วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2558

“ผู้อพยพลี้ภัย” กับ “คนพลัดถิ่นภายในประเทศ” ของครึ่งแรกปี 2015

27 ธันวาคม 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 6990 วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2558)

UNHCR Mid-Year Trends 2015” ระบุว่าความขัดแย้ง การกดขี่ การละเมิดสิทธิมนุษยชน ความรุนแรงต่างๆ เป็นสาเหตุให้ผู้คนทั่วโลกต้องอพยพย้ายถิ่น การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือที่ดำเนินต่อเนื่องมาแล้วหลายปีบีบบังคับให้หลายล้านคนค้นต้องหนีหรือออกจากถิ่นฐานเดิมไปสู่ที่ใหม่ทั้งภายในและนอกประเทศ
            เมื่อสิ้นปี 2014 ทั่วโลกมีผู้อพยพทุกประเภทรวมกัน 59.5 ล้านคน เฉพาะครึ่งแรกของปี 2015 เพิ่มขึ้นถึง 5 ล้านคน ในจำนวนนี้ 4.2 ล้านคนยังอยู่ภายในประเทศ (IDPs) อีก 839,000 คนหนีออกนอกประเทศ
            ประเด็นผู้อพยพลี้ภัย (refugee) ไม่ใช่เรื่องใหม่ สถิติบ่งบอกว่าช่วงปี 1990-2015 UNHCR ต้องดูแลผู้อพยพลี้ภัยราว 9-18 ล้านคน ตัวเลขลดต่ำลงเรื่อยๆ และต่ำสุดในปี 2005 แต่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเข้าสู่ปี 2012 คิดเป็นจำนวนเพิ่มขึ้น 4.7 ล้านคนในเวลาเพียง 3 ปีครึ่ง สาเหตุหลักมาจากสงครามกลางเมืองซีเรีย ที่เหลือมาจากความขัดแย้งในประเทศอื่นๆ เช่น อัฟกานิสถาน บูรุนดี (Burundi) , สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก มาลี โซมาเลีย เซาท์ซูดาน (South Sudan) และยูเครน

            ผู้อพยพลี้ภัยจากซีเรียส่งผลรุนแรงต่อประเทศรอบข้าง ที่ลงทะเบียนในค่ายลี้ภัยตุรกีมีถึง 1.8 ล้านคน เลบานอน 1.2 ล้านคน จอร์แดน 628,800 คน อิรัก 251,300 คน อียิปต์ 131,900 คน
            ประเทศที่มีผู้อพยพมากเป็นอันดับ 2 คืออัฟกานิสถาน มีถึง 2.6 ล้านคน ในจำนวนนี้ 1.5 ล้านคนอยู่ในประเทศปากีสถาน รองลงมาคืออิหร่าน 951,000 คน
            ประเทศที่มีผู้อพยพลี้ภัยมากเป็นอันดับ 3 คือ โซมาเลีย มีผู้ลี้ภัยรวม 1.1 ล้านคน อาศัยในเคนยา 418,900 คน เยเมน 249,000 คน และเอธิโอเปีย 247,300 คน

Internally Displaced People (IDPs) :
“คนพลัดถิ่นภายในประเทศ” (Internally Displaced People: IDPs) เป็นอีกกลุ่มที่รายงาน “UNHCR Mid-Year Trends 2015” เอ่ยถึง คนเหล่านี้ถูกบีบบังคับให้อพยพจากถิ่นอาศัยหนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งโดยยังคงอยู่ภายในประเทศ เหตุจากเรื่องความขัดแย้งภายในประเทศ การละเมิดสิทธิมนุษยชน การไล่ที่ และเนื่องจากยังอยู่ในประเทศกฎหมายภายในจึงมีผลบังคับใช้ต่อพวกเขาในฐานะพลเมือง
UNHCR ระบุว่าข้อมูลของคนกลุ่มนี้มักจำกัด จึงไม่สามารถฉายภาพครบถ้วน แต่ได้ช่วยเหลือ IDPs ทั้งหมด 26 ประเทศ รวม 34 ล้านคน เพิ่มจากเมื่อสิ้นปี 2014 ที่ 32.2 ล้านคน (นับเฉพาะคนที่ได้รับความช่วยเหลือจาก UNHCR)
            เฉพาะครึ่งปีแรกของ 2015 เกิด IDPs ทั้งหมดอย่างน้อย 4.2 ล้านคน เยเมนสูงสุดคือ 933,500 คน ยูเครน 559,000 คน คองโก 558,000 คน ไนจีเรีย 378,000 คน อิรัก 366,500 คน และปากีสถาน 309,200 คน
            ส่วนซีเรียคาดว่านับน่าจะมีถึง 7.6 ล้านคน ในจำนวนนี้ได้รับความช่วยเหลือจาก UNHCR ราว 1.3 ล้านคน รองลงมาคือโคลัมเบีย 6.5 ล้านคน อิรัก 4 ล้านคน ซูดาน 2.3 ล้านคน
            ครึ่งปีแรกของ 2015 IDPs 1.4 ล้านคนสามารถกลับถิ่นฐานเดิม เป็นตัวเลขน้อยกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2014 ราว 200,000 คน ส่วนใหญ่คือในปากีสถานกับฟิลิปปินส์ ประเทศละกว่า 300,000 คน

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            รายงานของ UNHCR นำเสนอเฉพาะตัวเลขสถิติ หากจะวิเคราะห์เบื้องหน้าเบื้องหลัง พอจะประมวลโดยยก 3 กรณีตัวอย่างดังนี้
          กรณีแรก อัฟกานิสถาน
รายงานของ UNHCR ระบุว่าอัฟกานิสถานมีผู้อพยพลี้ภัยทั้งหมดราว 225,000 คน IDPs เกือบ 950,000 คน รวมแล้วประชาชนกว่า 1,420,000 คนอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง จากประชากร 32.5 ล้านคน (ข้อมูลกรกฎาคม 2015)
ย้อนหลังตุลาคม 2001 เมื่อประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช สรุปว่าพวกอัลกออิดะห์เป็นผู้ก่อเหตุ 9/11 ประกาศทำสงครามกับอัฟกานิสถาน โทษฐานไม่ส่งมอบตัวโอซามา บินลาเดน (Osama Bin Laden) แม้สามารถโค่นล้มระบอบตาลีบันอย่างรวดเร็ว พวกอัลกออิดะห์ต้องหลบหนีซ่อนตัว ฝ่ายพันธมิตรสามารถตั้งรัฐบาลใหม่ที่เป็นอิงรัฐบาลสหรัฐ แต่อัฟกานิสถานนับจาก 2001 จนบัดนี้ยังไม่สงบ แม้ประธานาธิบดีคนใหม่ อัชราฟ กานี (Ashraf Ghani) สานต่อเจรจากับตาลีบันและกลุ่มกองกำลังต่างๆ แต่ยังไม่มีท่าทีว่าความขัดแย้งภายในจะยุติ รัฐบาลกลางอยู่ได้โดยต้องพึ่งพางบประมาณจากชาติตะวันตก และกองกำลังต่างชาติ
            อัฟกานิสถานยังเป็นรัฐล้มเหลว รัฐบาลกลางมีอำนาจในพื้นที่จำกัดเท่านั้น พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ใต้อิทธิพลของเผ่า กองกำลังติดอาวุธที่ต่างมีผลประโยชน์และพยายามรักษาผลประโยชน์ของตนเอง เกิดปัญหาแทรกซ้อน เช่น ผู้ก่อการร้าย IS/ISIL/ISIS เริ่มเข้าแทรกแซง
            ผลกระทบจึงตกแก่ประชาชนที่ต้องอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง สภาพไร้กฎหมาย ผู้ถือปืนคือผู้ถือกฎหมาย ปัญหาผู้อพยพลี้ภัย  คนพลัดถิ่นภายในประเทศ เป็นภาพสะท้อนของปัญหาที่ประชาชนได้รับโดยตรง หลายล้านคนกำลังประสบความทุกข์ยาก ไม่มีแม้กระทั่งบ้านของตนเอง อนาคตที่มั่นคง

            นโยบายต่อต้านก่อการร้ายของรัฐบาลบุชจึงกลายเป็นปัญหาในตัวเอง เกิดปัญหาแทรกซ้อน โดยยังไม่เห็นทางออก นี่คือปัญหาที่รัฐบาลตะวันตกสร้างแต่แทบไม่ได้ช่วยแก้ ในอีกมุมต้องกล่าวว่าแทนว่ายากจะแก้ไข ทางที่ดีที่สุดคือไม่ให้เกิดปัญหาตั้งแต่ต้น

กรณีที่ 2 อิรัก
            ผู้อพยพลี้ภัยจากอิรักมีราว 290,000 คน แต่มี IDPs เกือบ 4 ล้านคน จากประชากรทั้งสิ้นราว 37 ล้านคน แสดงให้เห็นว่าภายในสังคมอิรักกำลังแบ่งพื้นที่กันใหม่ (เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานแล้วและเกิดขึ้นเรื่อยมา) โดยเฉพาะจากการรุกรานของ IS ความพยายามสร้างรัฐอิสลามตามแบบฉบับของตนเอง
            นับวันคนกลุ่มต่างๆ ในอิรักจะแบ่งแยกชัดเจนมากขึ้นๆ พวกชีอะห์ต้องอยู่กับชีอะห์ พวกซุนนีอยู่กับซุนนี ดังนั้น ไม่ว่าจะประกาศว่าเป็นเขตปกครองตนเองหรือไม่ (อย่างกรณีชาวเคิร์ด) อิรักกำลังแบ่งแยกออกเป็นหลายส่วน และคงยากจะกลับมาเป็นพหุสังคม สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องน่าติดตามว่าจะเกิดผลอย่างไร จะเป็นผลดีหรือผลเสียมากกว่า จะเป็นแนวทางแก่ชาติมุสลิมอื่นๆ หรือไม่
            กรณีอิรักจึงต่างจากการกรณีอัฟกานิสถาน อิรักแบ่งแยกด้วยนิกายศาสนา อัฟกานิสถานแบ่งแยกด้วยความเป็นเผ่า กองกำลังติดอาวุธมากกว่าการตามนิกายศาสนา (ชาวอัฟกันร้อยละ 85 เป็นซุนนี ร้อยละ 10-15 เป็นชีอะห์)
            อิรักผ่านการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่ช่วยให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยจริง

            กรณีที่ 3 ยูเครน
ถ้ามองจำนวนผู้อพยพลี้ภัยกับพวกที่ถูกนับว่าเป็นผู้อพยพลี้ภัย ยูเครนมีปัญหาน้อยกว่าหลายประเทศ เพราะมีจำนวนราว 6,000 กว่าคนเท่านั้น ที่น่าสนใจคือ มี “คนพลัดถิ่นภายในประเทศ” มากถึง 1,426,000 คน จากประชากร 44.4 ล้านคน เหตุจากความขัดแย้งภายในประเทศ เพราะพรรคการเมืองแยกเป็น 2 ขั้ว ขั้วหนึ่งโน้มเอียงเข้าหาชาติตะวันตก อียู อีกขั้วเข้าหารัสเซีย
            การเมือง 2 ขั้วพลอยดึงประชาชนเป็น 2 ฝ่ายแบบไม่ประนีประนอม ฝ่ายที่อยู่ทางด้านภาคตะวันตกคือฝ่ายอิงอียู กับอีกฝ่ายที่ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคตะวันออกนั้นอิงรัสเซีย
เมื่อวิคเตอร์ ยานูโควิช (Viktor Yanukovych) ประธานาธิบดียูเครนที่อิงรัสเซียพ้นจากอำนาจ กลุ่มการเมืองอิงตะวันตกเข้ากุมอำนาจบริหารประเทศ พร้อมกับแนวนโยบายอิงตะวันตกเต็มที่ ตอกย้ำการแบ่งประเทศยูเครนเป็น 2 ส่วน
จากนั้นรัสเซียเข้ายึดเขตไครเมีย ผนวกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย (เท่ากับประเทศยูเครนถูกแบ่งออกส่วนหนึ่งแล้ว และกล่าวได้ว่าเป็นการแยกไปอย่างถาวร) จากนั้นกองกำลังยูเครนตะวันออกที่อิงรัสเซียเริ่มก่อการขอแยกประเทศหรือปกครองตนเอง เกิดสงครามกลางเมืองแบบย่อมๆ มีผู้เสียชีวิตกว่า 5 พันราย ปัญหาใหญ่คือประชาชนนับล้านต้องอพยพย้ายถิ่นจากพื้นที่กระสุนตก
ต้นกันยายน 2014 2 ฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นหลายคนสามารถกลับบ้าน แต่ที่ยังกลับไม่ได้สูงถึง 1.4 ล้านคนตามสถิติของ UNHCR

            ถ้าเทียบกับกรณีอัฟกานิสถาน อิรัก ประชาชนยูเครนส่วนใหญ่ยังไม่เป็นผู้ลี้ภัยสงคราม ไม่ต้องพลัดถิ่น สิ่งที่เหมือนกันคือไม่อาจคืนสู่ภาวะปกติในเวลาอันใกล้ เหตุเพราะชาติมหาอำนาจแทรกแซง ความขัดแย้งของยูเครนไม่ใช่เรื่องของคนอีกยูเครนอีกต่อไป กลายเป็นความขัดแย้งของรัฐบาลชาติมหาอำนาจที่ต่อสู้ ช่วงชิง ประเทศยูเครนกลายเป็น “สมรภูมิ” ของชาติมหาอำนาจ
            สิ่งที่ดูดีกว่าคือ ยูเครนเป็นซากปรักหักพังน้อยกว่า จำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายต่ำกว่า
และยังมีโอกาส “ลุ้น” ว่าสถานการณ์จะไม่แย่ไปกว่านี้ ถ้านักการเมืองยูเครนทำเพื่อคนยูเครนจริงๆ สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจสังคมภายในประเทศ หาไม่แล้วคนยูเครนอีกนับล้านอาจกลายเป็นผู้อพยพลี้ภัย คนเข้าเมืองผิดกฎหมาย ด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น หนีความอดอยากยากจนด้วยการลักลอบเข้าไปทำงานต่างประเทศ แสดงความจำนงขอเป็นผู้อพยพลี้ภัยเพราะความขัดแย้งภายในประเทศ ฯลฯ

            แทบทุกกรณีเมื่อเกิดเหตุให้คนต้องอพยพลี้ภัย คนจำนวนมากต้องอยู่ในค่ายลี้ภัยเป็นเวลาหลายปี บางกรณียังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ เช่น ชาวอัฟกันราว 2 ล้านคนกลายเป็นผู้ลี้ภัยเมื่อโซเวียตบุกอัฟกานิสถานในปี 1979 ชาวปาเลสไตน์ 2.5 ล้านคนอยู่ในค่ายลี้ภัยตั้งแต่ปี 1948 พวกเขากลายเป็น “ผู้ลี้ภัยถาวร” คนรุ่นใหม่ที่เกิดในค่ายกลายเป็น “ผู้ลี้ภัยถาวรรุ่นใหม่” สืบทอดต่อจากคนรุ่นแรก เกิดปัญหาแทรกซ้อนมากมาย กลายเป็นคนด้อยโอกาส เสี่ยงถูกกดขี่ขูดรีด
            เป็นบทเรียนที่ประชาคมโลกต้องเรียนรู้และจดจำ
-----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
อิรักกับซีเรียเป็น 2 ตัวอย่างว่านโยบายกำจัดเผด็จการเป็นต้นเหตุของสงครามกลางเมือง ความขัดแย้งที่ไม่สิ้นสุด กลายเป็นรัฐล้มเหลว การปล่อยให้เผด็จการดำรงอยู่ต่อไปเป็นโทษน้อยกว่า การกำจัดเผด็จการไม่เป็นเหตุให้ประเทศกลายเป็นประชาธิปไตยเสมอไป ถ้ามองว่าเผด็จการหมายถึงประชาชนถูกกดขี่ เมื่อเป็นรัฐล้มเหลวประชาชนถูกกดขี่ข่มเหงยิ่งกว่า ชีวิตอยู่ในอันตรายมากกว่า แต่รัฐบาลโอบามายังยืนหยัดนโยบายโค่นเผด็จการไม่ต่างจากรัฐบุชและอีกหลายชุด

บรรณานุกรม:
1. Central Intelligence Agency. (2015, July). Afghanistan. In The World Factbook. Retrieved from https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/af.html
2. Central Intelligence Agency. (2015, July). Iraq. The World Factbook. Retrieved from https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/iz.html
3. Central Intelligence Agency. (2015, July). Ukraine. In The World Factbook. Retrieved from https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/up.html
4. Hein, Jeremy. (2008). Refugees. In International Encyclopedia of the Social Sciences. (2nd Ed. (9 vol. set. pp. 125-127). USA: The Gale Group.
5. Kalic, Sean N. (2013). Terrorism in the twenty-first century: A new era of warfare. In An International History of Terrorism. (pp.263-279). Oxon: Routledge.
6. UNHCR. (2015, December 18). UNHCR Mid-Year Trends 2015. Retrieved from http://unhcr.org/myt15/#_ga=1.246311687.2048125505.1450532957
7. Wahab, Shaista., & Youngerman, Barry. (2007). A Brief History Of Afghanistan. New York: Infobase Publishing.
8. Whitmore, Sarah. (2004). State Building in Ukraine. New York: Routledge.
-------------------------------

วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2558

กองกำลังร่วมอิสลามกับรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้าย

20 ธันวาคม 20105
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 6983 วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2558)

            รัฐบาลมุสลิม 34 ประเทศประกาศร่วมจัดตั้ง “กองกำลังร่วมอิสลาม” (Islamic military coalition) เพื่อต้านก่อการร้าย ตั้งศูนย์บัญชาการในกรุงริยาด เน้นปฏิบัติการในประเทศมุสลิม สมาชิก 34 ประเทศได้แก่ ซาอุดิอาระเบีย จอร์แดน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ปากีสถาน บาห์เรน บังคลาเทศ เบนิน ตุรกี ชาด โตโก ตูนิเซีย จิบูตี เซเนกัล ซูดาน เซียร์ราลีโอน โซมาเลีย กาบอง กินี ปาเลสไตน์ คอโมโรส กาตาร์ โกตดิวัวร์ คูเวต เลบานอน ลิเบีย มัลดีฟส์ มาลี มาเลเซีย อียิปต์ โมร็อกโก มอริเตเนีย ไนเจอร์ ไนจีเรีย เยเมน
            ส่วนประเทศมุสลิมอีก 10 ประเทศแม้ไม่ได้เข้าร่วมแต่แสดงท่าทีพร้อมให้ความร่วมมือ เช่น อินโดนีเซีย
หลักการของกองกำลังร่วมอิสลามสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ Organization of Islamic Cooperation (OIC) ตามกรอบสหประชาชาติกับ OIC เป้าหมายไม่เฉพาะ IS เท่านั้นแต่รวมก่อการร้ายทุกกลุ่ม ปฏิเสธข้ออ้างใดๆ เพื่อก่อการร้าย
เจ้าชาย Mohammed bin Salman รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมซาอุฯ ตรัสว่ารัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือ “แก่โลกอิสลามทั้งหมด” เพื่อต่อต้านก่อการร้าย ที่ผ่านมาแต่ละประเทศสู้ด้วยตนเอง บัดนี้จะสู้ร่วมกัน

การจัดตั้งกองกำลังร่วมเป็นแนวคิดที่มีนานแล้ว แรกเริ่มสุดคือต้านอิหร่านหลังการปฏิวัติอิหร่าน 1979 เหตุผลเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามบริบท ล่าสุดคือต้าน IS การรบในเยเมน
เช่น เมื่อมีนาคมที่ผ่านมา Nabil Elaraby เลขาธิการสันนิบาตอาหรับเรียกร้องให้ชาติอาหรับผนึกกำลังก่อตั้งกองกำลังร่วมอาหรับเพื่อต้านกองกำลังสุดโต่ง “มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องสร้างกองกำลังร่วมทหารอาหรับเพื่อหลายภารกิจ ... สามารถเข้าต่อสู้การก่อการร้ายและปฏิบัติการของกลุ่มก่อการร้ายอย่างรวดเร็ว”
            การประกาศครั้งล่าสุดนี้ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้น

จุดอ่อนของ “กองกำลังร่วมอิสลาม” :
ถ้ามองเชิงยุทธการในกรอบระยะสั้น การประกาศจัดตั้งกองกำลังร่วมไม่ส่งผลต่อการรบในสมรภูมิซีเรียกับอิรัก เพราะสมาชิกส่วนใหญ่คือประเทศเล็กๆ ประเทศที่พอมีศักยภาพอยู่บ้างคือประเทศเดิมๆ ที่ประกาศทำสงครามกับผู้ก่อการร้าย IS มาตั้งแต่ต้นโดยร่วมมือกับสหรัฐ พร้อมกับคำถามว่าชาติตะวันตกมีความจริงจังมากเพียงใด ต้องใช้เวลาอีกกี่ปี
ส่วนในระยะยาว ต้องติดตามว่ากองกำลังร่วมนี้จะร่วมมือจริงจังเพียงใด จะประสานการรบอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มีรายละเอียดมากมาย ตั้งแต่การสื่อสาร การซ้อมรบ แนวทางปฏิบัติต่างๆ หากหวังจะเป็นกองกำลังที่มีประสิทธิภาพจริงต้องกินเวลาอีกหลายปี ใช้งบประมาณมหาศาล

            ด้วยประวัติศาสตร์ เหตุผลมุมมองเชิงยุทธการ ถ้ารัฐบาลซาอุฯ กับพวกหวังผลการรบจริงๆ คงต้องตอบว่าการต่อต้านก่อการร้ายภายใต้กรอบความร่วมมือนี้จะได้ผลน้อย การต่อต้าน IS หรือกลุ่มก่อการร้ายใดๆ ยังต้องอาศัยรัฐบาลชาติตะวันตกเป็นหลักอยู่ดี
            ที่ลึกกว่านั้น มีคำถามว่ารัฐบาลซาอุฯ กับพวกหวังผลเชิงยุทธการมากเพียงใด หรือมีเป้าหมายแอบแฝง เป้าหมายที่ซ่อนไว้

เป้าหมายแอบแฝง :
          ประการแรก สร้างภาพผู้นำต่อต้านก่อการร้ายในโลกมุสลิม
            ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร ปฏิเสธไม่ว่าได้รัฐบาลซาอุฯ กับพันธมิตรมุสลิมหลายประเทศถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย
            นับจากทศวรรษ 1960 รัฐบาลหลายประเทศในตะวันออกกลางสนับสนุนลัทธิก่อการร้าย เป้าหมายส่วนใหญ่คือต่อต้านอิสราเอล ประเทศเหล่านี้ได้แก่ อียิปต์ อิหร่าน อิรัก ลิเบีย ซีเรีย โดยที่ซาอุดิอาระเบียกับคูเวตได้ชื่อว่าเป็นผู้สนับสนุนหลักทางการเงิน
James Petras ระบุว่าราชวงศ์ซาอุฯ ใช้ชีวิตอย่างหรูหราด้วยผลประโยชน์จากน้ำมันของประเทศ จัดการทุกคนทุกกลุ่มที่เป็นภัยคุกคามต่อตน ใช้เงินหลายแสนล้านดอลลาร์เก็งกำไรตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก ซื้ออาวุธสงครามจากชาติตะวันตกและซื้อความคุ้มครองจากประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะจากสหรัฐ ทุ่มเงินมหาศาลสนับสนุนมุสลิมสายวะห์ฮะบี (Wahhabi) และเครือข่ายก่อการร้ายมุสลิม รวมทั้งเครือข่ายอัลกออิดะห์ ให้เงินกลุ่มมุสลิมสุดโต่งเพื่อต้านมุสลิมสายกลาง สนับสนุนพวกสุดโต่งทำสงครามล้มรัฐบาลอัสซาดแห่งซีเรีย
            ท่ามกลางข้อกล่าวหาที่มาเป็นระยะๆ รัฐบาลซาอุฯ ปฏิเสธเรื่อยมา ทั้งยังมีนโยบายต่อต้านก่อการร้ายทั้งในและต่างประเทศ ผลงานล่าสุดคือร่วมกับสหรัฐและอีกหลายประเทศทำสงครามต่อต้าน IS
            การจัดตั้งกองกำลังร่วมอิสลามจึงเป็นอีกครั้งที่รัฐบาลชูภาพต่อต้านก่อการร้าย ต้านกระแสสนับสนุนก่อการร้าย

            ที่สุดแล้วเมื่อพูดถึงผู้ก่อการร้าย มีคนสัญชาติซาอุฯ เกี่ยวข้อง แต่เป็นเรื่องส่วนบุคคล เป็นเรื่องของเอกชนเฉพาะราย ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล

            ในทำนองเดียวกัน รัฐบาลมุสลิมอีกหลายประเทศที่ถูกกล่าวหาสนับสนุนก่อการร้ายได้อานิสงส์จากการนี้ ตัวอย่างที่เด่นชัดในขณะนี้คือ รัฐบาลแอร์โดกานที่ทางการรัสเซียกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุให้ผู้ก่อการร้ายสารพัดกลุ่มสามารถเดินทางเข้าไปในซีเรีย ลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนกับผู้ก่อการร้าย IS

          ประการที่ 2 ซาอุฯ แสดงภาวะผู้นำโลกมุสลิมอีกครั้ง
ถ้ามองภาพในเชิงลึก ความร่วมมือครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่รัฐบาซาอุฯ แสดงภาวะผู้นำโลกมุสลิมอีกครั้ง เป็นยุทธศาสตร์หลัก ยุทธศาสตร์ดั้งเดิมที่ไม่เคยเปลี่ยน เป็นการกระตุ้นเตือน คอยชี้นำว่าซาอุฯ เป็นผู้นำมุสลิมโลก ส่วนชีอะห์เป็นพวกนอกรีต

ประการที่ 3 สามารถกีดกันประเทศปรปักษ์ออกจากกลุ่ม
            ที่ผ่านมารัฐบาลอาหรับหลายประเทศกล่าวหาว่าอิหร่านสนับสนุนผู้ก่อการร้ายในเลบานอน แทรกแซงกิจการในหลายประเทศเช่นซีเรีย อิรักและเยเมน เป็นเหตุผลที่รัฐบาลอาหรับรับไม่ได้
            เรื่องที่รัฐบาลอิหร่านกับซีเรียสนับสนุนผู้ก่อการร้ายก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ ถูกกล่าวหาแล้วหลายสิบปี
รัฐบาลอิหร่าน ซีเรีย อิรักจะสนับสนุนก่อการร้ายหรือไม่นั่นเป็นประเด็นหนึ่ง ที่เกิดขึ้นแล้วและเกิดขึ้นจริงคือสามารถกีดกัน 3 ประเทศนี้ออกจากโลกมุสลิมในระดับหนึ่ง
นี่คือความสำเร็จครั้งใหญ่อีกครั้งของรัฐบาลซาอุฯ กับพวก

รัฐบาลซาอุฯ กับพวกสามารถฉวยประเด็นก่อการร้ายเป็นเครื่องมือกีดกัน 3 ประเทศปรปักษ์นี้ออกไป พร้อมกับข้อกล่าวหาว่า 3 ประเทศสนับสนุนก่อการร้าย ประชาคมโลกโปรดรับรู้และเข้าใจว่านี่คือจุดยืนของรัฐบาลมุสลิม 34 ประเทศ
ข้อนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย ยังเป็นเรื่องของความขัดแย้งระหว่างขั้วซุนนีกับชีอะห์

ประการที่ 4 รัฐบาลซาอุฯ กับพวกกำลังจะคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านหรือไม่
มีอีกประเด็นที่น่าคิดและน่าสนใจมากคือ รัฐบาลซาอุฯ กับพวกกำลังหาเหตุคว่ำบาตรอิหร่านต่อไปหรือไม่
            เมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมา อิหร่านกับ 6 ชาติคู่เจรจาบรรลุร่างข้อตกลงโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ข้อตกลงจะมีผลอย่างสมบูรณ์ถ้าสามารถพิสูจน์ได้ว่าอิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไขทุกข้อ โดยให้เวลาอิหร่านถึงวันที่ 15 ธันวาคม แลกกับการที่อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันได้ตามปกติ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางการเงินและได้คืนเงิน 150,000 ล้านดอลลาร์ที่ถูกอายัด
บัดนี้ค่อนข้างจัดเจนแล้วว่า อิหร่านสามารถแสดงความโปร่งใสของโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมดตามข้อตกลง ซึ่งหมายความว่าอิหร่านจะส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลกอย่างเต็มที่อีกครั้ง รัฐบาลอิหร่านเคยประกาศว่าจะผลิตน้ำมันดิบ 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2018

สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ตกต่ำขณะนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากอุปทานล้นตลาด หากปล่อยให้อิหร่านกลับมาส่งออกตามปกติ และเพิ่มกำลังผลิตมากกว่าเดิมจะส่งกระทบต่อราคาน้ำมัน ซึ่งหมายถึงรายได้ของรัฐบาลซาอุฯ กับพวก
ในช่วงการเจรจาต่อรองโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน รัฐบาลซาอุฯ กับพวกแสดงท่าทีกังวลเรื่อยมา อ้างสารพัดเหตุผลที่จะคว่ำบาตรอิหร่านต่อไป

รัฐบาลโอบามาชี้แจงว่าหากสหรัฐไม่คว่ำบาตรอิหร่านด้วยเหตุโครงการนิวเคลียร์ ก็ยังมีประเด็นอื่นๆ อีกมากที่เห็นว่าอิหร่านทำผิด หนึ่งในนั้นคือสนับสนุนผู้ก่อการร้าย รัฐบาลโอบามามีข้อมูลอยู่ในมือ
เป็นไปได้หรือไม่ว่า รัฐบาลซาอุฯ กับพวกกำลังหาทางคว่ำบาตรอิหร่านต่อไป ครั้งนี้จะมุ่งประเด็นสนับสนุนผู้ก่อการร้าย การประกาศจัดตั้ง “กองกำลังร่วมมุสลิม” หากดูผิวเผินคือต่อต้านก่อการร้าย แต่ถ้ามองให้ลึกคือการต่อต้านรัฐบาลอิหร่านกับพันธมิตร (ซีเรีย อิรัก)
นี่คือเป้าหมายที่คาดหวังให้บรรลุผลจริง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากรัฐบาลสหรัฐ รวมทั้งชาติตะวันตกเดิมๆ เป็นประเด็นที่ควรติดตามต่อไป

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            ผู้ก่อการร้าย กลุ่มก่อการร้ายบางคนบางกลุ่มเป็นพวกที่รัฐบาลอุปถัมภ์ ที่ผ่านมาหลายประเทศหลายรัฐบาลเจอข้อกล่าวหานี้ ในยุคสงครามเย็นฝ่ายโลกเสรีโจมตีสหภาพโซเวียตว่าสนับสนุนผู้ก่อการร้ายอย่างเปิดเผย เป็นศูนย์รวมของการก่อการร้าย เป็นสงครามตัวแทนหรืออีกแนวรบหนึ่งระหว่างโลกเสรีกับสังคมนิยม เช่นเดียวกับรัฐบาลสหรัฐที่ถูกกล่าวหาเช่นกัน
            ในอีกด้านหนึ่ง บ่อยครั้งที่ประเทศหนึ่งกล่าวโทษต่ออีกประเทศว่าให้การอุปถัมภ์ผู้ก่อการร้าย และใช้เหตุนี้เพื่อโจมตี คว่ำบาตรรัฐผู้อุปถัมภ์ผู้ก่อการร้าย
            กรณีนี้คือกล่าวโทษต่อรัฐบาลอิหร่าน ซีเรีย และอิรัก มีเรื่องของผลประโยชน์ระยะสั้นกับระยะยาวเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นการรุกคืบของรัฐบาลซาอุฯ กับพวก ส่วนจะประสบผลมากน้อยเพียงใดต้องดูการตอบสนองของรัฐบาลชาติตะวันตกเดิมๆ เหล่านั้น
----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
ซาอุดิอาระเบียปฏิเสธเก้าอี้สมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ เมื่อศึกษาโดยละเอียดพบว่าทางการซาอุฯ ไม่พอใจการดำเนินนโยบายของรัฐบาลโอบามาต่อตะวันออกลาง ในยามที่ซาอุฯ กับมิตรประเทศอาหรับกำลังอยู่ระหว่างการจัดระเบียบตะวันออกกลาง

หากยึดว่าความสำเร็จจากการเจรจาโครงการนิวเคลียร์ไม่ลดความหวาดระแวง ความไม่เป็นมิตรต่อกัน รัฐบาลสหรัฐยังคงคว่ำบาตรอิหร่านด้วยเหตุผลอื่นๆ อิสราเอลยังเชื่อว่าอิหร่านจะผลิตและสามารถผลิตระเบิดนิวเคลียร์ในอนาคต ผลประโยชน์ของการเจรจาโครงการนิวเคลียร์จึงไม่ใช่เรื่องนิวเคลียร์อิหร่าน แต่น่าจะเป็นประโยชน์จากการที่บริษัทต่างชาติเข้าไปมีส่วนโครงการฟื้นฟูอิหร่าน การขายอาวุธให้กับประเทศต่างๆ

บรรณานุกรม:
1. 34-nation Islamic alliance formed to fight terrorism. (2015, December 15). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/featured/news/850596
2. Boucek, Christopher., &  Sadjadpour, Karim. (2011, September 20). Rivals - Iran vs. Saudi Arabia. Carnegie Endowment. Retrieved from. http://carnegieendowment.org/2011/09/20/rivals-iran-vs.-saudi-arabia/68jg
3. Charbonneau, Louis., & Irish, John. (2015, July 4). Despite progress in Iran nuclear talks, dispute over U.N. sanctions persists. Reuters. Retrieved from http://www.reuters.com/article/2015/07/04/us-iran-nuclear-idUSKCN0PD1DP20150704
4. Iran projected to maintain oil output at 2.8 mbpd in Dec.: EIA. (2014, December 21). Tehran Times. Retrieved from http://www.tehrantimes.com/economy-and-business/120391-iran-projected-to-maintain-oil-output-at-28-mbpd-in-dec-eia
5. Led by Kingdom, 34-nation alliance to wipe out terror. (2015, December 15). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/featured/news/850596
6. Petras, James. (2014, January 11). Global Terrorism and Saudi Arabia: Bandar’s Terror Network. Global Research. Retrieved from http://www.globalresearch.ca/global-terrorism-and-saudi-arabia-a-retrograde-rentier-dictatorship/5364556
7. Ray, James Lee., & Kaarbo, Juliet. (2008). Global Politics (9th Ed.). USA: Houghton Miffl in Company.
8. Riegler, Thomas. (2013). Quid pro quo: State sponsorship of terrorism in the Cold War. In An International History of Terrorism. (pp.115-132). Oxon: Routledge.
9. Rubin, Barry., & Rubin, Judith Colp.(2008). Chronologies of Modern Terrorism. New York: M.E. Sharpe, Inc.
10. ‘Urgent need’ for unified Arab force to counter radicals. (2015, March 10). Arab News. Retrieved from http://www.arabnews.com/news/716291
11. Walker, Tony. (2015, December 18). Saudi Arabia takes an unexpected lead in the Middle East. Financial Review. Retrieved from http://www.afr.com/news/world/middle-east/saudi-arabia-takes-an-unexpected-lead-in-the-middle-east-20151217-glqa2v
-------------------------------

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2558

รัฐบาลตุรกีกับข้อกล่าวหาเรื่องน้ำมัน

13 ธันวาคม 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 6976 วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2558)

IS ขายน้ำมันผ่านพรมแดนประเทศใด :
            ตั้งแต่ IS/ISIL/ISIS เริ่มปรากฏตัวก่อการใหญ่ทั้งในซีเรียกับอิรัก หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัยว่าทำไม IS จึงมีอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือที่ดีเยี่ยม รายได้ของ IS มาจากที่ใด หนึ่งในคำตอบคือจากรัฐบาลหรือเอกชนที่ให้การสนับสนุนทั้งอาวุธกับงบประมาณ ต่อมาเมื่อ IS สามารถยึดบ่อน้ำมัน โรงกลั่นหลายแห่งทั้งในซีเรียกับอิรัก จึงมีผู้เอ่ยว่า IS ขายน้ำมันเป็นสินค้าออก
            เป็นเหตุผลหนึ่งที่อธิบายว่าทำไมพวกเขาจึงไม่ทำลายบ่อน้ำมัน โรงกลั่นน้ำมัน
            เมื่อ IS ขายน้ำมันเป็นสินค้าส่งออก มีคำถามตามมาว่าขายให้ประเทศใด ขนน้ำมันผ่านประเทศใด ตั้งแต่ปี 2014 ก็มีข่าวว่า IS ขนน้ำมันซีเรียเข้าไปขายในตุรกี นาย Günter Meyer ผู้อำนวยการ Center for Research into the Arabic World แห่งมหาวิทยาลัย University of Mainz ระบุว่าถ้าไม่นับเงินที่ได้จากรัฐบาลหรือเศรษฐีของประเทศใดๆ แล้ว IS มีรายได้จากการขายน้ำมัน น้ำมันเหล่านี้คือน้ำมันจากบ่อน้ำมันทางภาคเหนือของซีเรีย “พวกเขาขนส่งน้ำมันเหล่านี้ข้ามเข้าไปในประเทศตุรกี เป็นอีกแหล่งรายได้สำคัญของพวกเขา”
            นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่า IS ส่งออกน้ำมันผ่านพ่อค้าชาวเคิร์ดอิรัก ผ่านช่องทางของเคิร์ดอิรัก นาย Shwan Zulal ผู้อำนวยการบริหารของ Carduchi Consulting ในกรุงลอนดอน ให้รายละเอียดเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2014 ว่า IS “หวังขายน้ำมันราคาราว 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเท่ากับลดราคาราวร้อยละ 70” จากนั้นพวกเคิร์ดนำไปขายต่อโดยไม่ผ่านรัฐบาลแบกแดด
            ข้อกล่าวหาผู้ก่อการร้ายขนน้ำมันซีเรีย/อิรักไปขายในตุรกี/เคิร์ดอิรักจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ และน่าสนใจว่ามีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่

ปูตินกล่าวหารัฐบาลตุรกีพัวพันกับกิจการน้ำมันของ IS :
จากเหตุยิงเครื่องบิน Su-24 จุดชนวนความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลตุรกีกับรัสเซีย กระทรวงกลาโหมรัสเซียอ้างว่าเครื่องบินถูกยิงตกขณะบินอยู่ในน่านฟ้าซีเรีย และตุรกีไม่ได้พยายามติดต่อนักบินรัสเซียล่วงหน้า เครื่องบินไม่ได้คุกคามตุรกีแต่อย่างไร กำลังสู่กับผู้ก่อการร้ายทางตอนเหนือ
ทางการตุรกีแถลงว่าได้เตือนเครื่องบินรัสเซียหลายครั้งก่อนยิงขีปนาวุธ ประธานาธิบดีแอร์โดกานยืนยันว่าตุรกีไม่ต้องการขัดแย้งกับรัสเซีย แต่จำต้องทำเช่นนั้น “เราเพียงปกป้องความมั่นคงของเราและสิทธิ์ของพี่น้องเรา” ประธานาธิบดีแอร์โดกานหมายถึงคนเชื้อสายเติร์กที่อยู่ในประเทศซีเรีย

ประธานาธิบดีปูตินเห็นว่าพฤติกรรมของตุรกีคือ “การแทงข้างหลัง” และเท่ากับ “สนับสนุนผู้ก่อการร้าย” เป็นเวลานานแล้วที่รัสเซียมีข้อมูลว่า “ตุรกีได้รับน้ำมันและผลิตภัณฑ์ของน้ำมันจำนวนมากจากดินแดนที่ผู้ก่อการร้ายยึดครองในเขตแดนซีเรีย” เป็นคำอธิบายว่าทำไมจึงมีเงินมหาศาลเข้ากระเป๋า “IS มีเงินเยอะหลายร้อยล้านหรือเป็นพันล้านดอลลาร์จากการขายน้ำมัน ซ้ำยังได้รับการปกป้องจากกองทัพทั้งประเทศ (หมายถึงกองทัพประเทศใกล้เคียง) เป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงปฏิบัติการอย่างกล้าหาญและอึกทึกครึกโครม” ก่อการร้ายทั่วโลกแม้กระทั่งใจกลางยุโรป (หมายถึงกรุงปารีส)
ด้านนายดมิทรี เมดเวเดฟ (Dmitry Medvedev) นายกรัฐมนตรีรัสเซียอธิบายว่ารัฐบาลตุรกีปกป้อง IS เพราะ “เจ้าหน้าที่ตุรกีบางคนมีผลประโยชน์การเงินที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการส่งผลผลิตน้ำมันจากโรงกลั่นที่ ISIS ควบคุม”
สัปดาห์ต่อมา กระทรวงกลาโหมรัสเซียเชิญเจ้าหน้าที่กองทัพและผู้สื่อข่าวนับร้อยดูหลักฐานภาพจากดาวเทียมและภาพถ่ายทางอากาศที่แสดงภาพรถบรรทุกน้ำมันนับพันคันเดินทางจากซีเรียไปสู่ท่าเรือและโรงกลั่นน้ำมันของตุรกี รถบรรทุกเหล่านี้เดินทางจากพื้นที่ควบคุมของผู้ก่อการร้าย IS
Anatoly Antonov รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าวว่า “ลูกค้าหลักของน้ำมันที่ขโมยจากซีเรียและอิรักคือตุรกี ... ประธานาธิบดีแอร์โดกานกับครอบครัวของท่านเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมายนี้” ซึ่งหมายถึงบุตรเขยผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และโยงถึงบุตรชายที่เป็นประธานบริษัทน้ำมันใหญ่แห่งหนึ่งของตุรกี

            ประธานาธิบดีแอร์โดกานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันว่าตุรกีไม่ได้ขายน้ำมันของ IS “ตุรกีไม่ได้สูญเสียคุณค่าทางศีลธรรมด้วยการขายน้ำมันขององค์กรก่อการร้าย” ถ้ามีหลักฐานตนพร้อมที่จะทิ้งเก้าอี้ประธานาธิบดีทันที “และผู้กล่าวหาต้องทิ้งเก้าอี้เช่นกันถ้าพิสูจน์ไม่ได้เช่นกัน” ตุรกีดำเนินนโยบายต่อต้าน IS มาตลอด นับจากปี 2011 เป็นต้นมา จับกุมผู้ต้องสงสัยแล้ว 800 ราย และควบคุมตัวอีก 3,000 คน สามารถยึดน้ำมัน 79 ล้านลิตรที่ IS พยายามลักลอบเข้าพรมแดน พร้อมกับย้ำว่าไม่มี IS ในจุดที่เครื่องบินรบรัสเซียเข้าโจมตีในวันนั้น มีแต่คนเชื้อสายเติร์ก (Turkmens) ที่อาศัยอยู่แถบนั้น คนเชื้อสายเติร์กเหล่านั้นเป็นพวกฝ่ายต่อต้านสายกลางที่รัฐบาลตุรกีให้การสนับสนุน และมีความสัมพันธ์ทางเชื้อสายดุจดั่งญาติ

            นายมาร์ค โทเนอร์ (Mark Toner) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐชี้แจงว่า “รัฐบาลตุรีไม่มีส่วนพัวพันกับการซื้อขายน้ำมันเถื่อนจาก ISIL” ไม่เชื่อว่าข้อกล่าวหาเป็นเรื่องจริง อธิบายว่าการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนจากซีเรียเข้าตุรกีมีมานับทศวรรษแล้ว มีผู้ลักลอบขายกับพ่อค้าคนกลางที่รับซื้อ สถานการณ์ปัจจุบันคือมีผู้ลักลอบเข้าไปรับน้ำมันแล้วขายให้พ่อค้าคนกลางอีกทอด แต่รัฐบาลตุรกีไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าได้เห็นภาพถ่ายดาวเทียมจากรัสเซียหรือไม่ นายโทเนอร์กล่าวว่ายังไม่ได้ดู และไม่คิดจะดูเนื่องจากสหรัฐได้รวบรวมข้อมูลด้วยตัวเองอยู่แล้ว  ที่ผ่านมาสหรัฐได้ทิ้งระเบิดใส่โรงกลั่นน้ำมันที่ ISIL ยึดครองด้วย และรัฐบาลอัสซาดซื้อน้ำมันจาก ISIL เช่นกัน
            คำตอบของโฆษกโทเนอร์คือมองว่าทั้งหมดเป็นเรื่องของผู้ลักลอบเข้าซื้อน้ำมันเถื่อนจาก IS กับพ่อค้าคนกลาง โดยตัดความเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลตุรกีออกไป ชี้ว่าทั้งรัฐบาลตุรกีกับโอบามาพยายามสกัดกั้นแล้ว แต่การลักลอบซื้อขายยังคงมีอยู่

ด้านนาย David Cohen ปลัดกระทรวงการคลังสหรัฐ ฝ่ายกิจการการก่อการร้ายและข่าวกรองด้านการเงิน (US Treasury Department's Under Secretary for Terrorism and Financial Intelligence) กล่าวว่า IS มีรายได้จากน้ำมันถึงวันละ 1 ล้านดอลลาร์และ “ขายในราคาต่ำกว่าตลาดผ่านคนกลางหลายกลุ่ม รวมทั้งคนจากตุรกีที่รับน้ำมันจาก IS แล้วนำไปจำหน่ายต่อ บางส่วนขายให้กับเคิร์ดอิรักก่อนนำไปขายให้ตุรกีอีกทอด”

ตุรกีส่งทหารพร้อมรถถังเข้าอิรัก :
เมื่อต้นเดือนธันวาคม นายฟูอัด มัสซูม ประธานาธิบดีอิรักกล่าวว่าทหารตุรกีหลายร้อยนายที่เข้ามาในเขตแดนทางตอนเหนือของอิรักใกล้เมืองโมซูล (Mosul) เป็นการ “ละเมิดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ” พร้อมกับเรียกร้องให้ถอนทหารกลับไป ตุรกีอ้างว่าส่งทหารไปฝึกทหารอิรักซึ่งหมายถึงพวกเคิร์ดอิรักกับคนอิรักที่เป็นซุนนีอาหรับ
            การปรากฏตัวของกองกำลังตุรกีหลายร้อยพร้อมรถถังและปืนใหญ่ทางภาคเหนืออิรักเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับที่รัฐบาลโอบามาส่งหน่วยรบพิเศษเข้าประจำในเขตเคิร์ดอิรัก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคาร์เตอร์กล่าวว่าสหรัฐได้ส่งหน่วยรบพิเศษช่วยเคิร์ดอิรักกับกองทัพรัฐบาลอิรักเพื่อรบกับ IS “โดยได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่จากรัฐบาลอิรัก” หน่วยรบพิเศษจะช่วยแจ้งตำแหน่งเพื่อให้เครื่องบินโจมตีแม่นยำตรงจุด

แต่ข้อมูลจากอิรักกลับตรงข้าม นายกฯ อาบาดีกล่าวว่าไม่ต้องการให้ทหารต่างชาติเข้ามาช่วยรบโดยปราศจากการรับรองจากรัฐบาลของตน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยรบพิเศษหรือทหารทั่วไปต้องเคารพอธิปไตยอิรัก ซึ่งหมายถึงหน่วยรบพิเศษของสหรัฐด้วย ย้ำว่าทหารตุรกีเข้าประเทศโดยปราศจากการอนุญาตจากรัฐบาลอิรัก ถือเป็นการละเมิดอธิปไตย
Khaled al-Obeidi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิรักเห็นว่ากองกำลังที่เข้ามีขนาดใหญ่โตเกินกว่าเป็นเพียงหน่วยรบฝึกทหารอิรักหรือเพื่อป้องกันตนเอง แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือตุรกีดำเนินการโดยไม่ปรึกษารัฐบาลอิรักก่อน พร้อมกับเตือนว่าหากไม่แก้ไขอาจกลายเป็นข้อพิพาทระหว่าง 2 ประเทศ
เป็นไปได้หรือไม่ที่หน่วยรบพิเศษสหรัฐตั้งใจทำงานร่วมกับกองทัพตุรกีที่เข้ามาพร้อมกัน โดยที่สหรัฐสนับสนุนกำลังรบทางอากาศ ส่วนทหารตุรกีกับทหารเคิร์ดอิรักและซุนนีอาหรับร่วมปฏิบัติการภาคพื้นดิน

รัฐบาลแอร์โดกานเปลี่ยนใจไปมา :
จากข้อเรียกร้องของรัฐบาลอิรัก รัฐบาลตุรกีประกาศว่าจะระงับการเคลื่อนทหารเข้าบริเวณที่ IS ควบคุมใกล้เมืองโมซูล นายกฯ ตุรกีมีหนังสือถึงนายกฯ อิรักระบุว่าจะไม่ส่งทหารเข้าไปเพิ่มจนกว่ารัฐบาลอิรักคลายความวิตกกังวล ข้อมูลล่าสุดมีทหารตุรกีในอิรักเกือบพันนาย พร้อมรถถัง ปืนใหญ่
แต่ไม่กี่วันหลังประกาศระงับการเคลื่อนไหว ประธานาธิบดีแอร์โดกานกลับคำยืนยันว่าจะไม่ถอนทหารออกจากอิรัก ย้ำว่าทหารเหล่านี้ไม่ได้ไปเพื่อทำสู้รบ แต่เพื่อปกป้องครูฝึกทหารทั้งแก่กองกำลังเคิร์ดอิรักกับพวกซุนนีอาหรับ (กองกำลัง Hashid Watani (national mobilization) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกซุนนีอาหรับที่อาศัยในแถบเมืองโมซูล)
ล่าสุด รัฐบาลอิรักได้ยื่นหนังสือแก่สหประชาชาติ เรียกร้องให้ตุรกีถอนทหารทั้งหมดออกจากดินแดนอิรักในทันที เนื่องจากพฤติกรรมของตุรกี “เป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศอิรัก” ความช่วยเหลือทางทหาร การสนับสนุนด้านอาวุธเพื่อต้าน IS นั้นต้องมาจากความเห็นร่วมของทั้ง 2 ฝ่าย และดำเนินการโดยยึดมั่นอธิปไตยของอิรักอย่างสมบูรณ์

เพื่อเคิร์ดอิรักหรือพวกซุนนีอาหรับหรือเพื่อใคร :
            ในอนาคตกองทัพตุรกีคงจะถอนตัวออกไปหรือไม่นั้นเป็นเรื่องหนึ่ง คำถามที่สำคัญกว่าคือใครหรือฝ่ายจะเป็นผู้ปกครองเมืองโมซูลหากสามารถขับไล่ผู้ก่อการร้าย IS ออกจากพื้นที่ จะเป็นเคิร์ดอิรักหรือซุนนีอาหรับ
            โมซูลเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของอิรัก เป็นเมืองเอกของภาคเหนือ ประชากรมากกว่า 1 ล้านคน อุดมด้วยทรัพยากรน้ำมัน
            ถ้าเป็นเคิร์ดอิรักเท่ากับบรรลุความใฝ่ฝันที่ตั้งใจมานาน ผู้นำเคิร์ดอิรักประกาศชัดแจ้งว่าอยากได้เป็นเมืองหลวงของตน เขตปกครองตนเองเคิร์ดอิรักจะขยายใหญ่ขึ้นมากหากได้โมซูลอยู่ในความครอบครอง
            ถ้าเป็นพวกซุนนีอาหรับ อาจตีความได้ว่าตุรกีเป็น “ไม้ที่ 2” ที่เข้ามาจัดสรรทรัพยากรอิรักต่อจาก “ไม้แรก” นั่นคือ IS ชนเชื้อสายเติร์กในอิรักคงได้ย้ายเข้ามาอยู่ มีสิทธิ์มีส่วนในพื้นที่นี้ด้วย ทำนองเดียวกับความพยายามสร้างเขตปลอดภัย/เขตห้ามบินทางตอนเหนือของซีเรีย หวังให้คนเชื้อสายเติร์กซีเรียเข้าไปอยู่ เพราะผู้นำตุรกีมองคนเหล่านี้ดุจญาติมิตรที่จะต้องให้ความคุ้มครองปกป้อง (แม้จะเป็นพลเมืองอิรัก/ซีเรียเต็มตัวก็ตาม)
            หรือเป็นการจัดสรรแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างเคิร์ดอิรักกับซุนนีอาหรับในแถบนี้

            ถ้าเป็นไปตามที่นำเสนอข้างต้น กองทัพตุรกีจะถอนตัวออกไปหรือไม่นั้นต้องดูบริบท ดูว่า “ผู้ปกครองเมืองโมซูลใหม่” ปรารถนาให้ทหารตุรกีอยู่ต่อหรือไม่ จะกลายเป็นเขตพื้นที่ที่ทหารตุรกีคอยให้ความปกป้องคุ้มครองหรือไม่ หรือพูดให้น่าฟังกว่านี้คือคอยช่วยฝึกทหาร คอยให้คำปรึกษา

            การวิเคราะห์ทั้งหมดยังให้ความสำคัญกับทรัพยากรน้ำมัน ตุรกีน่าจะได้ “ส่วนแบ่ง” ผลประโยชน์ไม่มากก็น้อย
            ณ ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุป แต่น่าติดตามต่อว่าเป็นอย่างไร จะเป็นอีกหลักฐานตอบโจทย์ว่ารัฐบาลแอร์โดกานเกี่ยวข้องกับกิจการน้ำมัน IS หรือไม่
-------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อทอดยาวออกไปเรื่อยๆ เอื้อให้แต่ละเขตปกครองเข้มแข็ง ได้แก่รัฐบาลอัสซาด รัฐอิสลาม เขตปกครองเคิร์ดซีเรียและเขตปกครองฝ่ายต่อต้านสายกลางที่กำลังจะเกิดขึ้น ถ้า IS ประสบผลในการถ่ายทอดอุดมการณ์ของตน ย่อมเชื่อได้ว่าจะมีพวก IS เพิ่มขึ้นอีกมากกมาย สถานการณ์ซีเรียอาจลดความรุนแรงชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่เรื่องยังไม่ยุติ อาจเป็นการรอเวลาเพื่อเปิดฉากรุกรบครั้งใหญ่

บรรณานุกรม:
1. Ankara's oil business with ISIS. (2015, November 25). RT. Retrieved from https://www.rt.com/business/323391-isis-oil-business-turkey-russia/
2. Charbonneau, Louis. (2015, December 11). Iraq urges U.N. council to demand immediate Turkish troop withdrawal. Reuters. Retrieved from http://www.reuters.com/article/us-mideast-crisis-iraq-un-idUSKBN0TV02620151212
3. Erdoğan says does not want escalation after Russian jet downed. (2015, November 25). Today’s Zaman. Retrieved from http://www.todayszaman.com/latest-news_erdogan-says-does-not-want-escalation-after-russian-jet-downed_405212.html
4. Erdoğan: Turkey only buys oil from officially known sources. (2015, November 26). Daily Sabah. Retrieved from http://www.dailysabah.com/politics/2015/11/26/erdogan-turkey-only-buys-oil-from-officially-known-sources
5. Iraq: We don't need foreign troops to fight ISIL. (2015, December 2). Al Jazeera. Retrieved from http://www.aljazeera.com/news/2015/12/usa-special-forces-iraq-151201160932529.html
6. Iraq's appeal to UNSC over Turkish troops in Mosul 'not honest', President Erdoğan says. (2015, December 11). Daily’s Sabah. Retrieved from http://www.dailysabah.com/diplomacy/2015/12/11/iraqs-appeal-to-unsc-over-turkish-troops-in-mosul-not-honest-president-erdogan-says
7. ISIS smuggles majority of oil through Turkey, says Iraqi PM. (2015, December 8). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/325044-isis-oil-turkey-iraq/
8. Kalinand, Stephen., & Coskun, Orhan. (2015, December 6). Turkey to stop sending soldiers to Iraq after Baghdad protests. Reuters. Retrieved from http://www.reuters.com/article/us-mideast-crisis-iraq-turkey-idUSKBN0TO0AU20151205#ts2o8d94w2AkPqBY.97
9. Paul Crompton. (2014, July 29). Sales of black market oil surge in Mideast. Al Arabiya News. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/perspective/analysis/2014/07/29/-Rogue-oil-sales-of-illicit-cut-price-crude-in-Mideast-surge.html
10. Putin: Turkey supports terrorism and stabs Russia in the back. (2015, November 24). Pravda. Retrieved from http://www.pravdareport.com/russia/kremlin/24-11-2015/132690-russia_turkey_plane_putin-0/
11. Russia deploys missile cruiser off Syria coast, ordered to destroy any target posing danger. (2015, November 24). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/323329-russia-suspend-military-turkey/
12. Russia: Turkish President Benefits From IS Oil Trade. (2015, December 2). ABC News. Retrieved from http://abcnews.go.com/International/wireStory/russias-top-diplomat-agrees-meet-turk-counterpart-35525661
13. Turkish deployment inside Iraq violates international law: Iraq president. (2015, December 5). Reuters. Retrieved from http://www.reuters.com/article/us-mideast-crisis-iraq-turkey-idUSKBN0TO0AU20151205#ts2o8d94w2AkPqBY.97
14. U.S. Department of State. (2015, December 2). Daily Press Briefing: Turkey. Retrieved from http://www.state.gov/r/pa/prs/dpb/2015/12/250283.htm#TURKEY
15. Who finances ISIS? (2014, August 19). Deutsche Welle. Retrieved from http://www.dw.de/who-finances-isis/a-17720149
-------------------------------

วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2558

อย่างไรดีกว่า โค่นเผด็จการหรือให้เป็นรัฐล้มเหลว

6 ธันวาคม 2015
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 6969 วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2558)

ตรรกะของโอบามา ปราบ IS ต้องไม่เอื้ออัสซาด :
            รัฐบาลโอบามาเห็นด้วยกับรัสเซียในการปราบปรามผู้ก่อการร้าย IS/ISIL/ISIS แต่ต้องไม่เป็นเหตุเกื้อหนุนรัฐบาลอัสซาด เมื่อกองทัพรัสเซียเริ่มโจมตีผู้ก่อการร้ายอย่างหนักหน่วง รัฐบาลโอบามากับพันธมิตรต่างแสดงอาการไม่พอใจ เห็นว่าการโจมตีกองกำลังต่างๆ รวมทั้ง IS นั้นมีเป้าหมายเพื่อช่วยรัฐบาลอัสซาด ไม่ร่วมมือกับรัสเซีย
            ราวกับว่ารัฐบาลโอบามาเห็นว่ารัฐอิสลาม (IS) ในซีเรียกับอิรักเป็นภัยคุกคามต่อโลกน้อยกว่าการคงอยู่ของรัฐบาลอัสซาด ไม่คิดว่าคนในพื้นที่อิทธิพลจะถูกล้างสมอง กลายเป็นสมาชิก IS อีกนับหมื่นนับแสน พยายามชี้ว่ารัฐบาลอัสซาดเป็นต้นเหตุดึงดูดผู้ก่อการร้าย กองกำลังติดอาวุธต่างชาติ
            ถ้าใช้ตรรกะแบบโอบามา การปรากฏตัวของกองกำลังต่างชาติร่วมร้อยประเทศ ผู้ก่อการร้าย ISIL/ISIS อัลกออิดะห์ การเกิดรัฐอิสลาม เป็นความผิดของรัฐบาลอัสซาด ทั้งๆ ที่สงครามกลางเมืองซีเรียเริ่มจากความขัดแย้งภายในของคนในประเทศ เป็นเรื่องของการช่วงชิงอำนาจภายในที่บานปลายเพราะรัฐบาลต่างชาติแทรกแซง ทั้งจากฝ่ายสหรัฐกับรัสเซีย
ภายใต้ตรรกะของรัฐบาลโอบามา ในอนาคตหากประเทศหนึ่งระเทศใดเกิดเหตุวุ่นวายภายใน จากนั้นมีผู้ก่อการร้าย กองกำลังติดอาวุธต่างชาติเข้าไปรบกับรัฐบาล หวังล้มรัฐบาลยึดครองประเทศ รัฐบาลโอบามาจะถือว่าความผิดตกแก่รัฐบาลนั้น เพราะเป็นต้นเหตุดึงดูดผู้ก่อการร้าย กองกำลังติดอาวุธต่างชาติเข้าไปสร้างความวุ่นวาย

ประวัติศาสตร์โลกให้ข้อคิดว่าการที่ประเทศหนึ่งรุกรานอีกประเทศหนึ่ง อาณาจักรทำสงครามต่อกันไม่ใช่เรื่องแปลก ในยุคนี้ชาติตะวันตกพยายามหาข้ออ้างที่ “ฟังดูดี” ชอบด้วยเหตุผล เช่น ยึดเป็นอาณานิคมเพื่อคนท้องถิ่นจะได้พัฒนา ถ้าประเทศเป็นประชาธิปไตยแล้วทุกอย่างจะดี เหล่านี้เป็นยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลชาติตะวันตกใช้ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เป็นสงครามทางความคิดอย่างหนึ่ง

หากล้มระบอบอัสซาด ซีเรียจะคืนสู่ความสงบสุข?
            ณ ขณะนี้ ฝ่ายพันธมิตรสหรัฐเสนอความคิดส่งทหารราบพร้อมอาวุธหนักเข้าล้มระบอบอัสซาด กวาดล้าง IS ตั้งรัฐบาลซีเรียชุดใหม่เพื่อนำความสงบสุขคืนสู่ประเทศ Jens Stoltenberg เลขาธิการนาโตกล่าวว่า “ผมเรียกร้องให้รัสเซียแสดงบทบาทที่สร้างสรรค์และร่วมมือต่อสู้กับ ISIS ไม่สนับสนุนระบอบอัสซาดอีกต่อไป” การสนับสนุนระบอบอัสซาดไม่ใช่ทางที่สร้างสรรค์อันจะนำสู่สันติภาพและการหาทางออกทางเมืองในซีเรีย
            มีคำถามว่าบรรดารัฐบาลที่นำเสนอความคิดนี้ให้ประกันได้หรือไม่ว่าซีเรียจะคืนสู่ความสงบได้จริง หากเปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตยตะวันตกอย่างกะทันหัน

            เป็นความจริงที่ว่าตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา มีคนบางกลุ่มในซีเรียที่ได้ประโยชน์จากระบอบมากกว่าประชาชนทั่วไป แต่การล้มระบอบอาจเป็นเหตุให้ซีเรียแยกออกเป็นหลายกลุ่มตามกลุ่มผลประโยชน์ (อาจมีเรื่องนิกายศาสนาเกี่ยวข้องด้วย) ซีเรียอาจเป็นเหมือนอิรัก ลิเบียที่เมื่อขาดผู้มีอำนาจปกครองจะกลายเป็นรัฐล้มเหลว เป็นประเทศที่แตกแยกออกเป็นหลายส่วน ยากจะฟื้นคืนสู่สภาพเดิมอีก
            ในช่วงก่อนที่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู.บุชจะส่งกองทัพล้มระบอบซัดดัมนั้น (ปี 2003) หลายฝ่ายเตือนว่าอิรักจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เป็นอีกเหตุผลที่สมัยสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรก (1990-91) กองทัพสัมพันธมิตรเพียงแค่ยึดคูเวตกลับมาเท่านั้น ไม่คิดล้มระบอบซัดดัมเพราะเห็นว่าจะทำให้ประเทศแยกเป็นเสี่ยง ยิ่งเป็นเหตุให้ภูมิภาคขาดเสถียรภาพ อีกทั้งจะเป็นประโยชน์แก่อิหร่านด้วย
            ทั้งที่หลายฝ่ายเตือน แต่ประธานาธิบดีบุชไม่ฟังเสียงเตือนใดๆ เดินหน้าล้มระบอบซัดดัม ประกาศว่าจะสร้างประชาธิปไตยอิรักเป็นแบบอย่างแก่ประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง นับจากบัดนั้นจนบัดนี้ อิรักไม่เคยเป็นประชาธิปไตยจริงๆ ประเทศตกอยู่ในสงครามกลางเมือง แยกเป็นเสี่ยงๆ เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤติ กลายเป็นรัฐล้มเหลว เกิดรัฐอิสลามแทรกซ้อน คนตายเพราะความขัดแย้งปีละหลายพันคน

นายโคฟี่ อันนัน (Kofi Annan) อดีตเลขาธิการสหประชาชาติกล่าวเมื่อไม่นานนี้ว่า ถ้าวิเคราะห์จากหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ การที่สหรัฐกับพันธมิตรส่งกองทัพรุกรานอิรัก ล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนคือการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ จนถึงทุกวันนี้หลายคนกล่าวหาอดีตนายกฯ โทนี แบร์ (Tony Blair) เป็นอาชญากรสงคราม สิ่งที่สหรัฐกับพันธมิตรทิ้งไว้ให้กับอิรักคือความวุ่นวายภายในประเทศ
            สถานการณ์เช่นนี้กำลังจะซ้ำรอยกับซีเรียหรือไม่ เป็นตรรกะเดิมๆ ที่เห็นว่าทุกประเทศหากมีเลือกตั้ง ใช้วิธีประชาธิปไตยแบบตะวันตกจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศนั้นๆ โดยไม่สนใจบริบท ความพร้อมของสังคม รัฐบาลสหรัฐไม่ว่าจะพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครทต่างยึดแนวทางนี้ และมุ่งใช้นโยบายดังกล่าวกับทุกประเทศ

อย่างไรดีกว่า โค่นเผด็จการหรือให้เป็นรัฐล้มเหลว :
Hans Magnus Enzensberger ระบุกรณีอิรักกับซีเรียเป็น 2 ตัวอย่างว่านโยบายกำจัดเผด็จการเป็นต้นเหตุของสงครามกลางเมือง ความขัดแย้งที่ไม่สิ้นสุด ประเทศกลายเป็นรัฐล้มเหลว การปล่อยให้เผด็จการดำรงอยู่ต่อไปเป็นโทษน้อยกว่า กำจัดเผด็จการไม่เป็นเหตุให้ประเทศกลายเป็นประชาธิปไตยเสมอไป การทำลายระบอบเดิมกลายเป็นการทำลายสถาบันค้ำจุนเสถียรภาพของประเทศนั้น แทนที่ประเทศจะกลายเป็นประชาธิปไตย ผลที่ได้คือประเทศไร้ขื่อแป แตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า ผู้มีอำนาจคือกองกำลังติดอาวุธ ประชาชนกลายเป็นเหยื่อของคนเหล่านั้น ตัวอย่างประเทศที่ชัดเจน เช่น อัฟกานิสถานกับลิเบียในปัจจุบัน
            แต่บรรดารัฐบาลของชาติตะวันตกหลายประเทศยึดแต่แนวทางว่าเมื่อล้มเผด็จการหรือระบอบปกครองใดๆ ต้องให้ประเทศนั้นรับการปกครองแบบประชาธิปไตยตะวันตก ผลลัพธ์เป็นอย่างที่เห็น ดังกรณีตัวอย่างอิรัก ซีเรีย อัฟกานิสถาน และลิเบีย ทั้ง 4 ประเทศตัวอย่างล้วนเป็นฝีมือของชาติตะวันตกทั้งสิ้น เป็นผลจากการพยายามยัดเยียดประชาธิปไตยแก่ประเทศเหล่านี้ สถานการณ์สิทธิมนุษยชนของทั้ง 4 ประเทศในปัจจุบันย่ำแย่กว่าสมัยเมื่อผู้นำเป็นอำนาจนิยมเสียอีก
            ถ้ามองแคบๆ ว่าภายใต้เผด็จการหมายถึงประชาชนถูกกดขี่ เมื่อเป็นรัฐล้มเหลวประชาชนถูกกดขี่ข่มเหงยิ่งกว่า ชีวิตอยู่ในอันตรายมากกว่า

            รัฐบาลชาติตะวันตกได้คิดวางแผนก่อนหรือไม่
            คำถามสำคัญตามมาคือ รัฐบาลชาติตะวันตกเหล่านี้ได้ประเมินก่อนแล้วหรือไม่ว่าเมื่อกำจัดเผด็จการและยัดเยียดประชาธิปไตยแก่พวกเขา ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ...
            ไม่ว่าใครจะตอบอย่างไร ที่แน่นอนคือชาติตะวันตกไม่จดจำบทเรียน ยังดำเนินนโยบายเดิมต่อไป ดังนั้น เมื่อเกิดรัฐล้มเหลว 1 ประเทศ จึงเกิดประเทศที่ 2, 3, 4 ตามมา และยังคงยึดนโยบายเดิมต่อไป
จึงคาดเดาในอนาคตว่าจะเกิดประเทศอย่างอิรัก ซีเรีย อัฟกานิสถาน และลิเบียเป็นประเทศที่ 5, 6, 7, 8
            ดังนั้น ไม่ว่าใครจะตอบโจทย์ข้างต้นอย่างไร คำตอบได้ปรากฏแจ้งแล้ว

ระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองที่มีข้อดีหลายอย่าง แต่หากใช้กับประเทศที่ไม่พร้อม สังคมจะหายนะ ความจริงที่ทุกคนประจักษ์คือผู้คนล้มตายนับหมื่นนับแสน ต้องทิ้งถิ่นฐานบ้านเรือนกลายเป็นผู้อพยพนับล้าน อาคารบ้านเรือนกลายเป็นพังราบเหลือแต่กองอิฐ ความเจริญรุ่งเรืองที่สะสมนับร้อยปีต้องถอยหลังหลายสิบปี โดยที่ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ความสงบสุขจะกลับคืนมา
เป็นบทเรียนที่รัฐบาลชาติตะวันไม่จดจำเสียที ทำไมจึงไม่เรียนรู้และจดจำ ...

            ราว 2 ปีก่อนเมื่ออียิปต์สปริงอยู่ในความวุ่นวาย เป็นครั้งหนึ่งที่ผู้นำอเมริกากล่าวอย่างชัดเจน ประธานาธิบดีโอบามากล่าวว่า สหรัฐต้องการให้อียิปต์ประสบความสำเร็จในฐานะรัฐประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่ความรับผิดชอบของอเมริกาหากอียิปต์ล้มเหลว “อเมริกาไม่สามารถตัดสินอนาคตของอียิปต์ เป็นหน้าที่ของชาวอียิปต์เอง เราไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือพรรคใดพรรคหนึ่งเป็นการเฉพาะ”
            รัฐบาลโอบามาเลือกข้างการเมืองอียิปต์หรือไม่นั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง จุดที่สำคัญคือการโยนความรับผิดชอบแก่อียิปต์หลังจากที่รัฐบาลโอบามากดดันให้อียิปต์เป็นประชาธิปไตย

            ข้อเท็จจริงอีกอย่างคือ เมื่อชาติตะวันตกล้มเผด็จการที่ตนไม่ชอบ บางประเทศมีการจัดเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยตะวันตก แต่ผลลัพธ์คือได้ผู้นำเผด็จการในระบอบประชาธิปไตยอีกคนหนึ่ง “เพียงแต่คนหลังนี้รัฐบาลชาติตะวันตกสนับสนุน” ความแตกต่างระหว่างเผด็จการคนแรกกับคนที่สองจึงอยู่ที่ประโยคหลังนี่เอง
            ข้อสรุปเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีผู้เอ่ยถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก
            ประธานาธิบดีปูตินเห็นว่าการที่ชาติตะวันตกพยายามยัดเยียดประชาธิปไตยแก่ประเทศซีเรีย อิรัก และลิเบียเป็นต้นเหตุความยุ่งเหยิงวุ่นวายในตะวันออกกลาง ทั้งๆ ที่ประชาชนไม่ต้องการ ผลลัพธ์คือ “ความรุนแรงและหายนะทางสังคม” แทนที่จะเป็น “ชัยชนะของประชาธิปไตย” การที่เป็นเช่นนี้เป็นผลจากนโยบายของรัฐบาลอเมริกันที่เย่อหยิ่ง (self-conceit) เชื่อว่าทำอย่างที่ตนทำนั้นไม่มีผิดพลาด ไม่เคยทำอะไรผิด

สงครามต่อต้านก่อการร้าย การขยายอำนาจสหรัฐ :
Michel Chossudovsky ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า รัฐบาลโอบามากับพันธมิตรใช้ประเด็นสงครามต่อต้านก่อการร้ายเป็นเครื่องมือขยายอำนาจ อเมริกากับพันธมิตรทำสงครามก่อการร้ายทั่วโลก ชูเหตุผลว่าเพื่อสันติภาพ ความมั่นคงของประเทศและของโลก สงครามกลายเป็นเครื่องมือแห่งสันติภาพ เป็นสงครามปราบอธรรม สงครามเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เพื่อสิทธิมนุษยชน ประเทศใดที่ต่อต้านเท่ากับอยู่ข้างฝ่ายอธรรม

            นโยบายต่อต้านก่อการร้ายของโอบามาไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นนโยบายต่อเนื่องจากสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช ตั้งแต่เหตุโศกนาฏกรรม 9/11 เพียงแต่รัฐบาลโอบามา “ปรับแต่ง” โฉมนโยบายให้ “ดูดี” ชาวอเมริกันยอมรับได้ เช่น พาทหารกลับบ้าน ยืนยันไม่ส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดิน
            สิ่งที่ปรากฏตามมาคือการสนับสนุนทั้งทางตรงทางลับเพื่อล้มรัฐบาลบางประเทศ โดยอ้างความไม่ชอบธรรมที่จะเป็นรัฐบาลต่อไป ในบางกรณีอาศัยมือของพันธมิตร เช่น กำลังรบทางอากาศของฝรั่งเศสกับอังกฤษเพื่อโค่นล้มมูอัมมาร์ กัดดาฟี (Moammar Gadhafi) ไม่ต่อต้านพลเอกอับเดล ฟัตตาห์ เอล-ซีซี (Abdul Fatah al-Sisi) โค่นล้มโมฮัมเหม็ด มอร์ซี (Muhammad Morsi) อีกครั้ง ทั้งๆ ที่รัฐบาลมอร์ซีมาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

            ข้อสรุปที่สำคัญคือ ยุทธศาสตร์แม่บท (Grand Strategy บางคนอาจใช้ชื่ออื่นเช่น ยุทธศาตร์ความมั่นคงแห่งชาติ) ของรัฐบาลโอบามาไม่ต่างจากรัฐบาลบุช เพียงแต่มีการปรับแต่งตามบริบทภายใน-ภายนอกประเทศที่เปลี่ยนแปลง ถ้าพูดในระดับพรรคนโยบายของพรรคเดโมแครตไม่ต่างจากพรรครีพับลิกัน ดังนั้น ไม่ว่าชาวอเมริกันจะเลือกพรรคใด รัฐบาลที่ได้ยังคงเดินหน้าตามยุทธศาสตร์แม่บท (ในส่วนลับที่พลเมืองอเมริกันเข้าไม่ถึงข้อมูล)
            ความคงเส้นคงวาของยุทธศาสตร์แม่บท คือประเด็นสำคัญยิ่งยวดในการทำความเข้าใจนโยบายของรัฐบาลอเมริกา ที่กระทั่งชาวอเมริกันจำนวนมากอาจยังไม่เข้าใจ

            บทความนี้ไม่ได้ต่อต้านประชาธิปไตย เพียงให้ข้อคิดว่าเมื่อใช้คำว่า “เผด็จการ” บางคนจะมองเฉพาะแง่ลบ นึกถึงการปกครองแบบกดขี่ แท้ที่จริงแล้วคำว่าเผด็จการหรืออีกชื่อหนึ่งที่ให้ความรู้สึกเป็นกลางมากกว่าคือ “อำนาจนิยม” นั้นไม่จำต้องหมายถึงการกดขี่ขูดรีดเสมอไป เช่น พ่อแม่ดูแลลูกเล็กๆ ด้วยอำนาจเผด็จการ เมื่อเด็กเติบใหญ่ขึ้นจึงค่อยๆ สอนให้เด็กคิดเป็น มีเสรีภาพในการตัดสินใจ
การปกครองในสมัยโบราณเป็นแนวทางเผด็จการอำนาจนิยมด้วยกันทั้งสิ้น กษัตริย์หลายองค์ไม่ดี แต่ไม่อาจปฏิเสธว่ามีกษัตริย์ที่ดีเช่นกัน ทำนองเดียวกับประชาธิปไตยที่ไม่ได้ประกันว่าจะได้ผู้บริหารประเทศที่ดีเสมอไป
กฎหมายสหรัฐปัจจุบันบัญญัติว่าในช่วงสงครามประธานาธิบดีมีสิทธิใช้อำนาจพิเศษ – แบบเผด็จการ เพื่อสามารถรับมืออย่างทันท่วงที มีประสิทธิภาพ
            ถ้าจะหันไปวิพากษ์รัฐบาลสหรัฐอีก ใครๆ ก็รู้ว่ารัฐบาลสหรัฐเป็นมิตรกับบางประเทศที่เป็นอำนาจนิยม แถมบางครั้งดำเนินนโยบายตามแรงกดดันของรัฐบาลอำนาจนิยมด้วย
----------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง :
อดีตนายกฯ โทนี แบลร์ยืนยันว่าการโค่นล้มระบอบซัดดัม ฮุสเซนเป็นนโยบายที่ถูกต้อง ทั้งยังชี้ว่ารัฐบาลตะวันตกยังยึดนโยบายเช่นนี้ ประเด็นที่ยังถกเถียงคือแทรกแซงอย่างไร ควรคงกำลังทหารไว้หรือไม่ แนวทางของนายกฯ แบลร์บ่งชี้ว่ารัฐบาลตะวันตกอ้างเหตุผลความชอบธรรมเพื่อล้มรัฐบาลต่างชาติ ข่าวกรองเป็นเพียงเครื่องมือสร้าง “เหตุผล ความชอบธรรม” เพื่อให้คนในประเทศสนับสนุนโยบายเท่านั้น พร้อมกับที่ไม่เอ่ยถึงผลพวงที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา เช่น รัฐที่ถูกแทรกแซงกลายเป็นรัฐล้มเหลว เกิดปัญหาตามมามากมาย

บรรณานุกรม:
1. Angry Morsi supporters take to the streets and torch government buildings in protest against Cairo crackdown which left at least 525 dead and thousands more injured. (2013, August 15). Dailymail Online. Retrieved from http://www.dailymail.co.uk/news/article-2394401/Egypt-protests-Angry-Morsi-supports-streets-torch-government-buildings-protest-Cairo-crackdown-left-525-dead-thousands-injured.html
2. Chossudovsky, Michel. (2014, October 13). The Globalization of War. Global Research. Retrieved from http://www.globalresearch.ca/the-globalization-of-war/5407662
3. Eilperin, Juliet., & DeYoung, Karen. (2015, September 28). Obama and Putin outline competing visions on Syria. The Washington Post. Retrieved from http://www.washingtonpost.com/politics/obama-and-putin-outline-competing-visions-on-syria/2015/09/28/619fa6a2-6604-11e5-9ef3-fde182507eac_story.html
4. Hoffmann, Christiane. (2014, October 8). Freedom vs. Stability: Are Dictators Worse than Anarchy? Spiegel Online. Retrieved from http://www.spiegel.de/international/world/why-keeping-a-dictator-is-often-better-than-instability-a-996101.html
5. Lucas, Edward. (2008). The New Cold War: Putin's Russia and the Threat to the West. New York: Palgrave Macmillan.
6. NATO. (2015, October 8). Doorstep statement by NATO Secretary General Jens Stoltenberg at the meeting of the North Atlantic Council at the level of Defence Ministers. Retrieved from http://www.nato.int/cps/en/natohq/opinions_123518.htm
7. Ritzer, George. (2010). Globalization: A Basic. UK: John Wiley & Sons Ltd.
8. West Facing Diplomatic Dilemma Over Syria After Putin Offer. (2015, September 29). Sputnik News. Retrieved from http://sputniknews.com/europe/20150929/1027712250/west-syria-russia-ISIL.html
-------------------------------

อาเซียนแทรกแซงเมียนมา หรือเมียนมาแทรกแซงอาเซียน

15 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7646 วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2560) ...