ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ประเด็นโลก ประเด็นร้อน 3 – 9 กันยายน 2012

มอง QE3 อย่างเป็นเหตุเป็นผล
1 กันยายน 2012
ชาญชัย
            ในยามที่เศรษฐกิจจีนกำลังชลอตัว ยูโรโซนยังแก้ปัญหาไม่ได้ ส่วนสหรัฐฯ ยังพอไปได้แม้อัตราว่างงานยังสูงอยู่ คนในตลาดเงินตลาดทุนให้ความสนใจว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่หลังส่งสัญญาณที่ถูกตีความไปต่างๆ นานา
การตีความคำพูดของเฟด อย่างน้อยต้องนึกถึง 3 ประเด็น คือ
            1 เหตุผลที่ต้องออกมาตรการกระตุ้น
            2 ออกเมื่อไหร่
            3 เนื้อหามาตรการกระตุ้นเป็นอย่างไร
            บทวิเคราะห์นี้จะพยายามตีความ แยกแยะให้เห็นชัดเจน พร้อมกับสังเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดเพื่อเป็นข้อสรุปสุดท้ายดังนี้

1 เหตุผลที่ต้องออกมาตรการกระตุ้น

หลักคิดเบื้องต้นคือ หากเฟดจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจย่อมต้องมีเหตุผลรองรับที่มีน้ำหนักเพียงพอ
            ประธานใหญ่เฟดนายเบน เบอร์นันเก้เห็นว่าควรกระตุ้นเศรษฐกิจเพราะอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจยังไม่น่าพอใจ โดยยกประเด็นอัตราคนว่างงานว่า “เป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่ง...เพราะอัตราว่างงานที่ยืนระดับสูงเป็นเวลานานจะบั่นทอนโครงสร้างเศรษฐกิจอีกนานหลายปี” จึงต้องทำให้อัตราว่างงานลดลง (WSJ) ณ บรรทัดนี้สรุปว่าเฟดเห็นว่าอัตราว่างงานสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องมานานแล้ว
            ปัญหาคือตลาดแรงงานอิ่มตัว ไม่ต้องการจ้างงานเพิ่ม จึงเกิดคำถามว่าเครื่องมือทางการเงินของเฟดจะสามารถช่วยลดปัญหาดังกล่าวได้หรือไม่ หรือเฟดค้นพบวิธีการใหม่ที่สามารถกระตุ้นการจ้างงานเพิ่ม
            เมื่อคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ณ ขณะนี้เฟดมองว่าปัญหาเศรษฐกิจหลักของสหรัฐฯ คือเรื่องอัตราการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับสูงและเป็นเช่นนี้มานานแล้ว พร้อมจะใช้มาตรการเพื่อสร้างการจ้างงานเพิ่ม

2 ออกเมื่อไหร่

            ผู้ที่ติดตามการประชุมเฟดจะสังเกตเห็นอย่างหนึ่งว่าคุณเบอร์นันเก้พูดหลายครั้งแล้วว่าพร้อมจะออกมาตรการกระตุ้น
            อาจไม่รู้สึกแปลกใจถ้าจะได้ยินเฟดพูดซ้ำอีกครั้ง หรือหลายๆ ครั้ง มีลักษณะเป็น โรคเลื่อนดังนั้น ที่ประธานใหญ่เฟดพูดครั้งล่าสุดอาจไม่ได้หมายความว่าจะออกมาตรการในเดือนกันยายนนี้
            อีกประเด็นหนึ่งคือ ถ้ายกเหตุเรื่องอัตราว่างงานขึ้นมาอ้าง หากวิเคราะห์ด้วยพื้นฐานข้อมูลสถิติ ผมตอบได้เลยว่าสามารถออกมาตรการกระตุ้นได้ทุกเมื่อ เพราะขณะเมื่อนายบารัค โอบามาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2009 ตัวเลขว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 8.3 ตลอดสามปีครึ่งที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าวอยู่ในระดับร้อยละ 8.1-10 เฉพาะปี 2012 ตัวเลขอยู่ระหว่าง 8.1-8.3 ล่าสุดอยู่ที่ร้อยละ 8.3
(ภาพ: อัตราว่างงานรายเดือน ข้อมูลจาก: สำนักงานสถิติแรงงาน กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ)
            ครั้งล่าสุด (31 ส.ค.) คุณเบอร์นันเก้พูดว่า “ตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมาอัตราว่างงานไม่ดีขึ้น” และเห็นว่าหากเศรษฐกิจไม่ขับเคลื่อนแรงกว่านี้อัตราว่างงานจะยังคงระดับสูงเช่นนี้ต่อไป (Bloomberg) ถ้าประธานใหญ่เฟดเห็นว่าอัตราว่างงานอยู่ในระดับที่สูงเกินไปมานานแล้ว ก็ควรที่จะออกมาตรการเพิ่มเติมตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ไม่ต้องยืดเยื้อรอมาถึงเดือนกันยายน (ที่ผ่านมาได้ออกมาตรการหลายครั้งแล้ว) ไม่จำต้องรอถึงการประชุมเฟดครั้งหน้า ไม่ต้องให้คุณเบอร์นันเก้พูดซ้ำหลายครั้งว่าพร้อมจะใช้มาตรการแล้ว
            ที่สรุปเช่นนี้ ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธว่าเฟดจะไม่ออกมาตรการกระตุ้นอีก บางส่วนของคำตอบเรื่องนี้อาจอยู่ที่ข้อต่อไป ...

3 เนื้อหามาตรการกระตุ้นเป็นอย่างไร

            ความเข้าใจที่เป็นปัญหาคือ บางคนใช้คำว่า ‘QE3’ เมื่อพูดถึงมาตรการกระตุ้นของเฟดครั้งหน้า การใช้คำนี้อาจเกิดความเข้าใจผิดนึกถึง QE2 เกิดการทึกทักเอาเองว่า QE3 ก็คือ QE เดิมที่ทำซ้ำใหม่อีกรอบ
เดือนก่อน (1 สิงหาคม) คุณเบอร์นันเก้พูดว่า “มีโอกาสที่ธนาคารกลางจะผ่อนคลายทางการเงินและทำให้การฟื้นตัวเข้มแข็งยิ่งขึ้น” ทั้งนี้ขึ้นกับ “ข้อมูลเศรษฐกิจ พัฒนาการของตลาดการเงิน” และจะกระตุ้น “เท่าที่จำเป็นเพื่อช่วยเสริมการฟื้นฟูเศรษฐกิจ” (WSJ)
มาตรการที่ออกรอบใหม่ ไม่ว่าจะตั้งชื่อว่า ‘QE3’ หรือไม่ อาจมีเนื้อหารายละเอียดไม่เหมือนกับของเดิมขึ้นกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลาและใช้ยาตรงกับโรคเท่านั้น
            จากการคิดอย่างเป็นระบบ อย่างมีเหตุมีผล ถ้ามีคนถามผมด้วยคำถามยอดฮิตว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะออก QE3 หรือไม่ ผมตอบได้แต่ว่าถ้าจะออกมาตรการกระตุ้นก็ด้วยวัตถุประสงค์เพิ่มการจ้างงาน และเนื้อหาของมาตรการฯ ไม่ว่าจะเรียก QE3 หรือไม่น่าจะแตกต่างจาก QE หรือมาตรการที่ผ่านมา
            ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการตัดสินใจของเฟด หากวิเคราะห์ในกรอบที่กว้างขึ้นกว่านี้
-------------------

ความคิดเห็น

บทความได้รับความนิยม

America First, America Lonely

โดนัลด์ ทรัมป์ชูแนวคิด America First พร้อมทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ประเทศ แต่หลายนโยบายที่ยึดแนวทางนี้ส่งผลให้สหรัฐโดดเดี่ยวตัวเอง โลกกำลังก้าวสู่ความเป็นพหุภาคีมากขึ้น

หลักนโยบายแม่บทของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หรือ “หลักนิยมทรัมป์” (Trump’s Doctrine) ตั้งอยู่บนแนวคิด “America First” (อเมริกาต้องมาก่อน) หมายถึงการบริหารประเทศที่ถือผลประโยชน์ของชาติกับพลเมืองเป็นที่ตั้ง แม้จะขัดแย้งประเทศอื่นๆ ละเมิดศีลธรรมคุณธรรม ตั้งอยู่บนหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสัจนิยม (Realism) แบบสุดขั้ว ระบบโลกเหมือนป่าดงดิบที่สัตว์ป่าทั้งหลายต่างดิ้นรนหาทางอยู่รอดโดยไม่คำนึงกฎใดๆ ยึดอธิปไตยชาติเป็นสำคัญ รัฐบาลทุกประเทศมีสิทธิ์และมีความรับผิดชอบต่อพลเมืองของตน เป็นลัทธิอเมริกานิยม (Americanism) ไม่ใช่โลกนิยม (globalism) บทความนี้เขียนขึ้นหลังประธานาธิบดีทรัมป์บริหารประเทศกว่าปีครึ่งแล้ว ความเป็น “อเมริกาต้องมาก่อน” ปรากฏชัดเจนมากขึ้น ในที่นี้จะนำเสนอบางตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจหลักการดังกล่าวและปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น ไม่สนกติกาองค์การค้าโลกอีกต่อไป : ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวโจมตีองค์การค้าโลกเมื่อ…

ถึงเวลาแล้วที่เยอรมันจะก้าวขึ้นมาเป็นปากเสียงสำคัญของโลก

หากเยอรมันหรืออียูตั้งใจอยู่ร่วมกับประเทศอื่นๆ อย่างสงบ แก้ปัญหาด้วยสันติวิธีจริงๆ มุ่งการค้าพหุภาคีตามกติกา ให้โลกเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน เช่นนี้สมควรเป็นประเทศหรือกลุ่มภาคีที่น่าสนับสนุน

ปลายเดือนพฤษภาคม 2017 อังเกลา แมร์เคิล (Angela Merkel) นายกรัฐมนตรีเยอรมนีเอ่ยถึงนโยบายต่างประเทศว่า “ห้วงเวลาที่เราต้องพึ่งพาประเทศอื่นอย่างสิ้นเชิงได้สิ้นสุดแล้ว” ประโยคดังกล่าวไม่ได้เอ่ยชื่อประเทศใดแต่ทุกคนรู้ดีว่าหมายถึงสหรัฐอเมริกา ขณะพูดอยู่ในช่วงหาเสียงจึงอาจตีความว่าพูดหาเสียง แต่ไหนแต่ไรคนเยอรมัน (รวมทั้งหลายประเทศในยุโรป) ไม่ค่อยชอบรัฐบาลอเมริกันอยู่แล้ว ยิ่งเป็นประธานาธิบดีทรัมป์ยิ่งหนักข้อ แมร์เคิลหวังแสดงความเป็นผู้นำว่าสามารถเผชิญหน้ากับคนอย่างทรัมป์ สามารถดูแลผลประโยชน์ของคนชาวเยอรมันและยุโรป การพึ่งพาที่ว่าคือการพึ่งพาความมั่นคงทางทหารที่ดำเนินเรื่อยมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ความเป็นพันธมิตรทางทหารแลกด้วยการที่สหรัฐมีอิทธิพลต่อการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจสังคม อดีตประธานาธิบดีชาร์ล เดอ โกล (Charles de Gaulle) แห่งฝรั่งเศสเห็นว่านาโตคือเครื่องมือสร้างความเป็นเจ้าของสหรัฐ การกล่…

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2015 ฝันที่ยังไม่เป็นจริง (ตอนแรก)

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยให้ความสำคัญกับการมาถึงของประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ในปี 2015 อย่างกว้างขวาง หลายภาคส่วนทั้งเอกชน ราชการต่างเร่งเตรียมตัว เพื่อรองรับการมาถึงของประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน บทความนี้ (แบ่งออกเป็น 2 ตอน) จะนำเสนอว่าเมื่อถึงสิ้นปี 2015 อาจไม่เกิดประชาคมอาเซียน หรือเกิดประชาคมอาเซียนแต่จะไม่เป็นไปตามแผนเดิมที่ประกาศไว้ จุดเริ่มของประชาคมอาเซียน :             ประชาคมอาเซียนถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนตุลาคม 2003 ด้วยปฏิญญา“ข้อตกลงบาหลี2” (Bali Concord II) กำหนดวิสัยทัศน์อาเซียน 2020 สร้างประชาคมอาเซียนภายในปี 2020 โดยประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน(ASEAN Security Community หรือ ASC) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community หรือ AEC) และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน(ASEAN Socio-Cultural Community หรือ ASCC)  ต่อมาในเดือนกันยายน 2006 ที่ประชุมของการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Ministers Meeting หรือ AEM) เห็นด้วยที่จะร่วมจัดทำแผนงาน (blueprint) พัฒนาเศรษฐกิจอาเซียน แผนดัง…