วันอังคารที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2557

โอบามาปรับสมดุล อาเบะถอยหนึ่งก้าว? ร่วมเดินหน้าจัดระเบียบเอเชียแปซิฟิก

27 เมษายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6382 วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ.2557)
            นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวก่อนเข้าร่วมประชุมทวิภาคีกับประธานาธิบดีบารัก โอบามา ว่า “ญี่ปุ่นกับสหรัฐอเมริกายึดถือคุณค่าพื้นฐานร่วมกันหลายอย่าง เช่น เรื่องเสรีภาพ ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน และเรายังมีผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ร่วมกันด้วย ความเป็นพันธมิตรระหว่าง 2 ประเทศนี้เป็นเรื่องที่ขาดจากกันไม่ได้หรือเปลี่ยนทดแทนไม่ได้ เป็นรากฐานของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เปี่ยมด้วยสันติภาพและความมั่งคั่ง”
            ด้านประธานาธิบดีบารัก โอบามา กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐ-ญี่ปุ่น ไม่เป็นเพียงรากฐานความมั่นคงของเราในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แต่เป็นความมั่นคงของทั่วทั้งภูมิภาค การที่สหรัฐกับญี่ปุ่นยึดถือคุณค่าประชาธิปไตย ไม่เพียงหมายความว่าเราจะร่วมกันจัดการประเด็นร้อนในภูมิภาค ยังรวมถึงการวางกฎเกณฑ์เพื่อจัดระเบียบระหว่างประเทศด้วย

เดินหน้าจัดระเบียบเอเชียแปซิฟิก :
            ตลอดการเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโอบามากับนายกฯ อาเบะ ได้แสดงท่าทีหลายเรื่องต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในประเด็นสำคัญๆ ดังนี้
            ประการแรก สหรัฐกับญี่ปุ่นคือผู้นำขั้วโลกเสรีประชาธิปไตย
            ทั้ง 2 ประเทศเป็นพันธมิตรร่วมเพื่อส่งเสริม ปกป้องระบอบประชาธิปไตย เป็นผู้นำดูแลทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ต้องการจัดระเบียบการเมืองเศรษฐกิจในภูมิภาค มีผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ร่วมกัน สนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยญี่ปุ่นจะถือหลักแสดงบทบาทเชิงรุก
            ในด้านเศรษฐกิจ สหรัฐกับญี่ปุ่นจะเดินหน้าเจรจา ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement) หรือ TPP ต่อไป ที่ผ่านมาการเจรจามีความคืบหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และสินค้าเกษตรที่เป็นอุปสรรค

            ประการที่สอง นโยบายต่อจีนกับเกาหลีเหนือ
            จะมุ่งสร้างภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้เป็นภูมิภาคที่มีเสรีภาพและเปิดกว้าง ญี่ปุ่นกับสหรัฐจะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด แก้ไขข้อพิพาทด้วยการเจรจา ยึดมั่นในหลักการเดินเรือเสรี  ยึดมั่นในสนธิสัญญาความมั่นคงทุกข้อที่กระทำกับญี่ปุ่น รวมทั้งหมู่เกาะเซนกากุ
            ในขณะเดียวกัน สหรัฐกับญี่ปุ่นสามารถร่วมมือกับจีนในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้า การพัฒนา การเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ
            ด้านนโยบายต่อเกาหลีเหนือ จะเป็นความร่วมมือใกล้ชิดระหว่างสหรัฐ ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ ทั้ง 3 ประเทศจะต้องร่วมกันผลักดันให้จีนกดดันเกาหลีเหนือ เป้าหมายคือส่งเสริมให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมตอบโต้การยั่วยุจากเกาหลีเหนือ
            โดยรวมแล้ว ถ้อยแถลงต่างๆ ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเดิม ประธานาธิบดีโอบามายังคงเดินหน้าตามยุทธศาตร์ Pivot to Asia หรือที่บางคนเรียกว่ายุทธศาสตร์ปรับสมดุล
            ส่วนนายกฯ อาเบะใช้โอกาสดังกล่าว ประกาศย้ำว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศผู้นำโลกเสรีประชาธิปไตย จะแสดงบทบาทนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประธานาธิบดีโอบามาเห็นพ้องและพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่

นายกฯ อาเบะถอยหนึ่งก้าว? :
            ประเด็นหนึ่งที่ไม่ได้พูดชัดเจน แต่พอจะสังเกตได้คือ นายกฯ อาเบะใช้โอกาสช่วงนี้ ปรับท่าทีเชิงรุกของตน เนื่องจากการดำเนินนโยบายที่ผ่านมาก่อให้เกิดความตึงตึงเครียดกับจีนและเกาหลีใต้อย่างหนัก
            ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นเสื่อมทรามลงอย่างชัดเจนเมื่อนายกฯ อาเบะไปสักการะศาลเจ้ายาสุกุนิเมื่อปลายปี 2013 ปฏิเสธเรื่องหญิงบำเรอ (comfort women) อ้างว่าเกาะด็อกโด (Dokdo) หรือเกาะทาเคชิมา (Takashima) เป็นดินแดนของญี่ปุ่น ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้กังวลว่าญี่ปุ่นกำลังรื้อฟื้นลัทธิทหาร
            ประธานาธิบดีปาร์ค กึน-เฮ (Park Geun-hye) เรียกร้องให้ญี่ปุ่นยอมรับความจริงทางประวัติศาสตร์ มิฉะนั้นญี่ปุ่นจะโดดเดี่ยวตัวเอง ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาทางการญี่ปุ่นเรียกร้องเจรจาปรับความสัมพันธ์ แต่ประธานาธิบดีปาร์คปฏิเสธไม่ยอมร่วมเจรจากับนายกฯ อาเบะ ผลที่ตามมาคือทำให้ภาพ Pivot to Asia เสียหาย เพราะหากพันธมิตรสหรัฐในภูมิภาคยังมองหน้ากันไม่ติด ก็ยากจะชี้ชวนให้ประเทศอื่นๆ ยำเกรง เป็นเหตุให้ประธานาธิบดีโอบามาต้องออกหน้าด้วยตัวเอง

            การจัดการประเด็นจีนกับเกาหลีใต้มีความแตกต่าง เนื่องจากเกาหลีใต้เป็นพันธมิตรสหรัฐ ในขณะที่จีนเป็นคู่ปรปักษ์ การแสดงออกว่า “อ่อนข้อ” หรือ “ยอมถอย” ให้จีนแบบตรงไปตรงมา ย่อมไม่เป็นที่นิยมกระทำ
            เหตุเผชิญหน้ากับจีนทวีความรุนแรง เมื่อจีนประกาศเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ (Air Defense Identification Zone หรือ ADIZ) เมื่อปลายปีที่แล้ว ทำให้ความตึงเครียดเนื่องจากการแสดงความเป็นเจ้าของเหนือหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุร้อนแรงกว่าเดิม เกิดวิวาทะซ้อนวิวาทะ จนรัฐบาลโอบามาได้ปรามรัฐบาลอาเบะในระดับหนึ่ง เพื่อลดระดับความร้อนแรง ในระยะสองสามเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นลดการตอบโต้กับจีน สถานการณ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นจึงผ่อนคลายลง
            ท่าทีของรัฐบาลอาเบะในหลายเดือนที่ผ่านมาจนถึงล่าสุด ในบางครั้งจึงส่อว่าต้องการคลายความตึงเครียดกับจีนและเกาหลีใต้

วิเคราะห์องค์รวม :
            การแสดงออกของรัฐบาลอาเบะ ตลอดจนการที่ประธานาธิบดีโอบามาเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้ ให้ภาพว่า สหรัฐปรามญี่ปุ่นเพื่อลดการเผชิญหน้า ทุกประเทศมีเรื่องที่ร่วมมือกันได้ แต่หากมองข้ามวาทะที่สวยหรูเหล่านี้ จะเกิดคำถามว่า “นายกฯ อาเบะถอยหนึ่งก้าวจริงหรือ”
            สองสามวันก่อนหน้าการเยือนของประธานาธิบดีโอบามา นายกฯ อาเบะ ได้ถวายเครื่องเซ่น sakaki ชุดหนึ่งแก่ศาลเจ้ายาสุกุนิ โดยไม่ได้เดินทางไปด้วยตนเองเหมือนเช่นปีก่อน พฤติกรรมดังกล่าวอาจตีความว่านายกฯ อาเบะ “ถอยครึ่งก้าว” นั่นคือ ไม่ยั่วยุประเทศเพื่อนบ้านด้วยการเยือนศาลเจ้าด้วยตนเอง เป็นการเอาใจประธานาธิบดีโอบามาที่เห็นว่าการไปเยือนศาลเจ้านั้นไม่เหมาะสม แต่ในขณะเดียวกันยังเป็นการยืนยันจุดยืนว่าตนให้ความสำคัญกับการสักการะศาลเจ้ายาสุกุนิ
            การที่นายกฯ อาเบะจะไปสักการะศาลเจ้ายาสุกุนิด้วยตนเองหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับทัศนคติและการดำเนินนโยบายที่เป็นรูปธรรม ที่ผ่านมารัฐบาลอาเบะได้ดำเนินการแล้วหลายอย่าง เช่น การเพิ่มงบประมาณกลาโหม การจัดตั้งหน่วยนาวิกโยธิน การปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติให้ญี่ปุ่นแสดงบทบาทเชิงรุกมากขึ้น การแก้ไขตำราเรียนและการเรียนการสอนที่อ้างว่าหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ และเกาะด็อกโด/ทาเคชิมา เป็นดินแดนของญี่ปุ่น
            ดังนั้น ต้องระวังไม่ให้คำพูดของนายกฯ อาเบะกับประธานาธิบดีโอบามา บดบังพฤติกรรมดังกล่าว อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วการเยือนญี่ปุนครั้งนี้ ประธานาธิบดีโอบามาช่วยเบี่ยงเบนพฤติกรรมการรุกคืบของญี่ปุ่น

            การแสดงความเป็นปรปักษ์กับจีนเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่การเข้าข้างญี่ปุ่นเรื่องความเป็นเจ้าของเกาะด็อกโด/ทาเคชิมา การแก้ไขตำราเรียน ชี้ว่ารัฐบาลโอบามาให้ความสำคัญกับบทบาทของญี่ปุ่น แม้ต้องผิดใจกับเกาหลีใต้
            ประธานาธิบดีโอบามาให้สัมภาษณ์สื่อ The Yomiuri Shimbun ก่อนเดินทางเยือนญี่ปุ่น ว่าเห็นด้วยกับการตีความรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นใหม่ เพื่อเอื้อให้ญี่ปุ่น “มีบทบาทมากขึ้นในการดูแลความมั่นคงระหว่างประเทศ” และเห็นว่ากองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นต้องเพิ่มบทบาทให้มากขึ้นภายในกรอบพันธมิตรสหรัฐ –ญี่ปุ่น “ข้าพเจ้าชื่นชมนายกรัฐมนตรีอาเบะที่พยายามเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น และเพิ่มร่วมมือทางทหารกับเรา รวมถึงการทบทวนข้อจำกัดของปฏิบัติการเพื่อป้องกันตนเองร่วม”

            และเห็นว่ากองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นต้องเพิ่มบทบาทให้มากขึ้น “ภายใต้กรอบพันธมิตร” สหรัฐฯ -ญี่ปุ่น
            ประเด็นสำคัญคือ การเสริมสร้างกำลังทหาร การเพิ่มบทบาทความมั่นคงระหว่างประเทศที่ญี่ปุ่นกำลังดำเนินการทั้งหมด ต้องอยู่ภายใต้กรอบพันธมิตรสหรัฐ-ญี่ปุ่น ขยายความได้ว่าต้องเป็นความตกลงร่วมระหว่าง 2 ประเทศ ญี่ปุ่นจะกระทำล้ำเส้นไม่ได้ แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำของสหรัฐที่อยู่เหนือญี่ปุ่น แน่นอนว่าทั้ง 2 ประเทศเป็นมิตรต่อกัน แต่บรรทัดสุดท้ายคือสหรัฐมีอิทธิพลเหนือญี่ปุ่น นี่คือกรอบความร่วมมือของการเป็นพันธมิตร
            ในการเจรจาครั้งนี้ ประธานาธิบดีโอบามาได้เตือนนายกฯ อาเบะว่าไม่ควรก่อความตึงเครียด ควรเจรจาและสร้างความไว้วางใจมากกว่า ยืนยันให้ญี่ปุ่นจัดการปัญหาเซนกากุด้วยสันติวิธี ไม่ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดกว่าเดิม พยายามหาทางที่ญี่ปุ่นกับจีนสามารถร่วมมือกัน ชี้ว่าประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจีนไม่เพียงส่งผลต่อภูมิภาค แต่ส่งผลระดับโลก เป็นหลักฐานอีกชิ้นแสดงถึงอิทธิพลของสหรัฐต่อญี่ปุ่น

            การเดินทางเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการครั้ง นอกจากย้ำเตือนจุดยืน ยุทธศาสตร์ของสหรัฐ ประธานาธิบดีโอบามายังต้องการย้ำเตือนว่าสหรัฐคือลูกพี่ใหญ่ของพันธมิตรเอเชียแปซิฟิก ยุทธศาสตร์ปรับสมดุลของโอบามาคือ การเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้มากที่สุดจากการก้าวขึ้นมาของจีนและภูมิภาค โดยผสมผสานทั้งการเผชิญหน้ากับความร่วมมือ ปรับการแสดงออกให้เหมาะสมตามบริบท
            ส่วนเรื่องที่ญี่ปุ่นจะสามารถแสดงบทบาทนำได้ตามความต้องการหรือไม่ เป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป
------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
ความขัดแย้งจากการเยือนศาลเจ้ายุสากุนิไม่ใช่เรื่องใหม่ อดีตผู้นำญี่ปุ่นหลายท่านที่เคยเยือนศาลเจ้าจะตามมาด้วยการวิวาทะกับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น นายกฯ อาเบะเยือนศาลเจ้าก็เพราะได้คิดไตร่ตรองรอบคอบแล้วว่า ได้มากกว่าเสียอาจต้องการชี้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นภายใต้การบริหารของตนกำลังฟื้นตัว ไม่เกรงกลัวแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากจีน ญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ กระชับความเป็นพันธมิตร และมั่นใจว่าความขัดแย้งอยู่ภายใต้การควบคุม
ทุกคนทุกชาติต่างมีความเชื่อศาสนาของตนเอง ทหารญี่ปุ่นหลายคนเข้าทำสงครามด้วยความเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่านี่คือสงครามศักดิ์สิทธิ์ ในขณะที่คนชาติอื่นย่อมมีความคิดเห็นของตนเอง เป็นอีกภาพความจริงของโลกที่ยังดำรงอยู่ในปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งภายในประเทศญี่ปุ่นนั้นก็ใช่ว่าทุกคนจะคิดเห็นตรงกัน ชาวญี่ปุ่นที่ไปสักการะศาลเจ้ายาสุกินิก็ใช่ว่าจะไปด้วยความหมายเดียวกัน หรือมีความรู้สึกที่เข้มข้นตรงกัน 
ในอนาคตเชื่อว่าญี่ปุ่นจะต้องเพิ่มกำลังรบและแสดงบทบาทมากขึ้น ด้วยสามเหตุผลหลักคือ เหตุผลด้านความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ อำนาจการรบของจีนที่เพิ่มมากขึ้น และการปรับเปลี่ยนกำลังรบสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หากสหรัฐฯ เลือกที่จะให้ญี่ปุ่นมีบทบาทมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นเชิงนโยบายหรือเชิงยุทธวิธี ณ วันนี้จนถึงอีกหลายทศวรรษจากนี้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเป็นเวทีการประชันกำลังของชาติมหาอำนาจกับอีกหลายประเทศ 
ทางการญี่ปุ่นเปิดตัวเรือรบอิซูโม (Izumo) เรือรบรุ่นใหม่ที่ใหญ่ที่สุดที่ญี่ปุ่นต่อเองนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา กองทัพญี่ปุ่นจัดให้เรือดังกล่าวอยู่ในชั้นเรือพิฆาต แต่สามารถบรรทุกเฮลิคอปเตอร์จำนวน 9-14 ลำ และอาจบรรทุกเครื่องบินรบรุ่นใหม่ล่าสุด F-35 จึงมีข้อวิพากษ์ว่าญี่ปุ่นกำลังเสริมกำลังรบขนาดใหญ่หรือไม่ จะกระทบความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างไร

บรรณานุกรม:
1. 146 Japanese lawmakers visit Yasukuni shrine. (2014, April 22). Japan Today/AFP. Retrieved from http://www.japantoday.com/category/politics/view/146-japanese-lawmakers-visit-yasukuni-shrine
2. China condemns Japanese PM's war-linked shrine offering. (2014, April 21). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/china/2014-04/21/c_133279008.htm
3. Huang Yinjiazi. (2014, April 23). Xinhua Focus: Right-leaning Japan becomes Washington's liability in Asia-Pacific. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/world/2014-04/23/c_133284588.htm
4. Inoue Nobutaka. (2005). Sakaki. Retrieved from http://eos.kokugakuin.ac.jp/modules/xwords/entry.php?entryID=312
5. Japan PM sends offering to Yasukuni Shrine: Japanese media. (2014, April 21). The Age/Reuters. Retrieved from http://www.theage.com.au/world/japan-pm-sends-offering-to-yasukuni-shrine-japanese-media-20140421-zqx6s.html
6. Joint Press Conference with President Obama and Prime Minister Abe of Japan. (2014, April 24). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/04/24/joint-press-conference-president-obama-and-prime-minister-abe-japan
7. Obama: Senkakus ‘within scope’ of U.S.-Japan treaty. (2014, April 23). The Japan News. Retrieved from http://the-japan-news.com/news/article/0001227627
8. Park urges Japan to stop denying history. (2014, March 1). The Korea Times/ Yonhap News Agency. Retrieved from http://www.koreatimes.co.kr/www/news/nation/2014/03/120_152467.html
9. Remarks by President Obama and Prime Minister Abe of Japan Before Bilateral Meeting. (2014, April 23). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/04/23/remarks-president-obama-and-prime-minister-abe-japan-bilateral-meeting
----------------------------

วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2557

ฝิ่น ปัจจัยกำหนดอนาคตของอัฟกานิสถาน

20 เมษายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6375 วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน พ.ศ.2557)
            อัฟกานิสถาน ประเทศผู้ปลูกฝิ่นมากที่สุดในโลก ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าร้อยละ 90 ของฝิ่นและผลิตภัณฑ์อันเนื่องจากฝิ่น เช่น มอร์ฟีน เฮโรอีน ที่เสพติดกันทั่วโลกมีต้นกำเนิดจากประเทศนี้ เมื่อสืบค้นข้อมูลย้อนหลังพบว่า อัฟกานิสถานปลูกฝิ่นมานานแล้ว ในช่วงปี 1935-1945 ฝิ่นเป็นสินค้าออกสำคัญอย่างหนึ่ง จัดอยู่ในหมวดสินค้าเกษตร คนทั่วไปสามารถซื้อหาฝิ่นในตลาดของอัฟกานิสถานทั่วไป ไม่มีการห้ามปลูกหรือต้องแอบซื้อขายแต่อย่างไร

เหตุผลการปลูกฝิ่นเพิ่มมากขึ้นในยุคการ์ไซ :
            การปลูกฝิ่นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2001 ภายหลังกองทัพสหรัฐกับพันธมิตรโค่นล้มรัฐบาลตอลีบัน และแม้รัฐบาลของประธานาธิบดี ฮามิด การ์ไซ ประกาศให้การปลูกการค้าฝิ่นเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่อัฟกานิสถานเป็นสวรรค์ของนักค้ายาเสพติด ด้วยเหตุผลสำคัญ ดังนี้

            ประแรก ประเทศไร้เสถียรภาพ รัฐบาลอ่อนแอ
            ภายหลังจากที่กองทัพสหรัฐร่วมกับพันธมิตรโค่นล้มรัฐบาลตอลีบัน จัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวที่นำโดยนายฮามิด การ์ไซ แต่รัฐบาลกลางไม่อาจควบคุมประเทศได้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะทางภาคใต้กับภาคตะวันตกอันเป็นเขตปลูกฝิ่นที่สำคัญที่สุด ในปี 2013 ร้อยละ 89 ของพื้นที่การปลูกฝิ่นทั้งประเทศอยู่ในบริเวณดังกล่าว
            ต่อมามีการเลือกตั้งทั่วประเทศ นายการ์ไซได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่อำนาจที่แท้จริงในชนบทยังตกอยู่กับเหล่าผู้นำหมู่บ้าน หัวหน้าเผ่าและกองกำลังติดอาวุธท้องถิ่น ผู้นำเหล่านี้กับชาวบ้านมีความผูกพัน มีความใกล้ชิด ทั้งเชิงสายเลือด เชิงอำนาจทางสังคม มีผลประโยชน์ต่อกันและกันมากกว่ารัฐบาลกลางมากนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจ ถิ่นทุรกันดารที่ใครก็ยากจะเข้าถึง ผู้นำเหล่านี้หลายคนมีกองกำลังติดอาวุธของตนเอง ประธานาธิบดีการ์ไซต้องพึ่งพาคนเหล่านี้อย่างมากในการร่วมดูแลประเทศ ทั้งๆ ที่กองทัพสหรัฐกับพันธมิตรมีกำลังรบนับแสนนายอยู่ในประเทศ

            ประการที่สอง ฝิ่นให้ความมั่นคงทางรายได้
            อัฟกานิสถานไม่มีอาณาเขตติดต่อทางทะเล สภาพอากาศแห้งแล้งเกือบตลอดปี และหนาวเย็นในฤดูหนาว มีทรัพยากรน้อย เป็นเหตุผลสำคัญทำให้ประชากร 31 ล้านส่วนใหญ่อยู่ในความยากจน
            รายงานสหประชาชาติฉบับปี 2014 ระบุว่า เกษตรกรร้อยละ 72 ชี้ว่าปัจจัยด้านราคาคือเหตุผลหลักที่เกษตรกรปลูกฝิ่น เนื่องจากมีพื้นที่เพาะปลูกเพียงเล็กน้อย เป็นแรงกดดันให้ปลูกพืชที่ทำเงินมากที่สุด ฝิ่นคือคำตอบเพราะมีผู้รับซื้อทั้งหมด และให้ราคาสูงว่าพืชผลชนิดอื่นๆ
            ไม่ใช่ชาวบ้านทุกคนอยากปลูกฝิ่น แต่ผลจากสงคราม ความแห้งแล้ง ระบบสาธารณูปโภคที่ทรุดโทรม การจ้างแรงงานในภาคอุตสาหกรรมกับภาคบริการจึงมีน้อย ประชากรเกือบร้อยละ 80 มีอาชีพเกษตร ทั้งๆ ที่มีพื้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูกเพียงร้อยละ 12 ของพื้นที่ทั้งประเทศ  ทำให้ชาวบ้านยากจะหันไปหาอาชีพอื่น จึงยึดการปลูกฝิ่นที่รองรับแรงงานทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือสตรี ฝิ่นจึงเป็นแหล่งจ้างงานสำคัญ เพราะเป็นพืชที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก (มากกว่าการปลูกพืชจำพวกข้าวสาลีราว 10 เท่า)

            สำหรับคนยากจนแล้ว ฝิ่นเป็นพืชที่น่าปลูก บางครั้งไม่ใช่เพราะได้กำไรสูงสุด ความจริงแล้วฝิ่นมีราคาผันผวน บางปีราคาตก แต่ฝิ่นเป็นพืชทนแล้ง ปลูกได้ในพื้นที่แห้งแล้ง เหมาะกับสภาพภูมิอากาศของประเทศ ฝิ่นเก็บรักษาไว้ได้ยาวนาน (ไม่เหมือนพืชผักอื่นๆ) เกษตรกรมักจะไม่ขายฝิ่นในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวที่ราคาตกตามกลไกตลาด แต่จะเก็บฝิ่นและปล่อยขายในช่วงที่ราคาดี เพราะมีผู้รับซื้อตลอดเวลา ในบางพื้นที่ราคามีความแน่นอนกว่า บางครั้งพ่อค้าเสนอราคาให้ล่วงหน้า หรือชำระราคาสินค้าล่วงหน้า การปลูกฝิ่นจึงเป็นอาชีพที่ให้รายได้มั่นคง
            ความเป็นพืชปลูกง่าย มีความแน่นอนในผลผลิตมากกว่า และพ่อค้าชำระเงินล่วงหน้า ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกษตรกรรู้สึกมั่นใจว่าครอบครัวของตนจะไม่ขาดแคลน นอกจากนี้หากมีความจำเป็นต้องการเงินกู้ เช่น เกิดมีคนเจ็บป่วยกระทันหัน ครัวเรือนที่ปลูกฝิ่นจะได้รับเครดิตจากแหล่งเงินกู้นอกระบบมากกว่าครอบครัวที่ไม่ปลูกฝิ่น 2-3 เท่า เพราะเจ้าหนี้จะถือว่าเขามีความสามารถในการจ่ายคืนหนี้มากกว่า
            ดังนั้น คนที่ปลูกฝิ่นจึงเหมือนกับได้รับการดูแลจากระบบสังคมของพวกเขา ทั้งด้านอาหาร การดูแลรักษาสุขภาพ มีหลักประกันหากครอบครัวประสบความยากลำบาก

            จากประสบการณ์ของรัฐบาลการ์ไซ พบว่า หากสามารถช่วยให้ประชาชนรู้สึกมั่นคง สามารถเลี้ยงดูครอบครัวให้เป็นสุข เช่น จัดหาที่ทำกินให้ มีระบบเครดิต ประชาชนจะเลิกปลูกฝิ่นเอง แต่หากความช่วยเหลือลดลงหรือยุติชาวบ้านอาจกลับไปปลูกฝิ่นอีก มาตรการควบคุมการปลูกฝิ่นที่ได้ผลถาวรจึงขึ้นกับว่ารัฐสามารถทำให้ประชาชนเลี้ยงดูตนเองได้หรือไม่ ความช่วยเหลือชั่วคราวจากภาครัฐจะได้ผลชั่วคราวเช่นเดียวกัน

ผลกระทบจากฝิ่น :
            ผลกระทบจากฝิ่นมีหลายด้าน มองได้หลายแง่มุม แต่หากมองว่าเป็นผลเสีย มีผลต่อประเทศ ดังนี้
            ประการแรก คอร์รัปชันเกิดขึ้นอย่างดาษดื่น
            ควบคู่กับดอกฝิ่นที่เบ่งบานคือการคอร์รัปชั่นอย่างดาษดื่น เนื่องจากกระบวนการปลูกฝิ่น การผลิตเป็นเฮโรอีนและการลักลอบส่งออกเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ทุกระดับ มีข้อมูลชี้ว่าการปลูกฝิ่นที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากการที่ทหารตำรวจอัฟกันได้ตกลงกับกองกำลังติดอาวุธท้องถิ่น การคอร์รัปชันแทรกตัวเข้าไปอยู่ในเจ้าหน้าที่ทุกระดับชั้น ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่นจนถึงนักการเมืองในรัฐสภา มีข้อมูลว่าสมาชิกรัฐสภากว่าร้อยละ 25 เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด เกษตรกรติดสินบนตำรวจ เจ้าหน้าที่ปราบฝิ่น พ่อค้าฝิ่นจ่ายเงินเพื่อหนีความผิด นายซาอิด อิครามุดดิน รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานกล่าวว่า “นอกจากตัวท่านกับรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยแล้ว เจ้าหน้าที่กระทรวงคนอื่นๆ ตั้งแต่อธิบดีกรมลงไปล้วนเกี่ยวข้องกับกับการลักลอบค้ายาเสพติด”
            เจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากจึงได้ประโยชน์จากธุรกิจฝิ่นไม่ต่างจากกองกำลังติดอาวุธ กลุ่มก่อการร้ายอย่างตอลีบัน

            ในแง่หนึ่งธุรกิจฝิ่นส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ ส่วนในมุมมองของชาวบ้าน ฝิ่นช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้แก่ครอบครัว แต่กระตุ้นการทำผิดกฎหมายทั้งระบบ ประเทศมีคอร์รัปชันทั่วไป

            ประการที่สอง อำนาจท้องถิ่นขยายตัว
            ในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลจากเมืองหลวง วิถีชีวิตชาวบ้านยังเป็นระบบชนเผ่า และเนื่องจากตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศอยู่ในภาวะสงครามมาโดยตลอด ทุกพื้นที่จึงมีกองกำลังติดอาวุธของตนเอง ความทุรกันดาร รัฐบาลกลางที่อ่อนแอ ทำให้อำนาจการปกครองจากรัฐบาลกลางแผ่มาถึงน้อย หลายพื้นที่ปกครองตนเองมากกว่า ผู้มีบารมีท้องถิ่นเป็นผู้จัดสรร ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ดังนั้น ชาวบ้านจึงไม่เห็นความจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาล คนเหล่านี้มักจะไม่ยอมเสียภาษี ไม่เข้ารับการเกณฑ์ทหาร
            ความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีบารมี กลุ่มติดอาวุธ พ่อค้ายาเสพติด และเกษตรกรที่ปลูกฝิ่นจะมีความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ เกื้อกูลให้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน นานวันเข้ากลายเป็นว่าทุกฝ่ายพึ่งพาซึ่งกันแบบขาดจากกันไม่ได้ พวกกองกำลังติดอาวุธท้องถิ่นไม่อาจละทิ้งเงินค่าคุ้มครองที่ได้จากผู้ปลูกฝิ่นเพื่อจุนเจือกลุ่มของตน การลักลอบนำฝิ่นออกนอกประเทศเป็นธุรกิจที่ได้กำไรงาม ฝิ่นที่สามารถนำออกนอกประเทศจะมีมูลค่าเพิ่มหลายเท่าตัว กองกำลังติดอาวุธรองรับบทบาทหน้าที่คุ้มกันได้เป็นอย่างดี
            ในขณะที่ชาวบ้านมองฝิ่นว่าเป็นหม้อข้าวของคนทั้งครอบครัว สายสัมพันธ์ของกลุ่มเหล่านี้จึงมีความผูกพัน มีผลประโยชน์ร่วมกันมากกว่าที่มีต่อรัฐบาล

            ผู้มีบารมีท้องถิ่น กองกำลังติดอาวุธที่เกี่ยวข้องกับการค้าฝิ่น ได้กำไรจากการค้าฝิ่นและมีอำนาจเพิ่มมากขึ้น ว่าไปแล้วคนเหล่านี้มีบทบาทหลายด้าน ทั้งในฐานะเป็นผู้นำท้องถิ่น เป็นหัวหน้าพ่อค้ายาเสพติด บางคนร่วมมือกับทางการสหรัฐเพื่อต่อต้านพวกตอลีบัน ทั้งยังมีความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่รัฐ ติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อให้เจ้าหน้าที่เป็นอีกแรงที่คอยปกป้องเกษตรกรผู้ปลูกและการลับลอบขนส่งยาเสพติด

            ประการที่สาม การคงอยู่ของตอลีบัน
            ในปี 2001 ตอลีบันประกาศห้ามปลูกฝิ่น ทำให้ปริมาณฝิ่นลดลงมาก แต่ก่อนหน้านั้นตอลีบันไม่ได้ประกาศห้าม โดยรวมแล้วการปลูกฝิ่นในยุคตอลีบันเพิ่มขึ้นจากอดีต มีข้อมูลว่าพวกตอลีบันเกี่ยวข้องกับธุรกิจฝิ่นในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ เพราะพวกเขาต้องการเงินจากการค้าฝิ่นเพื่อเป็นทุนสนับสนุนการต่อต้านสหรัฐ และหวังอาศัยการปลูกฝิ่นเพื่อดึงชาวบ้านมาอยู่ฝ่ายตน โดยพวกตอลีบันจะสนับสนุนให้ชาวบ้านปลูกฝิ่น ให้ความคุ้มครองหากเจ้าหน้ารัฐจะมาทำลายพื้นที่เพาะปลูก
            นอกจากนี้ พวกตอลีบันผูกมิตรกับพ่อค้ายาเสพติด ให้ความคุ้มครองการลำเลียงยาเสพติด และคอยโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐบาลไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยว ข้อมูลจากทางการสหรัฐประเมินว่ารายได้ 1 ใน 3 ของตอลีบันมาจากธุรกิจผิดกฎหมายนี้
            หลายครั้งเมื่อชาวบ้านไม่พอใจนโยบายหรือการดำเนินงานของรัฐบาลก็อาจเปลี่ยนฝ่ายเรียกตัวเองว่าเป็นพวกตอลีบัน แต่อิทธิพลระหว่างรัฐกับตอลีบันต่อชาวบ้านนั้นไม่คงที่ มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

            ณ วันนี้ ฝิ่น กลายเป็นเครื่องผูกพันผู้มีบารมีท้องถิ่น กำลังติดอาวุธ ผู้ก่อการร้ายอย่างตอลีบัน เจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับที่คอร์รัปชันและชาวบ้านหลายล้านคนที่เกี่ยวข้องกับฝิ่น นานาชาติอาจประณามว่าฝิ่นเป็นยาเสพติด ทำลายสังคม แต่สำหรับชาวอัฟกันจำนวนมากยอมรับการมีอยู่ของฝิ่น เป็นเครื่องค้ำจุนครอบครัว ชุมชน หรือเพื่ออุดมการณ์เป้าหมายที่เห็นว่ายิ่งใหญ่กว่า
            ประธานาธิบดีฮามิด การ์ไซ เคยกล่าวว่า “ยาเสพติดในอัฟกานิสถานกำลังคุกคามการดำรงอยู่ของรัฐ” แต่กับสังคมที่อิงอยู่กับฝิ่นกลับมองว่า ฝิ่นคือปัจจัยค้ำจุนวิถีชีวิตของพวกเขา นี่เป็นความขัดแย้งที่ไม่อาจแก้ไขได้โดยง่าย เป็นปัจจัยกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างอัฟกานิสถานกับนานาชาติ เป็นประเด็นที่น่าจับตาโดยเฉพาะหลังปี 2014 เมื่อกองทัพสหรัฐกับพันธมิตรถอนตัว ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจอัฟกันดูแลประเทศเต็มตัว
----------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง: 
1. ปัญหาการปลูกฝิ่นและความท้าทายของรัฐบาลอัฟกานิสถาน
ประเทศอัฟกานิสถานคือประเทศผู้ปลูกฝิ่นรายใหญ่ที่สุดของโลก การแก้ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะพัวพันกับเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การทหาร และการปลูกฝิ่นมีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล
ประธานาธิบดีการ์ไซไม่ลงนามร่างสนธิสัญญาความมั่นคงเนื่องจากเห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่ช่วยนำสันติภาพสู่ประเทศอย่างแท้จริง เพราะประเทศได้ผ่านหลังจากการทำสงครามอย่างยาวนานกว่า 10 ปี นับจากเหตุ 9/11 เมื่อปี 2001 ท่านพร้อมที่จะลงนามในร่างสนธิสัญญา ถ้าข้อตกลงดังกล่าวมุ่งสร้างสันติภาพแก่ประเทศ เจรจากับพวกสุดโต่งทุกกลุ่ม เพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ยุติการทำสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น

บรรณานุกรม:
1. Barfield, Thomas. (2010). Afghanistan: A Cultural and Political History. New Jersey: Princeton University Press.
2. Central Intelligence Agency. (2014, April). The World Factbook. Retrieved from https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/ja.html
3. Mansfield, David., & Pain, Adam. (2007, November). Evidence from the Field: Understanding Changing Levels of Opium Poppy Cultivation in Afghanistan. Retrieved from http://dspace.cigilibrary.org/jspui/bitstream/123456789/15508/1/Evidence%20from%20the%20Field%20Understanding%20Changing%20Levels%20of%20Opium%20Poppy%20Cultivation%20in%20Afghanistan%202007.pdf?1
4. Statement of John F. Sopko. (2014, January 15). Future U.S. Counternarcotics Efforts in Afghanistan. Retrieved from file:///C:/Users/Administrator/Downloads/SIGAR-14-21-TY.pdf
5. United Nations Office on Drugs and Crime. (2003). The Opium Economy in Afghanistan: An International Problem. Retrieved from http://reliefweb.int/sites/reliefweb.int/files/resources/214E1694BBF78591C1256CC60049F953-unodc-afg-31jan.pdf
6. United Nations Office on Drugs and Crime. (2012). Afghanistan Opium Survey 2012: Opium Risk Assessment for all Regions (Phase 1&2). Retrieved from http://www.unodc.org/documents/crop-monitoring/Afghanistan/ORAS_report_2012.pdf
7. United Nations Office on Drugs and Crime. (2012, June). The World Drug Day Commemoration in Afghanistan. Retrieved from https://www.unodc.org/afghanistan/en/frontpage/2012/the-world-drug-day-commemoration-in-afghanistan.html
8. United Nations Office on Drugs and Crime. (2013, December 23).  Afghanistan Opium Survey 2013. Retrieved from https://www.unodc.org/documents/crop-monitoring/Afghanistan/Afghan_report_Summary_Findings_2013.pdf
-------------------------

วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2557

หนทางสู่สันติภาพของอัฟกานิสถาน ความเห็นจากประธานาธิบดีฮามิด การ์ไซ

13 เมษายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6368 วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ.2557)
            ทันทีที่เครื่องบินพาณิชย์พุ่งชนตึกแฝดของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนครนิวยอร์ก กับที่ทำการกระทรวงกลาโหมหรือที่เรียกกันว่าตึกเพนตากอนในกรุงวอชิงตันเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 นายจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช ประธานาธิบดีสหรัฐในขณะนั้นก็สรุปว่า กลุ่มอัลกออิดะห์เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตี ต่อมาวันที่ 14 กันยายน หรือเพียง 3 วันหลังเกิดเหตุ รัฐสภาสหรัฐเห็นชอบให้รัฐบาลใช้กำลังทหารต่ออัฟกานิสถาน กองทัพสหรัฐกับพันธมิตรร่วมกันโจมตีอัฟกานิสถาน โค่นล้มรัฐบาลตอลีบัน (Taliban) ที่ปกครองประเทศอัฟกานิสถานในขณะนั้น ด้วยเหตุผลว่ารัฐบาลตอลีบัน ให้การสนับสนุนและให้ที่พักพิงแก่กลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์
            เดือนธันวาคม 2001 รัฐบาลชั่วคราวถูกจัดตั้งขึ้น ที่ประชุมนานาชาติแต่งตั้งนายฮามิด การ์ไซ (Hamid Karzai) เป็นผู้นำรัฐบาลเฉพาะกาล และได้รับความเห็นชอบจากสภาหัวหน้าเผ่าและผู้มีบารมี หรือที่เรียกว่าสภา Loya Jirga ในเวลาต่อมานายการ์ไซชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี 2 สมัยคือในปี 2004 กับ 2009 ท่านจึงเป็นผู้นำประเทศอัฟกานิสถานตั้งแต่โค่นล้มระบอบตอลีบันจนถึงบัดนี้

            ในการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในระยะแรกชาวอเมริกันให้การสนับสนุนอย่างท่วมท้น แต่ในเวลาต่อมาเสียงสนับสนุนลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ชาวอเมริกันเริ่มเห็นว่าการทำสงครามในอัฟกานิสถานไม่ช่วยทำให้ประเทศมีความมั่นคงยิ่งขึ้น ทหารอเมริกันบาดเจ็บล้มตายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถึงระดับ 2,000 นาย นอกจากนี้เริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องแบกรับจากการทำสงคราม มีผู้ประเมินว่าตลอด 12 ปีที่ทำสงครามในอัฟกานิสถาน รัฐใช้งบประมาณกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 19.8 ล้านล้านบาท เฉลี่ยปีละ 1.65 ล้านล้านบาท)
            เมื่อนายบารัก โอบามาชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2008 จึงดำเนินนโยบายถอนทหารสหรัฐออกจากอัฟกานิสถาน ตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ขณะหาเสียง

Mission Accomplished? :
            ไม่ว่าการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายจะบรรลุเป้าหมายหรือไม่ ในระยะหลังประเทศพันธมิตรล้วนแสดงความจำนงว่าต้องการถอนทหารทั้งหมดออกจากอัฟกานิสถานภายในปี 2014 หรือให้เหลือจำนวนน้อยที่สุด ประธานาธิบดีโอบามาก็มีนโยบายเช่นนี้
            12 ปีนับจากเริ่มสงคราม สหรัฐกับพันธมิตรประสบความสำเร็จพอสมควร เช่น รัฐบาลสหรัฐเชื่อว่ายังมีพวกอัลกออิดะห์หลงเหลืออยู่ในอัฟกานิสถานไม่เกิน 100 คน ในขณะที่หน่วยงานอัฟกานิสถานชี้ว่ามีเพียง 35-45 คนเท่านั้น ด้วยจำนวนดังกล่าวประเทศอัฟกานิสถานไม่น่าจะเป็นแหล่งกบดานของผู้ก่อการร้ายที่เป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐ
            ปัญหาหนึ่งที่ยังแก้ไม่จบคือ แม้สามารถโค่นล้มรัฐบาลตอลีบัน ขับไล่ให้หนีไปอยู่ตามแนวชายแดนที่ติดกับปากีสถาน แต่พวกตอลีบันยังคงมีอิทธิพลในบางพื้นที่ และยังมีอีกมากที่อาศัยอยู่ในประเทศปากีสถาน ในมุมมองของสหรัฐถือว่าพวกเหล่านี้เป็นภัยคุกคาม
            ด้วยเหตุนี้ สหรัฐกับพันธมิตรจึงเห็นว่าการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในอัฟกานิสถานยังต้องดำเนินต่อไป เพียงแต่ปรับลดขนาดกองทัพให้เล็กลง มีผู้ประเมินว่าหลังปี 2014 ควรมีกองกำลังนานาชาติประจำอัฟกานิสถานราว 15,000 นาย ในจำนวนนี้เป็นทหารสหรัฐ 10,000 นาย เป็นที่มาของร่างสนธิสัญญาความมั่นคงทวิภาคี (Bilateral Security Agreement) หรือ BSA ระหว่างสหรัฐกับอัฟกานิสถาน เพื่ออนุญาตให้มีกองกำลังนานาชาติประจำการต่อไป ด้วยเหตุผลว่าเพื่อช่วยฝึกฝนและให้คำปรึกษาแก่ทหารตำรวจอัฟกัน อีกทั้งเอื้อให้สหรัฐสามารถปฏิบัติภารกิจพิเศษโดยอาศัยฐานที่มั่นในอัฟกานิสถาน

ประธานาธิบดีการ์ไซไม่ยอมลงนาม BSA :
            แต่เมื่อเตรียมร่าง BSA แล้วเสร็จ ประธานาธิบดีการ์ไซกลับแสดงท่าทีปฏิเสธ ไม่ยอมลงนาม ทั้งๆ ที่สภา Loya Jirga ขอให้ท่านลงนามภายในปี 2013
            นอกจากต้องเผชิญแรงกดดันภายในประเทศ ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐ นายพลมาร์ติน เดมซีย์ (Martin Dempsey) ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐอเมริกา กล่าวว่ารัฐบาลการ์ไซต้องลงนามสนธิสัญญาโดยทันที ขู่ว่ารัฐบาลโอบามาอาจเลือกใช้แนวทาง zero option ซึ่งหมายถึงสหรัฐจะถอนทหารทั้งหมดออกจากอัฟกานิสถาน ภายใต้มุมมองที่ว่าหากไม่มีทหารสหรัฐคอยสนับสนุนแล้ว กองทัพอัฟกันไม่น่าจะสามารถรับมือพวกตอลีบัน พวกสุดโต่งกลุ่มต่างๆ เสถียรภาพของรัฐบาลถูกสั่นคลอนทันที
            แต่ด้วยการยืนหยัดในจุดยืนอย่างเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ประธานาธิบดีการ์ไซสามารถต้านทานแรงกดดันทั้งจากภายในภายนอก ในที่สุดรัฐบาลโอบามาเห็นว่าจะให้ประธานาธิบดีคนต่อไปเป็นผู้ลงนามแทน การลงนามร่างสนธิสัญญาดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของประธานาธิบดีคนต่อไป

ทำไมประธานาธิบดีการ์ไซไม่ลงนาม :
            ในมุมมองของรัฐบาลโอบามา ข้อตกลง BSA เป็นเรื่องสำคัญมาก มีผลต่อบทบาทกองกำลังนานาชาติ กองทัพสหรัฐที่จะประจำการในอัฟกานิสถานหลังปี 2014 พยายามชี้ว่าเป็นประโยชน์ต่อการต่อต้านการก่อการร้าย ส่งผลดีต่อความมั่นคงของประเทศอัฟกานิสถาน แต่ที่ประธานาธิบดีการ์ไซไม่ลงนาม มีเหตุผลสำคัญดังนี้

            ประการแรก การเสียชีวิตของพลเรือน
            ประธานาธิบดีการ์ไซมักกล่าวเสมอว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับรัฐบาลของท่านเสื่อมทรามลงเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2007 เนื่องจากกองทัพสหรัฐไม่สนใจเรื่องที่พลเรือนชาวอัฟกันเสียชีวิตจำนวนมากอันเนื่องจากทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย พลเรือนที่เสียชีวิตเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นผู้ที่ถูกลูกหลง หรือความผิดพลาดจากการโจมตี
            U.N. Assistance Mission in Afghanistan นำเสนอรายงานว่า ในช่วงปี 2013 พลเรือนอัฟกัน 2,959 รายถูกสังหาร และอีก 5,656 คนบาดเจ็บจากความขัดแย้ง ตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับปี 2012 แต่น้อยกว่าปี 2011 ที่สูงเป็นประวัติการถึง 3,021 ราย และราว 1 ใน 3 ของผู้เสียชีวิตเป็นเด็กกับสตรี
            รายงานดังกล่าวชี้ว่าร้อยละ 59 ของผู้เสียชีวิต มาจากกองกำลังรัฐบาลอัฟกันที่ใช้อาวุธแบบไม่ลืมหูลืมตา แต่ประธานาธิบดีการ์ไซไม่ยอมรับรายงานดังกล่าว กล่าวหาว่ากองกำลังสหรัฐเป็นต้นเหตุให้พลเรือนเสียชีวิตจำนวนมาก รวมทั้งจากการโจมตีทางอากาศด้วยอากาศยานไร้พลขับ ในขณะที่กองกำลังพันธมิตรกล่าวปฏิเสธ

            ประการที่สอง ทำไมสหรัฐไม่โจมตีฐานที่มั่นของผู้ก่อการร้ายในปากีสถาน
            ตลอดหลายปีที่ผ่านมารัฐบาลอัฟกานิสถานมักกล่าวหาว่ารัฐบาลปากีสถานให้การสนับสนุนพวกอัลกออิดะห์กับพวกตอลีบัน ประธานาธิบดีการ์ไซแสดงความเห็นว่า การเอาชนะพวกอัลกออิดะห์ พวกตอลีบันและพวกสุดโต่งอื่นๆ จะต้องทำลายฐานที่มั่นในปากีสถาน จัดการมูลเหตุจูงใจ ผู้สนับสนุนการเงินแก่คนเหล่านี้ ครั้งหนึ่งถึงกับกล่าวว่า “สหรัฐกับปากีสถานคือสองประเทศที่มีผลโดยตรงต่อสันติภาพของอัฟกานิสถาน อัฟกานิสถานจะมีสันติภาพอีกครั้งถ้าสหรัฐกับปากีสถานร่วมมือกันด้วยความสัตย์ซื่อ” 
            ในมุมมองของประธานาธิบดีการ์ไซเห็นว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐไม่สนใจทำลายฐานที่มั่นผู้ก่อการร้ายที่อยู่ในปากีสถาน แต่ใช้หมู่บ้านของชาวบ้านอัฟกันเป็นสมรภูมิ ซึ่งไม่ใช่ยุทธศาสตร์การรบที่ถูกต้อง ไม่สามารถกำจัดภัยผู้ก่อการร้ายได้หมดสิ้น กลายเป็นสงครามที่ไม่รู้จบ

            คุณ Carlotta Gall ผู้ติดตามศึกษาสงครามในอัฟกานิสถานให้ข้อสรุปตรงกัน ชี้ว่า ทุกวันนี้สหรัฐกำลังทำสงครามผิดที่ แท้จริงแล้วปากีสถานต่างหากที่เป็นฐานที่มั่นของพวกตอลีบัน เป็นที่ตั้งของค่ายฝึกผู้ก่อการร้าย รัฐบาลปากีสถานให้การสนับสนุนกลุ่มเหล่านี้ เพื่อกลับไปก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน
            เรื่องนี้พอจะอธิบายได้ว่า ประธานาธิบดีการ์ไซพูดถูกต้องว่าปากีสถานในปัจจุบันเป็นแหล่งซ่องสุมกบดานของผู้ก่อการร้าย แต่ข้อเสนอที่ให้โจมตีฐานที่มั่นของผู้ก่อการร้ายในปากีสถานยังเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ เนื่องจากรัฐบาลปากีสถานไม่เห็นชอบ และอาจบานปลายกลายเป็นสงครามระหว่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลโอบามาคงไม่ยินดีที่จะทำสงครามกับปากีสถานในขณะนี้

            ข้อเสนอดังกล่าวให้แง่คิดว่า การทำสงครามกับอัลกออิดะห์ ตอลีบัน เป็นสงครามที่ยากจะจบสิ้น เท่ากับว่าอัฟกานิสถานถูกลากเข้าไปอยู่ในสงครามที่ไม่จบสิ้นด้วย ประเทศที่ตกอยู่ในภาวะสงคราม ไม่อาจสงบสุข ไม่สามารถพัฒนา ประเทศอยู่ภาวะแตกแยก มีกองกำลังติดอาวุธหลายฝักหลายฝ่าย มีแต่ความสูญเสีย ความเจ็บปวดทุกข์ยาก ประเทศไม่สามารถทำสงครามไปเรื่อยๆ การอยู่อย่างสันติเป็นสิ่งจำเป็นเบื้องต้นของชีวิต
            ครั้งหนึ่งประธานาธิบดีการ์ไซกล่าวว่า อัฟกานิสถานกำลังทำสงครามที่ไม่ใช่ของตนเอง ในขณะที่ประธานาธิบดีโอบามาพูดมาตลอดว่า สหรัฐทำสงครามกับผู้ก่อการร้ายเพื่อความมั่นคงของประเทศอเมริกา เป้าหมายหลักคือเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐ ของชาติตะวันตก

ข้อเสนอทางออก:
            ประการแรก ยุติสงคราม
            ประธานาธิบดีการ์ไซเห็นว่าทหารตำรวจอัฟกันที่มีราว 350,000 นาย มีขีดความสามารถเพียงพอในการป้องกันประเทศ แต่เรื่องที่ท่านไม่เอ่ยถึงคืองบประมาณกลาโหมที่ใช้จ่ายต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากสหรัฐ แต่หากคิดให้ลึกซึ้งกว่านี้ สิ่งที่ประธานาธิบดีการ์ไซต้องการจริงๆ คือ ต้องการให้ประเทศปลอดจากทหารต่างชาติ
            ประธานาธิบดีการ์ไซเห็นว่าแนวทางนำประเทศกลับสู่ความสงบคือ ต้องพาประเทศออกจากสงคราม แต่ตราบใดที่มีกองกำลังต่างชาติในประเทศย่อมเป็นเหตุให้สงครามดำเนินต่อเนื่องอย่างไม่สิ้นสุด ทางออกที่ดีกว่าน่าจะให้ประเทศปลอดจากกองกำลังต่างชาติ แล้วเจรจากับพวกอัลกออิดะห์ ตอลีบัน เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

            ประการที่สอง ปรองดอง
            ควบคู่กับการยุติสงคราม คือ ให้ทุกกลุ่มทุกฝ่ายอยู่ด้วยความปรองดอง ประธานาธิบดีการ์ไซกล่าวอย่างชัดเจนว่า พวกตอลีบันคือชาวอัฟกันเช่นกัน ทุกฝ่ายสามารถดำเนินชีวิตตามวิถีทางของตนเอง ไม่แก้ปัญหาด้วยการใช้ความรุนแรง สิ่งที่อัฟกานิสถานต้องการคือสันติภาพและเสถียรภาพ ไม่ใช่สงคราม ประชาชนต้องการชีวิตที่มีสันติสุข ไม่ต้องกังวลว่าวันนี้ระเบิดจะตกใส่บ้านหรือไม่ เป็นความปรารถนาที่ไม่แตกต่างจากคนอเมริกันแต่อย่างไร

            โดยสรุปแล้ว ประธานาธิบดีการ์ไซไม่ลงนามร่างสนธิสัญญาความมั่นคงเนื่องจากเห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่ช่วยนำสันติภาพสู่ประเทศอย่างแท้จริง ท่านพร้อมที่จะลงนามในร่างสนธิสัญญา ถ้าข้อตกลงดังกล่าวมุ่งสร้างสันติภาพแก่ประเทศ เจรจากับพวกสุดโต่งทุกกลุ่ม เพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ยุติการทำสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น พร้อมกับกล่าวเตือนประธานาธิบดีคนต่อไปว่า จะต้องพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อให้ประเทศสงบสุขและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ
--------------------------

บรรณานุกรม:
1. Afghan President Karzai reiterates preconditions for inking BSA with U.S. (2014, January 25). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/world/2014-01/25/c_133073336.htm
2.  Afghanistan vote raises hope. (2014, April 6). Oman Observer. Retrieved from http://main.omanobserver.om/?p=70759
3. Afghanistan-US deal 'hinges on Taliban peace talks'. (2014, January 25). BBC. Retrieved from http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-25893296
4. Civilian casualties are up in Afghanistan, a new U.N. report says. (2014, February 9). The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/asia_pacific/civilian-casualties-are-up-in-afghanistan-a-new-un-report-says/2014/02/08/de7389f0-90e5-11e3-878e-d76656564a01_story.html
5. Full Transcript of President Karzai's Interview with Washington Post. (2014, March 3). Office Of The President: Islamic Republic of Afghanistan. Retrieved from http://president.gov.af/en/documents
6. Full Transcript of President Karzai’s Interview with Xinhua News Agency. (2014, March 26). Office Of The President: Islamic Republic of Afghanistan. Retrieved from http://president.gov.af/en/documents
7. Interview: Karzai says 12-year Afghanistan war has left him angry at U.S. government. (2014, March 3). The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/world/interview-karzai-says-12-year-afghanistan-war-has-left-him-angry-at-us-government/2014/03/02/b831671c-a21a-11e3-b865-38b254d92063_story.html
8. Karzai says Afghanistan doesn't need US troops. (2014, March 15). AP. Retrieved from http://news.yahoo.com/karzai-says-afghanistan-doesnt-us-troops-110618616.html
9. Karzai says US troops can leave Afghanistan. (2014, March 15). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/middleeast/2014/03/karzai-says-us-troops-can-leave-afghanistan-2014315133323437829.html
10. Obama Warns Karzai of a Pullout, But Keeps U.S. Options Open. (2014, February 25). The Wall Street Journal. Retrieved from http://online.wsj.com/news/articles/SB10001424052702304834704579405112343045736?mg=reno64-wsj&url=http%3A%2F%2Fonline.wsj.com%2Farticle%2FSB10001424052702304834704579405112343045736.html&fpid=2,7,121,122,201,401,641,1009
11. U.S. Sees Further Delay in Afghan Pact. (2013, December 5). The Wall Street Journal. Retrieved from http://online.wsj.com/news/articles/SB10001424052702303722104579240593609581258
---------------

วันจันทร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2557

พักยกวิกฤตยูเครน ไครเมีย ชาติมหาอำนาจขอ “แช่แข็ง” ไว้ก่อน

6 เมษายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6361 วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ.2557)
            เมื่อปลายเดือนมีนาคม นายจอห์น แคร์รี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกับนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ  รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียได้ร่วมเจรจาอย่างเป็นทางการและจริงจังที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเกิดวิกฤติยูเครน รัสเซียผนวกไครเมีย 2 ฝ่ายแถลงข่าวหลังการเจรจาที่ไม่บรรลุข้อตกลงใดๆ สหรัฐยืนกรานว่ารัสเซียผนวกไครเมียนั้นผิดกฎหมายและไม่ชอบธรรม
            ในการเจรจามีนัยว่ารัสเซียจะคืนไครเมียกลับไปอยู่กับประเทศยูเครน ภายใต้รูปแบบสหพันธรัฐ (federal state) อันหมายถึงประเทศยูเครนจะมีเขตปกครองตนเองเพิ่มอีกหลายเขต ที่สามารถเลือกแนวทางเศรษฐกิจการเงิน สังคม ภาษา ศาสนาของตนเอง โดยให้เหตุผลว่าที่ผ่านรัฐบาลแต่ละชุดล้วนไม่ประสบผลสำเร็จในการบริหารประเทศ เนื่องจากคนในประเทศมีความแตกต่างหลากหลายมาก การปกครองแบบรัฐเดี่ยวจึงไม่ได้ผลดี อ้างว่าประเทศในรูปแบบสหพันธรัฐ “ไม่ใช่การพยายามแบ่งแยกยูเครน” แต่ตอบสนองผลประโยชน์ของคนในทุกภูมิภาค นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลในอนาคตดำเนินนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของทุกฝ่าย ดำเนินนโยบายเป็นกลาง ด้านสหรัฐไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้ยูเครนเป็นกลาง เห็นว่าอนาคตของยูเครนต้องให้คนยูเครนตัดสินใจเอง

วิพากษ์แนวทางสหรัฐ :
            รัฐมนตรีแคร์รีอ้างหลักอธิปไตยว่าทุกประเทศมีอธิปไตย ตัดสินอนาคตด้วยตนเอง ปราศจากการแทรกแซงจากต่างชาติ ยูเครนในอนาคตจะดำเนินนโยบายอย่างไรย่อมขึ้นกับการตัดสินใจของรัฐบาลยูเครน ขึ้นกับความเห็นชอบของประชาชน ตามระบบการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้
            ประเด็นที่รัฐมนตรีแคร์รีไม่พูดถึงคือ สถานการณ์การเมืองภายในยูเครนในขณะนี้เป็นระบบขั้วการเมือง 2 ขั้วที่แบ่งแยกอย่างรุนแรง
            ขั้วยูเครนตะวันออก ฝ่ายของ (อดีต) ประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยานูโควิช (Viktor Yanukovych) มีนโยบายอิงรัสเซีย ส่วนขั้วยูเครนตะวันตกที่นำโดยฝ่ายของอดีตนายกฯ ยูเลีย ทิโมเชนโก (Yulia Timoshenko) มีนโยบายอิงสหรัฐ
            ความขัดแย้งภายในประเทศยูเครนเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จนกลายเป็นการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจดังที่เป็นอยู่ก็เนื่องจากความขัดแย้งของขั้วการเมืองยูเครน หากรัฐบาลที่มาจากขั้วใดขั้วหนึ่งในอนาคต ดำเนินตามแนวทางยึดขั้วและอิงฝ่ายตะวันตกหรือรัสเซียฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเหนียวแน่น จะทำให้ประชาชนที่อยู่ขั้วตรงข้ามและประเทศเพื่อนบ้านไม่พอใจ เป็นที่มาของความขัดแย้งทั้งภายในภายนอกประเทศอย่างไม่สิ้นสุด
            แนวทางของรัฐมนตรีแคร์รีจึงมีจุดอ่อนและขัดแย้งในตัวเอง หรือไม่ได้พูดทั้งหมด

วิพากษ์แนวทางรัสเซีย :
            ข้อเสนอของรัฐมนตรีลาฟรอฟ เป็นแนวทางที่มุ่งเน้นผลปลายทาง คือ ให้ยูเครนดำเนินนโยบายเป็นกลาง เพื่อจะไม่เกิดเหตุเผชิญหน้าระหว่างรัสเซียกับนาโต
            ข้อถกเถียงประการแรก คือ คำว่า “เป็นกลาง” ในรายละเอียดหมายถึงอะไร เช่น เขตปกครองตนเองไครเมียต้องกลับไปเป็นของประเทศยูเครนหรือไม่ สถานะการเช่าพื้นที่สำหรับฐานทัพเรือรัสเซียที่เซวาสโตโพล (Sevastopol) จะเป็นอย่างไร รัสเซียจะสามารถต่อสัญญาเช่าพื้นที่ได้เรื่อยๆ ใช่หรือไม่
            ข้อถกเถียงประการที่สอง คือ ในทางปฏิบัติยูเครนจะสามารถเป็นกลางได้หรือไม่ นับตั้งแต่ที่ยูเครนได้รับเอกราชเมื่อ 23 ปีก่อน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมักฉ้อฉลและคอร์รัปชัน เศรษฐกิจที่อ่อนแอผลักดันให้ยูเครนหวังพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างชาติเรื่อยมา ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลดำเนินนโยบายอิงรัสเซียก็ด้วยหวังความช่วยเหลือจากรัสเซีย ล่าสุดรัฐบาลรักษาการพยายามเข้าหากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน

            นอกจากนี้ คำถามที่สำคัญกว่า คือ หากยูเครนต้องการเป็นกลาง ชาติมหาอำนาจจะยินยอมหรือไม่
            ก่อนหน้านี้นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเสนอทางออกโดยให้ยูเครนเป็นกลาง นายเฮนรี คิสซิงเจอร์ (Henry Kissinger) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เป็นหนึ่งในผู้เสนอแนวทางนี้ เห็นว่าทางออกของปัญหาคือการปล่อยให้ประเทศยูเครนมีอิสระในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ด้วยตนเอง เช่น มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับทุกประเทศโดยเสรี มีรัฐบาลที่แสดงเจตนารมณ์ที่แท้ของประชาชน ผู้นำการเมืองยูเครนต้องดำเนินนโยบายสร้างความปรองดอง มีความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก แต่ไม่เข้าร่วมนาโต และระวังที่จะไม่สร้างความเป็นปรปักษ์กับรัสเซีย
            แต่รัฐบาลโอบามาไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ อ้างว่าอนาคตของยูเครนต้องให้ยูเครนตัดสินเอง
            ในหลักความสัมพันธ์ประเทศ เป็นที่ทราบกันว่าทุกประเทศต่างแสวงหาผลประโยชน์จากอีกประเทศ ยิ่งเป็นชาติมหาอำนาจยิ่งต้องการผลประโยชน์จำนวนมากจากประเทศอื่นๆ ภายใต้หลักการดังกล่าว หากชาติมหาอำนาจยอมให้ยูเครนเป็นกลาง จึงควรมาจากเหตุผลที่ว่า การที่ยูเครนเป็นกลางคือสถานะที่ชาติมหาอำนาจได้ประโยชน์มากที่สุด
            คำตอบว่ายูเครนจะได้เป็นกลางหรือไม่ หากมองจากปัจจัยภายนอก จึงต้องกลับไปสู่คำถามที่ว่ารัสเซียจะยอมลดทอนอำนาจอิทธิพลที่ได้จากกองเรือทะเลดำหรือไม่ นาโตจะปรับยอมเปลี่ยนยุทธศาสตร์ขยายสู่ตะวันออกหรือไม่

มองโลกแง่บวก :
            ถ้าจะมองในแง่บวก การที่รัฐมนตรีแคร์รีแสดงจุดยืนดังกล่าว อาจเป็นเพียงท่าทีแข็งกร้าวในช่วงภาวะครุกรุ่นในระยะนี้เท่านั้น อาจเป็นเพียงการพูดตามหลักการกว้างๆ ที่ยึดมั่นในหลักอธิปไตย หากการเข้าโครงการปฏิรูปของกองทุนการเงินระหว่างประเทศช่วยให้ยูเครนสามารถยืนหยัดบนลำแข้งของตนเอง ระบบการเมืองมีกลไกตรวจสอบถ่วงดุล การคอร์รัปชันลดน้อยถอยลง วันหนึ่งในอนาคต ยูเครนอาจตัดสินใจด้วยตนเองให้ดำเนินนโยบายกับทุกประเทศอย่างสมดุล ไม่ต้องการอิงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

            การเจรจาที่แถลงว่าไม่มีบรรลุข้อตกลงใดๆ แต่หากพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่ามีผลลัพธ์ที่ดีหลายอย่าง เช่น รัฐมนตรีลาฟรอฟกล่าวว่าสหรัฐตกลงที่อยากจะเห็นรัฐบาลยูเครนดูแลสิทธิของชาวยูเครนที่พูดภาษารัสเซีย และปลดอาวุธกองกำลังนอกเครื่องแบบที่ปลุกปั่นสร้างสถานการณ์ ที่แล้วมารัสเซียมักอ้างว่าพวกเผด็จการฟาสซิสต์ครองเมือง และคุกคามทำร้ายคนยูเครนที่พูดภาษารัสเซีย ดังนั้น หากรัฐบาลยูเครนสามารถทำตามแนวทางดังกล่าว รัสเซียก็ไม่อาจใช้ข้ออ้างเรื่องปกป้องคนยูเครนเชื้อสายรัสเซีย เพื่อส่งกองกำลังเข้ายูเครนอีก
            ในอีกแง่มุมหนึ่ง แนวทางนี้อาจเป็นกลยุทธ์ถอยของนาโตก็เป็นได้ คือ สนับสนุนให้รัฐบาลยูเครนในอนาคตดำเนินนโยบายที่ไม่ยั่วยุรัสเซีย ป้องกันไม่ให้รัสเซียใช้กำลังเข้าแทรกแซงยูเครนดังเช่นกรณีไครเมีย เพราะรัฐบาลโอบามากับพันธมิตรยุโรปในขณะนี้ยังไม่พร้อมที่จะตอบโต้อย่างแข็งกร้าว
            ชาติตะวันตกจึงสนับสนุนแนวทางไม่ยั่วยุรัสเซียในขณะนี้ แต่เปิดช่องไว้สำหรับอนาคต เผื่อว่านาโตในอนาคตจะเข้มแข็งขึ้น หรือรัสเซียอ่อนแอ

ข้อวิพากษ์ยุติการคว่ำบาตร :
            เรื่องหนึ่งที่น่าจะชัดเจนคือ นับจากนี้ทั้งชาติตะวันตกกับรัสเซียจะไม่ตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตรเศรษฐกิจให้รุนแรงกว่าที่เป็นอยู่อีก เพราะต่างรู้ว่าสร้างความเสียหายแก่ทั้งคู่ ยิ่งคว่ำบาตรยิ่งตอบโต้ ต่างฝ่ายต่างยิ่งเสียหาย ทำไมชาติตะวันตกจะต้อง “จ่ายแพง” ขนาดนั้น ในเมื่อเป้าหมายเดิมที่วางไว้คือให้รัสเซียที่เป็นฝ่ายต้อง “จ่ายราคา”
            ดังนั้นในยกที่ 1 นี้ถือว่ารัสเซียกับชาติตะวันตกบรรลุข้อตกลง “แช่แข็ง” การเผชิญหน้าชั่วคราว ถือว่าทั้ง 2 ฝ่ายเสมอตัว นานาประเทศทั่วโลกพลอยได้อานิสงส์
            ส่วนผู้ที่สูญเสียมากที่สุด คือ ประเทศยูเครนที่ต้องสูญเสียไครเมียแก่รัสเซีย การเมืองภายในประเทศยังอยู่ในภาวะตึงเครียด เป็นประเทศที่ต้อง “จ่ายหนัก” มากที่สุด ทั้งยังต้องลุ้นต่อไปอีกว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองภายใต้โครงการของกองทุนระหว่างประเทศจะได้ผลดีหรือผลร้าย

คาดการณ์ สถานการณ์ยูเครนต่อจากนี้ :
            สถานการณ์ยูเครนในขณะนี้อยู่ในภาวะถูก “แช่แข็ง” หมายถึง ยุติการเผชิญหน้าชั่วคราว ชาติตะวันตกไม่ยกระดับคว่ำบาตรรัสเซีย กองทหารรัสเซียไม่บุกเข้าไปในที่อื่นๆ เพิ่มเติม แม้จะมีข่าวว่ารัสเซียยังคงกำลังรบจำนวนมากตามแนวพรมแดนยูเครน รากความขัดแย้งยังคงอยู่และพร้อมที่จะปะทุขึ้นอีกครั้งในอนาคต
            ในระหว่างนี้เป็นเวลาที่รัฐบาลชุดใหม่สามารถบริหารประเทศ ถ้าฝ่ายที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาล (ภายหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้) คือขั้วยูเครนตะวันตกที่อิงชาติตะวันตก ก็จะเดินหน้าดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองภายใต้โครงการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระวังที่จะไม่ให้พวกหัวรุนแรงคุกคามทำร้ายพลเมืองที่พูดภาษารัสเซีย และจะต้องไม่ดำเนินนโยบายยั่วยุรัสเซียอย่างรุนแรง เช่น การเข้าเป็นสมาชิกอียู นาโต

            หากไม่มีการยั่วยุจากฝ่ายใด ในระยะยาว 1-2 ปีจะต้องติดตามผลการปฏิรูปเศรษฐกิจตามแนวทางของ IMF ว่าจะได้ผลดีมากน้อยเพียงใด ประชาชนยอมรับหรือไม่ เมื่อเศรษฐกิจยูเครนเข้าสู่ระบบกลไกตลาดเต็มตัว รัสเซียขายก๊าซแก่ยูเครนในราคาตลาด ทำให้ราคาขายปลีกภายในประเทศปรับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 50 ราคาสินค้าและบริการอื่นๆ พลอยขยับขึ้นตามไปด้วย ภาวะเศรษฐกิจและการคอร์รัปชันอาจจะเป็นชนวนความขัดแย้งภายในยูเครนรอบหน้า และเมื่อถึงเวลานั้นต้องติดตามว่าต่างชาติจะแทรกแซงอีกหรือไม่
            ส่วนในระยะสั้น ต้องติดตามผลการเลือกตั้งในวันที่ 25 พฤษภาคม เพื่อวิเคราะห์ว่ายูเครนจะได้พักสงบยาวนานหรือไม่ และตรวจสอบยืนยันท่าทีของประเทศที่เกี่ยวข้อง
------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง: 
รัฐบาลรักษาการยูเครนดำเนินนโยบายที่อิงฝ่ายชาติตะวันตกอย่างเต็มที่ ใช้ข้ออ้างสารพัดเพื่อดึงให้ชาติตะวันตกเข้ามาปกป้องอธิปไตย ช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ แน่นอนว่าชาติตะวันตกได้ประโยชน์จากการนี้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ฝ่ายที่ได้ประโยชน์แน่นอนคือพวกของอดีตนายกฯ ทีโมเชงโก ที่สามารถยืมมือชาติตะวันตกมาอยู่กับพวกตน
2. เกมรุกของปูตินกับข้อวิพากษ์ต่อสถานการณ์ในยูเครน
รัฐบาลรัสเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีปูติน ได้ควบคุมไครเมียและพร้อมส่งกองทัพข้ามพรมแดนไปยังฝั่งยูเครนตะวันออก เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลตะวันตกคาดการณ์มานานแล้ว เพราะในมุมมองของรัสเซียประเทศยูเครนเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางด้านความมั่นคงที่สำคัญ สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้จึงเป็นการให้บทเรียนแก่ชาติตะวันตก ว่ารัสเซียจะไม่ยอมปล่อยยูเครนให้อยู่ใต้อิทธิพลฝ่ายตะวันตกอย่างง่ายๆ และควรรู้ว่าอะไรคือ “เส้นต้องห้าม”
3. เบี่ยงปัญหายูเครน เบนจากทางออกสู่ทางตัน
วิกฤตยูเครนเป็นมากกว่าเรื่องการเมืองภายในประเทศ การผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สหรัฐต่อรัสเซีย นโยบายขยายสมาชิกสู่ตะวันออกของนาโต อียู และยุทธศาสตร์รัฐกันชนของรัสเซีย การแก้ปัญหายูเครนที่ถูกจุดจึงเกี่ยวข้องกับประเด็นเหล่านี้
4. ความล้มเหลวของการปกครองและรัฐบาลคือภัยร้ายของยูเครน
ยูเครนได้รับเอกราชและเปลี่ยนการปกครองเป็นประชาธิปไตยในสภาพที่ไม่มีการเตรียมตัวใดๆ นำสู่การบริหารประเทศที่ฝ่ายบริหารกับรัฐสภาเป็นผู้ทำหน้าที่ตัดสินใจนโยบายสำคัญๆ โดยปราศจากระบบหรือกลไกควบคุม การล้มเหลวของรัฐบาลมือใหม่สร้างปัญหาเศรษฐกิจการเมืองก่อให้เกิดการเมืองแบบ 2 ขั้วที่ไม่อาจร่วมมือกันเพื่อสร้างชาติ กลายเป็นปัญหาซ้อนปัญหา การปกครองล้มเหลว
5. ท่าที การดำเนินนโยบายของ G7 ต่อวิกฤตยูเครนและผลลัพธ์ที่ได้
ถ้ามองในแง่ดี คือ กลุ่ม G7 ระมัดระวังไม่ให้สถานการณ์บานปลาย ไม่ต้องการให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างชาติมหาอำนาจอย่างรุนแรง แต่ในอีกมุมหนึ่งอาจวิพากษ์ว่ากลุ่ม G7 เกรงว่ามาตรการคว่ำบาตรอย่างจริงจังจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของพวกตน ท้ายที่สุดแล้ว กรณียูเครนที่เป็นตัวอย่างล่าสุดที่เตือนใจองค์การระหว่างประเทศของประเทศเล็กๆ ทั้งหลายว่าจำต้องมีเอกภาพ ไม่สร้างเงื่อนไขให้ชาติมหาอำนาจเข้ามา “แบ่งแยกแล้วปกครอง”

บรรณานุกรม:
1. Gazprom raises gas price for Ukraine. (2014, April 1). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/europe/2014/04/gazprom-raises-gas-price-ukraine-2014417162367581.html
2. Kissinger, Henry A. (2014, March 6). How the Ukraine crisis ends. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/opinions/henry-kissinger-to-settle-the-ukraine-crisis-start-at-the-end/2014/03/05/46dad868-a496-11e3-8466-d34c451760b9_story.html
3. Lavrov, Kerry discussed Ukraine constitutional reform, fair elections. (2014, March 30). RT. Retrieved from http://rt.com/news/ukraine-lavrov-kerry-talks-241/
4. Putin could invade Ukraine within a week, warns Nato chief. (2014, April 2). The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/europe/putin-could-invade-ukraine-within-a-week-warns-nato-chief-9232269.html
5. Russia 'starts' Ukraine border pullout. (2014, March 31). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/europe/2014/03/russia-gradually-withdrawing-from-ukraine-20143319599463940.html
6. Ukraine crisis: US-Russia deadlock despite 'frank' talks. (2014, March 30). BBC. Retrieved from http://www.bbc.com/news/world-europe-26814651
7. US, Russia talks fail to end Ukraine deadlock. (2014, March 30). Businessweek/AP. Retrieved from http://www.businessweek.com/ap/2014-03-30/kerry-set-to-see-russian-fm-on-ukraine
-------------------------------

วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2557

ท่าที การดำเนินนโยบายของ G7 ต่อวิกฤตยูเครนและผลลัพธ์ที่ได้

2 เมษายน 2014
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ได้รับการเผยแพร่ผ่าน ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2557, http://www.thaiworld.org/thn/thailand_monitor/answera.php?question_id=1334)

            นับจากเหตุการณ์เขตกึ่งปกครองตนเองไครเมียลงประชามติเพื่อขอแยกตัวจากประเทศยูเครน พร้อมกับเกิดกองกำลังไม่ทราบสังกัดซึ่งในขณะนี้เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าคือกองกำลังของรัสเซียเข้าควบคุมไครเมียเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ชาติสมาชิกกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือที่นิยมเรียกกันว่า กลุ่ม G7 อันประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น คือฝ่ายที่ออกมาต่อต้านไครเมียกับรัสเซียอย่างแข็งขัน เพราะประเทศเหล่ามีความเกี่ยวข้องได้รับผลกระทบโดยตรง และเป็นกลุ่มประเทศผู้ทรงอิทธิพลของโลก มีบทบาทสำคัญทั้งต่อเศรษฐกิจการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศ
            จากการพบปะของผู้นำกลุ่ม G7 รวมทั้งประธานสภาผู้นำยุโรป (President of the European Council) และประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (President of the European Commission) เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ออกแถลงการณ์ล่าสุดต่อสถานการณ์ยูเครนในขณะนี้ มีสาระสำคัญและมีประเด็นวิเคราะห์วิพากษ์ที่สำคัญ ดังนี้

            ประเด็นแรก เรื่องสนับสนุนอธิปไตยของยูเครน
            แถลงการณ์ล่าสุดยืนยันจุดยืนสนับสนุนอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดนและเอกราชของยูเครน ชี้ว่าการผนวกไครเมียเป็นของรัสเซียขัดต่อรัฐธรรมนูญยูเครน ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ กลุ่ม G7 ไม่ยอมรับการประกาศเอกราชของไครเมีย และการผนวกรวมกับรัสเซีย
            ประเด็นเรื่องการปกป้องอธิปไตยยูเครนเป็นเรื่องสำคัญที่กลุ่ม G7 ไม่อาจละเลย แต่กลับไม่เอ่ยถึงต้นเหตุของเรื่องที่รัฐบาลรักษาการณ์ยูเครนชุดปัจจุบันมีนโยบายอิงฝ่ายตะวันตก ต้องการเป็นสมาชิกนาโตกับอียู ทำให้รัสเซียเห็นว่าตนกำลังถูกคุกคาม เพราะอาจกระเทือนถึงฐานทัพเรือรัสเซียที่เช่าพื้นที่ในไครเมีย และหากยูเครนเป็นสมาชิกนาโต เท่ากับว่ากองกำลังนาโตได้ประชิดพรมแดนรัสเซีย เป็นเรื่องที่รัสเซียยอมไม่ได้โดยเด็ดขาดและชาติตะวันตกทราบดี
            รัสเซียละเมิดอธิปไตยยูเครนนั้นผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน แถลงการณ์กลุ่ม G7 เรียกร้องให้รัฐบาลรัสเซียปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหากับรัฐบาลยูเครน ทำให้เกิดข้อกังขาจะผ่านพ้นวิกฤตนี้ได้อย่างไร เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชี้อยู่แล้วว่ารัฐบาลปูตินไม่ฟังเสียใคร

            ประเด็นที่สอง ยกระดับคว่ำบาตรหากรัสเซียยังดำเนินนโยบายทำลายเสถียรภาพยูเครน
            แถลงการณ์ฉบับล่าสุดย้ำว่า จะยกระดับคว่ำบาตรรัสเซียถ้าประธานาธิบดีปูตินยังดำเนินนโยบายทำลายเสถียรภาพของยูเครน มาตรการคว่ำบาตรต่อจากนี้จะเป็นการคว่ำบาตรเฉพาะเจาะจงต่อภาคส่วนที่จะกระทบเศรษฐกิจรัสเซีย ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นภาคพลังงาน การเงินการธนาคาร และความร่วมมือด้านอาวุธยุทโธปกรณ์
            เมื่อพิจารณาแถลงการณ์ฉบับก่อนหน้านี้ คือ ฉบับวันที่ 12 มีนาคม กลุ่ม G7 ได้เตือนรัสเซียว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติม หากรัสเซียผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย ผลลัพธ์เป็นที่ทราบกันคือรัสเซียไม่สนคำขู่ ผนวกไครเมียอย่างรวดเร็วทันทีที่ประชาชนไครเมียลงประชามติขอแยกตัวเป็นอิสระจากยูเครนและขอรวมกับประเทศรัสเซีย สิ่งที่กลุ่ม G7 ตอบโต้คือการคว่ำบาตรต่อเจ้าหน้าที่รัสเซียกับไครเมียไม่กี่คน ด้วยการไม่อนุมัติวีซ่า อายัดทรัพย์สินของบุคคลเหล่านี้ที่อยู่ในประเทศต่างๆ บริษัทบัตรเครดิต Visa กับ MasterCard ระงับการให้บริการบัตรเครดิตแก่ธนาคารรัสเซีย 2 แห่ง
            จะเห็นได้ว่าบทโทษเหล่านี้เบาบางเหลือเกินเมื่อเทียบกับประเทศยูเครนที่ต้องสูญเสียดินแดนไครเมียที่มีประชากรราว 2 ล้านคน

            ถ้ามองในแง่ดี คือ กลุ่ม G7 ระมัดระวังไม่ให้สถานการณ์บานปลาย ไม่ต้องการให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างชาติมหาอำนาจอย่างรุนแรง แต่ในอีกมุมหนึ่งนักวิเคราะห์บางคนวิจารณ์ว่ากลุ่ม G7 เกรงว่ามาตรการคว่ำบาตรอย่างจริงจังจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของพวกตน
            คำกล่าวอย่างขึงขังของประธานาธิบดีบารัก โอบามาที่พูดว่า “ยุโรปกับอเมริการวมเป็นหนึ่งเพื่อสนับสนุนรัฐบาลยูเครนและประชาชนยูเครน ... เรารวมใจเพื่อให้รัสเซียจ่ายราคาในสิ่งที่ได้กระทำ” กลายเป็นเพียงคำขู่ที่ไร้ราคา ไม่อาจปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน
            ผลลัพธ์สุดท้าย ฝ่ายที่สูญเสียมากที่สุดคือประเทศยูเครน

            ประเด็นที่สาม นโยบายลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย
            ประเด็นพลังงานเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดเป็นเรื่องแรกๆ เนื่องจากพลังงานเป็นสินค้าส่งออก และเป็นแหล่งรายได้สำคัญของรัสเซีย ในขณะที่หลายประเทศในยุโรปพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียในสัดส่วนที่สูง เกิดข้อวิพากษ์มากมายว่าชาติตะวันตกควรคว่ำบาตรการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียหรือไม่ แถลงการณ์ฉบับล่าสุดเป็นครั้งแรกที่ระบุว่ากลุ่ม G7 จะทบทวนนโยบายพลังงาน ซึ่งหมายถึงลดการนำเข้าพลังงานจากรัสเซีย
            การประกาศทบทวนนโยบายพลังงานจึงเป็นการรุกครั้งใหญ่ แต่เพียงการพูดนั้นเป็นเรื่องง่าย การปฏิบัติเป็นเรื่องยาก เพราะหลายประเทศในยุโรปที่เป็นฝ่ายชาติตะวันตกล้วนพึ่งพานำเข้าพลังงานจากรัสเซีย ทั้งน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติ การจะยกเลิกนำเข้าโดยทันทีจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แม้กระทั่งประเทศคู่กรณีอย่างยูเครน ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียถึงร้อยละ 50 ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เพื่อสร้างความอบอุ่นแก่บ้านเรือน และที่น่าประหลาดใจคือนายอาร์เซนีย์ ยัตเซนยุค (Arseny Yatsenyuk) รักษาการนายกรัฐมนตรียูเครน ยืนยันว่าประเทศยังต้องซื้อพลังงานจากรัสเซียอีกต่อไป เป็นท่าทีที่ไม่แตกต่างจากกลุ่มประเทศยุโรปอื่นๆ
            ที่ผ่านมามีการพูดถึงการนำเข้าทดแทนจากประเทศอื่นๆ เช่น จากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางหรือจากสหรัฐฯ แต่เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของแผนระยะยาวที่ยังต้องดำเนินการเชิงโครงสร้างอีกมาก อันหมายถึงต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการก่อสร้างโครงสร้างเหล่านี้ รวมทั้งราคาที่ผู้บริโภคอาจต้องแบกรับเพิ่มขึ้น
            เป็นไปได้หรือไม่ว่า รัฐบาลหลายประเทศอาจนึกในใจว่าที่สุดแล้วการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียยังเป็นวิธีการที่ประเทศได้ประโยชน์มากที่สุด นโยบายลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียจึงเป็นเพียงคำขู่ในระยะนี้เท่านั้นเอง

วิเคราะห์องค์รวม :
            เมื่อวิเคราะห์แถลงการณ์ของกลุ่ม G7 ทั้ง 3 ฉบับนับจากเกิดวิกฤตยูเครน พบว่า 2 ท่าทีสำคัญของกลุ่ม G7 คือ แสดงจุดยืนว่ารัสเซียได้ละเมิดอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน กับขอให้รัสเซียยับยั้งชั่งใจ ไม่ยั่วยุหรือดำเนินการใดๆ อันจะเป็นเหตุให้สถานการณ์วิกฤตกว่าที่เป็นอยู่
            ประเด็นที่น่าสนใจคือ เมื่อพิจารณาเนื้อหาจากแถลงการณ์ล่าสุดกับแถลงการณ์ก่อนหน้านี้อีก 2 ฉบับ พบว่าเนื้อหาใจความใกล้เคียงกัน แถลงการณ์ฉบับล่าสุดเพิ่มเติมเรื่องยกระดับการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเท่านั้น
            ในแง่หนึ่งอธิบายได้ว่า กลุ่ม G7 เสมอต้นเสมอปลาย รักษาจุดยืนของตน ในอีกมุมหนึ่งมองได้ว่า ทางกลุ่มไม่สามารถหรือไม่ยอมแสดงบทบาทเพิ่มเติมใดๆ ทั้งๆ ที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือ ไครเมียประกาศเอกราชจากยูเครน และผนวกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย

            ตลอดเดือนเศษที่ผ่านมา รัฐบาลยูเครนใช้วาจาแข็งกร้าวต่อรัสเซีย แต่รัฐบาลยูเครนไม่สามารถทำอะไรมากกว่านี้ ได้แต่ร้องขอให้ชาติตะวันตก ประชาคมโลกช่วยกันใช้ทุกมาตรการเพื่อให้รัสเซียคืนดินแดน ชาติสมาชิกกลุ่ม G7 หลายประเทศตอบสนองด้วยคำขู่คำเตือนมากมาย แต่ไม่มีประเทศใดดำเนินมาตรการที่มีน้ำหนักมากเพียงพอ และเมื่อพิจารณาจากแถลงการณ์ล่าสุดของกลุ่ม G7 ที่มุ่งหวังไม่ให้สถานการณ์บานปลายกว่านี้ จึงคาดว่าประเทศยูเครนคงจะเสียพื้นที่เขตไครเมียแก่รัสเซียอย่างถาวร

            หากเทียบกับกรณีอิรักบุกยึดคูเวตเมื่อปี 1990 ในครั้งนั้น ประชาคมโลกได้ผนึกกำลัง คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติอนุมัติให้ใช้กำลังต่ออิรัก ถ้าอิรักไม่ยอมถอนตัวจากคูเวต สงครามเพื่อขับไล่อิรักเริ่มขึ้นในเดือนมกราคม 1991 ประกอบด้วยกองทหารสหประชาชาติเกือบ แสนนาย ในจำนวนนี้กว่า แสนนายเป็นทหารสหรัฐฯ กองกำลังสหประชาชาติภายใต้การนำของสหรัฐฯ ประสบชัยชนะอย่างง่ายดาย กองทัพอิรักถอยออกจากการยึดครองคูเวต และยอมรับการหยุดยิงในเดือนเมษายน 1991
            ข้อแตกต่างสำคัญระหว่างกรณีอิรักยึดครองคูเวตกับกรณีรัสเซียควบคุมไครเมีย คือ รัสเซียเป็นชาติมหาอำนาจ มีอาวุธนิวเคลียร์จำนวนมาก เป็นหนึ่งในสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ อีกทั้งเศรษฐกิจรัสเซียเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจยุโรปและอีกหลายประเทศทั่วโลก ทั้งหมดนี้ ก่อให้เกิดข้อสรุปว่า เมื่อรัสเซียรุกรานควบคุมดินแดนประเทศเล็กๆ อย่างยูเครน กฎหมายระหว่างประเทศ องค์การระหว่างประเทศ กลายเป็นสิ่งที่แทบจะไร้ความหมาย ไม่อาจปกป้องอธิปไตยยูเครนได้เลย
            นี่คือความจริงของโลกในยุคโลกาภิวัตน์

            ถ้าจะวิเคราะห์ให้ครบถ้วน วิกฤติยูเครนนั้นซับซ้อนกว่าการที่รัสเซียผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ เนื่องจากต้นตอวิกฤตเกิดจากการแทรกแซงก้าวก่ายของชาติมหาอำนาจ ยูเครนกลายเป็นประเทศที่อยู่ระหว่างการช่วงชิง การแข่งขันระหว่างชาติมหาอำนาจที่หวังจะมีอิทธิพลต่อยูเครน เป็นผลจากนโยบายของนาโตที่ต้องการขยายสมาชิกสู่ตะวันออก อันหมายถึงต้องการให้ประเทศที่แตกตัวออกจากอดีตสหภาพโซเวียต รวมทั้งประเทศยุโรปตะวันออกที่เคยเป็นพันธมิตรของโซเวียต เข้าเป็นสมาชิกนาโต ส่วนรัสเซียนั้นหวังใช้ประเทศยูเครนเป็นรัฐกันชน ไม่ต้องการให้กองกำลังนาโตมาประชิดพรมแดนของตนโดยตรง

            การแข่งขันช่วงชิงอิทธิพลระหว่างมหาอำนาจจึงเป็นต้นเหตุของวิกฤตยูเครนในขณะนี้ นักวิชาการบางคนเห็นว่าการแก้รากปัญหาจึงอยู่ที่การระวังไม่ให้ประเทศตกเป็นพื้นที่ของการแทรกแซง ประเทศด้อยอิทธิพลควรวางตัวเป็นกลาง วางระยะห่างจากชาติมหาอำนาจต่างๆ อย่างเหมาะสม ไม่อิงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
            นอกจากนี้ ประเทศเล็กหรือมีอิทธิพลน้อยต้องรวมกลุ่มเพื่อต้านการแทรกแซงจากประเทศที่ใหญ่กว่า การรวมตัวเป็นกลุ่มระดับภูมิภาคหรืออนุภูมิภาคจึงมีประโยชน์ในหลายด้าน ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรอง ช่วยปกป้องอธิปไตย เสริมความมั่นคงทางทหาร กรณียูเครนที่เป็นตัวอย่างล่าสุดที่ย้ำเตือนความสำคัญของเรื่องเหล่านี้ ทั้งยังเป็นข้อเตือนใจแก่องค์การระหว่างประเทศของประเทศเล็กๆ ทั้งหลายว่าจำต้องมีเอกภาพ ไม่สร้างเงื่อนไขให้ชาติมหาอำนาจเข้ามา “แบ่งแยกแล้วปกครอง” (Divide and Rule)
----------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง: 
รัฐบาลรักษาการยูเครนดำเนินนโยบายที่อิงฝ่ายชาติตะวันตกอย่างเต็มที่ ใช้ข้ออ้างสารพัดเพื่อดึงให้ชาติตะวันตกเข้ามาปกป้องอธิปไตย ช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ แน่นอนว่าชาติตะวันตกได้ประโยชน์จากการนี้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ฝ่ายที่ได้ประโยชน์แน่นอนคือพวกของอดีตนายกฯ ทีโมเชงโก ที่สามารถยืมมือชาติตะวันตกมาอยู่กับพวกตน
2. เกมรุกของปูตินกับข้อวิพากษ์ต่อสถานการณ์ในยูเครน
รัฐบาลรัสเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีปูติน ได้ควบคุมไครเมียและพร้อมส่งกองทัพข้ามพรมแดนไปยังฝั่งยูเครนตะวันออก เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลตะวันตกคาดการณ์มานานแล้ว เพราะในมุมมองของรัสเซียประเทศยูเครนเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางด้านความมั่นคงที่สำคัญ สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้จึงเป็นการให้บทเรียนแก่ชาติตะวันตก ว่ารัสเซียจะไม่ยอมปล่อยยูเครนให้อยู่ใต้อิทธิพลฝ่ายตะวันตกอย่างง่ายๆ และควรรู้ว่าอะไรคือ “เส้นต้องห้าม”
3. เบี่ยงปัญหายูเครน เบนจากทางออกสู่ทางตัน
วิกฤตยูเครนเป็นมากกว่าเรื่องการเมืองภายในประเทศ การผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สหรัฐต่อรัสเซีย นโยบายขยายสมาชิกสู่ตะวันออกของนาโต อียู และยุทธศาสตร์รัฐกันชนของรัสเซีย การแก้ปัญหายูเครนที่ถูกจุดจึงเกี่ยวข้องกับประเด็นเหล่านี้
4. ความล้มเหลวของการปกครองและรัฐบาลคือภัยร้ายของยูเครน
ยูเครนได้รับเอกราชและเปลี่ยนการปกครองเป็นประชาธิปไตยในสภาพที่ไม่มีการเตรียมตัวใดๆ นำสู่การบริหารประเทศที่ฝ่ายบริหารกับรัฐสภาเป็นผู้ทำหน้าที่ตัดสินใจนโยบายสำคัญๆ โดยปราศจากระบบหรือกลไกควบคุม การล้มเหลวของรัฐบาลมือใหม่สร้างปัญหาเศรษฐกิจการเมืองก่อให้เกิดการเมืองแบบ 2 ขั้วที่ไม่อาจร่วมมือกันเพื่อสร้างชาติ กลายเป็นปัญหาซ้อนปัญหา การปกครองล้มเหลว

บรรณานุกรม:
1. Cipkowski, Peter. (1992). Operation Desert Storm: Understanding The Crisis in The Persian Gulf. New York: John Wiley & Sons.
2. Cohen, Stephen F. (2009). Soviet fates and lost alternatives : from Stalinism to the new Cold War. New York: Columbia University Press.
3. G7 sanctions will strike hard on Russia’s economy, finance and armory. (2014, March 25). Charter'97. Retrieved from http://www.charter97.org/en/news/2014/3/25/91793/
4. G-7 Leaders Statement. (2014, March 2). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/03/02/g-7-leaders-statement
5. Help from Germany: Firms Could Soon Provide Gas to Ukraine. (2014, March 11). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/germany/german-companies-prepare-plans-to-supply-ukraine-with-gas-a-957988.html
6. Joint G7 statement from The Hague. (2014, March 24). Horseed Media . Retrieved from http://horseedmedia.net/2014/03/24/joint-g7-statement-hague/
7. Marr, Phebe. (2012). The Modern History of Iraq. USA: Westview Press.
8. Obama Finds Cold War Echoes in Face-Off With Putin. (2014, March 24). Bloomberg. Retrieved from http://www.bloomberg.com/news/2014-03-23/obama-finds-cold-war-echoes-in-face-off-with-putin.html
9. Statement of G-7 Leaders on Ukraine. (2014, March 12). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2014/03/12/statement-g-7-leaders-ukraine
10. Yatsenyuk: Ukraine will have to buy Russian gas even at $500 per 1,000 cubic meters. (2014, March 22). ITAR-TASS. Retrieved from http://en.itar-tass.com/economy/724884
--------------------------

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...