วันจันทร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2560

ทรัมป์ “ผู้คาดเดาไม่ได้” หรือ “ผู้พูดเท็จเป็นนิจ”

23 เมษายน 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7471 วันอาทิตย์ที่ 23 เมษายน พ.ศ.2560)

            ในช่วง 100 วันของตำแหน่งประธานาธิบดี ความเป็น โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เปิดออกสู่สายตาชาวอเมริกันและทั่วโลก หลายคนชอบ หลายคนไม่ชอบ ถ้าดูจากโพลความนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ที่น้อยอยู่แล้วตั้งแต่ต้น มีแนวโน้มลดลงอีก ต้นเหตุหนึ่งที่บั่นทอนคะแนนนิยมและมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือนโยบายต่างประเทศที่เปลี่ยนกลับไปกลับมา (flip-flop) ไม่ตรงกับที่หาเสียง

กลยุทธ์ “คาดเดาไม่ได้” นโยบายที่กลับไปกลับมา :
ในช่วงหาเสียงทรัมป์พูดเสมอว่าตนศึกษาเรื่องนี้เรื่องนั้นมากกว่าใคร รู้ดีกว่าหลายคน ขอให้เชื่อเขาว่าเขาสามารถทำได้ อเมริกาจะยิ่งใหญ่อีกครั้ง ปัญหาหลายอย่างแก้ได้ด้วยการเจรจา เมื่อถูกสอบถามรายละเอียดว่าจะทำอย่างไร ทรัมป์ให้คำตอบว่าเป็นความลับ ไม่อาจเปิดเผย เกรงว่าฝ่ายตรงข้ามจะรู้ตั
ในเวลาไม่ถึง 100 วัน รัฐบาลทรัมป์ปรับเปลี่ยนนโยบายสำคัญหลายเรื่อง เช่น
ประกาศว่าจะทบทวนความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เพราะ 2 ประเทศนี้เอาเปรียบสหรัฐ ไม่แบ่งเบาภาระงบประมาณเท่าที่ควร จะถอนทหารอเมริกันที่ประจำการใน 2 ประเทศนี้ ให้ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้มีอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง
            2 สัปดาห์หลังเป็นรัฐบาล รัฐบาลทรัมป์ประกาศยึดมั่นสัญญาการเป็นพันธมิตร จิม แมททิส (Jim Mattis) รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมพูดกับรักษาการนายกฯ เกาหลีใต้กับนายกฯ อาเบะด้วยคำเดียวกันว่า “ยืนยัน (ความเป็นพันธมิตร) ร้อยเปอร์เซ็นต์” พร้อมกับที่รัฐบาลญี่ปุ่นเห็นว่าภาระที่รับอยู่เหมาะสมแล้ว

            เดิมทรัมป์ยอมรับการคงอยู่ของรัฐบาลอัสซาด เห็นว่าควรมุ่งจัดการผู้ก่อการร้าย IS จะดีกว่า เปรียบเปรยว่าถ้าซัดดัมอยู่ผู้ก่อการร้ายในอิรักจะถูกกำจัดทันที แต่หลังเกิดเหตุใช้อาวุธเคมีเมื่อต้นเมษายน ทรัมป์สั่งโจมตีซีเรียด้วยขีปนาวุธ อ้างว่ารัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมี ทำให้เด็กผู้บริสุทธิ์ราว 30 คนต้องจบชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน โดยไม่คิดว่าการที่รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนฝ่ายต่อต้านเป็นเหตุให้สงครามกลางเมืองยืดเยื้อ มีผู้เสียชีวิตกว่า 2 แสนคนแล้ว ในจำนวนนี้เป็นเด็กกว่าหมื่นคน

            ทรัมป์เห็นว่าองค์การนาโตเป็นของล้าสมัย สิ้นเปลืองงบประมาณ ที่ผ่านมาชาติสมาชิกแบกรับภาระน้อยเกินไป ไม่ยุติธรรมต่อสหรัฐ ดังนั้นหากชาติสมาชิกนาโตไม่ช่วยแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จะขอพิจารณาถอนตัวออกจากนาโต
            ไม่ถึง 2 เดือนหลังรับตำแหน่ง ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศสนับสนุนนาโตเต็มที่ ยืนยันสถานภาพความเป็นพันธมิตรกับประเทศต่างๆ ในยุโรป จะไม่ถือว่านาโตเป็นของล้าสมัยอีกต่อไป เป็นอีกนโยบายที่พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ให้เหตุผลว่าชาติสมาชิกได้ปรับปรุงตัวเองแล้ว เรื่องงบประมาณกลายเป็นประเด็นที่ต้องเจรจาต่อไป แต่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอีกแล้ว

            ในช่วงหาเสียง จีนตกเป็นเป้าการโจมตีเมื่อเอ่ยถึงการค้าระหว่างประเทศ ปัญหาขาดดุล ทรัมป์เห็นว่าจีนเป็น “จอมหัวขโมยรายใหญ่ที่สุดของโลก” บิดเบือนค่าเงินหยวนเพื่อช่วยการส่งออก กระทบต่ออุตสาหกรรม การจ้างงานในสหรัฐ หากสามารถแก้ปัญหาจากจีน อาจเพิ่มการจ้างงานในประเทศนับล้านตำแหน่ง
             และเช่นเดียวกัน ไม่ถึง 2 เดือนหลังรับตำแหน่ง ประธานาธิบดีทรัมป์ยอมรับว่าจีนไม่ได้บิดเบือนค่าเงินหยวน พร้อมกับรายงานของกระทรวงการคลังระบุว่าจีนไม่ได้บิดเบือนค่าเงินหยวน ไม่ว่าจะเป็นรายงานเพื่อสนับสนุนทรัมป์ หรือทรัมป์ยอมรับข้อสรุปของรายงาน บัดนี้รัฐบาลสหรัฐมีข้อสรุปชัดแล้วว่าจีนไม่ได้บิดเบือนค่าเงิน ค่าเงินหยวนไม่เป็นต้นเหตุขาดดุลการค้าอย่างที่ทรัมป์กล่าวหา

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเด็น รวมทั้งเรื่องที่ยังไม่ประกาศ เช่น นโยบายลดภาษี การกระตุ้นเศรษฐกิจที่เกือบร้อยวันแล้วยังขาดความชัดเจน นโยบายเศรษฐกิจอาจเป็นอีกเรื่องที่ทรัมป์ไม่ได้ทำตามที่หาเสียง ในเวลาไม่ถึง 100 วันจึงถูกวิพากษ์หนาหูว่าหลายนโยบายเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่รู้แน่ว่าอะไรจริง อะไรเท็จ ทรัมป์กำลังหมายถึงอะไรกันแน่
            ทรัมป์บอกตั้งแต่ต้นว่าจะใช้วิธีคาดเดาไม่ได้ (unpredictable) เป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่ง แต่ควรใช้อย่างมีขอบเขต รู้ว่าเรื่องใดควรใช้ เรื่องใดไม่ควรใช้ ตระหนักว่ามีผลเสียจากการใช้ เช่น ประเด็นทบทวนพันธมิตรนาโต ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ บั่นทอนความสัมพันธ์กับมิตรประเทศ ไม่น่าเชื่อถือ การคาดเดาไม่ได้ส่งผลให้พลเมืองอเมริกันคาดเดาไม่ได้เช่นกัน วางตัวไม่ถูกว่าแต่ละนโยบายเป็นอย่างไร บางคนอาจตีความว่าคือเทคนิคง่ายๆ เพื่อหลอกหาเสียง
การสร้างกำแพงกั้นพรมแดนเม็กซิโกทำได้จริงหรือไม่ คุ้มค่าหรือไม่ สกัดกั้นแรงงานนอกระบบได้แค่ไหน ถ้ารู้แต่แรกแล้วว่าทำไม่ได้ ทำไมจึงยังเสนอนโยบายเช่นนี้
ทรัมป์กำลังใช้เทคนิค “ผู้คาดเดาไม่ได้” หรือทำให้ “ตนเองสามารถพูดเท็จ” ต่อสาธารณะ

สืบเนื่องจากยุทธศาสตร์หาเสียง :
            การจะทำความเข้าใจว่าทรัมป์เป็นผู้คาดเดาไม่ได้หรือผู้พูดเท็จเป็นนิจ ต้องย้อนหลังตั้งแต่ช่วงหาเสียง ดังที่ได้นำเสนอในบทความก่อนว่า หนึ่งในยุทธศาสตร์หาเสียงที่ทรัมป์ใช้คือ ”พูดตรงใจคนฟัง” พูดในสิ่งที่ประชาชนอยากฟัง เมื่อบวกกับบุคลิกภาพส่วนตัว จึงปรากฏเป็นภาพที่ทุกคนเห็น เช่น พูดจาขวานผ่าซาก ใช้คำพูดง่ายๆ ไม่ใช้ศัพท์สวยหรูของนักการเมือง ตอกย้ำว่าทรัมป์แตกต่างจากผู้สมัครคนอื่นๆ ไม่ใช่นักการเมืองน้ำเน่า อีกด้านหนึ่งคือกำลังเสนอแนวคิดแนวทางบางอย่างที่ประชาชน “เห็นด้วยอยู่แล้ว”
เมื่อเป็นแนวคิดแนวทางที่ประชาชน “เห็นด้วยอยู่แล้ว” หลายคนจึงมีข้อสรุปในใจอย่างรวดเร็ว เห็นว่าทรัมป์คือตัวเลือกที่ตรงใจเขามากที่สุด เป็นเหตุให้คะแนนนิยมของทรัมป์พุ่งสูงขึ้นๆ เรื่อยๆ แซงหน้าคู่แข่งในพรรคเดียวกันทั้งหมด ได้เป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันและชนะเลือกตั้งประธานาธิบดี
            การ “พูดตรงใจคนฟัง” มีข้อดีที่ได้ใจคนฟัง แต่มีจุดอ่อนหลายข้อ เช่น เป็นการคิดในกรอบแคบๆ ขาดการมองภาพรวม เกิดคำถามที่ว่าเป็นแนวนโยบายที่ปฏิบัติได้จริงหรือไม่ หรือเพียงแค่พูดเพื่อได้ใจคนเท่านั้น

วิเคราะห์องค์รวม :
            ประการแรก โทษทรัมป์หรือโทษใคร
            มีความเป็นไปได้ว่าการพูดกลับไปกลับมาคือกลยุทธ์การเจรจาของทรัมป์ ตั้งใจที่จะทำเช่นนี้จริง
ถ้ามองจากมุมพูดเท็จ ทรัมป์คงไม่ตั้งใจพูดเท็จทุกครั้ง หลายครั้งอาจเป็นเพราะไม่ใช่นักการเมือง ไม่ได้ศึกษาประเด็นอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะเรื่องระหว่างประเทศ จึงเข้าใจผิด เสนอนโยบายผิดๆ แล้วต้องแก้ทีหลัง
            ถ้ามองจากมุมเลือกตั้ง เห็นชัดว่าในหลายประเด็น ทรัมป์พูดเพื่อให้ได้ใจคนอเมริกันเท่านั้น โดยไม่สนใจว่านโยบายที่เสนอนั้นทำได้จริงหรือไม่ มีผลดีผลเสียอย่างไร แต่ในช่วงหาเสียงทรัมป์ไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ มุ่งชนะเลือกตั้งอย่างเดียว

            ในภาพกว้าง แม้ทรัมป์ไม่ได้ชนะเลือกตั้งเพราะมีคุณสมบัติเป็นผู้นำประเทศ เหตุที่ชนะมาจากหลายปัจจัย ทั้งตัวนโยบาย สำนวนโวหาร ทีมงาน เป็นตัวแทนพรรค ชาวอเมริกันหลายคนไม่ต้องการให้ ฮิลลารี คลินตัน เป็นฝ่ายชนะ ดังนั้น จะโทษทรัมป์อย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะชาวอเมริกันไม่มีตัวเลือกที่ดี เพราะระบบการเมืองคัดกรองที่มีอยู่ได้ตัวแทนแบบทรัมป์กับฮิลลารี ชาวอเมริกันหลายคนรู้ปัญหาแต่แม้ผ่านไปหลายทศวรรษ ปัญหาเดิมๆ ยังคงอยู่

            ประการที่ 2 การผสมโรงของสื่อ
            ตั้งแต่เริ่มหาเสียง ทรัมป์เป็นปฏิปักษ์กับสื่อกระแสหลัก และแม้บริหารประเทศแล้ว ความสัมพันธ์กับสื่อที่ปรากฏให้เห็นยังแย่ต่อไป และหนักกว่าเดิมในบางช่วงที่เกิดการพิพาทกับสื่อ
            ประเด็นน่าคิดคือ แม้สื่อกระแสหลักมักนำเสนอข่าวด้านลบของทรัมป์ แต่ชาวอเมริกันชื่นชอบที่จะบริโภคข่าวทำนองนี้ การแสดงออกของทรัมป์ในทาง "ลบ" ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ดูเหมือนเป็นที่นิยมของชาวอเมริกันหลายคน
            ในทางวิชาการมีข้อสรุปชัดเจนว่า ชาวอเมริกันไม่ไว้ใจสื่อมานานแล้ว แต่นับจากเกิดปรากฏการณ์ทรัมป์ สื่อนำเสนอข่าวลบต่อเนื่อง ราวกับว่าเป็นข่าวที่ขายดี เป็นอาหารจานอร่อยที่ต้องเสิร์ฟทุกวัน

            ทรัมป์โจมตีสื่อเรื่อยมา และพยายามใช้สื่อของตัวเอง ทวิชข้อความแทบทุกวัน อ้างว่าต้องทำเช่นนี้ต่อไปตราบเท่าที่สื่อไม่เป็นกลาง ไม่ว่าสื่อจะเป็นกลางหรือไม่ ปรากฏการณ์ทรัมป์ช่วยเพิ่มความสำคัญของสื่อกระแสหลัก เพราะผู้บริโภคที่สนใจข่าวสารจะคอยติดตามข้อความทวิชจากทรัมป์และสื่อที่ตอบโต้กันไปมา

            ที่สำคัญคือ ข้อความที่ทรัมป์ทวิช ข้อมูลข่าวสารจากรัฐบาล สื่อกระแสหลักสามารถครอบครองข้อมูลที่สาธารณชนรับรู้ ถ้ามองในแง่ดี เป็นอีกครั้งที่สื่อกระแสหลักกับรัฐบาลสามารถส่งผ่านข้อมูลแก่ประชาชนอย่างเต็มที่

            ถ้ามองในแง่ลบ เกิดคำถามว่าทั้งที่สื่อกับรัฐบาลนำเสนอ คือข้อเท็จจริงหรือไม่ กรณีโทษรัฐบาลอัสซาดใช้อาวุธเคมีเป็นตัวอย่างที่ดี สื่อกระแสหลักแม้จะวิพากษ์รัฐบาลต่างๆ นานา แต่บรรทัดสุดท้ายคือบอกว่ารัฐบาลอัสซาดใช้อาวุธเคมี (บนสมมติฐานว่ารัฐบาลอัสซาดไม่ได้ใช้อาวุธเคมีตามข้อกล่าวหา)
            ภาพที่เห็นคือดูเหมือนสื่อกับรัฐบาลทะเลาะกัน แต่ที่สุดแล้วให้ข้อสรุปตรงกัน
            ชาวอเมริกันหลายคนอาจชอบและถกกันตามประเด็นที่สื่อไม่เห็นตรงกับรัฐบาล แต่สุดท้ายจะมีข้อสรุปในใจว่ารัฐบาลอัสซาดใช้อาวุธเคมี ไม่ว่าสื่อกระแสหลักเหล่านี้จะตั้งใจหรือไม่ มีวาระซ่อนเร้นหรือไม่ สิ่งที่นำเสนอคือช่วยรัฐบาลประชาสัมพันธ์

            การวิพากษ์วิจารณ์ว่านโยบายของรัฐบาลทรัมป์เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหนาหูขึ้นทุกวัน ถูกมองว่าเป็นผลเสียมากกว่าผลดี แต่ทรัมป์ยังใช้ต่อไป เป็นเทคนิค “ผู้คาดเดาไม่ได้” ในอีกมุมคือทำให้ “ตนเองสามารถพูดเท็จ” ต่อสาธารณะ ไม่มีใครคาดเดาได้ว่ากำลังพูดความจริงหรือโกหก เป็นลักษณะเด่นข้อหนึ่งของรัฐบาลประชาธิปไตยอเมริกายุคนี้
--------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
ในช่วงหาเสียงทรัมป์อ้างเหตุผลสารพัดเพื่อชี้ว่าสหรัฐไม่ควรประจำการทหารในเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นต่อไป พร้อมให้ 2 ประเทศนี้มีอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเอง ไม่ถึงเดือนหลังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ท่าทีเปลี่ยนเป็นตรงข้าม กลับมาให้ความสำคัญกับการเป็นพันธมิตรดังเดิม ตามหลักนโยบายที่ไม่ต่างจากประธานาธิบดีคนอื่นๆ ไม่ว่าจะมาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครท

การรณรงค์ประชานิยมแต่ละครั้งมีข้อดี-ข้อเสียขึ้นกับแง่มุมมอง บางครั้งมีข้อดีหลายข้อ บางครั้งมีข้อเสียมากกว่า ทั้งนี้ขึ้นกับการรณรงค์แต่ละครั้ง โดยรวมแล้วข้อดีคือเป็นอีกช่องทางของประชาชน ช่วยให้ประชาธิปไตยสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ส่วนข้อเสียคือเป็นการทำลายประชาธิปไตย ไม่ต่างจากระบอบเดิมที่ไม่ได้ทำเพื่อประชาชนจริงๆ

บรรณานุกรม:
1. Buncombe, Andrew. (2016, May 2) Donald Trump accuses China of 'raping' the US with its trade policy. The Independent. Retrieved from http://www.independent.co.uk/news/world/americas/us-elections/donald-trump-accuses-china-of-raping-the-us-with-its-trade-policy-a7009946.html
2. Denyerm, Simon. (2017, January 25). Trade trumps national security in Trump’s worldview. That’s really bad news for China. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/national-security/president-trump-is-planning-to-sign-executive-orders-on-immigration-this-week/2017/01/24/aba22b7a-e287-11e6-a453-19ec4b3d09ba_story.html
3. Diamond, Jeremy. (2015, October 25). Trump: World would be '100%' better with Hussein, Gadhafi in power. CNN. Retrieved from http://edition.cnn.com/2015/10/25/politics/donald-trump-moammar-gadhafi-saddam-hussein/
4. Ginsberg, Benjamin., Lowi, Theodore J., Weir, Margaret., Tolbert, Caroline J., & Spitzer, Robert J. (2015). We the People: An Introduction To American Politics. (Tenth Essentials Edition). NY.: W. W. Norton & Company.
5. In reversal, Trump says would work with NATO to defeat ISIL. (2016, August 17). The Japan News/Reuters. Retrieved from http://the-japan-news.com/news/article/0003152964
6. Janjevic, Darko. (2017, April 12). Trump says NATO is 'no longer obsolete'. Deutsche Welle. Retrieved from http://www.dw.com/en/trump-says-nato-is-no-longer-obsolete/a-38407650
7. Mattis assures policy continuity on N. Korea, full defense commitment to S. Korea. (2017, February 3). Yonhap. Retrieved from http://english.yonhapnews.co.kr/northkorea/2016/09/23/0401000000AEN20160923005300315.html
8. Ramzy, Austine. (2016, March 28). Comments by Donald Trump Draw Fears of an Arms Race in Asia. The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/03/29/world/asia/donald-trump-arms-race.html?_r=0
9. Transcript: Donald Trump Expounds on His Foreign Policy Views. (2016, April 26). The New York Times. Retrieved from http://www.nytimes.com/2016/03/27/us/politics/donald-trump-transcript.html
10. Trump details ‘America first’ foreign policy views, threatening to withdraw troops from Japan, South Korea. (2016, March 27). The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2016/03/27/world/politics-diplomacy-world/trump-details-america-first-foreign-policy-views-threatening-withdraw-troops-japan-south-korea/#.Vvh-wtJ97IV
11. Trump predicts "very massive recession" in U.S. (2016, April 3). CNBC/Reuters. Retrieved from http://www.cnbc.com/2016/04/03/trump-predicts-very-massive-recession-in-us.html
12. U.S. Treasury says China does not manipulate its currency. (2017, April 14). Trump is being schooled by international events and sly adversaries. Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2017-04/15/c_136210032.htm
13. Yoshida, Reija. (2017, February 3). Abe, Mattis reaffirm ties on defense. The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2017/02/03/national/politics-diplomacy/shinzo-abe-james-mattis-u-s-japan-bilateral-ties-defense/#.WJXrStJ97IU
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2560

ตรรกะของรัฐบาลทรัมป์ ใครใช้อาวุธเคมีในซีเรีย

16 เมษายน 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7464 วันอาทิตย์ที่ 16 เมษายน พ.ศ.2560)

            การโจมตีซีเรียด้วยขีปนาวุธเมื่อวันที่ 6 เมษายนกลายเป็นข่าวดังต่อเนื่อง ในทางวิชาการเป็นกรณีศึกษาให้เข้าใจนโยบายและการดำเนินนโยบายรัฐบาลทรัมป์ ควรคิดกำหนดล่วงหน้าว่ารัฐบาลนี้จะอยู่อีกอย่างน้อยเกือบ 4 ปีเต็ม มีผลต่อความเป็นไปของโลกไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ สังคม กระทั่งเรื่องภาวะโลกร้อน เป็นกรณีศึกษาสำคัญช่วยให้เข้าใจระบบความคิด การใช้ตรรกะ จากการศึกษามีประเด็นสำคัญพร้อมข้อวิพากษ์ ดังนี้

ตรรกะของรัฐบาลทรัมป์ :
          ประการแรก ลงโทษเพราะสังหารพลเรือน ใช้อาวุธเคมี
            แถลงการณ์จากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เมื่อวันที่ 6 กล่าวอย่างชัดเจนว่า ผู้นำซีเรีย บาชาร์ อัลอัสซาด (Bashar al-Assad) โจมตีพลเรือนด้วยอาวุธเคมี ไม่มีข้อโต้เถียงใดๆ ว่ารัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมี ละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมีของสหประชาชาติ (Chemical Weapons Convention)
            แม้การปราบปรามผู้ก่อการร้ายสำคัญที่สุด รัฐบาลทรัมป์มีนโยบายต่อต้านรัฐบาลซีเรีย สนับสนุนฝ่ายต่อต้านสายกลาง สนับสนุนพวกเคิร์ดซีเรีย ไม่นานนี้ส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดินนับร้อยนับพันนายเพื่อสนับสนุนฝ่ายต่อต้าน
            ประเด็นคือต้องเข้าใจว่าการโจมตีด้วยขีปนาวุธเมื่อวันที่ 6 เมษายนเป็นนโยบายใหม่อีกข้อที่แตกต่างนโยบายเดิมๆ นั่นคือโจมตีกองทัพอัสซาดโดยตรง (แม้กล่าวว่าจะเป็นการโจมตีเพียงครั้งเดียว) เหตุผลหลักคือรัฐบาลอัสซาดใช้อาวุธเคมีโจมตีพลเรือน ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ หากไม่มีเหตุการณ์ใช้อาวุธเคมีก็จะไม่มีการยิงขีปนาวุธ
            รัฐบาลทรัมป์กล่าวโทษรัฐบาลซีเรียละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่การโจมตีซีเรียคือละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ละเมิดกฎบัตรสหประชาติอย่างร้ายแรง เท่ากับทำสงครามรุกรานซีเรีย ถ้ารัฐบาลทรัมป์ยึดถือกฎหมายระหว่างประเทศจริง ทำไมไม่นำเรื่องสู่สหประชาชาติ ใช้กลไกของสหประชาชาติ เป็นระบบที่วางไว้เพื่อสันติภาพ ความมั่นคงโลก
            เท่ากับว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังเขียนกฎหมายระหว่างประเทศขึ้นใหม่ เขียนเองใช้เอง ลงโทษผู้กระทำผิดด้วยตัวเอง ไม่สนใจว่าประเทศใดหรือใครจะคิดเห็นอย่างไร

          ประการที่ 2 ถ้ารัฐบาลสหรัฐบอกว่าใช่ก็คือใช่
            ถ้ามองจากมุมสหรัฐ การที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล้าออกคำสั่งโจมตีน่าจะมีเหตุผลชอบธรรมรองรับ ความชอบธรรมนี้รวมถึงเป็นความชอบธรรมที่เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องเท็จ สร้างเรื่องขึ้นมาเอง
            ทำเนียบขาวได้ส่งตัวแทนเจ้าหน้าที่ระดับสูงชี้แจงสื่อ ย้ำว่าเป็นข้อมูลลับบางส่วนที่เปิดเผยได้ เช่น บัญชีสื่อโซเชียลมีเดีย วีดีโอ รายงาน ภาพ ตัวอย่างเหยื่อที่รับได้พิษซาริน (sarin) กับก๊าซทำลายประสาทที่ยังไม่ระบุว่าคือชนิดใด การโจมตีเริ่มเวลา 6.55 น. ตามเวลาท้องถิ่น ด้วยเครื่องบินรบ SU-22 จากฐานบิน Shayrat ของซีเรีย ราว 20 นาทีต่อมาก็เริ่มมีรายงานผู้รับพิษ พิษนั้นไม่ได้มาจากการโจมตีด้วยระเบิดแล้วโดนคลังอาวุธเคมี ยืนยันว่าหลักฐานที่อ้างถึงไม่ได้สร้างขึ้นเอง รัฐบาลยังคงได้ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อยๆ
            ดังที่ได้นำเสนอในบทความก่อนว่า การใช้อาวุธเคมีในซีเรียเป็นเรื่องเก่าที่เกิดขึ้นนับสิบครั้งแล้ว บางครั้งโทษรัฐบาลอัสซาด บางครั้งโทษฝ่ายต่อต้าน ผู้ก่อการร้าย

            การกล่าวหารัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีครั้งที่รัฐบาลโอบามาแสดงความขึงขังมากที่สุดคือ การใช้ก๊าซซาริน (sarin) เมื่อสิงหาคม 2013 มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,400 ราย ครั้งนั้นรัฐบาลโอบามาชี้แจงว่ามีหลักฐานมากมาย ทั้งภาพจากดาวเทียม ภาพวีดีโอ สามารถดักฟังการสนทนาของเจ้าหน้าที่ระดับสูงซีเรียที่พูดว่า “ยืนยันว่าได้ปล่อยอาวุธเคมีแล้ว" ในตอนนั้นประธานาธิบดีปูตินเรียกร้องให้สหรัฐนำหลักฐานดังกล่าวมาพิสูจน์ในสหประชาชาติ
            จากบัดนั้นจนบัดนี้ รัฐบาลสหรัฐไม่เคยแสดงหลักฐานเหล่านั้นเลยไม่ว่าจะต่อสาธารณะหรือต่อสหประชาชาติ แต่กลายเป็นประเด็นที่มีผลร้ายแรงและสืบเนื่องจนบัดนี้คือ รัฐบาลสหรัฐตั้งแต่โอบามาจนถึงทรัมป์ต่างถือว่ารัฐบาลอัสซาดคือผู้ใช้อาวุธเคมีครั้งนั้น

            การจะลงโทษใครเป็นโจรผู้ร้าย ต้องมีพยานหลักฐานที่ศาลยอมรับ ลำพังคำพูดว่าใครเป็นโจรหรือบอกว่ามีหลักฐานแต่ไม่แสดงต่อศาลย่อมไม่นับว่าเป็นหลักฐาน สิ่งที่รัฐบาลโอบามาทำคือพูดอย่างเดียว พูดว่ามีพยานหลักฐานมากมายแต่ไม่ยอมนำมาแสดง
            เหตุใช้อาวุธครั้งล่าสุดเมื่อ 4 เมษายน รัฐบาลทรัมป์ยังไม่แสดงหลักฐานให้องค์กรกลางพิสูจน์
            คำชี้แจงจากทำเนียบขาวย้ำว่าก๊าซพิษมาจากตัวระเบิด ไม่ได้เกิดจากระเบิดไปโดนคลังอาวุธเคมี ถ้ารัฐบาลสหรัฐมั่นใจหลักฐานของตนมาก ทำไมจึงไม่ยอมเปิดเผยต่อสาธารณะ ให้ผู้เชี่ยวชาญสหประชาชาติเข้าตรวจสอบยืนยันหลักฐานเหล่านี้ เพื่อแก้ข้อครหาว่าหลักฐานที่นำเสนอมาจากการสร้างขึ้นมาเองหรือไม่ เช่น เครื่องบินรบ SU-22 เข้าโจมตีก่อน 7.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น
            พฤติกรรมเช่นนี้เท่ากับว่าขอเพียงรัฐบาลทรัมป์คิดว่าเป็นเช่นไร ควรทำอย่างไร ก็จะลงมือกระทำตามที่ตนเห็นชอบ และสรุปเอาเองว่ามีความชอบธรรมที่จะทำเช่นนั้น เช่นนี้ควรนับว่าเป็นพฤติกรรมของประเทศอารยะหรือ

          ประการที่ 3 ตายด้วยอาวุธเคมีเป็นเรื่องต้องห้าม
            สงครามกลางเมือง 6 ปี มีผู้เสียชีวิต 2 แสนกว่ารายและยังคงเพิ่มสูงขึ้น แม้กองทัพอัสซาดจะพยายามทำสงครามกับกองกำลังฝ่ายต่อต้าน ผู้ก่อการร้าย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าพลเรือนคือเหยื่อของสงครามกลางเมือง ความจริงคือราวกึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นพลเรือน ในจำนวนนี้เป็นเด็กกว่าหมื่นคน ยอดผู้เสียชีวิตรวมถึงผู้เสียชีวิตจากอาวุธเคมีที่กล่าวหาไปมานับสิบๆ ครั้ง
            รัฐบาลโอบามาประกาศว่าต้องโค่นล้มระบอบอัสซาดด้วยเหตุผลหลักคือ รัฐบาลอำนาจนิยมอัสซาดปราบปรามและเข่นฆ่าประชาชนที่ชุมนุมอย่างสงบ จึงสนับสนุนฝ่ายต่อต้านสายกลาง กลายเป็นสงครามยืดเยื้อ
            ในช่วงหาเสียงทรัมป์ยอมรับการคงอยู่ของระบอบอัสซาด เพราะเห็นว่าภัยคุกคามที่ร้ายแรงกว่าคือผู้ก่อการร้าย IS/ISIL/ISIS ไม่ใช่ระบอบอัสซาด

            แต่เมื่อเกิดเหตุใช้อาวุธเคมี 4 เมษายน มีผู้เสียชีวิตราว 80 ราย เป็นเด็กเกือบ 30 ราย ประธานาธิบดีทรัมป์ถึงกับกล่าวว่าต้องเปลี่ยนนโยบายแล้ว สั่งโจมตีฐานบิน เป็นการเตือนไม่ให้ใช้อาวุธเคมีอีก รับไม่ได้ที่เห็นเด็กๆ ผู้บริสุทธิ์ต้องจบชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน
            คำถามคือ สิ่งที่ทำช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตหรือไม่ ช่วยยุติสงครามกลางหรือไม่ ถ้ายังยืนยันสนับสนุนฝ่ายต่อต้านทำสงครามล้มรัฐบาล สงครามจะดำเนินต่อไป ผู้เสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นอีก ไม่ว่าจะเสียชีวิตด้วยอาวุธเคมีหรือด้วยวิธีอื่นใด
            ตรรกะของทรัมป์คือการเสียชีวิตด้วยก๊าซพิษน่าสงสารกว่าการตายด้วยวิธีอื่น คนซีเรียจะตายได้วิธีการใดก็ได้ ขอเพียงไม่ตายด้วยอาวุธเคมี
          จะตายเพิ่มอีกกี่หมื่นกี่แสนก็ได้ ขอย้ำอีกครั้งว่าถ้าไม่ตายด้วยอาวุธเคมีก็เป็นเรื่องยอมรับได้
            นี่คือตรรกะอันแปลกประหลาดของรัฐบาลทรัมป์

ผลของการใช้ตรรกะแบบทรัมป์ :
            บางคนอาจคิดว่าการโจมตีเพื่อตอบสนองเป้าหมายระยะสั้น ซึ่งน่าจะเป็นเช่นนั้น ในอีกมุมหนึ่ง ผลการโจมตีไม่ใช่เรื่องที่ผ่านมาแล้วผ่านไป มีผลสืบเนื่องระยะยาว ดังนี้
          ประการแรก ยืนยันฝ่ายเดียวต่อเนื่อง
            เรื่องแปลกแต่จริงคือ แม้ปากจะบอกว่ามีหลักฐานมากมาย มีข้อสรุปชัดเจนว่ารัฐบาลอัสซาดใช้อาวุธเคมี แต่ไม่ยอมแสดงหลักฐาน สวนทางกับความเห็นบางประเทศ ความคิดเห็นของหลายคน ได้แต่พูดยืนยันอยู่เรื่อยๆ พฤติกรรมเช่นนี้จึงเป็นการ "ยืนยันฝ่ายเดียว" อย่างต่อเนื่อง
            เริ่มจากรัฐบาลโอบามา บัดนี้คือรัฐบาลทรัมป์ รวมเป็น 2 รัฐบาลแล้ว

          ประการที่ 2 ลดทอนบทบาทสหประชาชาติ
            ถ้าเทียบกับกรณีอิรัก อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (weapons of mass destruction: WMD) กลายเป็นประเด็นสำคัญตั้งแต่หลังสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรก (1990-1991) ในสมัยของประธานาธิบดีจอร์จ เอช.เอ็ม. บุช (George H. W. Bush - บิดาของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช) คณะมนตรีความมั่นคงมีมติให้อิรักต้องปลอด WMD ทุกชนิด
            เนื่องจากมีเรื่องการตรวจสอบ WMD จากคณะมนตรีความมั่นคง และดำเนินเรื่อยมาหลายปี จึงกลายเป็นประเด็นเมื่อได้ข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับว่าอิรักไม่มี WMD ตามที่รัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู. บุชกล่าวอ้าง รัฐบาลสหรัฐหลอกลวงประชาคมโลกด้วยหลักฐานที่เชื่อถือไม่ได้ ทำให้หลงเชื่อเช่นนั้น

            แต่เรื่องการใช้อาวุธเคมีในซีเรีย รัฐบาลสหรัฐพยายามลดทอนการตรวจสอบจากสหประชาชาติ เมื่อเกิดเหตุใช้อาวุธเคมีล่าสุดคือโจมตีทันที ไม่ต้องรอการพิสูจน์จากสหประชาชาติ

          ประการที่ 3 สร้างนโยบายจากความเท็จ
            ไม่ว่าประเทศอื่น คนอื่นๆ ในโลกจะคิดเห็นอย่างไร รัฐบาลสหรัฐยืนยันความคิดความเข้าใจของตนเองว่ารัฐบาลอัสซาดใช้อาวุธเคมี (รัฐบาลทรัมป์อ้างการใช้สมัยสมัยโอบามาด้วย) และรัฐบาลสหรัฐจะเอ่ยถึงเรื่องนี้เสมอ เมื่อให้เหตุผลว่าทำไมรัฐบาลอัสซาดจึงเป็นภัยคุกคามต่อประเทศตนเอง ต่อภูมิภาคและโลก นี่คือการสร้างนโยบาย การดำเนินโยบายของรัฐบาลสหรัฐในกรณีซีเรีย

            ณ ช่วงนี้รัฐบาลทรัมป์กล่าวว่าไม่คิดจะโจมตีกองทัพซีเรียอีก ไม่คิดโค่นล้มรัฐบาลอัสซาดด้วยกำลัง แต่ไม่มีใครประกันว่ารัฐบาลสหรัฐจะถือเช่นนี้ตลอดไป เมื่อถึงวันนั้นจะยกเหตุผลที่ต้องทำสงครามล้มล้างรัฐบาลซีเรียด้วยสารพัดเรื่อง หนึ่งในนั้นคือรัฐบาลซีเรียเคยใช้อาวุธเคมี

            ประธานาธิบดีโอบามาอาจคิดว่าสามารถหลีกเลี่ยงส่งทหารอเมริกันไปรบในสมรภูมิซีเรีย ประธานาธิบดีทรัมป์อาจคิดว่าการถล่มด้วยขีปนาวุธ 60 ลูกไม่น่าจะมีผลอะไรมาก แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น สิ่งที่ทำกลายเป็นการตอกย้ำว่าต้องกำจัดรัฐบาลอัสซาดให้จงได้ ไม่ว่าศึกนี้จะต้องยืดเยื้ออีกกี่ปี คนต้องตายเพิ่มอีกกี่แสน
--------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
2 วันหลังข่าวการใช้อาวุธเคมีที่ Idlib ทางตอนเหนือของซีเรีย มีผู้เสียชีวิตราว 80 ราย รัฐบาลทรัมป์สรุปทันทีว่าคือฝีมือของกองทัพรัฐบาลซีเรีย จึงโจมตีสนามบินแห่งหนึ่งด้วยขีปนาวุธ เรื่องสำคัญและร้ายแรงคือประธานาธิบดีทรัมป์สั่งการทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานว่าใครเป็นผู้ใช้อาวุธเคมี พยายามอธิบายให้เห็นภาพเด็กๆ ผู้บริสุทธิ์ที่ต้องจบชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน ไม่คำนึงว่าการโจมตีของตนละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ว่าสหรัฐสามารถโจมตีประเทศใดๆ ก็ได้โดยไม่ต้องมีหลักฐาน ไม่ต้องมีเหตุผลที่นานาชาติยอมรับ

บรรณานุกรม:
1. About 2 millions and half killed and wounded since the beginning of the Syrian Revolution. (2015, October 16). Syrian Observatory for Human Rights. Retrieved from http://www.syriahr.com/en/2015/10/about-20-millions-and-half-killed-and-wounded-since-the-beginning-of-the-syrian-revolution/
2. Braude, Joseph. (2003). The New Iraq. New York : Basic Book.
3. Chulov, Martin., Shaheen, Kareem. (2017, April 5). Syria chemical weapons attack toll rises to 70 as Russian narrative dismissed. The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/world/2017/apr/04/syria-chemical-attack-idlib-province
4. Diamond, Jeremy. (2015, October 25). Trump: World would be '100%' better with Hussein, Gadhafi in power. CNN. Retrieved from http://edition.cnn.com/2015/10/25/politics/donald-trump-moammar-gadhafi-saddam-hussein/
5. Remarks by President Obama in Address to the United Nations General Assembly. (2013, September 24). The White House. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/09/24/remarks-president-obama-address-united-nations-general-assembly
6. Russia's Vladimir Putin challenges US on Syria claims. (2013, August 31). BBC. Retrieved from http://www.bbc.co.uk/news/world-middle-east-23911833
7. Starr, Barbara. (2017, April 13). US intelligence intercepted communications between Syrian military and chemical experts. CNN. Retrieved from http://edition.cnn.com/2017/04/12/politics/us-intelligence-syrian-chemical-weapons/index.html
8. The White House. (2013, August 21). “Government Assessment of the Syrian Government’s Use of Chemical Weapons on August 21, 2013”. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/08/30/government-assessment-syrian-government-s-use-chemical-weapons-august-21
9. The White House. (2017, April 6). Statement by President Trump on Syria. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2017/04/06/statement-president-trump-syria
10. The White House. (2017, April 11). Background Press Briefing on Syria, 4/11/2017. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2017/04/11/background-press-briefing-syria-4112017
11. Trump details ‘America first’ foreign policy views, threatening to withdraw troops from Japan, South Korea. (2016, March 27). The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2016/03/27/world/politics-diplomacy-world/trump-details-america-first-foreign-policy-views-threatening-withdraw-troops-japan-south-korea/#.Vvh-wtJ97IV
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2560

ทรัมป์โจมตีอัสซาด แม้ปราศจากหลักฐานใช้อาวุธเคมี

9 เมษายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7457 วันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน พ.ศ.2560)

4 เมษายน เกิดเหตุใช้ก๊าซพิษในซีเรีย ที่เมือง Idlib ทางตอนเหนือของซีเรีย เขตควบคุมของฝ่ายต่อต้าน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 80 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็กเกือบ 30 ราย สื่อ The Guardian อ้างข้อมูลจากผู้เห็นเหตุการณ์ว่าก๊าซพิษเกิดขึ้นหลังเครื่องบินรบบินผ่าน รัฐบาลสหรัฐโทษว่าเป็นฝีมือของรัฐบาลอัสซาด ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า “เมื่อวันอังคาร (4) ผู้นำเผด็จการ บาชาร์ อัลอัสซาด (Bashar al-Assad) โจมตีพลเรือนผู้บริสุทธิ์อย่างโหดร้ายด้วยอาวุธเคมี เป็นสารทำลายประสาท”
            คืน 6 เมษายน (ตามเวลาสหรัฐหรือเช้าวันที่ 7 ของซีเรีย) จรวดร่อน (cruise missiles) เกือบ 60 ลูกโจมตีฐานทัพอากาศ Shayrat ในจังหวัด Homs ที่ฝ่ายสหรัฐเชื่อว่าเครื่องบินที่ปล่อยอาวุธเคมีบินขึ้นจากฐานบินนี้
            ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าเหตุที่ทำเช่นนี้ก็เพราะเป็นผลประโยชน์ยิ่งยวดแห่งชาติ (vital national security interest) พร้อมกับเรียกร้องให้ชาติอารยะทั้งหลายร่วมมือกับสหรัฐหยุดการสังหารและหลั่งเลือดในซีเรีย รวมทั้งการก่อการร้ายทุกประเภท

คำชี้แจงของรัฐบาลซีเรียบกับรัสเซียตรงกัน คือชี้ว่าต้นเหตุเกิดจากเครื่องบินรบซีเรียโจมตีคลังอาวุธขนาดใหญ่ของผู้ก่อการร้าย คลังดังกล่าวเก็บสะสมสารพิษ เป็นที่ผลิตหัวรบบรรจุสารพิษ
วาลิด อัลเมาเล็ม (Walid al-Moallem) รองนายกฯ และรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศซีเรียยืนยันว่ากองทัพไม่ได้ใช้อาวุธเคมีและไม่เคยใช้ไม่ว่าต่อผู้ก่อการร้ายหรือประชาชน ให้รายละเอียดว่าการใช้อาวุธเคมีเกิดขึ้นเมื่อ 6.00 น. แต่เครื่องบินรบเริ่มปฏิบัติครั้งแรกของวันเมื่อ 11.30 น.เพื่อทำลายคลังเก็บอาวุธของกลุ่มก่อการร้าย Jabhat al-Nusra อาคารดังกล่าวเก็บอาวุธเคมีด้วย ทั้งยังอธิบายว่าหากเป็นการโจมตีทางอากาศสารพิษจะแพร่กระจายกว่า 1 กิโลเมตร ไม่อยู่ในขอบเขตแคบๆ อย่างที่เกิดขึ้น
            ด้านนายกฯ เทเรซา เมย์ (Theresa May) เรียกร้องให้องค์การห้ามอาวุธเคมี (Organisation for the Prohibition of Chemical Weapons) เข้าตรวจสอบ

ย้อนรอยสมัยโอบามา ข้อแตกต่างของทรัมป์ :
            การใช้อาวุธเคมีในซีเรียเป็นเรื่องเก่าที่เกิดขึ้นนับสิบครั้งแล้ว บางครั้งโทษรัฐบาลอัสซาด บางครั้งโทษฝ่ายต่อต้าน ผู้ก่อการร้าย ครั้งร้ายแรงที่สุดเกิดเมื่อสิงหาคม 2013 แถบชานกรุงดามัสกัส มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,400 ราย ครั้งนั้นรัฐบาลโอบามาอ้างหลักฐานจากดาวเทียม แสดงให้เห็นว่าจรวดปล่อยจากพื้นที่ฝั่งของรัฐบาลเป็นเวลา 90 นาทีก่อนเริ่มมีรายงานการโจมตีด้วยอาวุธเคมี ภาพจากวีดีโอกว่า 100 รายการแสดงให้เห็นว่าผู้เคราะห์ร้ายได้รับอาวุธเคมีชนิดส่งผลต่อระบบประสาท สหรัฐสามารถดักฟังการสนทนาของเจ้าหน้าที่ระดับสูงซีเรียที่พูดว่า “ยืนยันว่าได้ปล่อยอาวุธเคมีแล้ว แต่ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ต่อสาธารณะ
ด้วยเหตุนี้ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน จึงท้าทายให้สหรัฐนำหลักฐานดังกล่าวมาพิสูจน์ในสหประชาชาติ พร้อมกับกล่าวว่า “ถ้ามีหลักฐานก็ควรแสดงออกมา ถ้าไม่แสดงเท่ากับว่าไม่มีหลักฐานจริง”
ขณะนั้นเกิดกระแสให้สหรัฐโจมตีซีเรีย แต่ทั้งๆ ที่อ้างว่ามีหลักฐาน ประธานาธิบดีมีอำนาจสั่งโจมตีโดยชอบ แต่โอบามากลับโยนเรื่องให้รัฐสภาเป็นผู้ตัดสินใจว่าควรโจมตีหรือไม่ ให้เหตุผลว่าต้องการทำเป็นตัวอย่างในฐานะประเทศที่มีรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยเก่าแก่ที่สุดในโลก เป็นการ “ขออนุญาตใช้กำลังจากตัวแทนของชาวอเมริกันในรัฐสภา” สุดท้ายเรื่องก็เงียบหายไป

สิ่งทื่ทรัมป์แตกต่างจากโอบามาคือ ทรัมป์สั่งโจมตีทันทีใน 2 วันถัดไป

เรื่องร้ายแรงสุดคือประธานาธิบดีทรัมป์สั่งโจมตีทั้งๆ ที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นฝีมือใคร (ทรัมป์กล่าวโทษรัฐบาลซีเรียแต่ไม่แสดงหลักฐาน) กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ เพียงรัฐบาลทรัมป์ว่าคิดเป็นเช่นนั้นจริงก็จะลงมือทันที โดยไม่สนใจข้อเท็จจริง คำคัดค้านจากประเทศอื่นๆ
            เมื่อรัฐบาลทรัมป์เลือกโจมตีทันที ผลตามมาคือนับจากนี้รัฐบาลทรัมป์จะต้องยืนกระต่ายขาเดียวอ้างไปเรื่อยๆ ว่ากองทัพอัสซาดคือผู้ใช้อาวุธเคมี

ทำไมทรัมป์โจมตีอัสซาด :
            คำตอบว่าทำไมทรัมป์จึงโจมตีอัสซาด สามารถตอบใน 2 แนว คือ แนวพื้นฐานกับแนวซับซ้อน ถ้าตอบในแนวพื้นฐาน เป็นไปได้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการบิดกระแสสื่อ จากระยะนี้ที่ถูกวิพากษ์เรื่องความสัมพันธ์กับรัสเซียก่อนเลือกตั้ง นโยบายเศรษฐกิจที่ยังไม่ชัดเจน ข่าวแง่ลบทั้งหลายทำให้คะแนนนิยมลดลงเรื่อยๆ จนถึงมีกระแสคิดถอดถอน (impeachment) ประธานาธิบดี

            เหตุผลรองมาคือ เพื่อตอบสนองความต้องการของขั้วซาอุฯ ดังที่ทรัมป์พูดว่าเขารับมรดกจากรัฐบาลโอบามา คำพูดนี้สามารถโยงย้อนหลังว่าขั้วซาอุฯ หวังให้สหรัฐส่งทหารเข้ารบภาคพื้นดินล้มระบอบอัสซาด แต่โอบามาไม่ยอม กลายเป็นความระหองระแหงในสมัยนั้น มาถึงรัฐบาลปัจจุบัน Mohammed bin Salman รองมกุฎราชกุมารซาอุดิอาระเบียเพิ่งเยือนทำเนียบขาวหารือทรัมป์เมื่อกลางเดือนมีนาคม 2 ฝ่ายสัมพันธ์ชื่นมื่น เจ้าชายถึงกับเอ่ยว่าทรัมป์เป็น “มิตรแท้ของมุสลิม” (true friend of Muslims) การโจมตีอัสซาดอาจเป็นการเอาใจขั้วซาอุฯ รัฐบาลซาอุฯ มีแถลงการณ์สนับสนุนการโจมตีเต็มที่

            อีกเหตุผลที่เป็นไปได้คือพยายามแสดงความเป็นมหาอำนาจในยามที่สหรัฐกำลังถดถอย นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าคือการเตือนจีน เพราะเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะประธานาธิบดีสีจิ้นผิงกำลังเยือนสหรัฐ ประธานาธิบดีทรัมป์อาจต้องการแสดงให้เห็นว่าตนทำอะไรได้บ้าง

นโยบายใหม่ต่อซีเรีย :
            การโจมตีฐานทัพอากาศเป็นนโยบายใหม่ที่แตกต่างจากแนวนโยบายของรัฐบาลโอบามา และแตกต่างจากช่วงหาเสียงของทรัมป์ด้วย
            ในช่วงหาเสียงทรัมป์ใช้ประเด็นซีเรียโจมตีรัฐบาลโอบามา เห็นว่าโอบามาผิดพลาดที่มุ่งกำจัดรัฐบาลอัสซาด ความจริงแล้วภัยคุกคามที่ร้ายแรงกว่าคือผู้ก่อการร้าย IS/ISIL/ISIS ไม่ใช่ระบอบอัสซาด
ความคิดของเดิมทรัมป์คือแม้อัสซาดจะเป็นเผด็จการแต่ยังดีกว่า IS พูดเปรียบเปรยว่าโลกจะน่าอยู่ขึ้นหากซัดดัม ฮุสเซนกับกัดดาฟียังมีชีวิตอยู่ เพราะภูมิภาคมีเสถียรภาพ ลดผู้ก่อการร้าย แต่เดิมประเทศอย่างลิเบีย อิรักไม่ใช่ถิ่นของผู้ก่อการร้าย ถ้าซัดดัมอยู่ผู้ก่อการร้ายในอิรักจะถูกกำจัดทันที “ข้าพเจ้าไม่ได้พูดว่าเขา (ซัดดัม) เป็นคนดี เขาเป็นคนโหดร้าย แต่ก็ยังดีกว่าที่อิรักตอนนี้กลายเป็นศูนย์ฝึกผู้ก่อการร้าย”
            ถ้ายึดตามแนวทางขณะหาเสียง คือ  ยอมรับการคงอยู่ของระบอบอัสซาด (โอบามาต้องการให้อัสซาดลงจากอำนาจ) ไม่แตะต้องกองทัพอัสซาด
            จะทำอะไรมากกว่าเพียงการโจมตีสนามบินหรือไม่
การโจมตีซีเรียรอบนี้เป็นปฏิบัติการจำกัด เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐได้แจ้งรัสเซียล่วงหน้าแล้วว่าเป็นการโจมตีเพียงครั้งเดียว และอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมระบบป้องกันขีปนาวุธพื้นสู่อากาศของรัสเซียไม่สกัดขีปนาวุธสหรัฐ
แต่อีกหลายเดือนจากนี้รัฐบาลทรัมป์จะทำอะไรมากกว่านี้หรือไม่ จะอ้างการใช้อาวุธเคมีเพื่อความชอบธรรมในการอื่นๆ หรือไม่ เช่น ส่งกองทัพภาคพื้นดินเข้าล้มระบอบอัสซาด จัดตั้งเขตปลอดภัยแบ่งแยกดินแดนถาวร (เมื่อไม่นานนี้ได้ส่งทหารราบ นาวิกโยธินพร้อมอาวุธหนักเข้าร่วมทางภาคพื้นดินนับพันนายแล้ว) การแสดงออกของชาวอเมริกันต่อการโจมตีมีผลต่อการตัดสินใจทำการอื่นๆ ในอนาคต

อาจโจมตีเกาหลีเหนือ อิหร่านด้วยหลักการเดียวกัน :
เนื่องจากรัฐบาลทรัมป์ใช้บรรทัดฐานใหม่ คือ ไม่รอพิสูจน์ว่ารัฐบาลอัสซาดใช้อาวุธเคมีจริงหรือไม่ หรือใช้วิธีสรุปเอาเอง เมื่อวิเคราะห์แนวทางนี้กับประเทศปรปักษ์อื่นๆ โดยเฉพาะเกาหลีเหนือกับอิหร่าน สหรัฐมีเหตุผลที่จะโจมตีและมีความสมเหตุสมผลมากกว่า ยกตัวอย่าง โจมตีเกาหลีเหนือหากทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกล ทดลองจุดติดระเบิดนิวเคลียร์ โจมตีอิหร่านโทษฐานสนับสนุนผู้ก่อการร้าย มีกองกำลังในซีเรีย ทดสอบขีปนาวุธ
            นั่นหมายความว่า การโจมตีซีเรียครั้งนี้อาจเป็นแผนขั้นตอนหนึ่งของแผนที่ใหญ่กว่า เช่น จัดการอิหร่าน เกาหลีเหนือ จากหลักฐานที่ปรากฏมีความเป็นได้ เช่น การห้ามคน 6 สัญชาติเข้าประเทศ ขั้วซาอุฯ หวังรัฐบาลสหรัฐเร่งจัดการอิหร่าน รัฐบาลทรัมป์เตือนว่าอาจลงมือจัดการเกาหลีเหนือด้วยตัวเอง

            การจัดการอิหร่าน เกาหลีเหนือ อาจไม่ถึงขั้นส่งกองทัพเข้าล้มรัฐบาล แต่จะใช้วิธีคล้ายกับที่จัดการซีเรียในขณะนี้ นั่นคือยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพต่างๆ แหล่งทดลองนิวเคลียร์ ฐานปล่อยจรวด เป็นอีกขั้นตอนของหลายขั้นตอน

            นักวิชาการบางคนสนับสนุนแนวทางของทรัมป์ เห็นว่าการโจมตีซีเรียคือการเตือนประเทศอื่นๆ ที่คิดใช้อาวุธเคมี จุดอ่อนของแนวคิดนี้คือในอนาคตรัฐบาลทรัมป์อาจโจมตีประเทศใดๆ โดยใช้ข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ต้องมีหลักฐานข้อเท็จจริงประกอบ
ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างศาสนาอย่างสวยหรูว่า “เราร้องขอสติปัญญาจากพระเจ้าเมื่อเผชิญปัญหาโลกทุกเรื่อง” “เราอธิษฐานเพื่อชีวิตของผู้บาดเจ็บและวิญญาณของพวกเขาที่ต้องจากร่างกาย และเราหวังว่าตราบใดที่อเมริกายึดมั่นความยุติธรรม เมื่อนั้นสันติภาพกับความสมานฉันท์จะปรากฏ”
            ถามว่าการตัดสินโจมตีครั้งนี้ผ่านการวิเคราะห์พิจารณาอย่างยุติธรรมแล้วหรือไม่

รัฐบาลทรัมป์พยายามอ้างเหตุผลสารพัดให้ฟังดูดี ชี้ให้เห็นว่าผู้เสียชีวิตต้องทนทุกข์ทรมานมากเพียงไร เด็กๆ ผู้บริสุทธิ์ที่น่าสงสาร แต่ต้องไม่ลืมว่าการโจมตีซีเรียดังกล่าวละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ การใช้กำลังจะถูกต้องตามกฎหมายก็ต่อเมื่อใช้เพื่อป้องกันตนเองตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ และ/หรือ คณะมนตรีความมั่นคงจะต้องให้การรับรองใช้กำลังดังกล่าว
เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลสหรัฐแสดงตัวใหญ่กว่าสหประชาชาติ ใช้อำนาจเหนือกฎบัตร ประเทศอารยะเขาทำกันเช่นนี้หรือ ประเทศใดจะเป็นเหยื่อรายต่อไป
--------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง : 
รัฐบาลโอบามาใช้หลักฐานการโจมตีด้วยอาวุธเคมีเพียงครั้งเดียวกับอ้างหลักการว่าทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อโจมตีซีเรีย โดยละทิ้งกระบวนการของสหประชาชาติ กฎเกณฑ์ ระบบความมั่นคงของโลก

บรรณานุกรม:
1. Al-Moallem: Syrian Army didn’t and will not use chemical weapons even against terrorists. (2017, April 6). SANA.  Retrieved from http://sana.sy/en/?p=103704
2. Chulov, Martin., Shaheen, Kareem. (2017, April 5). Syria chemical weapons attack toll rises to 70 as Russian narrative dismissed. The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/world/2017/apr/04/syria-chemical-attack-idlib-province
3. Convergence on Iran, visa ban during Mohammed bin Salman-Trump meeting. (2017, March 15). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/perspective/features/2017/03/15/Convergence-on-Iran-visa-ban-during-Mohammed-bin-Salman-Trump-meeting.html
4. Diamond, Jeremy. (2015, October 25). Trump: World would be '100%' better with Hussein, Gadhafi in power. CNN. Retrieved from http://edition.cnn.com/2015/10/25/politics/donald-trump-moammar-gadhafi-saddam-hussein/
5. Lamothe, Dan., Ryan, Missy., Gibbons-Neff, Thomas. (2017, April 6). U.S. strikes Syrian military airfield in first direct assault on Bashar al-Assad’s government. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/national-security/trump-weighing-military-options-following-chemical-weapons-attack-in-syria/2017/04/06/0c59603a-1ae8-11e7-9887-1a5314b56a08_story.html
6. Obama to ask Congress to approve strike on Syria. (2013, August 31). Market Watch. Retrieved from http://www.marketwatch.com/story/obama-to-ask-congress-to-approve-strike-on-syria-2013-08-31
7. Olorunnipa, Toluse., Shi, Ting., Talev, Margaret. (2017, April 6). Trump's Syria Strike Sends Not-So-Subtle Warning to U.S. Rivals. Bloomberg. Retrieved from https://www.bloomberg.com/politics/articles/2017-04-07/trump-s-syria-strike-sends-not-so-subtle-warning-to-u-s-rivals
8. Russian Foreign Ministry: Donald Trump has very hard times. (2017, April 7). Pravda. Retrieved from http://www.pravdareport.com/news/russia/kremlin/07-04-2017/137409-russian_foreign_ministry_zakharova-0/
9. Russia's Vladimir Putin challenges US on Syria claims. (2013, August 31). BBC. Retrieved from http://www.bbc.co.uk/news/world-middle-east-23911833
10. The White House. (2013, August 21). “Government Assessment of the Syrian Government’s Use of Chemical Weapons on August 21, 2013”. Retrieved from http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/08/30/government-assessment-syrian-government-s-use-chemical-weapons-august-21
11. Trump details ‘America first’ foreign policy views, threatening to withdraw troops from Japan, South Korea. (2016, March 27). The Japan Times. Retrieved from http://www.japantimes.co.jp/news/2016/03/27/world/politics-diplomacy-world/trump-details-america-first-foreign-policy-views-threatening-withdraw-troops-japan-south-korea/#.Vvh-wtJ97IV
12. Trump strikes Syria after ‘chemical’ attack. (2017, April 7). U.S. strikes Syrian military airfield in first direct assault on Bashar al-Assad’s government. Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/node/1080481/middle-east
13. Trump ‘true friend of Muslims,’ Saudi prince says after meeting. (2017, March 15). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/380822-trump-saudi-muslim-friend/
14. US' Airstrike in Syria: Trump 'Needs a Swift Victory to Resolve' Domestic Issues. (2017, April 7). Sputnik News. Retrieved from https://sputniknews.com/politics/201704071052404806-airstrike-trump-domestic-issues/
15. U.S. warns U.N. over failure to act in Syria. (2017, April 6). The Japan News.  Retrieved from http://the-japan-news.com/news/article/0003624183
16. Why Russia and Syria took no retaliatory measures to US missile attacks. (2017, April 7). Pravda. Retrieved from http://www.pravdareport.com/news/hotspots/conflicts/07-04-2017/137407-russia_syria_attack-0/
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2560

ประธานาธิบดีทรัมป์กับการถูกดักฟังโทรศัพท์

2 เมษายน 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7450 วันอาทิตย์ที่ 2 เมษายน พ.ศ.2560)

            ประธานาธิบดีทรัมป์ทวิชข้อความว่าอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา (Barack Obama) ดักฟังโทรศัพท์ของตนในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง แต่ ณ ขณะนั้นไม่ได้ฟ้องร้องหน่วยงานใด ต่อมาอ้างว่าเนื่องจากข้อมูลดักฟังมาจากสื่อ The New York Times ฉบับวันที่ 20 มกราคม ตนไม่ชอบสื่อดังกล่าวจึงไม่ดำเนินการฟ้องร้องโอบามาในขณะนั้น ด้าน The New York Times แย้งว่าที่นำเสนอคือ “ข้อมูลที่ได้จากการดักฟังถูกนำไปใช้ในการสอบสวนทีมผู้ช่วยทรัมป์” ไม่ได้ระบุว่าโอบามาสั่งดักฟังช่วงเลือกตั้ง
            เรื่องที่ The New York Times เอ่ยถึงคือเจ้าหน้าที่ FBI ดักฟังการติดต่อสารทีมงานทรัมป์ รวมทั้ง Roger Stone, Carter Page และ Paul Manafort (คนเหล่านี้เป็นทีมงานใกล้ชิด) เพื่อหาความเชื่อมโยงกับรัสเซียตามที่ประธานาธิบดีได้ลงนามในคำสั่งหลังฝ่ายการเมืองเรียกร้อง ไม่ได้ดักฟังทรัมป์แต่อย่างไร
            คำกล่าวหาของทรัมป์เป็นเรื่องร้ายแรงเพราะหากประธานาธิบดีโอบามาทำเช่นนั้นเท่ากับผิดกฎหมาย ใช้อำนาจดักฟังผู้สมัครฝ่ายตรงข้ามในช่วงเลือกตั้ง อีกทั้งการตรวจสอบติดตามพลเมืองอเมริกันจะต้องมีหมายศาล มีมูลเหตุน่าสงสัย ลำพังคำสั่งประธานาธิบดีไม่สามารถทำได้
            หลักฐานที่ทรัมป์อ้างถึงจึงไม่ถูกต้อง

            ต่อมาทรัมป์ทวิชข้อความอีกว่า “เพิ่งค้นพบว่าโอบามาดักฟัง Trump Tower ไม่นานก่อนชนะเลือกตั้ง" โดยไม่ได้แสดงหลักฐานใดๆ Kellyanne Conway ที่ปรึกษาใกล้ชิดของทรัมป์คิดว่าการตรวจสอบติดตามทรัมป์ไม่ใช่เรื่องดักฟังทีมงานในช่วงหาเสียงเท่านั้น ทั้งยังทำต่ออาคาร Trump Tower ศูนย์อำนวยการเลือกตั้งด้วยวิธีหลากหลายไม่เฉพาะดักฟังโทรศัพท์ อย่างไรก็ตาม Conway ไม่ได้แสดงหลักฐานตามคำกล่าวหาเช่นกัน
Conway ยังเชื่อว่าพวกเดโมแครทพยายามจะล้มรัฐบาลทรัมป์ เพราะไม่คิดว่าจะแพ้เลือกตั้ง จึงต้องใช้ทุกวิถีทาง พูดเป็นนัยว่าการเชื่อมโยงทรัมป์กับรัสเซียคือหนึ่งในวิธีดังกล่าว
อดีตประธานาธิบดีโอบามาโต้ว่าไม่ได้ดักฟังทรัมป์ตามคำกล่าวหาแต่อย่างไร

            16 มีนาคม แกนนำคณะกรรมาธิการด้านการข่าววุฒิสภา (Senate intelligence committee) ทั้งรีพับลิกันกับเดโมแครทร่วมแถลงว่าจากข้อมูลที่มีอยู่ไม่พบการแอบตรวจสอบติดตาม Trump Tower จากหน่วยงานใดๆ ทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง คณะกรรมาธิการด้านการข่าวสภาผู้แทนราษฎรให้ข้อสรุปเดียวกัน (คณะกรรมาธิการฯ มีหน้าที่ตรวจสอบกิจกรรมการข่าวของรัฐ เข้าถึงข้อมูลหน่วยงานต่างๆ)
ถึงกระนั้นประธานาธิบดีทรัมป์ยังยืนยันว่ามีการดักฟังจริง ไม่สนการชี้แจงใดๆ Sean Spicer โฆษกทำเนียบขาวโต้ว่าเหตุที่คณะกรรมาธิการได้ข้อสรุปเช่นนั้นเพราะไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลอย่างครบถ้วน
            ทีมงานทรัมป์มองว่าเป็นอำนาจครอบงำทำเนียบขาวจากกลุ่มผู้ทรงอำนาจเดิม (establishment) และเป็นอีกเหตุผลที่สื่อกระแสหลักมักรายงานข่าวลบต่อรัฐบาล
            ถ้าคิดว่าเป็นข้อแก้ตัวของฝ่ายทรัมป์ ในทางการเมืองย่อมหาข้ออ้างได้ตลอด และถ้าคิดว่ากลุ่มผู้ทรงอำนาจเดิมมีจริง อาจเป็นอีกหลักฐานชี้ว่าทรัมป์กำลังถูกเล่นงาน

            ไม่กี่วันต่อมาทรัมป์อ้างว่าเขามีหลักฐานลับที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน พร้อมส่งให้คณะกรรมาธิการตรวจสอบในไม่ช้า ที่รั้งรออยู่เพราะเกรงว่าจะทำให้หน่วยงานเสื่อมเสีย
ต่อมามีประเด็นว่าสำนักข่าวกรองแห่งชาติอังกฤษ (GCHQ) ช่วยโอบามาดักฟังทรัมป์ แต่ GCHQ ปฏิเสธ ควรเข้าใจว่าระบบการข่าวของสหรัฐในปัจจุบันเป็นระบบที่ร่วมมือกับพันธมิตรหลายประเทศเพื่อเก็บข่าวกรองจากทุกมุมโลก อังกฤษเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย “Five Eyes” ที่สหรัฐเป็นแกนนำ ดังนั้น ย่อมมีความเป็นไปได้หากทีมพิเศษของ GCHQ ทำงานอย่างลับๆ
ด้านทำเนียบขาวออกมาขอโทษ GCHQ แทนผู้ดำเนินรายการฝั่งสหรัฐที่กล่าวหาอย่างผิดๆ แต่ไม่กี่วันต่อมาทรัมป์แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยที่ต้องขอโทษอังกฤษ ชี้ว่าที่ Spicer พูดถึง GCHQ เพราะใช้ข้อมูลจากสำนักข่าวแห่งหนึ่ง ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงไม่ได้ทำผิดอะไร ถ้ายังมีข้อสงสัยให้ถามสื่อไม่ใช่มาถามรัฐบาล แต่ผู้ดำเนินรายการคนดังกล่าวหายไปจากเวที ไม่ปรากฎตัวอีก
            การแก้ตัวแบบทรัมป์ทำให้เกิดประเด็นว่าโฆษกทำเนียบขาวสมัยนี้ตกต่ำถึงขนาดต้องอ้างอิงข้อมูลจากสำนักข่าว และเมื่อพบความผิดพลาดก็โทษสื่อ แต่ไม่โทษตัวเอง

20 มีนาคม James B. Comey ผู้อำนวยการ FBI แถลงว่าไม่มีข้อมูลบ่งชี้ว่าอดีตประธานาธิบดีโอลามาสั่งตรวจสอบติดตาม Trump Tower ในช่วงหาเสียง FBI ได้ตรวจสอบหน่วยงานตนเองอย่างละเอียดแล้วไม่พบข้อมูลหลักฐานใดๆ และโดยกฎหมายไม่สามารถทำได้ เช่นเดียวกับ Michael S. Rogers ผู้อำนวยการสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Agency: NSA) ให้ข้อสรุปเดียวกัน
ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันกระทรวงยุติธรรมมีหนังสือชี้ว่าไม่พบหลักฐานเช่นกัน

            ประเด็นซับซ้อนขึ้นอีก เมื่อ Devin Nunes ประธานคณะกรรมาธิการด้านการข่าวสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรครีพับลิกันกล่าวในเวลาต่อมาว่าไม่มีการดักฟังทางสาย (wiretap) ต่อตึก Trump Tower แต่มีหน่วยงานความมั่นคงคอยติดตามประธานาธิบดีกับทีมงานอย่างลับๆ “โดยถูกกฎหมาย” เป็นระเบียบปฏิบัติที่มีอยู่แล้ว เช่น ในกรณีติดต่อกับทูตต่างประเทศ หรือที่เรียกว่า “incidental collection
            Nunes ให้ความเข้าใจว่าแท้จริงแล้วประธานาธิบดีกับทีมงานอยู่ภายใต้การติดตามอย่างลับๆ เพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย เป็นกระบวนการตรวจสอบมาตรฐานที่ทำกันเรื่อยมา แต่ไม่เกี่ยวข้องกับดักฟังเพื่อประโยชน์ในช่วงเรื่องหาเสียง
ความเข้าใจตามมาอีกประการคือ หน่วยงานความมั่นคงบางส่วนมีอำนาจมากถึงขั้นแอบติดตามประธานาธิบดี ซึ่งเท่ากับรู้ความลับเรื่องสำคัญมากมาย อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ Nunes ให้น่าจะเป็นเชิงหลักการ คงมีรายละเอียดซับซ้อน ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมีหน่วยงานลับล่วงรู้ความลับทุกอย่างของประธานาธิบดี
            แต่จะดักฟังขณะหาเสียงหรือไม่นั้น หน่วยงานราชการทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างออกมาแถลงว่า “ไม่มี”

วิเคราะห์ องค์รวมและสรุป :
            ประการแรก การตรวจสอบติดตามทางลับด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง
            สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติบรรยายว่าตัวเองเป็นหน่วยงานด้านการข่าว มีหน้าที่เก็บรวบรวมข่าวกรองต่างประเทศ รวมถึงการต่อต้านหน่วยข่าวกรองต่างชาติ รวบรวมข้อมูลผ่านสื่อสัญญาณทุกชนิด เช่น สัญญาณวิทยุ สัญญาณตามสาย และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทุกรูปแบบ (อีเมล ข้อความสั้นหรือ SMS ล้วนอยู่ในข่ายทั้งสิ้น)
            สำนักงานฯ จะเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลแล้วส่งให้ฝ่ายนโยบายและกองทัพตามต้องการ ลำดับความสำคัญของข้อมูลที่จัดเก็บขึ้นกับนโยบายของประธานาธิบดี ทีมที่ปรึกษาความมั่นคง และเจ้าหน้าที่ผู้เรียงลำดับความสำคัญ
            โดยพื้นฐานแล้วระบบการข่าวมีขีดความสามารถสูงมาก เพราะหลักพื้นฐานการข่าวคือ “ความลับ” “ไม่มีใครรู้เห็น” ต้องไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามจับได้ ซึ่งหมายถึงความปลอดภัย ได้ข้อมูลที่เป็นจริง

            กรณีนายกฯ แมร์เคิลถูกดังฟังเมื่อปี 2013 เป็นกรณีตัวอย่างที่ดี ทางการเยอรมันจับได้ว่าสหรัฐดักฟังโทรศัพท์มือถือ นายกฯ แมร์เคิลถึงกับกล่าวว่า “เรายังเป็นพันธมิตร... แต่การเป็นพันธมิตรจะต้องสร้างบนความไว้ใจต่อกัน”
การดักฟังการสอดแนมไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ รัสเซียกับจีนน่าจะกำลังทำเช่นนี้กับเยอรมนี แต่เมื่อพบว่าพันธมิตรสหรัฐเป็นผู้กระทำเสียเอง เป็นการทำลายความไว้วางใจต่อกัน และต้องหยุดทันที
            ถ้าตัดประเด็นการเป็นพันธมิตรหรือศัตรู การดักฟังโทรศัพท์มือถือของนายกฯ แมร์เคิลให้ความเข้าใจว่าเทคโนโลยีของสหรัฐสูงถึงขั้นสามารถเจาะเข้าระบบป้องกันของเยอรมัน ประเทศผู้เป็นเลิศทางเทคโนโลยีของโลกเช่นกัน ดังนั้น หากโทรศัพท์ของนายกฯ เยอรมันยังถูกดักฟัง นับประสาอะไรกับการดักฟังคนอื่นๆ

            ประการที่ 2 ไม่ตัดความเป็นไปได้ทั้งหมด
ความเข้าใจจาก Devin Nunes คือประธานาธิบดีกับทีมงานล้วนอยู่ภายใต้การติดตามอย่างลับๆ ด้วยกันทั้งสิ้น เป็นไปตามกฎหมาย แม้ไม่มีใครชี้ว่ามีการดักฟังช่วงหาเสียงแต่ด้วยระบบดักฟังที่มีอยู่ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ทั้งหมดทิ้ง
            เอกสารของ NSA พูดถึงปฏิบัติการ Stateroom ว่าเป็นการดักฟังสัญญาณจากอาคารสถานทูตที่อยู่ต่างประเทศ ศูนย์สื่อสารของรัฐบาล ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นความลับที่แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ในสถานทูตเหล่านั้นก็ไม่ทราบข้อเท็จจริง อุปกรณ์เครื่องมือสอดแนมต่างๆ จะได้รับการปกปิดหรือตกแต่งเพื่อไม่ให้คนอื่นล่วงรู้ว่าคืออะไร ข้อมูลชิ้นนี้ให้ความเข้าใจชัดเจนว่ามีชั้นความลับที่เข้าถึงไม่ได้ ถ้าคิดเข้าข้างทรัมป์ เป็นไปได้หรือไม่ว่าเจ้าหน้าที่บางคนของหน่วยงานลับทำงานด้วยคำสั่งที่ตรวจสอบไม่ได้ เป็นเหตุผลว่าคณะกรรมาธิการด้านการข่าวไม่พบหลักฐานใดๆ

เป็นไปได้หรือไม่ที่มีผู้พยายามหาหลักฐาน นำสู่การ Impeachment ประธานาธิบดี เช่น เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่อยมา
ทรัมป์อาจรู้ระแคะระคายจึงพยายามหาทางสกัด หรือหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่ง

            โดยสรุปแล้ว ถ้าตัดประเด็นความสับสนของประธานาธิบดีทรัมป์ ประธานาธิบดีโอบามาไม่เคยสั่งให้ดักฟังช่วงหาเสียง ทรัมป์ยังเชื่อว่าตนถูกตรวจสอบติดตามอย่างลับๆ จากทีมลับสุดยอดที่ไม่สามารถตรวจสอบด้วยระบบที่มีอยู่ และไม่อาจรู้ได้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง จะเป็นกลุ่มผู้ทรงอำนาจตามที่ฝ่ายทรัมป์ตั้งข้อสังเกตหรือไม่
            บทความนี้เพียงเสนอแง่มุมวิเคราะห์อีกแบบ ไม่มีเจตนาชี้นำว่าความคิดของทรัมป์ถูกต้องหรือไม่ ทุกอย่างควรพิสูจน์ด้วยข้อมูลหลักฐานที่เชื่อได้ ปรากฏต่อสาธารณะ มิฉะนั้นจะเป็นเพียงปริศนาที่รอคำตอบ นี่คืออีกส่วนของการเมืองอเมริกาและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศปัจจุบัน
-------------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง : 
ในยามที่การสอดแนม การจารกรรมจาก NSA กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั่วโลก คุณอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมันได้ประกาศนโยบายต่อต้านการสอดแนมอันเกินกว่าเหตุ ด้วยการริเริ่มและการดำเนินอย่างจริงจัง ทำให้อีกหลายประเทศทั่วโลกต่างเข้ามาประสานพลัง ต่อต้านการสอดแนมจาก NSA และได้เห็นแบบอย่างภาวะผู้นำโลกของเยอรมนีในหลายด้าน

นับวันคนทั่วโลกจะรับทราบข้อมูลการสอดแนมของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐหรือ NSA และกลายเป็นที่วิพากษ์ว่าเหมาะสมหรือไม่ รัฐบาลหลายประเทศไม่อาจทนนิ่งเฉยต้องหากไม่ต่อต้านการสอดแนมก็คือต่อต้านการเปิดโปง เรื่องที่เกิดขึ้นมีข้อคิดหลายแง่มุม เช่น มีความจำเป็นเพื่อการต่อต้านการก่อการร้าย เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนคนนับล้าน การกระทบต่อความมั่นคงของชาติ เรื่องของนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดนยังไม่จบเพียงเท่านี้

บรรณานุกรม:
1. Ackerman, Spencer., Siddiqui, Sabrina. (2017, March 16). Senate intelligence chiefs of both parties reject Trump wiretapping claim. The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/us-news/2017/mar/16/wiretapping-trump-tower-senate-intelligence-committee
2. Baker, Peter., Savage, Charlie. (2017, March 16). Trump Digs In on Wiretap, No Matter Who Says Differently. The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2017/03/16/us/politics/richard-burr-mark-warner-trump-wiretap.html?_r=0
3. Carroll, Lauren. (2017, March 16). Donald Trump says he learned Obama tapped his phones from the New York Times. Politifact. Retrieved from http://www.politifact.com/truth-o-meter/statements/2017/mar/16/donald-trump/donald-trump-says-he-learned-obama-tapped-his-phon/
4. Gambino, Lauren., Rawlinson, Kevin. (2017, March 16). GCHQ dismisses 'utterly ridiculous' claim it helped wiretap Trump. The Guardian. Retrieved from https://www.theguardian.com/us-news/2017/mar/16/gchq-denies-wiretap-claim-trump-obama
5. Kelly, Mike. (2017, March 15). Kellyanne Conway alludes to even wider surveillance of Trump campaign. North Nersey.com. Retrieved from http://www.northjersey.com/story/news/columnists/mike-kelly/2017/03/12/mike-kelly-conway-suggests-even-wider-surveillance-trump-campaign/99060910/
6. Merkel calls US spying breach of trust. (2013, October 24). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/europe/2013/10/merkel-calls-us-spying-breach-trust-2013102416161685214.html
7. Nakashima, Ellen., Demirjian, Karoun., Barrett, Devlin. (2017, March 20). FBI Director Comey: Justice Dept. has no information that supports Trump’s tweets alleging he was wiretapped by Obama. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/national-security/fbi-director-to-testify-on-russian-interference-in-the-presidential-election/2017/03/20/cdea86ca-0ce2-11e7-9d5a-a83e627dc120_story.html
8. National Security Agency. (2013, October). The National Security Agency: Missions, Authorities, Oversight and Partnerships. Retrieved from http://www.NSA.gov/public_info/_files/speeches_testimonies/2013_08_09_the_NSA_story.pdf
9. 'Out of Hand': Europe Furious Over US Spying Allegations. (2013, October 24). Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/angry-european-and-german-reactions-to-merkel-us-phone-spying-scandal-a-929725.html
10. Qiu, Linda. (2017, March 23). Fact Check: Trump Misleads About The Times’s Reporting on Surveillance. The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2017/03/23/us/politics/fact-check-trump-misleads-surveillance-wiretapping.html?_r=0
11. Scherer, Michael. (2017, March 23). Can President Trump Handle the Truth? Time. Retrieved from http://time.com/4710614/donald-trump-fbi-surveillance-house-intelligence-committee/?xid=homepage
12. Swinford, Steven. (2017, March 17). US makes formal apology to Britain after White House accuses GCHQ of wiretapping Trump Tower. The Telegraph. Retrieved from http://www.telegraph.co.uk/news/2017/03/17/us-makes-formal-apology-britain-white-house-accuses-gchq-wiretapping/
13. Swinford, Steven. (2017, March 18). Donald Trump fuels diplomatic row with Britain after apology from US officials over GCHQ wiretapping claims. The Telegraph. Retrieved from http://www.telegraph.co.uk/news/2017/03/17/us-makes-formal-apology-britain-white-house-accuses-gchq-wiretapping/
14. White House defends Trump's wiretapping claim, playing down FBI's Russia-link probe. (2017, March 21). Xinhua. Retrieved from http://news.xinhuanet.com/english/2017-03/21/c_136143833.htm
-----------------------------