วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

‘ความเชื่อ ความหวัง ความจริง’ กับยูโรโซน

บทความ 29 ก.ค. 2012
ชาญชัย
คำพูดของประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่จะกระทำทุกอย่างเพื่อรักษาเสถียรภาพของยูโรโซนได้สร้างความเชื่อมั่น ทำให้ตลาดที่กำลังหวั่นไหวเกรงว่าสถานการณ์จะทรุดหนักอีก บางคนคิดไปไกลถึงขั้นกรีซจะไม่รอด ยูโรโซนจะแตกในไม่ช้า กลับเกิดความมั่นคงในจิตใจขึ้นมาทันที ฟื้นความหวังว่ายูโรโซนจะไม่ล้ม สถานการณ์จะฟื้นตัว
ผมขอยกตัวอย่างเพื่ออธิบายลงรายละเอียดโดยเลือกกรณี อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสเปนอายุ 10 ปี
สำนักข่าว EL PAISของสเปนรายงานว่า คำกล่าวของประธานธนาคารกลางยุโรป ทำให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 10 ของสเปนลดลง 600 basis points นับจากวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา [ในวันพฤหัสอยู่ที่ร้อยละ 6.94] เรื่องนี้เป็นข่าวสำคัญเพราะย้อนหลังไปไม่ถึง 3 เดือน สเปนยังไม่มีปัญหาใดๆกับพันธบัตรของตนเลย 
            ไม่น่าเชื่อว่าเพียงคำพูดของคนๆเดียวจะทำให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสเปนลดลงฮวบ จากร้อยละ 7.6 ลดลงเหลือต่ำกว่า 7 เปรียบเหมือนคนไข้ ICU ที่อาการหนัก กลับมาทรงตัว ควบคุมได้
            เรื่องไม่จบเพียงเท่านี้ ผู้นำเยอรมันกับฝรั่งเศสและท่านอื่นๆ เข้ามาเสริมได้จังหวะพอดี ในวันรุ่งขึ้น คือวันศุกร์ (27 ก.ค.) ผู้นำฝรั่งเศสกับเยอรมันประชุมผ่านระบบสื่อสารทางไกลและออกแถลงการณ์ ความตอนหนึ่งทวนคำพูดของประธาน ECB ว่า “จะทำทุกอย่างเพื่อรักษายูโร” การทวนย้ำคำพูดน่าจะเป็นความตั้งใจทำให้คำกล่าวของประธาน ECB มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น เสริมให้เกิดความเชื่อ ความหวังว่าอนาคตจะดีขึ้น
            ผลลัพธ์คือตลาดตอบสนองทิศทางบวกชัดเจน อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสเปนอายุ 10 ปีในวันศุกร์ลดต่ำลงอีก ลงมาอยู่ที่ 6.7 เรียกว่า อาการยังไม่น่าไว้วางใจ แต่พ้นขีดอันตรายแล้ว ไม่ต้องพูดถึงดัชนีอื่นๆที่ตอบสนองทางบวกอย่างชัดเจนเช่นกัน
            ต้องชมเชยผู้นำทั้งสองอย่างยิ่งที่ตัดสินใจอย่างฉับไว มีไหวพริบ สอดประสานลงตัวอย่างน่าอัศจรรย์ คำพูดบวกสติปัญญาของคนไม่กี่คนสามารถหยุดความกระวนกระวายใจของตลาดได้ ส่งผลให้เปลี่ยนจาก คิดลบมาเป็น คิดบวก
            แต่ที่กล่าวข้างต้นเป็นเรื่องของ ความเชื่อ กับ ความหวัง
            ความจริงจะเป็นอย่างไร ขึ้นกับการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมในสัปดาห์หน้า คือการประชุมของ FOMC ของสหรัฐฯ กับการประชุมของธนาคารกลางยุโรปใน 2 .. (ตรงกับวันหยุดราชการพอดี) ว่าจะมีมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างไร จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเฉพาะจุด เช่น กรณีของกรีซกับสเปนจะเป็นอย่างไร และลงเอยที่ตลาดจะตอบสนองผลการประชุมทั้งสองอย่างไร เป็น ความจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้
ตลาดย่อมคาดหวังให้ ความหวังกลายเป็น ความจริงแต่หาก ความจริงสวนทาง ความหวังเมื่อนั้น ความเชื่อมั่นจะตอบสนองทางลบอย่างรุนแรง
เรื่องเหล่านี้ เหล่าบรรดาผู้นำประเทศ ผู้นำเศรษฐกิจย่อมทราบดี


--------------

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การปรากฏตัวของสุภาพสตรีหมายเลข 1 เกาหลีเหนือ

บทความ 27 ก.ค. 2012
ชาญชัย
ปกติข่าวสำคัญที่ออกจากสื่อตะวันตกถึงประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีหรือเกาหลีเหนือมักจะเป็นข่าวที่สร้างความกังวลแก่หลายประเทศ เช่น กำลังทดสอบขีปนาวุธรุ่นใหม่ ประสบความสำเร็จในการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ ประกาศพร้อมจะส่งทหารทำสงครามกับระบอบทุนนิยม แต่สัปดาห์นี้กลับมีข่าวสำคัญที่แปลกแตกต่างออกไปและหาได้ยากอย่างยิ่ง นั่นคือ การปรากฏตัวของสุภาพสตรีหมายเลข 1 เกาหลีเหนือ ริ โซลจู (Ri Sol-ju) เคียงคู่กับผู้นำเกาหลีเหนือ
            สำหรับประเทศที่ให้ความสำคัญกับทุกสิ่งที่สื่อออกไปอย่างเกาหลีเหนือ ทำให้นานาชาติต้องตีความว่าประเทศนี้กำลังจะสื่ออะไร พร้อมกับคาดการณ์ไปยังอนาคต
            The New York Times วิเคราะห์แม้กระทั่งชุดที่เธอสวมใส่ว่าแตกต่างจากชุดปกติทั่วไปที่ควรใส่ ดูออกจะมียี่ห้อหรูแบบตะวันตก ส่วน The Korea Herald ยกการตีความของนักวิจัยเกาหลีใต้ว่า ผู้นำเกาหลีเหนือ “ต้องการแยกตัวเองออกจากภาพลักษณ์ของบิดา” ที่ไม่ต้องการให้ภรรยาปรากฏต่อสาธารณะ
            การตีความ การวิเคราะห์ยังสามารถทำได้อีกมาก ขึ้นกับว่าจะคิดแบบซับซ้อนหรือคิดแบบธรรม จะคิดภายใต้มองกรอบแบบส่วนบุคคลหรือกรอบภาพรวม
หากเป็นการวิเคราะห์แบบภาพรวมยังแยกออกเป็นการเมืองภายในประเทศ กับการเมืองต่างประเทศ เช่น ในด้านการเมืองภายในประเทศ ท่านผู้นำฯ อาจต้องการบอกว่าตนต้องการลบล้างภาพเก่าๆของบิดา ต้องการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ กับแสดงความมีอำนาจเต็มสามารถทำอย่างที่ใจปรารถนา ไม่ต้องขึ้นกับกฎเกณฑ์เดิมที่มีอยู่
            ด้านการเมืองระหว่างประเทศ อาจเป็นการส่งสัญญาณออกไปว่า เกาหลีเหนือยุคใหม่จะเพิ่มความสัมพันธ์อันดีกับระบอบทุนนิยม ซึ่งมีความเป็นไปได้หากดูจากกรณีของจีนที่มีความสัมพันธ์การค้าการลงทุนกับระบอบทุนนิยมอย่างมาก มีความสัมพันธ์อันดีกับหลายประเทศทั่วโลกแม้กระทั่งประเทศไทย
            แต่หากจะมองในกรอบส่วนบุคคล ผู้นำเกาหลีเหนืออาจเพียงต้องการแสดงออกว่าตนแต่งงานมีภรรยา และยอมรับการเป็นภรรยาของเธอคนนี้
ทางด้านสุภาพสตรีหมายเลข 1 การแสดงออกน่าจะเป็นการกระทำตามที่ท่านผู้นำฯ หรือสามีบอกให้ทำ กับส่วนตัวอาจเพียงย้ำกับตัวเองว่าตนเองเป็นภรรยา เป็นแม่ของลูก 1 คน
            ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการตีความภายใต้ข้อมูลอันน้อยนิด เป็นจินตนาการค่อนข้างมาก
ผมเห็นว่าภาพที่ถูกสื่อออกมาให้เห็นเพียง 2-3 ชุดไม่มีนัยทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นภายในหรือต่างประเทศ เพราะไม่ชัดว่าในเวลาอันสั้นท่านผู้นำฯ จะมีอำนาจบารมีอย่างแท้จริงเมื่อเทียบกับบิดา ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเกาหลีเหนือกำลังจะเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศขนานใหญ่ หากมีการเปลี่ยนแปลงจริงเราจะเห็นสิ่งที่ชัดเจนกว่านี้อีกมาก เป็นเรื่องที่จะต้องติดตามต่อไป ดังนั้น ผลที่ได้จริงจึงเหลือเพียงการตอบสนองต่อความรู้สึกส่วนตัวของท่านผู้นำฯ กับภรรยา
            ส่วนจะมีข่าวแปลกตาออกมาอีกหรือไม่ ต้องลุ้นกันต่อไป
-----------------

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

QE3 เป็นสัญญาณบวกหรือลบกันแน่

บทความ 18 ก.ค. 2012
ชาญชัย
                ในขณะที่ตลาดเงินตลาดทุนกำลังใจจดใจจ่อกับคำให้การของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ นายเบน เบอร์นันกี้ เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม เป็นอีกครั้งในหลายครั้งที่มีผู้คาดหวังอยากให้ธนาคารกลางสหรัฐฯออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ซึ่งอาจเป็นมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบที่ 3 (QE3)
            หากออก QE3 (หรือเป็นชื่ออื่นที่มีนัยว่าคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่) อย่างน้อยในระยะสั้นระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯย่อมกระเตื้องขึ้นอย่างแน่นอน และส่งผลกระตุ้นระบบเศรษฐกิจทั่วโลกด้วย
            แต่หากมองในทางลบ สามารถตีความได้ว่าแม้ธนาคารกลางต้องการให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจหลายครั้งหลายหนที่ผ่านมาทำได้แค่กระตุ้นให้เศรษฐกิจดีขึ้น ชั่วคราว เท่านั้น เปรียบเสมือนให้ ยาบรรเทาปวด ที่เมื่อหมดฤทธิ์ยาแล้วอาการเจ็บป่วยอันเนื่องจาก โรคร้าย ก็ปรากฏให้เห็นอีกครั้งทันที
            พูดชัดๆคือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมาไม่สามารถ รักษา โรคร้ายตามต้องการ ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างแท้จริง
            ดังนั้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ อาจถูกตีความได้ว่า มีค่าเป็นเพียง ยาบรรเทาปวด อีกชุดหนึ่ง แต่ไม่ใช่ ยารักษาโรค
            การฟื้นตัวจาก QE3 จึงเป็นเพียง ชั่วคราว เท่านั้น ประเดี๋ยวยาก็จะหมดฤทธิ์
            การมองในแง่ลบเช่นนี้ หากมองถอยหลังไปไกลๆ ตีความได้ว่า ตั้งแต่วิกฤติปี 2008 นโยบายเศรษฐกิจ มาตรการกระตุ้นต่างๆ ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัวอย่างแท้จริง หรือไม่ได้ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ระบบเศรษฐกิจยังส่งอาการป้อแป้ให้เห็นเป็นระยะๆ เช่น การจ้างงานที่น้อยกว่าคาด ดัชนีเศรษฐกิจหลายตัวที่ขึ้นๆลงๆ แสดงถึงความไม่ชัดเจนว่าฟื้นจริง
            เมื่อเป็นเช่นนั้น คาดการณ์ผลประกอบของธุรกิจสหรัฐฯส่วนใหญ่ในวันข้างหน้าจึงอยู่ในทิศทางของการชะลอตัว
            และหากมองในกรอบที่กว้างกว่าสหรัฐฯ เท่ากับว่าในตอนนี้ระบบเศรษฐกิจทั้งฝั่งสหรัฐฯกับฝั่งอียูกำลังย่ำแย่ และตกอยู่ในภาวะลำบากยิ่งกว่าปี 2008 เพราะสมัยนั้นอียูยังแข็งแกร่งกว่าตอนนี้มาก
            เป็นไปได้ไหมว่า QE3 คือสัญญาณชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯกำลังอยู่ในภาวะขับเคี่ยวระหว่างการฟื้นตัวกับการถดถอยรอบใหม่ หรือกำลังตอกย้ำว่าสหรัฐฯยังไม่ได้ผ่านพ้นวิกฤติ 2008
--------------

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ชัยชนะของสหรัฐฯในการปิดล้อมจีนทางทะเล

บทความ 13 ก.ค. 2012
ชาญชัย
ในที่ประชุม East Asia Summit (EAS) กับ Asean Regional Forum (ARF) เมื่อวานได้ถกในหลายประเด็น แต่เรื่องสำคัญคือข้อพิพาทหมู่เกาะปะการังสการ์โบโรห์ (Scarborough shoal) ที่กว่า 6 ประเทศอ้างสิทธิอธิปไตยเหนือหมู่เกาะดังกล่าว อันได้แก่จีน ไต้หวัน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซียกับบรูไน
ข้อพิพาทนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่กลายเป็นประเด็นทุกครั้งเมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งทำการบางอย่างเพื่ออ้างสิทธิ เช่น ส่งเรือประมงไปจับปลาแล้วพูดว่าจับปลาในดินแดนของตน ส่งเรือรบไปลาดตระเวรเพื่อคุ้มครองพื้นที่ของตน ฯลฯ
แม้จีนจะพยายามขอเจรจาแบบทวิภาคีกับคู่กรณีแต่ละประเทศ และพยายามเรียกร้องห้ามประเทศอื่นที่ไม่ได้อ้างสิทธิเหนือพื้นที่ดังกล่าวเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาหลายประเทศในอาเซียนได้ใช้เวทีที่ประชุมด้านความมั่นคงเพื่อพูดคุยเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด เข้าหลัก คนตัวเล็กหลายคนรวมกันเพื่อสู้คนตัวโต
ล่าสุดรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ นางฮิลลารี คลินตันได้เข้าร่วมประชุมและแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า “สหรัฐฯไม่ได้อ้างสิทธิเหนือดินแดนดังกล่าวและไม่ต้องการเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในเรื่องข้อพิพาททางดินแดนหรือเขตแดนทางทะเล” และกล่าวอีกว่า “แต่เรามีผลประโยชน์เรื่องการเดินเรืออย่างเสรี การรักษาสันติภาพและเสถียรภาพ การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และขีดขวางการค้าอย่างผิดกฎหมายในทะเลจีนใต้”
แม้สหรัฐฯไม่ได้แสดงท่าทีต่อต้านจีนโดยตรง แต่การเข้ามาร่วมประชุม การแสดงบทบาท จุดยืน สามารถบ่งบอกได้ว่าสหรัฐฯไม่ฟังข้อเรียกร้องของจีนที่ไม่ต้องการให้ประเทศที่ไม่ได้อ้างสิทธิเข้ามายุ่งเกี่ยว พร้อมกับเตือนว่าสหรัฐฯจะไม่ยืนดูอยู่เฉยๆ หากข้อพิพาทสการ์โบโรห์กระทบต่อการเดินเรือ กระทบต่อความมั่นคงในแถบนี้
เป็นอีกครั้งที่หลายประเทศในอาเซียนดึงมหาอำนาจสหรัฐฯเข้ามาเกี่ยวข้องกับประเด็นความมั่นคงของตน เพราะ เมื่อคนตัวเล็กหลายคนสู้คนตัวโตไม่ไหว ก็ต้องหาคนตัวโตพอกันมาเป็นพวก
งานนี้จีนพยายามไม่พูดเรื่องข้อพิพาทสการ์โบโรห์ในที่ประชุม ถือว่าเป็นการยืนยันจุดยืนวิธีการเจรจาของตน แต่คงตระหนักแล้วว่าในยามนี้จีนถูกปิดล้อมทางทะเลไล่มาตั้งแต่เหนือลงล่างคือ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ลงมาถึงกลุ่มชาติอาเซียน
ฝ่ายที่ยิ้มได้มากที่สุดคือสหรัฐฯ คือรัฐบาลโอบามาที่มีนโยบายชัดเรื่องหวนคืนเอเชีย การเสริมสร้างกำลังทหารในภูมิภาคนี้ และนโยบายถือจีนเป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่งที่ดำเนินมาหลายปีแล้ว
-------------