประธานาธิบดีไบเดนวิพากษ์ว่าความยืดเยื้อของสงครามกลางเมืองซีเรียเกิดจากความต้องการของพันธมิตรในภูมิภาค แต่รัฐบาลโอบามากลับสนับสนุนฝ่ายต่อต้านอย่างต่อเนื่อง
            ประธานาธิบดีโอบามาเคยพูดว่าไม่สามารถแก้ปัญหาซีเรียด้วยการใช้กำลัง กล่าวว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา “ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้ใช้ปฏิบัติการทางทหาร เพราะเราไม่สามารถแก้ปัญหาสงครามกลางเมืองของผู้หนึ่งผู้ใดด้วยการใช้กำลัง โดยเฉพาะหลังจาก (ประสบการณ์) หนึ่งทศวรรษแห่งการทำสงครามในอิรักกับอัฟกานิสถาน”
            แต่บัดนี้ รัฐบาลโอบามาประกาศอนุมัติให้อาวุธแก่ฝ่ายต่อต้าน เป็นมติเอกฉันท์จากสภาครองเกรส

            ประเด็นที่ควรย้ำคือ การติดอาวุธฝ่ายต่อต้านเป็นต้นเหตุสำคัญทำให้สงครามยืดเยื้อ มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยไม่เห็นวี่แววว่าจะยุติเมื่อไหร่ การเข้าแทรกแซงโดยอ้างว่าเพราะเหตุรัฐบาลอัสซาดปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง กลายเป็นต้นเหตุทำให้ผู้คนล้มตายมากกว่าตอนแรกนับสิบนับร้อยเท่า
            และขณะนี้รัฐบาลโอบามาได้ส่งอาวุธที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม มีอานุภาพทำลายล้างมากกว่าเดิมเข้าสู่สมรภูมิซีเรียแล้ว

            Talleyrand ตั้งคำถามว่าการไม่แทรกแซงคือการแทรกแซงรูปแบบหนึ่ง แต่การแทรกแซงที่ยิ่งทำให้ผู้คนล้มตายมากขึ้น นั่นคือการปกป้องสิทธิมนุษยชนด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชนหนักกว่าเดิมหรือไม่ และชี้ว่าการแทรกแซงควรมีเป้าหมายเพื่อยุติความรุนแรง แก้ปัญหาด้วยการเจรจา

แรงกดดันจากพันธมิตรอาหรับ :
            ในมุมมองของรองประธานาธิบดีไบเดน ปัญหาความวุ่นวายในซีเรียทั้งหมดมีต้นกำเนิดจากพันธมิตรอาหรับ ดังประโยคแรกที่กล่าวว่า “ปัญหาใหญ่ที่สุดคือพันธมิตรของเราเอง” ก่อนจะร่ายยาวอีกหลายประโยค
            ถ้าไม่วิพากษ์ว่าท่านพยายามเบี่ยงเบนประเด็นสงครามกลางเมืองซีเรียว่าเป็นเรื่องความขัดแย้งของประเทศในภูมิภาค รัฐบาลโอบามาเพียงทำหน้าที่ปราบปรามผู้ก่อการร้าย ไม่วิพากษ์ว่าเป็นการโยนความผิดแก่รัฐบาลชาติอาหรับที่สหรัฐเรียกว่า “พันธมิตร” แก่นแท้ของเรื่องนี้คือ รัฐบาลในภูมิภาคกดดันรัฐบาลโอบามา ทำให้รัฐบาลโอบามาที่ตอนแรกเพียงสนับสนุนทางการทูต ส่งมอบความช่วยเหลือที่ไม่ใช่อาวุธ (non-lethal aid) จากนั้นเปลี่ยนเป็นการพยายามหาข้ออ้างใช้กำลังทหารโจมตีรัฐบาลอัสซาด อ้างว่าฝ่ายอัสซาดใช้อาวุธเคมีสังหารพลเรือนจำนวนมาก แต่ไม่อาจแสดงหลักฐานต่อสาธารณชนเมื่อรัสเซียร้องขอ ในที่สุดประธานาธิบดีโอบามาไม่ยอมสั่งโจมตีแม้มีอำนาจ กลับโยนเรื่องให้สภาคองเครสตัดสินใจ และเรื่องเงียบไปในที่สุด
            ต่อมา กองกำลัง IS มีความเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อบุกอิรักตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา สถาปนารัฐอิสลาม เป็นเหตุให้สหรัฐกับชาติพันธมิตรหลายประเทศร่วมกันจัดตั้งกองกำลังโจมตี IS ดังที่เป็นข่าวในขณะนี้ (รายละเอียดเคยวิเคราะห์แล้ว)
            ดังนั้น คำพูดของรองประธานาธิบดีไบเดนที่ชี้ว่าปัญหาความวุ่นวายในซีเรียทั้งหมดมีต้นกำเนิดจากพันธมิตรอาหรับจึงน่าจะถูกต้องไม่มากก็น้อย และเกิดคำถามว่านโยบายของสหรัฐต่อซีเรียมาจากผู้ใด และเพื่อผลประโยชน์ของใครกันแน่

ข้อเสนอและคาดการณ์สถานการณ์ซีเรียในอนาคต :
            ตลอด 3 ปีครึ่งที่ผ่านมา ทุกฝ่ายยอมรับว่าที่สุดแล้วการยุติสงครามกลางเมืองซีเรียต้องใช้วิถีทางการเมือง หากรัฐบาลโอบามาหวังให้ซีเรียมีสันติภาพโดยเร็ว ผู้คนไม่ล้มตายมากกว่านี้ ควรยกเลิกนโยบายโค่นล้มรัฐบาลอัสซาด ให้ทุกฝ่ายระงับการส่งอาวุธแก่ทั้งรัฐบาลซีเรียและฝ่ายต่อต้าน กองทัพสหรัฐกับพันธมิตร รวมทั้งกองทัพรัฐบาลซีเรียเข้าปราบปรามกวาดล้างกองกำลังติดอาวุธต่างชาติ กลุ่มก่อการร้ายต่างๆ จากนั้นให้กองกำลังรักษาสันติภาพสหประชาชาติ (UN Peacekeeping) เข้าควบคุมสถานการณ์อีกชั้นหนึ่ง พร้อมกับจัดเลือกตั้งใหม่ ให้สหประชาชาติเป็นผู้ดำเนินการ ให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม รัฐบาลใหม่ดำเนินนโยบายสร้างความปรองดอง
            ทั้งหมดนี้อยู่บนเงื่อนไขว่า รัฐบาลโอบามาจะต้องให้ความสำคัญกับสิทธิส่วนบุคคล อิสรภาพ เสรีภาพของชาวซีเรีย

            สถานการณ์ซีเรียล่าสุด รัฐบาลอัสซาดยังคงอยู่ IS ขยายปฏิบัติการไปสู่เมืองโคบานีถิ่นอาศัยของพวกเคิร์ดซีเรียที่พยายามจะปกครองตนเอง การปะทะระหว่าง IS กับพวกเคิร์ดไม่ส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอัสซาด ทั้งยังเป็นประโยชน์ในแง่ที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล 2 กลุ่มสู้กันเอง
            รัฐบาลโอบามายืนยันว่าการปราบปราม IS ต้องใช้เวลา เมื่อผนวกกับการให้ความช่วยเหลือฝ่ายต่อต้านอย่างต่อเนื่อง ให้อาวุธที่มีอานุภาพมากขึ้น เครื่องกระสุนดินดำที่เต็มคลังอยู่เสมอ คาดว่าซีเรียยังอยู่ในสถานการณ์สู้รบต่อไป เป็นไปได้ว่าอาจต้องรอถึงปี 2017 นั่นคือต้องรอให้สหรัฐได้ประธานาธิบดีคนใหม่ ให้ผู้นำประเทศคนต่อไปเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร มีเหตุอ้างว่าเป็นความต้องการของชาวอเมริกัน
            แต่การปล่อยให้เวลายืดยาวออกไปย่อมหมายถึงมีผู้บาดเจ็บล้มตายมากขึ้น ก่อนจะถึงปี 2017 ตัวเลขอาจกลายเป็น 300,000 คนหรือมากกว่าก็เป็นได้

            ตามหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การวิเคราะห์เหตุการณ์ในซีเรีย อิรัก มีได้หลายแนวทาง บางแนวทางอธิบายว่าการที่ประเทศหนึ่งบ่อนทำลายอีกประเทศเป็นเรื่องปกติ มีหลักฐานให้เห็นมากมาย คำพูดที่ฟังดูมีมนุษยธรรมนั้นเป็นเพียงคำหวาน เป็นโฆษณาชวนเชื่อ เป็นส่วนหนึ่งของสงครามนอกแบบ (unconventional warfare) ระดับโลก แต่ไม่ว่าจะวิเคราะห์วิพากษ์อย่างไร ประเทศทั้งหลายควรตั้งคำถามว่าอยากให้ตนเป็นซีเรียหรืออิรักรายต่อไปหรือไม่ นี่คือโจทย์ที่ทุกคนในสังคมควรมีคำตอบร่วมกัน และควรจะได้คำตอบร่วมก่อนเกิดเหตุวุ่นวายในประเทศ เพราะเมื่อถึงเวลานั้นอาจสายเกินไป
----------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
ในโลกมุสลิมมีผู้เชื่อว่าซุนนีกับชีอะห์มีความขัดแย้ง และในขณะนี้มีผู้พยายามอ้างว่าสงครามในซีเรียกับอิรักคือสงครามตัวแทนซุนนี-ชีอะห์ โดยเชื่อมโยงว่า IS คือเครื่องมือของซุนนี แต่เมื่อองค์กร ผู้นำจิตวิญญาณอิสลามประกาศชัดว่า IS ไม่ใช่อิสลาม การอ้าง IS เป็นเหตุผลสงครามตัวแทนซุนนี-ชีอะห์จึงตกไป น่าแปลกใจที่รองประธานาธิบดีไบเดนกลับพยายามดึง IS เข้าไปอยู่ในอิสลาม ยังยืนยันว่า IS อยู่ในกลุ่มซุนนี กำลังทำสงครามตัวแทนซุนนี-ชีอะห์

รองประธานาธิบดีไบเดนอ้างว่ารัฐบาลตุรกี ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ ให้เงินและอาวุธกับผู้ก่อการร้าย รวมทั้งกลุ่ม IS แม้ว่าทำเนียบขาวจะชี้แจงว่าท่านไม่ได้ตั้งใจหมายความเช่นนั้นจริง แต่เป็นอีกข้อมูลอีกชิ้นที่ชี้ว่าชาติอาหรับให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้าย และเกิดคำถามว่าคำพูดของท่านสร้างความกระจ่างหรือสร้างความสับสนกันแน่

บรรณานุกรม ตอนที่ 3:
1. Erlich, Reese. (2014). Inside Syria: The Backstory of Their Civil War and What the World Can Expect. New York: Prometheus Books.
2. Falk, Richard. (2014). Global Security and International Law. In Kaldor, Mary., & Rangelov, Iavor. (Eds.), The Handbook of Global Security Policy (pp.320-337). USA: John Wiley & Sons Ltd
3. Masters, Jonathan. (2013, September 11). Syria's Crisis and the Global Response. Council on Foreign Relations. Retrieved from http://www.cfr.org/syria/syrias-crisis-global-response/p28402
4. Pazzanese, Christina. (2014, October 3). All Politics is Personal; VP Biden Delivers Address at Kennedy School Forum. Retrieved from http://www.hks.harvard.edu/news-events/news/articles/joe-biden-forum-event) – สามารถดูเทปบันทึกได้ในเว็บไซต์นี้
5. Remarks by President Obama in Address to the United Nations General Assembly. (2013, September 24). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/09/24/remarks-president-obama-address-united-nations-general-assembly
6. Remarks by the President in Address to the Nation on Syria. (2013, September 10). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/09/10/remarks-president-address-nation-syria
7. Remarks by the Vice President at the John F. Kennedy Forum. (2014, October 3). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/10/03/remarks-vice-president-john-f-kennedy-forum
--------------------

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...