วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2559

ราคาน้ำมัน กลไกเสรีหรืออาวุธต้านอิหร่านของซาอุฯ

24 เมษายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7108 วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ.2559)

แทบไม่มีใครในโลกไม่เกี่ยวข้องกับน้ำมันในทางใดทางหนึ่ง ราคาน้ำมันมีผลต่อคุณภาพชีวิต หลายคนมักบ่นว่าสินค้าขึ้นราคาเพราะราคาน้ำมันดิบโลกขยับตัวสูงขึ้น แต่ช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบโลกอ่อนตัวรุนแรง ลงต่ำถึง 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้กลุ่มผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกทั้งกลุ่มโอเปกและนอกโอเปกต้องหาทางออก มีการหารือหลายรอบ รอบล่าสุดคือเมื่อกลางเดือนเมษายน ที่เมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ แต่ไม่ได้ข้อสรุป
เรื่องนี้มีตัวแสดงหลายตัว มีวิธีอธิบายหลายแบบ บทความนี้มุ่งให้ความสำคัญกับประเทศซาอุดิอาระเบียและพันธมิตร อธิบายตามแนวกระแสหลักร่วมกับกระแสรอง

            หนึ่งในแนวคิดกระแสหลักคือ น้ำมันล้นตลาด เนื่องจากบางประเทศในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันตั้งใจผลิตมากกว่าปกติ ส่งออกให้มากที่สุด โดยเฉพาะรัสเซีย ซาอุฯ และอิรัก ทั้งๆ ที่รู้ดีว่ายิ่งอุปทานมากราคาจะยิ่งอ่อนตัว
            มีข้อมูลว่ากรกฎาคม 2015 โอเปกผลิตน้ำมันดิบสูงถึง 31.51 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นสถิติสูงสุดในรอบ 3 ปี ส่วนใหญ่มาจากอิรัก แองโกลา ซาอุฯและอิหร่าน
สมาชิกโอเปกยืนยันรักษากำลังผลิต ในขณะที่บางประเทศเช่นซาอุฯ เพิ่มกำลังการผลิตต่อเนื่อง จนมากเป็นประวัติการณ์ เป็นเหตุให้ราคาน้ำมันอ่อนตัวกว่าครึ่งหนึ่งจากราคาที่ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (อ้างอิง WTI)

บอกว่าเป็นไปตามกลไกเสรี แต่ขอเจรจาควบคุมปริมาณส่งออก :
ปลายปี 2014 Ali Al-Naimi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงน้ำมันซาอุฯ อธิบายว่าที่ราคาอ่อนตัวเป็นเพราะ ประเทศนอกกลุ่มโอเปกไม่ให้ความร่วมมือ มีข้อมูลผิดๆ และการเก็งไร พร้อมกับปฏิเสธว่าเหตุราคาน้ำมันร่วงไม่ได้มาจากแผนของซาอุฯ แต่ “ตั้งอยู่บนหลักเศรษฐศาสตร์ล้วนๆ”
            ต่อมาปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2016 รัฐบาลซาอุฯ ประกาศว่าต้องการให้ราคาน้ำมันในตลาดมีเสถียรภาพ จะสื่อสารกับผู้ผลิตรายใหญ่เพื่อไม่ให้ราคาผันผวน
            ก่อนหน้านี้ชี้ว่าราคาน้ำมันเป็นไปตามกลไกตลาด ตอนนี้กลับมาพูดว่าจะควบคุมปริมาณการผลิตการส่งออก การตรึงเพดานส่งออกที่ซาอุฯ ต้องการก็คือการควบคุมราคาน้ำมันไม่ให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี การใช้คำว่า ไม่ให้ราคาผันผวน ความจริงที่ทุกคนรู้ดีคือต้องการให้ราคาสูงขึ้นนั่นเอง
            เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่ากลุ่มโอเปกจะกำหนดปริมาณส่งออกของสมาชิกกลุ่ม ระบบนี้คือการควบคุมอุปทานน้ำมัน เป็นการควบคุมราคาน้ำมันตลาดโลก

Robbie Diamond ประธาน Securing America's Future Energy (SAFE) กล่าวว่า “ไม่ว่าโอเปกตัดสินใจคงระดับการผลิตไว้ที่เท่าใด คือความพยายามที่จะควบคุมสินค้าโภคภัณฑ์นี้ อันเป็นเลือดหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจโลก ตอกย้ำความสำคัญของการผูกขาดน้ำมัน

            เมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์ ระบบราคาน้ำมันโลกเป็นระบบผูกขาดมานานแล้ว ทศวรรษ 1880 จอห์น ดี. ร็อกกี้เฟลเลอร์ (John D. Rockefeller) ควบคุมโรงกลั่นและท่อส่งน้ำมันถึงร้อยละ 90 ของสหรัฐ และเป็นผู้ควบคุมกิจการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมน้ำมันหลายอย่างเช่น รถบรรทุกน้ำมัน การขนส่งทางรถไฟ เป็นเจ้าของกองเรือบรรทุกน้ำมันเพื่อส่งน้ำมันออกขายทั่วโลก
ในช่วงนั้นร้อยละ 85 ของปริมาณน้ำมันดิบโลกและการกลั่นมาจากสหรัฐ สหรัฐคือผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งหมายถึงบริษัทที่ร็อกกี้เฟลเลอร์เป็นเจ้าของหุ้นใหญ่
แนวคิดการทำธุรกิจของร็อกกี้เฟลเลอร์คือธุรกิจผูกขาด ไม่สนเรื่องการค้าเสรี เป็นที่มาของบรรษัทน้ำมันขนาดใหญ่ในปัจจุบัน
            แนวทางของกลุ่มโอเปกและนอกกลุ่มโอเปกในปัจจุบันคือแนวทางที่พัฒนาจากร็อกกี้เฟลเลอร์ คำอธิบายข้างต้นเป็นส่วนของการอธิบายตามแนวกระแสหลัก

อาวุธของซาอุฯ กับพวก “อีกครั้ง” :
            แนวกระแสรองอธิบายว่าการขึ้นลงของราคาน้ำมันรอบนี้มาจากเหตุผลการเมืองระหว่างประเทศเป็นหลัก ประกอบด้วยเหตุผลย่อยหลายประการ หนึ่งในนั้นคือรัฐบาลซาอุฯ กับพวกหวังใช้น้ำมันเป็นอาวุธจัดการอิหร่าน
ในการเจรจารอบล่าสุด เจ้าชาย Mohammed bin Salman แห่งซาอุฯ กล่าวว่าซาอุฯ จะยอมส่งออกไม่เกินเพดานก็ต่อเมื่อประเทศส่งออกน้ำมันอื่นๆ ปฏิบัติตาม รวมทั้งอิหร่าน
รัฐบาลซาอุฯ พยายามอธิบายว่าประเทศอื่นๆ กำลังเอาเปรียบซาอุฯ และจะพิจารณาปรับลดกำลังการผลิตหากประเทศอื่นๆ รวมทั้งกลุ่มนอกโอเปกจะปรับลดกำลังการผลิตด้วย เจ้าชาย Turki bin Faisal อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองกล่าวว่า ครั้งนี้ซาอุฯ “จะไม่ยอมเสียส่วนแบ่งการตลาดแก่คนอื่น ยอมให้ผู้ผลิตอย่างรัสเซีย ไนจีเรีย อิหร่านและประเทศอื่นๆ ขาย (น้ำมัน) แก่ลูกค้าของซาอุฯ เหตุจากการที่ลดกำลังการผลิต” ที่ผ่านมาซาอุฯ พยายามรักษาโควตาแต่ประเทศอื่นๆ ฉวยประโยชน์จากการนี้
ถ้อยคำพูดของเจ้าชายทั้งคู่ดูเหมือนว่ามีความยุติธรรม ขอให้ทุกประเทศคงปริมาณการส่งออกโดยอ้างอิงตัวเลขเดือนมกราคม การทำเช่นนี้เพียงป้องกันไม่ให้ใครมาเอาเปรียบซาอุฯ เท่านั้น
ที่สุดแล้วการเจรจารอบนี้ล้มเหลว สื่อบางแห่งเสนอข้อมูลว่าเป็นเพราะอิหร่านไม่ยอมเข้าประชุม จึงตกลงกันไม่ได้ ความผิดตกอยู่กับอิหร่าน

 อย่างไรก็ตาม มีบ้างเหมือนกันที่อธิบายเหตุผลอีกมุมหนึ่ง Angus Nicholson นักวิเคราะห์ตลาดน้ำมัน เห็นว่านอกจากประเด็นโควตาแล้ว อีกเหตุผลสำคัญน่าจะมาจากการเมืองระหว่างประเทศ รัฐบาลซาอุฯ ไม่ยอมให้ปล่อยให้อิหร่านสามารถกลับไปขายน้ำมันตามปกติ

ถ้าอธิบายตามมุมมองอิหร่าน เหตุที่น้ำมันล้นตลาดขณะนี้ส่วนหนึ่ง มีต้นเหตุจากข้อตกลงเมื่อธันวาคม 2011 ที่ยกเลิกการผลิตตามโควตา ซาอุฯ กับคูเวตพยายามส่งออกน้ำมันส่วนที่ขาดไปอันเนื่องจากอิหร่านถูกสหรัฐฯ กับพันธมิตรคว่ำบาตรในระยะนั้น (ก่อนถูกคว่ำบาตรอิหร่านส่งออกน้ำมันสูงสุดที่ 2.5 ล้านบาร์เรล การคว่ำบาตรทำให้ส่งออกลดลงเหลือ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน)
เหตุที่อิหร่านไม่เข้าร่วมเจรจาเพราะไม่ยอมรับเงื่อนไขเรื่องตรึงกำลังผลิต ณ เดือนมกราคม ฝ่ายอิหร่านยืนยันว่าจะเข้าเจรจาทันทีที่อิหร่านผลิตได้วันละ 4 ล้านบาร์เรลตามโควตาการผลิตเดิม
ประเด็นสำคัญคือหากอิหร่านยอมรับข้อตกลงเท่ากับว่าอิหร่านจะส่งออกน้ำมันที่ราว 1 ล้านกว่าบาร์เรลเท่านั้น แทนที่จะส่งออก 2.5 ล้านบาร์เรล นั่นหมายความว่า การเจรจารอบนี้คือการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันอิหร่านอีกรอบ เป็นแผนของฝ่ายซาอุฯ ที่จะปิดล้อมอิหร่านทางเศรษฐกิจต่อไป และแน่นอนว่ารัฐบาลอิหร่านยอมไม่ได้ ตั้งแต่ปีที่แล้ว Bijan Namdar Zanganeh รัฐมนตรีกระทรวงน้ำมันอิหร่านกล่าวว่าอิหร่านจะไม่ยอมรับข้อตกลงใดๆ ที่ลดการส่งออกน้ำมัน ยืนยันสิทธิ์ที่จะขายน้ำมันในโควตาเดิม
แต่ฝ่ายซาอุฯ ยืนยันจุดยืนของตนเช่นกัน ดังนั้น ก่อนเริ่มการประชุมในรอบนี้ ต่างฝ่ายจึงรู้ท่าทีของอีกฝ่ายอยู่แล้ว

การใช้น้ำมันเป็นอาวุธเป็นเหตุผลหนึ่งที่รัฐมนตรี Zanganeh กล่าวมานานแล้วว่าซาอุฯ อยู่เบื้องหลังราคาน้ำมันที่ตกต่ำในขณะนี้ เพื่อหวังผลทางการเมือง เหตุผลรองลงมาคือน้ำมันของสหรัฐและเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก
            รัฐบาลซาอุฯ รู้ดีว่าประเทศผู้ส่งออกน้ำมันทั้งหลายอยากให้ราคาขึ้น จึงหวังใช้ความต้องการนี้เป็นแรงกดดันให้อิหร่านต้องเป็นฝ่าย “เสียสละ” ยอมขายน้ำมันในโควตาต่ำกว่าเดิม แต่ฝ่ายอิหร่านปฏิเสธ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะฝ่ายอิหร่าน (รวมประเทศอย่างรัสเซีย) คิดตรงกับซาอุฯ ว่าพวกซาอุฯ ต้องการให้ราคาขึ้นเช่นกัน ต่างประสบปัญหาจากราคาน้ำมันอ่อนตัวเช่นกัน
            คำอธิบายข้างต้นคือมุมมองแบบกระแสรอง

“ใครทนได้นานกว่ากัน” :
             เป็นไปได้ว่าฝ่ายซาอุฯ คาดหวังให้สหรัฐได้ประธานาธิบดีคนใหม่โดยเร็ว และออกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านอีกรอบ แต่การนี้ต้องรออย่างน้อย 9 เดือน และไม่แน่ใจว่าในรอบนี้ประเทศอื่นๆ ที่เคยคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านจะให้ความร่วมมือมากน้อยเพียงใด ทั้งอียูกับญี่ปุ่นต่างเพิ่มการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านแล้ว
            ความฝันของรัฐบาลซาอุฯ จึงค่อนข้างเลื่อนลอย ที่แน่นอนคือเงินคงคลังที่ลดน้อยถอยลง ปัญหาเศรษฐกิจสังคมก่อตัว แรงกดดันจากพันธมิตรเพิ่มมากขึ้น จุดอ่อนของอาวุธซาอุฯ คือ บริบทตลาดโลกและประเทศในกลุ่มโอเปกวันนี้ไม่เหมือนเมื่อทศวรรษ 1970 จากการวิเคราะห์เชื่อว่าไม่ช้าไม่นานราคาน้ำมันจะสูงขึ้นแน่นอน อย่าลืมว่ายิ่งปล่อยทิ้งไว้ ผลกระทบต่อสังคมเศรษฐกิจจะยิ่งหยั่งรากลึกมากขึ้น ต้องกินเวลาฟื้นฟูมากขึ้น

เมื่อปลายปีที่ผ่านมาทางการซาอุฯ ประกาศขึ้นราคาน้ำมันหน้าปั๊มร้อยละ 40 ลดการอุดหนุนราคาไฟฟ้า น้ำประปา หลังรัฐบาลขาดดุล 98 พันล้านดอลลาร์ ข้อมูล ณ สิ้นปี 2015 รัฐบาลมีรายจ่าย 260 พันล้านดอลลาร์ มีรายได้เพียง 162 พันล้าน เนื่องจากกำไรจากการขายน้ำมันดิบหดตัวร้อยละ 60 กระทบต่อรายรับของประเทศอย่างมากเพราะร้อยละ 73 ของรายได้มาจากน้ำมัน (ตามข้อมูลรัฐบาล) อย่างไรก็ตามซาอุฯ มีทุนสำรองระหว่างประเทศมากถึง 700 พันล้านดอลลาร์ ทั้งยังสามารถออกพันธบัตรระดมเงินจากตลาดได้อีก
กษัตริย์ซัลมาน บิน อับดุล อาซิซ (King Salman Bin Abdul Aziz) ยืนยันว่าระบบเศรษฐกิจประเทศแข็งแกร่งพอที่จะรองรับความท้าทายต่างๆ เรื่องที่รัฐบาลเป็นกังวลคือผลกระทบต่อชนชั้นกลางและล่างหากรัฐลดการใช้จ่าย จึงคงรายจ่ายเรื่องการศึกษากับการสาธารณสุข พร้อมกับเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจ

            หากดูจากฐานความแข็งแกร่งด้านทุนสำรอง ซาอุฯ สามารถสู้แบบยืดเยื้อได้อีกหลายปี แต่ก็ต้องดูว่ารัฐบาลซาอุฯ พร้อมจะสู้ต่อยืดเยื้อหรือไม่ ราคาน้ำมันจะขึ้นหรือลงจึงขึ้นกับว่าใครจะ “อึด” กว่ากัน อย่าลืมว่าอิหร่านกำลังส่งออกได้มากขึ้น สถานการณ์ของอิหร่านกำลังดีขึ้น
ถ้าพูดในเชิงหลักการ ราคาน้ำมันในช่วงนี้ไม่ได้ขึ้นลงตามหลักเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นไปตามหลักการเมืองระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเรื่องเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ กลุ่มโอเปกใช้การผลิต การส่งออกน้ำมันดิบเป็นอาวุธทางการเมืองระหว่างประเทศมานานแล้ว เป็นเครื่องมือกดดันนานาประเทศแม้กระทั่งต่อชาติมหาอำนาจ
ส่วนรอบนี้จะได้ผลหรือไม่ต้องติดตามต่อไป
-----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
กลางเดือนมกราคมที่ผ่านมามีข่าวดีของอิหร่าน เมื่อ IAEA ประกาศว่าอิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไขเบื้องต้นของ JCPOA แล้ว ยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์อิหร่านใช้เพื่อสันติเท่านั้น ด้วยเหตุนี้สหรัฐ อียู และคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติจึงยกเลิกการคว่ำบาตร ข่าวดีที่สำคัญกว่ากองทัพสหรัฐไม่เป็นภัยคุกคามต่ออิหร่านดังสมัยสงครามอ่าวเปอร์เซีย อย่างไรก็ตามรากความขัดแย้งกับรัฐอาหรับยังคงอยู่และดำเนินต่อไป เพียงแต่ไม่สามารถใช้ประเด็นโครงการนิวเคลียร์เป็นเครื่องมืออีกต่อไป

บรรณานุกรม:
1. Blas, Javier., Razzouk, Nayla., & Mahdi, Wael. (2015, December 3). OPEC States Push for Output Cuts in Face of Saudi Opposition. Bloomberg. Retrieved from http://www.bloomberg.com/news/articles/2015-12-03/opec-states-push-for-oil-curbs-as-saudis-insist-on-global-effort
2. Doha oil-production freeze talks face last-minute trouble amid Saudi-Iran tensions. (2015, April 17). CNBC/Reuters. Retrieved from http://www.cnbc.com/2016/04/16/draft-doha-agreement-would-freeze-oil-output-until-october.html
3. Engdahl, William. (2004). A Century of War: Anglo-American Oil Politics and the New World Order, (Revised Ed.). London: Pluto Press.
4. Faulconbridge, Guy. (2014, December 3). Saudi would consider output cut if Russia, others join in. Al Arabiya News/Reuters. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/business/energy/2014/12/02/Saudi-would-consider-output-cut-if-Russia-others-join-in-.html
5. Iran blames Saudi Arabia, Iraq for oversupply in oil market. (2015, August 18). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/index_View.asp?code=248760
6. Iran set to join oil freeze talks after output at 4 mbpd. (2016, March 14). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/index_View.asp?code=253742
7. Kingdom seeks oil price stability. (2016, February 29). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/economy/news/888136
8. Kingdom unveils SR840bn budget. (2015, December 29). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/economy/news/856781
9. Maugeri, Leonardo. (2006).The Age of Oil: The Mythology, History, and Future of the World's Most Controversial Resource. USA: Praeger Publishers.
10. No conspiracy behind oil price fall: Al-Naimi. (2014, December 21). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/news/677661
11. Oil price falls after Doha summit ends without output freeze deal. (2015, April 17). CNBC. Retrieved from http://www.cnbc.com/2016/04/17/oil-price-falls-after-doha-summit-of-opec-other-producers-ends-without-output-freeze-deal.html
12. OPEC oil supply reaches three-year high in July. (2015, August 1). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2015-08/12/c_134505546.htm
13. OPEC to maintain current oil output. (2015, June 5). Al Jazeera/AFP. Retrieved from http://www.cnbc.com/id/102731756
14. Saudi Arabia hikes petrol prices by 40% at the pump. (2015, December 29). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2015/12/saudi-arabia-hikes-petrol-prices-40-pump-151228154350415.html
15. Saudi Arabia keeps oil output at record pace. (2015, August 1). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/featured/news/784891
16. Tutt, Phillip., & Clinch, Matt. (2014, November 27). OPEC will not cut oil production: Saudi minister. CNBC. Retrieved from http://www.cnbc.com/id/102222286
17. Zanganeh says S. Arabia has kept oil prices down for political purposes. (2015, January 5). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/politics/120769-zanganeh-says-s-arabia-has-kept-oil-prices-down-for-political-purposes-
-----------------------

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2559

‘Descendants of the Sun’ ละครประชาสัมพันธ์

17 เมษายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7101 วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ.2559)

สองสามเดือนที่ผ่านมาละครโทรทัศน์เกาหลี (หรือที่เรียกติดปากว่า ซีรีย์เกาหลี’) เรื่อง ‘Descendants of the Sun’ กลายเป็นข่าวดัง ได้รับความนิยมในเกาหลีใต้และอีกหลายประเทศ ประธานาธิบดี ปาร์ค กึน-เฮ (Park Geun-hye) ถึงกับเอ่ยปากชม
พระเอกเป็นร้อยเอกหนุ่มสังกัดหน่วยรบพิเศษ มักถูกส่งไปเพื่อปฏิบัติการสำคัญๆ ฝ่ายนางเอกเป็นแพทย์หญิงผู้มีความสามารถ เหตุการณ์นำพาให้ทั้งคู่รู้จักกัน ได้ร่วมภารกิจ พัฒนาความสัมพันธ์กลายเป็นคู่รักในที่สุด แต่ละตอนมีทั้งบทบู๊ บทตลก บทรักบทโศก คละเคล้ากันไป ดำเนินเรื่องทิ้งท้ายอย่างชวนให้ติดตาม โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกกับนางเอกว่าจะลงเอยอย่างไร พระเอกที่ต้องเสี่ยงชีวิตอยู่เสมอจะจบลงด้วยการเป็นร่างในผ้าห่อศพหรือจะลงเอยด้วยบท “แฮปปี้เอ็นดิ้ง”
            ถ้ามองในแง่ “การโฆษณาประชาสัมพันธ์ การปลูกฝังค่านิยม” ละครเรื่องนี้ทำหน้าที่ได้อย่างดีเลิศ (แม้คนดูบางคนอาจไม่สังเกตหรือไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้)

การโฆษณาประชาสัมพันธ์และการปลูกฝังค่านิยม :
            เนื้อหาหลายส่วนของละคร ‘Descendants of the Sun’ เป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์และการปลูกฝังค่านิยม มีประเด็นน่าสนใจดังนี้
            ประการแรก ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ละครเกาหลีใต้ที่นำเสนอเรื่องราวปัจจุบันหลายเรื่องนำเสนอเรื่องที่พัวพันกับเกาหลีเหนือในปัจจุบัน แม้ไม่ตรงความจริงทั้งหมด (ปกติจะไม่ตรงความจริงทั้งหมดอยู่แล้วเพราะเป็นละคร) หลายเรื่องหยิบยกประเด็นร่วมสมัย เช่น อาวุธนิวเคลียร์ การก่อการร้าย กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ ในละครเรื่องนี้เอ่ยถึงการปะทะประปรายระหว่างชายแดน 2 ประเทศ การเจรจารวมชาติ การให้ญาติ 2 ฝั่งได้พบกัน
ละครจึงให้ความรู้แก่ผู้ชมโดยปริยายโดยเฉพาะแก่คนรุ่นใหม่นับสิบล้านร้อยล้านคน

ตอนหนึ่งของ ‘Descendants of the Sun’ หยิบยกประเด็นนายทหารนอกวินัยของกองทัพเกาหลีเหนือ ออกคำสั่งมิชอบ สั่งการให้ทหารคนหนึ่งเป็นมือปืนรับจ้างแก่กลุ่มอาชญากร จึงเกิดเรื่องราวที่ทหารเกาหลีเหนืออีกคนต้องเข้าขัดขวาง ยอมเสี่ยงชีวิตด้วยความรักชาติ
ในท้องเรื่องยังเอ่ยถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูง นักการเมืองเกาหลีใต้บางคนผู้คิดถึงผลประโยชน์ส่วนตัว ละครไม่ได้ให้น้ำหนักเรื่องนี้มากนัก เพียงแต่หยิบยกชี้ให้เห็นความจริง (เรื่องที่สังคมรับรู้ทั่วไปรู้อยู่แล้ว) ที่สุดแล้วประธานาธิบดีเกาหลีใต้คือเสาหลักผู้ยึดมั่นอุดมการณ์ ดำเนินการทุกอย่างถูกต้อง ต่างจากเจ้าหน้าที่บางนายที่ฉ้อฉล รักตำแหน่งมากกว่าผลประโยชน์ประเทศ
อีกส่วนที่ดีของเรื่องคือยกย่องเชิดชูทหารของทั้ง 2 ฝ่าย มองว่าต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตน เป็นทหารผู้รักชาติยิ่งชีพ อดทนต่อคำสั่งที่มิชอบ แต่เมื่อถึงขั้นแตกหักจะเลือกบนพื้นฐานความถูกต้อง ทหารของทั้ง 2 ประเทศต่างสำแดงตนว่าเป็น “นักรบผู้กล้า” “ทหารที่มีระเบียบวินัย” และไม่ทิ้งอุดมการณ์ ความชอบธรรม
            สังเกตว่าบุคคลที่ถูกตำหนิคือ นายทหาร เจ้าหน้าที่ระดับสูงบางคนของทั้ง 2 ประเทศ การมีคนไม่ดีในกลุ่มถือเป็นเรื่องปกติทั่วไป ที่สำคัญคือเชิดชูให้เกียรติกองทัพโดยรวม
            นี่คือการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ที่ดีของกองทัพ ส่งเสริมความสัมพันธ์กองทัพ 2 ประเทศ

            ประการที่ 2 การโฆษณาธุรกิจ กิจการเอกชน
            ละครกับโฆษณาเป็นธุรกิจที่ต้องไปด้วยกัน มีโฆษณาในละครไม่ใช่สิ่งผิด มีทั้งการโฆษณาด้วยวิธีแนบเนียนกับแบบที่เด่นชัดมาก
            ในละครใช้รถยนต์ของบริษัทเกาหลีรายหนึ่ง แต่ละฉากจะใช้รถยนต์แต่ละรุ่นแตกต่างกัน มีฉากที่แสดงเทคโนโลยีการขับขี่ มีฉากที่คู่รักคู่หนึ่งพากันไป “โชว์รูมของจริง” เพื่อเลือกซื้อรถ ทั้งคู่เดินวนรอบรถ แสดงให้เห็นรถรุ่นดังกล่าวชัดเจน พร้อมลงเอยว่าฝ่ายชายขอสั่งซื้อทันทีเพราะฝ่ายหญิง “ตอบรักฝ่ายชาย”
            ในท้องเรื่องพระเอกกับนางเอกนัดพบที่ร้านกาแฟหลายครั้ง แต่ละครั้งจะแสดงชื่อร้านอย่างเด่นชัด สินค้าอื่นๆ ที่ให้เห็นชื่อชัดเจน เช่น เหล้า

            ละครพิถีพิถันในการแสดงทิวทัศน์อันงดงาม ทั้งวิวทะเล วิวธรรมชาติต่างๆ เป็นการโฆษณาส่งเสริมการท่องเที่ยว ละครเกาหลีกลายเป็นปัจจัยกระตุ้นให้คนอยากไปเที่ยวเกาหลีสักครั้ง ไม่แปลกใจที่ประธานาธิบดีปาร์คกล่าวอย่างเจาะจงถึงละครเรื่องนี้ว่าเป็นดั่ง ทูตเกาหลีด้านการท่องเที่ยว สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของประเทศ ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันส่งเสริมอุตสาหกรรมละครต่อไป
ตัวอย่างประชาสัมพันธ์อื่นๆ เช่น นางเอกในท้องเรื่องมีอายุ 30 ปีมักใส่กระโปรงสั้นในชุดลำลอง เท่ากับเป็นการแสดงแฟชันกระโปรงสั้น ใบหน้าแต่งด้วยเครื่องสำองค์อยู่เสมอ มีข่าวว่าสาวจีนหลายคนแต่งกายเลียนแบบนางเอก ใช้เครื่องสำอางเกาหลี เฉพาะลิปสติกยี่ห้องที่นางเอกใช้ยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 360 เปอร์เซ็นต์

ผลประโยชน์จากละครและข้อควรระวัง :
            ประการแรก ความเพลิดเพลิน
            ความจริงพื้นฐานคือผู้ชมเลือกดูบนพื้นฐานความสนุกเพลิดเพลิน ต่อให้เนื้อหาละครดีเพียงใด มีข้อคิดดีๆ มากเพียงไร หากผู้ชมไม่สนใจ อย่างมากจะดูเพียงครั้งเดียวและเลยผ่านไป หันไปดูช่องอื่นแทน มีละครอื่นๆ ให้เลือกมากมาย ในทางกลับกันผู้ชมที่ประทับใจเพียงรายเดียวจะช่วยประชาสัมพันธ์ด้วยปากต่อปาก ยิ่งบางคนมีสื่อในมือ (สื่อโซเชียลมีเดีย) ผู้ชมจึงเป็นเครื่องขยายความนิยมที่มีประสิทธิภาพ
            ละคร ‘Descendants of the Sun’ สามารถดึงดูดผู้ชมหลายสิบหลายร้อยล้านคน ทั้งจากเกาหลีใต้ คนจีนและอีกหลายสิบประเทศทั่วโลก เฉพาะจีนประเทศเดียวละครเรื่องนี้มีจำนวนคลิกเข้าชมกว่า 2.4 พันล้านครั้งนับจากเริ่มฉายเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของละครเกาหลีในจีน (สามารถดูผ่านอินเตอร์เน็ต มีทั้งซับไทย ซับอังกฤษ ฯลฯ) จำนวนผู้ชมที่ล้นหลามบ่งบอกความสำเร็จ

            ประการที่ 2 ได้ความรู้ข้อคิด
            ละครให้ความรู้มากมายตั้งแต่ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 เกาหลี การปฏิบัติงานของหน่วยรบพิเศษ ระเบียบวินัย เห็นถึงภาระอันหนักอึ้งของแพทย์ในยามฉุกเฉิน การตัดสินใจที่มีผลต่อความเป็นความตาย แม้ไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด บางคนอาจโต้แย้งรุนแรง แต่โดยรวมถือเป็นการให้ความรู้ในระดับทั่วไป
            ข้อคิดหลักคือ อุดมการณ์ทหารที่จะต้องเชื่อฟังคำสั่ง รักษาความสงบสุข สันติภาพ พระเอกรักษาความลับราชการได้อย่างดีเยี่ยม ไม่เอ่ยปากพูดสักนิดแม้อยู่กับนางเอกสองต่อสอง ในขณะที่นางเอกตอกย้ำจรรยาบรรณของแพทย์ที่จะต้องทำหน้าที่รักษาผู้ป่วยทุกคนสุดความสามารถ ไม่ว่าเขาจะเป็นคนชาติใด เป็นผู้ร้าย เป็นอาชญากร แพทย์ต้องทำหน้าที่แพทย์ ส่วนการปราบปรามเป็นหน้าที่ของทหาร
            การเป็นทหารที่ดีไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความมุ่งมั่น พร้อมที่จะจากบ้านจากคนรัก ตระหนักว่าชีวิตอยู่ในอันตราย เป็นผู้เสียสละความสุขส่วนตนเพื่อความร่มเย็นของชาติ
            การเป็นแพทย์ที่ดีไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน แพทย์เห็น “ความตาย” มากกว่าทหารถือปืน บางครั้งต้องตัดสินใจว่า “จะให้ใครรอด จะให้ใครตาย” เป็นภาระอันหนักอึ้งทั้งทางร่างกายและจิตใจ

            ประการที่ 3 การประชาสัมพันธ์ที่ควรระมัดระวัง
            มีบางกรณีที่ควรระมัดระวัง เช่น นางเอกเป็นคนหน้าตาดี แต่ยังขาดความมั่นใจเมื่อพบพระเอกในเวลาที่ไม่ได้แต่งหน้า เป็นการให้ความสำคัญที่ “ใบหน้า” มากเกินไปหรือไม่
            พระเอกกับนางเอกเจอกันหลายครั้งในร้านกาแฟ เป็นร้านหรูมีระดับ อาจกลายเป็นค่านิยมให้ผู้คนนัดพบกันในร้านกาแฟหรูๆ ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพชีวิตจริงของคนทั่วไป
            ในเรื่องมีค่านิยมดื่มเหล้า เหล้าที่ดื่มเป็นเหล้าเฉพาะของคนเกาหลีเรียกว่า “โซจู” (Soju) มีลักษณะใสเหมือนวอดก้า มีหลายดีกรี ตั้งแต่ 20 ดีกรีไปจนถึง 45 ดีกรี ว่ากันว่าในชีวิตจริงเป็นที่นิยมของคนเกาหลี
            การมีฉากดื่มเหล้ามากมาย ดื่มในทุกโอกาสทั้งดีใจ เสียใจ พระเอกกับเพื่อนนัดดื่ม 3 วัน 3 คืน ฉลองได้พักผ่อน เมาจนหัวราน้ำ นางเอกที่ตามมาทีหลังก็ดื่มกับเขาด้วย สุดท้ายเมาไม่ได้สติเช่นกัน การที่ตัวเอกในละครดื่มจนเมามายเช่นนี้เป็นการส่งเสริมค่านิยม “ดื่มหนัก” แก่สังคม
            นอกจากนี้ ยังมีฉากที่เป็นการดื่มระหว่างผู้หญิงกับผู้หญิง คนเหล่านี้คือแพทย์ ทหารหญิง
            หวังว่าฉากดื่มเหล้าจะไม่ใช่ส่วนหนึ่งในแผนโฆษณาของบริษัทขายเหล้า

บทสรุป ความลงตัว :
            จุดที่น่ายกย่องมากที่สุดคือ “ความลงตัว” ของหลายมิติ ละครประสบความสำเร็จในเรื่องจำนวนผู้ชม อันหมายถึงบริษัทผู้สร้างละคร บริษัทโฆษณาสินค้าได้กำไร ทำให้ละครประเภทนี้คงอยู่ต่อไป การส่งเสริมค่านิยมบางอย่างที่ดีงามแก่สังคม ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (โดยเฉพาะเกาหลีเหนือ-ใต้) ส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยว คือการตอบสนองนโยบายรัฐบาล
            โดยรวมแล้วถ้ามองข้ามประเด็นความเพลิดเพลิน ละคร ‘Descendants of the Sun’ คือสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์และปลูกฝังค่านิยมที่ดีงามแก่สังคม การที่ประธานาธิบดีปาร์ค กึน-เฮถึงกับออกโรงชื่นชมด้วยตัวเอง เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าละครประสบความสำเร็จอย่างสูง รัฐบาลต้องการให้มีละครทำนองนี้อีก การปรากฏตัวของท่านยังเป็นการทำหน้าที่ช่วย “ประชาสัมพันธ์” อีกแรงหนึ่ง
            ถ้าประเทศใดจะเลียนแบบเทคนิควิธีการ คงไม่มีปัญหาลิขสิทธิ์แต่ประการใด
-----------------------------


บรรณานุกรม:
1. (2nd LD) Park: 'Descendants of the Sun' exemplary case of cultural enhancement. (2016, April 11). Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/national/2016/04/11/67/0301000000AEN20160411005952315F.html
2. Alex E. venson. (2556, มีนาคม 16). เรื่องเหล้า (โซจู). บันทึกจากความทรงจำ. Retrieved from http://i-thumb.blogspot.com/2013/03/blog-post_16.html
3. Descendants of the Sun. (2016). KBS World. Retrieved from http://kbsworld.kbs.co.kr/programs/program_view.php?no=&lang=en&search_tag=&genre=&pg_seq=990
4. Descendants of the Sun. (2016). Kodhit. Retrieved from http://www.kodhit.com/descendants-of-the-sun
5. Do you have ‘Song Joong-ki sickness’ yet? Why Asia fell for ‘Descendants of the Sun’. (2016, April 11). The Malay Mail Online/AFP. Retrieved from http://www.themalaymailonline.com/showbiz/article/do-you-have-song-joong-ki-sickness-yet-why-asia-fell-for-descendants-of-the
6. Kang Seung-woo. Song Joong-ki to promote Korean food overseas. (2016, April 11). The Korea Times. Retrieved from http://www.koreatimes.co.kr/www/news/nation/2016/04/116_202375.html
7. Lee , Jiyeun. (2016, April 12). China's Fascination With TV War Drama Is Poised to Draw Tourists to Korea. Bloomberg. Retrieved from http://www.bloomberg.com/news/articles/2016-04-11/china-s-fascination-with-tv-war-drama-is-poised-to-draw-tourists-to-korea
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2559

อะไรคือ ‘ปานามา เปเปอร์ส’ (Panama Papers)

10 เมษายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7094 วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ.2559)

นิยาม ปานามา เปเปอร์ส’ :
ปานามา เปเปอร์ส (Panama Papers) คือชื่อที่เรียกขานข้อมูลลับของลูกค้าของบริษัทมอสสัคฟอนเซคา หรือคือการสืบสวนเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของบริษัทมอสสัคฟอนเซคา ลูกค้าบริษัทผ่านข้อมูลที่รั่วไหลออกมา
            เรื่องราวเมื่อปีที่แล้ว มีผู้มอบข้อมูลของบริษัทมอสสัคฟอนเซคา (Mossak Fonseca) แก่สื่อ ซุดดอยต์เชอ ไซตุง (Süddeutsche Zeitung: SZ) 
มอสสัคฟอนเซคาเป็นบริษัทกฎหมาย สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศปานามา ก่อตั้งมาแล้วเกือบ 40 ปี ทำธุรกิจเป็นที่ปรึกษาการเงิน รับจดทะเบียนบริษัทนอกอาณาเขต (offshore company) ช่วยปกปิดธุรกรรม ข้อมูลของบริษัทเงาของลูกค้า ปกปิดเงินฝากทรัพย์สินที่เก็บในต่างประเทศ ไม่ว่าจะพฤติกรรมเหล่านี้จะผิดกฎหมายหรือไม่ เริ่มด้วยการปกปิดชื่อจริงลูกค้า รวมถึงการกระทำที่อยู่ภายใต้บริหารจัดการของรัฐบาล เป็นธุรกรรมซ่อนเร้น

SZ ได้รับข้อมูลหลายรอบ ล่าสุดมีข้อมูลของมอสสัคฟอนเซคาถึง 11.5 ล้านชิ้น ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นอีเมล์ ไฟล์ PDF ไฟล์ภาพ เป็นข้อมูลช่วงทศวรรษ 1970 ถึง 2016 Ramon Fonseca หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทมอสสัคฟอนเซคา ระบุว่าข้อมูลที่รั่วไหลนั้นเป็นข้อมูลที่ถูกแฮกจากต่างประเทศ
ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่มีค่ามากเพราะเป็นข้อมูลลับจากแหล่งที่สังคมโลกยากจะรับรู้ ให้ความเข้าใจว่า ธนาคาร บริษัทกฎหมาย บริษัทจัดการสินทรัพย์ดำเนินเรื่องที่ “ปิดลับ” แก่นักการเมือง คนทุจริตคอร์รัปชัน นักค้ายาเสพติด คนที่มีชื่อเสียงในสังคมอย่างไร
ในเวลาต่อมา SZ ร่วมมือกับเครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (International Consortium of Investigative Journalists: ICIJ) เพื่อศึกษาและนำเสนอข้อมูล ตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวราว 400 คนจากองค์กรสื่อ 100 แห่ง กว่า 80 ประเทศทั่วโลกร่วมกันทำงานชิ้นนี้

ลำพังการมีบริษัทนอกอาณาเขตไม่ผิดกฎหมายแต่ประการใด มีประโยชน์ในการทำธุรกรรมระหว่างบริษัท แต่การปกปิดชื่อเจ้าของตัวจริงเป็นเหตุน่าสงสัย ทำไมต้องมีลับลมคมในเช่นนี้
ในบางกรณีเป็นการปกปิดชื่อเจ้าของหรือใช้ชื่อตัวแทน ที่ส่อว่าเจ้าของตัวจริงคือผู้นำประเทศ ผู้มีตำแหน่งสำคัญ เป็นเศรษฐีใหญ่ รวมทั้งพวกอาชญากร เกี่ยวข้องกับการทุจริตภาครัฐ เงินงบประมาณ ช่วยประเทศที่ถูกคว่ำบาตรสามารถเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

กรณีความไม่ชอบมาพากลที่ปรากฏ :
            ในที่จะนำเสนอเพียง 2 กรณี
            กรณีแรก ไอซ์แลนด์
ข้อมูลจากปานามา เปเปอร์สชี้ว่า Sigmundur Davíð Gunnlaugsson นายกรัฐมนตรีไอซ์แลนด์กับภรรยาร่วมกันเป็นเจ้าของบริษัท Wintris เมื่อปี 2007 ก่อนที่ Gunnlaugsson จะขายหุ้นของตนในราคา 1 ดอลลาร์แก่บริษัท Palsdottir เมื่อ 31 ธันวาคม 2009 วันสุดท้ายที่กฎหมายไอซ์แลนด์มีผลบังคับใช้ Gunnlaugsson จะต้องเปิดเผยข้อมูลของบริษัท Wintris เพื่อป้องกันเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
            ข้อมูลของสื่อ Süddeutsche Zeitung ระบุว่าอีกประเด็นที่เป็นปัญหาคือนายกฯ Gunnlaugsson รัฐมนตรีการคลัง Bjarni Benediktsson และรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย Ólöf Nordal พัวพันกับบริษัทนอกอาเขตหลายแห่งที่ทั้ง 3 คนไม่ยอมเปิดเผยชื่อ
เป็นเหตุให้พรรคฝ่ายค้านยื่นญัตติไม่ไว้วางใจนายกฯ ประชาชนออกมาชุมนุมประท้วง นายกฯ Gunnlaugsson ตัดสินใจลาออก ขอให้ประธานาธิบดีมีคำสั่งยุบสภา จัดเลือกตั้งใหม่ทันทีหลังมีข่าวพัวพัน เจ้าตัวยืนยันไม่ได้ทำอะไรผิด พร้อมอธิบายที่มาที่ไปต่อสาธารณชน
เป็นผู้นำระดับประเทศคนแรกที่ได้รับผลแระทบจากปานามา เปเปอร์ส

            กรณีที่ 2 ประธานาธิบดีปูติน
            ในปานามา เปเปอร์สไม่มีชื่อประธานาธิบดีปูติน และไม่คิดว่าจะมีชื่อ เนื่องจากคนระดับนี้จะไม่ให้ชื่อตัวเองปรากฏ จะอาศัยบุคคลที่ไว้วางใจซึ่งมักจะเป็นเพื่อนสนิท ผู้ร่วมงานใกล้ชิด การสืบสวนจึงใช้วิธีเชื่อมโยงธุรกรรมที่ต้องสงสัยของคนสนิทปูตินว่าเป็นส่วนหนึ่งของความไม่ชอบมาพากลของประธานาธิบดีปูติน
หลักการข้อนี้สามารถใช้กับผู้นำประเทศคนอื่นๆ เนื่องจากต้องคอยปกป้องชื่อเสียงของตัวเองโดยเฉพาะผู้นำประเทศสำคัญๆ คนเหล่านี้จึงอยู่ในสภาพลอยตัวเหนือปัญหา คงเหลือแต่ประเทศเล็กอย่างไอซ์แลนด์ที่มีชื่อของตัวเองในสมัยที่ยังไม่เป็นนายกรัฐมนตรี

บทความหนึ่งของ Süddeutsche Zeitung อ้างข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เพื่อสนับสนุน เช่น ยกคำพูดของ Paul Krugman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลที่ชี้ว่าประธานาธิบดีปูตินเป็นตัวอย่างของ “ระบบทุนนิยมพวกพ้อง (Crony Capitalism) ขั้นสูงสุด” รัสเซียในปัจจุบันอยู่ภายใต้ระบอบ “โจราธิปไตย” (Kleptocracy) ผู้ปกครองใช้อำนาจเยี่ยงโจร ฉ้อฉลผลประโยชน์ประเทศ ส่วน Vladislav Inozemtsev นักเศรษฐศาสตร์อีกท่านระบุว่ารัสเซียในปัจจุบันเป็นระบบศักดินาใหม่ (Neofeudal System) พวกพ้องของปูตินได้ส่วนแบ่งบ้านเมือง ผลประโยชน์ของประเทศคนละส่วนสองส่วน

ข้อมูลจากเครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (International Consortium of Investigative Journalists: ICIJ) ชี้ว่าเงินที่เชื่อมโยงกับประธานาธิบดีปูตินมีถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ พวกพ้องปูตินบางคนอาจใช้บริษัทเงาเป็นที่โอนเงินให้กับใครบางคนเพื่อแลกกับการได้สัมปทานโครงการรัฐ
            ข้อมูลที่ปรากฏระบุว่านาย Sergey Roldugin เพื่อนสนิทของประธานาธิบดีปูติน เป็นหนึ่งในหัวใจของความไม่ชอบมาพากล ด้านประธานาธิบดีปูตินออกโรงโต้ว่ารู้สึกภาคภูมิใจกับเพื่อนคนนี้ “เขาใช้เงินที่มาจากรายได้เกือบทั้งหมดไปกับการซื้อเครื่องดนตรีต่างประเทศและนำกลับมาที่รัสเซีย” เป็นนัยว่านาย Roldugin ไม่ได้ทำอะไรผิด
สื่อ RT ของรัสเซียรายงานอ้างข้อมูลจาก WikiLeaks ระบุว่าปานามา เปเปอร์สเป็นผลงานที่ได้รับการสนับสนุนจาก US Agency for International Development (USAID) กับนาย George Soros เพื่อบ่อนทำลายชื่อเสียงของประธานาธิบดีปูติน พฤติกรรมทำนองนี้ไม่ใช่ของใหม่ รัฐบาลสหรัฐทำเช่นนี้กับรัสเซียในสมัยสงครามเย็น
            การปรากฏตัวของปานามา เปเปอร์สก่อให้เกิดแนวรบสงครามข่าวสารอีกด้าน บางคนตั้งข้อสงสัยว่าทำไมผู้นำรัสเซีย จีน จึงเป็นตัวเอกของเรื่อง ข้อพึงตระหนักคือข้อมูลที่ปรากฏยังมีข้อสรุปใดๆ

วิเคราะห์องค์รวม :
          ประการแรก โลกแห่งธุรกรรมในเงามืด
            ทุกวันนี้การมีบริษัทนอกอาณาเขตหรือบริษัทเงาไม่ผิดกฎหมายในตัวเอง บริษัทเอกชนใช้บริษัทนอกอาณาเขตเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ ติดต่อการค้า ไม่ได้มุ่งหวังหลีกเลี่ยงกฎหมาย ทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก็ถูกวิพากษ์ว่าหลายบริษัทใช้เป็นช่องทางหลีกเลี่ยงภาษี
            ที่ผิดกฎหมายแน่นอนคือบริษัทเหล่านี้เอื้อประโยชน์แก่พวกอาชญากร ผู้ก่อการร้าย เอื้อให้กลุ่มเหล่านี้เติบใหญ่ ยากแก่การปราบปราม

            ในอีกด้านหนึ่ง ลูกค้าของมอสสัคฟอนเซคาไม่ใช่บุคคลธรรมดา แต่เป็นพวกเศรษฐี บริษัทขนาดใหญ่ รวมทั้งคนที่มีตำแหน่งสูงในวงราชการ เป็นนักการเมืองคนสำคัญของประเทศ คนเหล่านี้ใช้บริษัทเงาเป็นที่เก็บรักษาทรัพย์สมบัติ ไม่ว่าจะได้มาโดยผิดกฎหมายหรือไม่ จ่ายภาษีตามกฎหมายหรือไม่
            บริษัทเงาจึงเป็น “ตู้เซฟ” ของชนชั้นอำนาจ
ถ้าการปราบปรามพวกอาชญากร ผู้ก่อการร้ายเป็นเรื่องยากยิ่ง การจัดการชนชั้นอำนาจจะยากยิ่งยากกว่าเพียงใด

            อีกประเด็นสำคัญที่ต้องเอ่ยถึงคือ ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ปฏิบัติการลับ (Covert Action) เป็นการดำเนินการอย่างหนึ่งที่มีอยู่เสมอ ในสมัยสงครามเย็น รัฐบาลสหรัฐไม่คิดทำสงครามเต็มรูปแบบกับสหภาพโซเวียต แต่ใช้อำนาจหลายอย่างรวมทั้งปฏิบัติการลับเพื่อบ่อนทำลายสหภาพโซเวียตกับพวกอย่างต่อเนื่อง ในทำนองเดียวกันสหภาพโซเวียตใช้ปฏิบัติการลับกับฝ่ายสหรัฐเช่นกัน
ในโลกปัจจุบัน แทบทุกประเทศมีปฏิบัติการลับ โดยเฉพาะประเทศที่แสวงหาอำนาจและมีทรัพยากรมาก Will Fitzgibbon ชี้ว่าหน่วยสืบราชการลับอย่าง CIA คือลูกค้ารายสำคัญของบริษัทอย่างเช่นมอสสัคฟอนเซคา เพราะปฏิบัติการของพวกเขาต้องอำพรางตัวเอง ข้อมูลที่รั่วไหลออกจากมอสสัคฟอนเซคามีชื่อของหัวหน้าหน่วยสืบราชการลับซาอุดิอาระเบีย และชื่อของบุคคลที่น่าจะเป็นสายลับของอีกหลายประเทศ
ปฏิบัติการลับมีส่วนสำคัญในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ แต่เรื่องเหล่านี้ไม่เป็นข่าวหรือไม่ค่อยเป็นข่าว เพราะปกปิด บริษัทเงาเป็นส่วนหนึ่งของกลไกปฏิบัติการลับเหล่านั้น
และถ้ามีรัฐบาลประเทศใดที่จะ “ซื้อตัว” นักการเมือง บุคคลสำคัญของอีกประเทศก็น่าเชื่อว่าจะใช้บริการจากบริษัทประเภทนี้

            ประการที่ 2 โลกแห่งความมืดที่ได้รับการสนับสนุนและปกป้อง
            จากการที่บริษัทเอกชนมีความจำเป็นและได้ประโยชน์มหาศาลจากบริษัทนอกอาณาเขต มีลูกค้าชั้นดีอย่างพวกอาชญากรข้ามชาติ ผู้ก่อการร้ายสากล เป็น “ตู้เซฟ” ของมหาเศรษฐี ชนชั้นอำนาจ บริษัทเงาเป็นเครื่องมือความมั่นคงของรัฐ จึงคาดการณ์ได้ว่าบริษัทอย่างมอสสัคฟอนเซคายังเป็นที่ต้องการของตลาด ได้รับความคุ้มครองจากรัฐ รัฐหนึ่งอาจต่อต้านแต่อีกรัฐจะปกป้อง
            เป็นเหตุผลว่าจะเป็นโลกในเงามืดที่จะยังคงอยู่ต่อไป

            ข้อเท็จจริงประการหนึ่งคือไม่มีใครรู้จำนวนที่แน่ชัดว่าในโลกนี้มีบริษัทอย่างมอสสัคฟอนเซคากี่แห่ง Ana Owens ที่ปรึกษาการเงินของ U.S. Public Interest Research Group (PIRG) ชี้ว่ามีหลายพันบริษัท เฉพาะในสหรัฐมีหลายร้อยหรือเป็นพันบริษัท ดังนั้น ถ้าชาวอเมริกันต้องการใช้บริการย่อมเชื่อได้ว่าพวกเขาจะใช้บริการกับบริษัทในประเทศ (เป็นเหตุผลว่าทำไมจึงมีนับร้อยนับพันบริษัท) และแน่นอนว่าทุกแห่งบอกว่าไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย
            ที่น่าคิดและเป็นไปได้คือหน่วยงานรัฐกับบรรษัทยักษ์ใหญ่เป็นผู้ก่อตั้ง เป็นเจ้าของบริษัทประเภทนี้เสียเอง เป็นวิธีปกปิดที่ได้ผลดีที่สุด
            คำอธิบายข้างต้นทั้งหมดคืออีกนิยามของ “ปานามา เปเปอร์ส”
------------------------------

บรรณานุกรม:
1. Blum, Petra., Obermaier, Frederik., & Obermayer, Bastian. (2016). Putin’s rich friends. Süddeutsche Zeitung. Retrieved from http://panamapapers.sueddeutsche.de/articles/56fec05fa1bb8d3c3495adf8/
2. Fitzgibbon, Will. (2016, April 5). Spies and Shadowy Allies Lurk in Secret With Help From Offshore Firm. International Consortium of Investigative Journalists. Retrieved from https://panamapapers.icij.org/20160405-spies-secret-offshore-companies.html
3. International Consortium of Investigative Journalists. (2016). Giant Leak of Offshore Financial Records Exposes Global Array of Crime and Corruption. Retrieved from https://panamapapers.icij.org/20160403-panama-papers-global-overview.html
4. Krach, Wolfgang. (2016). What needs to be revealed. Süddeutsche Zeitung. Retrieved from http://panamapapers.sueddeutsche.de/articles/5703bed9a1bb8d3c3495b668/
5. Leyendecker, Hans., Obermaier, Frederik., Obermayer, Bastian., & Wormer, Vanessa. (2016). The firm. Süddeutsche Zeitung. Retrieved from http://panamapapers.sueddeutsche.de/articles/56febf8da1bb8d3c3495adec/
6. Leffler, Melvyn P. (2007). For the Soul of Mankind: The United States, the Soviet Union, and the Cold War. New York: Hill and Wang.
7. Lizzie Dearden. (2016, April 5). Iceland elections: Prime Minister asks President to dissolve parliament amid Panama Papers controversy. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/europe/iceland-elections-prime-minister-asks-president-to-dissolve-parliament-amid-panama-papers-a6969601.html
8. Obermaier, Frederik., & Obermayer, Bastian. (2016). A storm is coming. Süddeutsche Zeitung. Retrieved from http://panamapapers.sueddeutsche.de/articles/56fec0cda1bb8d3c3495adfc/
9. Obermaier, Frederik., Obermayer, Bastian., Wormer, Vanessa., & Jaschensky, Wolfgang. (2016). About the Panama Papers. Süddeutsche Zeitung. Retrieved from http://panamapapers.sueddeutsche.de/articles/56febff0a1bb8d3c3495adf4/
10. Panama Papers law firm: 'We were hacked from abroad’. (2016, April 6). France24/AFP. Retrieved from http://www.france24.com/en/20160406-panama-papers-mossack-fonseca-law-firm-says-hacked-abroad
11. Putin denies Panama papers corruption charges. (2016, April 7). TASS. Retrieved from http://tass.ru/en/politics/868043
12. Schuppe, Jon. (2016, April 6). Why Are Americans Not Included in the Panama Papers? NBC News. Retrieved from http://www.nbcnews.com/storyline/panama-papers/why-are-americans-not-included-panama-papers-n551081
13. Sigurdardottir, Ragnhildur. (2016, April 5). UPDATE 4-Iceland PM steps down after Panama Papers tax scandal. Reuters. Retrieved from http://www.reuters.com/article/panama-tax-iceland-idUSL5N1783KQ
14. Thousands demand Iceland Prime Minister David Gunnlaugsson resign over 'Panama Papers' revelations. (2016, April 5). Deutsche Welle. Retrieved from http://www.dw.com/en/thousands-demand-iceland-prime-minister-david-gunnlaugsson-resign-over-panama-papers-revelations/a-19163797
15. US government, Soros funded Panama Papers to attack Putin – WikiLeaks. (2016, April 7). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/338683-wikileaks-usaid-putin-attack/
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2559

วิพากษ์รายงานภัยคุกคามต่อสหรัฐ 2016

3 เมษายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 7087 วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ.2559)

            กุมภาพันธ์ 2016 สำนักข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐนำเสนอรายงานด้านความมั่นคงที่ชื่อว่า Worldwide Threat Assessment of the US Intelligence Community ในรายงานระบุว่าเป็นมุมมองส่วนตัวของเจมส์ แคลปเปอร์ (James Clapper) ในฐานะผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองนำเสนอต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภา เป้าหมายคือเพื่อปกป้องชีวิตและผลประโยชน์ของอเมริกันในทุกหนทุกแห่งทั่วโลก
            มีประเด็นที่น่าสนใจพร้อมข้อวิพากษ์ ดังนี้
            ประการแรก ไซเบอร์
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นทั้งความท้าทายที่จะจัดการกับปัญหาใหม่ๆ และเป็นโอกาสของฝ่ายการข่าวที่จะเก็บข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลที่ปรากฏในอินเตอร์เน็ทจะถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่การตรวจสอบติดตามจนถึงการจ้างงาน
ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ เอไอ (AI) เป็นอีกแขนงที่จะมีบทบาทมากในอนาคต รัฐบาลกำลังเร่งศึกษาเต็มที่ หลายประเทศให้ความสำคัญเช่นกัน ในอนาคต AI จะมีบทบาททำหน้าที่แทนมนุษย์มากขึ้น ทั้งด้านพลเรือนและการทหาร
การต่อสู้ด้านข้อมูลข่าวสารจะเพิ่มขึ้นผ่านช่องทางสื่อสารต่างๆ ทุกรูปแบบ รัสเซียมักให้ข้อมูลบิดเบือนผ่านเว็บไซต์ต่างๆ หลักนิยมการรบของจีนบรรยายเรื่องการทำสงครามข้อมูลข่าวสาร เป้าหมายคือทำให้ฝ่ายตรงข้ามตัดสินใจผิดพลาด
รัสเซียใช้ระบบไซเบอร์ทำสงครามการข่าวในความขัดแย้งยูเครนกับซีเรีย จีนมักจารกรรมทางไซเบอร์ (Cyber Espionage) ต่อหน่วยงานและบริษัทเอกชนสหรัฐ ส่วนประเทศอื่นๆ ที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ ได้แก่ อิหร่าน เกาหลีเหนือ ผู้ก่อการร้าย
ระบบโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ เช่น โรงพยาบาล โรงไฟฟ้า ระบบการเงิน ศูนย์สื่อสาร ระบบขนส่งมวลชน แม้กระทั่งระบบประปา จำต้องเพิ่มการป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เพียงการโยงใยข้อมูลผู้ป่วยผิดพลาดก็ส่งผลเสียหายใหญ่หลวงแล้ว

ประการที่ 2 การก่อการร้าย
รายงานเริ่มต้นด้วยการเอ่ยถึงกลุ่มก่อการร้ายจากพวกซุนนีหัวรุนแรงสุดโต่ง (Sunni violent extremism) รวมถึง ISIL ที่กำลังมีบทบาทสูงในขณะนี้ อัลกออิดะห์ที่ยังจำต้องเฝ้าระวังแม้อ่อนแรงไปมาก
ในปี 2014 FBI จับกุมบุคคลที่สนับสนุนแนวทาง ISIL ในสหรัฐราวสิบกว่าคน และจับเพิ่มเป็น 5 เท่าในปี 2015
มีนาคม 2015 แคลปเปอร์รายงานว่าชาวอเมริกันราว 40 คนที่เคยไปร่วมรบในซีเรียกลับประเทศแล้ว นับจากเกิดวิกฤตซีเรียชาวอเมริกันราว 180 คนพยายามหรือได้เดินทางไปซีเรีย
            ความขัดแย้งในซีเรียกับอิรักกลายเป็นสนามฝึกซ้อมของ IS/ISIL/ISIS ผู้ก่อการร้ายเหล่านี้เมื่อกลับประเทศจะกลายเป็นเครือข่ายของ IS อาจก่อเหตุเป็นกลุ่ม ประสานงานกับแกนกลาง หรือลงมือด้วยตนเองตามลำพัง ที่อันตรายกว่านั้นคือเผยแพร่วิธีก่อการร้ายแก่กลุ่มอื่นๆ แก่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเพื่อล้มล้างรัฐบาลประเทศนั้นๆ

เรื่องน่าคิดคือทั้งๆ ที่ผู้นำศาสนา องค์กรศาสนาอิสลามจำนวนมากต่างประกาศชัดว่า IS ไม่เกี่ยวข้องกับอิสลาม ไม่ใช่อิสลาม ไม่ว่าจะเป็นซุนนีหรือชีอะห์ แต่ในมุมมองของแคลปเปอร์ยังเห็นว่าผู้ก่อการร้ายจำนวนมากเป็นมุสลิมซุนนี IS กับอัลกออิดะห์จัดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย เชื่อมโยง “ผู้ก่อการร้าย” กับ “มุสลิมซุนนี” แม้จะเรียกขานว่าเป็นพวกหัวรุนแรงสุดโต่ง สอดรับกับแนวคิดเรื่องการปะทะระหว่างอารยธรรมตะวันตกกับอิสลาม
เกิดคำถามว่า การเชื่อมโยงดังกล่าวเป็นเพราะสำนักงานข่าวกรองไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างอิสลามกับ IS หรือเป็นเพราะเหตุผลใดกันแน่
คำถามสำคัญที่ตามมาอีกข้อคือ คนอเมริกัน (หรือใครก็ตาม) ที่อ่านรายงานฉบับนี้จะถูกชี้นำให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างอิสลามกับ IS แบบคุณแคลปเปอร์หรือไม่

ประการที่ 3 อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงและการแพร่กระจาย
ประเด็นที่รายงานแสดงความกังวลมากที่สุดคือตัวแสดงไม่ใช่รัฐ (Non-state) เช่น ผู้ก่อการร้ายครอบครองอาวุธเหล่านี้ ยกตัวอย่างการใช้อาวุธเคมีในสงครามกลางเมืองซีเรีย
โครงการอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสหรัฐและความมั่นคงของเอเชียตะวันออก การทดลองนิวเคลียร์เมื่อ 6 มกราคม 2016 ตามที่เกาหลีเหนือกล่าวอ้างว่าเป็นการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ชนิดระเบิดไฮโดรเจน (H-bomb) นั้น ในชั้นนี้เห็นว่าเป็นการจุดระเบิดนิวเคลียร์ขนาดเล็กมาก
รัฐบาลเกาหลีเหนืออ้างว่าได้พัฒนาขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ จัดแสดงขีปนาวุธพิสัยไกล KN08 ในที่สาธารณะหลายรอบ แต่ยังไม่เคยทดลองยิงจริง

ในกรณีอิหร่าน อิหร่านกับ 6 ชาติคู่เจรจาบรรลุข้อตกลงแก้ปัญหาโครงการนิวเคลียร์อิหร่านฉบับสมบูรณ์ (Joint Comprehensive Plan of Action) เมื่อกรกฎาคม 2015 เท่ากับ ได้ข้อสรุปแล้วว่าอิหร่านไม่มีอาวุธนิวเคลียร์แม้แต่น้อย โครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านโปร่งใส ใช้เพื่อสันติจริงๆ บัดนี้อยู่ภายใต้การตรวจสอบควบคุมอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)
ถึงกระนั้นรายงานฉบับนี้ยังเชื่อว่าอิหร่านจะพัฒนาขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ในที่สุด เนื่องจากความต้องการด้านความมั่นคง เกียรติภูมิแห่งชาติ และหวังจะมีอิทธิพลครอบงำภูมิภาค แต่ก็ระบุว่าไม่อาจคาดเดาว่าเมื่อไหร่อิหร่านจะเริ่มลงมือ ทั้งยังเชื่อว่าหากอิหร่านผิดข้อตกลง แอบดำเนินการในทางลับจะถูกตรวจจับได้อย่างรวดเร็ว ด้านโครงการขีปนาวุธชี้ว่ามีความสามารถในการติดตั้ง WMD และจะสามารถพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีปได้ในที่สุด
            ข้อกล่าวอ้างว่าอิหร่านต้องการมีอาวุธนิวเคลียร์ สนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายยังวงเวียนและปรากฏในรายงานฉบับนี้ เป็นเหตุผลว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามสหรัฐ เพราะจะตีความว่าอิหร่านจะใช้นิวเคลียร์โจมตีประเทศอื่น หรือไม่ก็ให้อาวุธนิวเคลียร์แก่ผู้ก่อการร้าย ประเด็นอิหร่านต้องการมีนิวเคลียร์จึงตัดออกไปไม่ได้
แต่เหตุผลขัดแย้งกันเอง เพราะในรายงานฉบับเดียวกันนำเสนอชัดเจนว่าอิหร่านไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ โครงการนิวเคลียร์อยู่ภายใต้การควบคุมของ IAEA หากอิหร่านละเมิดข้อตกลงจะถูกจับได้อย่างรวดเร็ว

            ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่าเป้าหมายของรัฐบาลโรฮานีคือทำให้โครงการโปร่งใสเพื่อให้การคว่ำบาตรจากนานาชาติสิ้นสุด และประสบผลสำเร็จเรียบร้อย ดังที่ประธานาธิบดีโรฮานีกล่าวว่าอิหร่าน “ได้เข้าสู่บทใหม่แล้ว” ข่าวรายวันของอิหร่านในช่วงนี้จึงเป็นข่าวที่ตัวแทนรัฐบาล บริษัทเอกชนจากหลายประเทศทั่วโลก แม้กระทั่งประเทศในกลุ่มอียูเข้ามาติดต่อเจรจาการค้าการลงทุน มูลค่าการค้าระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ
การเจรจาแก้ปัญหาโครงการนิวเคลียร์ยังเป็นหลักฐานสำคัญยืนยันว่าอิหร่านไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ การวิจัยพัฒนาก็เพื่อใช้ในทางสันติเท่านั้น ความจริงที่ปรากฏในรอบหลายสิบปีจนถึงปัจจุบันจึงสวนทางกับท่าทีของรัฐบาลสหรัฐ รัฐอาหรับและอิสราเอลที่พูดเรื่อยมาว่าอิหร่านแอบพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างลับๆ จะมีอาวุธนิวเคลียร์ในไม่ช้า
แต่รายงานของแคลปเปอร์ยังยืนยันว่าอิหร่านต้องการมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ดี แม้ว่าตอนนี้ไม่มี ยากจะลักลอบผลิต แต่ก็เชื่อว่าจะมีในอนาคตไม่วันใดก็วันหนึ่ง

            รวมความแล้ว รายงานฉบับนี้ยอมรับว่าอิหร่านไม่มีและไม่เคยมีอาวุธนิวเคลียร์ หลายสิบปีที่ผ่านมาเป็นข้อพิสูจน์ในตัวเอง ปัจจุบันโครงการอยู่ภายใต้การตรวจสอบควบคุมอย่างใกล้ชิด แต่ยังคงถือว่าอิหร่านเป็นศัตรูตัวสำคัญ ด้วยกรอบความคิดว่าอิหร่านยังต้องการมีอาวุธนิวเคลียร์ จึงเป็นตรรกะอันพิลึกพิลั่น แต่ช่วยให้รัฐบาลสหรัฐสามารถประกาศว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคาม เป็นศัตรูต่อไปได้อีกหลายร้อยหลายพันปี ไม่มีวันที่อิหร่านจะพ้นข้อกล่าวหาเป็นภัยคุกคามด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ตราบเท่าที่รัฐบาลสหรัฐยังไม่เป็นมิตรกับระบอบอิหร่าน

โลกที่สหรัฐเป็น “ฝ่ายถูกกระทำ” กับยุทธศาสตร์สร้างศัตรู :
โดยรวมแล้วรายงาน Worldwide Threat Assessment of the US Intelligence Community ของเจมส์ แคลปเปอร์ ให้ภาพว่าสหรัฐถูกคุกคามด้วยอะไรบ้าง อะไรเป็นภัยคุกคามร้ายแรง ระบุตัวปรปักษ์ โลกของสหรัฐเป็นโลกที่ต้องต่อสู้ อันรวมถึงการทำสงคราม ต้องตระเตรียมเพื่อทำสงคราม
ทำให้เกิดภาพว่าสหรัฐเป็น “ฝ่ายถูกกระทำ” ถูกคุกคาม รังแก รัฐบาลจึงต้องดำเนินการป้องกัน โต้ตอบ โดยปราศจากมุมมองของฝ่ายตรงข้าม หรือประเทศที่ 3 จึงทำให้เห็นภาพไม่ควบถ้วน เป็นการมองโลกผ่านมุมของตัวเองเท่านั้น

            ความเข้าใจสำคัญอีกข้อคือรัฐบาลสหรัฐอาศัยการสร้างศัตรูเป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลของตน
            ในสมัยสงครามเย็นคือค่ายสหภาพโซเวียต ในสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู.บุชคือ อิรัก  อิหร่านและเกาหลีเหนือ ที่จัดให้ทั้ง 3 ประเทศอยู่ในกลุ่ม “แกนแห่งความชั่วร้าย” (Axis of Evil)
            หลายประเด็นในรายงานระบุชัดว่ารัสเซียกับจีนเป็นภัยคุกคามหลัก เพราะมีขีดความสามารถสูงสุดทั้งในปัจจุบันและ/หรืออนาคต มีการเผชิญหน้าบ่อยที่สุด จึงสรุปได้ว่าศัตรูตัวสำคัญปัจจุบันคือจีนกับรัสเซีย รองมาคืออิหร่านกับเกาหลีเหนือ

ในบางกรณีเช่นอิหร่านจะเห็นความพิลึกพิลั่นในการพยายามชี้ว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามร้ายแรง ลักษณะเช่นนี้เกิดซ้ำๆ เช่น สมัยประธานาธิบดีบุชที่เห็นว่าอิรักเป็นภัยคุกคามร้ายแรง ต้องรีบชิงโจมตี ล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซน ต่อมาภายหลังได้ข้อสรุปว่าอิรักไม่ได้เป็นภัยคุกคามดังที่รัฐบาลบุชกล่าวอ้าง รัฐบาลบุชยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของฝ่ายข่าวกรอง เกิดคำถามตามมาว่านอกจากอิรักแล้ว อิหร่านกับเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามจวนตัวด้วยหรือไม่ เนื่องจากทั้ง 3 ประเทศอยู่ในกลุ่ม “แกนแห่งความชั่วร้าย” เหมือนกัน
            รายงานของแคลปเปอร์จึงทำหน้าที่ตอกย้ำว่าประเทศใดหรือใครเป็นศัตรู เป็นภัยคุกคามร้ายแรงของสหรัฐไม่ว่าโดยข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่

ที่สุดแล้วคำถามสำคัญคือ รายงานเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษต่อชาวอเมริกัน ให้ประโยชน์หรือให้โทษมากกว่า แท้จริงแล้วรัฐบาลสหรัฐกำลังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษแก่พลเมืองของตนกันแน่
มีนโยบายที่ดีกว่านี้หรือไม่
--------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
กลางเดือนมกราคมที่ผ่านมามีข่าวดีของอิหร่าน เมื่อ IAEA ประกาศว่าอิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไขเบื้องต้นของ JCPOA แล้ว ยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์อิหร่านใช้เพื่อสันติเท่านั้น ด้วยเหตุนี้สหรัฐ อียู และคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติจึงยกเลิกการคว่ำบาตร ข่าวดีที่สำคัญกว่ากองทัพสหรัฐไม่เป็นภัยคุกคามต่ออิหร่านดังสมัยสงครามอ่าวเปอร์เซีย อย่างไรก็ตามรากความขัดแย้งกับรัฐอาหรับยังคงอยู่และดำเนินต่อไป เพียงแต่ไม่สามารถใช้ประเด็นโครงการนิวเคลียร์เป็นเครื่องมืออีกต่อไป

บรรณานุกรม:
1. Clapper, James. (2016, February 9). Worldwide Threat Assessment of the U.S. Intelligence Community. U.S. National Intelligence. Retrieved from http://www.intelligence.senate.gov/sites/default/files/wwt2016.pdf
2. Iran policy against ‘arrogant’ U.S. won’t change. (2015, July 18). Al Arabiya News. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/News/middle-east/2015/07/18/Khamenei-policy-against-arrogant-U-S-won-t-change-.html
3. Ismael, Tareq Y., & Haddad, William W. (2004). Iraq: The Human Cost of History.USA: Pluto Press.
4. JCPOA goes into force; Rouhani says new chapter opens with the world. (2015, January 17). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/index_View.asp?code=252269
5. Rayman, Noah. (2015, March 2). U.S. Intel Chief: Roughly 40 Americans Have Returned From Syria. Time. Retrieved from http://time.com/3729295/u-s-intel-chief-roughly-40-americans-have-returned-from-syria/
-----------------------------

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...