วันจันทร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2560

ทรัมป์สัมพันธ์ดีกับซาอุฯ ร่วมต้านอิหร่าน

26 มีนาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7443 วันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2560)

            กลางเดือนมีนาคม Mohammed bin Salman รองมกุฎราชกุมารซาอุดิอาระเบียหารือประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) อย่างเป็นทางการที่ทำเนียบขาว แถลงการณ์ของฝ่ายซาอุฯ ระบุว่าเดิมมีความเห็นต่างบางเรื่อง (สมัยรัฐบาลโอบามา) บัดนี้ 2 รัฐบาลคิดเห็นตรงกันแล้ว พร้อมกับสนับสนุนนโยบายของทรัมป์ว่า “ซาอุดิอาระเบียไม่เชื่อว่ามาตรการ (ห้ามคน 6 ประเทศเข้าเมือง) มุ่งเป้าชาติมุสลิมหรือศาสนาอิสลาม” มีจุดมุ่งหมายเพื่อสกัดผู้ก่อการร้ายเข้าประเทศเท่านั้น เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของสหรัฐในฐานะรัฐอธิปไตยที่จะทำเช่นนั้น รัฐบาลซาอุฯ มีข้อมูลเช่นกันว่ามีผู้วางแผนโจมตีสหรัฐ แท้จริงแล้ว “ประธานาธิบดีทรัมป์เคารพศาสนาอิสลามอย่างจริงจัง” เห็นว่าเป็นหนึ่งในศาสนาสำคัญแต่ถูกพวกหัวรุนแรงนำไปใช้ประโยชน์ ด้วยเหตุนี้ทรัมป์จึงเป็น “มิตรแท้ของมุสลิม” (true friend of Muslims) การมองทรัมป์แง่ลบต่ออิสลามเป็นเพราะสื่อบิดเบือน
            เรื่องโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นว่าผลการเจรจาเมื่อปี 2015 เป็นข้อตกลงที่แย่ที่สุด เป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพียงยับยั้งอิหร่านช่วงสั้นๆ นอกจากนี้อิหร่านคงนโยบายขยายอำนาจในภูมิภาค สนับสนุนองค์กรก่อการร้าย หวังขยายบทบาทในศาสนาอิสลาม ขัดขวางการแก้ปัญหาปาเลสไตน์ ตรงข้ามกับซาอุฯ ที่เป็นผู้นำโลกมุสลิมอย่างไร้ข้อกังขา 2 ฝ่ายเห็นร่วมที่จะต้องจัดการอิหร่านตัวการทำลายเสถียรภาพภูมิภาค นอกจากนี้ สหรัฐจะร่วมมือกับซาอุฯ ในทุกด้าน ดูแลอุปทานน้ำมันโลก

การใช้คำว่า “อิสลามหัวรุนแรง” ไม่เป็นปัญหาสำหรับรัฐบาลซาอุฯ :
            แถลงการณ์ของเจ้าชาย Salman ไม่เอ่ยถึงการที่ทรัมป์ใช้คำว่า “อิสลามหัวรุนแรง” (radical Islamic terrorism) แต่พอใจต่อทัศนคติ ท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ต่ออิสลาม เห็นว่าท่านตั้งใจร่วมไม้ร่วมมือกับโลกมุสลิม ขอให้ทุกคนเข้าใจทรัมป์อย่างถูกต้องไม่เป็นไปตามการบิดเบือนของสื่อ
ตั้งแต่ช่วงหาเสียง นโยบายต่อต้านก่อการร้ายถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลายคนตั้งคำถามว่าทรัมป์มุ่งเป้ามุสลิมหรือไม่ บางคนชี้ว่าการที่ทรัมป์หรือใครก็ตามที่ใช้คำว่าก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรงย่อมตั้งใจที่จะเชื่อมโยง “อิสลาม” เข้ากับ “ก่อการร้าย” เข้ากับ “หัวรุนแรง นิยมความรุนแรง”
Zaid Jilani อธิบายในมุมกว้างว่า นับจากเหตุ 9/11 พวกฝ่ายขวาอเมริกันหาเสียงกับเรื่องโรคกลัวอิสลาม (Islamophobia) เชื่อมโยงกับผู้ก่อการร้าย IS สถานการณ์ในซีเรีย อิรัก

บัดนี้ ถ้ายึดตามถ้อยแถลงของเจ้าชาย Salman ตัวแทนรัฐบาลซาอุฯ ย่อมต้องตีความว่ารัฐบาลซาอุฯ เห็นด้วยกับนโยบายต่อต้านก่อการร้ายของทรัมป์ ห้ามมุสลิมมองว่าทรัมป์กำลังคิดร้ายต่ออิสลาม รัฐบาลสหรัฐไม่ได้โหมกระแสโรคกลัวอิสลามแต่อย่างไร ความสัมพันธ์ทวิภาคีกำลังไปด้วยดีและจะดีกว่าที่แล้วมา
เป็นเรื่องแปลกที่ตั้งแต่ช่วงหาเสียง นักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่าทรัมป์พยายามปลุกกระแสอิสลามหัวรุนแรง โรคกลัวอิสลาม เพราะเห็นว่าเป็นอีกประเด็นที่ “ให้ความรู้สึกรุนแรง” มากเพียงพอที่จะผลักให้คนอเมริกันออกจากบ้านไปคูหาเลือกทรัมป์ เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าชาวอเมริกันกับยุโรปตะวันตกมีทั้งต่อต้านและสนับสนุน มุสลิมในหลายประเทศต่อต้าน แต่รัฐบาลซาอุฯ เห็นว่าทรัมป์ไม่ได้พยายามต่อต้านมุสลิมแต่อย่างไร และสนับสนุนทรัมป์

ร่วมมือเพราะผลประโยชน์ เป้าหมายเดียวกัน :
            การเยือนของเจ้าชาย Salman แสดงภาพบวกแต่ความสัมพันธ์ซับซ้อนกว่านั้น แต่ไหนแต่ไรชาติมหาอำนาจพยายามครอบงำภูมิภาคตะวันออกกลาง ทรัพยากรน้ำมันเป็นอีกเหตุผลที่มหาอำนาจไม่อาจปล่อยภูมิภาคให้หลุดมือ
            ถ้าจะพูดว่ามีความสัมพันธ์ที่ดี รัฐบาลซาอุดิอาระเบียเริ่มมีสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐตั้งแต่สมัย แฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ (Franklin D. Roosevelt) เป็นประธานาธิบดี กุมภาพันธ์ 1945 ไม่กี่เดือนก่อนสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 กษัตริย์ Abdel-Aziz พบประธานาธิบดีรูสเวลท์ 2 ฝ่ายตกลงกันว่าสหรัฐจะได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์น้ำมันของซาอุฯ แลกกับการที่สหรัฐจะปกป้องราชวงศ์
            เป็นความสัมพันธ์ที่สหรัฐได้เปรียบ แต่ในเวลาต่อมารัฐบาลซาอุฯ กับพวกสามารถเพิ่มผลประโยชน์ของตน วิกฤตน้ำมัน 1973 เป็นกรณีตัวอย่างที่ดี เมื่อผู้ผลิตน้ำมันตะวันออกกลางเริ่มตระหนักว่าพวกตนมีอิทธิพลต่อราคาน้ำมัน เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เกิดสงครามอาหรับ-อิสราเอล 1973 รัฐบาลสหรัฐหนุนหลังอิสราเอล โอเปกประกาศไม่ขายน้ำมันแก่ประเทศที่เป็นมิตรกับอิสราเอล หวังกดดันให้ลดการสนับสนุนอิสราเอล สร้างความปั่นป่วนแก่สหรัฐอย่างไม่รู้ลืม ต้องชื่นชมความสามารถของซาอุฯ กับพวกในสมัยนั้น

            จุดปรับความสัมพันธ์ครั้งใหญ่อีกครั้งเกิดขึ้นจากปฏิวัติอิสลาม (1977-79) การก้าวขึ้นมาของ อยาตุลเลาะห์ โคไมนี (Ayatollah Khomeini) ผู้นำศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ กลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อระบอบกษัตริย์ซาอุฯ กับประเทศรอบข้าง พร้อมกับที่สหรัฐเห็นว่าตนเสียประโยชน์มหาศาลเนื่องจากไม่สามารถมีอิทธิพลต่ออิหร่านดังสมัยกษัตริย์ ชาห์ ปาห์ลาวี (Shah Pahlavi) อีกต่อไป
เป็นเหตุการณ์ที่รัฐบาลสหรัฐกับขั้วซาอุฯ มีศัตรูร่วม จึงร่วมกันสนับสนุนให้อิรักทำสงครามกับอิหร่าน (1980-88) ซาอุฯ กับพวกให้งบประมาณมหาศาล เงินกู้ยืมแก่อิรัก (สมัยประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน) ส่วนสหรัฐให้อาวุธกับภาพถ่ายดาวเทียม
สงครามลงเอยด้วยไม่สามารถโค่นล้มระบอบอิหร่าน และเกิดปัญหาซ้อน เมื่ออิรักซึ่งขณะนั้นมีกำลังพลมหาศาลเข้ายึดครองคูเวต ประชิดชายแดนซาอุฯ ร้อนถึงรัฐบาลสหรัฐให้มาช่วยกอบกู้สถานการณ์ เป็นอีกครั้งที่ชี้ให้เห็นความอ่อนแอของขั้วซาอุฯ กองกำลังต่างชาติซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวตะวันตก โดยเฉพาะทหารอเมริกันปรากฏดาษดื่นบนแผ่นดินหลายประเทศในตะวันออกกลาง บางคนตั้งคำถามว่าราชวงศ์ซาอุฯ เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำอิสลาม ผู้พิทักษ์อิสลามหรือไม่

            และเป็นอีกครั้งที่ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ 2 ฝ่ายอันซับซ้อน Kristian Ulrichsen อธิบายว่า ในระดับรัฐ ซาอุฯ พึ่งพาความมั่นคงทางทหารจากสหรัฐ แต่ในอีกด้านรัฐบาลซาอุฯ ส่งเสริมให้พลเมือง (มุสลิม) ต่อต้านการเข้ามาของทหารต่างชาติ ดังที่ทหารอเมริกันเผชิญการต่อต้านอย่างดุเดือดจากสารพัดกองกำลังหลังสิ้นระบอบซัดดัม มีข้อมูลว่ากองกำลังติดอาวุธต่างชาติ (ต่อต้านพวกตะวันตก) ที่อยู่ในอิรักส่วนใหญ่คือคนซาอุฯ สื่อตะวันตกในยุคนั้นรายงานทหารอเมริกันที่ถูกยิงบาดเจ็บเสียชีวิตในแต่ละวัน คะแนนนิยมของประธานาธิบดีบุชหดหายไปเรื่อยๆ
            จะเห็นว่านโยบาย “รัฐบาลพึ่งพา ประชาต่อต้าน” เพิ่มพูนอำนาจต่อรองกับสหรัฐ ตอบสนองความต้องการของประชาชนที่ต่อต้านทหารต่างชาติในถิ่นมุสลิม ส่งเสริมความชอบธรรมของราชวงศ์ซาอุฯ

            เมื่อเอ่ยถึงปัจจุบัน สถานการณ์ซีเรียคือตัวอย่างเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ 2 ประเทศ
            แม้รัฐบาลโอบามาประกาศชัดต้องการให้ประธานาธิบดี บาชาร์ อัลอัสซาด (Bashar al-Assad)
ก้าวลงจากอำนาจ ถ่ายโอนอำนาจแก่ประชาชนเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่พยายามเลี่ยงใช้กำลังทหาร ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสวนทางนโยบายที่ต้องการพาทหารกลับมาตุภูมิ พลเมืองอเมริกันไม่สนับสนุนการทำสงคราม ยังติดภาพหลอนจากสงครามอิรัก
            ในเวลาต่อมามีผู้ก่อการร้าย กองกำลังติดอาวุธสารพัดกลุ่มเข้าซีเรีย ทำสงครามกับรัฐบาลอัสซาด รวมทั้ง IS/ISIL/ISIS รัฐบาลโอบามาจึงประกาศทำศึกต่อต้านก่อการร้าย เพิ่มการสนับสนุนโค่นล้มระบอบอัสซาด เริ่มจากให้ความช่วยเหลือสิ่งที่ไม่ใช่อาวุธสังหาร จากนั้นใช้กำลังทางอากาศต่อ IS ใช้กำลังทางอากาศสนับสนุนฝ่ายต่อต้านสายกลาง แต่ดูเหมือนว่าขั้วซาอุฯ ยังไม่พอใจ เพราะรัฐบาลโอบามาไม่ยอมส่งกองทัพเข้าทำศึกภาคพื้นดิน ทำให้สถานการณ์ซีเรียยืดเยื้อ ไม่มีฝ่ายใดชนะขาด
            ซ้ำร้ายกว่านั้น ตุลาคม 2014 รองประธานาธิบดี โจ ไบเดน กล่าวในงานปาฐกถาของ Harvard Kennedy School ความตอนหนึ่งว่า “ปัญหาใหญ่ที่สุดคือพันธมิตรของเราเอง” ตุรกี ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศอื่นๆ เช่น กาตาร์ “มุ่งมั่นโค่นล้มอัสซาดและทำสงครามตัวแทนของซุนนี-ชีอะห์ ... พวกเขาให้เงินหลายร้อยล้านดอลลาร์และอาวุธหนักหลายพันตันแก่ใครก็ตามที่สู้กับอัสซาด” เอ่ยชื่อกลุ่มก่อการร้ายอย่าง Al-Nusra อัลกออิดะห์ และพวกญิฮาดสุดโต่ง
            ไม่กี่วันต่อมาทำเนียบขาวแถลงว่ารองประธานาธิบดีไบเดน “ขออภัยต่อผลกระทบใดๆ ที่มีต่อตุรกี พันธมิตรหรือประเทศหุ้นส่วนอื่นๆ ในภูมิภาค ที่ว่าประเทศเหล่านี้ตั้งใจสนับสนุน ISIL หรือกลุ่มสุดโต่งหัวรุนแรงอื่นๆ ในซีเรีย” ชี้แจงว่ารองประธานาธิบดีไม่ได้หมายถึงเช่นนั้นจริงๆ
            สถานการณ์ซีเรียเป็นกรณีตัวอย่างปัจจุบัน แสดงความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างรัฐบาลสหรัฐ (โอบามา) กับขั้วซาอุฯ คล้ายหลายเหตุการณ์ในอดีต

วิเคราะห์องค์รวม :
            จะเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างซาอุฯ กับสหรัฐในปัจจุบันพัฒนากลายเป็นหุ้นส่วน ไม่ใช่แบบอาณานิคมอีกต่อไป ถ้ายึดผลประโยชน์แต่ละฝ่ายเป็นที่ตั้ง ต้องชื่นชมความสามารถของขั้วซาอุฯ ที่มีอิทธิพลต่อรัฐบาลสหรัฐมากกว่าในอดีตอย่างเห็นได้ชัด รัฐบาลสหรัฐยังให้ความคุ้มครอง แสดงออกเป็น 2 ฝ่ายร่วมมือกันในระบบค้าน้ำมันโลก ต่อต้านก่อการร้าย แก้ปัญหาปาเลสไตน์ และอีกประเด็นคือต่อต้านอิหร่าน
            อันที่จริงแล้ว ถ้าไม่คิดเรื่องผลประโยชน์ที่จะได้หากสามารถควบคุมอิหร่าน อิหร่านถือเป็นภัยที่ไกลตัวสหรัฐ แต่ใกล้ตัวซาอุฯ การที่รัฐบาลสหรัฐถืออิหร่านเป็นภัยคุกคามสำคัญส่วนหนึ่งจึงน่ามาจากการชักนำของซาอุฯ
การเยือนของเจ้าชาย Salman ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอิหร่านกำลังเป็นเป้าหมายสำคัญ ที่สำคัญกว่านั้นคือรัฐบาลทรัมป์คิดเห็นตรงกับซาอุฯ มากกว่าสมัยรัฐบาลโอบามา 2 ฝ่ายสนับสนุนแนวทางต่อต้านก่อการร้ายที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามุ่งหมายมุสลิมหัวรุนแรง อีกไม่นานนโยบายเหล่านี้จะชัดเจนยิ่งขึ้น มีผลในทางปฏิบัติมากขึ้น การจัดระเบียบภูมิภาคตะวันออกกลางเข้าสู่อีกเฟสแล้ว
---------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง 
รองประธานาธิบดีไบเดนอ้างว่ารัฐบาลตุรกี ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ ให้เงินและอาวุธกับผู้ก่อการร้าย รวมทั้งกลุ่ม IS แม้ว่าทำเนียบขาวจะชี้แจงว่าท่านไม่ได้ตั้งใจหมายความเช่นนั้นจริง แต่เป็นอีกข้อมูลอีกชิ้นที่ชี้ว่าชาติอาหรับให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้าย และเกิดคำถามว่าคำพูดของท่านสร้างความกระจ่างหรือสร้างความสับสนกันแน่

บรรณานุกรม:
1. Bazian, Hatem. (2017, January 30). Trump's war on Islam and clash of civilization wrecking crew! Daily Sabah. Retrieved from http://www.dailysabah.com/columns/hatem-bazian/2017/01/30/trumps-war-on-islam-and-clash-of-civilization-wrecking-crew
2. Biden: Turks, Saudis, UAE funded and armed Al Nusra and Al Qaeda. (2014, October 4). Mideast Shuffle. Retrieved from http://mideastshuffle.com/2014/10/04/biden-turks-saudis-uae-funded-and-armed-al-nusra-and-al-qaeda/
3. Convergence on Iran, visa ban during Mohammed bin Salman-Trump meeting. (2017, March 15). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/perspective/features/2017/03/15/Convergence-on-Iran-visa-ban-during-Mohammed-bin-Salman-Trump-meeting.html
4. Dargie, Richard. (2008). Iran.USA:  Arcturus Publishing.
5. Katusa, Marin. (2015). The Colder War: How the Global Energy Trade Slipped from America's Grasp. USA: John Wiley & Sons.
6. Saudi Prince Sees Trump as 'True Friend' to Muslims (Full Text). (2017, March 15). Bloomberg. Retrieved from https://www.bloomberg.com/news/articles/2017-03-15/saudi-prince-sees-trump-as-true-friend-to-muslims-full-text
7. The White House. (2017, March 15). T Readout of the President's Meeting with Mohammed bin Salman Abdulaziz Al Saud, Deputy Crown Prince and Minister of Defense of the Kingdom of Saudi Arabia. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2017/03/15/readout-presidents-meeting-mohammed-bin-salman-abdulaziz-al-saud-deputy
8. Trump ‘true friend of Muslims,’ Saudi prince says after meeting. (2017, March 15). RT. Retrieved from https://www.rt.com/news/380822-trump-saudi-muslim-friend/
9. Ulrichsen, Kristian Coates. (2015). Insecure Gulf: The End of Certainty and the Transition to the Post-oil Era. New York: Oxford University Press.
10. What to know about the meeting between the Deputy Crown Prince and Trump. (2017, March 15). Al Arabiya. Retrieved from http://english.alarabiya.net/en/features/2017/03/15/All-what-you-need-to-know-about-the-meeting-between-the-Crown-Prince-and-Trump.html
11. Zaid Jilani: There Is an Islamophobia Industry in the US That Makes a Lot of Money. (2016, April 24). FNA. Retrieved from http://en.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13950204001409
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560

แมร์เคิลกับทรัมป์สานสัมพันธ์ 2 ฝั่งแอตแลนติก

19 มีนาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7436 วันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2560)

17 มีนาคม นางอังเกลา แมร์เคิล (Angela Merkel) นายกรัฐมนตรีเยอรมนีเยือนสหรัฐ พบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ครั้งแรกอย่างเป็นทางการ นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่า 2 คนต่างกันมากทั้งบุคลิก พื้นเพและนโยบาย ก่อนหน้านี้ 2 ฝ่ายปะทะคารมผ่านสื่อหลายประเด็น เช่น การรับผู้อพยพลี้ภัย องค์การนาโต การค้าระหว่างประเทศ แนวทางบริหารประเทศ
ในช่วงหาเสียงทรัมป์ชี้ว่าสหรัฐเสียเงินมากมายแก่ยุโรป “อย่าลืมว่า เป้าหมายหลักที่ยุโรปรวมตัวกันคืออะไร เพื่อเอาชนะสหรัฐอเมริกาในการทำเงินหรือก็คือเรื่องการค้า”  ปีที่ผ่านมาเยอรมันเป็นฝ่ายเกินดุลเช่นเคย ราว 57,0000 ล้านดอลลาร์ สหรัฐเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศ เกิดคำถามว่าจะร่วมมือกันได้ในเรื่องใดบ้าง ลึกซึ้งเพียงไร
ในการแถลงข่าวร่วม 2 ผู้นำ ทั้งคู่ต่างแสดงท่าทีเป็นมิตร 2 ฝั่งแอตแลนติกยังคงร่วมมือกันต่อไป แต่ยืนยันจุดยืนหลายเรื่อง ประธานาธิบดีทรัมป์ชี้ว่ายุโรปไม่เพียงต้องเพิ่มงบกลาโหม ยังเป็นหนี้สหรัฐที่ออกค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ในอดีต ย้ำว่าหลายประเทศเอาเปรียบสหรัฐในการค้าระหว่างประเทศ  รวมทั้งเยอรมัน ด้านนายกฯ แมร์เคิลกล่าวว่าจะเพิ่มงบประมาณกลาโหม แต่ประเทศอื่นๆ มีเหตุผลส่วนตัว และกล่าวอย่างหลักแหลมว่าการค้าระหว่างเยอรมัน-สหรัฐอยู่ภายใต้กรอบกติกาอียูด้วย

ความสำคัญของพันธมิตร 2 ฝั่งแอตแลนติก: อดีต ปัจจุบัน และอนาคต
            สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้สหรัฐมีบทบาทในยุโรป และมีอิทธิพลต่อเนื่องอีกนานเมื่อเข้ายุคสงครามเย็น อันเป็นภาวะที่เกิดการแข่งขันหลายด้านหลายมิติ ค่านิยมของประชาชนที่จะเลือกระหว่างแนวทางสังคมนิยม หรือเสรีภาพ กลไลตลาดตามแบบทุนนิยมสหรัฐ รัฐบาลหลายประเทศในยุโรปตะวันตกเลือกที่อยู่ฝ่ายสหรัฐ
            กองทัพอเมริกันประจำการในหลายประเทศ เช่น เยอรมนีตะวันตก อิตาลี อังกฤษ และเนเธอร์แลนด์ พัฒนากลายเป็นองค์การนาโต
            ในด้านเศรษฐกิจ คุณแมรี โนแลน (Mary Nolan) อธิบายว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังผลิตของสหรัฐเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 50 เมื่อสิ้นสงครามมีคำถามว่าจะจัดการกำลังผลิตส่วนเกินมหาศาลนี้อย่างไร หนึ่งในทางออกคือระบายสินค้าส่วนเกินไปสู่ยุโรปตะวันตก จึงเกิด Marshall Plan สอดรับกับการดึงยุโรปตะวันตกเป็นพันธมิตร ห้ามยุโรปตะวันตกติดต่อค้าขายกับฝ่ายสังคมนิยม ทั้งหมดนี้ภายใต้คำขวัญว่า “อเมริกาช่วยยุโรปบูรณะประเทศ” ผลักดันให้เศรษฐกิจสหรัฐเฟื่องฟูต่อเนื่องอีกหลายปีหลังสิ้นสงครามโลก
            นอกจากนี้ สหรัฐสร้างกลุ่มเศรษฐกิจที่รวมยุโรปตะวันตกเข้ามา ผลักดันให้เศรษฐกิจประเทศเหล่านี้ใกล้ชิดกับสหรัฐ เกิดข้อตกลง Bretton Woods อันเป็นแนวคิดเรื่องการค้าเสรี ระบบเงินตรา และเป็นการกีดกันศักยภาพของเศรษฐกิจเยอรมันที่มีแนวโน้มเติบใหญ่
            ที่สำคัญอีกด้าน คือ ถ่ายทอดวัฒนธรรม ค่านิยม วิถีชีวิตแบบอเมริกัน หวังว่าชาวยุโรปตะวันตกจะรับแนววิถีแบบอเมริกันที่สหรัฐเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง
            ผลลัพธ์สุดท้ายคือเกิดขั้วตะวันตก ภายใต้ทุนนิยมเสรีที่มีสหรัฐเป็นแกนนำ พร้อมกับที่กลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกได้รับประโยชน์จากการฟื้นฟูมากบ้างน้อยบ้าง ช่วยให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ รัฐบาลยุโรปตะวันตกสมัยนั้นยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่

ช่วงสงครามเย็น เยอรมันตะวันตกกับเยอรมันตะวันออกเป็นแนวหน้าของการเผชิญหน้า กองทัพจำนวนมหาศาล อาวุธนิวเคลียร์ของ 2 ฝ่ายประจำการอยู่ จินตนาการได้เลยว่าหากรบพุ่งกันจริงเยอรมันจะหายนะอีกรอบหรือไม่
หลายปีแล้วที่นาโตมีข้อตกลงว่าชาติสมาชิกจะต้องตั้งงบประมาณกลาโหมอย่างน้อยปีละ 2 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ปัจจุบันเยอรมันตั้งงบกลาโหมเพียง 1.2 เป็นประเด็นเก่าที่เจรจามาแล้วหลายปีหลายรัฐบาล จนแล้วจนรอดเยอรมันกับสมาชิกส่วนใหญ่ใช้งบประมาณไม่ถึงร้อยละ 2
ในภาพกว้าง รัฐบาลยุโรปหลายประเทศประกาศท่าทีว่าพวกเขามีจุดยืนของตนเอง ไม่สามารถตามใจสหรัฐเหมือนดังอดีตอีกต่อไป สอดคล้องกับท่าทีของพลเมืองที่มองรัฐบาลสหรัฐในแง่ลบทั้งรัฐบาลทรัมป์และก่อนหน้า พลเมืองอังกฤษกว่า 2 ล้านคนลงชื่อไม่ต้อนรับประธานาธิบดีทรัมป์เข้าประเทศ
ดังที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เทเรซา เมย์ (Theresa May) กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่ 2 ประเทศจะเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่ และ “นำพร้อมกันอีกครั้ง” เพื่อผลประโยชน์ของทั้งคู่ ปกป้องค่านิยมของเรา
และท่ามกลางคำพูดแง่ลบจากทรัมป์ นายกฯ แมร์เคิลโต้กว่า “อนาคตของพวกเราคนยุโรปอยู่ในมือของพวกเราเอง”
ในสายตาของยุโรปตะวันตก สหรัฐในปัจจุบันไม่ใช่พระเอกดังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกต่อไป นโยบายของสหรัฐหลายข้อไม่สอดคล้องกับค่านิยมยุโรปตะวันตก การร่วมหัวจมท้ายทุกเรื่องเป็นผลเสียมากกว่า

ถ้ายึดแนวทางของ เซมวล พี. ฮันติงตัน (Samuel P. Huntington) สหรัฐต้องแสดงบทบาทรับผิดชอบต่อการรักษาและพัฒนาอารยธรรมตะวันตก และเนื่องจากพลังอำนาจสหรัฐลดน้อยถอยลง ประเทศต่างๆ ในหมู่อารยธรรมตะวันตกโดยเฉพาะยุโรปตะวันตกจะต้องให้ความร่วมมือทุกมิติ ทั้งนี้เป็นเพราะชาติตะวันตกนับถือศาสนาคริสต์ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเหมือนกัน
หลักนโยบายของรัฐบาลทรัมป์มีส่วนสอดคล้องกับฮันติงตัน จึงเป็นคำถามว่า สหรัฐจะแสดงบทบาทนำอารยธรรมตะวันตกได้อย่างไร หากฝั่งยุโรปไม่เป็นมิตรมากพอ เป็นประเด็นที่น่าใครครวญ

ร่วมมือกันแม้แตกต่าง :
            ยุโรปตะวันตกปัจจุบันมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่คิดเดินตามใครอีก แต่ใช่ว่า 2 ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกจะร่วมมือกันไม่ได้
หลักคิดคือถ้าใช้คำว่า “แตกต่าง” ทุกประเทศแตกต่างกันหมด แต่ถ้าใช้คำว่า “ร่วมมือกันได้แม้ไม่เห็นด้วยทั้งหมด” ประเทศต่างๆ ในโลกสัมพันธ์กันด้วยลักษณะหลัง ความแตกต่างระหว่างเยอรมันกับสหรัฐจึงไม่เป็นเหตุให้ร่วมมือกันไม่ได้ การดำรงอยู่ของนาโตกว่า 6 ทศวรรษเป็นหลักฐานที่ดี ตลอดช่วงเวลาดังกล่าวมีความแตกต่างแต่ร่วมมือกันได้
การพบปะระหว่างนายกฯ แมร์เคิลกับประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันสานสัมพันธ์ 2 ฝั่งแอตแลนติกต่อไป แม้ดูเหมือนจะแตกต่างกว่าเดิม

ในมุมของสหรัฐ ประธานาธิบดีทรัมป์ยอมรับว่าจีนกำลังไล่ตามหลัง รัสเซียในยุคปูตินฟื้นตัว สหรัฐในยามนี้จำต้องผูกพันใกล้ชิดกับพันธมิตรมากขึ้นเพื่อเสริมแรงของตนที่อ่อนลง
            ความจริงแล้ว การที่รัฐบาลสหรัฐต้องการพันธมิตร ไม่ใช่เพราะอยากได้ “มิตรภาพ” “ความร่วมมือด้วยแรงจูงใจทางบวกแบบยั่งยืน” แต่การมีพันธมิตร มีมิตรประเทศมากเป็นดัชนีชี้วัดอิทธิพลของสหรัฐในเวทีโลก การแสดงออกของประธานาธิบดีทรัมป์เป็นหลักฐานที่ดี
            ในอนาคต หากอิทธิพลสหรัฐลดลง จำนวนพันธมิตรจะลดลง ความร่วมมือด้วยแรงจูงใจทางบวกกับประเทศต่างๆ จะลดน้อยลงอีก และจะหมายถึงผลประโยชน์แห่งชาติหดตัว ภัยคุกคามเพิ่มมากขึ้น ทิศทางระยะยาวดูเหมือนกำลังมุ่งไปทางนี้ นี่ต่างหากที่รัฐบาลสหรัฐกังวล จึงมักพูดว่าต้องการพันธมิตร เพิ่มความร่วมมือเป็นหุ้นส่วนกับประเทศต่างๆ
            การเอ่ยถึงพันธมิตร การสร้างพันธมิตรจึงเป็น “กลวิธี” นำเสนอ การอธิบายของรัฐบาลสหรัฐ

            และกลายเป็นเครื่องมือที่ประเทศอย่างเยอรมัน ยุโรปสามารถใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง ทั้งนี้เป็นเพราะยุโรปมีความเข้มแข็งในระดับหนึ่งเช่นกัน พลเมืองจำนวนไม่น้อยรู้จักวิเคราะห์แยกแยะ
            ถ้ายึดสหรัฐที่คอยจัดระเบียบโลก จะได้คำตอบว่ารัฐบาลทรัมป์อยู่ระหว่างออกแบบระเบียบโลกใหม่ และอาจมีอะไรแตกต่างจากรัฐบาลที่แล้ว เช่น ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัสเซีย ทำสงครามการค้ากับจีน ส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดินในภูมิภาคตะวันออกกลาง มุ่งกีดกันมุสลิมในวงกว้าง คำถามตามมาคือ สหรัฐจะทำโดยลำพัง มีหุ้นส่วนไม่กี่ประเทศ หรือมีพันธมิตรหุ้นส่วนจำนวนมาก เป็นประเด็นที่ควรติดตามต่อไป
            อีกประเด็นที่เห็นผลกระทบเร็วคือนโยบายต่อภาวะโลกร้อน ทรัมป์แสดงท่าทีจะถอนตัวจากข้อตกลง อ้างว่าโลกร้อนไม่เป็นปัญหา การแก้โลกร้อนกระทบเศรษฐกิจประเทศ หากรัฐบาลทรัมป์ถอนหรือลดต่อต้านภาวะโลกร้อนจะกลายเป็นประเด็นว่าอียูควรตอบสนองอย่างไร เพราะหมายถึงความสามารถการแข่งขัน ผลประโยชน์เศรษฐกิจของอียูเช่นกัน

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
ต้องชื่นชมและขอบคุณสหรัฐที่เข้าร่วมสงครามโลก ช่วยยุติสงคราม ไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลนาซี แต่นับจากสิ้นสงครามสงครามโลกครั้งที่ 2 นานาชาติเริ่มมองรัฐบาลสหรัฐในแง่ลบ ไม่พอใจ ไม่สบายใจต่อนโยบายต่างประเทศหลายเรื่อง พร้อมกับที่สังคมอเมริกันแสดงความถดถอยในทุกด้าน คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่โดยเฉพาะชนชั้นกลางกับแรงงาน แม้กระทั่งเรื่องการศึกษา ครอบครัวแตกแยก ความขัดแย้งทางเชื้อชาติ สีผิว รัฐบาลทรัมป์กำลังแก้ปัญหา แต่ถูกทางหรือไม่ สหรัฐยังเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ประชาคมโลกหรือไม่ เป็นผู้นำอารยธรรมตะวันตกได้หรือ นี่คือมุมมองจากหลายประเทศในยุโรป
ประธานาธิบดีทรัมป์มักพูดว่าประเทศถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยไม่เอ่ยถึงที่เอาเปรียบผู้อื่น อีกประเด็นคือโทษรัฐบาลก่อนๆ ว่าทำให้ประเทศเสียหาย ความจริงคือทุกรัฐบาลเจรจา ที่ยุโรปปฏิบัติต่อสหรัฐในวันนี้คือผลจากการเจรจาทั้งสิ้น นั่นหมายความว่ารัฐบาลที่แล้วมายอมรับผล
ทรัมป์มักอ้างว่าตนมีความสามารถในการเจรจาต่อรอง จะแก้ความเสียเปรียบหลายเรื่องด้วยการเจรจาใหม่ ความสัมพันธ์ 2 ฝั่งแอตแลนติกจะเป็นดัชนีชี้ว่าสำคัญอีกชุด และจะได้คำตอบไม่ช้าก็เร็ว เมื่อถึงวันนั้นจะเป็นการตรวจสอบผลงานรัฐบาลทรัมป์ และจะเห็นสัมพันธ์ทวิภาคี พหุภาคี ระเบียบโลกใหม่ที่ปรับเปลี่ยนชัดเจนขึ้น
-----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
ทรัมป์ยืนยันยึดมั่นสัมพันธ์สหรัฐ-ยุโรป
ไม่ถึงเดือนหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ได้คำตอบชัดแล้วว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่ขอถอนตัวออกจากนาโตตามคำขู่ตั้งแต่ช่วงหาเสียง ประเทศสำคัญๆ ในยุโรปแสดงท่าทีต่อต้านก่อการร้ายที่แตกต่างจากสหรัฐ Pax Americana อ่อนแอลงชัดเจน รัสเซียกลายเป็นประเทศสำคัญที่สหรัฐจะต้องดึงมาเป็นหุ้นส่วนหากคิดจะปิดล้อมจีน รุกคืบตะวันออกกลางอย่างจริงจัง

บรรณานุกรม:
1. Birnbaum, Michael. (2017, January 16). European leaders shocked as Trump slams NATO and E.U., raising fears of transatlantic split. The Washington Post. Retrieved from https://www.washingtonpost.com/world/europe-leaders-shocked-as-trump-slams-nato-eu-raising-fears-of-transatlantic-split/2017/01/16/82047072-dbe6-11e6-b2cf-b67fe3285cbc_story.html
2. Casey, Steven. (2013, September 6). Obama’s Alliances. LSE IDEAS. Retrieved from http://www.lse.ac.uk/IDEAS/publications/reports/pdf/SR009/casey.pdf
3. Denitch, Bogdan. (1992). After the Flood: World Politics and Democracy in the Wake of Communism. USA: Wesleyan.
4. Hjelmgaard, Kim. (2017, March 13). Merkel and Trump, who disagree about everything, meet Tuesday. USA Today. Retrieved from http://www.usatoday.com/story/news/world/2017/03/13/angela-merkel-germany-and-donald-trump-washington-white-house-meeting/98942528/
5. Huntington, Samuel P. (1996/2011). The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order. New York: Simon & Schuste.
6. Lander, Mark. (2016, July 25). Merkel Meets Trump, the Defender Versus the Disrupter. The New York Times. Retrieved from https://www.nytimes.com/2017/03/17/world/europe/angela-merkel-donald-trump.html?_r=0
7. Nolan, Mary. (2012). The Transatlantic Century: Europe and America, 1890-2010. UK: Cambridge University Press.
8. Rohwer-Kahlmann, Malte. (2017, March 17). The ending of a beautiful friendship? Deutsche Welle. Retrieved from http://www.dw.com/en/the-ending-of-a-beautiful-friendship/a-37916456
9. Theresa May: UK and US cannot return to 'failed' interventions. (2017, January 27). BBC. Retrieved from http://www.bbc.com/news/uk-politics-38747979
10. Worstall, Tim. (2016, July 25). Donald Trump's Ludicrous Idea Of Pulling The US From The World Trade Organisation. Forbes. Retrieved from http://www.forbes.com/sites/timworstall/2016/07/25/donald-trumps-ludicrous-idea-of-pulling-the-us-from-the-world-trade-organisation/#3cf8bf053470
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2560

คำสั่งห้าม 6 ประเทศของทรัมป์ ไม่ช่วยลดก่อการร้าย

12 มีนาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7429 วันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ.2560)

6 มีนาคม โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ออกคำสั่งห้ามคนต่างชาติเข้าประเทศอีกครั้ง แทนคำสั่งเก่าหลังศาลระงับเนื่องจากไม่ชอบด้วยกฎหมาย
            เป้าหมายหลักยังคงเดิมคือป้องกันผู้ก่อการร้ายต่างชาติเข้าเมือง เพราะเสี่ยงที่จะเกิดเหตุก่อการร้าย รัฐสภา กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ (Homeland Security) ได้ระบุไว้แล้วว่า 6 ประเทศอยู่ในข่าย ในฐานะประธานาธิบดีจึงออกคำสั่งห้ามคนของประเทศเหล่านี้เข้าสหรัฐ อันเป็นอำนาจที่มีตามกรอบกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศกับกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิมีอำนาจอนุญาตให้คนประเทศเหล่านี้เข้าเมืองโดยพิจารณาเป็นรายบุคคล

            เอกสารคำสั่งอธิบายเหตุผลห้าม 6 ประเทศ โดยยกรายงาน Reports on Terrorism 2015 (June 2016) มีสาระสำคัญว่าสหรัฐจัดให้อิหร่านเป็นประเทศอุปถัมภ์ก่อการร้ายตั้งแต่ปี 1984 สนับสนุนกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ (Hizballah) ฮามาส (Hamas) กลุ่มก่อการร้ายในอิรัก สนับสนุนอัลกออิดะห์ในซีเรียกับเอเชียใต้
            ลิเบียอยู่ในภาวะสงคราม มีความเป็นศัตรูระหว่างรัฐบาลนานาชาติกับกองกำลังติดอาวุธ กองกำลังเหล่านี้ควบคุมหลายพื้นที่ ผู้ก่อการร้าย IS อาศัยช่องว่างแทรกตัวเข้าลิเบีย แม้รัฐบาลลิเบียร่วมมือต่อต้านก่อการร้ายแต่ขาดประสิทธิภาพ ผู้ก่อการร้ายเข้าออกประเทศได้โดยง่าย
            โซมาเลีย พื้นฐานบางส่วนของประเทศนี้กลายเป็นฐานที่มั่นของผู้ก่อการร้าย เช่น Al-Shabaab ระบบตรวจสอบควบคุมผู้ก่อการร้ายที่เข้าออกประเทศไม่มีประสิทธิภาพ
            ซูดานอุปถัมภ์ผู้ก่อการร้ายตั้งแต่ปี 1993 สนับสนุนกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ฮามาส ให้ที่พักพิงแก่อัลกออิดะห์และกลุ่มอื่นๆ
            ซีเรียอุปถัมภ์ผู้ก่อการร้ายตั้งแต่ปี 1979 ปัจจุบันยังสนับสนุนหลายกลุ่ม ปฏิเสธร่วมมือกับสหรัฐต่อต้านก่อการร้าย
            เยเมน ความขัดแย้งในประเทศเป็นเหตุให้ IS กับอัลกออิดะห์แทรกตัวเข้าประเทศ รัฐบาลเยเมนไม่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐอย่างเต็มที่
            ส่วนอิรัก แม้ IS ครอบครองพื้นที่จำนวนมาก แต่ร่วมมือกับสหรัฐอย่างดี พยายามดูแลผู้เข้าออกประเทศอย่างเข้มงวด
            คำสั่งห้ามคน 6 ประเทศเข้าสหรัฐมีกำหนดเวลา 90 วันนับจากเริ่มคำสั่ง
คำชี้แจงของรัฐบาลทรัมป์ทำให้เข้าใจว่าผู้ก่อการร้ายสามารถเข้าเมืองโดยไม่ยากเย็น อีกทั้งบางประเทศสนับสนุนผู้ก่อการร้าย ให้ที่พักพิงอยู่แล้ว ในบางกรณีผู้ก่อการร้ายอย่าง IS อัลกออิดะห์แทรกตัวเข้าประเทศ และอาจใช้ประเทศเหล่านี้เป็นช่องทางเข้าสหรัฐ จึงต้องสกัดกั้นคนจากประเทศเหล่านี้เพื่อความปลอดภัยของชาวอเมริกัน

ห้ามคน 6 ประเทศไม่ช่วยลดก่อการร้าย :
จากการศึกษาพบช่องว่างหลายประการ ดังนี้
          ประการแรก มุสลิมประเทศไหนก็เป็นผู้ก่อการร้ายได้
หลักคิดของรัฐบาลทรัมป์คือ แทนที่จะใช้วิธีปฏิเสธบางราย เฝ้าระวังจับตาผู้ต้องสงสัย รัฐบาลทรัมป์ใช้วิธีห้ามคนจากประเทศเหล่านั้นเข้าเมือง ผู้ที่ได้รับอนุญาตกลายเป็นพวกที่ได้รับการยกเว้นเป็นรายๆ
ข้อเท็จจริงที่ต้องเข้าใจคือ IS/ISIL/ISIS มีรากฐานจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายหลายกลุ่มที่รวมตัวกัน  กลุ่มเดิมบางกลุ่มมีความใกล้ชิดกับพวกอัลกออิดะห์และอื่นๆ ปัจจุบันสมาชิกกลุ่มประกอบด้วยคนหลายสัญชาติจากหลายทวีป กุมภาพันธ์ 2016 Brett McGurk เจ้าหน้าที่สหรัฐผู้ดูแลงานต่อต้าน IS รายงานว่ากองกำลังต่างชาติที่รบเพื่อ IS ในซีเรียมีราว 25,000 นาย ประกอบด้วยคนจาก 120 ประเทศ
            กองกำลัง IS ในซีเรียมาจาก 120 ประเทศทั่วโลก แม้กระทั่งยุโรปตะวันตก คนเหล่านี้พิสูจน์แล้วว่าคือผู้ก่อการร้ายตัวจริง เข้ารบจริง ผู้นำ IS สั่งให้สมาชิกก่อเหตุได้ด้วยตัวเอง จึงมีโอกาสสูงที่จะเข้าสหรัฐเพื่อก่อเหตุ (ถ้าพวกเขาต้องการ) ถามว่ารัฐบาลทรัมป์ทำไมมีกีดกันให้ครบ 120 ประเทศ นโยบายกีดกันเพียง 6 ประเทศของทรัมป์จะได้ผลหรือ
ในคำสั่งห้ามล่าสุดชี้ว่าปัจจุบันมีผู้อพยพลี้ภัย 300 คนอยู่ภายใต้การจับตาจากเจ้าหน้าที่ เสี่ยงที่จะก่อการร้าย แต่รัฐบาลไม่ให้รายละเอียด เช่น เป็นคนสัญชาติใด อยู่เฉพาะใน 6 ประเทศที่ถูกสั่งห้ามใช่หรือไม่ เป็นคำถามที่รัฐบาลควรให้ความกระจ่าง

            ประการที่ 2 ชาวอิรักอาจเป็นผู้ก่อการร้าย
นับจาก 27 มกราคมที่ออกคำสั่งครั้งแรกจนถึง 6 มีนาคม ในเวลาไม่ถึงเดือนครึ่ง รัฐบาลทรัมป์ถอนอิรักจากรายชื่อ ให้เหตุผลว่ารัฐบาลอิรักให้ความร่วมมือกับสหรัฐอย่างดี พยายามดูแลคนเข้าออกประเทศอย่างเข้มงวด
เรื่องที่รัฐบาลทรัมป์อาจไม่เข้าใจหรือไม่ยอมเข้าใจคือ สมาชิก IS ในอิรักหลายคนเป็นชาวอิรักแท้ๆ (โดยเฉพาะพวกซุนนีอิรัก) จึงย่อมมีโอกาสเข้าสหรัฐเพื่อก่อเหตุ (ถ้าต้องการ)
ถ้าเอ่ยเรื่องสงครามอ่าวเปอร์เซีย การโค่นล้มซัดดัม สหรัฐยึดครองอิรัก ชาวอิรักจำนวนมากอยู่ในช่วงประวัติศาสตร์เหล่านี้ ความชิงชังสหรัฐอาจยังฝังใจในหลายคน และควรย้ำเตือนว่าการปรากฏตัวของทหารอเมริกันในอิรัก ภูมิตะวันออกกลางในยุคนั้น เป็นชนวนกระตุ้นให้มุสลิมต่อต้านการคงอยู่ของทหารต่างชาติ กระตุ้นให้เกิดกองกำลังต่างๆ มากมาย หลายกลุ่มกลายเป็นผู้ก่อการร้ายจนถึงปัจจุบัน IS/ISIL/ISIS คือกรณีตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุด
ดังนั้น หากจะมีชาวอิรักบางคนเข้าสหรัฐเพื่อก่อการร้ายจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่รัฐบาลทรัมป์กลับถอนอิรักออกจากรายชื่อ เป็นอีกประเด็นส่อถึงความแปลกประหลาดของนโยบายห้ามคน 6 ประเทศเข้าเมือง

          ประการที่ 3 ละเลยเหตุโศกนาฏกรรม 9/11
            งานศึกษาของ Alex Nowrasteh ย้อนดูก่อการร้ายช่วงปี 1975-2015 ชาวอเมริกันเสียชีวิตจากเหตุก่อการร้ายทั้งสิ้น 3,432 ราย ในจำนวนนี้ 2,983 รายหรือร้อยละ 87 เสียชีวิตจากเหตุ 9/11 ผู้ก่อเหตุครั้งนั้นเกือบทั้งหมดเป็นคนสัญชาติซาอุฯ ทั้งๆ ที่หลักฐานชัดเจนขนาดนี้ เป็นเหตุร้ายแรงสุด คุกคามแผ่นดินสหรัฐโดยตรง เป็นเหตุให้รัฐบาลบุชถึงกับประกาศทำสงครามกับผู้ก่อการร้าย แต่รัฐบาลทรัมป์กลับไม่ห้ามคนซาอุฯ ไม่ได้เอ่ยถึงเหตุ 9/11 แม้แต่น้อย
            ราวกับว่ารัฐบาลทรัมป์มั่นใจเหลือเกินว่าเหตุก่อการร้ายในอนาคตจะไม่มาจากพวกซาอุฯ อีก และได้ให้อภัยซาอุฯ แล้ว ตรงข้ามกับลิเบียกับซีเรียที่ในรอบ 40 ปีไม่มีเหตุก่อเหตุจาก 2 ประเทศนี้ แต่รัฐบาลทรัมป์สั่งห้ามเข้าประเทศ

วิเคราะห์องค์รวมและสรุป :
            รัฐบาลทรัมป์พยายามโหมกระพือความน่ากลัวจากก่อการร้ายจนเกินเลย ล่าสุดพยายามอ้างเหตุก่อการร้ายในต่างประเทศเพื่อชี้ว่าก่อการร้ายระบาดทั่วโลก จากที่วิเคราะห์ข้างต้นทั้งหมดให้ข้อสรุปว่า รัฐบาลทรัมป์อาจตั้งใจดีพยายามป้องกันไม่ให้ผู้ก่อการร้ายต่างชาติเข้ามาทำร้ายคนอเมริกัน แต่คำสั่งห้าม 6 ประเทศเข้าเมืองเต็มด้วยจุดอ่อน ผู้ก่อการร้ายไม่จำกัดอยู่เพียง 6 ประเทศที่อ้างถึงเท่านั้น ยิ่งถ้าประธานาธิบดีทรัมป์เห็นว่ามุสลิมสุดโต่งคือผู้ก่อการร้าย ควรเข้าใจว่ามุสลิมสุดโต่งมีได้ในทุกประเทศที่มีมุสลิม
คำสั่งห้าม 6 ประเทศเข้าเมืองจึงไม่ช่วยลดก่อการร้ายแต่อย่างไร

เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะทำให้ประชาชนปลอดภัยที่สุดในทุกด้าน คำถามอีกแง่หนึ่งคือใช้งบประมาณคุ้มค่าหรือไม่ แก้ปัญหาถูกจุด ครบถ้วนหรือไม่
สถาบันวิจัย Cato Institute ให้ข้อมูลว่า ช่วงปี 2006-2015 ชาวอเมริกันที่เสียชีวิตด้วยจากพวกญิฮาดต่างชาติเฉลี่ยเท่ากับ 2.6 คนต่อปี จากญิฮาดอเมริกันเท่ากับ 2.4 คน จากอุบัติเหตุร่มชูชีพ 19.5 คน จากฟ้าผ่า 31 คน
            ถ้าคิดให้กว้างกว่าประเด็นผู้ก่อการร้าย แต่ละปีคนอเมริกันที่เสียชีวิตจากเหตุอื่นๆ รวมทั้งจากยาเสพติด พวกมาเฟียมีมากกว่าเหตุก่อการร้ายต่างชาติหลายเท่า ชาวต่างชาติที่เข้าสหรัฐบางคนเป็นพ่อค้ายาเสพติด นักค้ามนุษย์ นักเลง คนเหล่านี้ทำร้ายคนอเมริกันเช่นกัน ทำไมรัฐบาลทรัมป์จึงไม่สั่งห้ามเหมือนกรณีผู้ก่อการร้าย
ในคำแถลงต่อรัฐสภาเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งพูดว่า ปี 2016 เฉพาะชิคาโกเพียงเมืองเดียวชาวอเมริกันราว 4,000 คนเสียชีวิตเพราะถูกยิง คดีฆาตกรรมเพิ่มสูงขึ้น จะดีกว่าไหมถ้ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันฆาตกรรมในประเทศ (และอื่นๆ) ให้มากกว่าก่อการร้ายต่างชาติ

            ถ้าจะวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง รัฐบาลทรัมป์อ้างว่ากำลังดำเนินนโยบายสืบต่อจากรัฐบาลที่แล้ว ต้องเข้าใจว่านโยบายเหล่านี้บางอย่างมีลักษณะ 2 มาตรฐาน มุ่งเป้าชี้ว่าใครเป็นปรปักษ์ เช่น ชี้ว่าอิหร่านสนับสนุนก่อการร้าย แต่ประเทศซาอุดิอาระเบียไม่เข้าข่าย ทั้งๆ ที่ในแวดวงวิชาการ รัฐบาลหลายประเทศต่างชี้ว่าซาอุฯ สนับสนุนผู้ก่อการร้ายหลายกลุ่ม
            จึงค่อนข้างแน่ชัดว่าแนวทางต่อต้านก่อการร้ายของรัฐบาลทรัมป์ไม่แตกต่างจากรัฐบาลก่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นเดโมแครทหรือรีพับลิกัน ที่มุ่งชี้ว่าอิหร่านเป็นศัตรู ซาอุฯ เป็นมิตร

Steven Camarota จาก Center for Immigration Studies ให้ความเข้าใจว่าแท้จริงแล้วไม่ว่าจะทำอย่างไรหรือพยายามเพียงไร ประเทศใหญ่อย่างสหรัฐไม่สามารถป้องกันคนร้ายเข้าประเทศอย่างสมบูรณ์ ผู้ประสงค์ร้ายมีโอกาสหลบรอดเข้าเมืองได้เสมอ
คำถามหลายข้อที่เกิดขึ้นนำสู่ข้อสงสัยว่ารัฐบาลทรัมป์ตั้งใจต่อต้านก่อการร้ายเพียงไร ชวนให้คิดว่ามีเจตนาแอบแฝงหรือไม่
คำถามสุดท้ายคือ จริงหรือที่รัฐบาลทรัมป์หวังให้ชาวอเมริกันปลอดภัยกว่าเดิม
---------------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง 
ประธานาธิบดีทรัมป์ห้ามคน 7 สัญชาติเข้าประเทศ ชี้แจงว่าไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา เมื่อพิจารณานโยบายหาเสียงและอื่นๆ พบว่านโยบายต่อต้านก่อการร้ายสัมพันธ์กับก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรง (radical Islamic terrorism) อันเป็นนโยบายหลักข้อหนึ่งของพรรครีพับลิกัน และเป็นกระแสเกลียดชังมุสลิมที่รุนแรงขึ้นนับตั้งแต่เกิดเหตุ 9/11 ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่สิ่งที่รัฐบาลทรัมป์ทำส่งผล โหมกระแสต่อต้านมุสลิม แต่เป้าหมายจริงๆ อาจอยู่ที่ 1-2 ประเทศเท่านั้น

บรรณานุกรม:
1. Dodge, Toby. (2012). Iraq: From War to a New Authoritarianism. Oxon: Routledge.
2. Nowrasteh, Alex. (2016, September 16). Terrorism and Immigration: A Risk Analysis. CATO Institution. Retrieved from https://www.cato.org/publications/policy-analysis/terrorism-immigration-risk-analysis
3. Saliba, Emmanuelle. (2017, February 1). You’re More Likely to Die Choking Than Be Killed by Foreign Terrorists, Data Show. NBC News. Retrieved from http://www.nbcnews.com/news/us-news/you-re-more-likely-die-choking-be-killed-foreign-terrorists-n715141
4. The White House. (2017, March 6). Executive Order Protecting The Nation From Foreign Terrorist Entry Into The United States. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/the-press-office/2017/03/06/executive-order-protecting-nation-foreign-terrorist-entry-united-states
5. US says ISIL foreign fighter ranks drop to 25,000. (2016, February 24). Today’s Zaman. Retrieved from http://www.todayszaman.com/latest-news_us-says-isil-foreign-fighter-ranks-drop-to-25000_413136.html
-----------------------------

วันจันทร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2560

ข้อดี-ข้อเสียของประชานิยม (Populism)

5 มีนาคม 2016
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 7422 วันอาทิตย์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ.2560)

การรณรงค์ประชานิยมแต่ละครั้งมีข้อดี-ข้อเสียขึ้นกับแง่มุมมอง บางครั้งมีข้อดีหลายข้อ บางครั้งมีข้อเสียมากกว่า ทั้งนี้ขึ้นกับการรณรงค์แต่ละครั้ง อย่างไรก็ตาม สามารถประมวลให้เห็นข้อดี-ข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นดังนี้
ข้อดีของประชานิยม :
            ประการแรก ช่องทางของประชาชน
            เมื่อคนๆ หนึ่งเกิดมาจะพบว่าตนอยู่ภายใต้ระบอบอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นพลเมืองของประเทศ ระบอบมีอิทธิพลต่อชีวิต เมื่อถึงวัยมีส่วนร่วมทางการเมืองจะอยู่ในกรอบที่กฎหมายกำหนด การจะรวมตัวรณรงค์ประชานิยมไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยๆ       
            การลุกฮือรณรงค์ประชานิยมมาจากภาวะที่ประชาชนเหล่านั้นเห็นว่าระบอบที่มีอยู่ไม่ทำหน้าที่หรือล้มเหลวต่อบทบาทหน้าที่ ไม่อาจพึ่งพากลไกที่มีอยู่ บ่งชี้ว่าระบอบการเมืองเศรษฐกิจสังคมนั้นๆ สร้างปัญหาทุกข์ยากต่อประชาชน (บางส่วน) อย่างรุนแรง ขัดแย้งต่ออุดมการณ์
            การที่ประชาชนลุกฮือไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด และไม่ประกันว่าจะได้ผลลัพธ์สุดท้ายตามต้องการ แต่เป็นวิธีที่บางคนบางกลุ่มเลือกใช้ในยามสภาวะบีบบังคับ
            ประการที่ 2 ข้อเรียกร้องได้รับการแก้ไขบรรเทา
            การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งมีเหตุผลแตกต่าง บางครั้งไม่ใช่เพื่อล้มล้างระบอบอำนาจเก่า เพียงเรียกร้องบางอย่าง เช่น ผลผลิตสินค้าเกษตรตกต่ำในสหรัฐเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 เป็นต้นเหตุการเคลื่อนไหว แม้สุดท้ายผู้นำการเคลื่อนไหวไม่ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่ประเด็นสินค้าเกษตรตกต่ำ ถูกเอารัดเอาเปรียบได้รับการบรรเทา
ประเด็นเคลื่อนไหวปัจจุบัน เช่น ต่อต้านคนต่างด้าวที่อพยพย้ายถิ่น ต่อต้านมุสลิม ต่อต้านชนเชื้อสายอื่นๆ ชนกลุ่มน้อย เพราะเชื่อว่าเป็นต้นเหตุปัญหาสังคม คนว่างงาน อาชญากรรม
            ขบวนการประชาชนนิยมเช่นนี้เกิดขึ้นเพื่อให้เสียงของพวกเขาได้รับการตอบสนองจากระบอบ หรือเพราะระบอบที่เป็นอยู่ปฏิเสธนโยบายของกลุ่ม
            ประการที่ 3 พรรคการเมืองตอบสนองความต้องการมากขึ้น
            ที่สุดแล้ว ไม่ว่าพวกประชานิยมจะชนะหรือไม่ (ส่วนใหญ่ไม่ชนะ ถ้ายึดเป้าหมายที่ต้องการ) รัฐบาลกับพรรคการเมืองมักจะแสดงตัวตอบสนองข้อเรียกร้อง ในกรณีที่ไม่สามารถตอบสนองทั้งหมดก็จะให้ความช่วยเหลืออย่างใดอย่างหนึ่ง ปัจจุบันนโยบายของพรรคการเมืองใหญ่กับรัฐบาลจะมีส่วนผสมของนโยบายที่สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของพวกประชานิยม
            ส่วนพรรคที่ยึดแนวทางประชานิยมหรือมีส่วนผสมของประชานิยมเข้มข้นมักเป็นพรรคเล็ก เป็นพรรคทางเลือก เช่น Norwegian Progress Party, the Danish People’s Party, the Belgian Vlaams Belang และพบบ่อยในอเมริกาใต้ ที่โดดเด่นมากเช่นผู้นำ Hugo Chávez ของเวเนซูเอลา พรรค Front National ในฝรั่งเศส
            ถ้ามองเป็นข้อดี การปรากฏตัวของขบวนการประชานิยมช่วยสร้างสรรค์ประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น กลุ่มใดที่ออกมาเรียกร้อง กลุ่มใดที่แสดงพลัง มักจะได้รับการดูแลมากกว่าพวกที่เงียบเฉย

ข้อเสียของประชานิยม :
ประการแรก ก่อความแตกแยกรุนแรงในหมู่ประชาชน
นักประชานิยมอ้างว่าพวกเขาทำตามมติของประชาชน ต่อต้านผลประโยชน์อันคับแคบของชนชั้นปกครอง แต่การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งมักเน้นคนบางกลุ่ม เช่น เกษตรกรชนบท แรงงานในเมือง หรือชนชั้นกลางระดับล่าง ไม่ใช่ประชาชนทั้งหมด เป็นเพียงบางกลุ่มที่ถูกปลุกระดมขึ้นมาเท่านั้น แต่ผู้นำเคลื่อนไหวจะอ้างว่าพวกเขากำลังทำเพื่อ “ประชาชน” ราวกับว่าหมายถึงประชาชนทั้งประเทศ
และแม้เป็นเสียงข้างมากก็ไม่ใช่ประชาชนทั้งหมด เพราะสังคมประกอบด้วยคนหลายกลุ่มหลายชนชั้น มีทั้งเกษตรกรชนบท แรงงานมีฝีมือ แรงงานด้อยฝีมือ คนชนบทกับคนเมือง ชนกลุ่มน้อย ฯลฯ คนเหล่านี้ต่างมีผลประโยชน์ที่หลายเรื่องไม่ตรงกัน มีความต้องการเฉพาะ เป็นจุดอ่อนสำคัญของประชานิยมที่มองประชาชนเหมือนๆ กันทั้งหมดและพยายามทำให้เหมือนกัน
การพยายามย้ำเน้นว่าทำเพื่อประชาชน ก่อให้เกิดการแบ่งแยกรุนแรงว่าเป็นประชาชนของใคร เกิดความเป็น “พวกเรา” กับ “พวกเขา”
การเคลื่อนไหวเช่นนี้เท่ากับทำการปฏิวัติสังคม ชี้ว่าคนประเภทใดสามารถเป็นพลเมือง ประเภทใดเป็นไม่ได้ เช่น ต้องเป็นคนยุโรปผิวขาว ห้ามคนเชื้อสายอื่น ห้ามเป็นมุสลิม น่าจะแปลกใจว่าพวกประชานิยมอ้างว่าระบอบเก่าไม่เป็นประชาธิปไตย ตนเป็นพวกประชาธิปไตยแท้ แต่การปฏิเสธพหุสังคมสวนทางหลักประชาธิปไตย ควรตั้งคำถามว่าประชาธิปไตยของพวกประชานิยมแท้จริงแล้วคือประชาธิปไตยแบบใด
แนวทางของประชานิยมที่พยายามแบ่งแยกชัดเจนว่ามี 2 พวก 2 ฝ่าย (พวกตนกับพวกศัตรู) จึงขัดแย้งหลักพหุสังคม และไม่สอดคล้องความจริงที่คนในสังคมแตกต่างหลากหลาย สร้างความแตกแยกระหว่างหมู่ประชาชนด้วยกันเอง
            ตั้งแต่จุดเริ่มต้นแรกสุดของการปลุกระดมคือการ “จับ” กับ “สร้าง” กระแสความเกลียดชัง ให้จงเกลียดจงชังต่อระบอบอำนาจเดิม และเพิ่มพูนรักษาความเกลียดชังนี้
            ขบวนการที่เติบโตขึ้นจึงหมายถึงความเกลียดชังที่ขยายตัว ความสมานฉันท์ยากจะเป็นจริง
            ประการที่ 2 ใช้ความรุนแรง การผสมโรงของพวกสุดโต่ง
การเคลื่อนไหวบางครั้งมีความรุนแรงผสมอยู่ด้วย มีการข่มขู่ทำร้ายร่างกาย แม้คนส่วนใหญ่ที่ร่วมขบวนการจะไม่เห็นด้วย การเคลื่อนไหวของกลุ่มชาวนาในรัสเซียเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 ใช้ความรุนแรงถึงขั้นลอบสังหารฝ่ายตรงข้าม
            ปัจจุบันพบว่าในขบวนการใหญ่จะมีพวกแนวคิดรุนแรง เช่น ขวาสุดโต่ง (extreme right-wing populism) ผสมปนอยู่ นักวิชาการบางคนชี้ว่าพวกสุดโต่งบางกลุ่มพยายามระบุว่าตนเป็นพวกประชานิยม เพื่อหลบเลี่ยงถูกตีตราว่าเป็นพวกสุดโต่ง เป็นการผสมโรงเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มเหล่านี้
            บางครั้งผู้ก่อความรุนแรงอาจไม่ใช่พวกมีอุดมการณ์สุดโต่ง เป็นเพียงนักเลงหัวไม้หรือชาวบ้านที่ถูกจ้างวานเพื่อก่อความรุนแรง แน่นอนว่าแกนนำจะไม่ยอมรับว่าตนเป็นผู้สั่งการ แต่ไม่อาจปฏิเสธว่าด้วยแนวทางจงเกลียดจงชังของประชานิยมเป็นต้นเหตุของความรุนแรงทั้งแบบตั้งใจกับไม่ตั้งใจ

            ประการที่ 3 ให้ความสำคัญกับอธิปไตยปวงชนจนละเลยหลักการอื่นๆ
            นักประชานิยมจะให้ความสำคัญกับอธิปไตยปวงชนจนละเลยหลักการอื่นๆ ตามระบอบประชาธิปไตย อ้างความต้องการของประชาชนซึ่งหมายถึงกลุ่มของตนเท่านั้น และอ้างเป็นความชอบธรรมที่จะเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจการเมืองสังคม หรือประเด็นใดๆ ให้เป็นไปตามความต้องการของกลุ่ม ละเลยความเห็นความต้องการของประชาชนกลุ่มอื่นๆ แม้กระทั่งหลักการอื่นๆ ของประชาธิปไตย เช่น หลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชน ไม่สนใจเสียงข้างน้อย (ชนกลุ่มน้อย) ต่อต้านพหุสังคม
            การอ้างความชอบธรรมมวลชนเช่นนี้จึงเท่ากับละเมิดประชาธิปไตย แต่เคลื่อนไปตามฝูงชน” (Mob-rule) หรือ “มวลชนเป็นใหญ่” (rule of the masses) ดังที่อริสโตเติลกล่าวไว้
            ประการที่ 4 กลุ่มอำนาจใหม่หรือเก่า ที่มาในคราบเพื่อประชาชน
            ในบางกรณี พวกประชาชนนิยมคือกลุ่มอำนาจเก่าที่มาในคราบเพื่อประชาชน เป็นสมาชิกระบอบเดิมที่ใช้แนวทางประชานิยมเพื่อดึงประชาชนเป็นแนวร่วม ได้คะแนนเสียงจากประชาชน ได้ถืออำนาจปกครองประเทศต่อไป ลักษณะเช่นนี้ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอำนาจใหม่หรือเก่าต่างไม่ได้ทำเพื่อประชาชนจริงๆ สิ่งที่เรียกว่ามติมหาชนนั้นแท้จริงมาจากการชักนำของผู้นำบารมี
            ประการที่ 5 ขาดการมององค์รวม
            การเคลื่อนไหวของกลุ่มประชานิยมมักเรียกร้องบางเรื่องและต่อต้านบางประเด็น บางคนอาจต่อต้านการปฏิบัติอุตสาหกรรม การค้าเสรี โลกาภิวัตน์เพราะทำให้เขาตกงาน  คนเหล่านี้หยิบผลเสียบางข้อบางส่วนเพื่อลบล้างทำลายทั้งระบบ ทั้งๆ ที่สังคมโดยรวมได้รับประโยชน์
            ปัญหาใหญ่กว่านั้นคือ ขบวนการประชานิยมเคลื่อนไหวเรียกร้องบางเรื่องที่อยู่ในความสนใจ แต่ไม่ได้เอ่ยถึงนโยบายด้านอื่นๆ ที่มีอยู่มากมาย ดังนั้น จึงไม่อาจคาดเดาว่าหากผู้นำรณรงค์ประชาชนนิยมได้อำนาจบริหารประเทศ นโยบายมากมายหลายเรื่องที่ไม่ได้เอ่ยถึง ไม่ได้ลงรายละเอียดจะเป็นอย่างไร สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนที่เคลื่อนไหวสนับสนุนหรือไม่

            ประการที่ 6 นโยบายระดับประเทศเป็นเรื่องซับซ้อนกว่าที่ชาวบ้านจะเข้าใจ
ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับประชานิยมชี้ว่าระบอบประชาธิปไตยการบริหารบ้านเมืองเป็นเรื่องซับซ้อน ไม่สามารถใช้ประชามติตัดสินทุกเรื่อง และแท้จริงแล้วไม่ควรให้สามัญชนตัดสินหลายเรื่อง เพราะประเด็นซับซ้อนกว่าที่ชาวบ้านเข้าใจ นโยบายบางเรื่องเป็นความลับ ตัวอย่างที่เห็นชัดคือนโยบายต่างประเทศ ประเด็นความมั่นคง นโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรตัดสินโดยสามัญสำนึก
บางคนเห็นว่าประชานิยมเป็นโทษต่อประชาธิปไตย เพราะเป็นเผด็จการโดยผู้มีบารมี (charismatic dictatorship) และอาจกลายเป็นทรราชย์ (tyranny) ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

แม้นักวิชาการบางหลายคนจะแสดงข้อเสียมากมายของประชานิยม การก่อเกิดของขบวนการแต่ละครั้งกลับบ่งบอกว่าประชาชนอย่างน้อยบางกลุ่มบางส่วนเห็นด้วยกับแนวทางนี้ และกำลังเพิ่มมากขึ้นในศตวรรษที่ 21 นี้
----------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง :
พอจะสรุปได้ว่า “ประชานิยม” คือ การเคลื่อนไหวทางการเมือง พยายามดึงประชาชนเข้ามาเป็นแนวร่วม เพื่อต่อต้านระบอบเก่า อาจเป็นระบอบการเมือง สังคม เศรษฐกิจ บางเรื่องบางที่เป็นสาเหตุทำให้ประชาชนบางกลุ่มไม่พอใจอย่างยิ่ง แนวทางนี้กำลังท้าทายระบอบการเมืองเศรษฐกิจสังคมปัจจุบัน และจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในศตวรรษที่ 21 นี้

บรรณานุกรม:
1. Aalberg, Toril., Esser, Frank., Reinemann, Carsten., Stromback, Jesper., & Vreese, Claes De. (Editors). (2017). Populist Political Communication in Europe. New York: Routledge.
2. Akkerman, Tjitske. (2012). Populism. In Encyclopedia of Global Studies. (Vol. 3., pp.1357-1359). USA: SAGE Publications.
3. Albertazzi, Daniele., McDonnell, Duncan. (Editors). (2008). Twenty-First Century Populism: The Spectre of Western European Democracy. New York: PALGRAVE MACMILLAN.
4. Hainsworth, Paul. (2008). The Extreme Right in Europe. Oxon: Routledge.
5. Canovan, Margaret. (2001). Populism. In Encyclopedia of democratic thought. (pp. 674-679). London: Routledge.
6. Miroff, Bruce., Seidelman, Raymond., Swanstrom, Todd., Luca, Tom De. (2010). The Democratic Debate: American Politics in an Age of Change (5th Ed.). USA: Wadsworth, Cengage Learning.
-----------------------------