วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2556

‘อิซูโม’ ภาพสะท้อนความมั่นคงเอเชียแปซิฟิก การประชันกำลังระหว่างญี่ปุ่น จีนและสหรัฐฯ

15 สิงหาคม 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ได้รับการเผยแพร่ผ่าน ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2556, http://www.thaiworld.org/thn/thailand_monitor/answera.php?question_id=1285)

            ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาทางการญี่ปุ่นเปิดตัวเรือรบลำใหม่ เรือลำดังกล่าวกล่าวมีลักษณะโดดเด่นหลายประการ เริ่มจากเป็นเรือรบที่ประเทศญี่ปุ่นต่อขึ้นเองและมีขนาดใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา คือมีขนาดความยาว 248 เมตร มีระวางขับน้ำเต็มที่ 24,000 ตัน ตั้งชื่อเรือว่า อิซูโม (Izumo) ทางการญี่ปุ่นจัดให้เรือดังกล่าวเป็นเรือพิฆาต สามารถบรรทุกเฮลิคอปเตอร์จำนวน 9-14 ลำ คาดว่าจะเริ่มเข้าประจำการในปี 2015
            อาจย้อนอดีต ญี่ปุ่นมีความสามารถสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินมานานแล้ว เมื่อเริ่มสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1941 ญี่ปุ่นในขณะนั้นเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีกองเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่และทันสมัยที่สุดในโลก เป็นผู้สร้างเรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลกในสมัยนั้น คือเรือชินาโน (Shinano) มีระวางขับน้ำถึง 62,000 ตัน (หรือหนักกว่าเรือจักรีนฤเบศรกว่า 5 เท่า) กองทัพญี่ปุ่นอาศัยกองเรือบรรทุกเครื่องบินส่งเครื่องบินรุกรานหลายประเทศ รวมทั้งการโจมตีเพิร์ลฮาเบอร์นำสหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงครามโลกเต็มตัว

ข้อวิพากษ์เรืออิซูโม:
            นับจากสิ้นสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมากองทัพญี่ปุ่นอยู่ในฐานะเป็นกองกำลังป้องกันตนเอง รัฐธรรมนูญจำกัดบทบาทกองทัพหวังไม่ให้เป็นผู้ก่อสงครามอีก การต่อเรืออิซูโมมีข้อวิพากษ์หลายประการ ดังนี้
            ประการแรกคือ ทางการญี่ปุ่นกำหนดให้เรืออิซูโมจัดอยู่ในชั้นเรือพิฆาต มีหน้าที่ตรวจตราเฝ้าระวังและเป็นเรือกู้ภัยเมื่อเกิดเหตุวิกฤต (surveillance and humanitarian assistance and disaster relied missions) แต่โดยหลักการเรือพิฆาตหมายถึงเรือที่มีภารกิจหลักเพื่อปราบเรือดำน้ำ ในขณะที่เรือพิฆาตสมัยใหม่สามารถปฏิบัติได้หลากหลายภารกิจทั้งเชิงรุกเชิงรับ เป็นข้อสงสัยเบื้องต้นว่าการจัดชั้นให้เป็นเรือพิฆาตนั้นตรงกับภารกิจที่ประกาศไว้หรือไม่

            ประการที่สอง เรืออิซูโมสามารถบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ราว 9-14 เครื่อง การที่เรือรบซึ่งมีศักยภาพกำหนดให้เป็นเรือพิฆาตแต่ต้องทำหน้าที่เป็นฐานบินลอยน้ำของอากาศยานเป็นเรื่องไม่สมเหตุผลและเข้ากันไม่ได้ หากจะทำหน้าที่เป็นเรือพิฆาตก็ไม่ควรทำหน้าที่เป็นฐานบินลอยน้ำ
            โดยทั่วไปเรือพิฆาตมีเฮลิคอปเตอร์ประจำเรือเพียง 1-2 เครื่อง เป็นจำนวนที่เหมาะสมสำหรับภารกิจของเรือพิฆาต ช่วยให้เรือมีความคล่องตัว ไม่ใหญ่เทอะทะ ทำหน้าที่เรือพิฆาตได้อย่างเต็มที่ ทั้งยังช่วยประหยัดงบประมาณเมื่อเทียบกับเรืออิซูโมซึ่งมีขนาดใหญ่ การสร้างเรืออิซูโมเพื่อภารกิจของเรือพิฆาตจึงเหมือนเป็นการสูญเสียทรัพยากรจำนวนมากโดยใช่เหตุ
            มีข้อมูลที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับเรือหลวงจักรีนฤเบศรของไทย เรือหลวงจักรีนฤเบศรถูกจัดชั้นว่าเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินกลับมีขนาดเล็กกว่าอย่างชัดเจน คือมีความยาวตลอดลำเพียง 182.6 เมตร ระวางขับน้ำเต็มที่ 11,544 ตัน อากาศยานประจำเรือประกอบด้วยเครื่องบินขึ้นลงทางดิ่งแบบ AV-8S จำนวน 9 เครื่อง กับเฮลิคอปเตอร์แบบ S-70B จำนวน 6 เครื่อง ส่วนเรืออิซูโมยาว 248 เมตร ระวางขับน้ำ 24,000 ตัน บรรทุกอากาศยานจำนวนใกล้เคียงกับหลวงจักรีนฤเบศร
            เมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นกับฝ่ายอักษะเป็นฝ่ายปราชัยพ่ายแพ้สงคราม เป็นธรรมดาที่ประเทศเหล่านี้จะถูกจำกัดขนาดกองทัพอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อป้องกันไม่ให้ก่อสงครามขึ้นอีก ภายใต้รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นปัจจุบันจึงจำกัดให้กองทัพมีอาวุธเพื่อการป้องกันตนเองเท่านั้น เรือบรรทุกเครื่องบินให้ภาพของอาวุธเชิงรุกมากกว่าเชิงรับไม่เหมาะสมที่ญี่ปุ่นจะมีอาวุธดังกล่าว ข้อจำกัดจากรัฐธรรมนูญน่าจะเป็นเหตุให้ญี่ปุ่นต้องเลือกที่จะกำหนดให้เรืออิซูโมอยู่ในชั้นเรือพิฆาต ทั้งๆ ที่มีลักษณะเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินมากกว่า

            ประการที่สาม ไม่ว่าญี่ปุ่นจะจัดชั้นเรืออิซูโมว่าเป็นเรือพิฆาตหรือเรืออะไรก็ตาม สมรรถนะของเรือคือสามารถบรรทุกอากาศยานระหว่าง 9-14 ลำ แม้ว่าในขณะนี้ทางการญี่ปุ่นจะอ้างว่าเพื่อบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนประเมินว่าเรือดังกล่าวสามารถบรรทุกเครื่องบินขึ้นลงแนวดิ่งรุ่นล่าสุด F-35 ของสหรัฐฯ ที่ญี่ปุ่นกำลังเจรจาขอซื้อ
            เครื่องบิน F-35 Lightning II เป็นเครื่องบินรบเอนกประสงค์รุ่นล่าสุดของสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในเครื่องบินรบหลักที่พัฒนาเพื่อทดแทนเครื่องบินรุ่นเก่าหลายชนิด (เช่น F-16, A-10, F/A-18, AV-8B) สามารถบินล่องหน หลบหลีกการตรวจจับของเรดาห์ สามารถปล่อยขีปนาวุธทั้งอากาศสู่อากาศกับอากาศสู่ภาคพื้นรุ่นล่าสุดหลากหลายชนิด ปฏิบัติภารกิจได้ทั้งเชิงรุกเชิงรับ
            ขีดความสามารถของเรืออิซูโมจึงขึ้นกับอาวุธที่ติดตั้ง โดยเฉพาะอากาศยานที่ประจำการบนเรือ หากบรรทุกเครื่องบิน F-35 จะส่งผลทำให้เรือมีขีดความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เรื่องการบรรทุกเครื่องบิน F-35 เป็นเพียงสมมุติฐานที่รอเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

            ประการที่สี่ ญี่ปุ่นอ้างว่าหวังใช้เรือดังกล่าวเพื่อลาดตระเวน ป้องกันหมู่เกาะเซนกากุที่กำลังมีข้อพิพาทกับจีน แต่ความจริงแล้วปัจจุบันเรือรบ เรือตรวจการยามฝั่งและเครื่องบินลาดตระเวนญี่ปุ่นได้ทำการเฝ้าระวังเป็นประจำอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาเรื่องระยะทาง ที่สำคัญคือหมู่เกาะเซนกากุอยู่ห่างจากหมู่เกาะโอกินาวา อันเป็นที่ตั้งของฐานทัพเรือฐานทัพอากาศขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ เพียง 225 ไมล์ทะเล (410 กิโลเมตร) เท่านั้น หากเกิดสงครามขนาดใหญ่ขึ้นจริง ฐานทัพที่โอกินาวาคือจุดที่ใกล้ที่สุดและมีศักยภาพสูงสุด

            การที่รัฐบาลญี่ปุ่นกล้าที่จะต่อและประจำการเรือดังกล่าวจึงเป็นเรื่องน่าวิตกของจีน เพราะแม้ผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่สองเกือบ 7 ทศวรรษ ญี่ปุ่นสามารถสร้างเรือบรรทุกอากาศยานรุ่นใหม่ด้วยตนเองอีกครั้ง ดังนั้น ญี่ปุ่นจะต่อเรือชนิดดังกล่าวอีกกี่ลำย่อมสามารถทำได้ หรือจะสร้างเรือที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่านี้ย่อมสามารถทำได้เช่นกัน ด้วยการวิเคราะห์ตามแนวทางนี้ญี่ปุ่นในอนาคตอาจมีกองเรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่โตไม่แพ้ชาติใดในโลกก็เป็นได้

จีนกำลังพัฒนากองเรือบรรทุกเครื่องบิน:
            เมื่อเอ่ยถึงเรื่องเรือบรรทุกเครื่องบิน จำต้องพูดถึงเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของจีนที่ชื่อ เหลียวหนิง’ (Liaoning) เดิมเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นคุซเนตซอฟของโซเวียต ที่เริ่มต่อตั้งแต่ปี 1988 แต่เนื่องจากติดปัญหาขาดแคลนงบประมาณจึงสร้างไม่แล้วเสร็จ ต่อมาจีนได้ขอซื้อและนำมาปรับปรุงกลายเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิงในที่สุด
            เรือเหลียวหนิงมีระวางขับน้ำเต็มที่ราว 66,000 ตัน ความยาว 304 เมตร พิสัย 3,850 ไมล์ทะเล ออกปฏิบัติการได้เป็นเวลา 45 วัน คาดว่าบรรทุกเครื่องบินได้ 30 ลำ เฮลิคอปเตอร์อีก 24 ลำ ปัจจุบันเรืออยู่ระหว่างทำการทดสอบ เมื่อเทียบกับเรืออิซูโมแล้วเรือเหลียวหนิงมีน้ำหนักมากกว่าถึง 3 เท่าตัว บรรทุกอากาศยานได้มากกว่าราว 3 เท่าตัวเช่นกัน
            นอกจากนี้ มีข่าวว่าจีนกำลังอยู่ระหว่างต่อเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่อีกลำ ที่ผ่านมาทางการจีนให้การปฏิเสธ แต่แหล่งข่าวเชื่อว่าการต่อเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่มีความเป็นไปได้เนื่องจากทางการจีนมักอ้างเสมอว่าเรือเหลียวหนิงเป็นเรือเพื่อการฝึกมากกว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นแสดงว่าในอนาคตจีนต้องมีเรือบรรทุกเครื่องบินอย่างน้อยอีกหนึ่งลำสำหรับประจำการจริงๆ อย่างไรก็ตามข้อมูลเท่าที่ปรากฏยังไม่ชี้ชัดเรื่องดังกล่าว เพียงแต่การที่จีนมีเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกแล้วย่อมสามารถมีเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สอง เป็นหลักการเดียวกับกรณีเรืออิซูโมของญี่ปุ่น
            การที่ญี่ปุ่นต่อเรืออิซูโมคือการตอบโต้ที่จีนมีเรือเหลียวหนิงหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่วิพากษ์ได้ แต่ท้ายที่สุดคือทั้งสองประเทศมีเรือบรรทุกอากาศยาน เป็นย่างก้าวการเสริมสร้างกำลังรบครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง

การปรับลดงบประมาณของสหรัฐฯ กับการก้าวขึ้นมาของญี่ปุ่น:
            การกล่าวถึงสถานการณ์ความมั่นคงเอเชียแปซิฟิกต้องกล่าวถึงสหรัฐฯ ด้วยเนื่องจากมีบทบาทสำคัญยิ่ง ดังที่ทราบกันทั่วไปว่ารัฐบาลโอบามามีแผนเคลื่อนย้ายกำลังรบจำนวนมากมาประจำภูมิภาคดังกล่าว ในขณะที่กำลังประสบปัญหาขาดแคลนงบประมาณ กระทรวงกลาโหมกำลังทบทวนปรับปรุงแผนต่างๆ เผื่อการปรับลดงบประมาณ
            ล่าสุดนายชัค เฮเกล รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมชี้ว่าผลการศึกษาก่อนหน้านี้กองทัพอเมริกันอาจปรับลดจำนวนทหารพร้อมรบให้เหลือ 490,000 นาย และคงกองหนุนอีก 555,000 นาย ส่วนผลการศึกษาล่าสุดแนวทางหนึ่งที่อาจเป็นไปได้คืออาจปรับลดจำนวนทหารพร้อมรบให้เหลือระหว่าง 420,000 ถึง 450,000 นาย ส่วนทหารกองหนุนจะคงเหลือ 490,000 ถึง 530,000 นาย และอาจยุบเครื่องบินทางยุทธการจำนวน 5 ฝูงบินกับฝูงเครื่องบินลำเลียง C-130 อีกหนึ่งฝูง รวมทั้งอาจลดจำนวนเรือบรรทุกเครื่องบินจาก 11 ลำให้เหลือเพียง 8-9 ลำ ทั้งนี้ขึ้นกับยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศที่เลือกใช้
            ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าการปรับลดกองกำลังดังกล่าวจะกระทบต่อกำลังรบสหรัฐฯ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกหรือไม่ เพราะตามยุทธศาสตร์หวนคืนสู่เอเชียนั้นสหรัฐฯ จะเคลื่อนย้ายกำลังรบส่วนใหญ่มาประจำที่ภูมิภาคนี้ ดังนั้น การปรับลดกองกำลังจะกระทบต่อกองกำลังประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกหรือไม่นั้นยังต้องติดตามต่อไป

            ในอีกมุมหนึ่ง ไม่ว่าสหรัฐฯ จะปรับขนาดกองกำลังอย่างไร เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลของนายอาเบะกำลังเพิ่มกำลังรบ เพิ่มบทบาทความมั่นคงของตน ด้วยเหตุผลหลายอย่างโดยเฉพาะการก้าวขึ้นมาของจีน ภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ นโยบายกลาโหมภายใต้รัฐบาลอาเบะมีการเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดหลายอย่าง
            ประการแรก ทบทวนนโยบายการใช้กำลัง ทุกวันนี้กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นสามารถโจมตีเป้าหมายทางทหารของศัตรูภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ แต่กองทัพญี่ปุ่นไม่มีอาวุธสำหรับปฏิบัติการดังกล่าวจำต้องให้สหรัฐฯ เป็นผู้โจมตี จึงมีความคิดทบทวนว่าญี่ปุ่นควรมีอาวุธเหล่านั้นหรือไม่เนื่องจากบริบทความมั่นคงเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต นายชินโซ อาเบะนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นมีความคิดแก้ไขกฎเกณฑ์เหล่านี้
            ประการที่สอง จัดตั้งหน่วยนาวิกโยธิน นับจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองกองทัพญี่ปุ่นไม่มีหน่วยนาวิกโยธิน แต่นายกรัฐมนตรีอาเบะเห็นว่าญี่ปุ่นควรมีนาวิกโยธินเพื่อใช้ในกรณีที่ข้าศึกยึดครองหมู่เกาะต่างๆ มีแผนสั่งซื้อยานยนต์สะเทินน้ำสะเทินบกจำนวนหนึ่งเพื่อใช้ในการศึกษา นักวิเคราะห์คาดว่าในเบื้องต้นญี่ปุ่นควรมีนาวิกโยธินราว 3-400 นาย เพื่อใช้ในกรณียึดคืนหมู่เกาะเซนกากุหากจีนใช้กำลังเข้ายึดครอง
            ประการที่สาม การช่วยมิตรประเทศเสริมสร้างเขี้ยวเล็บ หากไม่นับรวมสหรัฐฯ กรณีฟิลิปปินส์เป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนว่าญี่ปุ่นไม่เพียงเสริมสร้างกำลังรบของตน ยังช่วยเสริมสร้างเขี้ยวเล็บแก่มิตรประเทศด้วย โดยเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐบาลอาเบะกับรัฐบาลอากีโนได้ลงนามในสนธิสัญญาความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวรัฐบาลญี่ปุ่นจะมอบเรือยามฝั่งแก่ฟิลิปปินส์จำนวน 10 ลำ เป็นเรือขนาด 180 ตัน และจะจัดการซ้อมรบร่วมระหว่างสองประเทศและร่วมกับสหรัฐฯ
            เป็นที่ทราบกันว่าฟิลิปปินส์กำลังมีข้อพิพาทกับจีนเรื่องการอ้างสิทธิพื้นที่ทับซ้อนในทะเลจีนใต้ การมอบเรือยามฝั่งดังกล่าวช่วยให้ฟิลิปปินส์มีเขี้ยวเล็บรุ่นใหม่เพื่อต่อกรกับจีน
            ปัญหาการติดขัดด้านงบประมาณกลาโหมสหรัฐฯ จะส่งผลต่อกองกำลังประจำเอเชียแปซิฟิกหรือไม่ยังไม่เป็นที่ชัดเจน แต่รัฐบาลโอบามาให้ความสำคัญต่อภูมิภาคนี้อย่างมาก ส่วนบทบาทของญี่ปุ่นก็กำลังเพิ่มมากขึ้น เพิ่มความร่วมมือกับสหรัฐฯ และมิตรประเทศอื่นๆ เช่น ฟิลิปปินส์

            นับจากสิ้นสุดสงครามเย็นเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ หลายประเทศทั่วโลกโดยเฉพาะในแถบยุโรปต่างพากันลดงบประมาณกลาโหม ปรับขนาดกองทัพให้เล็กลง แต่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกลับตรงกันข้าม หลายประเทศในภูมิภาคเสริมกำลังรบ เสริมอาวุธรุ่นใหม่ แม้ว่ารัฐบาลโอบามามีข้อจำกัดด้านงบประมาณกลาโหม ยังคงพยายามเคลื่อนย้ายกำลังรบต่างๆ มาประจำการที่ภูมิภาคเอเชีย ส่วนรัฐบาลอาเบะมีนโยบายเพิ่มบทบาทของญี่ปุ่นด้านความมั่นคงอย่างชัดเจน ได้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม เพิ่มบทบาทของตนเองโดยร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ส่วนจีนนั้นได้พยายามพัฒนากองทัพให้ทันสมัยโดยมีเศรษฐกิจประเทศที่เติบโตต่อเนื่องเป็นกำลังสนับสนุน ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปัจจุบันจึงมีข่าวการเสริมสร้างกำลังรบเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง การปรากฏตัวของเรืออิซูโมเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของบรรยากาศดังกล่าว ชี้ให้เห็นทิศทางสถานการณ์ความมั่นคงในอนาคต
------------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
ทฤษฎีสัจนิยมให้ความสำคัญกับความมั่นคงแห่งชาติมากที่สุด รัฐต้องระแวดระวัง เตรียมการรับมือภัยคุกคามทุกชนิด พร้อมเผชิญหน้าฝ่ายตรงข้าม แต่ภายใต้แนวคิดนี้นโยบายความมั่นคงแห่งชาติเต็มด้วยความหวาดระแวง ความไม่เชื่อใจ กลายเป็นดาบสองคมให้ประเทศเพื่อนบ้านมองด้วยความหวาดระแวง มองอย่างเป็นภัยคุกคามเช่นกัน นโยบายความมั่นแห่งชาติญี่ปุ่นสะท้อนลักษณะดังกล่าวอย่างชัดเจน
เหตุเรือยามฝั่งฟิลิปปินส์ยิงลูกเรือไต้หวันเสียชีวิตในเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ กลายเป็นเรื่องบาดหมางระหว่างสองฝ่าย แต่เนื่องจากผลความบาดหมางทำให้สองฝ่ายเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อีกทั้งรัฐบาลฟิลิปปินส์ไม่ประสงค์เป็นศัตรูกับไต้หวัน สองรัฐบาลจึงหาทางประนีประนอมยุติข้อพาท โดยที่ปัญหาการทำประมงยังไม่ได้รับการแก้ไข

บรรณานุกรม:
1. Japan navy unveils biggest warship since WWII, AFP, 7 August 2013, http://sg.news.yahoo.com/japan-navy-unveils-biggest-warship-since-wwii-105903206.html
2. Wikipedia, Japanese cruiser Izumo, http://en.wikipedia.org/wiki/Japanese_cruiser_Izumo, accessed 7 August 2013
3. Raul Colon, Japan Aircraft Carriers of World War 2, http://www.world-war-2-planes.com/japan_aircraft_carriers.html, accessed 7 August 2013
4. เรือหลวงจักรีนฤเบศร, http://www.navy.mi.th/cvh911/web-page/about%20ship%20attribute.html, accessed 7 August 2013
5..อ.วรชาติ สัตยเลขา, เครื่องบินรบในอนาคต (Future Fighters), http://www.dae.mi.th/JN01_future%20fighters_TH.htm, accessed 7 August 2013
6. Multi-Mission Capability for Emerging Global Threats, https://www.f35.com/about/capabilities, accessed 7 August 2013
7. Wikipedia, Chinese aircraft carrier Liaoning, http://en.wikipedia.org/wiki/Chinese_aircraft_carrier_Liaoning, accessed 7 August 2013
8. “Liaoning (Varyag) Aircraft Carrier, China”, http://www.naval-technology.com/projects/varyag-aircraft-carrier-china/
9. Images suggest China’s first carrier is under construction, Jane’s Defence Weekly, 7 August 2013
10. Pentagon review could presage major cutbacks, Jane’s Defence Weekly, 7 August 2013
11. DEFENSE OF JAPAN 2013, Japan Ministry of Defense, http://www.mod.go.jp/e/publ/w_paper/2013.html, accessed 9 July 2013
12. Japan unveils largest-ever helicopter carrier, Jane’s Defence Weekly, 14 August 2013
-------------------------------------------

วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เกาะติดประเด็นร้อน “ความขัดแย้งในประเทศซีเรีย” (11)

30 สิงหาคม 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
สรุปสถานการณ์: (อัพเดท 30 ส.ค. 10.25 น.)
            ประธานาธิบดีบารัก โอบามากล่าวว่ารัฐบาลได้สรุปแล้วว่าระบอบอัสซาดเป็นผู้ใช้อาวุธเคมี แต่ตนยังไม่ตัดสินใจว่าจะโจมตีซีเรีย ยังอยู่ระหว่างการหารือกับทีมที่ปรึกษา
            ส่วนคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติไม่มีข้อมติอนุมัติการใช้กำลังทหารโจมตีซีเรีย เนื่องจากรัสเซียใช้สิทธิยับยั้ง
            พรรคแรงงาน พรรคฝ่ายค้านของอังกฤษต้องการให้รัฐบาลแสดงหลักฐานที่มีน้ำหนักว่ารัฐบาลซีเรียผู้เป็นใช้อาวุธเคมีก่อนสนับสนุนรัฐบาลโจมตีซีเรีย

คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 30 ส.ค. 10.25 น.)
            ล่าสุด รัฐสภาอังกฤษไม่เห็นชอบที่รัฐบาลจะโจมตีซีเรีย นายกรัฐมนตรีคาเมรอนประกาศยกเลิกแผนร่วมโจมตี
            นาย Paul Flynn สมาชิกรัฐสภาพจากพรรคแรงงาน เห็นว่าการที่รัฐบาลโอบามาต้องการโจมตีซีเรียเป็นผลจากนโยบายเส้นต้องห้าม (red line) เชื่อว่าที่รัฐบาลอเมริกันกำลังทำคือต้องการรักษาหน้ามากกว่า

            ทำเนียบขาวพูดเป็นนัยว่าสหรัฐฯ อาจโจมตีซีเรียตามลำพัง หลังจากที่รัฐบาลอังกฤษไม่สามารถโน้มนำให้รัฐสภาเห็นชอบต่อการโจมตี เพราะเห็นว่าสหรัฐฯ จะได้ประโยชน์มากกว่าถ้าเลือกที่จะโจมตี
            คุณ Caitlin Hayden โฆษกของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวว่า “ท่านประธานาธิบดีเชื่อว่าการลงโทษต่อประเทศที่กระทำผิดกฎเกณฑ์เรื่องอาวุธเคมี เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สำคัญของสหรัฐฯ”  

            ด้านรัฐบาลฝรั่งเศสกลับเยอรมัน เรียกร้องให้เลื่อนปฏิบัติการทางทหาร จนกว่าคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติได้ทบทวนหลักฐานที่เก็บรวมรวมจากเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ

วิเคราะห์(อัพเดท 30 ส.ค. 10.25 น.)
            (เกาะติดประเด็นร้อนฉบับนี้จะมุ่งติดตามคืบหน้าสถานการณ์ล่าสุด กับรายงานผลกระทบต่อตลาดเงินตลาดทุน)
            วิเคราะห์ประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศ:
            ประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุด ณ ขณะนี้คือ การที่รัฐบาลฝรั่งเศสกับเยอรมัน เรียกร้องให้เลื่อนปฏิบัติการทางทหาร จนกว่าคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติได้พิจารณาหลักฐานที่เก็บรวมรวมจากเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ
            ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าภารกิจดั้งเดิมของเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวคือค้นหาความจริงว่ามีการใช้อาวุธเคมีในซีเรียหรือไม่เท่านั้น ภารกิจไม่ครอบคลุมถึงการสรุปว่าใครหรือฝ่ายใดเป็นผู้ใช้
            จากหลักฐานที่ปรากฏ เหตุการณ์ที่ชานกรุงดามัสกัส เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม น่าจะเป็นการใช้อาวุธเคมี ดังนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่รายงานต่อคณะมนตรีฯ อย่างมากได้แต่สรุปว่ามีการใช้อาวุธเคมีจริงในวันนั้น แต่จะไม่มีคำตอบว่าใครหรือฝ่ายใดเป็นผู้ใช้

            ดังที่เคยวิเคราะห์ในบทก่อนๆ ว่าคำตอบที่สำคัญที่สุดคือ การตอบว่าใครหรือฝ่ายใดเป็นผู้ใช้อาวุธเคมี เพราะที่ผ่านมาทั้งรัฐบาลอัสซาดกับฝ่ายต่อต้านต่างกล่าวหากันไปมา (รายละเอียดดูในบทวิเคราะห์ก่อนหน้านี้)
            สุดท้ายแล้ว เชื่อว่าคณะมนตรีความมั่นคงจะไม่มีข้อสรุปว่าใครเป็นผู้ใช้อาวุธเคมีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม และกลายเป็นว่าขึ้นกับรัฐบาลของแต่ละประเทศว่าจะตัดสินใจอย่างไร
            รัฐบาลโอบามาจะยืนกรานจุดยืนเดิมหรือไม่ หรือกำลังหาทางลงจากหลังเสือ
            เช่นเดียวกับที่ฝรั่งเศสกับเยอรมันที่กำลังทบทวนว่าควรโจมตีหรือไม่ กำลังคำนวณผลดีผลเสียอีกทั้ง โดยเฉพาะผลกระทบจากการเมืองภายในประเทศ ที่เยอรมันกำลังจะมีการเลือกตั้ง ส่วนรัฐบาลฝรั่งเศสที่อ่อนแอยู่แล้วอาจพลาดพลั้งทางการเมืองหากตัดสินใจผิดพลาด

            ผลกระทบต่อตลาดทุน:
            (ข้อมูลส่วนนี้จะปรับตามเวลา เพื่อแสดงสถานะล่าสุด)
            วันนี้ (30 ส.ค.) ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ทั่วเอเชียเช้านี้ผันผวน ปรับตัวบวกลบไปมา หุ้นพลังงานเป็นตัวฉุดตลาด หลังจากที่รัฐสภาอังกฤษไม่เห็นที่รัฐบาลจะร่วมโจมตีซีเรีย
            ราคาน้ำมันดิบ WTI ในตลาดซื้อขายล่วงหน้า NYMEX อ่อนตัวอย่างหนักจากข่าวอังกฤษ นักลงทุนคลายความวิตก เช้านี้อยู่ระหว่าง 107-108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

            Michael McCarthy หัวหน้านักกลยุทธ์ด้านการลงทุนจาก CMC Markets ชี้ว่า เมื่อสถานการณ์กลายเป็นว่าสหรัฐฯ อาจต้องโจมตีตามลำพัง ทำให้ความร้อนแรงลดน้อยลง อีกทั้ง “การโจมตีอาจไม่เกิดขึ้นก็เป็นได้”
            นักลงทุนบางส่วนเลือกที่จะขายออกไปก่อนส่วนหนึ่ง เพื่อลดความเสี่ยง โดยเฉพาะหากอุปทานน้ำมันล้นตลาด
            อนึ่ง การวิเคราะห์นี้มุ่งอธิบายสถานการณ์ความขัดแย้งในซีเรีย ยังมีอีกหลายปัจจัยที่จะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุน

            สรุป การที่อังกฤษไม่เข้าร่วมยุทธการ ไม่มีผลต่อปฏิบัติการแต่อย่างไร เพราะกองทัพสหรัฐฯ ไม่จำต้องพึ่งพากองกำลังของอังกฤษ สหรัฐฯ สามารถดำเนินยุทธการได้ด้วยตนเองเพียงประเทศเดียว
            ส่วนในทางการเมืองระหว่างประเทศนั้น รัฐบาลโอบามาตระหนักตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะต้องเผชิญการต่อต้านโดยเฉพาะจากรัสเซียกับจีน จึงเตรียมใจพร้อมที่จะลงมือแม้ว่าหลายประเทศจะไม่เห็นด้วย ตั้งแต่ต้นก็ตั้งใจจะลงมือโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ
            ดังนั้น ณ วันนี้จึงเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าสหรัฐฯ จะโจมตีหรือไม่โจมตีซีเรีย ยังต้องรอสัญญาณต่อไป
            ต้องติดตามสถานการณ์โดยใกล้ชิด
----------------------

บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
(อัพเดท 23 ส.ค. 20.50 น.) ข่าวการใช้อาวุธเคมีล่าสุดในซีเรีย มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน ทำให้หลายประเทศเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่สหประชาชาติเข้าตรวจสอบ ในขณะที่ประธานาธิบดีโอบามากล่าวอย่างชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะไม่แทรกแซงซีเรียด้วยกำลังทหาร
(อัพเดท 26 ส.ค. 6.30 น.) สถานการณ์ซีเรียร้อนแรงต่อเนื่อง รัฐบาลอเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศสปักใจเชื่อว่ารัฐบาลซีเรียคือผู้ใช้อาวุธเคมี สามมหาอำนาจกำลังหาร่วมให้นานาชาติร่วมมือกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เรือรบสหรัฐฯ ได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ ล่าสุดเจ้าหน้าที่สหประชาชาติจะเข้าตรวจสอบอาวุธเคมีในวันจันทร์นี้ ภายหลังที่รัฐบาลซีเรียยอมเข้าตรวจสอบจุดต้องสงสัย ในขณะที่บางคนเชื่อว่าสถานการณ์มาถึงจุดที่สายเกินแก้แล้ว
ราวหนึ่งปีหลังจากที่กล่าวหากันไปมาในที่สุดสหประชาชาติส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบเรื่องการใช้อาวุธเคมีในซีเรีย แต่ต้องเข้าใจว่าเป้าหมายของการตรวจสอบคือเพื่อพิสูจน์ว่ามีการใช้หรือไม่เท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงเรื่องใครหรือฝ่ายใดเป็นผู้ใช้ ที่ผ่านมาอังกฤษกับฝรั่งเศสแสดงท่าทีขึงขังเรียกร้องการแทรกแซงทางการทหาร แต่นั่นหมายถึงต้องมีสหรัฐฯ เป็นหัวเรือใหญ่ที่ลังเลใจเรื่อยมา
(อัพเดท 27 ส.ค. 20.00 น.) นานาชาติพุ่งเป้าให้ความสำคัญกับการใช้อาวุธเคมีที่ชานกรุงดามัสกัส เจ้าหน้าที่สหประชาชาติกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศสเชื่อว่าเป็นฝีมือของรัฐบาลอัสซาด และกำลังพิจารณาใช้กำลังทหารในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
(อัพเดท 28 ส.ค. 17.30 น.) กระแสข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศล้วนชี้ว่าอเมริกากำลังเตรียมการโจมตี ล่าสุดทางการรัสเซียเริ่มอพยพคนของตนออกจากซีเรีย การวิเคราะห์ผลยุทธการต่อตลาดทุน ราคาน้ำมัน ควรแบ่งออกเป็น 3 ช่วงคือ ช่วงก่อนโจมตี ช่วงระหว่างโจมตี และช่วงหลังโจมตี
(อัพเดท 29 ส.ค. 18.30 น.) ณ วันนี้ยังมีโอกาสที่สหรัฐฯ จะโจมตีหรือไม่โจมตีซีเรียก็ได้ ตลาดเงินตลาดทุนกำลังรอดูสัญญาณ เพื่อทิศทางที่ชัดเจนกว่านี้ การถอนตัวของเจ้าหน้าที่สหประชาชาติกับการประกาศพร้อมโจมตีของกองทัพฝรั่งเศสคือสัญญาณล่าสุด


บรรณานุกรม:
1. U.K. under pressure to produce Syria evidence, USA Today, 29 August 2013, http://www.usatoday.com/story/news/world/2013/08/29/syria-united-kingdom-debate/2725999/
2.Britain’s Rejection of Syrian Response Reflects Fear of Rushing to Act, The New York Times, 30 August 2013, http://www.nytimes.com/2013/08/30/world/middleeast/syria.html?_r=0
3. U.S. willing to act alone on Syria attack, Los Angeles Times, 30 August 2013, http://www.latimes.com/world/middleeast/la-fg-us-syria-intel-20130830,0,1708580.story
4. WTI Declines a Second Day as U.K Lawmakers Reject Syrian Action, Bloomberg, 29 August 2013, http://www.bloomberg.com/news/2013-08-30/wti-declines-a-second-day-as-u-k-lawmakers-reject-syrian-action.html
5. “Asia Stocks Swing From Loss to Gain; Energy Shares Fall”, Bloomberg, 30 August 2013, http://www.bloomberg.com/news/2013-08-30/asia-shares-rise-as-japan-u-s-data-boost-global-growth-outlook.html
----------

วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เกาะติดประเด็นร้อน “ความขัดแย้งในประเทศซีเรีย” (10)

29 สิงหาคม 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
สรุปสถานการณ์: (อัพเดท 29 ส.ค. 12.00 น.)
            สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศสส่งสัญญาณอย่างต่อเนื่องเห็นควรโจมตีซีเรีย และอยู่ระหว่างการพิจารณาแผนการรบ Prince Saud Al-Faisal ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศซาอุดิอาระเบียกล่าวในทำนองเดียวกันเรียกร้องให้นานาชาติจัดการรัฐบาลอัสซาดอย่าง “เฉียบขาด จริงจัง”
            ด้านรัฐบาลซีเรียประกาศกร้าวไม่ยอมแพ้  “เราจะทำการปกป้องตนเอง” พร้อมกับเตือนว่าการโจมตีจะเป็นประโยชน์ต่ออิสราเอลกับอัลกออิดะห์เท่านั้น

คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 29 ส.ค. 18.30 น.)
            ประธานาธิบดีบารัก โอบามากล่าวว่ารัฐบาลได้สรุปแล้วว่าระบอบอัสซาดเป็นผู้ใช้อาวุธเคมี แต่ตนยังไม่ตัดสินใจว่าจะโจมตีซีเรีย ยังอยู่ระหว่างการหารือกับทีมที่ปรึกษา การที่รัฐบาลอัสซาดใช้อาวุธเคมีเป็นอีกหนึ่งเหตุผลในการพิจารณาว่าควรโจมตีหรือไม่ ประธานาธิบดีอัสซาดจะต้องรับผิดชอบ “ผมยังไม่ได้ตัดสินใจ แต่คิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องสะท้อนให้รู้ว่ามีการใช้อาวุธเคมี” ในขณะที่รัฐบาลอัสซาดพยายามปิดบังมาโดยตลอด ... การใช้อาวุธเคมีไม่ใช่ช่วยแก้ปัญหาภายในของซีเรีย มีแต่ทำให้ “พลเรือนผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิต” อย่างต่อเนื่อง “เราเชื่อว่าฝ่ายต่อต้านไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ อาวุธเคมี ...ไม่เชื่อว่าฝ่ายต่อต้านจะสามารถใช้อาวุธเคมี เพราะต้องมีระบบนำส่ง อย่างเช่นการใช้จรวด เราจึงสรุปว่ารัฐบาลซีเรียเป็นผู้ใช้อาวุธเหล่านี้”

            เมื่อวันพุธ (28 ส.ค.) ประเทศรัสเซียใช้สิทธิยับยั้งข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ข้อมติดังกล่าวต้องการให้คณะมนตรีอนุมัติการใช้กำลังทหารโจมตีซีเรีย คุณ Marie Harf รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่าสหรัฐฯ “ไม่เห็นทาง (ที่จะใช้ช่องทางคณะมนตรีฯ อีกต่อไป) เพราะรัสเซียต่อต้านไม่ยอมให้คณะมนตรีฯ แสดงบทบาท”

ด้านนายฮัสซัน โรฮานี ประธานาธิบดีอิหร่าน เห็นว่าการแทรกแซงทางทหารไม่ว่าจะรูปแบบใด “จะทำลายเสถียรภาพของภูมิภาคกับของโลก และชักนำให้ลัทธิสุดโต่ง (extremism) กับลัทธิก่อการร้ายในตะวันออกกลางขยายตัวมากขึ้น” พร้อมกับประณามการใช้อาวุธเคมีทุกชนิด และเชื่อว่ามีคนบางกลุ่มต้องการ “ใช้การโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองผ่านสื่อต่างๆ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากสถานการณ์การสู้รบที่แท้จริงในซีเรีย เพื่อจะได้ประโยชน์จากการใช้อาวุธเคมี แสดงมุมมองอย่างคนสายตาสั้นและเต็มไปด้วยอันตราย”
            นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโรฮานี ยังเรียกร้องให้สหประชาชาติตรวจสอบหาความจริง รวมทั้งเรื่องที่กลุ่มหัวรุนแรงนำสารเคมีจากต่างประเทศเข้าซีเรีย”

            ล่าสุด นายบันคีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ แจ้งว่า เจ้าหน้าที่สหประชาชาติจะทำหน้าที่จนถึงวันศุกร์และเดินทางออกจากซีเรียในเช้าวันเสาร์

            นาย Pierre Bayle โฆษกระทรวงกลาโหมกล่าวว่าขณะนี้กองทัพฝรั่งเศสพร้อมโจมตีแล้ว เหลือรอคำสั่งจากประธานาธิบดีฟร็องซัว ออล็องด์ เท่านั้น ตามกฎหมายฝรั่งเศสประธานาธิบดีไม่จำต้องขอการรับรองจากรัฐสภาเพื่อปฏิบัติการทางทหารไม่หากกินเวลานานเกิน 4 เดือน

            ประธานาธิบดีฟร็องซัว ออล็องด์ พูดเป็นนัยถึงความอ่อนแอของกองกำลังฝ่ายต่อต้านและแนวทางการช่วยเหลือว่า ฝรั่งเศสจะให้การสนับสนุนในทุกทาง ทั้งด้านการเมือง การช่วยเหลือทางทหาร “ทุกอย่างจะต้องดำเนินการจนกว่าจะมีทางออกทางการเมือง แต่สิ่งนี้จะไม่เกิดจนว่าพันธมิตร (ฝ่ายต่อต้าน) มีกำลังรับหรือกองทัพที่ต่อกรได้” และนานาชาติสามารถช่วยทำให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวด้วยการหยุดความรุนแรงที่เกิดจากการใช้อาวุธเคมี หนึ่งในความรุนแรงที่เราเห็น

วิเคราะห์: (อัพเดท 29 ส.ค. 18.30 น.)
            (เกาะติดประเด็นร้อนฉบับนี้จะมุ่งติดตามคืบหน้าสถานการณ์ล่าสุด และรายงานผลกระทบต่อตลาดเงินตลาดทุน)
            ประการแรก การที่ประธานาธิบดีโอบามากล่าวยังไม่ตัดสินใจ ตีความได้สองทิศทาง
            1)โอบามาพยายามเลี่ยงการโจมตี
            จะเป็นแนวเดียวกับตลอดสองปีครึ่งที่ผ่านมาที่รัฐบาลโอบามาพยายามเลี่ยงการแทรกแซงด้วยกำลังทหาร หรือถ้าประธานาธิบดีอัสซาดยอมก้าวลงจากอำนาจในตอนนี้ การโจมตีจะไม่เกิดขึ้น

            2)อยู่ระหว่างการเตรียมพร้อมทางการเมืองทั้งภายในและระหว่างประเทศ
            เพื่อให้การโจมตีถูกต้องตามขั้นตอนในประเทศ (มีขั้นตอนบังคับอยู่แล้ว) และมีความชอบธรรมทางการเมืองระหว่างประเทศ เช่น สมาชิกรัฐสภาอยู่ระหว่างการหารือลับ รอข้อสรุปจากการเมืองภายในประเทศ
            ลองวิธีการขอมติจากคณะมนตรีสหประชาชาติ ซึ่งทุกฝ่ายต่างรู้แก่ใจอยู่แล้วว่าจะไม่ผ่าน (และไม่ผ่านจริงด้วยเพราะรัสเซียยับยั้งข้อมติ) แต่ต้องมีกระบวนดังกล่าวก่อน เพื่อนำสู่ข้อสรุปว่าสหรัฐฯ จะโจมตีโดยไม่ผ่านคณะมนตรีความมั่นคง ไม่ผ่านสหประชาชาติ
            ดังนั้น ณ ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปชัดได้ว่าสหรัฐฯ จะโจมตีหรือไม่ แต่สามารถติดตามทิศทางได้โดยดูสัญญาณต่างๆ

            ประการที่สอง หลายประเทศแสดงความเห็น ท่าทีไม่เห็นด้วยกับการโจมตี
            มีคำถามว่า การโจมตีทำเพื่อประโยชน์ของใคร เพื่อยับยั้งการใช้อาวุธเคมี หรือเป็นการสนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรียที่กำลังเพลี่ยงพล้ำในสมรภูมิ
            ในอีกมุมหนึ่ง ประเทศที่พยายามขัดขวางย่อมต้องหาเหตุผลเพื่อโจมตีสหรัฐฯ

            ประการที่สาม สัญญาณล่าสุด
            การถอนตัวของเจ้าหน้าที่สหประชาชาติเป็นสัญญาณสำคัญ เพราะเดิมสหประชาชาติมีแผนตรวจสอบสถานที่ 3 แห่ง เป็นเวลา 14 วันและอาจยืดเวลาออกไปอีกถ้าจำเป็น การเดินทางออกจากซีเรียในวันเสาร์นี้เป็นการเดินทางออกก่อนกำหนด และไม่ได้ทำการตรวจสอบตามแผนที่วางไว้ แต่มุ่งทำการตรวจสอบเหตุการณ์ใช้อาวุธเคมีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ชานกรุงดามัสกัส ที่ไม่อยู่ในแผนเดิมที่ไว้วาง แหล่งข่าวไม่ได้อธิบายเหตุผล จึงน่าสงสัยว่าทำไมเจ้าหน้าที่สหประชาชาติจึงเดินทางออกโดยยังไม่บรรลุภารกิจ
            ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์บางท่านให้ความสำคัญว่า เจ้าหน้าที่สหประชาชาติจะต้องถอนตัวก่อนเริ่มการโจมตี

            ผลกระทบต่อตลาดทุน:
            (ข้อมูลส่วนนี้จะปรับตามเวลา เพื่อแสดงสถานะล่าสุด)
            วันนี้ (29 ส.ค.) ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ทั่วเอเชียปรับบวกจากจุดต่ำสุดในรอบสองเดือน นิเคอิ ฮั่งเส็ง และสิงคโปร์ ปิดบวกราวร้อยละ 0.8-1.0 ด้านตลาดยุโรประหว่างวันราคาปรับบวกลบแต่ไม่มาก ล่าสุด ดัชนี Stoxx600 อยู่ที่ 300
            นาย Shane Oliver ประธานนักเศรษฐศาสตร์ด้านกลยุทธ์การลงทุนจาก AMP Capital ชี้ว่าหากย้อนหลังดูข้อมูลการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิรักเมื่อปี 1991, 1998, 2003 และก่อนหน้าการแทรกแซงลิเบียเมื่อปี 2011 พบว่าตลาดหุ้นจะได้รับผลกระทบในช่วงสั้นๆ และภายในสองเดือนดัชนีจะกลับไปสู่จุดเดิม

            นักลงทุนกำลังจับตาปฏิกิริยาจากสหรัฐฯ กับอังกฤษภายหลังที่คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติไม่สามารถออกข้อมติโจมตีซีเรีย
            ราคาน้ำมันดิบ WTI ในตลาดซื้อขายล่วงหน้า NYMEX เช้านี้อ่อนค่าลงเล็กน้อย อยู่ระหว่าง 109-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
            อนึ่ง การวิเคราะห์นี้มุ่งอธิบายสถานการณ์ความขัดแย้งในซีเรีย ยังมีอีกหลายปัจจัยที่จะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุน

            ดังที่วิเคราะห์ข้างต้นว่า ณ ขณะนี้ยังมีความเป็นไปได้ทั้ง “โจมตี” กับ “ไม่โจมตี” ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างที่ไม่อาจคาดเดาได้ทั้งหมด ตลาดอยู่ระหว่างการรอสัญญาณ รอดูทิศทางที่ชัดเจนกว่านี้
            การประกาศพร้อมโจมตีของกองทัพฝรั่งเศสเป็นอีกสัญญาณหนึ่ง เข้าใจว่า ณ ขณะนี้ 3 ประเทศคือสหรัฐฯ อังกฤษและฝรั่งเศสพร้อมเปิดฉากยุทธการแล้ว รอเพียงคำสั่งเท่านั้น และทั้งสามรัฐบาลมีท่าทีเหมือนกันคือพูดว่ายังไม่ตัดสินใจ อยู่ระหว่างการปรึกษาหารือ
            หรืออยู่ระหว่างการรอเวลา ทำให้ถูกต้องตามขั้นตอนที่ต้องกระทำ

            ต้องติดตามสถานการณ์โดยใกล้ชิด
----------------------

บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
(อัพเดท 23 ส.ค. 20.50 น.) ข่าวการใช้อาวุธเคมีล่าสุดในซีเรีย มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน ทำให้หลายประเทศเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่สหประชาชาติเข้าตรวจสอบ ในขณะที่ประธานาธิบดีโอบามากล่าวอย่างชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะไม่แทรกแซงซีเรียด้วยกำลังทหาร
(อัพเดท 26 ส.ค. 6.30 น.) สถานการณ์ซีเรียร้อนแรงต่อเนื่อง รัฐบาลอเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศสปักใจเชื่อว่ารัฐบาลซีเรียคือผู้ใช้อาวุธเคมี สามมหาอำนาจกำลังหาร่วมให้นานาชาติร่วมมือกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เรือรบสหรัฐฯ ได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ ล่าสุดเจ้าหน้าที่สหประชาชาติจะเข้าตรวจสอบอาวุธเคมีในวันจันทร์นี้ ภายหลังที่รัฐบาลซีเรียยอมเข้าตรวจสอบจุดต้องสงสัย ในขณะที่บางคนเชื่อว่าสถานการณ์มาถึงจุดที่สายเกินแก้แล้ว
ราวหนึ่งปีหลังจากที่กล่าวหากันไปมาในที่สุดสหประชาชาติส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบเรื่องการใช้อาวุธเคมีในซีเรีย แต่ต้องเข้าใจว่าเป้าหมายของการตรวจสอบคือเพื่อพิสูจน์ว่ามีการใช้หรือไม่เท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงเรื่องใครหรือฝ่ายใดเป็นผู้ใช้ ที่ผ่านมาอังกฤษกับฝรั่งเศสแสดงท่าทีขึงขังเรียกร้องการแทรกแซงทางการทหาร แต่นั่นหมายถึงต้องมีสหรัฐฯ เป็นหัวเรือใหญ่ที่ลังเลใจเรื่อยมา
(อัพเดท 27 ส.ค. 20.00 น.) นานาชาติพุ่งเป้าให้ความสำคัญกับการใช้อาวุธเคมีที่ชานกรุงดามัสกัส เจ้าหน้าที่สหประชาชาติกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศสเชื่อว่าเป็นฝีมือของรัฐบาลอัสซาด และกำลังพิจารณาใช้กำลังทหารในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
(อัพเดท 28 ส.ค. 17.30 น.) กระแสข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศล้วนชี้ว่าอเมริกากำลังเตรียมการโจมตี ล่าสุดทางการรัสเซียเริ่มอพยพคนของตนออกจากซีเรีย การวิเคราะห์ผลยุทธการต่อตลาดทุน ราคาน้ำมัน ควรแบ่งออกเป็น 3 ช่วงคือ ช่วงก่อนโจมตี ช่วงระหว่างโจมตี และช่วงหลังโจมตี


บรรณานุกรม:
1. Obama: No decision yet on launching Syria military strike, USA Today, 29 August 2013, http://www.usatoday.com/story/news/politics/2013/08/28/obama-syria-military-strike/2724905/
2. Military adventure in Mideast would cause irreparable damage: Rohani, Tehran Times, 28 August 2013, http://www.tehrantimes.com/politics/110375-military-adventure-in-mideast-would-cause-irreparable-damage-rohani-
3. U.N. resolution on Syria stalls due to Russian ‘intransigence’, Al Arabiya, 28 August 2013, http://english.alarabiya.net/en/News/middle-east/2013/08/28/U-N-Security-Council-holds-talks-on-military-action-on-Syria.html
4. Asian Stocks Rise From 2-Month Low as Oil Explorers Gain, Bloomberg, 29 August 2013, http://www.bloomberg.com/news/2013-08-29/asian-stocks-rise-from-two-month-low-led-by-raw-material-shares.html
5.Ban Ki-moon: UN chemical weapons team to leave Syria by Saturday morning, The Jerusalem Post/Reuters, 29 August 2013, http://www.jpost.com/Breaking-News/Ban-Ki-moon-UN-chemical-weapons-team-to-leave-Syria-by-Saturday-morning-324644
6. French Military 'Ready' for Action Against Syria, ABC NEWs/AP, 29 August 2013, http://abcnews.go.com/International/wireStory/france-military-ready-syria-needed-20103301
7. “Selling on Syria likely short-lived, going by history”, CNBC, 29 August 2013, http://www.cnbc.com/id/100995417
----------

วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เกาะติดประเด็นร้อน “ความขัดแย้งในประเทศซีเรีย” (9)

28 สิงหาคม 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา

สรุปสถานการณ์: (อัพเดท 28 ส.ค. 9.30 น.)
            ประธานาธิบดีโอบามากำลังพิจารณาโจมตีซีเรียแบบจำกัดขอบเขตและจำกัดระยะเวลา เพื่อลงโทษที่รัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมี การโจมตีอาจกินเวลาไม่เกินสองวัน โดยใช้จรวดร่อนทั้งจากเรือรบและจากเครื่องบินทิ้งระเบิด โจมตีที่ตั้งทางทหารซึ่งอาจไม่เกี่ยวข้องกับคลังเก็บอาวุธเคมี
            นายจอห์น เคอร์รี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเห็นว่าจากหลักฐานเท่าที่มี ไม่จำต้องรอการพิสูจน์ใดๆ อีก

คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 28 ส.ค. 17.30 น.)
            นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษกล่าวว่าการโจมตีจะต้องทำอย่างเจาะจงเป้าหมาย และไม่เป็นเหตุชักนำให้ประเทศเข้าสู่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มากที่เป็นอยู่ “นี่ไม่ใช่การเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามในตะวันออกกลาง หรือเปลี่ยนแปลงจุดยืนของเราต่อซีเรีย หรือถลำลึกสู่ความขัดแย้ง” “ต้นเหตุจากอาวุธเคมี การใช้อาวุธเคมีนั้นไม่ถูกต้องและโลกไม่ควรยืนดูเฉยๆ”
            นาย Nick Clegg รองนายกรัฐมนตรีอังกฤษกล่าวว่า “ถ้าเรานิ่งเฉยเท่ากับว่าได้วางบรรทัดฐานให้จอมเผด็จการหรือผู้ปกครองที่โหดร้ายรู้สึกว่าพวกเขาสามารถใช้อาวุธเคมีอย่างสบายใจ” ทั้งยังกล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้ “ไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนแปลงหรือล้มรัฐบาลอัสซาด หรือพยายามยุติสงครามกลางเมืองในซีเรียในทางใดทางหนึ่ง” การยุติความขัดแย้งในซีเรีย “จะต้องใช้วีทางการเมือง” รัฐบาลอังกฤษไม่คิดเปิดศึกสงคราม “ด้วยทหารราบอย่างที่เห็นในอิรัก”

            ขณะนี้รัฐบาลโอบามาอยู่กำลังพิจารณาแผนการรบ แนวทางหนึ่งคือ “การโจมตีแบบห่างๆ” ด้านพลเอก Martin Dempsey ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเคยกล่าวว่า “เป้าหมายที่มีความเป็นไปได้คือระบบป้องกันภัยทางอากาศ ขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ ขีปนาวุธพื้นสู่พื้น กองเรือรบ อาคารที่ตั้งที่สนับสนุนกองทัพ และกองบัญชาการ” ด้วยการโจมตีทางอากาศและจรวดต่อเป้าหมายหลายร้อยจุดขึ้นกับว่าจะเลือกที่ใด

            Prince Saud Al-Faisal ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศซาอุดิอาระเบียเรียกร้องให้นานาชาติจัดการรัฐบาลอัสซาดอย่าง “เฉียบขาด จริงจัง” เนื่องจากเหตุการใช้อาวุธเคมีต่อพลเรือน เห็นว่าระบอบอัสซาดสูญเสียความเป็นเอกลักษณ์ของอาหรับ และไม่เป็นของประเทศซีเรียอีกต่อไป
            สันนิบาตอาหรับออกแถลงการณ์ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีด้วยอาวุธเคมีในซีเรียควรได้รับการลงโทษตามหลักกฎหมายสากล เรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแสดงบทบาท รัฐบาลซีเรียต้องรับผิดชอบ

            ด้านนาย Walid Muallem รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศซีเรีย ประกาศกร้าวว่า “เรามีทางเลือกสองทาง คือ ยอมแพ้หรือป้องกันตนเองด้วยทุกวิถีทาง...ทางเลือกที่สองคือทางเลือกที่ดีที่สุด เราจะทำการปกป้องตนเอง” พร้อมกับเตือนว่าการโจมตีจะเป็นประโยชน์ต่ออิสราเอลกับอัลกออิดะห์เท่านั้น
            รัสเซียได้อพยพคนของตนออกจากประเทศซีเรียแล้ว กระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินรัสเซีย (Russian Emergency Situations Ministry) ประกาศว่าได้อพยพ 89 คนออกจากซีเรีย
            นาย Sergey Lavrov รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียกล่าวว่า การแทรกแซงทางทหาร “จะทำให้ประเทศซีเรียและภูมิภาคไร้เสถียรภาพยาวนานขึ้น”

วิเคราะห์: (อัพเดท 28 ส.ค. 17.30 น.)
            เกาะติดประเด็นร้อนฉบับนี้จะมุ่งอธิบาย จำลองภาพการรบที่อาจจะเกิดขึ้น และรายงานผลกระทบต่อตลาดเงินตลาดทุน
            ยุทธการจำลอง:
            1.แผนการรบขึ้นกับวัตถุประสงค์หลัก: วัตถุประสงค์หลักคือเพื่อลดทอนอำนาจทางทหารของรัฐบาลอัสซาด
            เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พลเอก Martin Dempsey ผู้บัญชาการทหารสูงสุดสหรัฐฯ เสนอแนวทางช่วยเหลือฝ่ายต่อต้าน 5 แนวทาง เพื่อให้ฝ่ายบริหารประกอบการตัดสินใจ หนึ่งในแนวทางนั้นคือ โจมตีเป้าหมายสำคัญ โดยสหรัฐฯ จะโจมตีเป้าหมายทางทหารที่สำคัญ เช่น ระบบต่อต้านอากาศยาน ขีปนาวุธต่างๆ รวมทั้งกองกำลังนาวีซีเรีย ศูนย์บัญชาการ แนวทางนี้ต้องอาศัยเครื่องบินรบหลายร้อยลำ เรือรบ เรือดำน้ำ และอื่นๆ ใช้งบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์ และอาจทำให้ชาวบ้านส่วนหนึ่งต้องเสียชีวิต

            2.เป้าหมายตามวัตถุประสงค์: เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์หลัก เป้าหมายที่น่าจะเป็นไปได้คือ
            2.1 ศูนย์บัญชาการใหญ่ ศูนย์บัญชาการที่สำคัญ
            ศูนย์บัญชาการเป็นหัวใจของการศึก เป็นเป้าหมายสำคัญลำดับแรก
            2.2 ระบบการสื่อสาร
            หากทำลายระบบการสื่อสาร เท่ากับการทำลายระบบการรับรู้ รับฟังต่างๆ กองทัพอัสซาดจะเปรียบเหมือนคนตาบอด หน่วยทหารต่างๆ ยากจะติดต่อประสานงานกัน
            2.3 สนามบิน ระบบต่อต้านอากาศยาน
            เพื่อป้องกันการโจมตีกลับ ป้องกันเครื่องบินของตนที่ส่งไปโจมตี
            2.4 คลังอาวุธ
            เพื่อทำลายอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพอัสซาด
            2.5 ฐานทัพที่สำคัญๆ ที่ตั้งกองทหารต่างๆ
            เพื่อบั่นทอนกำลังรบให้มากที่สุด

            3.ยุทธวิธีหลัก: จากคำแถลงของประธานาธิบดีโอบามา นายกรัฐมนตรีคาเมรอน ยุทธวิธีหลักคือใช้การโจมตีจากระยะไกล ไม่ส่งทหารราบเข้าร่วมสมรภูมิ ดังนั้น คาดว่าคือการโจมตีด้วยขีปนาวุธ ด้วยการทิ้งระเบิด
            4.อาวุธยุทโธปกรณ์ที่จำเป็น:
            4.1 ขีปนาวุธโทมาฮอว์ก
            เป็นอาวุธที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุด เนื่องจากเคยใช้ในหลายยุทธการสำคัญๆ โดยเฉพาะในสงครามอ่าวเปอร์เซีย เหมาะสำหรับภารกิจทำลายเป้าหมายสำคัญลำดับแรก ขีปนาวุธนี้สามารถบินหลบเลี่ยงสิ่งกีดขวาง บินต่ำหลบการตรวจจับจากเรดาร์ ช่วยให้ไม่ต้องนำชีวิตทหารเข้าเสี่ยง เนื่องจากมีพิสัยไกลเป็นพันกิโลเมตร
            ขีปนาวุธโทมาฮอว์ก มีหลายรุ่น สามารถยิงจากเรือรบ เรือดำน้ำ เครื่องบินทิ้งระเบิด สามารถติดหัวรบหลากหลายชนิด รวมทั้งหัวรบนิวเคลียร์
            4.2 คาดว่าสหรัฐฯ ได้แอบส่งเรือดำน้ำที่สามารถปล่อยขีปนาวุธโทมาฮอว์กไปประจำการในตำแหน่งพร้อมยิงแล้ว

            5. การทดสอบอาวุธใหม่ๆ
            จากประวัติการรบครั้งสำคัญๆ ในอดีต กองทัพอเมริกันมักใช้ยุทธการจริงในการใช้/ทดสอบอาวุธใหม่ๆ
            6.การสนับสนุนจากมิตรประเทศ
            จากการรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศ อังกฤษกับฝรั่งเศสจะมีส่วนร่วมในยุทธการครั้งนี้ด้วย มีข่าวว่าได้ส่งเรือดำน้ำชั้น Trafalgar ที่สามารถยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์ก

            7.ระยะเวลาโจมตี
            สื่อบางฉบับรายงานแหล่งข่าวว่าการโจมตีจะกินเวลาสองวัน ข้อวิพากษ์คือแม้มีการระบุชัดว่าเป็นการโจมตีอย่างจำกัด แต่การบรรลุเป้าหมายมีความสำคัญกว่า ดังนั้น อาจกินเวลาสองวันหรือมากกว่า และอาจโจมตีหลายระลอก เช่น โจมตีสองวันแล้วหยุด จากนั้นอีกสองสามวันเกิดการโจมตีระลอกใหม่ จึงขึ้นกับการประเมินความสำเร็จ รวมทั้งปัจจัยอื่นๆ เช่น การตอบโต้จากซีเรีย การตอบโต้จากประเทศอื่นๆ สถานการณ์ภายในภูมิภาค รวมถึงการเมืองภายในประเทศของแต่ละประเทศด้วย

            อนึ่ง สิ่งที่เสนอเป็นเพียงยุทธการจำลองเท่านั้น เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเห็นภาพการรบที่จะเกิดขึ้น แน่นอนว่าไม่ถูกต้องทั้งหมด และมีรายละเอียดอีกมากที่ต้องกล่าวถึงในโอกาสต่อไป

            ผลกระทบต่อตลาดทุน:
            (ข้อมูลส่วนนี้จะปรับตามเวลา เพื่อแสดงสถานะล่าสุด)
            ตลาดหุ้นทั้งสามตลาดใหญ่ เอเชีย ยุโรป สหรัฐฯ ได้รับผลกระทบโดยถ้วนหน้า จากความกังวลว่าสหรัฐฯ จะโจมตีซีเรีย หลังจากที่รัฐบาลโอบามาเห็นว่ารัฐบาลซีเรียต้องรับผิดชอบเรื่องการใช้การอาวุธเคมี
            ตลาดหุ้นเอเชียกับยุโรปวันนี้ (28 ส.ค.) ร่วงต่อทั้งตลาดต่อเป็นวันที่สอง
            ราคาน้ำมันดิบ WTI ในตลาดซื้อขายล่วงหน้า NYMEX ปรับสูงสุดในรอบสองปีหรือตั้งแต่พฤษภาคม 2011 ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (บางช่วงขึ้นถึง 112)
            นาย Stephen Schork ประธานบริษัท Schork Group Inc ชี้ว่าสถานการณ์ที่น่ากลัวมากสุดคือ การโจมตีซีเรียขยายวงกลายเป็นการต่อสู้กับผู้สนับสนุนรัฐบาลอัสซาด
            คุณ Michael Wittner หัวหน้านักวิจัยของ Societe Generale ประเมินว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจแตะ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลถ้าการโจมตีบานปลายกระทบทั่วทั้งภูมิภาคกระทบต่ออุปทานน้ำมัน

            นาย Matthew Sherwood หัวหน้านักวิจัยด้านการลงทุนของ Perpetual Investments ประเทศออสเตรเลีย อธิบายว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น ผนวกกับความไม่แน่นอนในนโยบายทางการเงินของอเมริกา เป็นสองปัจจัยหลักที่กระทบตลาดในขณะนี้ คาดว่า “ตลาดน่าจะลงต่อ”
            นาย Tim Hoyle ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย Radnor, Pennsylvania-based Haverford Investments ชี้ว่า ในระยะสั้น ความผันผวน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลลบต่อตลาด โดยเฉพาะตลาดน้ำมันกับตลาดหลักทรัพย์ นักลงทุนใช้วิธีโยกย้ายเงินมาซื้อขายน้ำมันแทน
            นาย Trevor Houser จาก Rhodium Group ไม่คาดว่าน้ำมันดิบเบรนท์จะขึ้นทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหากเกิดการโจมตี ในช่วงที่เกิดการโจมตีตลาดอาจรอดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ก่อนเพื่อตัดสินใจว่าราคาควรขยับขึ้นลงอย่างไร สองสามปีที่ผ่านมาสหรัฐฯ ผลิตน้ำมันดิบได้ถึง 2.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นตัวช่วยป้องกันไม่ให้ตลาดตึงตัวมากอย่างที่เคยเป็นในอดีต

            การวิเคราะห์ผลยุทธการต่อตลาดทุน ราคาน้ำมัน ควรแบ่งออกเป็น 3 ช่วงคือ ช่วงก่อนโจมตี ช่วงระหว่างโจมตี และช่วงหลังโจมตี
            1)ช่วงก่อนโจมตี
            เป็นช่วงที่กระแสข่าวการเตรียมโจมตีโหมกระพือ เป็นสถานการณ์ ณ ปัจจุบันนี้
            นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าเป็นช่วงที่นักลงทุนจากเคลื่อนย้ายเงินทุนสู่การลงทุนในน้ำมัน หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
            คาดว่าจะอยู่ในสภาวะเช่นนี้อีกจนถึงสัปดาห์หน้า รอดูสัญญาณการเริ่มโจมตีจากสหรัฐฯ

            2)ช่วงระหว่างโจมตี
            คาดว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ราคาผันผวนมากที่สุด ขึ้นกับสถานการณ์วันต่อวัน ขึ้นกับการตีความของแต่ละคนว่าเห็นว่าสถานการณ์กำลังสู่ทิศทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลง
            มีความเป็นไปได้ทั้งการโจมตีอาจสิ้นสุดภายในสองวัน หรืออาจยืดยาวกว่านั้น อาจมีการโจมตีหลายระลอก (ดังที่อธิบายในส่วนยุทธการจำลอง) การจะสรุปว่าการโจมตีสิ้นสุดจึงต้องดูที่การประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลอเมริกันเป็นหลัก

            3)ช่วงหลังโจมตี
            เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลโอบามาประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าภารกิจเสร็จสิ้น บรรลุเป้าหมาย จะต้องทำการสำรวจความเสียหาย ผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจมีเฉพาะต่อประเทศซีเรีย หรืออาจขยายวงสู่ประเทศอื่นๆ ด้วย
            หากผลกระทบจำกัดเพียงภายในประเทศซีเรีย และไม่ผลต่ออุปสงค์อุปทานน้ำมัน เชื่อว่าราคาน้ำมันจะกลับสู่ดุลยภาพในเวลาไม่ช้า
            อนึ่ง การวิเคราะห์นี้มุ่งอธิบายสถานการณ์ความขัดแย้งในซีเรีย ยังมีอีกหลายปัจจัยที่จะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุน

            สรุปแล้ว ณ ขณะนี้สำนักข่าวทั่วโลกเฝ้าจับตาความคืบหน้าจากรัฐบาลสหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส ว่าได้เตรียมการโจมตีถึงขั้นใดแล้ว เพื่อประเมินว่าการรบจะเป็นอย่างไร ส่วนตลาดทุนในช่วงนี้ได้รับข่าวร้ายจากสถานการณ์ดังกล่าว
            ต้องติดตามสถานการณ์โดยใกล้ชิด
----------------------

บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
(อัพเดท 23 ส.ค. 20.50 น.) ข่าวการใช้อาวุธเคมีล่าสุดในซีเรีย มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน ทำให้หลายประเทศเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่สหประชาชาติเข้าตรวจสอบ ในขณะที่ประธานาธิบดีโอบามากล่าวอย่างชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะไม่แทรกแซงซีเรียด้วยกำลังทหาร
(อัพเดท 26 ส.ค. 6.30 น.) สถานการณ์ซีเรียร้อนแรงต่อเนื่อง รัฐบาลอเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศสปักใจเชื่อว่ารัฐบาลซีเรียคือผู้ใช้อาวุธเคมี สามมหาอำนาจกำลังหาร่วมให้นานาชาติร่วมมือกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เรือรบสหรัฐฯ ได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ ล่าสุดเจ้าหน้าที่สหประชาชาติจะเข้าตรวจสอบอาวุธเคมีในวันจันทร์นี้ ภายหลังที่รัฐบาลซีเรียยอมเข้าตรวจสอบจุดต้องสงสัย ในขณะที่บางคนเชื่อว่าสถานการณ์มาถึงจุดที่สายเกินแก้แล้ว
ราวหนึ่งปีหลังจากที่กล่าวหากันไปมาในที่สุดสหประชาชาติส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบเรื่องการใช้อาวุธเคมีในซีเรีย แต่ต้องเข้าใจว่าเป้าหมายของการตรวจสอบคือเพื่อพิสูจน์ว่ามีการใช้หรือไม่เท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงเรื่องใครหรือฝ่ายใดเป็นผู้ใช้ ที่ผ่านมาอังกฤษกับฝรั่งเศสแสดงท่าทีขึงขังเรียกร้องการแทรกแซงทางการทหาร แต่นั่นหมายถึงต้องมีสหรัฐฯ เป็นหัวเรือใหญ่ที่ลังเลใจเรื่อยมา
(อัพเดท 27 ส.ค. 20.00 น.) นานาชาติพุ่งเป้าให้ความสำคัญกับการใช้อาวุธเคมีที่ชานกรุงดามัสกัส เจ้าหน้าที่สหประชาชาติกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศสเชื่อว่าเป็นฝีมือของรัฐบาลอัสซาด และกำลังพิจารณาใช้กำลังทหารในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง


บรรณานุกรม:
1. Cameron and Clegg pave the way for UK role in Syria strike, The Guardian, 27 August 2013, http://www.theguardian.com/politics/2013/aug/27/cameron-clegg-uk-role-syria-strike
2. After Syria chemical allegations, Obama considering limited military strike, The Washington Post, 27 August 2013, http://www.washingtonpost.com/world/national-security/kerry-obama-determined-to-hold-syria-accountable-for-using-chemical-weapons/2013/08/26/599450c2-0e70-11e3-8cdd-bcdc09410972_story.html
3. Syria crisis: Western military options, BBC, 27 August 2013, http://www.bbc.co.uk/news/world-us-canada-23849386
4. Asian Stocks Drop While Oil Climbs on Syria; Aussie Slips, Bloomberg, 28 August 2013, http://www.bloomberg.com/news/2013-08-27/asian-futures-slump-as-u-s-stocks-slide-syria-fuels-oil.html
5. Oil prices seen higher but shock not yet in the cards, CNBC, 27 August 2013, http://www.cnbc.com/id/100991763
6. “Brent may hit $150 if Syria impacts Iraq, SocGen warns”, CNBC, 28 August 2013, http://www.cnbc.com/id/100992467
7. “Oil Gains on Syria as Lira, Rupee Drop; U.S. Futures Rise”, Bloomberg, 28 August 2013, http://www.bloomberg.com/news/2013-08-27/asian-futures-slump-as-u-s-stocks-slide-syria-fuels-oil.html
8. Russia evacuates citizens from Syria, Houston Chronicle/AP, 28 August 2013, http://www.chron.com/news/world/article/Russia-evacuates-citizens-from-Syria-4766712.php
9. KSA, Arab League seek decisive world stand on Syria, Arab News, 28 August 2013, http://www.arabnews.com/news/462760

----------

วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เกาะติดประเด็นร้อน “ความขัดแย้งในประเทศซีเรีย” (8)

27 สิงหาคม 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
สรุปสถานการณ์: (อัพเดท 27 ส.ค. 11.30 น.)
            องค์การแพทย์ไร้พรมแดน (Doctors Without Borders/Médecins Sans Frontières หรือMSF) รายงานว่าเหตุที่ชานกรุงดามัสกัสมีผู้ป่วย 3,600 คนที่มีอาการได้รับพิษทางประสาท ในจำนวนนี้ 355 เสียชีวิต
            สหรัฐฯ กำลังปรึกษากับอีกหลายประเทศเพื่อตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง
            นาย Chuck Hagel รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ชี้ว่าหากพบว่าเป็นอาวุธเคมีจริงก็ต้องรีบป้องกันไม่ให้เกิดการใช้อีก และกล่าวว่าประธานาธิบดีโอบามาสั่งให้กองทัพ “เตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์”
            ด้านรัฐบาลซีเรียกับอิหร่านเตือนว่า หากสหรัฐฯ โจมตีซีเรียจะเป็นผลร้ายต่อสหรัฐฯ เอง ทั่วทั้งภูมิภาคจะปั่นป่วนและลุกเป็นไฟ

คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 27 ส.ค. 20.00 น.)
            เจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลชี้ว่า ประธานาธิบดีโอบามากำลังพิจารณาโจมตีซีเรียแบบจำกัดขอบเขตและจำกัดระยะเวลา เพื่อลงโทษที่รัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมี การโจมตีอาจกินเวลาไม่เกินสองวัน โดยใช้จรวดร่อนทั้งจากเรือรบและจากเครื่องบินทิ้งระเบิด โจมตีที่ตั้งทางทหารซึ่งอาจไม่เกี่ยวข้องกับคลังเก็บอาวุธเคมี
            นายจอห์น เคอร์รี ชี้ว่าจากหลักฐานเท่าที่มี ไม่จำต้องรอการพิสูจน์ใดๆ อีก หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ จะนำเสนอรายงานภายในสัปดาห์นี้
            นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าสหรัฐฯ จะลงมือโจมตีทันทีที่เจ้าหน้าที่สหประชาชาติเดินทางออกจากซีเรีย

            ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด กล่าวว่าข้อกล่าวหาที่นักการเมืองตะวันตกเอ่ยถึงล้วนเป็นเรื่องไร้สาระ สหรัฐฯ ใช้วิธีกล่าวหารัฐบาลซีเรียก่อนแล้วค่อยหาทางพิสูจน์ การใช้อาวุธเคมีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมอยู่ในแนวรบที่ทหารซีเรียอยู่ด้วย ดังนั้นไม่มีเหตุผลที่จะใช้อาวุธเคมีซึ่งอาจโดนทหารของตัวเอง “ข้อกล่าวหาเป็นเรื่องการเมืองโดยแท้ ทั้งหมดมาจากการที่กองกำลังฝ่ายรัฐบาลได้รับชัยชนะในการรบหลายครั้งที่ผ่าน” พร้อมกับเตือนว่า “จงฟังความเห็นประชาชน” ของท่านเอง


            นาย Alexander Lukashevich โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย แถลงว่า นานาชาติจะต้อง “สุขุมรอบคอบ” ต่อสถานการณ์และระมัดระวังว่ากระทำถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ “ความพยายามก้าวข้ามคณะมนตรีความมั่นคง จากข้อกล่าวหาเท็จที่ไร้หลักฐานเพื่อเข้าแทรกแซงทางการทหาร” อาจส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อประเทศทั้งหลายในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ

            ผลกระทบต่อตลาดเงินตลาดทุน:
            ตลาดหุ้นเอเชีย ยุโรปร่วงทั้งตลาด จากความกังวลว่าสหรัฐฯ จะโจมตีซีเรีย หลังจากที่รัฐบาลโอบามาเห็นว่ารัฐบาลซีเรียต้องรับผิดชอบเรื่องการใช้การอาวุธเคมี
            ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ขึ้นสูงสุดในรอบ 6 เดือนจากสถานการณ์ในซีเรีย และการส่งออกจากลิเบียลดลงเนื่องจากมีเหตุประท้วงภายในประเทศ (ราคาล่าสุด 112.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ส่วนที่สหรัฐฯ ล่าสุดราคาน้ำมันตลาดซื้อขายล่วงหน้า NYMEX อยู่ที่ 108.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล


วิเคราะห์: (อัพเดท 27 ส.ค. 20.00 น.)
            ประเด็นวิเคราะห์ที่สำคัญ
            1.รัฐบาลโอบามาปักใจเชื่อว่ารัฐบาลอัสซาดใช้อาวุธเคมี
            ในตอนนี้รัฐบาลโอบามาอิงหลักฐานที่ปรากฏจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 21 สิงหาคาเพียงจุดเดียว สรุปรวบรัดว่าระบอบอัสซาดคือผู้ใช้อาวุธเคมี ดังนั้นต้องได้รับการลงโทษเพื่อล่วงล้ำเส้นต้องห้าม (red line)
            2.ไม่รอผลการตรวจสอบจากสหประชาชาติ
            ดังที่เคยวิเคราะห์ไว้ว่า เนื่องจากภารกิจของเจ้าหน้าที่สหประชาชาติคือตรวจสอบว่ามีการใช้อาวุธเคมีจริงหรือไม่ แต่จะไม่สรุปว่าใครหรือฝ่ายใดเป็นผู้ใช้ ดังนั้น หากยึดแนวทางสหประชาชาติจะยังไม่ได้ข้อสรุปว่าใครเป็นผู้ใช้อาวุธเคมี แต่ ณ ขณะนี้ รัฐบาลโอบามาอาศัยหลักฐานการใช้เมื่อวันที่ 21 สรุปฟันธงด้วยตัวเองว่ารัฐบาลซีเรียเป็นผู้ใช้ โดยไม่รอข้อสรุปจากสหประชาชาติ
            แนวทางนี้เป็นแนวทางเดิมๆ ดังที่เคยวิเคราะห์ไว้ว่า สื่อต่างประเทศหลายสำนักมุ่งนำเสนอ ชี้ว่าฝ่ายรัฐบาลอัสซาดเป็นผู้ใช้อาวุธเคมีด้วยเหตุผลต่างๆ นานา การออกมาให้ความเห็นของรัฐบาลอังกฤษกับฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศ เป็นแรงเสริมอีกแรงที่ช่วยกันประกาศว่าเป็นฝีมือของรัฐบาลอัสซาด ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการพิสูจน์อย่างเป็นทางการจากองค์กรระหว่างประเทศที่น่าเชื่อถือ

            3.แนวทางล่าสุดคือโจมตีด้วยขีปนาวุธ ด้วยการทิ้งระเบิด
            แนวทางนี้เป็นแนวทางที่มีความเป็นไปได้สูง เป็นทางออกให้กับหลายๆ อย่าง
1)      รัฐบาลโอบามาไม่อยู่นิ่งเฉย ได้ลงมือทำอะไรบางอย่าง ดังที่เคยวิเคราะห์ว่า ที่ผ่านมาและเมื่อไม่นานนี้ ประธานาธิบดีโอบามา กล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า รัฐบาลอเมริกันไม่ต้องการส่งทหารจำนวนมากเข้าแทรกแซง ที่อเมริกาเป็นห่วงคือการที่อาวุธเคมีจะตกอยู่ในมือของผู้ก่อการร้าย
2)      ลดแรงต้านจากภายในประเทศ ดังผลสำรวจของ Reuters/Ipsos ที่รายงานเมื่อสัปดาห์ก่อนพบว่า ชาวอเมริกันร้อยละ 60 ไม่เห็นด้วยหากสหรัฐฯ จะเข้าแทรกแซงด้วยกำลังทหาร มีเพียงร้อยละ 9 เท่านั้นที่เห็นสมควร
            ดังนั้น การโจมตีด้วยจรวดร่อน ด้วยการทิ้งระเบิดเป็นทางเลือก ทางออกที่ดีที่สุด

            4. คาดว่าน่าจะลงมือเมื่อไหร่
            เป็นไปได้ว่าอย่างเร็วคือสัปดาห์หน้า ด้วยเหตุผล
            1) รอรายงานของสำนักข่าวกรองสหรัฐฯ ที่จะชี้ว่าระบอบอัสซาดเป็นผู้ใช้อาวุธเคมี อธิบายเหตุผลจำเป็นที่อเมริกาจะต้องกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง
            2) รอให้เจ้าหน้าที่สหประชาชาติ เจ้าหน้าที่สถานทูตต่างๆ ทั้งในประเทศและนอกประเทศซีเรียเตรียมพร้อม ถ้ารัฐบาลโอบามาตัดสินใจโจมตีจริง ต้องให้ทุกฝ่ายเตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นตามมา นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าเจ้าหน้าที่สหประชาชาติที่อยู่ในซีเรียอาจต้องออกจากประเทศก่อน (ทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็น เพราะอยู่ในฐานะของสหประชาชาติ) มีโอกาสเป็นไปได้สูงกว่าจะเกิดการตอบโต้จากกลุ่มผู้ก่อการร้าย ฯลฯ
            คาดว่าก่อนการโจมตีจริง จะมีสัญญาณบางอย่างปรากฏก่อน
            อนึ่ง การวิเคราะห์นี้เป็นเพียงการคาดการณ์จากบริบทปัจจุบัน ซึ่งอาจผิดพลาด หรือหากบริบทเปลี่ยนรัฐบาลโอบามาอาจเปลี่ยนการตัดสินใจก็เป็นได้

            5.การโจมตีช่วยใคร อย่างไร
            ภายใต้กรอบแนวทางว่าสหรัฐฯ โจมตีด้วยขีปนาวุธ ด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิด ทำลายฐานที่มั่นของรัฐบาลอัสซาด
            ยุทธการเช่นนี้ ไม่น่าจะเป็นเหตุให้ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด ก้าวลงจากอำนาจ ในทางกลับกันการที่สหรัฐฯ เลือกโจมตีซีเรียเกิดจากการที่รัฐบาลอัสซาดไม่ยอมก้าวลงจากอำนาจ
            ผลที่น่าจะเกิดขึ้น กองทัพซีเรียจำนวนหนึ่งถูกทำลาย ได้รับความเสียหาย ทำให้ฝ่ายต่อต้านกลับมาได้เปรียบในระยะหนึ่ง แต่ในระยะยาวกองทัพซีเรียย่อมฟื้นตัว โดยเฉพาะหากได้รับการช่วยเหลือจากมิตรประเทศ

            6.จุดกระแสต่อต้านชาติตะวันตก
            ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันได้ เพราะที่ผ่านกองกำลังบางกลุ่มที่ถูกชาติตะวันตกตีตราว่าเป็นผู้ก่อการร้ายเป็นฝ่ายต่อต้าน กำลังต่อสู้กับรัฐบาลซีเรีย
            ดังนั้น การโจมตีจากสหรัฐฯ จะจุดกระแสการต่อต้านจากกลุ่มเหล่านี้หรือไม่ หรืออาจมีบางกลุ่มที่จะต่อต้าน
            แน่นอนว่าชาติตะวันตกตระหนักเรื่องนี้ และเตรียมพร้อมรับมือ เช่นเดียวกับกลุ่มผู้คิดก่อการ

            7.สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้นักลงทุนในตลาดเงินตลาดทุนเริ่มหวั่นไหว
            ดัชนีตลาดหุ้นเอเชีย ยุโรปร่วง เช่นเดียวกันตลาดซื้อขายล่วงหน้าล่าสุดของสหรัฐฯ ติดลบเช่นกัน ดัชนีชี้วัดที่มักเกี่ยวข้องอีกตัวคือราคาน้ำมันดิบที่ทั้งราคาน้ำมันดิบเบรนท์กับตลาด NYMEX ต่างปรับตัวสูงขึ้นกว่าหลายวันที่ผ่านมาอย่างชัดเจน
            การปรับตัวของดัชนีตลาดหุ้นและราคาน้ำมัน ณ ขณะนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ยังมีโอกาสปรับได้อีก หากสถานการณ์ตึงเครียดกว่านี้


            โดยรวมแล้ว ความเป็นไปของสถานการณ์ในขณะนี้คือ ทั่วโลกเฝ้าสังเกตว่าสัญญาณการโจมตีจากสหรัฐฯ โดยมองข้ามประเด็นอื่นๆ เช่น ความชอบธรรมของการโจมตี ข้อโต้แย้งจากทางการซีเรีย ผลระยะยาวที่จะตามมา
            ต้องติดตามสถานการณ์โดยใกล้ชิด
----------------------

บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
(อัพเดท 23 ส.ค. 20.50 น.) ข่าวการใช้อาวุธเคมีล่าสุดในซีเรีย มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน ทำให้หลายประเทศเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่สหประชาชาติเข้าตรวจสอบ ในขณะที่ประธานาธิบดีโอบามากล่าวอย่างชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะไม่แทรกแซงซีเรียด้วยกำลังทหาร
(อัพเดท 26 ส.ค. 6.30 น.) สถานการณ์ซีเรียร้อนแรงต่อเนื่อง รัฐบาลอเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศสปักใจเชื่อว่ารัฐบาลซีเรียคือผู้ใช้อาวุธเคมี สามมหาอำนาจกำลังหาร่วมให้นานาชาติร่วมมือกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เรือรบสหรัฐฯ ได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ ล่าสุดเจ้าหน้าที่สหประชาชาติจะเข้าตรวจสอบอาวุธเคมีในวันจันทร์นี้ ภายหลังที่รัฐบาลซีเรียยอมเข้าตรวจสอบจุดต้องสงสัย ในขณะที่บางคนเชื่อว่าสถานการณ์มาถึงจุดที่สายเกินแก้แล้ว
ราวหนึ่งปีหลังจากที่กล่าวหากันไปมาในที่สุดสหประชาชาติส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบเรื่องการใช้อาวุธเคมีในซีเรีย แต่ต้องเข้าใจว่าเป้าหมายของการตรวจสอบคือเพื่อพิสูจน์ว่ามีการใช้หรือไม่เท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงเรื่องใครหรือฝ่ายใดเป็นผู้ใช้ ที่ผ่านมาอังกฤษกับฝรั่งเศสแสดงท่าทีขึงขังเรียกร้องการแทรกแซงทางการทหาร แต่นั่นหมายถึงต้องมีสหรัฐฯ เป็นหัวเรือใหญ่ที่ลังเลใจเรื่อยมา


บรรณานุกรม:
1. After Syria chemical allegations, Obama considering limited military strike, The Washington Post, 27 August 2013, http://www.washingtonpost.com/world/national-security/kerry-obama-determined-to-hold-syria-accountable-for-using-chemical-weapons/2013/08/26/599450c2-0e70-11e3-8cdd-bcdc09410972_story.html
2. European Stocks Decline Amid Rising Syria Tension, Bloomberg, 27 August 2013, http://www.bloomberg.com/news/2013-08-27/european-stock-index-futures-drop-as-syria-tension-mounts.html
3. “Brent Rises to Five-Month High on Syria Clash, Libya Loss”, Bloomberg, 27 August 2013, http://www.bloomberg.com/news/2013-08-27/wti-gains-as-syria-unrest-fans-concern-of-middle-east-disruption.html
4. Syria crisis: Russia and China step up warning over strike, BBC, 27 August 2013, http://www.bbc.co.uk/news/world-us-canada-23845800
5. Assad: Western Claims about Chemicals Basically Illogical, FNA, 27 August 2013, http://english.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13920604000865
----------