วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

การรัฐประหารที่ไม่แล้วเสร็จของอียิปต์?

28 กรกฎาคม 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 6110 วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2556)
            พลเอกอับดุล ฟัตตาห์ อัล-ซิซี ผู้บัญชาการทหารสูงสุดอียิปต์ เรียกร้องให้ประชาชนออกมาชุมนุมสนับสนุนการยึดอำนาจ คาดหวังให้ประชาชนทั่วประเทศออกมาชุมนุมนับล้านคนเหมือนครั้งการชุมนุมเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พร้อมกับสัญญาว่าทหารตำรวจจะทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้การชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ยืนยันว่าการเรียกให้คนมาชุมนุมไม่ใช่เรียกคนให้มาก่อความรุนแรง
  แต่ผลของการเรียกชุมนุมให้ทำฝ่ายสนับสนุนอดีตประธานาธิบดีมอร์ซีตีความต่างๆ นานา ซึ่งออกไปแนวทางลบทั้งสิ้น เช่น ทหารกำลังเรียกคนมาชุมนุมเพื่อสนับสนุนการที่ทหารจะบดขยี้ฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร ทั้งที่พวกเขานั่งชุมนุมโดยสงบ
  ผลการของชุมนุมยังทำให้บรรดาแกนนำกลุ่มภราดรภาพมุสลิมออกมาประกาศว่า ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากคืนอำนาจแก่ประธานาธิบดีมอร์ซีเท่านั้น ยืนยันว่าการรัฐประหารผิดหลักประชาธิปไตยที่คนอียิปต์เรียกร้องตั้งแต่เริ่มต้นอียิปต์สปริงเมื่อสองปีก่อน

ข้อดีข้อเสียของการเรียกการชุมนุม:
  หัวข้อแรกที่ควรวิเคราะห์คือการเรียกชุมนุมทั่วประเทศน่าจะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร
ในด้านข้อดีประการแรกคือ ยืนยันว่าประชาชนจำนวนมากทั่วประเทศให้การสนับสนุน เพื่อโต้แย้งข้อกล่าวหาที่ว่าการที่ทหารยึดอำนาจ ยุติการใช้รัฐธรรมนูญไม่ใช่วิถีตามระบอบประชาธิปไตย แต่มีความชอบธรรมเพราะสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนส่วนใหญ่
ประการที่สอง เป็นแรงกดดันให้ฝ่ายสนับสนุนอดีตประธานาธิบดีมอร์ซียอมรับการรัฐประหาร ยอมเข้าร่วมกระบวนการสมานฉันท์

ในด้านข้อเสียประการแรกคือ เกิดภาพกองทัพเลือกข้าง การที่พลเอกอับดุล ฟัตตาห์ อัล-ซิซี ผู้บัญชาทางสูงสุดอียิปต์เรียกร้องให้ประชาชนออกมาชุมนุมสนับสนุนการยึดอำนาจ เท่ากับกับว่าผู้นำทหาร กองทัพปัจจุบันอยู่ข้างเดียวกับผู้ชุมนุมฝ่ายหนึ่ง และอยู่ตรงข้ามกับประชาชนอีกฝ่าย
ประการที่สอง การเรียกชุมนุมใหญ่อีกครั้งตอกย้ำการแบ่งแยก อันที่จริงแล้วการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม กองทัพอ้างว่าทำตามเจตนารมณ์ของประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องการขับไล่รัฐบาลมอร์ซี จึงมีคำถามว่าจำเป็นต้องให้ประชาชนออกมาแสดงพลังสนับสนุนอีกครั้งหรือไม่ และจะเป็นการตอกย้ำการแบ่งแยกหรือไม่
ประการที่สาม การเรียกร้องออกมาชุมนุมอีกครั้งเท่ากับให้ความสำคัญกับฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร ทำให้ฝ่ายนี้เกิดความฮึกเหิม เชื่อมั่นว่าฝ่ายตนมาถูกทางแล้ว มีกำลังใจที่จะชุมนุมยืดเยื้อต่อไป
ประการที่สี่ เกิดความสุ่มเสี่ยงในความชอบธรรม ถ้าหากการชุมนุมแสดงพลังมีจำนวนน้อยกว่าวันที่ 30 มิถุนายน จะถูกตีความว่าประชาชนไม่สนับสนุนการยึดอำนาจหรือไม่
ประการที่ห้า ทำให้ฝ่ายต่อต้านรัฐประหารมีเหตุเรียกร้องให้ประชาชนทุกกลุ่มออกมาชุมนุมต่อต้านเช่นกัน เกิดการระดมพลด้วยกันทั้งสองฝ่าย
ประการที่หก การแสดงพลังเป็นการใช้หลักเสียงคนหมู่มากเอาชนะคนหมู่น้อย ราวกับว่าให้เสียงส่วนน้อยยอมรับความต้องการของคนส่วนใหญ่อย่างสงบเจียมตัว ปฏิเสธสิทธิของเสียงข้างน้อย

บทความนี้วิเคราะห์ว่าการเรียกชุมนุมใหญ่มีความสุ่มเสี่ยง เกิดผลเสียมากกว่าผลดี และยังเป็นเรื่องปริศนาว่าทำไมพลเอกอัล-ซิซีจึงตัดสินใจทำเช่นนี้ ในเมื่อการยึดอำนาจตั้งอยู่บนข้ออ้างว่าตอบสนองความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่อยู่แล้ว กลายเป็นภาพของรัฐประหารที่ไม่เสร็จสมบูรณ์ ต้องขอให้ประชาชนแสดงการสนับสนุนเพิ่มเติม

ยุทธศาสตร์ของฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร:
ยุทธศาสตร์ของฝ่ายต่อต้านรัฐประหารหรือฝ่ายสนับสนุนอดีตประธานาธิบดีมอร์ซี สรุปเป็นหลักง่ายๆ คือ ไม่เจรจา ไม่สมานฉันท์ ชุมนุมยืดเยื้อ ยืนยันความชอบธรรมของรัฐบาลมอร์ซี ผลลัพธ์คือการชุมนุมอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะจุดหลักที่ใจกลางกรุงไคโร มีเหตุปะทะกันประปรายเฉพาะจุด ประเทศที่มีภาพการชุมนุมอย่างต่อเนื่อง ข่าวความรุนแรงความไม่สงบทางการเมือง ผนวกกับการคาดว่าในอนาคตฝ่ายต่อต้านรัฐประหารจะไม่ร่วมลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และไม่ร่วมลงคะแนนเลือกตั้งทั่วไปซึ่งมีกำหนดจัดในต้นปีหน้า เป็นข้ออ้างว่าทั้งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กับรัฐบาลชุดใหม่ต่างไม่มีความชอบธรรมอันสมบูรณ์ เป็นอุปสรรคต่อการบริหารประเทศ โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างชาติ นักท่องเที่ยวต่างชาติหวั่นเกรงสถานการณ์ในประเทศ บั่นทอนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเสถียรภาพทางการเมือง
ความเข้มแข็งของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมคือส่วนที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะเป็นแกนหลักของฝ่ายสนับสนุนอดีตประธานาธิบดีมอร์ซี ควรกล่าวย้ำด้วยว่าโมฮัมเหม็ด มอร์ซีคืออดีตผู้นำของกลุ่มที่ผันตัวเองเข้าสู่สนามการเมืองเมื่อเกิดอียิปต์สปริง ความผูกพันระหว่างนายมอร์ซีกับกลุ่มภราดรภาพมุสลิม ความเข้มแข็งของสมาชิกกับองค์กรทำให้มีฝ่ายต่อต้านรัฐประหารมีแกนหลักที่มั่นคงแม้ผู้นำหลายคนจะถูกควบคุมตัวอยู่ในขณะนี้ก็ตาม
ดังนั้นแม้วันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคมจะมีผู้ร่วมชุมนุมแสดงพลังสนับสนุนการรัฐประหารจำนวนนับแสนนับล้านคน แต่ฝ่ายสนับสนุนอดีตประธานาธิบดีมอร์ซีจะยังคงชุมนุมยืดเยื้อต่อไป ตอกย้ำผลลัพธ์ด้านลบของการรัฐประหาร

วิเคราะห์องค์รวมและข้อเสนอแนะ:
สถานการณ์การเมืองอียิปต์ขณะนี้ต้องกล่าวย้อนหลังว่าหนึ่งปีก่อนเมื่อประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซีชนะการเลือกตั้งเข้าบริหารประเทศ ได้ร่างและผลักดันรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาอิงหลักศาสนา ถูกกล่าวหาว่าพยายามรวบอำนาจทางทหาร ตุลาการ ประธานาธิบดีมอร์ซีถูกฝ่ายต่อต้านมองว่าเป็นผู้นำอำนาจนิยมมากกว่าเป็นผู้นำประชาธิปไตย เห็นว่ารัฐบาลไม่พยายามบริหารประเทศเพื่อประชาชนทั้งประเทศอย่างแท้จริง ในด้านเศรษฐกิจตลอดหนึ่งขวบปีของการบริหารเศรษฐกิจไม่ดีขึ้น หลายอย่างแย่กว่าสมัยรัฐบาลมูบารัค น้ำมันเชื้อเพลิงขาดแคลน ทุนสำรองเงินตราร่อยหรอ เงินเฟ้อพุ่งสูง จนนำสู่การชุมนุมใหญ่ ทหารเข้ายึดอำนาจในที่สุด
สถานการณ์ในวันนี้ซับซ้อนยิ่งขึ้น เมื่อฝ่ายสนับสนุนอดีตประธานาธิบดีมอร์ซีชูประเด็นต้านรัฐประหารว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ยืนยันการเข้าสู่อำนาจโดยชอบของรัฐบาลมอร์ซี กลายเป็นว่ากองทัพกับประชาชนที่ชุมนุมต้านรัฐบาลมอร์ซีคือพวกที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
ณ วันนี้อียิปต์สปริงจึงกลายเป็นการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยกับการรัฐประหารกับฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร หรือฝ่ายต่อต้านนโยบายของประธานาธิบดีมอร์ซีกับฝ่ายที่เห็นด้วย ต่างยึดมั่นว่าแนวทางของตนถูกต้อง ไม่ยอมประนีประนอมกับอีกฝ่าย

สภาพการแบ่งแยกสะท้อนรากปัญหาสังคมที่ยังแก้ไขไม่ได้ตั้งแต่สมัยอดีตประธานาธิบดีอันวาร์ ซาดัต คือทำอย่างไรจึงจะให้กลุ่มยึดมั่นในหลักการอิสลาม (Islamic Fundamentalism) อยู่ร่วมกับกลุ่มอื่นๆ อียิปต์สปริง การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยกลายเป็นจุดเริ่มที่กลุ่มภราดรภาพมุสลิมเข้ามามีอำนาจทางการเมืองและพยายามบริหารประเทศตามแนวทางที่ตนเห็นว่าดีและยึดถือมาตลอดตั้งแต่เริ่มการเคลื่อนไหวที่ย้อนหลังได้ถึงทศวรรษ 1970 แต่แนวทางดังกล่าวนำมาซึ่งการต่อต้านจากกลุ่มคนอื่นๆ
แนวทางประชาธิปไตยตามแบบฉบับของอียิปต์ควรเป็นอย่าไร ยังเป็นคำถามสำคัญที่สังคมอียิปต์ต้องค้นหาต่อไป อียิปต์สปริงจึงยังไม่แล้วเสร็จและไม่อาจแก้ไขได้ด้วยการรัฐประหาร ปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ที่ว่าในระหว่างนี้สังคมจะต้องอยู่ร่วมกันอย่างไร

ในระหว่างที่สังคมกำลังหาคำตอบทางการเมืองแก่ตนเองนั้น สิ่งแรกที่รัฐบาลเฉพาะกาลควรทำคือการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ แม้เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรงของทหารตำรวจ แต่หากเกิดความรุนแรงย่อมกระเทือนถึงเสถียรภาพของรัฐบาล ผู้มีหน้าที่จะต้องป้องกันการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมของทั้งสองฝ่ายซึ่งที่ผ่านมามีเหตุการณ์ปะทะเกิดขึ้นทำให้เกิดคนบาดเจ็บล้มตาย
เรื่องสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าคือการดูแลกิจกรรมเศรษฐกิจให้ดำเนินไปเป็นปกติ ระวังการขาดแคลนอาหาร น้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นเรื่องสำคัญต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนทั่วไป ป้องกันการกักตุนสินค้า การลักลอบขึ้นราคาสินค้า ควบคุมการซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิงให้ประชาชนมีใช้อย่างเพียงพอพร้อมกับป้องกันไม่ให้นำไปขายในตลาดมืด 
เรื่องที่น่ากังวลใจคือเศรษฐกิจที่ต้องอุดหนุนราคาขนมปัง (อาหารหลักของชาวอียิปต์) กับน้ำมันเชื้อเพลิงที่ดำเนินมาต่อเนื่องหลายทศวรรษ เป็นต้นเหตุทำให้รัฐบาลขาดดุลการคลัง เงินกู้ช่วยเหลือ 12 พันล้านดอลลาร์ที่เพื่อนบ้านให้มาจะสามารถช่วยค้ำจุนภาวะการคลังอีกระยะหนึ่งเพียงพอถึงวันเลือกตั้งปีหน้าเท่านั้น

ความวุ่นวายทางการเมืองขณะนี้เป็นปัญหาเฉพาะหน้าอย่างหนึ่งที่ต้องแก้ไข เช่นเดียวกับการดูแลเรื่องสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น แต่ที่สุดแล้วไม่ว่าฝ่ายใดเป็นผู้บริหารประเทศต้องไม่ลืมว่ามูลเหตุสำคัญที่ประชาชนลุกฮือครั้งใหญ่แต่ละครั้งเกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจที่พิกลพิการ ก่อให้เกิดการชุมนุมขับไล่รัฐบาลมาตลอดทุกยุคทุกสมัย เริ่มจากการชุมนุมประท้วงรัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดีฮอสนี่ มูบารัค เมื่อรัฐบาลสมัยนั้นประกาศจะลด/ยกเลิกการอุดหนุนราคาขนมปัง สุดท้ายนายกรัฐมนตรีสมัยนั้นต้องลาออกเพื่อรับผิดชอบการบริหารที่ผิดพลาด เหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้น ต่อมาคืออียิปต์สปริงเมื่อปี 2011 ครั้งนี้ประธานาธิบดีมูบารัคต้องลาออกเอง จนถึงการรัฐประหารยึดอำนาจประธานาธิบดีมอร์ซีก็มีส่วนจากปัญหาเศรษฐกิจ
ดังนั้น ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่ารัฐบาลใดหากไม่สามารถแก้หรือทุเลาปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ ความไม่สงบจะเกิดขึ้นอยู่เสมอ การแก้ไขปัญหาการเมืองเป็นเพียงจุดเริ่มของการแก้รากปัญหาของประเทศ
------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
ในเวลาไม่ถึง 3 ปี ประเทศอียิปต์เกิดเหตุประชาชนขับไล่รัฐบาลมาแล้ว 2 ชุด คือรัฐบาลของประธานาธิบดีฮอสนี่ มูบารัค กับรัฐบาลของประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซี ทั้งสองครั้งประชาชนผู้สนับสนุนต่างประกาศว่าคือส่วนหนึ่งของอียิปต์สปริง เป็นชัยชนะของประชาชน การชุมนุมทั้งสองครั้งกองทัพอียิปต์เข้าเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และสหรัฐมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองทัพอียิปต์มานานหลายทศวรรษแล้ว
(อัพเดท 28 ก.ค. 10.40 น.) พลเอกอับดุล ฟัตตาห์ อัล-ซิซี ผู้บัญชาทางสูงสุดอียิปต์ ผู้นำทหารยึดอำนาจอดีตประธานาธิบดีมอร์ซี ประกาศเรียกร้องให้ประชาชนอียิปต์ทั่วประเทศพร้อมใจกันชุมนุมในวันศุกร์เพื่อแสดงพลังสนับสนุนการยึดอำนาจอดีตประธานาธิบดีมอร์ซี ด้านแกนนำกลุ่มภราดรภาพมุสลิมยืนยันไม่ร่วมการเจรจาสมานฉันท์ ล่าสุดดูเหมือนว่าทางการมีแผนสลายการชุมนุมเพื่อหยุดการชุมนุมที่ยืดเยื้อไม่จบสิ้น

บรรณานุกรม:
1. Egypt army call signals possible crackdown, AP, 25 July 2013, http://news.yahoo.com/egypt-army-call-signals-possible-crackdown-154241098.html
2. Magdi Amin, Ragui Assaad, Nazar Al-Baharna, Kemal Dervis, Raj M. Desai, Navtej S. Dhillon, Ahmed Galal, Hafez Ghanem and Carol Graham,  After the Spring: Economic Transitions in the Arab World (NY: Oxford University Press, 2012).
3. Rabab El-Mahdi and Philip Marfleet (editors), Egypt: The Moment of Change (N.Y.: Zed Books, 2009).
4. Derek Hopwood, Egypt 1945-1990: Politics and Society (N.Y.: Routledge, 2002).
5. UPDATE 8: Egypt sees massive pro-military rallies, Islamists remain defiant, Ahram Online, 26 July 2013, http://english.ahram.org.eg/NewsContent/1/64/77438/Egypt/Politics-/UPDATE--Egypt-sees-massive-promilitary-rallies,-Is.aspx
-----------------------

วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ติมอร์-เลสเต จะเป็นสมาชิกอาเซียนลำดับที่ 11 หรือไม่

12 กรกฎาคม 2013
ชาญชัย
(ได้รับการเผยแพร่ผ่าน ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2556, http://www.thaiworld.org/thn/thailand_monitor/answera.php?question_id=1275)

            นับจากประเทศกัมพูชาเข้าร่วมสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เมื่อวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1999 จนถึงบัดนี้ยังไม่มีประเทศใดเข้าร่วมอาเซียนอีก อาเซียนปัจจุบันจึงคงมีสมาชิกทั้งสิ้น 10 ประเทศ ไม่กี่ปีที่ผ่านมารัฐบาลประเทศติมอร์-เลสเตพยายามขอเข้าร่วมสมาคมอาเซียน เกิดคำถามว่าอาเซียนจะมีสมาชิกใหม่หรือไม่ อะไรเป็นเหตุผลการรับหรือไม่รับเข้าเป็นสมาชิก

            เมื่อเอ่ยชื่อประเทศติมอร์-เลสเต (Timor-Leste) น้อยคนนักที่จะรู้จักหรือเคยไปเยือนประเทศนี้เนื่องจากเป็นรัฐเกิดใหม่ บางคนอาจรู้จักในนามติมอร์ตะวันออกจากข่าวการต่อสู้เพื่อเอกราชอย่างยาวนานกับอินโดนีเซีย ก่อนได้รับเอกราชอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 2002
            ติมอร์-เลสเต มีชื่ออย่างเป็นทางการว่าสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ตั้งอยู่บนเกาะติมอร์ เดิมเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซีย เมื่อได้รับเอกราชแล้วอาณาเขตรัฐประกอบด้วยชนหลายกลุ่ม ทั้งพวกที่เคยต่อสู้เพื่อเอกราช พวกที่เดิมอาศัยอยู่ที่เขตเมืองหรือหมู่บ้านภายใต้การปกครองของอินโดนีเซีย และพวกที่ลี้ภัยออกนอกอาณาเขตเนื่องจากความไม่สงบที่ผ่านมา สภาพที่ประชาชนมีพื้นฐานมาจากหลายกลุ่มกลายเป็นปัญหาให้ประเทศไม่มีเอกภาพเท่าที่ควร เคยเกิดเหตุวุ่นวายภายในประเทศถึงขั้นต้องร้องขอกองกำลังรักษาความสงบจากประเทศเพื่อนบ้าน จากสหประชาชาติดังเช่นเหตุการณ์ที่เกิดเมื่อปี 2006
            ความที่เป็นรัฐเกิดใหม่ ประเทศเพิ่งจะเริ่มปกครองตามระบอบประชาธิปไตย สถาบันทางการเมืองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการจึงยังอยู่ในขั้นก่อร่างสร้างตัว ประชาชนยังต้องเรียนรู้อีกมากกว่าจะมีวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ในขณะเดียวกลุ่มต่างๆ ในประเทศจะต้องสามารถอยู่ด้วยกันอย่างสันติ เหล่านี้เป็นสภาพการเมืองภายในของประเทศที่เพิ่งเกิดใหม่

            ความยากจนเป็นเรื่องที่องค์กรระหว่างประเทศให้ความสำคัญมากที่สุด ประเทศถูกจัดอยู่ในกลุ่มด้อยพัฒนา ประชากรราวร้อยละ 40 มีฐานะยากจน อัตราว่างงานสูง โดยเฉพาะในหมู่คนหนุ่มสาว ประเทศไม่สามารถผลิตอาหารเลี้ยงดูประชากรอย่างเพียงพอ ประมาณว่ามีประชาชนราว 350,000 คนอยู่ในภาวะอดอยาก ด้วยเหตุนี้คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติจึงเห็นว่ารัฐบาลจะต้องมุ่งพัฒนาเกษตรกรรมเนื่องจากประชากรราว 3 ใน 4 เป็นเกษตรกรแต่มีฐานะยากจน จะต้องเพิ่มรายได้แก่กลุ่มเหล่านี้อันจะช่วยยกระดับฐานะของประชาชนส่วนใหญ่ ช่วยแก้ปัญหาคนว่างงานและทำให้ประเทศมีอาหารอย่างเพียงพอ
            มีผู้คาดหวังว่าอุตสาหกรรมน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติน่าจะเป็นแหล่งรายได้สำคัญ นำมาช่วยพัฒนาประเทศที่ยังมีความต้องการอีกมาก อย่างไรก็ตาม ต้องระมัดระวังเรื่องการกระจายรายได้ ให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของประเทศให้มากที่สุด

            การศึกษาเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่องค์กรระหว่างประเทศให้ความสำคัญและรู้สึกเป็นห่วง เนื่องจากประชากรยังด้อยการศึกษามาก ข้อมูลปี 2004 มีผู้ใหญ่ที่รู้หนังสือเพียงร้อยละ 50.1 ผู้ชายจะมีสัดส่วนรู้หนังสือมากกว่าผู้หญิง เด็กๆ เข้าเรียนหนังสือมากขึ้น แต่ยังมีอีกมากที่ไม่ได้เรียนหนังสือโดยเฉพาะจากครอบครัวยากจน เด็กน้อยกว่าครึ่งที่เข้าเรียนหนังสือจะเรียนจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

            กล่าวได้ว่าติมอร์-เลสเตคือรัฐเกิดใหม่ที่ยังอยู่ในขั้นการสร้างตัวเอง ทางด้านการเมืองจำต้องมีสถาบันการเมืองที่เข้มแข็งเป็นทางการ ด้านสังคมต้องมีเอกภาพ ประชาชนมีความรู้มีการศึกษา ส่วนด้านเศรษฐกิจนั้นยังต้องพัฒนาอีกมาก เพื่อเป็นรัฐสมัยใหม่ที่สมภาคภูมิ

            ในปี 2007 รัฐบาลติมอร์-เลสเตเริ่มแสดงความปรารถนาอยากเป็นสมาชิกอาเซียน และยื่นเจตจำนงอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2011 นาย Roberto Sarmento de Oliveira Soares ผู้แทนประเทศ ให้เหตุผลที่ต้องการเข้าร่วมอาเซียนว่า “ต้องการอยู่ร่วมเป็นหนึ่งเดียว (กับประเทศอื่นๆ) ในภูมิภาคนี้ ดังเช่นที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรอาเซียน นาย Roberto อ้างถึงหลักของกฎบัตรที่ว่าชาติสมาชิกอาเซียน “รวมกันด้วยความปรารถนาเดียวกันและเจตจำนงร่วมกันที่จะดำรงอยู่ในภูมิภาคแห่งสันติภาพ ความมั่นคงและเสถียรภาพที่ถาวร มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน มีความมั่งคั่งและความก้าวหน้าทางสังคมร่วมกัน และที่จะส่งเสริมผลประโยชน์อุดมการณ์ และความมุ่งมาดปรารถนาที่สำคัญของเรา”
            ตลอดหลายปีที่ผ่านมารัฐบาลติมอร์-เลสเตได้แสดงความพยายามหลายอย่าง เช่น ผู้นำประเทศเดินสายเข้าพบผู้นำชาติสมาชิกอาเซียนเพื่อขอการสนับสนุน พยายามชี้แจงว่าแม้ประเทศเพิ่งก่อตั้งไม่นาน แต่กำลังพัฒนาในทุกด้าน ตั้งเป้าว่าจะตั้งสถานทูตของตนในทุกประเทศชาติสมาชิกอาเซียนภายในปี 2015

            ที่ผ่านมาชาติสมาชิกอาเซียนหลายประเทศแสดงท่าทีตอบรับ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ไทย กัมพูชา บรูไน และเมียนมาร์ แต่การแสดงท่าทีเหล่านี้ไม่เพียงพอ ไม่อาจข้ามกฎเกณฑ์เงื่อนไขต่างๆ นายเลอ เลือง มินห์ (Le Luong Minh) เลขาธิการอาเซียนกล่าวว่าอาเซียนอยู่ระหว่างการพิจารณาตามคำร้องขอ เงื่อนไขคือ “ติมอร์-เลสเตจะต้องเข้าเกณฑ์กฎข้อบังคับทุกข้อในการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน” เพื่อจะสามารถดำเนินตามนโยบาย 3 เสาหลักของประชาคมอาเซียน (เสาประชาคมการเมืองและความมั่นคง เสาประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และเสาประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน)
            เรื่องที่เลขาธิการอาเซียนย้ำเน้นคือ อาเซียนมีกฎเกณฑ์การเข้ารับสมาชิกใหม่อย่างชัดเจนอยู่แล้ว กฎบัตรสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้กำหนดเรื่องการรับสมาชิกใหม่ โดยมีหลักเกณฑ์ 4 ประการ คือ
            1. ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อันเป็นที่ยอมรับว่าอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
            2. การยอมรับโดยรัฐสมาชิกอาเซียนทั้งปวง
            3. การตกลงที่จะผูกพันและเคารพกฎบัตรนี้ และ
            4. ความสามารถและความเต็มใจที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีของสมาชิกภาพ
            และยังกำหนดอีกว่า “การรับสมาชิกให้ตัดสินโดยฉันทามติโดยที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ตามข้อเสนอแนะของคณะมนตรีประสานงานอาเซียน”
          จะเห็นได้ว่าข้อสำคัญที่สุดคือการยอมรับโดยรัฐบาลจากชาติสมาชิกทั้งหมดพร้อมกัน การเข้าเป็นสมาชิกจะเป็นอันตกไปทันทีไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามหากประเทศใดประเทศหนึ่งไม่เห็นด้วย

            แนวทางหนึ่งที่มีการพูดถึงกันคือการเป็นสมาชิกชั่วคราว (transitional period) เพื่อทดลองดูว่าติมอร์-เลสเตจะสามารถปฏิบัติตามอย่างที่สมาชิกควรทำได้หรือไม่ แต่สิงคโปร์ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าวเพราะเห็นว่าติมอร์-เลสเตยังไม่พร้อม ดังนั้นจึงยังต้องยึดถือกฎเกณฑ์การเข้าเป็นสมาชิกใหม่อย่างเคร่งครัดต่อไป
            ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 22 ประจำปี 2013 ณ กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน ประเทศบรูไน เมื่อวันที่ 24-25 เมษายน 2013 อาเซียนตกลงให้ติมอร์-เลสเตมีส่วนร่วมประชุมในฐานะผู้เข้าร่วม นับว่าอาเซียนให้เกียรติติมอร์-เลสเตในฐานะผู้แสดงเจตจำนงเข้าเป็นสมาชิก

            ผู้ที่ศึกษาเรื่องราวของอาเซียนจะพบว่าสมาคมอาเซียนไม่ได้ตั้งขึ้นลอยๆ แต่มีเป้าหมายสำคัญยิ่งรองรับ นั่นคือเพื่อความมั่นคงของชาติสมาชิกในยุคสงครามเย็น ยุคที่เกิดสงครามอินโดจีน มีการสู้รบกันอย่างรุนแรงระหว่างฝ่ายประเทศประชาธิปไตยกับฝ่ายประเทศสังคมนิยม เป็นช่วงที่ลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังคุกคามหลายรัฐบาลในภูมิภาค กล่าวได้ว่าสมาคมอาเซียนในยุคนั้นมีเพื่อความมั่นคงของประเทศโดยแท้
            หลายปีต่อมาเมื่อบรรยากาศตึงเครียดของสงครามเย็นเริ่มคลายตัว สหรัฐอเมริกาถอนตัวจากสงครามเวียดนาม ชาติมหาอำนาจหันหน้าเข้าหากันมากขึ้น สมาคมอาเซียนในขณะนั้นซึ่งมีสมาชิกอยู่ 6 ประเทศ (ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และบรูไน) ก็เปิดรับกลุ่มประเทศสังคมนิยมเข้ามาเป็นสมาชิกอาเซียนด้วย นั่นคือการรับประเทศเวียดนาม ลาว เมียนมาร์และกัมพูชาตามลำดับ เหตุผลที่รับกลุ่มประเทศสังคมนิยมดังกล่าวเข้าร่วมสมาคมฯ ก็ด้วยเหตุผลด้านความมั่นของภูมิภาคเป็นสำคัญ เป็นการเชื่อมต่อไมตรี เกิดเวทีพูดคุยหารืออย่างเปิดอกโดยไม่ต้องมีประเทศนอกภูมิภาคเข้ามาเกี่ยวข้อง สานสัมพันธ์การค้าการลงทุน ศิลปวัฒนธรรม เพื่อสมานประเทศเหล่านี้ที่มีความแตกต่างกันทั้งด้านอุดมการณ์การเมือง ระบบเศรษฐกิจ ความแตกต่างทางสังคม ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม
            การกำเนิดของสมาคมอาเซียนจึงตั้งอยู่บนเหตุผลที่สำคัญยิ่ง เช่นเดียวกับการรับสมาชิกใหม่ก็ดำเนินการด้วยแนวทางเดียวกัน ดังนั้น หากติมอร์-เลสตต้องการเข้าร่วมจำต้องมีเหตุผลที่ดีเพียงพอ เหตุผลที่เข้ากับบริบทโลกปัจจุบัน สถานการณ์ของภูมิภาค การอ้างเหตุผลว่าติมอร์-เลสเตอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

            ประเด็นหนึ่งที่พูดกันมากในขณะนี้คือ การเข้าเป็นสมาชิกต้องเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มมากกว่าจะเป็นภาระแก่กลุ่ม หากพิจารณาในด้านเศรษฐกิจ การเข้าร่วมหมายถึงติมอร์-เลสเตต้องมีระบบเศรษฐกิจที่เป็นสากล อย่างน้อยสามารถเชื่อมต่อกับชาติสมาชิกอาเซียนทั้งหลาย เช่นระบบศุลกากร ระบบธนาคาร การทำธุรกรรมระหว่างประเทศ เรื่องเหล่านี้เป็นมากกว่านโยบายหรือแผนเพราะต้องปฏิบัติได้จริง เรื่องกำลังคนก็เป็นเรื่องสำคัญ แม้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับประเทศอื่นๆ แต่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับประเทศนี้ที่ยังขาดเจ้าหน้าที่เพื่อเข้าร่วมประชุมอาเซียนในระดับต่างๆ ที่มีปีละกว่าร้อยการประชุม รัฐบาลติมอร์-เลสเตเข้าใจเหตุผลเหล่านี้ นายชูเซ มานูเอล รามุส-ออร์ตา (José Manuel Ramos-Horta) ขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีกล่าวว่า “เมื่อเราเข้าร่วมอาเซียนแล้ว ข้าพเจ้ามั่นใจว่าเราจะเป็นประโยชน์มากกว่าเป็นภาระ” แก่อาเซียน

            เป็นธรรมดาที่ประเทศเพิ่งเกิดใหม่อย่างติมอร์-เลสเตย่อมขาดความพร้อมในหลายด้าน ยิ่งหากเข้าใจว่าเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราช ติมอร์ตะวันออก (ชื่อขณะนั้น) ได้ต่อสู้กับอินโดนีเซียอย่างยาวนานหลายปี ยังผลให้ประชาชนกว่า 180,000 รายเสียชีวิต ระบบสาธารณูปโภคกว่าร้อยละ 70 ถูกทำลาย เศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง ซ้ำเติมสภาพเดิมที่ประชากรยากจนอยู่แล้วให้ยากจนกว่าเดิม กลายเป็นประเทศที่ก่อตั้งใหม่บนซากปรักหักพัง อุปสรรคสำคัญของติมอร์-เลสเตจึงอยู่ที่ความพร้อมของประเทศตนเอง รัฐบาลต้องมุ่งมั่นพัฒนาประเทศสู่ความเจริญในทุกด้าน
            หากพิจารณาตามหลักเกณฑ์การเข้าเป็นสมาชิกใหม่ของสมาคมอาเซียน ติมอร์-เลสเตอาจต้องใช้เวลาอีกนานหลายปี แต่ระหว่างหลายปีนี้ติมอร์-เลสเตสามารถสร้างสัมพันธ์อันดีกับชาติสมาชิกอาเซียน และเชื่อว่าทุกชาติต่างยินดีมีความสัมพันธ์ด้วยในทุกด้าน ดังนั้น ไม่ว่าจะได้เป็นสมาชิกหรือไม่ก็จะได้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ดังกล่าวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ถูกผูกมัดตามกฎเกณฑ์อันซับซ้อนมากมายของประชาคมอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

            สำหรับการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน รัฐบาลติมอร์-เลสเตควรเปิดอกพูดคุยกับสมาคมอาเซียนและชาติสมาชิกทั้งหลายเพื่อร่วมกำหนดยุทธศาสตร์ แผนดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อนำติมอร์-เลสเตเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างสง่าผ่าเผย ล่าสุดที่ประชุมรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน (AMM) ครั้งที่ 46 ระหว่างวันที่ 29-30 มิถุนายน 2013 ที่ประเทศบรูไน มีแถลงการณ์ให้ติมอร์-เลสเตเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของอาเซียนที่จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพเกื้อหนุนให้ติมอร์-เลสเตสามารถเป็นสมาชิกในอนาคต เมื่ออาเซียนได้แสดงการสนับสนุนดังนี้แล้วส่วนที่เหลือขึ้นกับความพยายามของติมอร์-เลสเตเป็นสำคัญ
-----------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
อาเซียนก่อตั้งมาเกือบ 50 ปีแล้ว อาเซียนมีความร่วมมือหลากหลายด้าน แต่อะไรเป็นจุดเริ่มต้นหรือวัตถุประสงค์สำคัญเมื่อเริ่มแรกก่อตั้ง
ทุกคนทราบว่าอาเซียนมีชาติสมาชิกสิบประเทศ แต่แรกเริ่มมีเพียงห้าประเทศ ต่อมารวมเอาประเทศในภูมิภาคเข้ามาอีกห้าประเทศ อะไรคือเหตุผลของการเพิ่มจำนวนสมาชิก
บทความนี้อธิบายว่าทำไมอาเซียนจึงไม่ขยายจำนวนมากกว่าที่เป็นอยู่ ทั้งๆ ที่มีประเทศขอเข้าร่วมกลุ่ม

บรรณานุกรม:
1. Report of the Secretary-General on Timor-Leste pursuant to Security Council resolution 1690 (2006), Security Council, http://www.un.org/ga/search/view_doc.asp?symbol=S/2006/628, accessed 25 June 2013
2. Timor-Leste's human development 2006, United Nations Development Programme, http://hdr.undp.org/en/reports/national/asiathepacific/timorleste/TIMOR_LESTE_2006_en.pdf
3. Timor Leste remains hopeful to gain Asean membership, The Brunei Times/Asia News Network, 12 November 2011, http://www.asiaone.com/News/Latest%2BNews/Asia/Story/A1Story20111112-310256.html
4. Timor Leste remains hopeful to gain Asean membership, The Brunei Times/Asia News Network, 12 November 2011, http://www.asiaone.com/News/Latest%2BNews/Asia/Story/A1Story20111112-310256.html
5. ASEAN considering Timor Leste bid for membership: Secretary-General, The Jakarta Post, 25 June 2013, http://www.thejakartapost.com/news/2013/04/30/asean-considering-timor-leste-bid-membership-secretary-general.html
6. TIMOR-LESTE: On the way up but still a long way to go, IRIN, 16 June 2011, http://www.irinnews.org/report/92984/timor-leste-on-the-way-up-but-still-a-long-way-to-go
7. “Joint Communiqué 46th ASEAN Foreign Ministers’ Meeting Bandar Seri Begawan, Brunei Darussalam 29 – 30 June 2013”, ASEAN Secretariat, http://www.asean.org/images/2013/news/joint%20communique%20of%20the%2046th%20asean%20foreign%20ministers%20meeting%2046th%20amm%20-%20final%20-%2030%20june%202013.pdf, accessed 1 July 2013.
----------------------------

วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เกาะติดประเด็นร้อน “หลังการโค่นล้มโมฮัมเหม็ด มอร์ซีแห่งอียิปต์ และรัฐบาลเฉพาะกาลของอัดลี มานซูร์” (4)

24 กรกฎาคม 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา
สรุปสถานการณ์(อัพเดท 24 ก.ค. 20.15 น.)
            แม้ว่ารัฐบาลเฉพาะกาลของประธานาธิบดีอัดลี มานซูร์จะเดินหน้าบริหารประเทศ ประกาศแผนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการเลือกตั้งทั่วไปในปีหน้า กลุ่มภราดรภาพมุสลิมยืนยันไม่เข้าร่วมรัฐบาล ไม่เจรจากับรัฐบาลเพื่อความสมานฉันท์ ทำการชุมนุมประท้วงอย่างต่อเนื่อง เกิดการปะทะบางจุดมีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง

คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 28 ก.ค. 10.40 น.)
            พลเอกอับดุล ฟัตตาห์ อัล-ซิซี ผู้บัญชาทางสูงสุดอียิปต์ประกาศให้ประชาชนอียิปต์ทั่วประเทศพร้อมใจกันชุมนุมในวันศุกร์นี้เพื่อแสดงพลังสนับสนุนการยึดอำนาจอดีตประธานาธิบดีมอร์ซี ต่อต้านความรุนแรงและพวกผู้ก่อการร้ายที่กำลังบั่นทอนรัฐบาลของอัดลี มานซูร์ พลเอกอัล-ซิซียืนยันว่าการเรียกให้ชาวอียิปต์ออกมาแสดงพลังไม่ใช่เพื่อให้เกิดเหตุรุนแรง แต่เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศต้องการสมานฉันท์
            ฝ่ายต่อต้านอดีตประธานาธิบดีมอร์ซี กลุ่ม Tamarod กับ June 30 Front ประกาศอย่างเป็นทางการจะร่วมชุมนุมใหญ่เพื่อสนับสนุนการที่กองทัพยึดอำนาจในวันศุกร์นี้ ด้วยคำขวัญ “เพื่อขนมปัง เสรีภาพ ความยุติธรรมในสังคมและประเทศที่มีเสรีภาพ”
            ด้านแกนนำกลุ่มภราดรภาพมุสลิมยืนยันไม่ร่วมการเจรจาสมานฉันท์ และไม่หวั่นเกรงการชุมนุมในวันศุกร์นี้ กลุ่ม National Coalition to Support Legitimacy (NCSL) เห็นว่าคำเรียกร้องของพลเอกอัล-ซิซี เป็นการ “ประกาศทำสงครามกลางเมืองและการสังหารหมู่ทั่วประเทศ” เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเขาเป็นกระหายเลือด เป็นผู้ปกครองประเทศตัวจริงในขณะนี้ เรียกร้องให้ประชาชนทุกกลุ่มออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร
            สื่อ Ahram Online รายงานว่าผู้สนับสนุนรัฐประหารหลายแสนคนในกรุงไคโรและรวมนับล้านทั่วอียิปต์ออกมาชุมนุมสนับสนุนพลเอกอับดุล ฟัตตาห์ อัล-ซิซี ด้านฝ่ายสนับสนุนอดีตประธานาธิบดีมอร์ซีกล่าวหาว่าผู้ชุมนุมเหล่านี้คือทหารตำรวจและคนของอดีตผู้นำมูบารัค
            การชุมนุมในคืนวันศุกร์มีการปะทะกันบ้าง แต่โดยทั่วไปการชุมนุมของทั้งสองฝ่ายดำเนินด้วยดี ต่างสามารถระดมผู้ชุมนุมได้เป็นจำนวนมาก

            การปะทะเมื่อเช้าวันเสาร์ (27 ก.ค.) มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 72 ราย หลายรายถูกยิงตรงที่ศีรษะหรือหน้าอก The New York Times รายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกับพลเรือนยิงกระสุนใส่ฝูงชนที่ต้องการข้ามสะพานแม่น้ำไนล์ เพื่อปิดกั้นจราจรบนสะพานแห่งนี้ นาย Ibrahim absolved รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า ผู้ประท้วงบางคนขว้างปาก้อนหินและยิงอาวุธ “เราจึงจะต้องหยุดพวกนี้” เจ้าหน้าที่หลายคนบาดเจ็บเช่นกัน สองรายถูกยิงเข้าที่ศีรษะ
            นอกจากนี้นาย Ibrahim absolved รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าทางการมีแผนยุติการชุมนุมประท้วงยืดเยื้อของฝ่ายสนับสนุนอดีตประธานาธิบดีมอร์ซีด้วย

วิเคราะห์(อัพเดท 28 ก.ค. 10.40 น.)
         นับจากการยึดอำนาจอดีตประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซีเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา จวบจนวันนี้ฝ่ายผู้สนับสนุนปธน.มอร์ซียังคงปักหลักชุมนุม ไม่ยอมเจรจาสมานฉันท์ ยึดมั่นคืนตำแหน่งผู้นำประเทศแก่นายมอร์ซี
          แม้ผู้ชุมนุมของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมมีจำนวนไม่มาก บางสื่อรายงานมีราวหลายพันคน แต่ยืนหยัดชุมนุมต่อเนื่อง
            การที่พลเอกอับดุล ฟัตตาห์ อัล-ซิซี ผู้บัญชาทางสูงสุดเรียกร้องให้ชาวอียิปต์ทั้งประเทศออกมาชุมนุมเพื่อแสดงพลังสนับสนุนการยึดอำนาจ ประเทศเดินหน้าต่อไปนั้นเป็นแนวทางที่วิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างมาก แม้ว่าจะทำด้วยเจตนาดีก็ตาม
            ฝ่ายสนับสนุนอดีตปธน.มอร์ซีอาจเห็นว่าเป็นพฤติกรรมท้าทาย ยั่วยุ ไม่เห็นความสำคัญของพวกตน ซึ่งอาจยิ่งกระตุ้นให้ดื้อดึงไม่ร่วมสมานฉันท์ หรือแกนนำบางคนอาจฉวยโอกาสใช้ถ้อยคำเหล่านี้ปลุกเร้าคนในฝ่ายตนให้ต่อต้านทหารมากขึ้น
            ในอีกด้านหนึ่ง คำประกาศของพลเอกอัล-ซิซี สะท้อนความไม่อดทน หรือกำลังสะท้อนแรงกดดันที่เขากำลังได้รับ เรื่องนี้เป็นอีกประเด็นที่น่าคิด

            เรื่องสำคัญที่ต้องคิดให้ยาวคิดให้ไกล คือ แม้วันศุกร์มีประชาชนอียิปต์ออกมาชุมนุมหลายล้านคนแสดงการสนับสนุนที่กองทัพยึดอำนาจปธน.มอร์ซีแล้วจะเป็นอย่างไร เป็นเหตุให้กลุ่มภราดรภาพมุสลิมต้องยุติการชุมนุมประท้วงหรือ ต้องยอมรับการสมานฉันท์หรือ

            เหตุการณ์ปะทะเมื่อเช้าวันเสาร์ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตนับจากรัฐประหารเพิ่มเป็น 200 คนแล้ว ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นฝ่ายสนับสนุนอดีตประธานาธิบดีมอร์ซี ด้วยการยิงจากทหารตำรวจ
            หากยึดคำพูดของนาย Ibrahim absolved รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย คาดว่าทางการมีแผนสลายการชุมนุม ที่ฝ่ายต่อต้านรัฐประหารจัดชุมนุมยืดเยื้อที่ใจกลางกรุงไคโร เข้าใจว่าขณะนี้ทางการกำลังใช้แผนกดดันผู้ชุมนุมให้รู้ตัว เพื่อถอนตัวออกจากการชุมนุม นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่พลเอกอัล-ซิซีเรียกร้องการชุมนุมแสดงพลังสนับสนุนเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา
            ดังนั้น สถานการณ์ชุมนุมที่กรุงไคโรของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมยังเป็นจุดที่ต้องจับตามอง
            เกือบหนึ่งเดือนแล้วที่ทหารยึดอำนาจปธน.มอร์ซี สถานการณ์ยัง “ตึงเครียด” และต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
-------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
(อัพเดท 4 ก.ค. 10.30 น.) ข้อเสนอประนีประนอมของมอร์ซีเป็นหมัน กองทัพทำการรัฐประหาร แต่การรัฐประหารเป็นเพียงการเริ่มต้นใหม่เท่านั้น ยังไร้ร่องรอยของอดีตปธน. กลุ่มผู้จงรักภักดีได้ปะทะกับทหารมีผู้เสียชีวิตนับสิบคน
(อัพเดท 8 ก.ค. 9.10 น.) หลังการโค่นล้มรัฐบาลมอร์ซี สถานการณ์การเมืองอียิปต์ยังครุกรุ่น ยังไม่มีข้อสรุปว่าใครจะเป็นนายกฯ รักษาการ ทั้งฝ่ายสนับสนุนกับฝ่ายต่อต้านต่างชุมนุมแสดงพลังของตนอย่างต่อเนื่อง ด้านราคาน้ำมันไม่มีทีท่าว่าจะลดลง
(อัพเดท 9 ก.ค. 8.20 น.) ยังไม่มีข้อสรุปว่าใครควรนายกรัฐมนตรีรักษาการ ในขณะที่การปะทะอย่างหนักเมื่อเช้ามืดวันจันทร์ มีผู้เสียชีวิตราว 50 คน พรรคการเมืองบางพรรคถอนตัวออกจากแผนสมานฉันท์ของกองทัพอียิปต์
(อัพเดท 11 ก.ค. 23.10 น.) รัฐบาลเฉพาะกาลเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น และได้รับการสนับสนุนจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่สถานการณ์ยังไม่น่าไว้ใจเนื่องจากกลุ่มภราดรภาพมุสลิมนัดชุมนุมใหญ่ในวันศุกร์นี้
---------------

บรรณานุกรม:
1. Egypt army chief calls for nationwide rallies, Al Jazeera, 24 July 2013, http://www.aljazeera.com/news/middleeast/2013/07/2013724101110977227.html
2. Egyptian army chief calls for street protests, BBC, 24 July 2013, http://www.bbc.co.uk/news/world-middle-east-23434809
3. Egypt army raises pressure on Islamists with call for rallies, Reuters, 24 July 2013, http://www.reuters.com/article/2013/07/24/us-egypt-protests-idUSBRE96N05V20130724
4. National Coalition to Support Legitimacy: Al-Sisi’s call a “declaration of civil war”, Daily News Egypt, 24 July 2013, http://www.dailynewsegypt.com/2013/07/24/national-coalition-to-support-legitimacy-al-sisis-call-a-declaration-of-civil-war/
5. Tamarod and NSF announce participation in Friday demonstrations, Daily News Egypt, 25 July 2013, http://www.dailynewsegypt.com/2013/07/25/tamarod-and-nsf-announce-participation-in-friday-demonstrations/
6. UPDATE 8: Egypt sees massive pro-military rallies, Islamists remain defiant, Ahram Online, 26 July 2013, http://english.ahram.org.eg/NewsContent/1/64/77438/Egypt/Politics-/UPDATE--Egypt-sees-massive-promilitary-rallies,-Is.aspx
7. Egypt’s Ruling Military Kills Scores of Islamists at Rally, The New York Times, 28 July 2013, http://www.nytimes.com/2013/07/28/world/middleeast/egypt.html?pagewanted=all&_r=0
----------------------

เกาะติดประเด็นร้อน “ความขัดแย้งในประเทศซีเรีย” (5)

24 กรกฎาคม 2013
ชาญชัย
สรุปสถานการณ์: (อัพเดท 24 ก.ค. 8.30 น.)
            ความขัดแย้งในประเทศซีเรียที่กินเวลากว่าสองปีครึ่ง แต่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ หลายเดือนที่ผ่านมารัฐบาลโอบามาแสดงท่าทีต้องการสนับสนุนฝ่ายต่อต้านเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งอาจจัดการขั้นเด็ดขาดหากมีหลักฐานชัดเจนว่ากองทัพของรัฐบาลอัสซาดใช้อาวุธเคมี แต่จนถึงบัดนี้ประธานาธิบดีบารัก โอบามายังไม่ตัดสินใจเข้าแทรกแซงทางทหารอย่างชัดเจน และยังรักษาช่องทางเจรจาอยู่เสมอ
            ที่ผ่านมาอังกฤษกับฝรั่งเศสแสดงท่าทีเรียกร้องให้สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงด้วยกำลังทหาร เช่นเดียวกับสมาชิกสภาครองเกรสบางคน เช่น วุฒิสมาชิกจอห์น แมคเคน เห็นว่าต้องสนับสนนุฝ่ายต่อต้านด้วยอาวุธหนัก รวมถึงการจัดตั้งเขตห้ามบิน

คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 24 ก.ค. 8.30 น.)
            ล่าสุดพลเอก Martin Dempsey ผู้บัญชาการทหารสูงสุดสหรัฐฯ เสนอแนวทางช่วยเหลือฝ่ายต่อต้าน 5 แนวทาง เพื่อให้ฝ่ายบริหารประกอบการตัดสินใจ ดังนี้
            แนวทางแรก ฝึกอบรม ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือกองกำลังฝ่ายต่อต้าน
            สอนการใช้อาวุธ ยุทธวิธีการรบ ให้ความช่วยเหลือเรื่องการข่าวและการขนส่ง การฝึกอบรมจะกระทำนอกเขตประเทศซีเรีย แนวทางนี้รัฐบาลอเมริกันจะใช้งบประมาณราว 500 ล้านดอลลาร์ต่อปี (ขึ้นกับจำนวนกองกำลังที่เข้ารับการฝึกด้วย)
            แนวทางที่สอง โจมตีเป้าหมายสำคัญ
            สหรัฐฯ จะโจมตีเป้าหมายทางทหารที่สำคัญ เช่น ระบบต่อต้านอากาศยาน ขีปนาวุธต่างๆ รวมทั้งกองกำลังนาวีซีเรีย ศูนย์บัญชาการ แนวทางนี้ต้องอาศัยเครื่องบินรบหลายร้อยลำ เรือรบ เรือดำน้ำ และอื่นๆ ใช้งบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์ และอาจทำให้ชาวบ้านส่วนหนึ่งต้องเสียชีวิต

            แนวทางที่สาม ตั้งเขตห้ามบิน (No-Fly Zone)
            เป้าหมายคือป้องกันไม่ให้รัฐบาลซีเรียใช้กำลังทางอากาศโจมตีฝ่ายต่อต้าน หรือใช้เพื่อการขนส่งลำเลียง ในการนี้จะต้องทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศของซีเรีย ยิงทำลายเครื่องบินข้าศึก ใช้งบประมาณราว 1 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน อย่างไรก็ตาม แม้กำลังทางอากาศซีเรียจะถูกทำลายราบแต่ไม่ได้หมายความว่าการปะทะระหว่างกองทัพซีเรียกับฝ่ายต่อต้านจะยุติ เนื่องจากสองฝ่ายปะทะกันด้วยปืน ปืนครก ปืนใหญ่เป็นหลัก
            แนวทางที่สี่ ตั้งเขตปลอดภัย/เขตกันชน (buffer zones)
            โดยอาจจัดตั้งเขตปลอดภัยระหว่างพรมแดนซีเรียที่ติดกับตุรกีกับจอร์แดน สหรัฐฯ จะส่งกองกำลังภาคพื้นดินหลายพันนายเพื่อช่วยให้ความคุ้มครองเขตดังกล่าว ทำให้ฝ่ายต่อต้านสามารถจัดตั้งฐานทัพในพื้นที่ และยังสามารถเป็นเขตลี้ภัยของผู้อพยพ ใช้งบประมาณราว 1 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน ข้อเสียคือกองทัพซีเรียอาจยิงกระสุนใส่เขตปลอดภัย
            แนวทางที่ห้า ควบคุมอาวุธเคมี
            เป้าหมายคือทำลายคลังอาวุธเคมีทั้งหมดของซีเรีย รวมทั้งป้องกันไม่ให้อาวุธเคมีตกอยู่ในมือของผู้ก่อการร้าย ใช้งบประมาณราว 1 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน

            นอกจากนี้ พลเอก Martin Dempsey ยังชี้ว่าจากประสบการณ์รอบ 10 ปีที่ผ่านมากำลังทหารเพียงอย่างเดียวไม่อาจช่วยจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพ และสหรัฐฯ ต้องพร้อมรับผลที่จะตามมาหากเข้าแทรกแซง เช่น อาจเป็นการกระตุ้นเร้าพวกสุดโต่ง ทำให้อาวุธเคมีแพร่กระจายออกไป มีโอกาสที่สถานการณ์จะดึงให้ประเทศต้องเข้าพัวพันมากขึ้น และควรดำเนินการร่วมกับมิตรประเทศ

วิเคราะห์: (อัพเดท 24 ก.ค. 8.30 น.)
          กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เสนอแผนการรบ 5 แนวทางอย่างครอบคลุมทุกวิธีการ ตั้งแต่เพียงแค่ฝึกกองกำลังฝ่ายต่อต้าน ช่วยโจมตีเป้าหมายทางทหารที่สำคัญ ตลอดจนถึงขั้นจัดตั้งเขตห้ามบิน เขตปลอดภัยที่อาจกินดินแดนของซีเรีย ภายใต้แผนการรบทั้งหมดกระทรวงกลาโหมชี้ว่าชัยชนะในการรบอาจไม่ช่วยซีเรียได้รัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพ และอาจดึงให้อเมริกาต้องถลำลึกในความขัดแย้งของประเทศนี้
            การเสนอแผนอย่างชัดเจนสอดคล้องกับระยะนี้ที่มีแรงกดดันทั้งจากบางประเทศกับแรงกดดันจากนักการเมืองภายในประเทศที่เรียกร้องให้รัฐบาลโอบามาเข้าแทรกแซงช่วยเหลือฝ่ายต่อต้านอย่างเต็มที่
            ดังที่ทราบกันดีว่า ประธานาธิบดีบารัก โอบามายังแสดงท่าทีลังเลใจมากตลอด ในขณะที่สองเดือนที่ผ่านมาฝ่ายต่อต้านเพลี่ยงพล้ำ กองทัพรัฐบาลยึดคืนพื้นที่ได้เรื่อยๆ
            จากนี้ไปคงเป็นเวลาสำคัญว่ารัฐบาลโอบามาจะตัดสินใจอย่างไร ระหว่างการเข้าแทรกแซงทางทหารกับการยืนหยัดหาทางออกด้วยการเจรจา
            ที่ผ่านมามีความพยายามที่จะเจรจา และ/หรือได้เจรจาทางลับหลายรอบ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ส่วนความพยายามจัดการเจรจารอบล่าสุดหรือที่เรียกว่าประชุมเจรจาสันติภาพเจนีวา 2 ก็เลื่อนแล้วเลื่อนอีก (ล่าสุดมีข่าวว่าจะเลื่อนไปถึงเดือนกันยายน)
            การแก้ไขความขัดแย้งในซีเรียจึงดูมืดมน ไม่ว่าจะด้วยการแทรกแซงด้วยกำลังทหารหรือด้วยการเจรจา
----------------------
บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง:
ข่าวการใช้อาวุธเคมีซารินในซีเรียกลายเป็นเรื่องจริง แต่ยังสับสนว่าฝ่ายใดเป็นผู้ใช้ ที่ผ่านมาซารินทำให้ผู้คนเสียชีวิตบาดเจ็บไม่มาก แต่กลับมีผลทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างมากทั้งต่อซีเรียและชาติมหาอำนาจอย่างอเมริกา
(อัพเดท 5 มิ.ย. 10.30 น.) สถานการณ์ซีเรียยังมีเหตุให้ต้องจับตาต่อเนื่อง สัปดาห์ที่แล้วมีประเด็นว่ารัฐบาลซีเรียได้รับขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน S-300 หรือไม่ วันนี้ประเด็นการใช้อาวุธเคมีกลับมามีความสำคัญอีก เพราะเจ้าหน้าที่สหประชาชาติรายงานว่าค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่ามีการใช้อาวุธเคมีในซีเรีย ด้านฝรั่งเศสยืนยันว่ารัฐบาลซีเรียเป็นผู้ใช้
สมาชิกสหภาพยุโรปมีทั้งประเทศที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยกับการเสริมเขี้ยวเล็บแก่ฝ่ายต่อต้าน และมติยกเลิกคว่ำบาตรขายอาวุธแก่ฝ่ายต่อต้านไม่น่าจะมีผลใดๆ ทั้งด้านการรบกับการเมืองของซีเรีย เพราะมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องและอาจไม่ตรงความต้องการของฝ่ายต่อต้าน
(อัพเดท 14 มิ.ย. 13.30 น.) สถานการณ์ความขัดแย้งในซีเรียเริ่มเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญแล้ว เนื่องจากประธานาธิบดีบารัก โอบามาอนุมัติสนับสนุนอาวุธแก่ฝ่ายต่อต้าน หลังจากมีข้อสรุปแล้วว่ารัฐบาลอัสซาดได้ใช้อาวุธเคมีโจมตีฝ่ายต่อต้าน

บรรณานุกรม:
1. Top US general details five options for Syria, Al Jazeera, 23 July 2013, http://www.aljazeera.com/news/middleeast/2013/07/2013723101314130114.html
2. Gen. Dempsey Responds to Levin's Request for Assessment of Options for Use of U.S. Military Force in Syria, http://www.levin.senate.gov/newsroom/press/release/gen-dempsey-responds-to-levins-request-for-assessment-of-options-for-use-of-us-military-force-in-syria, accessed 24 July 2013.

------------------

วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

มองนโยบายความมั่นคงญี่ปุ่นด้วยแนวคิดสัจนิยม

14 กรกฎาคม 2013
ชาญชัย
ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 6096 วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2556 
และได้รับการเผยแพร่ผ่าน สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2013, http://www.thaizhong.org/index.php?option=com_content&view=article&id=3499:2013-07-15-04-33-18&catid=63:articlespecialorther-cat&Itemid=100

            เป็นประจำทุกปีในเดือนกรกฎาคมกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นจะออกสมุดปกขาวว่าด้วยนโยบายความมั่นคงของประเทศ ฉบับล่าสุดใช้ชื่อว่า ‘Defense of Japan 2013’ และเมื่อพูดถึงประเด็นความมั่นคงทางทหาร ผู้วางนโยบายมักจะอิงทฤษฎีหรือแนวคิดของสำนักสัจนิยม (Realism) เช่นเดียวกับนโยบายความมั่นคงญี่ปุ่นที่มองว่าทุกประเทศจะต้องป้องกันตนเอง มองการเคลื่อนไหวของประเทศอื่นเป็นภัยคุกคาม แต่หากพิจารณาให้ดีจะพบว่าเหตุผลประกอบนโยบายบางอย่างมีความสับสน และอาจเป็นเหตุให้เกิดความไม่มั่นคงมากขึ้น

เกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามจริงหรือ
            สมุดปกขาวฯ ชี้ว่ารอบปีที่ผ่านมานายคิม จ็อง-อึนผู้นำเกาหลีเหนือตรวจเยี่ยมหน่วยทหารอย่างต่อเนื่องแสดงถึงการให้ความสำคัญแก่กองทัพ หวังใช้กองทัพเป็นเครื่องมือดำเนินนโยบาย ในปีที่ผ่านมาแสดงพฤติกรรมยั่วยุหลายครั้ง คาบสมุทรเกาหลีตึงเครียด กระทบความมั่นคงของญี่ปุ่นโดยตรง เช่น การปล่อยขีปนาวุธพิสัยไกลโดยอ้างว่าใช้ส่งดาวเทียมขึ้นอวกาศ แต่วัตถุที่ส่งขึ้นไปนั้นไม่ได้ทำหน้าที่ของดาวเทียมแต่ประการใด ญี่ปุ่นเชื่อว่าเทคโนโลยีด้านขีปนาวุธของเกาหลีเหนือได้ก้าวหน้าขึ้นอีกขั้นแล้ว นอกจากนี้เกาหลีเหนือได้ทดลองระเบิดนิวเคลียร์อีก เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าเป็นภัยคุกคามต่อประชาคมโลก
            อย่างไรก็ตาม เนื้อหาอีกส่วนหนึ่งในสมุดปกขาวฯ ยอมรับว่าพฤติกรรมเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการเมืองภายในเกาหลีเหนือ เพื่อเชิดชูความเป็นผู้นำของนายคิม จ็อง-อึนที่เพิ่งก้าวขึ้นมารับตำแหน่งต่อจากบิดา เกี่ยวกับการสับเปลี่ยนโยกย้ายผู้นำกองทัพและสะท้อนปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ
            หากพิจารณาในรายละเอียด การประเมินศักยภาพของฝ่ายตรงข้ามแบบสูงสุดนั้นมีปัญหา เช่นระบุว่าขีปนาวุธแตโปดอง-2 (Taepodong-2) มีพิสัยยิงไกล 6,000-10,000 กิโลเมตร ขีปนาวุธมูซูดาน (Musudan) มีพิสัย 2,500-4,000 กิโลเมตร ขีปนาวุธทั้งสองอาจมีพิสัยดังกล่าว แต่เนื่องจากทั้งสองชนิดยังไม่เคยทำการทดสอบอย่างจริงจัง จึงไม่ทราบขีดความสามารถที่แท้จริง และไม่แน่ใจว่าใช้การได้จริงหรือไม่ ญี่ปุ่นทราบข้อโต้แย้งเหล่านี้แต่ยังยึดมั่นว่าขีปนาวุธทั้งสองเป็นภัยคุกคาม

            เช่นเดียวกับการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าเกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการทดสอบจุดระเบิดนิวเคลียร์มาแล้ว 3 ครั้ง คือเมื่อปี 2006, 2009 และล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2013 แต่ทั้งหมดอยู่ในขั้นทดลองในห้องทดลอง นักวิเคราะห์สหรัฐยังไม่พบหลักฐานว่าได้พัฒนาถึงระดับสามารถผลิตเป็นอาวุธนิวเคลียร์ที่ใช้การได้จริง อีกทั้งในระยะยาวเกาหลีเหนือจะมีขีดความสามารถถึงขั้นผลิตเป็นอาวุธได้หรือไม่ยังเป็นประเด็นถกเถียง เพราะต้องพัฒนาอีกมาก อีกทั้งจีนให้ความร่วมมือกับคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติต่อต้านโครงการนิวเคลียร์ดังกล่าว
            ภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือต่อญี่ปุ่นจึงเป็นภัยคุกคามที่มุ่งมองไปในอนาคต มองว่าฝ่ายตรงข้ามมีอำนาจการรบขั้นสูงและมีเป้าหมายใช้โจมตีตนเอง แน่นอนว่าประเทศควรตระเตรียมการป้องกันไว้ก่อน แต่การตระเตรียมป้องกันที่มากเกินพอก่อให้อีกฝ่ายต้องหวาดระแวงหรือไม่

เผชิญหน้ามหาอำนาจจีน
            สมุดปกขาว ‘Defense of Japan 2013’ บรรยายว่าจีนในฐานะชาติมหาอำนาจย่อมแสดงบทบาททั้งระดับภูมิภาคกับระดับโลก เชื่อว่าจีนจะใช้กำลังทหารเสริมบทบาทของตน ที่ผ่านมาได้ปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยอย่างรวดเร็ว เพิ่มกิจกรรมทางทหารทั้งน่านน้ำ น่านฟ้าอากาศ จีนไม่เปิดเผยข้อมูลว่าประเทศตนสะสมอาวุธชนิดใด จำนวนเท่าไหร่ เพิ่มงบประมาณกลาโหมอย่างต่อเนื่องรวดเร็ว ทำให้ญี่ปุ่นรู้สึกกังวล
            มีหลักฐานชัดเจนว่าจีนกำลังพัฒนาศักยภาพทางทหารในทุกด้าน แต่ประเด็นนี้ถกเถียงได้ไม่จบสิ้น เพราะจีนอ้างว่าปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยตามเทคโนโลยี ไม่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ ที่ปรับปรุงกองทัพของตนด้วยกันทั้งสิ้น และหากเทียบกับชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐหรือรัสเซียแล้ว จีนยังต้องพัฒนาอีกมาก
            นอกจากนี้ การที่ญี่ปุ่นมุ่งมองประเทศอื่นเป็นภัยคุกคาม หากมองในมุมกลับกัน กำลังรบของญี่ปุ่นที่เพิ่มมากขึ้นย่อมถูกประเทศอื่นมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อตนเองได้เช่นกัน ถ้าใช้ตัวเลขงบประมาณที่ใช้จ่ายด้านการทหารเป็นตัวตั้ง ในมุมของจีนอาจกำลังเผชิญภัยคุกคามจากญี่ปุ่นกับสหรัฐอย่างหนัก ข้อมูลสมุดปกขาวฯ ชี้ว่าในปีงบประมาณ 2011 รัฐบาลจีนใช้จ่ายด้านกลาโหมราว 1.4 แสนล้านดอลลาร์ ญี่ปุ่นใช้ 0.43 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนสหรัฐใช้ถึง 6.78 แสนล้านดอลลาร์เป็นประเทศที่มีงบประมาณกลาโหมสูงที่สุดในโลก จึงไม่แปลกใจว่าอเมริกาคือประเทศที่มีแสนยานุภาพทางทหารสูงสุดในโลก กำลังรบของจีนไม่อาจสู้หรือเทียบเท่าอเมริกาได้เลย
            แม้ข้อมูลสมุดปกขาวฯ จะชี้ว่างบประมาณกลาโหมจีนเพิ่มขึ้น 3.51 เท่าเมื่อเทียบกับ 10 ปีที่แล้ว ในขณะที่สหรัฐเพิ่มเพียง 1.68 เท่า ตีความได้ว่าจีนกำลังเร่งปรับปรุงกองทัพของตนเอง แต่ในอีกมุมหนึ่งเป็นการยืนยันว่ากองทัพจีนไม่อาจเปรียบกับกองทัพสหรัฐและต้องใช้เวลาอีกนานหลายปีกว่าที่กองทัพจีนจะมีขีดความสามารถทัดเทียมกับอเมริกา
            ดังนั้น เมื่อรวมญี่ปุ่นกับสหรัฐเข้าด้วยกัน ยิ่งเป็นภัยคุกคามต่อจีนมากขึ้น เกิดคำถามว่าจีนเป็นภัยคุกคามต่อญี่ปุ่น หรือญี่ปุ่นเป็นภัยคุกคามต่อจีน

            ข้อพิพาทหมู่เกาะเซนกากุ (หรือที่จีนเรียกว่าเตียวหยู) คือประเด็นเผชิญหน้าระหว่างสองประเทศในรอบปีที่ผ่านมา เนื่องจากต่างฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะกับน่านน้ำใกล้เคียง รัฐบาลโอบามายืนยันว่าญี่ปุ่นเป็นเจ้าของและพร้อมจะป้องกันญี่ปุ่นตามสนธิสัญญาความมั่นคงญี่ปุ่น-สหรัฐ
            สมุดปกขาวฯ รายงานว่าตั้งแต่เดือนกันยายน 2012 เป็นต้นมา เรือรบจีนล่วงล้ำน่านน้ำญี่ปุ่นบริเวณดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน มีการล่วงล้ำทุกเดือน หากพิจารณาเพียงตัวเลขการล่วงล้ำของเรือรบจีนย่อมตีความได้ว่าจีนทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น แต่หากพิจารณาบริบทรอบด้าน เช่น จุดเริ่มต้นของความตึงเครียดครั้งนี้เกิดจากการอ้างสิทธิของญี่ปุ่นที่เรียกร้องสิทธิอย่างชัดเจนและถี่ขึ้น หากญี่ปุ่นไม่แสดงพฤติกรรมอ้างสิทธิ เรือรบจีนก็จะไม่เข้าน่านน้ำหมู่เกาะเซนกากุเพื่อแสดงการอ้างสิทธิเช่นกัน
            จนบัดนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าประเทศใดเป็นเจ้าของหมู่เกาะดังกล่าว ในระหว่างนี้ข้อพิพาทหมู่เกาะเซนกากุจะเป็นประเด็นถกเถียงต่อไปว่าใครล่วงล้ำอธิปไตยของฝ่ายใดกันแน่

บทบาทที่กว้างกว่าอาณาเขตประเทศ
            สมุดปกขาวฯ ย้ำความสำคัญของสนธิสัญญาความมั่นคงญี่ปุ่น-สหรัฐ (Japan-U.S. Security Treaty) ว่าไม่เพียงเป็นหนึ่งในเสาหลักความมั่นคงแห่งชาติญี่ปุ่น ยังมีผลเป็นเครื่องค้ำจุนความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กองกำลังสหรัฐที่ประจำการในย่านนี้ (รวมทั้งที่ตั้งอยู่ในประเทศญี่ปุ่น) ไม่เพียงทำหน้าที่ป้องกันญี่ปุ่นเท่านั้น ยังมีเพื่อป้องปราม ตอบสนองความมั่นคงในภูมิภาค
            แม้ไม่พูดชัดเจนว่ากองทัพญี่ปุ่นมีบทบาทต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยตรง แต่ชี้เป็นนัยว่าด้วยสนธิสัญญาดังกล่าวญี่ปุ่นถูกนำเข้าไปพัวพันกับความมั่นคงของภูมิภาค เท่ากับว่าความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงของญี่ปุ่น
            ภายใต้กรอบแนวคิดดังกล่าว สามารถวิเคราะห์ได้หลายแนวทาง
            ประการแรก ญี่ปุ่นสามารถขยายกำลังรบได้อีกมาก
            เนื่องจากต้องรับมือกับภัยคุกคามระดับภูมิภาค ไม่เพียงเฉพาะความมั่นคงในขอบเขตอธิปไตยของประเทศ ในวันข้างหน้าญี่ปุ่นอาจเพิ่มกำลังรบ เพิ่มความรับผิดชอบที่กินอาณาบริเวณกว้างกว่าขอบเขตประเทศญี่ปุ่น สมุดปกขาวฉบับปีล่าสุดสะท้อนความมุ่งหมายดังกล่าว
            ประการที่สอง เผชิญหน้าศัตรูของสหรัฐ
            เนื้อหาสมุดปกขาวฯ ตอนหนึ่งบรรยายฉากทัศน์ว่าศัตรูไม่ได้เตรียมต่อสู้กับกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังเตรียมต่อสู้กับกองกำลังทั้งหมดของสหรัฐ ภายใต้ฉากทัศน์ดังกล่าวกองทัพญี่ปุ่นคือด่านแรกที่จะเข้ารับมือกองทัพข้าศึก ตามมาด้วยกำลังเสริมจากกองกำลังอเมริกันที่ตั้งอยู่ในญี่ปุ่น และสุดท้ายคือกำลังเสริมจากสหรัฐที่มาจากทั่วทุกทิศทาง การมีสนธิสัญญากับอเมริกา การที่กองกำลังอเมริกันจำนวนมากตั้งอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ในด้านหนึ่งอาจมองว่าสหรัฐค้ำประกันความมั่นคงของตน ในอีกมุมหนึ่งเท่ากับว่าญี่ปุ่นถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับขอบเขตความมั่นคงที่กว้างขึ้น ต้องเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามของสหรัฐ หรือเท่ากับญี่ปุ่นถูกดึงไปอยู่ระหว่างการต่อสู้ของสองมหาอำนาจ
            การที่ญี่ปุ่นสร้างฉากทัศน์ดังกล่าวยังชี้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นตระหนักเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี ความมั่นคงของญี่ปุ่นจึงตั้งอยู่บนภาวะแห่งความสุ่มเสี่ยง บทบาทที่ขยายขอบเขตออกไปเพื่อความมั่นคงคือที่มาของการเผชิญหน้าที่เพิ่มมากขึ้น

            เป็นธรรมดาประเทศต่างๆ อ้างการ ป้องกันตนเอง เพื่อขยายอำนาจทางทหาร แต่การขยายอำนาจทางทหารของประเทศใดๆ อาจเป็นเหตุให้ประเทศอื่นๆ ใช้เป็นข้ออ้างเพื่อขยายอำนาจทางทหารของตนเช่นกัน และด้วยเหตุผลเดียวกันคือเพื่อ ป้องกันตนเอง กลายเป็นว่าด้วยเหตุผล ป้องกันตนเอง ของแต่ละประเทศทำให้อีกประเทศหนึ่งต้องหวาดระแวงและเร่งขยายอำนาจทางทหารตอบสนองการ ป้องกันตนเอง (เพิ่มอำนาจการรบ) ของอีกประเทศหนึ่ง นโยบายกลาโหมของญี่ปุ่นจึงทำให้ประเทศอื่นๆ อ้างความไม่ปลอดภัยของตนทำนองเดียวกับที่ญี่ปุ่นใช้อ้าง เช่น จีนอาจมองว่าสหรัฐกำลังร่วมมือกับญี่ปุ่นปิดล้อมจีน ด้านเกาหลีเหนือก็เช่นกันมองว่าญี่ปุ่นคือพวกเดียวกับสหรัฐที่แสดงท่าทีคุกคามตนเองตลอดเวลา

            ด้วยมุมมองตามทฤษฎีสำนักสัจนิยมคาดว่าจีนจะปรับปรุงขยายอำนาจกำลังทหารมากขึ้นตามกำลังเศรษฐกิจที่เติบโต (ปัจจุบันขนาดเศรษฐกิจจีนใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลกแซงหน้าญี่ปุ่นแล้ว) ดังนั้น หากญี่ปุ่นยึดทิศทางนโยบายความมั่นคงปัจจุบัน จำต้องเพิ่มกำลังทหาร ขีดความสามารถด้านการรบเพิ่มขึ้นตามจีน เป็นภาระแก่ญี่ปุ่นอย่างไม่จบสิ้น และความมั่นคงจะยิ่งกลายเป็นความไม่มั่นคง เพราะต่างฝ่ายต่างสะสมอาวุธเพิ่มมากขึ้นทุกที ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจสร้างความเสียหายได้มหาศาล

            อย่างไรก็ตามทฤษฎีสัจนิยมพูดถึงการยับยั้งชั่งใจด้วยเช่นกัน หากเกิดสงครามใหญ่ย่อมสร้างความหายนะแก่สองประเทศหรือมากกว่านั้นซึ่งไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย ดังเช่นกรณีสหรัฐกับอดีตสหภาพโซเวียตในยุคสงครามเย็น ต่างระวังที่จะไม่ก่อให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยังมีมิติอื่นๆ นอกเหนือความมั่นคงด้านการทหาร เช่นด้านเศรษฐกิจที่เน้นการพึ่งพาระหว่างกัน ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศเพื่อนบ้านจึงอิงกับหลายทฤษฎีหลายแนวคิด เป็นลักษณะของความร่วมมือคู่กับความขัดแย้งอยู่เสมอ
-------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
อำนาจต่อรองของเปียงยางในยามนี้ร่อยหรอยลงทุกที และคงต้องเป็นเช่นนี้อีก 4 ปีกว่าที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามาจะหมดวาระ

2. ความร่วมมือสหรัฐกับจีนต้านภัยนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ
เวลากล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนด้านความมั่นคงมักจะเป็นความขัดแย้งเสียมากกว่าแต่กรณีเกาหลีเหนือเป็นข้อยกเว้น สองมหาอำนาจสามารถร่วมมือกันได้ ทั้งนี้เป็นเพราะรัฐบาลบารัก โอบามาเน้นแก้ไขปัญหาด้วยวิถีทางทูตไม่หวังยกระดับความขัดแย้ง

3. รอยร้าวญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ รอยด่างPivot to Asia
            การวิพากษ์ Pivot to Asia หรือยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชียสามารถทำได้หลายรูปแบบ มองในหลายแง่มุม งานเขียนชิ้นนี้ชี้จุดอ่อนของยุทธศาสตร์ผ่านประเด็นความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เป็นความขัดแย้งจากผลพวงของประวัติศาสตร์ กลายเป็นรอยร้าวที่ยากจะแก้ไขภายใต้บริบทปัจจุบัน เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยอมให้กันไม่ได้ ต้องตอบสนองความคาดหวังจากการเมืองภายในของแต่ละประเทศ เกิดการแก้เกมแบบชิงไหวชิงพริบ นำสู่คำตอบว่าทำไมยุทธศาสตร์ปักหมุดเอเชียจึงอ่อนกำลัง ไม่ได้ผลตามเป้าหมาย ในอนาคตจะต้องปรับแก้ยุทธศาสตร์หากรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการหวังผลอย่างจริงจัง ประเด็นสำคัญอยู่ที่จะต้องหาพันธมิตรเพิ่ม หรือทำให้ประเทศเหล่านั้นถอยห่างจากจีนมากขึ้น ซึ่งในกรอบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกก็มีเพียงไม่กี่ประเทศดังปรากฏบนแผนที่

สนใจอีบุ๊ค คลิกที่รูป

บรรณานุกรม:
Defense of Japan 2013, Japan Ministry of Defense, http://www.mod.go.jp/e/publ/w_paper/2013.html, accessed 9 July 2013.
---------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เกาะติดประเด็นร้อน “หลังการโค่นล้มโมฮัมเหม็ด มอร์ซีแห่งอียิปต์ และรัฐบาลเฉพาะกาลของอัดลี มานซูร์” (3)

11 กรกฎาคม 2013
ชาญชัย
สรุปสถานการณ์(อัพเดท 11 ก.ค. 23.10 น.)
            Hazem el-Beblawi ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ นายโมฮัมเหม็ด เอลบาราเดเป็นรองประธานาธิบดีดูแลเรื่องการต่างประเทศ ส่วนตำแหน่งอื่นๆ ยังอยู่ระหว่างการสรรหาคาดว่าจะประกาศได้ในสัปดาห์หน้า

คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 11 ก.ค. 23.10 น.)
            รัฐบาลของอัดลี มานซูร์กล่าวหาว่าอดีตประธานาธิบดีมอร์ซีกับกลุ่มภราดรภาพมุสลิมเตรียมก่อเหตุรุนแรงต่อฝ่ายตรงข้ามทั้งก่อนและหลังยึดอำนาจ เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้กองทัพตัดสินใจเข้าแทรกแซง เหตุผลใหม่นี้เป็นเหตุผลเพิ่มเติมนอกเหนือจากเหตุผลเดิมเรื่องตอบสนองเสียงเรียกร้องของประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องการขับไล่รัฐบาลมอร์ซี
            ด้านผู้นำภราดรภาพมุสลิมปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว พร้อมกับตอบโต้ว่าในการชุมนุมได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่ใช้ความรุนแรง และตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ไม่ได้ใช้ความรุนแรง เห็นว่าข้อกล่าวหาเป็นแผนเพื่อกำจัดพวกตนมากกว่า
            ล่าสุดกลุ่มภราดรภาพมุสลิมนัดชุมนุมใหญ่ในวันศุกร์นี้ ตั้งเป้ามีผู้ชุมนุม 1 ล้านคนเพื่อแสดงพลังสนับสนุนปธน.มอร์ซี นาย Saad Emara แกนนำคนหนึ่งของพรรค Freedom and Justice Party (พรรคของกลุ่มภราดรภาพมุสลิม) ยืนยังไม่ยอมเจรจากับใคร (ไม่เจรจากับรัฐบาลเพื่อความสมานฉันท์)

            ความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านหลั่งไหลเข้ามา
            รัฐบาลซาอุดิอาระเบียอนุมัติให้ความช่วยเหลือแก่อียิปต์เป็นมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์ ประกอบด้วยเงินฝากธนาคารกลาง 2 พันล้านดอลลาร์ น้ำมันเชื้อเพลิง 2 พันล้านดอลลาร์ และเงินสดอีก 1 พันล้านดอลลาร์ เป็นความช่วยเหลือที่ให้แก่รัฐบาลเฉพาะกาลของนายอัดลี มานซูร์
            สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตกลงให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าแก่อียิปต์ 1 พันล้านดอลลาร์ และให้เงินกู้อีก 2 พันล้านดอลลาร์ Sheikh Abdullah bin Zayed Al Nahyan รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กล่าวชื่นชมกองทัพอียิปต์ในเหตุยึดอำนาจรัฐบาลมอร์ซีว่า กองทัพอียิปต์ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็น “โล่ที่แข็งแรง” และทำหน้าที่เป็น “ผู้ปกป้อง” ทำให้ประเทศรวมเอาประชาชนทุกคนเข้าด้วยกัน
            รัฐบาลคูเวตสัญญาให้ความช่วยเหลือ 4 พันล้านดอลลาร์ ส่วนสหรัฐฯ อนุมัติขายเครื่องบินรบ F-16 จำนวนหนึ่งแก่อียิปต์

วิเคราะห์(อัพเดท 11 ก.ค. 23.10 น.)
            หลังการเจรจากับกลุ่มการเมืองต่างๆ นาย Hazem el-Beblawi ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ นับว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติสูง มีความด้านเศรษฐกิจเป็นอย่างดี มีประสบการณ์ด้านการเงินการธนาคาร เคยทำงานในสหประชาชาติ เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการคลังสมัยมูบารัค ส่วนนายโมฮัมเหม็ด เอลบาราเด แม้จะพลาดจากตำแหน่งนายกฯ แต่ตำแหน่งรองประธานาธิบดีดูแลเรื่องการต่างประเทศที่ได้นั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นตำแหน่งที่ใช้ติดต่อสื่อสารกับชาติตะวันตก

            การที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวต สัญญาให้ความช่วยเหลือรวมกันถึง 8 พันล้านดอลลาร์เป็นการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมว่าสนับสนุนรัฐบาลเฉพาะกาลของนายอัดลี มานซูร์ เช่นเดียวกับการที่รัฐบาลโอบามาอนุมัติขายเครื่องบินรบ F-16 แก่อียิปต์ การสนับสนุนเหล่านี้ไม่เพียงเป็นการแสดงออกทางการเมืองระหว่างประเทศ ช่วยเหลือเศรษฐกิจอียิปต์ ยังเป็นการประกาศให้ประชาชนอียิปต์ตระหนักว่ารัฐบาลเฉพาะกาลได้รับการสนับสนุนอย่างไร
            โดยรวมแล้ว รัฐบาลเฉพาะกาลกำลังคืบหน้าด้วยดี เพราะประเทศเพื่อนบ้านแสดงการสนับสนุน ได้ตัวนายกรัฐมนตรีแล้ว ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีที่เหลืออยู่ระหว่างการคัดสรรซึ่งเชื่อว่าน่าจะได้ครบตามกำหนดสัปดาห์หน้า

            ส่วนเรื่องที่กองทัพอ้างว่าอดีตประธานาธิบดีมอร์ซีกับกลุ่มภราดรภาพมุสลิมเตรียมก่อเหตุรุนแรง เป็นอีกเหตุผลสำคัญทำให้กองทัพตัดสินใจเข้าแทรกแซงนั้นเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้ ฝ่ายที่เห็นด้วยอาจอ้างว่าป้องกันม็อบชนม็อบที่อาจเสียชีวิตนับร้อยนับพัน ป้องกันเหตุร้ายที่ไม่คาดฝัน ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยอาจอ้างว่าเหตุการณ์ยังไม่เกิด ยังไม่แน่ชัดว่าจะเกิดหรือไม่ มีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด มีน้ำหนักพอถึงกับทหารต้อง โค่นล้มรัฐบาลตลอดขวบปีที่ผ่านมาประเทศมีการชุมนุมน้อยใหญ่หลายครั้ง มีผู้เสียชีวิตหลักสิบคนอยู่เสมอ รวมทั้งสถานการณ์ล่าสุดที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 50 คนนั้นก็ยังไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่เพียงพอ

            การนัดชุมนุมแสดงพลังของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมในวันศุกร์นี้ (12 ก.ค.) เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างยิ่ง เพราะอาจเป็นตัวชี้ขาดว่าทิศทางการเมืองอียิปต์ หากผู้เข้าร่วมชุมนุมมีน้อยเท่ากับว่ากองทัพได้กระทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว การเมืองอียิปต์จะเดินหน้าตามขั้นตอนที่วางไว้ แต่หากผู้เข้าร่วมชุมนุมมีนับล้านย่อมกระเทือนต่อความชอบธรรมการยึดอำนาจประธานาธิบดีมอร์ซีอย่างยิ่ง การเมืองอียิปต์จะมาถึงจุดที่ตัดสินใจลำบากเพราะต่างฝ่ายต่างมีผู้สนับสนุนจำนวนมาก

            ภาพรวมของสถานการณ์ขณะนี้คือ ฝ่ายหนึ่งเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล อีกฝ่ายเดินหน้าชุมนุมเรียกคืนอำนาจแก่อดีตประธานาธิบดีมอร์ซี  มวลชนถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน
            ปัญหาหนักอกตกแก่กองทัพ สถานการณ์ยัง “ตึงเครียด” ต่อไป
-------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
(อัพเดท 4 ก.ค. 10.30 น.) ข้อเสนอประนีประนอมของมอร์ซีเป็นหมัน กองทัพทำการรัฐประหาร แต่การรัฐประหารเป็นเพียงการเริ่มต้นใหม่เท่านั้น ยังไร้ร่องรอยของอดีตปธน. กลุ่มผู้จงรักภักดีได้ปะทะกับทหารมีผู้เสียชีวิตนับสิบคน
(อัพเดท 8 ก.ค. 9.10 น.) หลังการโค่นล้มรัฐบาลมอร์ซี สถานการณ์การเมืองอียิปต์ยังครุกรุ่น ยังไม่มีข้อสรุปว่าใครจะเป็นนายกฯ รักษาการ ทั้งฝ่ายสนับสนุนกับฝ่ายต่อต้านต่างชุมนุมแสดงพลังของตนอย่างต่อเนื่อง ด้านราคาน้ำมันไม่มีทีท่าว่าจะลดลง
(อัพเดท 9 ก.ค. 8.20 น.) ยังไม่มีข้อสรุปว่าใครควรนายกรัฐมนตรีรักษาการ ในขณะที่การปะทะอย่างหนักเมื่อเช้ามืดวันจันทร์ มีผู้เสียชีวิตราว 50 คน พรรคการเมืองบางพรรคถอนตัวออกจากแผนสมานฉันท์ของกองทัพอียิปต์

บรรณานุกรม:
1. Hazem Al-Beblawi appointed Prime Minister, Daily News Egypt, 10 July 2013, http://www.dailynewsegypt.com/2013/07/09/hazem-al-beblawi-appointed-prime-minister/
2. Brotherhood calls for million-man demonstration on Friday, Egypt Independent, 11 July 2013, http://www.egyptindependent.com/news/brotherhood-calls-million-man-demonstration-friday
3. Egypt’s Government Broadens Its Accusations Against Islamists, NYT, 10 July 2013, http://www.nytimes.com/2013/07/11/world/middleeast/egypt-prosecutors-order-arrests-of-islamist-leaders.html?_r=0
4. “UAE agrees to give Egypt $3 billion in loans and grant, source says”, Al Arabiya, 9 July 2013, http://english.alarabiya.net/en/News/middle-east/2013/07/09/UAE-delegation-to-arrive-in-Egypt-soon-source-says.html
5. Saudi Arabia gives Egypt $5 billion in aid, Orlando Sentinel/ Reuters, 9 July 2013, http://www.orlandosentinel.com/news/nationworld/sns-rt-us-egypt-protests-saudi-aid-20130709,0,6893939.story
6. Egypt’s Government Broadens Its Accusations Against Islamists, NYT, 10 July 2013, http://www.nytimes.com/2013/07/11/world/middleeast/egypt-prosecutors-order-arrests-of-islamist-leaders.html?_r=0
----------------------

วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เกาะติดประเด็นร้อน “หลังการโค่นล้มโมฮัมเหม็ด มอร์ซีแห่งอียิปต์ และรัฐบาลเฉพาะกาลของอัดลี มานซูร์” (2)

9 กรกฎาคม 2013
ชาญชัย
สรุปสถานการณ์(อัพเดท 9 ก.ค. 8.20 น.)
            ประชาชนทั้งฝ่ายสนับสนุนกับฝ่ายต่อต้านอดีตปธน.มอร์ซี ยังคงชุมนุมกันต่อไป มีผู้เข้าร่วมหลายหมื่นคนในหลายจุดทั่วไประเทศ
            ประเด็นสำคัญขณะนี้คือยังไม่ได้ข้อสรุปนายกรัฐมนตรีรักษาการ

คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 9 ก.ค. 8.20 น.)
             เช้ามืดวันจันทร์ (8 ก.ค.) ตามเวลาอียิปต์ เกิดการปะทะระหว่างผู้สนับสนุนปธน.มอร์ซีกับเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 51 คนบาดเจ็บกว่า 400 คนหนึ่งในจุดที่ปะทะหนึ่งคือหน้าบริเวณกองบัญชาการรักษาดินแดน (Republican Guard)
            BBC รายงานว่ากลุ่มภราดรภาพมุสลิมแจงว่าสมาชิกของตนถูกยิงขณะกำลังละหมาด กลุ่มดังกล่าวนั่งประท้วงหน้ากองบัญชาการรักษาดินแดนอยู่ก่อนแล้ว ในขณะที่กองทัพแจ้งว่า “กลุ่มก่อการร้าย” พยายามบุกเข้าฐานที่มั่นแห่งนั้น
            หลังการปะทะในเช้าวันที่ 8 ก.ค. พรรค Muslim Brotherhood's Freedom and Justice Party (FJP) ของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมออกแถลงเรียกร้องให้ “ประชาชนอียิปต์ลุกขึ้นต่อต้านผู้ลักขโมยการปฏิวัติด้วยรถถังและยานเกราะ”

            พรรค Salafist Al-Nour Party เสนอแนวทางจัดตั้งให้ทุกพรรคการเมืองรวมทั้งกองทัพเพื่อร่วมกันทำหน้าที่สมานฉันท์ กล่าวโจมตีกองทัพว่าเป็นเหตุทำให้เกิดการนองเลือดในขณะนี้ กล่าวโจมตีนายอัดลี มานซูร์ ประธานาธิบดีรักษาการว่าเป็นอำนาจนิยมละมุ่งทำเพื่อกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม แต่ให้ประธานาธิบดีเฉพาะกาลมีอำนาจเต็มเพื่อบริหารประเทศในระยะนี้ แต่ในเวลาต่อมาพรรค Salafi Al-Nour Party ประกาศถอนตัว ไม่ขอมีส่วนร่วมในแผนจัดตั้งรัฐบาลของกองทัพหลังเกิดเหตุปะทะเมื่อเช้ามืดวันที่ 8 เห็นว่ากองทัพเป็นฝ่ายผิด พรรคต้องการ “หยุดการนองเลือด แต่ตอนนี้เลือดนองไหลท่วม” และไม่ยอมรับข้อเสนอให้นาย Ziad Baha Al-Din เป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ

            ด้านนายอัดลี มานซูร์ ประธานาธิบดีรักษาการของอียิปต์ มีแผนเตรียมร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จัดทำประชามติ ก่อนจัดเลือกตั้งในราวเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า โดยจะจัดตั้งกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญในอีก 15 วันข้างหน้า จากนั้นจะทำประชามติซึ่งคาดว่าจะทำได้หลังยกร่างรัฐธรรมใหม่แล้ว 4 เดือน
            ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า นาย Ziad Bahaa el-Din อาจได้เป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ ส่วนนายโมฮัมเหม็ด เอลบาราเดจะได้ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีรักษาการ

วิเคราะห์(อัพเดท 9 ก.ค. 8.20 น.)
            ตั้งแต่ฝ่ายสนับสนุปธน.มอร์ซีเริ่มชุมนุมต่อต้านการยึดอำนาจ จุดที่มักเกิดการเผชิญหน้าและเกิดการปะทะระหว่างผู้สนับสนุนปธน.มอร์ซีกับเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจ คือ บริเวณหน้ากองบัญชาการรักษาดินแดนที่เข้าใจกันว่าปธน.มอร์ซีถูกกักตัวอยู่ที่นั่น ที่ซึ่งผู้สนับสนุนปธน.มอร์ซีจำนวนมากจัดชุมนุมอยู่บริเวณดังกล่าว และเป็นจุดที่เกิดการปะทะหนักเมื่อเช้ามืดวันที่ 8 ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 50 คนบาดเจ็บกว่า 400 คน ประเด็นสำคัญคือไม่ว่าข้อเท็จจริงคือทหารยิงประชาชนที่กำลังละหมาดหรือกลุ่มผู้ก่อการร้ายใช้สถานการณ์ดังกล่าวพยายามบุกเข้าไปในกองบัญชาการ ขณะนี้ผู้สนับสนุนปธน.มอรซีจำนวนมากเชื่อว่าทหารยิงประชาชนขณะละหมาด เพิ่มความเกลียดชัง ประเทศแบ่งแยกมากขึ้น

            กองทัพอียิปต์และรัฐบาลโอบามาพยายามเจรจาหว่านล้อมทุกกลุ่มทุกพรรคให้เข้าร่วมการเจรจาเพื่อหาทางออก ยุติปัญหา แต่ขณะนี้อย่างน้อยสองพรรคใหญ่ไม่ของร่วมด้วยนั่นคือพรรค Salafist Nour Party กับพรรค Muslim Brotherhood's Freedom and Justice Party (FJP) ของกลุ่มภราดรภาพมุสลิม จุดยืนดังกล่าวตีความได้หลายทาง เช่น
            แนวทางแรก ต้องการสร้างความปั่นป่วน เพื่อคืนอำนาจแก่ประธานาธิบดีมอร์ซี แนวทางนี้เป็นจุดยืนที่กลุ่มภราดรภาพมุสลิมประกาศมาตลอด แต่โอกาสที่กองทัพจะยอมคืนอำนาจนั้นน่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะฝ่ายผู้สนับสนุนขับไล่ปธน.มอร์ซีก็มีจำนวนมากและเป็นต้นเหตุของการยึดอำนาจครั้งนี้

            แนวทางที่สอง คือ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเจรจาต่อรอง เป็นส่วนหนึ่งของการช่วงชิงอำนาจในการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล และเพื่อหวังผลการยกร่างรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งในปีหน้า
            ยิ่งเวลาถูกดึงให้ยืดยาวออกไป ฝ่ายกองทัพจะยิ่งมีปัญหา เพราะนอกจากต้องเผชิญหน้ากับฝ่ายสนับสนุนปธน.มอร์ซีโดยตรงแล้ว ยังขาดผู้เข้ามาบริหารควบคุมเศรษฐกิจ (แม้มีข้าราชการประจำดูแลอยู่ในขณะนี้ก็ตาม) ทั้งยังมีสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเพิ่มมากขึ้น
            แน่นอนว่าพรรคหรือกลุ่มการเมืองต่างๆ ย่อมเข้าใจสถานการณ์ดังกล่าว และรู้ว่าต้องแสวงหาประโยชน์จากสถานการณ์อย่างไร
            การที่ยังไม่สามารถกำหนดตัวนายกรัฐมนตรีรักษาการเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญว่ากลุ่มต่างๆ พยายามเจรจาต่อรอง และมีอำนาจต่อรอง จึงทำให้นายเอลบาราเดที่เป็นตัวเลือกหลักคนแรกถูกปฏิเสธ เช่นเดียวกับนาย Ziad Baha Al-Din ที่เป็นตัวเลือกล่าสุด
            สถานการณ์การเมืองอียิปต์ขณะนี้จึงเป็นการช่วงชิงอำนาจอย่างเข้มข้น
            ตราบใดที่ยังไม่มีข้อสรุป การจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลยังไม่ลงตัว โอกาสที่จะเกิดความรุนแรงย่อมมีอยู่เสมอ และอาจพลิกผันสู่บริบทใหม่ๆ ที่ไม่มีใครคาดฝัน
            ปัญหาหนักอกตกแก่กองทัพ สถานการณ์ยัง “ตึงเครียด” ต่อไป
-------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
(อัพเดท 4 ก.ค. 10.30 น.) ข้อเสนอประนีประนอมของมอร์ซีเป็นหมัน กองทัพทำการรัฐประหาร แต่การรัฐประหารเป็นเพียงการเริ่มต้นใหม่เท่านั้น ยังไร้ร่องรอยของอดีตปธน. กลุ่มผู้จงรักภักดีได้ปะทะกับทหารมีผู้เสียชีวิตนับสิบคน
(อัพเดท 8 ก.ค. 9.10 น.) หลังการโค่นล้มรัฐบาลมอร์ซี สถานการณ์การเมืองอียิปต์ยังครุกรุ่น ยังไม่มีข้อสรุปว่าใครจะเป็นนายกฯ รักษาการ ทั้งฝ่ายสนับสนุนกับฝ่ายต่อต้านต่างชุมนุมแสดงพลังของตนอย่างต่อเนื่อง ด้านราคาน้ำมันไม่มีทีท่าว่าจะลดลง
ในเวลาไม่ถึง 3 ปี ประเทศอียิปต์เกิดเหตุประชาชนขับไล่รัฐบาลมาแล้ว 2 ชุด คือรัฐบาลของประธานาธิบดีฮอสนี่ มูบารัค กับรัฐบาลของประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซี ทั้งสองครั้งประชาชนผู้สนับสนุนต่างประกาศว่าคือส่วนหนึ่งของอียิปต์สปริง เป็นชัยชนะของประชาชน การชุมนุมทั้งสองครั้งกองทัพอียิปต์เข้าเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และสหรัฐมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองทัพอียิปต์มานานหลายทศวรรษแล้ว


บรรณานุกรม:
1. Egypt unrest: Interim leader outlines election timetable, BBC, 8 July 2013, http://www.bbc.co.uk/news/world-middle-east-23236534
2. Egypt's Nour Party proposes alternative 'roadmap,' slams interim president, MENA, 8 July 2013, http://english.ahram.org.eg/NewsContent/1/64/76062/Egypt/Politics-/Egypts-Nour-Party-proposes-alternative-roadmap,-sl.aspx
3. Al-Nour Party withdraws from Al-Sisi’s roadmap, Daily News Egypt, 8 July 2013, http://www.dailynewsegypt.com/2013/07/08/al-nour-party-withdraws-from-al-sisis-roadmap/
4. Egypt unrest: Morsi supporters shot dead in Cairo, BBC, 8 July 2013, http://www.bbc.co.uk/news/world-middle-east-23222546
5. Dozens of Morsi Backers Are Reported Killed in Cairo, NYT, 8 July 2013, http://www.nytimes.com/2013/07/09/world/middleeast/egypt.html?pagewanted=all&_r=0
6. Egypt's Brotherhood calls for uprising against 'coup', Ahram Online, 8 July 2013, http://english.ahram.org.eg/NewsContent/1/64/75988/Egypt/Politics-/Egypts-Brotherhood-calls-for-uprising-against-coup.aspx
----------------------


วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เมื่อประชาชนอียิปต์ขับไล่รัฐบาลที่มาจากประชาชน

7 กรกฎาคม 2013
ชาญชัย
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 6089 วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2556
และ US Watch” โดย กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ, http://uswatch.mfa.go.th/uswatch/th/article/detail.php?article=1690)

 รัฐบาลที่มาจากประชาชน
            25 มกราคม 2011 เป็นวันสำคัญของประเทศอียิปต์เมื่อประชาชนจำนวนหนึ่งลุกขึ้นประท้วงประธานาธิบดีฮอสนี่ มูบารัค ด้วยความไม่พอใจที่คนกลุ่มน้อยผู้มีอำนาจเสวยสุข ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ดำเนินชีวิตด้วยความยากลำบาก รัฐบาลทำการปราบปรามอย่างรุนแรงแต่ยิ่งทำให้ประชาชนออกมาประท้วงมากขึ้น ในที่สุดกองทัพยึดอำนาจรัฐบาล ประชาชนทั่วประเทศโห่ร้องดีใจประกาศว่าเป็นวันแห่งชัยชนะของประชาชน หกเดือนต่อมาประเทศจัดการเลือกตั้ง นายโมฮัมเหม็ด มอร์ซีชนะการเลือกตั้ง ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่มาจากการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม เป็นประธานาธิบดีของประชาชน

            แต่การเริ่มต้นของรัฐบาลใหม่คือการเริ่มต้นของปัญหา ประธานาธิบดีมอร์ซีซึ่งเดิมเป็นผู้นำกลุ่มภราดรภาพมุสลิม (Muslim Brotherhood) ต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีเนื้อหาอิงศาสนามากขึ้น ทำให้ประชาชนสายเสรีนิยม พวกนับถือศาสนาอื่นๆ รวมทั้งมุสลิมบางคนไม่เห็นด้วย เพราะเสมือนกับทำให้กลายเป็นรัฐมุสลิมแทนที่จะเป็นรัฐประชาธิปไตย นอกจากนี้ฝ่ายต่อต้านยังเห็นว่าประธานาธิบดีมอร์ซีพยายามรวบอำนาจฝ่ายบริหาร แต่งตั้งรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด อัยการที่มาจากกลุ่มภราดรภาพมุสลิม แทรกแซงอำนาจตุลาการ เห็นว่ารัฐบาลไม่บริหารประเทศเพื่อประชาชนทั้งประเทศอย่างแท้จริง
            ฝ่ายประธานาธิบดีมอร์ซีอธิบายว่าการที่เนื้อหารัฐธรรมนูญอิงหลักศาสนานั้นเป็นประโยชน์ ช่วยควบคุมรัฐบาลไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง ป้องกันไม่ให้เกิดผู้นำเผด็จการ ประชาชนทุกคนยังมีเสรีภาพไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญผ่านการปรึกษาหารือกับทุกกลุ่มแล้ว และผ่านความเห็นชอบจากการลงประชามติ ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจึงเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน คนส่วนน้อยเท่านั้นที่ไม่เห็นด้วย “ประชาชนสามารถชุมนุมแสดงความคิดเห็นของเขา แต่เรื่องสำคัญคือต้องยึดและใช้รัฐธรรมนูญต่อไป

            ส่วนการชุมนุมขับไล่ตนนั้น ประธานาธิบดีมอร์ซีตอบโต้ว่าถ้าคนที่มาโดยชอบธรรมตามอำนาจรัฐธรรมนูญต้องก้าวลงจากอำนาจ แล้วให้อีกคนหนึ่งขึ้นแทน ผู้นำที่ขึ้นมาใหม่ก็จะได้รับการต่อต้านเช่นกัน จะถูกประท้วงเรียกร้องให้ลาออกเหมือนเช่นคนแรก ก่อให้เกิดปัญหาไม่รู้จบ การเป็นผู้นำประเทศที่มาจากการเลือกตั้งโดยเสรียุติธรรมย่อมมีสิทธิที่จะอยู่ครบเทอม ส่วนปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาดั้งเดิมที่ผู้นำเผด็จการรุ่นก่อนสร้างไว้ รัฐบาลพยายามแก้ไขเต็มที่อยู่แล้ว

            แต่การชุมนุมรอบนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ ประชาชนที่เคยสนับสนุนประธานาธิบดีจำนวนมากกลับมาอยู่ฝ่ายตรงข้ามด้วยเหตุผลเรื่องปากท้อง สภาพเศรษฐกิจประเทศที่ทรุดตัวลงอย่างต่อเนื่อง หนึ่งปีเต็มที่รัฐบาลมอร์ซีบริหารประเทศไม่ช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้น หลายอย่างย่ำแย่กว่าสมัยรัฐบาลมูบารัคเสียอีก อัตราคนว่างงาน เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น น้ำมันเชื้อเพลิงขาดแคลน ไม่เห็นว่าเศรษฐกิจกำลังดีขึ้น
            ดังนั้นการชุมนุมครั้งล่าสุดจึงเป็นการรวมตัวของคนสองกลุ่มคือฝ่ายต่อต้านเดิมกับประชาชนที่ไม่พอใจภาวะเศรษฐกิจ ผู้ชุมนุมจึงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทั่วไปประเทศ ฝ่ายต่อต้านอ้างว่ามีรายชื่อผู้สนับสนุนการขับไล่รัฐบาลถึง 22 ล้านรายชื่อ ในขณะที่ประธานาธิบดีมอร์ซีชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเพียง 13 ล้านเสียง ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาฝ่ายต่อต้านจัดชุมนุมประท้วงน้อยใหญ่หลายครั้ง บางครั้งมีผู้ร่วมเข้าน้อย บางครั้งมีมาก แต่การชุมนุมประท้วงเมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมาเป็นครั้งที่มีจำนวนมากที่สุดตั้งแต่ที่เคยประท้วง
            เป็นภาพของประชาชนอียิปต์นับล้านออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่มาจากประชาชน

กองทัพอียิปต์ตัวแปรสำคัญ
            เมื่อเริ่มชุมนุมแหล่งข่าวรายงานว่ากองทัพแสดงท่าทีไม่ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการชุมนุม แต่หากการชุมนุมขยายตัวและเห็นว่าฝ่ายผู้ประท้วงแสดงเจตนารมณ์แท้จริงของประชาชนมากกว่า ก็อาจสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล จุดยืนของกองทัพจึงดูเหมือนมิได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่เมื่อประชาชนนับล้านคนออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลได้เพียงสองวัน กองทัพอียิปต์ออกแถลงการณ์ยื่นคำขาดให้เวลารัฐบาล 48 ชั่วโมงเพื่อตอบสนองข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม มิฉะนั้นกองทัพจะเข้าแทรกแซง พร้อมกับยืนยันว่ามีหน้าที่ต้องหาทางออกเพื่อความมั่นคงของชาติ
            ก่อนถึงกำหนดเส้นตาย ประธานาธิบดีมอร์ซีเสนอแนวทางประนีประนอมกับฝ่ายต่อต้าน เสนอปรับคณะรัฐมนตรี ดึงฝ่ายต่อต้านเข้ามาร่วมจัดตั้งรัฐบาลผสม และแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเรียกร้อง (ทั้งที่ก่อนหน้านี้ปฏิเสธมาโดยตลอด) แต่ไม่มีคำตอบจากฝ่ายต่อต้านที่ปรากฏออกมาทางสื่อ มีแต่ภาพทหารพร้อมรถถัง ยานเกราะออกมาประจำสถานที่ต่างๆ ในที่สุดพลเอกอับเดล ฟาตาห์ อัล ซาซี (Abdul Fatah al-Sisi) ผู้บัญชาการกองทัพอียิปต์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็ออกแถลงการณ์ว่าได้ยึดอำนาจฝ่ายบริหารแล้ว
            โมฮัมเหม็ด มอร์ซี กลายเป็นอดีตประธานาธิบดีที่มาจากประชาชน

            หากย้อนหลังกลับไปต้นปี 2011 เมื่อประชาชนขับไล่ประธานาธิบดีฮอสนี่ มูบารัค ยังเป็นที่ถกเถียงว่าประธานาธิบดีมูบารัคก้าวลงจากอำนาจโดยการลาออกด้วยตนเอง หรือเพราะกองทัพทำรัฐประหารเงียบ หากเหตุผลเป็นข้อหลังเท่ากับว่ากองทัพได้แสดงบทบาทซ้ำอีกครั้ง
            เมื่อประชาชนอียิปต์ขับไล่รัฐบาลที่มาจากประชาชน จึงจบตอนด้วยการมีผู้ทำหน้าที่เขียน บทสุดท้ายของตอนด้วยเหตุผลเพื่อความมั่นคงของชาติ ตอบสนองเจตนารมณ์ของประชาชนส่วนใหญ่

บทบาทของรัฐบาลสหรัฐผู้มีสัมพันธ์แนบแน่นกับกองทัพอียิปต์
            เรื่องราวการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอียิปต์ นอกจากประชาชนผู้สนับสนุนประธานาธิบดีมอร์ซี ประชาชนฝ่ายต่อต้าน และกองทัพอียิปต์แล้ว ยังมีตัวแสดง (actor) สำคัญอีกตัวหนึ่งนั่นคือรัฐบาลโอบามา
            วันที่สองของการชุมนุมใหญ่ ประธานาธิบดีโอบามาเรียนประธานาธิบดีมอร์ซีว่าสหรัฐไม่ได้สนับสนุนพรรคใดพรรคหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ และย้ำว่า ประชาธิปไตยเป็นมากกว่าการเลือกตั้ง เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องฟังชาวอียิปต์ทุกคนและตอบสนองรวมถึงชาวอียิปต์จำนวนมากที่กำลังชุมนุมทั่วประเทศ การใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดเป็นเรื่องที่รับไม่ได้

            เมื่อเกิดการยึดอำนาจ ประธานาธิบดีโอบามาออกแถลงการณ์มีใจความสำคัญว่าสหรัฐให้ความสำคัญเรื่องต่อต้านการใช้ความรุนแรง ปกป้องสิทธิมนุษยชนสากล และการปฏิรูปเพื่อตอบสนองความต้องการอันชอบธรรมของประชาชน ยึดมั่นในกระบวนประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม ขอให้ทุกภาคส่วนในอียิปต์ทำงานร่วมกันเพื่อตอบสนองข้อข้องใจของประชาชนอียิปต์ตามกระบวนการประชาธิปไตย รัฐบาลชุดต่อไปควรเคารพสิทธิของประชาชนทุกหมู่เหล่า ทั้งที่เป็นฝ่ายเสียงข้างมากกับเสียงข้างน้อย สร้างระบบสถาบันการเมืองที่ถ่วงดุลกันและกัน รับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่ชุมนุมประท้วงโดยสงบไม่ว่าจะเป็นฝ่ายต่อต้านหรือฝ่ายที่สนับสนุนประธานาธิบดีมอร์ซี
            เป็นจุดยืนที่ชัดเจนของประธานาธิบดีบารัก โอบามา

            ในอีกด้านหนึ่ง เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่านานหลายทศวรรษแล้วที่รัฐบาลอเมริกันให้การสนับสนุนกองทัพอียิปต์ หลายปีที่ผ่านมารัฐบาลอเมริกันจัดสรรงบประมาณสนับสนุนโดยตรงแก่กองทัพอียิปต์ทุกปีๆ ละ 1.3 พันล้านดอลลาร์ (ราว 4 หมื่นล้านบาท) นายอีริก แคนเตอร์ (Eric Cantor) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “กองทัพอียิปต์ (ขีดเส้นใต้โดยผู้เขียน) เป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐมานานแล้ว เป็นผู้สร้างเสถียรภาพแก่ภูมิภาค ทุกวันนี้อาจเป็นเพียงสถาบันเดียวในประเทศอียิปต์ที่เชื่อใจได้

            มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่ารัฐบาลโอบามาไม่ใช้คำว่า เกิดรัฐประหาร ต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอียิปต์ เพราะหากใช้คำดังกล่าวเงินสนับสนุนกองทัพอียิปต์จะถูกระงับตามกฎหมายสหรัฐทันที เนื่องจากกฎหมายบัญญัติว่าห้ามรัฐบาลให้งบประมาณสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหารโดยทหาร รัฐบาลโอบามาจึงไม่ใช้คำว่า รัฐประหารและให้งบประมาณสนับสนุนกองทัพอียิปต์ต่อไปดังเช่นตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ยั่งยืนยิ่งกว่าความสัมพันธ์ที่มีต่อรัฐบาลเผด็จการหรือรัฐบาลที่มาจากประชาชน

            ย้อนกลับไปเมื่อครั้งโค่นล้มระบอบมูบารัค มาร์ค ลินซ์ (Marc Lynch) ชี้บทบาทของสหรัฐว่ารัฐบาลโอบามาพยายามจูงใจให้ประธานาธิบดีมูบารัคก้าวลงจากอำนาจ เปลี่ยนประเทศเป็นประชาธิปไตย แต่ประธานาธิบดีมูบารัคไม่ยินยอม เมื่อการชุมนุมบานปลายกองทัพจึงเข้ามายึดอำนาจระบอบมูบารัคอย่างเงียบๆ
            หากอธิบายว่าการโค่นล้มระบอบมูบารัคคือชัยชนะของประชาชน การชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลมอร์ซีเป็นชัยชนะอีกครั้งของประชาชน รัฐบาลอเมริกันจึงมีบทบาททั้งสองเหตุการณ์ด้วยการสนับสนุนกองทัพอียิปต์ให้เข้มแข็งตลอดเวลา

            เมื่อประชาชนอียิปต์ขับไล่รัฐบาลที่มาจากประชาชน จึงจบตอนด้วยการมีผู้ทำหน้าที่เขียน บทสุดท้ายของตอน และอาจมีผู้สนับสนุนเบื้องหลังการเขียนบทอีกผู้หนึ่ง

            การประท้วงขับไล่รัฐบาลมอร์ซีชี้ว่าอียิปต์สปริงที่ผ่านมาไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของประชาชนจำนวนหนึ่ง ในแง่บวกมองได้ว่าประชาชนอียิปต์ในปัจจุบันเป็นคนที่ตื่นตัวทางการเมือง ในขณะที่อาจถูกมองว่าเอาแต่ใจตัว ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งที่ถูกต้องชอบธรรม หรือให้โอกาสให้เวลารัฐบาลน้อยเกินไป ทั้งยังเกิดคำถามว่าใครจะประกันได้ว่ารัฐบาลชุดหน้าจะสามารถแก้ปัญหาของประเทศ และเมื่อถึงเวลานั้นกลุ่มภราดรภาพมุสลิม ประชาชนอื่นๆ จะออกมาประท้วงขับไล่รัฐบาลใหม่เช่นกัน และเหตุการณ์จะเกิดวนเวียนเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            อียิปต์สปริงจึงเป็นเพียงความพยายามและมิได้หมายความว่าจะบังเกิดผลดีเสมอไป อาจต้องใช้เวลาพัฒนาระบบการเมืองภายในประเทศอีกนาน ผ่านการเลือกตั้งอีกหลายรอบ ปัญหาใหญ่ที่รอท่าอยู่คือสภาพตกต่ำทางเศรษฐกิจ ไม่อาจปฏิเสธว่าความวุ่นวายทางการเมืองซ้ำเติมปัญหา เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการลุกฮือโค่นล้มระบอบมูบารัค ขับไล่รัฐบาลมอร์ซี
            อียิปต์สปริงจึงไม่จบเพียงเท่านี้ ภารกิจของประชาชนยังคงอยู่ จนกว่ารัฐบาลชุดใหม่กับประชาชนทั้งชาติสามารถร่วมกันจัดการปัญหา สร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิม
--------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง
(อัพเดท 4 ก.ค. 10.30 น.) ข้อเสนอประนีประนอมของมอร์ซีเป็นหมัน กองทัพทำการรัฐประหาร แต่การรัฐประหารเป็นเพียงการเริ่มต้นใหม่เท่านั้น ยังไร้ร่องรอยของอดีตปธน. กลุ่มผู้จงรักภักดีได้ปะทะกับทหารมีผู้เสียชีวิตนับสิบคน
(อัพเดท 8 ก.ค. 9.10 น.) หลังการโค่นล้มรัฐบาลมอร์ซี สถานการณ์การเมืองอียิปต์ยังครุกรุ่น ยังไม่มีข้อสรุปว่าใครจะเป็นนายกฯ รักษาการณ์ ทั้งฝ่ายสนับสนุนกับฝ่ายต่อต้านต่างชุมนุมแสดงพลังของตนอย่างต่อเนื่อง ด้านราคาน้ำมันไม่มีทีท่าว่าจะลดลง
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการโค่นล้มระบอบของประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค มีรัฐบาลอเมริกันเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ช่วยให้ประเทศอียิปต์ได้รัฐบาลใหม่ นำโดยประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซี ประธานาธิบดีโอบามากล่าวกับประธานาธิบดีมอร์ซี ว่าสหรัฐสนับสนุนประชาชนอียิปต์และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยที่เคารพสิทธิของประชาชนอียิปต์ทุกคน


บรรณานุกรม:
1. Marc Lynch, The Arab Uprising: The Unfinished Revolutions of the New Middle East (NY: Publicaffairs, 2012)
2. AN INTERVIEW WITH THE MB'S MOHAMED MORSY, 18 May 2011, http://www.arabist.net/blog/2011/5/18/an-interview-with-the-mbs-mohamed-morsy.html, accessed 4 July 2011.
3. Mohammad Mursi risks a second revolution in Egypt, Gulf News/Christian Science Monitor, 30 June 2013, http://gulfnews.com/opinions/columnists/mohammad-mursi-risks-a-second-revolution-in-egypt-1.1203479
4. Egypt prepares for worst ahead of Sunday protest, AP, 30 June 2013, http://news.yahoo.com/egypt-prepares-worst-ahead-sunday-protest-074010870.html
5. Egypt's military gives Morsi 48-hour ultimatum, AP, 2 July 2013, http://news.yahoo.com/egypts-military-gives-morsi-48-hour-ultimatum-230415249.html
6. Millions of Egyptians turn out nationwide for anti-Morsi rallies; 7 dead in violence, Ahram Online, 1 July 2013, http://english.ahram.org.eg/NewsContent/1/64/75361/Egypt/Politics-/Millions-of-Egyptians-turn-out-nationwide-for-anti.aspx
7. Egyptian activists hope for 'second revolution' a year after Morsi's election, The Guardian, 28 June 2013, http://www.guardian.co.uk/world/2013/jun/27/egyptian-activists-hope-revolution-morsi
8. “Power struggle breaks out in Egypt as President Morsi calls for reconciliation, but won't step down”, FoxNews.com, 3 July 2013, http://www.foxnews.com/world/2013/07/03/egypt-teeters-on-brink-overthrow-as-army-deadline-is-set-to-expire/
9. Readout of the President's call with President Morsy of Egypt, The White House, 2 July 2013, http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/07/02/readout-presidents-call-president-morsy-egypt, accessed 5 July 2013
10. Statement by President Barack Obama on Egypt, The White House, 3 July 2013, http://www.whitehouse.gov/the-press-office/2013/07/03/statement-president-barack-obama-egypt, accessed 5 July 2013
11. Patricia Zengerle and Warren Strobel, When is a coup not a coup? Obama faces tricky call in Egypt, Reuters, 4 July 2013, http://www.reuters.com/article/2013/07/04/us-egypt-protests-usa-idUSBRE9621HH20130704
12. Susan Page and David Jackson, Egypt presents 'paradoxical situation', USA Today, 5 July 2013, http://www.usatoday.com/story/news/2013/07/04/egypt-presents-paradoxical-situation/2490551/

-----------------------